การเลี้ยงกบนาในบ่อซีเมนต์

การเลี้ยงกบนาในบ่อซีเมนต์

การเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์

การเลี้ยงกบนาในบ่อซีเมนต์ “กบนา” เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ใช้เวลาเลี้ยงน้อยและมีผู้นิยมบริโภคเป็นจำนวนมาก และในปัจจุบันกบนาของเมืองไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน เป็นต้น ดังนั้นโอกาสในการส่งออกเนื้อกบไปจำหน่ายยังต่างประเทศจึงมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจ ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงเป็นอย่างดี



การเลี้ยงกบ เป็นอาชีพหนึ่งที่สามารถทำรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งในการเลี้ยงนั้นเกษตรกรควรมีความเข้าใจถึงวิธีการเลี้ยงที่ถูกต้องก่อน จึงจะทำให้ประสบความสำเร็จในการเลี้ยง

สิ่งที่ควรคำนึงถึงก่อนการเลี้ยงกบ

ความพร้อมของเกษตรกรทั้งในด้านความรู้ในการเลี้ยงและการลงทุน มีการวางโปรแกรมการผลิตที่ดีเพื่อให้สามารถจำหน่ายในช่วงที่กบมีราคาและมีต้นทุนการผลิตต่ำที่สุด มีตลาครองรับผลผลิตที่แน่นอน

พันธุ์กบ

พันธุ์กบที่เหมาะสมคือ กบนา ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาสายพันธุ์ให้โตไวและมีสีเหลืองเป็นที่ต้องการของตลาด

รูปแบบการเลี้ยง

  • การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์
  • การเลี้ยงในบ่อดิน
  • การเลี้ยงแบบกระชัง (มุ้ง)

ระยะเวลาในการเลี้ยง

ใช้เวลา 3.5-4 เดือนตั้งแต่ระยะฟัก ออกจากไข่จนถึงจับจำหน่าย ได้กบขนาด 6-7 ตัวต่อกิโลกรัม

รูปแบบในการเลี้ยงเพื่อจำหน่ายผลผลิต

  • การเลี้ยงเพื่อจำหน่ายถูกอ๊อด
  • การเลี้ยงเพื่อจำหน่ายลูกกบ
  • การเลี้ยงเพื่อขุนเป็นกบเนื้อ

การเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์

สถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงกบ

  • ควรอยู่ใกล้บ้านและสะดวกต่อการดูแล
  • อยู่ใกล้แหล่งน้ำที่มีคุณภาพดี เพียงพอต่อการเลี้ยง
  • เป็นพื้นที่สูงหรือที่ดินเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม
  • ห่างไกลจากแหล่งชุมชนหรือบริเวณที่มีเสียงอีกทึกรบกวน
  • อยู่ใกล้แหล่งจำหน่ายอาหารกบ
  • สะดวกในการจับ

วิธี การเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์

เป็นรูปแบบที่นิยมกันมากที่สุด เนื่องจากสะดวกในการเปลี่ยนน้ำ ง่ายต่อการทำความสะอาดบ่อ กวบคุมโรครวมถึงการจับ บ่อเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กวรมีพื้นที่ที่เป็นบกสำหรับกบอาศัยอย่างน้อย 2/3 ของบ่อ ที่เหลือเป็นพื้นน้ำ

บ่อเลี้ยงกบ การสร้างบ่อเลี้ยงกบมีวัตถุประสงค์ในการสร้างที่แตกต่างกัน เช่น บ่อสำหรับเลี้ยงพ่อพันธุ์ และแม่พัยธุ์ ซึ่งจะมีขนาดไม่ใหญ่มาก โดยทั่วไปแล้วบ่อกบจะเป็นบ่ออเนกประสงค์ คือ ใช้สำหรับผสมพันธุ์ อนุบาลถูกอ๊อด อนุบาลถูกกบ และเลี้ยงกบขุนหรือกบเนื้อในบ่อเดียวกัน แต่ต้องมีจำนวนบ่อหลายบ่อเพื่อให้กบอาศัยเมื่อกบมีขนาดใหญ่ขึ้น

การเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์

บ่อซีเมนต์ มีหลายรูปแบบ เช่น ปูกระเบื้อง ซึ่งทำความสะอาดง่ายหรือทาสีบ่อให้กบมีสีเหลือง ทั้งนี้ สีของกบจะปรับตัวตามสภาพแวดล้อมที่อยู่

ขนานบ่อที่ใช้สำหรับผสมพันธุ์กบจนถึงใช้เลี้ยงเป็นกบขุนมีหลายขนาด เช่น 3×4 , 3.2×4, 3.5×4, 4.5×4 4×6 เมตร สูง1.2 เมตร เป็นต้น แต่ขนาดบ่อที่ง่ายต่อการจัดการคือ 3×4 เมตร




บ่อเลี้ยงจะมีการเทคานก่อนและใช้อิฐบล็อค ร ก้อน ก่อเป็นผนัง มีประตูไม้ยกขึ้นลงเป็นทางเข้าออกบ่อ พื้นบ่อมีการเทปูนหนาพอสมควรเพื่อป้องกันน้ำรั่วซึม ด้านในของบ่อทั้ง4 ค้าน จะฉาบผิวสูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากพื้นบ่อเพื่อป้องกันน้ำซึมและกบเป็นแผลจากการกระโดดบ่อกบ ควรตั้งอยู่กลางแจ้ง ซึ่งมีประโยชน์ถือ สามารถเลี้ยงกบได้ตั้งแต่ผสมพันธุ์จนถึงอนุบาลถูกอ๊อด ตลอดจนเป็นกบเนื้อ

การเลี้ยงกบนาในบ่อซีเมนต์

น้ำสำหรับการเลี้ยงกบ

ควรตรวจสอบคุณภาพน้ำ เช่น ความเป็นกรดด่างของน้ำความกระด้าง อัลดาไลนิตี้ ปริมาณแอมโมเนีย แร่ธาตุในน้ำ ฯลๆ ว่าเหมาะสมหรือไม่ หากน้ำที่ใช้เป็นกรด จะต้องใส่ปูนขาวเพื่อปรับคุณภาพน้ำและตรวจวัดความเป็นกรดค่างของน้ำอีกครั้ง และมีการพักน้ำดังกล่าวไ ว้ก่อนนำมาเลี้ยงน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะซึ่งคุณภาพของน้ำมักจะไม่สม่ำเสมอหรือมีการปนเปื้อนจากสารเคมีที่ใช้ในการเกษตรดังนั้นควรพิจารณาก่อนนำน้ำมาใช้ ถ้จะนำมาใช้ควรมีบ่อพักกักเก็บน้ำไว้ก่อน หากน้ำที่ใช้เป็นน้ำบาคาลควรผ่านการกรองและพักน้ำก่อนนำไปใช้

การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์

  • การเป็นกบที่มีตัวเหลือง ท้องขาว ตัวใหญ่
  • กัดจากกบขุนหรือฟาร์มที่มีความน่าเชื่อถือ
  • พ่อและแม่พันธุ์กบไม่คารมาจากแหล่งเดียวกัน เพื่อป้องกันปัญหาเลือดชิดซึ่งลูกกบจะไม่แข็งแรง และแตกไซส์

การเลี้ยงกบนาในบ่อซีเมนต์

ลักษณะพ่อแม่พันธุ์ที่พร้อมผสมพันธุ์

  • แม่พัน ธุ์อายุ 8 เดือนขึ้นไปก็สามารถผสมพันธุ์ได้ แต่ถ้าให้ไข่เจริญเต็มที่สมบูรณ์ ควรมีอายุตั้งแต่ ! ปีขึ้นไป หรือมีน้ำหนัก 300 กรัม ขึ้นไป
  • พ่อพันธุ์ ควรมีอายุตั้งแต่ 8 เดือนขึ้นไป น้ำหนัก 200-250 กรัม ขึ้นไป จะต้องดึก ดูได้จากเมื่อสอดนิ้วมือเข้าระหว่างขาหน้าสองข้าง พ่อพันธุ์จะรัดแน่น

ที่มา : kasetbanna.com





บทความอื่นที่น่าสนใจ

เลี้ยงหอยเชอรี่ ลงทุนต่ำ กำไรสูงขายได้ทั้งปี

เลี้ยงหอยเชอรี่ ลงทุนต่ำ กำไรสูงขายได้ทั้งปี

เลี้ยงหอยเชอรี่

เลี้ยงหอยเชอรี่


หอยเชอรี่ หอยโข่งอเมริกาใต้ หรือ เป๋าฮื้อน้ำจืด มีชื่อภาษาอังกฤษ Golden Apple Snail เป็นหอยทากน้ำจืด ( freshwater snail ) มีฝาเดียว เป็นหอยวงศ์เดียวกับหอยโข่งของบ้านเรา (apple snail , Pila spp. ) แต่หอยเชอรี่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ แพร่กระจายสู่ทวีปเอเชียโดยชาวญี่ปุ่น ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ และประเทศไทย

และปัจจุบันหอยเชอรี่เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่กำลังมาแรง เป็นที่นิยมเลี้ยงทั้งขายไข่และพ่อแม่พันธุ์ รวมทั้งขายเป็นอาหาร หลังจากพบว่ามีโปรตีนและธาตุอาหารสูงมากแรกๆ ภาพของหอยเชอรี่คือศัตรูตัวฉกาจของนาข้าว จนถูกทำลายแทบหมดและหายากขึ้น



หอยเชอรี่เลี้ยงง่ายโตไว ลงทุนน้อย แต่สามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี หอยเชอรี่เลี้ยงไม่ยุ่งยาก เลี้ยงได้ทั้งในบ่อดิน บ่อปูนวงบ่อซีเมนูต์ บ่อพลาสติกสำเร็จรูปหรือแม้แต่ในถังกาละมังใบใหญ่ๆ ก็มีคนเลี้ยงสร้างรายได้หลักหมื่นมาแล้ว

ลักษณะทั่วไป หอยเซอรี่มี 2 พวก ได้แก่

  • หอยเซอรี่เปลือกสีน้ำตาล เนื้อและหนวดมีสีเหลือง
  • หอยเชอรี่เปลือกสีเขียวเข้มปนดำและมีแถบสีดำจางๆ พาดตามความยาว เนื้อและหนวดสีน้ำตาลอ่อน มีรูปร่างค่อนข้างกลมผิวเปลือกเรียบ การหมุนของเปลือกเป็นเกลียววนขวา เมื่อโตเต็มที่มีขนาดความยาวประมาณ 83 มิลลิเมตร หนัก 165 กรัม เคลื่อนที่โดยใช้ foot (ตีนหอย)

การสืบพันธุ์และการเจริญเติบโต

หอยเชอรี่มีเพศแยกได้จากความนูนมากน้อยของแผ่น perculum ถ้าหากนูนมากเป็นหอยเพศผู้หอยขนาดโตเต็มวัยพร้อมที่จะขยายพันธุ์ มีอายุประมาณ 3 เดือน มักจะจับคู่ผสมพันธุ์กันราว 12 ชั่วโมง หลังจากนั้น 1-2 วัน ตัวเมียจะวางไข่ส่วนมากเป็นเวลากลางคืนโดยคลานขึ้นไปวางตามที่แห้งเหนือน้ำ เช่น ตามกิ่งไม้ที่ปักในบ่อ ต้นหญ้าริมน้ำ โคนต้นไม้ริมน้ำข้างๆ คันนาและตามต้นข้าวในนา ไข่มีสีชมพูสดเกาะติดอยู่กัน 2-3 นิ้ว แต่ละกลุ่มประกอบด้วยไข่ 388 – 2,000 ฟอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของอาหารที่กินสิ่งแวดล้อมและขนาดของแม่หอย ลูกหอยภายในซึ่งมีขนาดเท่าหัวเข็มหมุดเล็กหนักประมาณ 1.7 มิลิกรัม และมีลักษณะเหมือนตัวแม่ทุกอย่างจะร่วงลงน้ำเริ่มกินพืชน้ำพวกสาหร่ายต่างๆ แล้วเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

อุปนิสัยการกินอาหาร

หอยเชอรี่ กินพืชน้ำได้เกือบทุกชนิดที่มีลักษณะอ่อนนิ่ม เช่น แหน แหนแดง ไข่น้ำ ผักบุ้งผักกระเฉด สาหร่ายต่างๆ ยอดอ่อนผักตบขวา ต้นข้าวกล้า รวมถึงซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยในน้ำโดยเฉพาะต้นข้าวมักจะกินระยะข้าวกสำและปักดำใหม่ๆไปจนถึงระยะแตกกอ

เหตุผลที่ควรเลี้ยงหอยเชอรี่

  • หอยเชอรี่ลงทุนน้อยมาก เลี้ยงได้ดีแม่ในกาละมังและถังพลาสติกใบใหญ่ๆเลี้ยงง่ายมาก โตไวมาก กินทุกอย่าง ผสมพันธุ์ตลอดเวลา แม่หอยหนึ่งตัว ไข่เฉลี่ยเดือนละ 10 ครั้ง ถ้ารู้เทคนิคการเลี้ยง
  • ตลาดต้องการไม่จำกัด ทั้งตลาดพ่อแม่พันธุ์ และตลาดขายเนื้อหอย และหอยเชอรี่มีโปรตีนและธาตุอาหารสูง น่าเหลือเชื่อที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้
  • แปรรูปเป็นอาหารได้หลายอย่าง ทั้งอาหารสดละอาหารแห้ง
  • หาแม่พันธุ์ง่ายและราคาถูกกว่าหอยทุกชนิด เหมาะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมและอาชีพหลัก ลงทุนต่ำ กำไรสูง ตลาดไม่จำกัดสำหรับผู้เริ่มต้นก่อนมีโอกาสเป็นเจ้าของตลาดก่อน




รูปแบบการเลี้ยงหอยเชอรี่ แบบเต่างๆ

1. เลี้ยงหอยเซอรี่ในวงบ่อซีเมนต์

การเตรียมบ่อสำหรับใช้เลี้ยงหอยเซอรี่ การเตรียมบ่อใหม่ ถ้าเราซื้อบ่อมาใหม่ให้ทำการแช่ด้วยน้ำด่างทับทิม ขนาดบ่อ 80 cm ใส่ด่างทับหิมประมาณ 1 ช้อนโต๊ะแช่ทิ้งไว้ประมาณ 3-4 วันจนกลิ่นของบ่อหายหมดเกลี้ยง หรือแช่บ่อด้วยหยวกกล้วยสับเพื่อดูดกลิ่นและปรับสภาพบ่อ ประมาณ 3-7 วัน

เลี้ยงหอยเซอรี่ในวงบ่อซีเมนต์

เมื่อบ่อหมดกลิ่นแล้วก็ล้างออกให้สะอาด บ่อที่ซื้อมาควรทำท่อระบายน้ำออกและทำท่อน้ำล้นไว้ด้วยเผื่อฝนตก หอยจะไดไม่หนีจากบ่อ จากนั้นใส่น้ำในบ่อ ใส่ EMเล็กน้อยเพื่อปรับสภาพน้ำและเกิดตะใคร่น้ำ ไรแดง ถ้เป็นน้ำประปาพักให้หายกลิ่นคลอรีน นำพืชน้ำ เช่น ผักตบชวา จอก แหน ใส่ลงบ่อให้เป็นที่ยึดเกาะและเป็นอาหารของหอย ปริมาณในการปล่อยหอยเชอรี่ต่อหนึ่งวงบ่อ ปล่อยหอยพ่อแม่พันธุ์ประมาณ 60-100 ตัว

การเลี้ยงดูแลหอยเชอรี่ ปกติแล้วปกติจะดูดกินสารอาหารจากตะไคร่น้ำที่จับตามบ่อ หรือจะต้นอก แหนก็ได้ ให้เรานำลงใส่ไว้ในบ่อเขาจะดูดกลืนชากที่เปื่อยของใบไม้ปริมาณในการใส่ควรใส่ให้พอเหมาะไม่ควรใส่มากจนเกินไป เพราะว่าจะทำให้น้ำเน่าเสีย

การเปลี่ยนถ่ายน้ำ

การเปลี่ยนน้ำเป็นสิ่งจำเป็น เพราะบ่อหอยเซอรี่น้ำเน่าเสียง่ายเนื่องจากหอยกินตลอดเวลา จึงขับถ่ายเยอะ น้ำเน่าเร็ว การล้างบ่อถ้าเป็นวงบ่อที่มีท่อระบายน้ำก็ถ่ายน้ำออก แล้วเดิมน้ำใหม่ แต่ถ้าเป็นบ่อตันก็ควรใช้สายยางดูดออกเปลี่ยนครั้งละประมาณ 1-2 เดือน ถ้าเปลี่ยนทุกสัปดาห์ได้ยิ่งดี หอยจะโตและออกไขไว ให้สังเกตดูว่าน้ำเน่าและส่งกลิ่นก็สามารถเปลี่ยนได้เหมือนกันสังเกตดูว่าหอยใหญ่ขึ้นมาระดับหนึ่งเราก็คัดอาพ่อแม่พันธุ์ออกตัดขายหรือเก็บไว้เพราะในบ่อใหม่ก็ได้หอยเซอรี่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว วางไข่ได้ 1,000 – 1,200 ฟอง ในเวลา 1 เดือน ไข่ฟักเป็นตัวภายใน 7 – 14 วัน

2. เลี้ยงหอยเชอรี่ในบ่อพลาสติก

เตรียมบ่อและปล่อยหอย การดูแลใช้หลักการและวิธีการเดียวกับการเลี้ยงหอยในวงบ่อซีเมนต์ เลี้ยงได้ทั้ง แบบกระชังบก (เลี้ยงบนพื้นบก) และกระชังน้ำ (เลี้ยงในน้ำ) บ่อพลาสติกต้นทุต่ำกว่าบ่อปูน แต่ความทนทานน้อยกว่าอย่างมากอายุใช้งานไม่เกิน 2 ปี ควรเลือกซื้อบ่อที่มีท่อเปลี่ยนถ่ายน้ำได้ แต่ถ้าทำบ่อเองก็ควรเลี่ยนถ่ายน้ำ จะมีปั๊มดูดน้ำเปลี่ยนถ่ายก็ยิ่งดี มีบ่อพลาสติกสำเร็จรูปขายหลายแบบ หลายราคา ตามคุณภาพวัสดุที่ใช้ ทั้ง แบบกระชังบกและกระชังน้ำ หรือะทำเองเพื่อประหยัดต้นทุนก็ได้

3. เลี้ยงหอยเซอรี่ในบ่อปูน

เลี้ยงหอยเซอรี่ในบ่อปูน

ที่มา : วิศรุต พิมพารัตน์

 




เหมาะกับการเลี้ยงในปริมาณมาก และมีความชำนาญพอสมควรแล้ว เพราะลงทุนค่าบ่อสูงกว่าแบบอื่นๆ ถ้ามีบ่อปูนเก่าสามารถปรับมาเลี้ยงหอยเซอรี่ได้เลยลงทุนไม่เยอะ แต่ถ้าต้องก่อสร้างบ่อใหม่อาจต้องใช้เงินเยอะ เลี้ยงในบ่อปูนสามารถดูแลจัดการได้ง่าย โดยเวพาะการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ทำให้หอยออกไข่ดกตลอดทั้งปี

4. เลี้ยงหอยเซอรี่ในบ่อดิน

เลี้ยงในบ่อดินใกล้เคียงธรรมชาติ เหมาะกับคนที่มีพื้นที่อยู่แล้ว มีข้อดีที่เลี้ยงได้ปริมาณมากและหอยเติบโตไวแข็งแรงเพราะใกล้เคียงกับธรรมชาติของเขา แต่ก็มีข้อเสียที่จับยากกว่า และหอยอาจมีพยาธิมากกว่า

เลี้ยงหอยเซอรี่ในบ่อดิน

ถ้าเป็นบ่อใหม่ขุดบ่อแล้วพักบ่อไว้ โดยการใช้จุสินทรีย์สังเคราะห์แสงหรือ EM ผสมกากน้ำตาลผสมน้ำสาดลงบ่อทิ้ง 7 วัน แล้วใส่พืชน้ำพวกผักตบชวา ผักบุ้งกระเฉด จอก แหน สร้างระบบนิเวศ และเพื่อเป็นอาหารให้หอยถ้าเป็นบ่อเก่า ลองดูว่าถ้ารกร้างมาก ก็ขุดลอกใหม่ แต่ถ้าไม่รกมากก็เตรียมแบบบ่อใหม่ข้างต้น ใช้จุสินทรีย์ปรับสภาพน้ำในบ่อ ฆ่าเชื้อโรค แล้วใส่พืชน้ำตาม

5. เลี้ยงหอยเซอร์ในกระชังน้ำ

เลี้ยงหอยเซอร์ในกระชังน้ำ

ที่มา : facebook Tommy Ichigo Kung

สามารถเลี้ยงได้ทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและในบ่อดิน แบบนี้แก่ปัญหาการจับยาก และให้อาหารดูแลง่ายกว่าแบบปล่อยลงบ่อดิน

6. เลี้ยงหอยเซอรี่ในกะละมังหรือถังพลาสติก

มีคนเลี้ยงและสร้างรายได้หลัก หมื่นจากหอยเซอร์ในถังดำและในกะละมังมาแล้ว โดยใช้กะละมังใบใหญ่สุด

เลี้ยงหอยเซอรี่ในกะละมัง

เลี้ยงหอยเซอรี่นถังดำขนาดกลาง ซื้อจากแม็คโครใบละ 99 บาท ได้ไข่ทุกวันปกติขายไข่พวงละ 20 บาท วันหนึ่งได้ไข่ประมาณ 3-5 รังต่อถัง ถ้าเสี้ยง 10 ถั่ง ได้ ไข่ประมาณ 30-50 รัง/วัน คูณด้วย 20 บาท คือ รายได้ที่จะได้รับ

วิธีฟักไข่หอยเชอรี่ให้รอดเยอะแข็งแรง

ไข่หอยเซอรี่แต่ละพวงมีประมาณ 300-1400 ฟอง อัตราการฟักและรอดเป็นหอยขุนพร้อมขายอยู่ที่ประมาณ 20-40%

เมื่อไข่หอยมีอายุได้ราวๆ 14 วัน ไข่จะสุกเต็มที่และแตกตัวออกมาจากเปลือกเป็นตัวอ่อน วิธีฟักไข่หอยเชอรี่ที่นิยมกันมี 2 วิธี ได้แก่

  • นำไข่หอยมาใส่ตะกร้าหรือตะแกรงที่มีช่องรู แล้วนำไปวางบนบ่ออนุบาลให้พ้นน้ำ ลูกหอยที่ฟักจะหล่นลงบ่ออนุบาลที่เตรียมไว้ ใส่น้ำประมาณ 10-20 ชม. กับ
  • วิธีที่สอง นำไข่หอยมาห่อด้วยกระดาษฟางสำหรับฟักไข่ เมื่อถึงเวลาตัวอ่อนจะออกมาจากเปลือกกองรวมกันในกระดาษฟาง ให้นำแผ่นกระดาษที่มีลูกหอยอ่อนลงแช่นบ่ออนุบาลทั้งกระดาษ โดยให้ลูกหอยกินกระดาษเป็นอาหารจนหมด จากนั้นจึงค่อยให้อาหารตามปกติ เช่น จอกแหน ใบตำลึง ใบมะละกอ เป็นต้น โดยให้แต่น้อยๆ ระวังน้ำเสีย

การสร้างรายได้และการตลาดหอยเซอรี่

  • ขายไข่หอยและพ่อแม่พันธุ์ ไข่พวงละ 20 บาท เลี้ยงแค่ 2 ดือนกว่าๆ หอยก็ไข่เก็บขายได้แล้ว
  • แปรรูปเป็นเนื้อหอยส่งขายในตลาด ร้านส้มตำ ร้านอาหารอีสาน ร้านครัวไทย เป็นต้น
  • ขายทางออนไลน์ให้คนต้องการเลี้ยงหอยที่มีจำนวนมากขึ้นทุกวัน
  • ทำอาหารขาย เพิ่มมูลค่า เช่น เสียบไม่ย่าง/นึ่ง/ลวกจิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ดส์ ขายหน้าบ้าน หรือตามตลาดนัด ซึ่งปัจจุบันคนนิยมและขายดีมาก

ที่มา : ฟาร์มหอยตาหวาน หอยเซอรี่ หอยขม หอยโข่ง หอยน้ำจืดโทร 0638501014 ไลน์ ไอดี : tavanfarm หรือแอดเบอร์ไทรอัตโนมัติ 0638501014 , การเลี้ยงหอยเชอรี่สีทอง www.sarakaset.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

สูตรอาหารเสริมไก่ไข่ ไข่ดก แดง และฟองใหญ่

สูตรอาหารเสริมไก่ไข่ ไข่ดก แดง และฟองใหญ่

สูตรอาหารเสริมไก่ไข่

สูตรอาหารเสริมไก่ไข่


อาหาร เป็นองค์ประกอบที่สําคัญที่สุด ที่จะทําให้การเลี้ยงไก่ไข่มีคุณภาพ ได้ผลผลิตดีและจะกำไรหรือขาดทุนก็อยู่ที่อาหารเป็นหลัก เนื่องจากต้นทุนการผลิตประมาณ 60-70% ของต้นทุนทั้งหมดเป็นค่าอาหาร

ไก่ไข่ นั้น นอกจากต้องการอาหารเพื่อการดํารงชีพ การเจริญเติบโตแล้ว ยังต้องนําไปใช้ในการผลิตไข่อีกด้วย การที่ผู้เลี้ยงจะลดต้นทุนการผลิตในส่วนของค่าอาหารลงนั้น สามารถทําได้โดยการประกอบสูตรอาหารที่ราคาถูก คุณภาพดี เลือกใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีราคาถูกตามฤดูกาล และให้อาหารแก่ไก่กินอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ได้ไข่ที่มีคุณภาพและต้นทุนต่ำ หากเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อยากให้ไก่มีสุขภาพดี ให้ผลผลิตสูงฟองใหญ่ ไข่แดงได้คุณภาพ และเป็นที่ต้องการของตลาด ลองหาอาหารเสริมที่สามารถหาได้ในท้องถิ่น มาเป็นส่วนผสมในอาหารหลักที่ใช้อยู่เป็นประจำ รับรองได้ว่าผลผลิตออกมาเป็นที่พึงพอใจอย่างแน่นอน และที่สำคัญยังช่วยลดต้นทุนค่าอาหารได้อีกทางหนึ่งด้วย

วัตถุดิบที่นำเสนอให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ นำมาผสมในอาหารหลักมี 4 ชนิด

  • น้ำมะขามป้อม สมุนไพรน้ำมะขามป้อมสามารถใช้ได้กับไก่ทุกช่วงอายุ ทุกสายพันธุ์ บำรุงสุขภาพสัตว์ปีก ช่วยให้แม่พันธุ์ไก่มีไข่ดกมากขึ้น ช่วยลดอาการเครียดในไก่ ช่วยให้สัตว์เลี้ยงกระปรี้กระเปร่า ลดอาการปวดและอาการอักเสบต่างๆในสัตว์ปีกได้เป็นอย่างดี
  • หยวกกล้วย แค่สับหยวกกล้วยผสมลงในอาหารจะช่วยให้ไข่ไก่สีแดงสด น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น และ จะทำให้ไก่ไข่ที่เลี้ยงออกไข่ได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญเกษตรกรผู้เลี้ยงก็สามารถลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี
  • น้ำส้มควันไม้ จะช่วยให้ไข่แดงที่ได้นั้นข้นเหนียวอร่อย และลดคอเลสเตอรอลด้วย
  • ตำลึง ไก่พันธุ์ไข่มักจะออกไข่ให้เกษตรกรได้เก็บจำหน่ายในขนาดฟองที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งถ้าเป็นไก่พันธุ์ไข่ที่มีอายุมากจะพบว่าไข่มีขนาดฟองเล็กลง เราจึงขอนำเสนอภูมิปัญญาชาวบ้านในการทำให้ไก่ไข่ออกไข่ฟองโต ซึ่งมีเทคนิคง่ายๆ โดยใช้พืชผักสมุนไพรที่มีอยู่ในท้องถิ่น อย่างเช่น “ผักตำลึง” มาใช้เป็นอาหารเสริมเลี้ยงไก่ไข่

สูตรอื่นๆ

  • การเสริมยอดอ่อนสะตอเบาให้ไก่กินทำให้ไก่ออกไข่ใบโตขึ้นในช่วงที่อากาศร้อนจัด เกษตรผู้เลี้ยงไก่ไข่ก็จะมักประสบปัญหาในเรื่องของไก่ไม่ออกไข่ หรือ ออกไข่แล้วใบเล็ก การเสริมยอดอ่อนสะตอเบาให้ไก่กินเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ไก่ออกไข่ใบโตขึ้น เกษตรกรสามารถหาได้ตามธรรมชาติ ทำให้ได้ไข่ไก่ฟองใหญ่ปลอดสารพิษอีกด้วย
  • เสริมด้วยหญ้าสดเป็นอาหารเสริมไก่ไข่ตามธรรมชาติที่ประกอบด้วยโปรตีน วิตามินเอ แคลเซียมและกากใยอาหารธรรมชาติที่ช่วยในระบบขับถ่ายของไก่ ช่วยให้ไก่โตไว แข็งแรง และยังช่วยให้แม่ไก่ไข่สมบูรณ์ มีไข่ดก ไข่ไก่ที่มีคุณภาพดี(ไข่ไก่อนามัย) ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน

ที่มา : สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ , www.kasetbanna.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

มหัศจรรย์ เชื้อราบิวเวอเรีย เพื่อการควบคุมแมลงศัตรูพืช

มหัศจรรย์ เชื้อราบิวเวอเรีย เพื่อการควบคุมแมลงศัตรูพืช

เชื้อราบิวเวอเรีย

ชื้อราบิวเวอเรีย เป็นเชื้อราที่มีสีขาว เจริญเติบโตได้ดีในช่วงอุณหภูมิ 20-27 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติเป็นเชื้อราปฏิปักษ์ สามารถทำลายแมลงหรือทำให้เกิดโรคกับแมลงหลายชนิด ลักษณะของเส้นใย และสปอร์มีสีขาวหรือสีครีมซีด จัดเป็นเชื้อประเภท Saprophyte อาศัยและกินเศษซากที่ผุพัง





ประโยชน์ เชื้อราบิวเวอเรีย

เชื้อราบิวเวอเรียสามารถที่จะควบคุมแมลงศัตรูพืชได้หลายชนิดที่สำคัญ ๆ เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หนอนผีเสื้อศัตรูพืชต่าง ๆ หนอนห่อใบข้าว เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไฟ ไรแดง แมลงหวี่ขาว ด้วงงวงต่าง ๆ เป็นต้น

เชื้อราบิวเวอเรีย ทำลายศัตรูพืชชนิดใด

เชื้อราบิวเวอเรียทำลายแมลงศัตรูพืชได้หลายชนิดเช่น เพลี้ยไฟ ไรแดง เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไก่แจ้ส้ม เพลี้ยจักจั่นเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แมลงหวี่ขาว หนอนห่อใบข้าว ด้วง โดยสามารถทำลายทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของแมลง

เชื้อราบิวเวอเรีย ทำลายแมลงได้อย่างไร

เชื้อราบิวเวอเรีย

ลักษณะแมลงที่ถูก เชื้อราบิวเวอเรียทำลาย

แมลงที่ถูกเชื้อราบิวเวอเรียทำลาย แสดงอาการเป็นโรคคือ เบื่ออาหาร กินอาหารน้อยลง อ่อนเพลีย ไม่เคลื่อนไหวสีผนังลำตัวเปลี่ยนไป บริเวณที่ถูกเชื้อราทำลายเห็นเป็นจุดสีดำเส้นใยและสปอร์สีขาวปกคลุมตัวแมลง

วิธีการใช้ เชื้อราบิวเวอเรีย

  • ใช้เชื้อราบิวเวอเรีย 1 – 2 กิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตรผสมสารจับใบ ขยำเบา ๆ ให้สปอร์สีขาวออกมาอยู่ในน้ำ กรองเอาเฉพาะน้ำเชื้อ
  • หากสภาพอากาศแห้งมาก ให้น้ำแปลงปลูกพืช ประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนการฉีดพ่นเชื้อราบิวเวอเรีย
  • ฉีดพ่นเชื้อราให้ถูกตัวแมลงศัตรูพืชหรือบริเวณที่แมลงอาศัย โดยพ้นในช่วงที่แมลงศัตรูพืชออกหากินหรือเวลาเย็น ซึ่งสภาพแวดล้อมเหมาะต่อการงอกและเจริญเติบโตของเชื้อรา
  • หลังจากพ่นเชื้อราบิวเวอเรียแล้ว 5 – 7 วัน หากยังพบแมลงศัตรูพืช พ่นเชื้อราบิวเวอเรียซ้ำ

วิธีการผลิต เชื้อราบิวเวอเรีย

กระบวนการผลิตเชื้อราพร้อมใช้ หรือเชื้อสดที่มีคุณภาพต้องผลิตในสภาพปลอดเชื้อ ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมอาหารเลี้ยงเชื้อ การใส่เชื้อ ซึ่งใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีราคาค่อนข้างสูง เช่นหม้อนึ่งความดันไอ ตู้เขี่ยเชื้อ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จึงได้ดัดแปลงวิธีการผลิตเชื้อสด เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตเชื้อราบิวเวอเรียใช้เองด้วยวิธีการง่าย ๆ ดังวิธีที่ 2

วิธีที่ 1

เป็นวิธีการผลิตในสภาพปลอดเชื้อ โดยใช้หม้อนึ่งความดันไอ เพื่อผลิตอาหารที่ปลอดเชื้อ และเขี่ยเชื้อในตู้เขี่ยเชื้อซึ่งจะทำให้สามารถผลิตเชื้อราบิวเวอเรียที่มีคุณภาพ โอกาสที่จะเกิดการปนเปื้อนต่ำ

วัสดุอุปกรณ์

  • ตู้เขี่ยเชื้อ
  • หม้อนึ่งฆ่าเชื้อ (หม้อนึ่งความดันไอ)
  • หัวเชื่อราบิวเวอเรีย
  • เมล็ดธัญพืช เช่น ข้าวสาร ข้าวโพด ข้าวฟ่าง
  • ถุงพลาสติกทนร้อน (ก้นจีบ) ขนาดประมาณ 7 x 14 นิ้ว
  • แอลกอฮอล์
  • คอขวด
  • สำลี
  • ยางรัดของ

ขั้นตอนการผลิต

  1. ล้างทำความสะอาดเมล็ดธัญพืช หากใช้ข้าวสาร แช่น้ำนาน 30 นาที ส่วนเมล็ดข้าวโพด และข้าวฟ่าง แช่น้ำ1 คืน หากใช้ข้าวสารจะได้ปริมาณสปอร์เชื้อราบิวเวอเรียมากกว่าธัญพืชชนิดอื่น ๆ
  2. นำเมล็ดธัญพืชวางบนตะแกรงทิ้งไว้พอหมาด ๆ




  3. ตักเมล็ดธัญพืชใส่ถุงประมาณ ครึ่ง กิโลกรัมใส่คอขวด ปิดจุกด้วยสำลี ปิดทับด้วยกระดาษ รัดยาง
  4. ฆ่าเชื้อโดยใช้หม้อนึ่งความดันไอ ที่ความดัน 15 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว อุณหภูมิ 121 องศาเซลเซียสติดต่อกันนาน 30 นาที และเปิดสวิตช์หลอดยูวีประมาณ 30 นาที เพื่อฆ่าเชื้อภายในตู้เขี่ยเชื้อ
  5. ทำความสะอาดอุปกรณ์การเขี่ยเชื้อด้วยแอลกอฮอล์แล้วลนไฟ และทำความสะอาดมือและแขนของผู้เขี่ยเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ 70%
  6. ใส่หัวเชื้อโดยใช้หัวเชื้อในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หัวเชื้อในอาหารวุ้นแข็ง ประมาณ 0.5 ตารางเซนติเมตร หรือใช้หัวเชื้อน้ำ เขย่าถุงเพื่อให้หัวเชื้อกระจายทั่วถุง

  7. วางเลี้ยงเชื้อในที่ที่ระบายอากาศ มีแสงสว่าง แต่ไม่ถูกแสงแดด และไม่วางถุงซ้อนกัน นานประมาณ 20-30 วัน หรือจนกว่าเชื้อราจะเจริญเต็มถุง

วิธีที่ 2

เป็นการผลิตเชื้อราบิวเวอเรียวิธีง่าย ๆ โดยดัดแปลงใช้วิธีการหุงข้าวด้วยหม้อหุงข้าว แทนการใช้หม้อนึ่งความดันไอและใส่เชื้อในห้องที่ลมสงบ โดยไมใช้ตู้เขี่ยเชื้อเช่นเดียวกับการผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์มา โอกาสที่จะเกิดการปนเปื้อนเชื้อราชนิดอื่น เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้ออื่น ๆ สูงกว่าวิธีที่ 1ซึ่งวิธีการผลิตที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นวิธีการที่ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดสงขลา ใช้ในการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตเชื้อบิวเวอเรียใช้เอง

วัสดุอุปกรณ์

ขั้นตอนการผลิต

  • ล้างข้าวสารให้สะอาด และหุงด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าใช้ข้าว 2 ส่วน น้ำ 1 ส่วน
  • ใช้แอลกอฮอล์ เช็ด ทำความสะอาดโต๊ะ และวัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งมือของผู้ที่จะผลิตเชื้อ
  • ถอดปลั๊กทันทีเมื่อสวิตซ์หม้อข้าวดีด จะได้ข้าวดิบเป็นไตสีขาว ซุยข้าวให้เมล็ดข้าวร่วน ตักข้าวใส่ถุงทันทีขณะยังร้อน ถุงละ 250 กรัม หรือประมาณ 2 – 3 ทัพพี รีดอากาศออกพับปากถุงลงด้านล่างทิ้งไว้ให้ข้าวอุ่น

  • ใส่หัวเชื้อหากเป็นหัวเชื้อน้ำใช้ 5 – 7 หยด

  • รัดยางตรงปลายปากถุงให้แน่นโดยให้มีพื้นที่ว่างในถุง มากกว่าพื้นที่ใส่ข้าว

  • เขย่าให้หัวเชื้อกระจายทั่วทั้งถุง

  • เจาะรูใต้ยางที่มัดถุงห่างลงมาไม่เกิน 1 นิ้ว โดยใช้เข็มสะอาดเจาะรูประมาณ 20-30 ครั้ง

  • วางถุงข้าวในลักษณะแบนราบ ให้ข้าวแผ่กระจายทั่วถุงต่ำกว่าบริเวณที่เจาะรู และไม่วางถุงข้าวซ้อนทับกันในบริเวณที่มีแสงสว่าง อากาศถ่ายเทได้ดี ไม่มีมด และสัตว์อื่น ๆ ประมาณ 7-10 วัน เชื้อเจริญ เต็มถุง

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, www.withikaset.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ

เลี้ยงจิ้งหรีด เพื่อจำหน่ายอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

เลี้ยงจิ้งหรีด เพื่อจำหน่ายอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

เลี้ยงจิ้งหรีด

เลี้ยงจิ้งหรีด


             จิ้งหรีด เป็นแมลงเศรษฐกิจที่มีความสำคัญชนิดหนึ่งเป็นแมลงกินได้ มีคุณค่าและโภชนาการสูง ได้แก่ โปรตีน 12.9 กรัม ไขมัน 5.5 กรัม แคลเซียม 75.8 มิลลิกรัมและธาตุเหล็ก 9.5 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนัก 100 กรัม จิ้งหรีดมีวงจรชีวิตสั้น เลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์ได้เร็ว ได้ผลตอบแทนเร็วเมื่อจิ้งหรีดมีอายุประมาณ 35-40 วัน ก็สามารถจับมาบริโภคและจำหน่ายได้ ปีหนึ่งสามารถเลี้ยงได้ประมาณ 5 – 6 รุ่นจิ้งหรีดนิยมนำมาเป็นอาหารของมนุษย์ และใช้เป็นอาหารสัตว์ นอกจากนี้ มูลจิ้งหรีดสามารถนำไปทำปุ๋ยสำหรับบำรุงพืช



           ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น มีอุณหภูมิเหมาะแก่การเจริญเติบโตของจิ้งหรีด ปัจจุบันมีการเลี้ยงจิ้งหรีดอย่างแพร่หลายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ และได้มีการจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด (GAP) เพื่อให้ได้จิ้งหรีดที่มีคุณภาพและตรงต่อความต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและการส่งออกไปต่างประเทศ ประกอบกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ประกาศให้แมลงกินได้เป็นอาหารใหม่ (Novel food) ดังนั้น จิ้งหรีดจึงเป็นอาหารทางเลือกใหม่ และเป็นอาหารทดแทนในอนาคต การจำหน่ายจิ้งหรีด มีทั้งในรูปแบบสด แช่แข็ง และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น จิ้งหรีดทอด คั่ว อบแห้ง อบกรอบ ทำผง คุกกี้พาสต้า และโปรตีนบาร์ เป็นต้น

 

จิ้งหรีดที่นิยมเลี้ยง ได้แก่ จิ้งหรีดทองดำ จิ้งหรีดทองแดง และจิ้งหรีดบ้าน (สะดิ้ง) ประกอบด้วยระยะไข่ ตัวอ่อนและตัวเต็มวัย มีวงจรชีวิตที่แตกต่างกัน ดังนี้

1. วงจรชีวิตจิ้งหรืดทองคำ (Gryllus bimaculatus De Geer)

  • ไข่ 7 – 10 วัน
  • ตัวอ่อน 35 – 40 วัน
  • ตัวเต็มวัย 45 – 50 วัน

2. วงจรชีวิตจิ้งหรืดทองแดง (teleogryllus mitratus (Burmeister)
จิ้งหรืดทองแดง

  • ไข่ 7 – 10 วัน
  • ตัวอ่อน 38 – 50 วัน
  • ตัวเต็มวัย 45 – 50 วัน

3. วงจรชีวิตจิ้งหรืดบ้าน(Acheta domestics (Linmnaeus))
จิ้งหรืดบ้าน(Acheta domestics (Linmnaeus))

  • ไข่ 7 – 14 วัน
  • ตัวอ่อน 35 – 40 วัน
  • ตัวเต็มวัย 38 – 59 วัน

การเลี้ยงและการจัดการจิ้งหรีด องค์ประกอบของการเลี้ยงจิ้งหรีด มีดังนี้

  • สถานที่สำหรับเลี้ยงจิ้งหรีด ควรเป็นที่ตอน น้ำไม่ท่วมขัง ไม่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน
  • โรงเรือน ต้องแข็งแรง ทนทาน มีหลังคาป้องกันแดดและฝน ระบายอากาศได้ดีและสามารถป้องกันศัตรูจิ้งหรีด มีริ้วรอบ ป้องกันสัตว์เลี้ยงต่างๆ และบุคคลภายนอกเข้าไปในโรงเรือน
  • บ่อหรือกล่องเลี้ยงจิ้งหรีด ต้องมีความคงทน ทนต่อการกัดแทะของจิ้งหรีด และทำความสะอาดได้ง่าย เช่น บ่อปูน กล่องสมาร์ทบอร์ด หรือกล่องพลาสติก
  • ตาข่ายไนล่อน สำหรับปิดปากบ่อ เพื่อป้องกันจิ้งหรีดหนี และป้องกันศัตรูจิ้งหรีด
  • พันธุ์จิ้งหรีด มีคุณภาพดี แข็งแรง และไม่มีประวัติของการเกิดโรค
  • ภาชนะสำหรับการให้น้ำ เช่น ถาด ขวดพลาสติก และท่อพีวีซี เป็นต้น
  • ภาชนะสำหรับการให้อาหารจิ้งหรีด เช่น ถาด เป็นต้น
  • อาหารจิ้งหรีดสำเร็จรูป มีธาตุอาหารที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของจิ้งหรีดควรเป็นอาหารใหม่ ไม่เสื่อมคุณภาพ และไม่มีสารปนเปื้อน
  • อาหารเสริม ในการเลี้ยงจิ้งหรีด ได้แก่ ฟักทอง และกล้วยสุก เป็นต้น
  • น้ำ ต้องเป็นน้ำสะอาด ควรมีภาชนะเก็บน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการของจิ้งหรีด
  • ขันพลาสติกหรือถาด สำหรับใส่ดินร่วนปนทรายผสมขี้เถ้าแกลบ หรือขุยมะพร้าวสำหรับให้จิ้งหรีดวางไข่ ว้สดุที่ใช้ต้องกำจัดเชื้อโรคและศัตรูของจิ้งหรีด
  • แผงไข่ ใช้เป็นที่หลบซ่อนและที่อยู่อาศัยของจิ้งหรีด ต้องอยู่ในสภาพดี สะอาดไม่เปียกขึ้น

เลี้ยงจิ้งหรีด เพื่อจำหน่ายอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

บ่อหรือกล่องเลี้ยงจิ้งหรีด

  • กล่องสมาร์ทบอร์ด ขนาดกว้าง 120 ยาว 240 สูง 60เซนติเมตร ปัจจุบันนิยมใช้เลี้ยงกันมาก เนื่องจากราคาไม่สูงมากนัก 1 กล่อง สามารถเก็บผลผลิต ได้ประมาณ 20-35 กิโลกรัม
  • บ่อปูนสี่เหลี่ยม ขนาด กว้างประมาณ 160 ยาว400 สูง 60 เซนติเมตร สามารถปฏิบัติงานได้สะดวกบ่อปูนจะมีความคงทนและทำความสะอาดง่าย 1 บ่อ สามารถเก็บผลผลิตจิ้งหรีด ได้ประมาณ 50-80 กิโลกรัม
  • กล่องพลาสติก ขนาดกว้างประมาณ 35 ยาว 60สูง 40 เซนติเมตร มีข้อจำกัดด้านอุณหภูมิภายในกล่องจำเป็นต้องเลี้ยงในโรงเรือนที่ควบคุมอุณหภูมิได้ โดย 1 กล่อง สามารถเก็บผลผลิตฉิ้งหรีด ได้ประมาณ 3-5 กิโลกรัม




วิธีการเลี้ยงและการจัดการจิ้งหรีด

  • บ่อหรือกล่องเลี้ยงควรติดวัสดุลื่นๆ บริเวณภายในปากกล่องด้านบน เพื่อป้องกันจิ้งหรีดไต่ออก และปิดปากกล่องเลี้ยงด้วยตาข่ายไนล่อน เพื่อป้องกันศัตรูจิ้งหรีดและจิ้งหรีดหนี
  • เรียงแผงไข่ ให้พอเหมาะเพื่อเป็นที่หลบซ่อนและที่อยู่อาศัยของจิ้งหรีด
  • นำไข่จิ้งหรีดอายุประมาณ 7-10 วัน ที่ใกล้จะฟักออกเป็นตัวมาวางในบ่อหรือกล่องเลี้ยง การใส่ขึ้นอยู่กับปริมาณไข่จิ้งหรีดและขนาดของบ่อหรือกล่องเลี้ยง โดยประมาณ 1 กล่อง จะใส่ไข่จิ้งหรีด ประมาณ 3-5 ขัน
  • เมื่อจิ้งหรีดฟักออกเป็นตัว การให้น้ำและอาหารต้องให้อย่างสม่ำเสมอและเพียงพอต่อความต้องการของจิ้งหรีด ควรทำความสะอาดภาชนะที่ให้น้ำและอาหารอย่างสม่ำเสมอ
  • จิ้งหรีดจะเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย อายุประมาณ40-45 วัน จิ้งหรีดตัวผู้จะใช้ปีกสีกันทำให้เกิดเสียง เพื่อเรียกตัวเมียมาผสมพันธุ์ หลังจากผสมพันธุ์ 3-5 วัน ตัวเมียก็จะวางไข่
  • นำภาชนะมาใส่ดินร่วนปนทรายผสมขี้เถ้าแกลบหรือขุยมะพร้าวพรมน้ำพอขึ้น วางไว้ในกล่องเลี้ยงสำหรับให้จิ้งหรีดวางไข่ วางไว้ประมาณ 6-12 ชั่วโมง ก็จะได้ไข่ในปริมาณที่หนาแน่น เมื่อจิ้งหรีดโตเป็นตัวเต็มวัย ก่อนจะทำการจับจิ้งหรีด3 วัน ควรงดให้อาหารสำเร็จรูป แล้วให้ฟักทองหรือกล้วยสุกแทนเพื่อไมให้อาหารมีการตกค้างและมีกลิ่นติดไปกับตัวจิ้งหรีด

เลี้ยงจิ้งหรีด

ศัตรูจิ้งหรีดที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

ศัตรูของจิ้งหรีด ได้แก่ มด จิ้งจก จิ้งเหลน แมงมุม ไร ฯลฯ

โรคที่สำคัญ ได้แก่ โรคอิริโดไวรัส โรคทางเดินอาหาร เกิดจากจิ้งหรีดได้รับอาหารที่ไม่สะอาด หรือเกิดเชื้อรา

วิธีป้องกัน คือ ใช้ตาข่ายคลุมให้มิดชิด ป้องกันเชื้อไวรัสจากภายนอกเข้าสู่ฟาร์ม ให้อาหารและน้ำที่สะอาดพอเหมาะกับจำนวนจิ้งหรีด ควรซื้ออาหารจิ้งหรีดที่มีคุณภาพและเก็บในที่เหมาะสม

การเก็บผลผลิตจิ้งหรืด

1. การเก็บตัวจิ้งหรืด

  • จัดการเก็บตัวจิ้งหรีดโดยยกแผงไข่เขย่าใส่กะละมังและใช้สวิงช้อน
  • นำจิ้งหรีดไปล้างน้ำ เพื่อทำความสะอาด ประมาณ 35 ครั้ง แล้วนำไปต้มในน้ำเดือด ใช้เวลาประมาณ 10-30 นาทีแล้วนำไปแช่น้ำเย็นและผึ่งให้สะเด็ดน้ำ
  • นำมาบรรจุใส่ถุงพลาสติกแล้วนำไปแช่น้ำแข็ง ตู้แช่ หรือห้องเย็น อุณหภูมิต่ำประมาณ -15 องศาเซลเซี่ยส จะสามารถเก็บไว้รอจำหน่ายได้

2.ไข่จิ้งหรืด

  • เมื่อพ่อแม่พันธุ์จิ้งหรีดผสมพันธุ์ ก็ให้นำภาชนะใส่ดินร่วนปนทราย ขี้ถ้าแกลบหรือขุยมะพร้าว พรมน้ำพอขึ้น ๆ
  • นำไปวางในบ่อหรือกล่องเลี้ยง ให้แม่พันธุ์จิ้งหรีดวางไข่ วางไว้ประมาณ 12-24 ชั่วโมง จึงนำออกหลังจากนั้นควรทำการบ่มไข่จิ้งหรีด ให้อุณหภูมิอยู่ที่35-38 องศาเซลเซียส โดยใช้ถุงพลาสติกห่อหรือผ้าคลุม

3.มูลจิ้งหรืด

  • มีธาตุอาหารสูงพอสมควรสามารถเก็บไปใช้หรือจำหน่ายเป็นปุยสำหรับบำรุงพืช

ข้อควรปฏิบัติ

  • สุขอนามัยเป็นสิ่งสำคัญต่อการเลี้ยงจิ้งหรีด จะไม่ทำให้จิ้งหรีดอ่อนแอและเกิดโรคภายในฟาร์มได้
  • ควรทำความสะอาดบ่อ และตากบ่อ ก่อนเลี้ยงรุ่นใหม่ทุกครั้ง
  • แผงไข่ควรเคาะทำความสะอาด แล้วนำไปอบเพื่อให้แห้ง สะอาด และมีความคงทน ใช้เลี้ยงในรุ่นต่อไป
  • ควรมีการเปลี่ยนสายพันธุ์จิ้งหรีดเพื่อให้จิ้งหรีดมีความแข็งแรงและป้องกันเลือดชิดในจิ้งหรีด โดยคัดพ่อแม่พันธุ์ข้ามบ่อหรือกล่องเลี้ยง หาพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติมาขยายพันธุ์ หรือซื้อพันธุ์จิ้งหรีดที่มีความแข็งแรงและปลอดโรคจากฟาร์มอื่น

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, www.withikaset.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์โมเดิร์นสมัยใหม่ พร้อมพื้นที่ใช้สอยขนาด 165 ตรม.

บ้านสไตล์โมเดิร์นสมัยใหม่ ขนาด 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย : 165 ตร.ม.

บ้านสไตล์โมเดิร์นสมัยใหม่

บ้านสไตล์โมเดิร์นสมัยใหม่


แบบบ้านสไตล์โมเดิร์นสมัยใหม่ แบบบ้านที่นำมารีวิวให้ชมเป็นไอเดียในการสร้างบ้านวันนี้ พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งาน ขนาด 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้องครัว พร้อมที่จอดรถพื้นที่ใช้สอย 165 ตารางเมตร ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก ทีมงานบ้านรักษ์ จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ



ที่มา : เพจบ้านรักษ์

บ้านสไตล์โมเดิร์นสมัยใหม่

บ้านสไตล์โมเดิร์นสมัยใหม่

รายละเอียด

  • แบบบ้านสไตล์โมเดิร์นสมัยใหม่
  • 2BR21002-2(สูงเม่น แพร่)
  • พื้นที่ก่อสร้าง: อ.สูงเม่น จ.แพร่
  • ขนาดบ้าน : 4 ห้องนอน, 2 ห้องน้ำ, 1 ห้องรับแขก, 1 ห้องครัว-อาหาร, ระเบียง-เฉลียง, ซักล้าง , 1 จอดรถ
  • ขนาดแปลน : กว้าง 13.00 เมตร ลึก 10.50 เมตร
  • พื้นที่ใช้สอย : 165 ตารางเมตร
  • ราคาก่อสร้าง : 2.45 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับวัสดุ และพื้นที่ใช้สอย
  • ทีมบ้านรักษ์สถาปัตย์
  • บ้านรักษ์

บ้านสไตล์โมเดิร์นสมัยใหม่




บ้านสไตล์โมเดิร์นสมัยใหม่

ด้านในห้องโถงกว้างพื้นกระเบื้องหินอ่อนสีเทา ผนังออกโทนสีขาวอ่อน กั้นพื้นที่ได้อย่างลงตัว ฝ้าเพดานโดดเด่นด้วยการตกแต่งด้วยไฟสีสันสวยงาม และโคมไฟรูปทรงหรูหรา




หากต้องการก่อสร้างตามแบบนี้ ใช้งบประมาณในการก่อสร้างเริ่มต้น 1.96 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับวัสดุที่เลือกใช้ ท่านที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ เพจบ้านรักษ์




ที่มา: เพจบ้านรักษ์

หากต้องการก่อสร้างตามแบบนี้ ใช้งบประมาณในการก่อสร้างเริ่มต้น 1.96 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับวัสดุที่เลือกใช้ ท่านที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ เพจบ้านรักษ์ ตามเบอร์โทรด้านล่างนี้เลย

ที่มา: เพจบ้านรักษ์, สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์: 065-787-8922 หรือ 065-423-5361


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


รูปภาพที่ได้นำมาลงในเว็บไซต์นี้ ก็ต้องขออนุญาตและขอขอบคุณเจ้าของลิขสิทธิ์มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ทางเว็บไซต์ไม่ได้มีเจตนานำมาดัดแปลง ลอกเรียนแบบ หรือใช้ในการค้าเพื่อหวังผลกำไรแต่อย่างใด หากแต่ใช้เพื่อเป็นไอเดียสร้างสรรค์ที่ได้แรงบันดาลใจจากท่านเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ได้นำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ทางเว็บไซต์จึงขออนุญาตรวบรวมไอเดียดีๆ ของท่านเพื่อให้ชาวเน็ตได้รับชมครับ หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยเป็นอย่างสูงครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น ฟังก์ชั่นครอบ พื้นที่ใช้สอย 121 ตร.ม.

แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น ฟังก์ชั่น 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้องครัว พื้นที่ใช้สอย 121 ตร.ม.

แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น





สวัสดีครับทุกท่าน สำหรับแบบบ้านที่นำมารีวิวให้ชมกันเในวันนี้นั้นเป็น แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น ฟังก์ชั่น 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้องครัว พื้นที่ใช้สอย 121 ตารางเมตร ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก บ้านรักษ์นครราชสีมา จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ที่มา : เพจบ้านรักษ์

บ้านพักอาศัยแบบชั้นเดียว สไตล์โมเดิร์นลอฟท์ หลังคาทรงเพิงแหงนแบบเล่นระดับ เปิดกว้างด้านหน้าช่วยเพิ่มพื้นที่ใต้หลังคาทำให้บ้านเย็น พร้อมติดไฟดาวน์ไลท์เพื่อส่องสว่างและส่องตัวบ้านให้สวยงามในเวลากลางคืน เหมาะสำหรับทำกิจกรรมกินเลี้ยง หรือสังสรรช่วงเทศกาล

แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น 

แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น 

รายละเอียด

  • แบบบ้านพักอาศัย สไตล์โมเดิร์น
  • แบบ1BR 21012-1 บ้านพักอาศัย 1 ชั้น
  • พื้นที่ก่อสร้าง: ต.บ้านชุ้ง อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา
  • ขนาดบ้าน : 3 ห้องนอน , 2 ห้องน้ำ , 1 ห้องรับแขก , 1 ห้องครัว-อาหาร
  • ขนาดแปลน : กว้าง 10.50 ม. ลึก 11.50 ม.
  • พื้นที่ใช้สอย : 121 ตารางเมตร
  • ราคาก่อสร้าง : 1.96 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับวัสดุ และพื้นที่ใช้สอย
  • เพจบ้านรักษ์นครราชสีมา
  • Ib เพจบ้านรักษ์
  • 065-787-8922 หรือ 065-423-5361




แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น 

ห้องนอนแต่ละห้อง มีประตูเป็นบานไม้สีน้ำตาลที่แข็งแรง ซึ่งใช้กระเบื้องลายหินอ่อนในการปูพื้น ผนังทาสีเขียวมิ้นต์ ฝ้าเพดานเรียบสีขาว มีไฟดาวน์ไลท์ฝังไว้หลายดวง จะมีห้องหนึ่งที่มีห้องน้ำสร้างไว้ด้วย และติดตั้งบานมุ้งลวดตามหน้าต่าง

ห้องครัว ใช้กระเบื้องโทนสีขาวออกเทาๆ ในการแต่งพื้น ส่วนลวดลายของกระเบื้องผนังนั้นเป็นสีขาว เคาน์เตอร์ทรงตัวแอลที่มุมห้อง ทั้งใช้งานสะดวกและประหยัดพื้นที่ มีการติดตั้งบานมุ้งลวดที่หน้าต่าง




หากต้องการก่อสร้างตามแบบนี้ ใช้งบประมาณในการก่อสร้างเริ่มต้น 1.96 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับวัสดุที่เลือกใช้ ท่านที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ เพจบ้านรักษ์ ตามเบอร์โทรด้านล่างนี้เลย

ที่มา: เพจบ้านรักษ์, สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์: 065-787-8922 หรือ 065-423-5361


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ





รูปภาพที่ได้นำมาลงในเว็บไซต์นี้ ก็ต้องขออนุญาตและขอขอบคุณเจ้าของลิขสิทธิ์มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ทางเว็บไซต์ไม่ได้มีเจตนานำมาดัดแปลง ลอกเรียนแบบ หรือใช้ในการค้าเพื่อหวังผลกำไรแต่อย่างใด หากแต่ใช้เพื่อเป็นไอเดียสร้างสรรค์ที่ได้แรงบันดาลใจจากท่านเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ได้นำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ทางเว็บไซต์จึงขออนุญาตรวบรวมไอเดียดีๆ ของท่านเพื่อให้ชาวเน็ตได้รับชมครับ หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยเป็นอย่างสูงครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

มหัศจรรย์ น้ำมันมะพร้าว มีประโยชน์มากมาย

มหัศจรรย์ น้ำมันมะพร้าว มีประโยชน์มากมาย

น้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าว





น้ำมันมะพร้าว เป็นน้ำมันธรรมชาติที่ผลิตจากเนื้อมะพร้าวแก่ คนไทยและชนชาติต่างๆ ในเอเชียและแปซิฟิกได้นำน้ำมันมะพร้าวไปใช้ประโยชน์เป็นอาหาร ยารักษาโรค และเครื่องสำอางมานับเป็นพันๆ ปี โดยไม่เกิดปัญหาต่อสุขภาพแต่อย่างใด แต่เมื่อ 35 ปีที่ผ่านมา น้ำมันมะพร้าวได้ถูกสมาคมถั่วเหลืองอเมริกันประณามว่า น้ำมันมะพร้าวซึ่งเป็นน้ำมันอิ่มตัว เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ โดยอ้างผลการวิจัยที่ใช้น้ำมันมะพร้าวให้สัตว์กิน แล้วเกิดโรคหัวใจจึงชักชวนให้คนเลิกบริโภคน้ำมันมะพร้าว และหันไปบริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันถั่วเหลือง แต่ปรากฎว่าน้ำมันมะพร้าวที่นำไปทดลอง เป็นน้ำมันที่ถูกเดิมไฮโดรเจน ซึ่งปัจจุบันเรารู้แล้วว่า น้ำมันอะไรก็ตามที่ถูกเติมไฮโดรเจน จะเปลี่ยนเป็นไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคแห่งความเสื่อมมากมาย รวมทั้งโรคหัวใจ ผลงานวิจัยในระยะหลังๆ สรุปได้ว่า น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่ดีที่สุดต่อสุขภาพและความงามของมนุษย์

  • การมีกรดไขมันอิ่มตัว ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกกล่าวหาว่าเป็นอันตรายต่อหัวใจ แต่หากพิจารณาจากสูตรทางเคมีปรากฎว่ากรดไขมันอิ่มตัว ประกอบด้วยสายโซ่ที่มีอาตุคาร์บอน (C) เป็นแกนกลาง ที่ต่อกันด้วยแขนเดี่ยวที่มีความเสถียร หรืออยู่ตัว ไม่ถูกเติมด้วยออกชิเจน ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ และไฮโดรเจน ดังเช่นไขมันไม่อิ่มตัวที่ธาตุคาร์บอนต่อกันด้วยแขนคู่ที่ไม่เสถียรการเติมออกซิเจนก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ ส่วนการเติมไฮโดรเจนก่อให้เกิดไขมันทรานส์ ทั้งอนุมูลอิสระและไขมันทรานส์ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะก่อให้เกิดโรคแห่งความเสื่อม เช่นโรคหัวใจโรคมะเร็ง โรคเบาหวานฯ
  • การมีกรดไขมันขนาดกลางเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้เนไซม์ในการย่อย แต่จะผ่านอย่างรวดเร็วจากปาก เข้าหลอดคอ สู่กระเพาะอาหาร แล้วเข้าสู่ลำไส้ แล้วจึงถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตจนไปถึงตับที่มีหน้าที่เปลี่ยนให้เป็นพลังงาน ซึ่งผิดกับไขมันที่มีขนาดยาว ที่ย่อยยากแต่จะเคลื่อนย้ายอย่างช้า ๆ จนไปสะสมเป็นไขมันในเนื้อเยื่อไขมันที่พุง และกล้ามเนื้อทำให้อ้วน สรุปได้ว่า น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันชนิดเดียวในโลกที่กินแล้วทำให้ผอมได้ (Eat Fat-Look Thin)
  • การมีสารต่อต้านเชื้อโรค ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทำให้เราไม่เป็นโรค อีกทั้งยังฆ่าเชื้อโรคได้ในกรณีที่เราเป็นโรคแล้ว สารที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคในน้ำมันมะพร้าวประกอบด้วยกรดลอริก ซึ่งเหมือนกับที่มีอยู่ในน้ำนมของแม่ที่ช่วยให้ทารกมีภูมิคุ้มกันในระยะ6 เดือนแรกที่ระบบภูมิคุ้มกันยังไม่พัฒนา นอกจากนั้น น้ำมันมะพร้าวยังมีกรดคาปริก กรดคาปริลิก กรดคาปริโอนิก และกรดไมริสติก ที่ต่างก็ช่วยกันต่อต้านกับเชื้อโรคที่เข้ามาสู่ร่างกาย สารต่อต้านเชื้อโรคเหล่านี้สามารถทำลายเชื้อโรคที่เป็นแบคทีเรียเชื้อรา เชื้อยีสต์ เชื้อไวรัส เชื้อโปรโตชัว และพยาธิ ที่ก่อให้เกิดโรคแก่มนุษย์มากมาย
  • การมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ อันได้แก่ วิตามินอี ไฟโตส-เตอรอล และสารฟีนอลลิก ช่วยให้น้ำมะพร้าวไม่ถูกเติมออกชิเจนจึงไม่เกิดการทีน และไม่เกิดอนุมูลอิสระ ในขณะเดียวกันแอนตี้ออกซิแดนท์ในน้ำมันมะพร้าวยังช่วยให้อาหารที่บริโภคเข้าไปพร้อมกันไม่ถูกเติมออกชิเจน ทั้ง ๆที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีออกซิเจนและอุณหภูมิที่เหมาะสมในร่างกายของเรา นอกจากนั้นน้ำมันมะพร้าวยังช่วยให้เนื้อเยื่อและอวัยวะในร่างกายของเราไม่ถูกเติมออกชิเจนไปด้วย ผลก็คือไม่เกิดอนุมูลอิสระที่ทำให้เยื่อหุ้มเชลล์ฉีกขาด หรือเป็นรูพรุน จนสารพิษและเชื้อโรคเข้าไปได้ และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของยีน อันนำไปสู่การเกิดมะเร็งและโรคแห่งความเสื่อมต่างๆ ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้เกิดภาวะชราภาพก่อนวัย เพราะผิวหนังเหี่ยวย่น อวัยวะเสื่อม ฯลฯ
    การแพทย์แผนไทยได้นำน้ำมันมะพร้าวไปใช้ประโยชน์ทางยามานับเป็นเวลาหลายร้อยปี เช่น รักษาแผลเรื้อรัง รักษากลากเกลื้อน แก้ปวดฟัน รักษาเล็บแตก รักษาคางทูม รักษาแผลเป็นแก้ชันนะตุ พุพอง แก้รังแค รักษาน้ำกัดเท้า รักษาฝ่ามือแตก และเล็บขบ แก้ผิวหนังด่าง แตกแห้งเป็นขุย แผลไฟไหม้ แก้น้ำร้อนลวก ใส่แผลทั้งสุดและแท้งชนชาติต่างๆ ที่มีมะพร้าวขึ้นอยู่ ต่างก็ถือว่า มะพร้าวเป็นต้นไม้แห่งชีวิต ที่นอกจากจะนำส่วนต่างๆ ของต้นมาใช้ประโยชน์ได้แล้ว ยังใช้น้ำมันมะพร้าวมารักษาโรคนานัปการ ผลการวิจัยในด้านการแพทย์ในระยะหลังๆ แสดงให้เห็นว่า น้ำมันมะพร้าวสามารถควบคุมโรคดังต่อไปนี้
  • โรคติดเชื้อ (Infectious Diseases) ที่เกิดจาก :
    • แบคทีเรีย เช่น โรคปอดบวม คอเจ็บ โรคทางเดินปัสสาวะโรคกระเพาะ โรคไซนัส ฟันผุ หนองใน
    • เชื้อรา เช่น กลาก เกลื้อน ฮ่องกงฟุต
    • เชื้อรา เช่น โรคตกขาว และคันในช่องคลอด (candidiasis)
    • ไวรัส เช่น โรคคางทูม หัด เริม ไข้หวัดใหญ่ โรคเอดส์ โรคซาร์ส โรคหวัดนก
    • โปรโตซัว เช่น โรคบิด มาลาเรีย ตะคริวในช่องท้อง ท้องร่วงท้องอืด อาเจียน
  • โรคไม่ติดเชื้อ (Non-infectious Diseases)
    • โรคหัวใจ เกิดจากการที่หลอดเลือดแดงแข็งตัวมีการสะสมของสารไปอุดตันหลอดเลือด ทำให้เลือดไม่สามารถไหลไปหล่อเลี้ยงหัวใจได้ จึงเกิดอาการหัวใจวาย การเกิดการอุดตันของหลอดเลือดแดง เกิดจากการเกิดบาดแผลในหลอดเลือด จากผลของเชื้อโรค สารพิษ ความดันเลือด การสูบบุหรี่ ความเครียดทำให้อิ่มเลือดเคลื่อนที่มารักษาบาดแผล และการสะสมวัสดุอุดตันอันประกอบด้วย โปรตีน เยื่อใย คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ มีผลงานวิจัยมากมายที่สรุปได้ว่า น้ำมันมะพร้าว ซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัวไม่ใช่สาเหตุของโรคหัวใจ และจากการศึกษาทางระบาดวิทยา พบว่า ชนชาติที่บริโภคน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำไม่มีใครเป็นโรคหัวใจ
    • โรคมะเร็ง จากการที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยป้องกัไม่ให้เกิดอนุมูลอิสระที่ไปเปลี่ยนแปลงยีนเป็นเซลล์มะเร็ง อีกทั้งยังช่วยชะงักการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง นอกจากนั้น น้ำมันมะพร้าวยังช่วยให้ปลอดภัยจากการทำลายของไขมันทรานส์ และของเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดมะเร็ง อีกทั้งยังส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ช่วยทำลายเซลล์มะเร็ง
    • โรคเบาหวาน เกิดมาจากการที่เซลล์ขาดอาหาร เพราะน้ำตาลเข้าไปในเซลล์ไม่ได้เนื่องจากขาดอินซูลิน เซลล์ไม่ตอบสนองน้ำตาลจึงคั่งในกระแสเลือด และถูกตับขับออกไปร่วมกับปัสสาวะแต่น้ำมันมะพร้าวมีโมเลกุลขนาดเล็ก จึงเข้าไปในเซลล์ได้โดยไม่ต้องมีอินซูลินเป็นตัวพาเข้าเหมือนน้ำตาล อีกทั้งยังใช้เป็นอาหารของเซลล์ได้ และช่วยกระตุ้นให้ตับอ่อน กลับมาสร้างอินซูลินจึงรักษาโรคเบาหวานให้หายขาดได้
    • โรคอ้วน จากการที่ตัวมันเองเปลี่ยนเป็นพลังงานในตับจนหมดสิ้น ไม่มีเหลือไปสะสมเป็นไขมัน ช่วยกระตุ้นให้ต่อมธัยรอยด์ทำงานดีขึ้น จึงเร่งกระบวนการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงานดีขึ้นช่วยเปลี่ยนอาหาร เช่น แป้งและน้ำตาลที่รับประทานเข้าไปพร้อมกันเป็นพลังงาน ไม่เหลือเป็นไขมัน อีกทั้งยังเกิดความร้อนสูงขึ้นไปช่วยเปลี่ยนไขมันที่สะสมไว้แต่เดิมไปเปลี่ยนเป็นพลังงาน ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและสวยงาม

คุณสมบัติที่ดีอื่นๆ

  • เป็นสารธรรมชาติ ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อร่างกาย
  • มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคโดยไม่ก่อให้เกิดการดื้อยา
  • ฆ่าเฉพาะเชื้อโรคโดย ไม่ก่อให้เกิดการดื้อยา
  • ฆ่าเฉพาะเชื้อโรค ไม่ฆ่าจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์หาได้ง่าย ใช้สะดวก ประหยัด ไม่ต้องมีใบสั่งยา

ที่มา : ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร




บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปลูกมะพร้าวน้ำหอม พร้อมวิธีการดูแลรักษา

ปลูกมะพร้าวน้ำหอม พร้อมวิธีการดูแลรักษา

ปลูกมะพร้าวน้ำหอม

ปลูกมะพร้าวน้ำหอม




มะพร้าวน้ำหอม เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าส่งออกหลายร้อยล้านบาทต่อปี และเป็นมะพร้าวพื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ปัจจุบันจัดเป็นพืชสงวนห้ามส่งออกในรูปผลแก่ น้ำมะพร้าวมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย โดยความหอมนั้นมาจากละอองเกสรตัวผู้ที่มาผสม (xenia effect) ปัญหาที่พบในการปลูกคือ ความไม่สม่ำเสมอของความหวานและความหอม ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพรจึงได้ปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมโดยเน้นที่คุณภาพของผลมะพร้าวอ่อน ด้านความหอมและความหวาน จนได้ต้นแม่ที่มีลักษณะดีเด่น คือ มีความหอมและมีความหวานของน้ำมะพร้าวระหว่าง 7.6- 9.0 องศาบริกซ์ โดยต้นแม่เหล่านี้สามารถนำมาขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มจำนวนให้เพียงพอแล้วเผยแพร่ให้เกษตรกรได้ทันที

ปลูกมะพร้าวน้ำหอม

ส่วนที่รับประทานได้ของมะพร้าวน้ำหอม 100 กรัมให้พลังงาน 77 แคลอรี และประกอบด้วยความขึ้น 84.0 กรัมแคลเซียม 42.0 กรัม คาร์โบไฮเดรต 10.3 กรัม ไขมัน 3.6 กรัม โปรตีน 1.4 กรัม ฟอสฟอรัส 56.0 มก. วิตามินซี 6.0 มก. ไนอาซีน 0.8 มก. วิตามินบี 1 0.04 มก. วิตามินบี 2 0.03 มก. เส้นใย 0.4 กรัม

ลักษณะประจำพันธุ์

มะพร้าวน้ำหอม จัดเป็นมะพร้าวกลุ่มต้นเตี้ย ลำต้นมีขนาดเล็ก ใบสั้นกว่ามะพร้าวพันธุ์ไทยทั่วไป อายุการออกจั่นจะเร็ว ในปีหนึ่งๆจั่นจะทยอยออกประมาณ 15-16 จั่น หรืออาจมากกว่านั้น ในแต่ละจั่นจะติดผลอยู่ระหว่าง 10-18 ผล ปัจจัยที่ทำให้มะพร้าวน้ำหอมให้ผลผลิตมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพดิน แหล่งน้ำ สภาพอากาศ และการดูแลรักษา ฯลฯ

การเลือกสภาพพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอม

  • สภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง การระบายน้ำในดินดี
  • ควรใกล้แหล่งน้ำ
  • ฝนตกกระจายสม่ำเสมอ
  • อุณหภูมิของอากาศอยู่ระหว่าง 20-29 C
  • ปริมาณแสงแดดเฉลี่ย 7.1 ชม./วัน

ระยะปลูก

พื้นที่ราบทั่วไป แบบสามเหลี่ยม แบบสี่เหลี่ยมด้านเท่า ระยะ6.0 x 6.0 , 6.5 x 6.5 เมตร
สภาพที่ลุ่มน้ำไม่ท่วมขัง ปลูกแบบยกร่อง ใช้ปลูกแบบแถวคู่และแถวเดี่ยว ระยะ 6.0 x 6.0 , 6.5 x 6.5 เมตร ระยะหลุมควรห่างจากขอบร่องน้ำประมาณ 2 เมตร

การเตรียมหลุมปลูก

ควรเตรียมหลุมในช่วงฤดูแล้ง หากดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ขนาดหลุมควรกว้าง 1.0 x 1.0 x 1.0 เมตร แยกส่วนหน้าดินกับดินล่างออก ตากดินทิ้งไว้ 7 วัน กันหลุมอาจรองด้วยเปลือกมะพร้าวช่วยในกรณีที่โครงสร้างของดินโปร่ง ระบายน้ำเร็ว หรือปริมาณน้ำไม่เพียงพอ นำส่วนของดินล่างผสมปุ๊ยคอก 1 ปีบ ผสมหินร็อคฟอสเฟต 200-500 กรัม คลุกเคล้าให้ทั่วใส่กลบลงในหลุมปลูกจนเกือบเต็ม ทิ้งไว้จนถึงฤดูปลูก

วิธีการปลูก

หน่อพันธุ์ ควรตัดรากเดิมออกก่อนนำลงปลูกในหลุมที่ผสมดินใส่ไว้เกือบเต็ม ใช้ดินส่วนที่เหลือลงกลบหน่อพันธุ์กดดินให้แน่นแต่ไม่ควรให้ดินกลบโคนหน่อ ซึ่งดินอาจรัดโคนหน่อ ทำให้การพัฒนาการเจริญเติบโตช้า

การดูแลรักษาสวนมะพร้าวน้ำหอม

  • การใส่ปุ๋ย

ปีที่ 1 หลังปลูกมะพร้าวไปแล้ว 4 เดือน เริ่มให้ปุ๋ยครั้งแรกโดยใช้ปุยเคมีสูตร 13-13-21 , 12-12-17-2 อัตราต้นละ 1 กก. + แมกนีเซี่ยมซัลเฟต 200 กรัม ครั้งที่ 2 ใส่ในอัตราเดิมในช่วงปลายฤดูฝน

ปีที่ 2 ใส่ปุยเคมีสูตร 13-13-21 , 12-12-17-2 อัตรา 2กก./ต้น/ปี แมกนีเซียมซัลเฟต 300 กรัม/ต้น/ปี โโลไมท์ 1กก/ต้น/ปี

ปีที่ 3 ใส่ปุยเคมีสูตร 13-13-21 , 12-12-17-2 อัตรา 3 กก./ต้น/ปี แมกนีเซียมซัลเฟต 400 กรัม/ต้น/ปี โดโลไมท์ 2 กก/ต้น/ปี

ปีที่ 4 ขึ้นไป ใส่ปุย13-13-21 , 12-12-17-2 อัตรา 4 กก/ต้น/ปี แมกนีเซียมซัลเฟต 500กรัม/ต้น/ปี โดโลไมท์ 2 กก/ต้น/ปีการใส่ปุ๋ยมะพร้าวน้ำหอม ให้แบ่งใส่ปีละ 2 ครั้ง หว่านปุ๋ยรอบๆ บริเวณทรงพุ่มพรวนดินตื้นๆกลบปุ้ยรอบทรงพุ่ม

  • การให้น้ำ

    น้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อการทำสวนมะพร้าวน้ำหอมในฤดูแล้งหากฝนทิ้งช่วงนานติดต่อกัน 1-2 เดือน ต้องมีการให้น้ำ

  • การกำจัดและควบคุมวัชพืช

    ควรกำจัดวัชพืช จำพวกหญ้าคาและวัชพืชที่แย่งน้ำแย่งอาหารอื่นๆบริเวณรอบโคนต้นให้หมด

  • การเพิ่มอินทรียวัตถุ

    อินทรีย์วัตถุเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากมะพร้าวน้ำหอมเป็นพืชที่ต้องการอินทรียวัตถุค่อนข้างสูง ควรใส่ปัยคอก ปุ๋ยหมัก ร่วมกับปุ๋ยเคมีอย่างน้อยปีละครั้ง หรือปีเว้นปี ขึ้นอยู่กับสภาพดินว่ามีความอุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด

แมลงศัตรูมะพร้าวและการป้องกันกำจัด

  • ด้วงแรด
    ลักษณะการทำลาย ตัวเต็มวัยจะเจาะใบมะพร้าวที่บริเวณโคนทางใบที่ 2 หรือที่ 3 ทะลเข้าไปถึงยอดอ่อนตรงกลางหรือทำลายบริเวณยอดอ่อนที่ยังไม่คลี่ทำให้ใบมะพร้าวที่คลี่แตกใบใหม่ขาดแหว่งมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมคล้ายถูกกรรไกรตัด ถ้าด้วงกัดกินทางใบจะทำให้ทางใบพับ มะพร้าวชะงักการเจริญเติบโต และอาจเป็นเหตุให้โรคและแมลงศัตรูชนิดอื่นเข้าทำลายต่อไป
  • การป้องกันกำจัด
    • โดยวิธีเขตกรรม คือ การกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ โดยเผาหรือฝังซากตอหรือลำต้นของมะพร้าว และเกลี่ยกองซากพืชหรือกองมูลสัตว์ ให้กระจายออกโดยมีความหนาไม่เกิน 15 ซม.
    • โดยชีววิธี โดยใช้เชื้อราเขียว (Metarhizium anisopliae)สร้างกับดักราเขียวโดย ใช้ขุยมะพร้าวที่หมักแล้วผสมกับหัวเชื้อราเขียวเพื่อล่อให้ด้วงแรดมาวางไข่ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อนจะถูกเชื้อราเขียวเข้าทำลายและตายในที่สุด
    • ใช้ทรายหรือสารคาร์บาริล (เซฟวิน 85%WP) ผสมขี้เลื่อยในอัตราสารฆ่าแมลง 1 ส่วน ต่อ ขี้เลื่อย 33 ส่วน ใส่รอบยอดอ่อน ซอกโคนทางใบเดือนละครั้ง หรืออาจใช้สารไล่แนพทาลีนบอล (ลูกเหม็น) อัตรา 6-8 ลูกต่อต้นโดยใส่ไว้ในซอกโคนทางใบ
  • ด้วงงวง
    ลักษณะการทำลาย ด้วงงวงมะพร้าวจะขยายพันธุ์อยู่ภายในคอมะพร้าวและพบบ้างที่โคนลำต้น ทำให้ต้นตาย อาการบ่งชี้ที่แสดงว่าต้นถูกด้วงงวงทำลาย คือ ยอดอ่อนเหี่ยวแห้งใบเหลือง
  • การป้องกันกำจัด
    • ป้องกันกำจัดด้วงแรดอย่าให้เข้าทำลายมะพร้าวเพราะรอยแผลที่ด้วงแรดเจาะจะเป็นช่องทางให้ด้วงงวงเข้าวางไข่และทำลายจนต้นตายได้
    • ดูแลทำความสะอาดแปลงมะพร้าว ถ้าพบมีการทำลายให้ใช้สารฆ่าแมลง เช่น คลอร์ไพริฟอส (ลอร์สแบน 40 % EC) อัตรา 80 มล.ต่อน้ำ 20 ลิตร
    • ทำลายต้นมะพร้าวที่มีหนอนด้วงงวงอยู่ หรือทำลายตัวหนอนเพื่อมิให้แพร่พันธุ์ต่อไป
  • แมลงดำหนามลักษณะการทำลาย ทั้งตัวหนอนและตัวเต็มวัยจะกัดกินยอดอ่อนที่สุดของใบมะพร้าวที่ยังไม่คลี่ ทำให้ยอดอ่อนของ          มะพร้าวชะงักการเจริญเติบโต เมื่อมีการทำลายรุนแรงจะมองเห็นยอดเป็นสีขาวโพลนชัดเจน การระบาดทำลายได้ทั้งมะพร้าวต้นเล็กและต้นสูงที่ให้ผลผลิตแล้ว
  • การควบคุมและการป้องกันกำจัด
    • การควบคุมโดยชีววิธี ใช้แตนเบียน (Asecodes hispinarum Boucek) ในการควบคุม โดยแตนเบียนเพศเมียจะเข้าทำลายหนอนแมลงดำหนาม
    • การใช้สารเคมี ใช้สารเคมีที่มีอันตรายน้อยและสลายตัวเร็วเช่น คาร์บาริล (เซฟวิน 85%WP) อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ในแปลงเพาะชำ หรือต้นเล็ก
  • การเก็บเกี่ยว
           โดยทั่วไปหากมีการดูแลรักษาสวนที่ดีให้ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ มะพร้าวจะออกจั่นเร็ว อายุประมาณ 3 ปีเศษ ก็เริ่มทะยอยเก็บผลผลิตได้แล้ว มะพร้าวน้ำหอมจะเริ่มเก็บผลอ่อนได้เมื่ออายุ 7 เดือน หรือประมาณ 190-200 วัน น้ำมะพร้าวในระยะนี้จะหวานและหอมเนื้อจะนุ่มเหมาะต่อการบริโภค เกษตรกรชาวสวนจะสังเกตโดยดูสีผลรอบกลีบเลี้ยงมีวงสีขาวล้อมรอบเพียงเล็กน้อย หรือดูทะลายอ่อนที่อยู่เหนือเยื้องทะลายที่จะตัดมีขนาดใหญ่กว่ากำปั้นเล็กน้อย เกษตรกรบางรายจะนับวันหลังจากตัดทะลายแรกผ่านไป 20 วัน จึงเริ่มตัดทะลายถัดมา นอกจากนี้อาจใช้วิธีสังเกตหางหนู หรือดีดผล





ที่มา : ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , https://www.doa.go.th/hc/chumphon


บทความอื่นที่น่าสนใจ

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน ดีไซน์ทันสมัย พร้อมดาดฟ้า

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน ดีไซน์ทันสมัย พร้อมดาดฟ้า

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น





แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น หลังคาทรงเเหงนแบบเล่นระดับดีไซน์สวยหลังนี้ ออกแบบโดยทีมงาน กิจเจริญไพบูลย์ ก่อสร้าง สำหรับฟังก์ชั่นภายในบ้าน ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องโถงรับเเขก 1 ห้องครัว มีระเบียงนอกบ้าน เเละพื้นที่ดาดฟ้าสำหรับพักผ่อนหรือทำกิจกรรมครอบครัว ใช้งบประมาณในการก่อสร้างที่ 1.15 ล้านบาท เฉพาะตัวบ้าน บ้านหลังนี้ตัวบ้านสร้างที่ บ้านนาเจริญอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ผลงานและรูปภาพ : กิจเจริญไพบูลย์ ก่อสร้าง

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

หลังคาบ้านเป็นทรงเพิงแหงน ใต้หลังคาภายนอกติดฝ้าสีขาวรอบตัวบ้านพร้อมรูระบายอากาศได้อย่างสวยงาม ตัวบ้านมีการยกระดับพื้นสูงรูปทรงของตัวบ้านเมื่อเรามองจากด้านหน้านั้นจะมีความโดดเด่นชัดเจน ซึ่งบ้านหลังนี้เน้นโทนสีขาว และประตูทางเข้าบ้านที่เป็นกระจกขนาดใหญ่ และหน้าต่างรอบตัวบ้าน การติดตั้งโคมไฟแบบส่องผนังที่สร้างความโดดเด่นให้กับตัวบ้านได้อย่างสวยงามได้อย่างดี

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น




แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น




ห้องนอนที่สร้างไว้ตามจุดต่างๆ ภายในยังคงแต่งด้วยโทนสีขาวสว่างแบบห้องโถง แต่ฝ้าเพดานเลือกใช้แบบเรียบ หน้าต่างกระจกบานใหญ่ช่างโดดเด่น ตัดกับสีผนังได้อย่างชัดเจน

ห้องครัว เป็นครัวที่ทันสมัย น่าเข้าใช้งาน พื้นห้องปูทับด้วยกระเบื้องมันวาวสีขาว ผนังทาทับด้วยสีขาว เคาน์เตอร์ยาวที่สร้างไว้ติดผนัง ทั้งสะดวกต่อการใช้งานและประหยัดพื้นที่ และมีหน้าต่างขนาดใหญ่ไว้ระบายยอากาศ

ห้องน้ำ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่สำคัญของบ้าน กระเบื้องปูพื้นโทนสีเทา ผนังห้องกรุทับด้วยกระเบื้องที่เน้นเป็นโทนสีเทาเข้ม สุขภัณฑ์ที่หลากหลายถูกติดตั้งไว้ตามจุดต่างๆอย่างลงตัว และสะดวกต่อการใช้งาน

จบไปแล้วนะครับกับการนำเสนอ บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก | กิจเจริญไพบูลย์ ก่อสร้าง

โทร. 0661210255 , 0964053657
LINE ID: nirabon26

หมายเหตุ : ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ