แบบบ้านไสตล์โมเดิร์นชั้นเดียว เน้นโปร่งทันสมัย พื้นที่ 138 ตารางเมตร

แบบบ้านไสตล์โมเดิร์นชั้นเดียว เน้นโปร่งทันสมัย ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 138 ตารางเมตร

แบบบ้านไสตล์โมเดิร์นชั้นเดียว

แบบบ้านไสตล์โมเดิร์นชั้นเดียว


สวัสดีครับ วันนี้เรามี แบบบ้านสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียว ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม  มาฝากกันอีกเช่นเคย สำหรับบ้านหลังนี้ เป็น แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 โถงรับแขก 1ห้องพักผ่อน 1 ห้องซักรีด 1 ห้องครัว พื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 138 ตารางเมตร สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลาง  ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก  MB Design House บริการรับเขียน 3D By sketchup ยกพื้นสูงจากที่ดินเล็กน้อย ประมาณ 60 ซม. การออกแบบบ้านสไตล์โมเดิร์น หลังคาเพิงแหงน ซ้อนกัน  จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ




ผลงานและรูปภาพ : MB Design House บริการรับเขียน 3D By sketchup
เรียบเรียง : https://esanbanna.com

 

แบบบ้านไสตล์โมเดิร์นชั้นเดียว

บริเวณหน้าบ้าน มีการออกแบบให้ดูง่ายสบายตาเน้นกระจกใสโปร่งแสง โดยปูพื้นด้วยกระเบื้องลายไม้โทนน้ำตาล  ตามเสาหน้าบ้านมีโคมไฟประดับไว้แล้ว ประตูทางเข้าเลือกใช้เป็นกระจกขนาดใหญ่ และหน้าต่างบานกระจกที่ทันสมัย ตัดกับสีของลายไม้ ได้เป็นอย่างดี สวยงามมาก

บ้านไสตล์โมเดิร์น

แบบบ้านไสตล์โมเดิร์น

แบบบ้าน




แบบบ้านไสตล์โมเดิร์นชั้นเดียว

แบบบ้านไสตล์โมเดิร์น

MB Design House

MB Design House

แบบเเปลนภายในบ้าน

 

สนใจแบบบ้านสามารถติดต่อได้ที่

  • ID : @mbdesign (มี@ด้วยนะครับ)
  • หรือโทร 0936608179

หมายเหตุ: ทางเว็บ esenbanna.com ไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ ระบบปล่อยอิสระ

การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ ระบบปล่อยอิสระ

การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์

การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์


ปัจจุบันนั้นเทรนด์ของผู้ที่รักสุขภาพนั้นเพิ่มมากขึ้นและผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการเลือกซื้ออาหารที่มีประโยชน์ และมีคุณค่าต่อสุขภาพ การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ ระบบปล่อยอิสระ นั้นมีคุณภาพทั้งเนื้อและไข่ที่มีคุณค่าทางโภชนะดีกว่าการเลี้ยงในระบบขังคอกหรือกรงตับ เช่น วิตามินเอและดีสูงกว่า 2 เท่า โอเมก้า-3 สูงกว่า 4 เท่า ดังนั้น เราจึงได้เขียนบทความ การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ระบบ ปล่อยอิสระ เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติให้แก่ผู้เลี้ยงไก่ เพื่อผลิตไข่คุณภาพ



องค์ประกอบของ การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์

  • คอก ไก่ไข่ พื้นที่เหมาะสมไม่มากกว่า 4 ตัว/ตารางเมตร ติดตาข่ายไม่ให้นกเข้าได้ มีแกลบรองพื้น มีรังไข่ (4 ตัว/รัง) มีรางอาหาร ถังน้ำ มีคอนนอนเพียงพอ ประตูก่อนเข้าคอก มีบ่อจุ่มเท้าและทำความสะอาดเป็นประจำ พื้นที่ปล่อยเลี้ยง
  • พื้นที่เหมาะสม ไม่น้อยกว่า 4 ตารางเมตร/ต่อตัว อาจทำอาหารเพื่อเสริมโปรตีน (เพาะปลวก, ไฟล่อแมลง) ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา ปลูกหญ้า/ ถั่วสำหรับไก่จิกกิน)
  • ห้องเก็บอาหาร ทำชั้นวางสูง ไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร พื้นแข็งแรง ไม่ให้นกหรือสัตวีอื่นเข้า
  • คอกพักสัตว์ป่วย พื้นคอกยกสูงพอสมควร ทำถาดรองมูลไม่ให้มูลสัมผัสพื้น ไม่ให้นกหรือสัตว์อื่นเข้า และกันตาข่ายไม่ให้สัตว์อื่นเข้ามาในบริเวณ
  • บ่อทิ้งซาก ทำจากบ่อซีเมนต์ขนาด 50-80 เซนติเมตร จำนวน 3 บ่อ มีฝาปิด และกั้นตาข่ายไมให้สัตว์อื่นเข้า
  • จุดล้างวัสดุอุปกรณ์ มีวาล์วน้ำ/ถังน้ำ และมีพื้นสำหรับรองวาง เพื่อล้างวัสดุ อุปกรณ์
  • ถังขยะพร้อมฝาปิด ถังใส่ถุง มีฝาปิดและการทำลายขยะห้ามเผาโดยเด็ดขาด
  • ประตูทางเข้าแนวเขตพื้นที่ มีบ่อจุ่มเท้า พร้อมฝาปิดและรองเท้าบูทสำหรับปฏิบัติงาน
  • แนวรั้วรองแนวเขตทั้งหมด แข็งแรงป้องกันไมให้ไก่ เข้า-ออกได้ ปลูกพืชแนวกันชน กรณีอยู่ใกล้พื้นที่สารเคมีให้ทำคันดินยกสูง และปลูกพืชตามแนวคันดินด้วย
  • สถานที่เก็บไข้ไก่อินทรีย์ มีสถานที่เก็บไขไก่อินทรีย์ที่เหมาะสม ไม่ปนเปื้อนกับไข่ชนิดต่างๆ

เลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์

อาหารสัตว์

ในระยะแรก ควรเลี้ยงไก่ด้วยอาหารสำเร็จรูปไก่ไข่ตามระยะอายุของไก่ หลังจากมีประสบการณ์แล้ว สามารถเลือกใช้อาหารได้ตามความเหมาะสม อาหารสัตว์ต้องปลอดภัยจากสารเคมีที่ก่อให้เกิดอันตราย และไม่มีการเสริมยาปฏิชีวนะ มีน้ำสะอาดให้กินอย่างสม่ำเสมอ แต่หากเป็นการเลี้ยงไก่ระบบอินทรีย์ จะต้องให้กินอาหารอินทรีย์เกษตรกรสามารถเสริมวัตถุดิบหรือผลพลอยได้ทางการเกษตร เช่น มะละกอ ข้าวโพดกล้วย ต้นกล้วย พืชผักสวนครัวและสมุนไพร เป็นต้น

สมุนไพรเสริมสร้างสุขภาพสัตว์

  • ฟ้าทะลายโจร
    สรรพคุณ แก้ไข แก้หวัด หน้าบวม แก้ท้องเสีย แก้ติดเชื้อในลำไส้ช่วยเจริญอาหาร ฯลฯ
    วิธีใช้ ใบตากแห้งบดเป็นผง 1 แก้ว (150 ซีซี)/ อาหารข้น 100 กิโลกรัม
  • ขมิ้นชัน
    สรรพคุณ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบ แก้ท้องเสีย ฯลฯ

    วิธีใช้ เหง้าตากแห้งบดเป็นผง 1 แก้ว (150 ซีซี)/ อาหารข้น 100 กิโลกรัม
  • ไพล
    สรรมคุณ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขยายหลอดลม บิดเป็นมูกเลือดในสุกร ฯลฯ
    วิธีใช้ เหง้าตากแห้งบดเป็นผง 1 แก้ว (150 ซีซี)/อาหารข้น 100 กิโลกรัม
  • บอระเพ็ด
    สรรพคุณ แก้ไข ขับพยาธิภายใน ช่วยเจริญอาหาร บำรุงร่างกาย ฯลฯ

    วิธีใช้ เถาสดทุบแช่น้ำให้สัตว์กิน หรือนำมาหมักเป็นน้ำหมักชีวภาพ (เพื่อความสะดวกในการให้สัตว์) น้ำหมัก 2 ซ้อนโต๊ะ/น้ำสะอาด 10 ลิตร
  • ตะไคร้หอม
    สรรพคุณ ป้องกันไร ยุง ช่วยดับกลิ่นพื้นตอก

    วิธีใช้ ใบรองรังไข่ป้องกันไร หรือนำมาหมักเป็นน้ำหมักชีวภาพ (เพื่อความสะดวก) น้ำหมัก 1 แก้ว (150 ซีซี) น้ำเปล่า 10 ลิตร ฉีดพ่นพื้นคอกเพื่อดับกลิ่นได้เป็นอย่างดี
  • ลูกใต้ใบ
    สรรพคุณ แก้ไข แก้หวัด ช่วยเจริญอาหาร ช่วยขับสารพิษออกจากตับในสัตว์ แก้ท้องเสีย ฯลฯ
    วิธีใช้ นำมาหมักเป็นน้ำหมักชีวภาพ (เพื่อความสะดวก) น้ำหมัก 2 ช้อนโต๊ะ/น้ำสะอาด 10 ลิตรให้สัตว์กิน

การใช้น้ำหมักชีวภาพเลี้ยงไก่ไข่อินหรีย์

น้ำหมักชีวภาพ คือ การนำเอาพืช ผัก ผลไม้ สัตว์ชนิดต่างๆ มาหมักกับน้ำตาลทำให้เกิดจุลินทรีย์ ที่เป็นประโยชน์จำนวนมาก ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้ จะไปช่วยสลายธาตุอาหารต่างๆ เมื่อถูกย่อยสลายโดยกระบวนการของแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์สารต่างๆ จะถูกปลดปล่อยออกมา เช่น โปรตีน กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง จุลธาตุ เป็นต้น

การจัดการด้านสุขภาพและการป้องกันโรค

  • ต้องมีการใช้น้ำหมักชีวภาพผสมน้ำ หรือ อาหารให้สัตว์กินเป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพสัตว์โดยใช้อย่างน้อย 1 ชนิด เช่น น้ำหนัก พืชสีเขียว ผลไม้สุก เนื้อสัตว์และแคลเซียมเปลือกไข่ เป็นต้น
  • ต้องมีการใช้น้ำหมักชีวภาพสมุนไพร หรือให้กินสมุนไพรโดยตรง เป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพสัตว์ หรือรักษาพยาบาสสัตว์เบื้องต้น เช่น น้ำหมักสมุนไพรบอระเพ็ดฟ้าทะลายโจร เป็นต้น
  • ต้องมีการฉีดวัคนป้องกันโรคระบาสัตว์ตามโปรแกรมของกรมปศุสัตว์
  • ต้องมีคอกพักสัตว์ป่วยสำหรับแยกสัตว์ออกมารักษา





เปรียบเทียงการเลี้ยงและคุณภาพของผลผลิต

การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์

การเลี้ยงไข่ไก่อินทรีย์

เลี้ยงแบบปล่อยอิสระ ไก่จิกกินพืชผัก สมุนไพร สัตว์ธรรมชาติ หนอน แมลงเสริมด้วย รำ ปลายข้าว ข้าวเปลือก หญ้าเนเปียร์หมัก ต้นกล้วยหมัก น้ำหมักชีวภาพ ไมใช้ใช้ยาเคมีหรือสารสังเคราะห์ใดๆ

ผล

  • ไข่ขาวข้นเห็นได้ชัด
  • ไข่แดงนูนเด่น รสชาติดี
  • ไม่เสี่ยงต่อสารเคมี ยาสัตว์ตกค้าง
  • มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก

การเลี้ยงไข่ไก่ทั่วไป

เลี้ยงบนกรงตับที่แคบ ใช้อาหารสำเร็จรูป ใช้โปรตีนจากพืชปลาป่น ไวตามิน แร่ธาตุสังเคราะห์สารปฏิชีวนะ ยากันเครียดใส่สารสีสังเคราะห์

ผล

  • เนื้อไข่ขาวเหลว ไข่แดงไม่นูนเด่น
  • มีสีแดงจากสารสี
  • เสี่ยงต่อสุขภาพการดื้อยา
  • ปฏิชีวนะในคน

 ที่มา : กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  www.dld.go.th


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การควบคุมแมลงวันผลไม้ โดยวิธีผสมผสาน

การควบคุมแมลงวันผลไม้ โดยวิธีผสมผสาน

การควบคุมแมลงวันผลไม้

แมลงวันผลไม้ และผักหลายชนิด นอกจากจะทำให้ผลผลิตเน่าเสียหายแล้ว แมลงวันผลไม้เป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญของไม้ผลยังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ส่งออกเป็นอย่างมาก เนื่องจากประเทศผู้นำเข้าตรวจพบแมลงวันผลไม้ติดไปกับผลผลิตทางการเกษตรหลายชนิดจากประเทศไทย จนบางประเทศต้องระงับการนำเข้า การใช้สารเคมีฉีดพ่น  เพื่อป้องกันกำจัด นอกจากสารเคมีตกค้างในผลผลิตที่ส่งไปจำหน่ายทั้งภายใน และต่างประเทศแล้วยังเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค และสภาพแวดล้อมอีกด้วย

ลักษณะการทำลายของแมลงวันผลไม้

ตัวเมียจะวางไข่โดยใช้อวัยวะวางไข่แหลมๆอยู่ปลายก้น (Ovipositor) แทงเข้าไปในเนื้อผลไม้ เพื่อวางไข่ โดยวางไข่ทั้งในระยะผลอ่อนและในระยะผลแก่ใกล้สุก เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอนจะพอดีกับระยะที่ผลไม้นั้นสุกและจะอาศัยกัดกินอยู่ภายในผลนั้นทำให้ผลไม้เน่าเสี่ยและร่วงหล่นลงสู่พื้น จากนั้นตัวหนอนจะออกจากผลไม้ที่ร่วงหล่น และเข้าดักแด้ในดินและฟักออกเป็นตัวเต็มวัยการทำลายในระยะเริ่มแรกจะสังเกตได้ยากอาจพบอาการช้ำบริเวณใต้ผิวเปลือก เมื่อหนอนโตขึ้นจะทำให้ผลเน่าเละและมีน้ำไหลเยิ้มออกทางรูที่หนอนเจาะออกมา เพื่อเข้าดักแด้ นอกจากนี้ผลไม้ที่ถูกทำลายมักจะมีโรคและแมลงอื่นๆ เข้าทำลายซ้ำฃ

วงจรชีวิตแมลงวันผลไม้

วงจรชีวิตแมลงวันผลไม้

แมลงวันผลไม้ที่สำคัญของประเทศไทย

การแพร่กระจาย : ทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคกลางและภาคเหนือ

พบมากใน : มะม่วง ฝรั่ง ชมพู่ พุทรา น้อยหน่า ละมุด

Bactrocera dorsalis (Hendel)

Bactrocera dorsalis (Hendel)

ภาพ : University of Hawaii at Manoa

Bactrocera correcta (Bezzi)

Bactrocera correcta (Bezzi)

ภาพ : สุขสม ชินวินิจกุล

Bactrocera cucurbitae (Coquillett)

Bactrocera cucurbitae (Coquillett)

ภาพ : สุขสม ชินวินิจกุล

การแพร่กระจาย : ทุกภาคของประเทศไทย

พบมากใน : พืชผัก และพืชตระกูลแตง เช่น บวบเหลี่ยมมะเขือเทศ แตงโม

Bactrocera tau (Walker)

Bactrocera tau (Walker)

ภาพ : University of Hawaii at Manoa

การแพร่กระจาย : ทุกภาคของประเทศไทย

พบมากใน : บวบเหลี่ยม มะระขึ้นก ตำลึง 

Bactrocera latifrons (Hendel)

Bactrocera latifrons (Hendel)

ภาพ : สัญญาณี ศรีคชา

การแพร่กระจาย : ทุกภาคของประเทศไทย

พบมากใน : พริกชี้ฟ้า มะเขือเปราะ มะเขือพวง มะแว้งเครือ ฯลฯ

การควบคุมแมลงวันผลไม้

Bactrocera umbrosa (Fabricius)

ภาพ : สัญญาณี ศรีคชา

การแพร่กระจาย : ทุกภาคของประเทศไทย

พบมากใน : ขนุน จำปาดะ

การควบคุมแมลงวันผลไม้

Bactrocera carambolae (Drew&Hancock)

ภาพ : สุขสม ชินวินิจกุล

การแพร่กระจาย : ภาคใต้และภาคกลางตอนล่าง

พบมากใน : ฝรั่ง ขนุน กระท้อน ละมุด มะม่วง มะเฟือง ฯลฯ

Bactrocera zonata (Saunders)

Bactrocera zonata (Saunders)

ภาพ : Mahfuza Khan

การแพร่กระจาย : ภาคเหนือและภาคกลาง

พบมากใน : มะม่วง มะตูม ท้อ,เซอรี่

การควบคุมแมลงวันผลไม้ โดยวิธีผสมผสาน

เป็นการควบคุมศัตรูพืชตั้งแต่ 2 วิธีขึ้นไปโดยใช้ร่วมกันและแต่ละกรรมวิธีต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน จึงสามารถ ควบคุม หรือป้องกันกำจัดแมลงวันผลไม้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย

  • การห่อผล ควรห่อผลด้วยถุงพลาสติกหรือถุงกระดาษโดยห่อให้มิดชิด หากเป็นถุงพลาสติกควรตัดมุมที่กันถุงเพื่อระบายน้ำโดยเริ่มห่อตั้งแต่ผลมีขนาดเล็ก ความแตกต่างขึ้นอยู่กับชนิดของพืช เช่น มะม่วง เริ่มห่อเมื่อผลมะม่วงอายุ 8-9 สัปดาห์ ในชมพู่เริ่มห่อเมื่อผลมีอายุ 2 สัปดาห์หลังไหมร่วงและไว้ผล 3-4 ผลต่อช่อ
  • การใช้สารล่อ
    • การใช้เมธิลยูจินอล (Methy EugenoU เป็นสารล่อเพศผู้ อัตราการใช้เมธิลยูจินอล 4 ส่วน ผสมมาลาไธออน 83% อีซี 1 ส่วน หยดลงบนก้อนสำลี 3-5 หยด นำไปแขวนในกับดัก จากนั้นนำกับดักไปแขวนในทรงพุ่มสูงประมาณ1..5 เมตร
    • การใช้เหยื่อโปรตีน ซึ่งสามารถดึงดูดได้ทั้งแมลงวันผลไม้เพศผู้และเพศเมีย โดยใช้เหยื่อโปรตีนออโตไลเสท (Protein autolysate) หรือไฮโดรไลเซท (Protein hydrolysate) อัตรา 200 มิลลิสิตร ผสมสารฆ่าแมลงมาลาไธออน 57% หรือ 83% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 5 ลิตร พ่นเป็นจุดๆ ต้นละ 4 จุด พ่นต้นเว้นต้นทุก 7 วัน และพ่นในเวลาเข้าตรู่ซึ่งเป็นช่วงที่แมลงวันผลไม้ออกมาหาอาหาร เริ่มพ่นครั้งแรกหลังห่อผลเสร็จ 1 สัปดาห์และพ่นต่อเนื่อง จนเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วเสร็จ
  • การทำความสะอาดแปลงปลูก โดยเก็บผลมะม่วงที่ถูกแมลงวันผลไม้จากต้น หรือผลที่ร่วงหล่นออกจากแปลงโดยนำไปทำน้ำหมัก, ฝังกลบหรือเผาเพื่อกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์การฝังกลบต้องให้ลึกมากกว่า15 เซนติเมตร

  • การกำจัดพืชอาศัย การตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง เพื่อปรับสภาพแวดล้อมไม่เหมาะเป็นที่พักอาศัย และการแพร่ระบาดของแมลงวันผลไม้

  • การใช้แมลงศัตรูธรรมชาติ การปล่อยแตนเบียนหนอนแมลงวันผลไม้ (Diachasmimorpha longicaudata) เพื่อควบคุมประชากรแมลงวันผลไม้ในธรรมชาติ ซึ่งแตนเบียนเพศเมียจะวางไข่ในตัวหนอนแมลงวันผลไม้ที่อาศัยอยู่ภายในผลไม้ ตัวหนอนของแตนเบียนจะเจริญเติบโต และอาศัยกัดกินอยู่ภายในลำตัวของหนอนแมลงวันผลไม้ ทำให้หนอนแมลงวันผลไม้ตายในที่สุด เมื่อปล่อยติดต่อกันทำให้ประชากรแมลงวันผลไม้ในธรรมชาติลตลง

  • การใช้แมลงวันผลไม้เป็นหมัน   การกำจัดแมลงวันผลไม้ให้หมดไปจากพื้นที่ที่ต้องการโดยเลี้ยงแมลงวันผลไม้ให้มีปริมาณมาก และนำแมลงเหล่านั้นไปฉายด้วยรังสีแกมมาเพื่อให้เป็นหมัน จากนั้นจึงนำแมลงที่เป็นหมันนี้ ไปปล่อยในพื้นที่กว้างหรือครอบคลุมพื้นที่เพื่อให้ไปผสมพันธุ์กับแมลงวันผลไม้ในธรรมชาติทำให้ไม่มีลูก เมื่อปล่อยติดต่อกันทำให้ประชากรแมลงวันผลไม้ในธรรมชาติลดลงหรือจนหมดไปในที่สุด

เอกสารอ้างอิง : 

  • กรมส่งเสริมการเกษตร (ม.ป.ป.) แมลงวันผลไม้และการควบคุม.
  • สายชล แสงแก้ว และคณะ. (2557). การใช้เทคโนโลยีแบบผสมผสานเพื่อควบคุมแมลงวัน ผลไม้มะม่วง ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา. แก่นเกษตร, 42 (2),417- 421.

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  www.doae.go.th


วิธีการปลูกเผือก พืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ ปลูกง่ายโตดี

วิธีการปลูกเผือก พืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ ปลูกง่ายโตดี

วิธีการปลูกเผือก

วิธีการปลูกเผือก


เผือกเป็นพืชล้มลุก หัวเผือกเป็นลำต้นที่เกิดอยู่ใต้ดิน ประกอบไปด้วยหัวใหญ่ 1 หัว และมีหัวเล็ก ๆ แตกออกรอบๆ ขนาดรูปร่างของหัว สีของเนื้อเผือกมีความแตกต่างกันออกไปตามพันธุ์หัวใหญ่ มีน้ำหนักตั้งแต่ 450 กรัม – 3.5 กิโลกรัม หัวเล็กหนักตั้งแต่ 28 กรัม – 450 กรัม เนื้อเผือกมีสีขาวหรือม่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ประมาณ 21-27 องศาเซลเชียส ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ประมาณ 5.5 – 6.5 อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 5-6 เดือน ต้องการน้ำฝนประมาณ 1,750-2,500 มิลลิเมตรต่อปี

สภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสม

เผือกเป็นพืชหัวที่มีต้นคล้ายบอนมีความต้องการน้ำ หรือความชื้นในการเจริญเติบโตค่อนข้างสูงเผือกจึงชอบดินอุดมสมบูรณ์ และสามารถอุ้มน้ำไว้ได้มาก สามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทยในแหล่งที่มีระบบน้ำชลประทานดีจะสามารถปลูกเผือกได้ตลอดปี ส่วนในแหล่งที่มีน้ำจำกัดควรปลูกเผือกในช่วงฤดูฝนเท่านั้น เผือกปลูกได้ทั้งที่ลุ่มและดอน สภาพไร่ ที่ราบสูงไหล่เขาและปลูกได้ในดินหลายชนิด ยกเว้นดินลูกรัง ดินที่เหมาหะสมสำหรับการปลูกเผือกมากที่สุด คือ ดินร่วนปนทราย มีอินทรีย์วัตถุสูง หน้าดินลึก ระบายน้ำดี โดยปกติจะใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุยคอก หรือปุ๋ยหมักจำนวนมากก่อนปลูกโดยหว่าน และไถกลบก่อนปลูก 2 -3 เดือน และ เพิ่มปุ๋ยไนโตรเจน  และโปแตสเซียม ระหว่างพืชเจริญเติบโตจะให้ผลดี

วิธีการปลูกเผือก

การจำแนกพันธุ์สายพันธุ์ของเผือก

ประเทศไทยมีผือกมากมายหลายพันธุ์ ศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตรได้รวบรวมพันธุ์เผือกจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งในแต่ละต่างประเทศประมาณ 50 พันธุ์ สามารถจำแนกพันธุ์เผือกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้

  • จำแนกเผือกตามกลิ่นของหัว มี 2 ประเภท คือ
    • เผือกหอม เผือกชนิดนี้เวลาต้มหรือประกอบอาหารจะมีกลิ่นหอม ได้แก่ เผือกหอมเชียงใหม่ 
    • เผือกชนิดไม่หอม เผือกชนิดนี้เวลาต้ม หรือประกอบอาหารจะไม่มีกลิ่นหอม อย่างไรก็ตามเผือกชนิดนี้บางพันธุ์ถึงแม้จะไม่มีกลิ่นหอมแต่ก็มีข้อดีตรงที่มีลักษณะเนื้อเหนียวแน่นน่ารับประทานเช่นกัน
  • การจำแนกเผือกตามสีของเนื้อ มี 2 ประเภท คือ
    • เผือกเนื้อสีขาวหรือสีครีม เผือกชนิดนี้เมื่อผ่าดูเนื้อในจะพบว่า มีสีขาว หรือสีขาวครีม
    • เผือกเนื้อสีขาวปนม่วง เผือกชนิดนี้เมื่อผ่าหัวดูเนื้อ จะพบว่ามีสีขาวลายม่วงปะปนอยู่ซึ่งจะมีสีม่วงมากหรือน้อยแตกต่างกันในแต่ละพันธุ์ได้แก่เผือกหอมเชียงใหม่

การขยายพันธุ์เผือก

เผือกเป็นพืชหัวที่สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี ดังนี้

  • การเพาะเมล็ด  เป็นวิธีที่ง่ายแต่ใช้เวลานานกว่าจะย้ายปลูกลงแปลงได้ ในประเทศไทยเผือกแต่ละพันธุ์มีการออกดอกและติดเมล็ดน้อย เกษตรกรไม่นิยมขยายโดยวิธีนี้
  • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อ เป็นวิธีการขยายพันธุ์เผือกที่ปลอดจากเชื้อที่ติดมากับตันพันธุ์ได้ เป็นปริมาณครั้งละมาก ๆ แต่ตันทุนการผลิตสูงเกษตรกรยังไม่นิยมขยายพันธุ์โดยวิธีนี้
  • การขยายพันธุ์โดยใช้หน่อ เป็นส่วนที่แตกออกมาเป็นตันเผือกขนาดเล็กอยู่รอบๆต้นใหญ่ เมื่อแยกออกจากตันใหญ่ หรือต้นแม่แล้วสามารถนำไปลงแปลงไต้โดยไม่ต้องเสียเวลาไปเพาะชำ
  • การขยายพันธุ์โดยใช้หัวพันธุ์ หรือที่เกษตรกรเรียกว่าลูกซอหรือลูกเผือก ซึ่งเป็นหัวขนาดเล็กที่อยู่รอบ หัวเผือกขนาดใหญ่ วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมทั่วไปทั้งประเทศไทยและต่างประเทศ แต่ในการ ปลูกแต่ละครั้ง ควรเลือกเผือกที่มีขนาดปานกลางไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป หัวพันธุ์ที่มีขนาดสม่ำเสมอจะ ทำให้เผือกที่ปลูกแต่ละตันลงหัวในเวลาใกล้เคียงกัน เก็บเกี่ยวได้พร้อมกัน และที่สำคัญจะทำให้ไม่มีหัว ขนาดเล็กและใหญ่แตกต่างกันมาก

การปลูกและกรดูแลรักษา

การเตรียมดิน ไถดินตากไว้ ประมาณ 15-30 วัน เพื่อกำดวัชพืช โรคและแมลงในดินตามด้วยการไถพรวนเพื่อย่อยดิน

การปลูก นำส่วนของหัวพันธุ์ลงปลูกลึก 20-30 เซนติเมตร ระยะปลูกระหว่างต้น 60 เซนติเมตร ระยะห่างแถว 1 เมตร ควรใส่ปุ๋ยจอกรองกันหลุมก่อนปลูก (พื้นที่ 1 ไร่ ใช้หัวพันธุ์เผือกประมาณ 100-200 กิโลกรัม)

การใส่ปุ๋ย ( ใส่ปุ๋ย 3 ครั้ง)

  • ครั้งที่ 1 ก่อนปลูกรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกอัตรา 1-3 กำมือต่อต้น และปุ๋ย 18-6-6 อ้ตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่
  • ครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 2 เดือน ใช้สูตร 18-6-6 หรือ 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่
  • ครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 3-4 เดือน ใช้สูตร 13-13-21 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่

ในการใส่ปุ๋ยแต่ละครั้ง ควรระพรวนดินและรดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ

การเก็บรักษา ก่อนขุดเผือกประมาณ 15-30 วัน ไม่ควรเอาน้ำเข้าแปลงหรือรดน้ำในแปลงเผือก และควรเก็บเผือกไว้ในห้องที่มีการระบายอากาศได้ดี ในที่แห้ง หัวที่เก็บไว้ไม่ควรเป็นหัวที่มีบาดแผล อุณหภูมิประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส

โรคแมลงและศัตรูพีชที่สำคัญ

  • หนอนกระทู้ผัก เป็นแมลงศัตรูเผือกที่ระบาดเฉพาะแหล่งโดยเริ่มแรกผีเสื้อจะวางไข่ไว้ตามใบเผือก แล้วฟักตัวออกเป็นตัวหนอนกัดกินใบเผือกด้านล่าง ถ้าหนอนกระทู้ผัก ระบาดมากจะกัดกินใบเผือกเสียหายทั่วแปลงได้ ทำให้เผือกลงหัวน้อยผลผลิตต่ำ การป้องกันและกำจัดพ่นด้วยเชื้อบีที อัตราคำแนะนำในฉลาก หรือพ่นด้วยสารกำจัดแมลง เช่น แลมบ์ดาไซฮาโลทริน ไตรอะโซฟอสและคลอร์ฟลูอาซูรอน อัตราตามคำแนะนำในฉลาก

  • ไรแดง เป็นแมลงศัตรูขนาดเล็กที่ ระบาตเฉพาะแหล่ง รูปร่างคล้ายแมงมุม ตัวเล็กมากลำตัวสีแตง โดยจะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณใด้ใบเผือกทำให้เกิดรอยจุดสีน้ำตาลหรือสีขาว แล้วแห้งในที่สุดพบมากในช่วงฤดูแล้ง การป้องกันและกำจัดพ่นด้วยสารกำจัดแมลงไดโคโฟล อัตราตามคำแนะนำในฉลาก
  • โรคใบไหม้ (โรคจุดตาเสือ) เกิดจากเชื้อรา Phythopthere oolooasiae Pao. อาการบนใบเกิดจุตสีน้ำตาลเกาะอยู่เป็นวง ๆ เมื่อบีบจะแตกเป็นผง สีสนิม หรืออาจเน่าและถ้าอากาศซื้นมีฝนพรำ การป้องกันและกำจัดหากพบเป็นโรคใบจุดตาเสือ ให้ตัดใบที่เป็นโรคไปเผาทำลายให้หมด ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เชื้อราจะปลิวไปยังต้นอื่นๆได้ หรือแยกปลูกให้ห่างกัน เพื่อลดการแพร่กระจายของโรค และใช้สารเจมีฉีดพ่น เช่น เมทาแลกชิต โอฟูเรช อัตราตามคำแนะนำในณลาก

ที่มา:  กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , sarakaset.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ