ปลูกมะพร้าวน้ำหอม พร้อมวิธีการดูแลรักษา

ปลูกมะพร้าวน้ำหอม พร้อมวิธีการดูแลรักษา

ปลูกมะพร้าวน้ำหอม

ปลูกมะพร้าวน้ำหอม




มะพร้าวน้ำหอม เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าส่งออกหลายร้อยล้านบาทต่อปี และเป็นมะพร้าวพื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ปัจจุบันจัดเป็นพืชสงวนห้ามส่งออกในรูปผลแก่ น้ำมะพร้าวมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย โดยความหอมนั้นมาจากละอองเกสรตัวผู้ที่มาผสม (xenia effect) ปัญหาที่พบในการปลูกคือ ความไม่สม่ำเสมอของความหวานและความหอม ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพรจึงได้ปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมโดยเน้นที่คุณภาพของผลมะพร้าวอ่อน ด้านความหอมและความหวาน จนได้ต้นแม่ที่มีลักษณะดีเด่น คือ มีความหอมและมีความหวานของน้ำมะพร้าวระหว่าง 7.6- 9.0 องศาบริกซ์ โดยต้นแม่เหล่านี้สามารถนำมาขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มจำนวนให้เพียงพอแล้วเผยแพร่ให้เกษตรกรได้ทันที

ปลูกมะพร้าวน้ำหอม

ส่วนที่รับประทานได้ของมะพร้าวน้ำหอม 100 กรัมให้พลังงาน 77 แคลอรี และประกอบด้วยความขึ้น 84.0 กรัมแคลเซียม 42.0 กรัม คาร์โบไฮเดรต 10.3 กรัม ไขมัน 3.6 กรัม โปรตีน 1.4 กรัม ฟอสฟอรัส 56.0 มก. วิตามินซี 6.0 มก. ไนอาซีน 0.8 มก. วิตามินบี 1 0.04 มก. วิตามินบี 2 0.03 มก. เส้นใย 0.4 กรัม

ลักษณะประจำพันธุ์

มะพร้าวน้ำหอม จัดเป็นมะพร้าวกลุ่มต้นเตี้ย ลำต้นมีขนาดเล็ก ใบสั้นกว่ามะพร้าวพันธุ์ไทยทั่วไป อายุการออกจั่นจะเร็ว ในปีหนึ่งๆจั่นจะทยอยออกประมาณ 15-16 จั่น หรืออาจมากกว่านั้น ในแต่ละจั่นจะติดผลอยู่ระหว่าง 10-18 ผล ปัจจัยที่ทำให้มะพร้าวน้ำหอมให้ผลผลิตมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพดิน แหล่งน้ำ สภาพอากาศ และการดูแลรักษา ฯลฯ

การเลือกสภาพพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอม

  • สภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง การระบายน้ำในดินดี
  • ควรใกล้แหล่งน้ำ
  • ฝนตกกระจายสม่ำเสมอ
  • อุณหภูมิของอากาศอยู่ระหว่าง 20-29 C
  • ปริมาณแสงแดดเฉลี่ย 7.1 ชม./วัน

ระยะปลูก

พื้นที่ราบทั่วไป แบบสามเหลี่ยม แบบสี่เหลี่ยมด้านเท่า ระยะ6.0 x 6.0 , 6.5 x 6.5 เมตร
สภาพที่ลุ่มน้ำไม่ท่วมขัง ปลูกแบบยกร่อง ใช้ปลูกแบบแถวคู่และแถวเดี่ยว ระยะ 6.0 x 6.0 , 6.5 x 6.5 เมตร ระยะหลุมควรห่างจากขอบร่องน้ำประมาณ 2 เมตร

การเตรียมหลุมปลูก

ควรเตรียมหลุมในช่วงฤดูแล้ง หากดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ขนาดหลุมควรกว้าง 1.0 x 1.0 x 1.0 เมตร แยกส่วนหน้าดินกับดินล่างออก ตากดินทิ้งไว้ 7 วัน กันหลุมอาจรองด้วยเปลือกมะพร้าวช่วยในกรณีที่โครงสร้างของดินโปร่ง ระบายน้ำเร็ว หรือปริมาณน้ำไม่เพียงพอ นำส่วนของดินล่างผสมปุ๊ยคอก 1 ปีบ ผสมหินร็อคฟอสเฟต 200-500 กรัม คลุกเคล้าให้ทั่วใส่กลบลงในหลุมปลูกจนเกือบเต็ม ทิ้งไว้จนถึงฤดูปลูก

วิธีการปลูก

หน่อพันธุ์ ควรตัดรากเดิมออกก่อนนำลงปลูกในหลุมที่ผสมดินใส่ไว้เกือบเต็ม ใช้ดินส่วนที่เหลือลงกลบหน่อพันธุ์กดดินให้แน่นแต่ไม่ควรให้ดินกลบโคนหน่อ ซึ่งดินอาจรัดโคนหน่อ ทำให้การพัฒนาการเจริญเติบโตช้า

การดูแลรักษาสวนมะพร้าวน้ำหอม

  • การใส่ปุ๋ย

ปีที่ 1 หลังปลูกมะพร้าวไปแล้ว 4 เดือน เริ่มให้ปุ๋ยครั้งแรกโดยใช้ปุยเคมีสูตร 13-13-21 , 12-12-17-2 อัตราต้นละ 1 กก. + แมกนีเซี่ยมซัลเฟต 200 กรัม ครั้งที่ 2 ใส่ในอัตราเดิมในช่วงปลายฤดูฝน

ปีที่ 2 ใส่ปุยเคมีสูตร 13-13-21 , 12-12-17-2 อัตรา 2กก./ต้น/ปี แมกนีเซียมซัลเฟต 300 กรัม/ต้น/ปี โโลไมท์ 1กก/ต้น/ปี

ปีที่ 3 ใส่ปุยเคมีสูตร 13-13-21 , 12-12-17-2 อัตรา 3 กก./ต้น/ปี แมกนีเซียมซัลเฟต 400 กรัม/ต้น/ปี โดโลไมท์ 2 กก/ต้น/ปี

ปีที่ 4 ขึ้นไป ใส่ปุย13-13-21 , 12-12-17-2 อัตรา 4 กก/ต้น/ปี แมกนีเซียมซัลเฟต 500กรัม/ต้น/ปี โดโลไมท์ 2 กก/ต้น/ปีการใส่ปุ๋ยมะพร้าวน้ำหอม ให้แบ่งใส่ปีละ 2 ครั้ง หว่านปุ๋ยรอบๆ บริเวณทรงพุ่มพรวนดินตื้นๆกลบปุ้ยรอบทรงพุ่ม

  • การให้น้ำ

    น้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อการทำสวนมะพร้าวน้ำหอมในฤดูแล้งหากฝนทิ้งช่วงนานติดต่อกัน 1-2 เดือน ต้องมีการให้น้ำ

  • การกำจัดและควบคุมวัชพืช

    ควรกำจัดวัชพืช จำพวกหญ้าคาและวัชพืชที่แย่งน้ำแย่งอาหารอื่นๆบริเวณรอบโคนต้นให้หมด

  • การเพิ่มอินทรียวัตถุ

    อินทรีย์วัตถุเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากมะพร้าวน้ำหอมเป็นพืชที่ต้องการอินทรียวัตถุค่อนข้างสูง ควรใส่ปัยคอก ปุ๋ยหมัก ร่วมกับปุ๋ยเคมีอย่างน้อยปีละครั้ง หรือปีเว้นปี ขึ้นอยู่กับสภาพดินว่ามีความอุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด

แมลงศัตรูมะพร้าวและการป้องกันกำจัด

  • ด้วงแรด
    ลักษณะการทำลาย ตัวเต็มวัยจะเจาะใบมะพร้าวที่บริเวณโคนทางใบที่ 2 หรือที่ 3 ทะลเข้าไปถึงยอดอ่อนตรงกลางหรือทำลายบริเวณยอดอ่อนที่ยังไม่คลี่ทำให้ใบมะพร้าวที่คลี่แตกใบใหม่ขาดแหว่งมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมคล้ายถูกกรรไกรตัด ถ้าด้วงกัดกินทางใบจะทำให้ทางใบพับ มะพร้าวชะงักการเจริญเติบโต และอาจเป็นเหตุให้โรคและแมลงศัตรูชนิดอื่นเข้าทำลายต่อไป
  • การป้องกันกำจัด
    • โดยวิธีเขตกรรม คือ การกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ โดยเผาหรือฝังซากตอหรือลำต้นของมะพร้าว และเกลี่ยกองซากพืชหรือกองมูลสัตว์ ให้กระจายออกโดยมีความหนาไม่เกิน 15 ซม.
    • โดยชีววิธี โดยใช้เชื้อราเขียว (Metarhizium anisopliae)สร้างกับดักราเขียวโดย ใช้ขุยมะพร้าวที่หมักแล้วผสมกับหัวเชื้อราเขียวเพื่อล่อให้ด้วงแรดมาวางไข่ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อนจะถูกเชื้อราเขียวเข้าทำลายและตายในที่สุด
    • ใช้ทรายหรือสารคาร์บาริล (เซฟวิน 85%WP) ผสมขี้เลื่อยในอัตราสารฆ่าแมลง 1 ส่วน ต่อ ขี้เลื่อย 33 ส่วน ใส่รอบยอดอ่อน ซอกโคนทางใบเดือนละครั้ง หรืออาจใช้สารไล่แนพทาลีนบอล (ลูกเหม็น) อัตรา 6-8 ลูกต่อต้นโดยใส่ไว้ในซอกโคนทางใบ
  • ด้วงงวง
    ลักษณะการทำลาย ด้วงงวงมะพร้าวจะขยายพันธุ์อยู่ภายในคอมะพร้าวและพบบ้างที่โคนลำต้น ทำให้ต้นตาย อาการบ่งชี้ที่แสดงว่าต้นถูกด้วงงวงทำลาย คือ ยอดอ่อนเหี่ยวแห้งใบเหลือง
  • การป้องกันกำจัด
    • ป้องกันกำจัดด้วงแรดอย่าให้เข้าทำลายมะพร้าวเพราะรอยแผลที่ด้วงแรดเจาะจะเป็นช่องทางให้ด้วงงวงเข้าวางไข่และทำลายจนต้นตายได้
    • ดูแลทำความสะอาดแปลงมะพร้าว ถ้าพบมีการทำลายให้ใช้สารฆ่าแมลง เช่น คลอร์ไพริฟอส (ลอร์สแบน 40 % EC) อัตรา 80 มล.ต่อน้ำ 20 ลิตร
    • ทำลายต้นมะพร้าวที่มีหนอนด้วงงวงอยู่ หรือทำลายตัวหนอนเพื่อมิให้แพร่พันธุ์ต่อไป
  • แมลงดำหนามลักษณะการทำลาย ทั้งตัวหนอนและตัวเต็มวัยจะกัดกินยอดอ่อนที่สุดของใบมะพร้าวที่ยังไม่คลี่ ทำให้ยอดอ่อนของ          มะพร้าวชะงักการเจริญเติบโต เมื่อมีการทำลายรุนแรงจะมองเห็นยอดเป็นสีขาวโพลนชัดเจน การระบาดทำลายได้ทั้งมะพร้าวต้นเล็กและต้นสูงที่ให้ผลผลิตแล้ว
  • การควบคุมและการป้องกันกำจัด
    • การควบคุมโดยชีววิธี ใช้แตนเบียน (Asecodes hispinarum Boucek) ในการควบคุม โดยแตนเบียนเพศเมียจะเข้าทำลายหนอนแมลงดำหนาม
    • การใช้สารเคมี ใช้สารเคมีที่มีอันตรายน้อยและสลายตัวเร็วเช่น คาร์บาริล (เซฟวิน 85%WP) อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ในแปลงเพาะชำ หรือต้นเล็ก
  • การเก็บเกี่ยว
           โดยทั่วไปหากมีการดูแลรักษาสวนที่ดีให้ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ มะพร้าวจะออกจั่นเร็ว อายุประมาณ 3 ปีเศษ ก็เริ่มทะยอยเก็บผลผลิตได้แล้ว มะพร้าวน้ำหอมจะเริ่มเก็บผลอ่อนได้เมื่ออายุ 7 เดือน หรือประมาณ 190-200 วัน น้ำมะพร้าวในระยะนี้จะหวานและหอมเนื้อจะนุ่มเหมาะต่อการบริโภค เกษตรกรชาวสวนจะสังเกตโดยดูสีผลรอบกลีบเลี้ยงมีวงสีขาวล้อมรอบเพียงเล็กน้อย หรือดูทะลายอ่อนที่อยู่เหนือเยื้องทะลายที่จะตัดมีขนาดใหญ่กว่ากำปั้นเล็กน้อย เกษตรกรบางรายจะนับวันหลังจากตัดทะลายแรกผ่านไป 20 วัน จึงเริ่มตัดทะลายถัดมา นอกจากนี้อาจใช้วิธีสังเกตหางหนู หรือดีดผล





ที่มา : ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , https://www.doa.go.th/hc/chumphon


บทความอื่นที่น่าสนใจ

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน ดีไซน์ทันสมัย พร้อมดาดฟ้า

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน ดีไซน์ทันสมัย พร้อมดาดฟ้า

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น





แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น หลังคาทรงเเหงนแบบเล่นระดับดีไซน์สวยหลังนี้ ออกแบบโดยทีมงาน กิจเจริญไพบูลย์ ก่อสร้าง สำหรับฟังก์ชั่นภายในบ้าน ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องโถงรับเเขก 1 ห้องครัว มีระเบียงนอกบ้าน เเละพื้นที่ดาดฟ้าสำหรับพักผ่อนหรือทำกิจกรรมครอบครัว ใช้งบประมาณในการก่อสร้างที่ 1.15 ล้านบาท เฉพาะตัวบ้าน บ้านหลังนี้ตัวบ้านสร้างที่ บ้านนาเจริญอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ผลงานและรูปภาพ : กิจเจริญไพบูลย์ ก่อสร้าง

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

หลังคาบ้านเป็นทรงเพิงแหงน ใต้หลังคาภายนอกติดฝ้าสีขาวรอบตัวบ้านพร้อมรูระบายอากาศได้อย่างสวยงาม ตัวบ้านมีการยกระดับพื้นสูงรูปทรงของตัวบ้านเมื่อเรามองจากด้านหน้านั้นจะมีความโดดเด่นชัดเจน ซึ่งบ้านหลังนี้เน้นโทนสีขาว และประตูทางเข้าบ้านที่เป็นกระจกขนาดใหญ่ และหน้าต่างรอบตัวบ้าน การติดตั้งโคมไฟแบบส่องผนังที่สร้างความโดดเด่นให้กับตัวบ้านได้อย่างสวยงามได้อย่างดี

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น




แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น




ห้องนอนที่สร้างไว้ตามจุดต่างๆ ภายในยังคงแต่งด้วยโทนสีขาวสว่างแบบห้องโถง แต่ฝ้าเพดานเลือกใช้แบบเรียบ หน้าต่างกระจกบานใหญ่ช่างโดดเด่น ตัดกับสีผนังได้อย่างชัดเจน

ห้องครัว เป็นครัวที่ทันสมัย น่าเข้าใช้งาน พื้นห้องปูทับด้วยกระเบื้องมันวาวสีขาว ผนังทาทับด้วยสีขาว เคาน์เตอร์ยาวที่สร้างไว้ติดผนัง ทั้งสะดวกต่อการใช้งานและประหยัดพื้นที่ และมีหน้าต่างขนาดใหญ่ไว้ระบายยอากาศ

ห้องน้ำ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่สำคัญของบ้าน กระเบื้องปูพื้นโทนสีเทา ผนังห้องกรุทับด้วยกระเบื้องที่เน้นเป็นโทนสีเทาเข้ม สุขภัณฑ์ที่หลากหลายถูกติดตั้งไว้ตามจุดต่างๆอย่างลงตัว และสะดวกต่อการใช้งาน

จบไปแล้วนะครับกับการนำเสนอ บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก | กิจเจริญไพบูลย์ ก่อสร้าง

โทร. 0661210255 , 0964053657
LINE ID: nirabon26

หมายเหตุ : ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

แบบบ้านไสตล์โมเดิร์นชั้นเดียว เน้นโปร่งทันสมัย พื้นที่ 138 ตารางเมตร

แบบบ้านไสตล์โมเดิร์นชั้นเดียว เน้นโปร่งทันสมัย ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 138 ตารางเมตร

แบบบ้านไสตล์โมเดิร์นชั้นเดียว

แบบบ้านไสตล์โมเดิร์นชั้นเดียว


สวัสดีครับ วันนี้เรามี แบบบ้านสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียว ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม  มาฝากกันอีกเช่นเคย สำหรับบ้านหลังนี้ เป็น แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 โถงรับแขก 1ห้องพักผ่อน 1 ห้องซักรีด 1 ห้องครัว พื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 138 ตารางเมตร สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลาง  ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก  MB Design House บริการรับเขียน 3D By sketchup ยกพื้นสูงจากที่ดินเล็กน้อย ประมาณ 60 ซม. การออกแบบบ้านสไตล์โมเดิร์น หลังคาเพิงแหงน ซ้อนกัน  จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ




ผลงานและรูปภาพ : MB Design House บริการรับเขียน 3D By sketchup
เรียบเรียง : https://esanbanna.com

 

แบบบ้านไสตล์โมเดิร์นชั้นเดียว

บริเวณหน้าบ้าน มีการออกแบบให้ดูง่ายสบายตาเน้นกระจกใสโปร่งแสง โดยปูพื้นด้วยกระเบื้องลายไม้โทนน้ำตาล  ตามเสาหน้าบ้านมีโคมไฟประดับไว้แล้ว ประตูทางเข้าเลือกใช้เป็นกระจกขนาดใหญ่ และหน้าต่างบานกระจกที่ทันสมัย ตัดกับสีของลายไม้ ได้เป็นอย่างดี สวยงามมาก

บ้านไสตล์โมเดิร์น

แบบบ้านไสตล์โมเดิร์น

แบบบ้าน




แบบบ้านไสตล์โมเดิร์นชั้นเดียว

แบบบ้านไสตล์โมเดิร์น

MB Design House

MB Design House

แบบเเปลนภายในบ้าน

 

สนใจแบบบ้านสามารถติดต่อได้ที่

  • ID : @mbdesign (มี@ด้วยนะครับ)
  • หรือโทร 0936608179

หมายเหตุ: ทางเว็บ esenbanna.com ไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ ระบบปล่อยอิสระ

การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ ระบบปล่อยอิสระ

การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์

การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์


ปัจจุบันนั้นเทรนด์ของผู้ที่รักสุขภาพนั้นเพิ่มมากขึ้นและผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการเลือกซื้ออาหารที่มีประโยชน์ และมีคุณค่าต่อสุขภาพ การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ ระบบปล่อยอิสระ นั้นมีคุณภาพทั้งเนื้อและไข่ที่มีคุณค่าทางโภชนะดีกว่าการเลี้ยงในระบบขังคอกหรือกรงตับ เช่น วิตามินเอและดีสูงกว่า 2 เท่า โอเมก้า-3 สูงกว่า 4 เท่า ดังนั้น เราจึงได้เขียนบทความ การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ระบบ ปล่อยอิสระ เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติให้แก่ผู้เลี้ยงไก่ เพื่อผลิตไข่คุณภาพ



องค์ประกอบของ การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์

  • คอก ไก่ไข่ พื้นที่เหมาะสมไม่มากกว่า 4 ตัว/ตารางเมตร ติดตาข่ายไม่ให้นกเข้าได้ มีแกลบรองพื้น มีรังไข่ (4 ตัว/รัง) มีรางอาหาร ถังน้ำ มีคอนนอนเพียงพอ ประตูก่อนเข้าคอก มีบ่อจุ่มเท้าและทำความสะอาดเป็นประจำ พื้นที่ปล่อยเลี้ยง
  • พื้นที่เหมาะสม ไม่น้อยกว่า 4 ตารางเมตร/ต่อตัว อาจทำอาหารเพื่อเสริมโปรตีน (เพาะปลวก, ไฟล่อแมลง) ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา ปลูกหญ้า/ ถั่วสำหรับไก่จิกกิน)
  • ห้องเก็บอาหาร ทำชั้นวางสูง ไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร พื้นแข็งแรง ไม่ให้นกหรือสัตวีอื่นเข้า
  • คอกพักสัตว์ป่วย พื้นคอกยกสูงพอสมควร ทำถาดรองมูลไม่ให้มูลสัมผัสพื้น ไม่ให้นกหรือสัตว์อื่นเข้า และกันตาข่ายไม่ให้สัตว์อื่นเข้ามาในบริเวณ
  • บ่อทิ้งซาก ทำจากบ่อซีเมนต์ขนาด 50-80 เซนติเมตร จำนวน 3 บ่อ มีฝาปิด และกั้นตาข่ายไมให้สัตว์อื่นเข้า
  • จุดล้างวัสดุอุปกรณ์ มีวาล์วน้ำ/ถังน้ำ และมีพื้นสำหรับรองวาง เพื่อล้างวัสดุ อุปกรณ์
  • ถังขยะพร้อมฝาปิด ถังใส่ถุง มีฝาปิดและการทำลายขยะห้ามเผาโดยเด็ดขาด
  • ประตูทางเข้าแนวเขตพื้นที่ มีบ่อจุ่มเท้า พร้อมฝาปิดและรองเท้าบูทสำหรับปฏิบัติงาน
  • แนวรั้วรองแนวเขตทั้งหมด แข็งแรงป้องกันไมให้ไก่ เข้า-ออกได้ ปลูกพืชแนวกันชน กรณีอยู่ใกล้พื้นที่สารเคมีให้ทำคันดินยกสูง และปลูกพืชตามแนวคันดินด้วย
  • สถานที่เก็บไข้ไก่อินทรีย์ มีสถานที่เก็บไขไก่อินทรีย์ที่เหมาะสม ไม่ปนเปื้อนกับไข่ชนิดต่างๆ

เลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์

อาหารสัตว์

ในระยะแรก ควรเลี้ยงไก่ด้วยอาหารสำเร็จรูปไก่ไข่ตามระยะอายุของไก่ หลังจากมีประสบการณ์แล้ว สามารถเลือกใช้อาหารได้ตามความเหมาะสม อาหารสัตว์ต้องปลอดภัยจากสารเคมีที่ก่อให้เกิดอันตราย และไม่มีการเสริมยาปฏิชีวนะ มีน้ำสะอาดให้กินอย่างสม่ำเสมอ แต่หากเป็นการเลี้ยงไก่ระบบอินทรีย์ จะต้องให้กินอาหารอินทรีย์เกษตรกรสามารถเสริมวัตถุดิบหรือผลพลอยได้ทางการเกษตร เช่น มะละกอ ข้าวโพดกล้วย ต้นกล้วย พืชผักสวนครัวและสมุนไพร เป็นต้น

สมุนไพรเสริมสร้างสุขภาพสัตว์

  • ฟ้าทะลายโจร
    สรรพคุณ แก้ไข แก้หวัด หน้าบวม แก้ท้องเสีย แก้ติดเชื้อในลำไส้ช่วยเจริญอาหาร ฯลฯ
    วิธีใช้ ใบตากแห้งบดเป็นผง 1 แก้ว (150 ซีซี)/ อาหารข้น 100 กิโลกรัม
  • ขมิ้นชัน
    สรรพคุณ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบ แก้ท้องเสีย ฯลฯ

    วิธีใช้ เหง้าตากแห้งบดเป็นผง 1 แก้ว (150 ซีซี)/ อาหารข้น 100 กิโลกรัม
  • ไพล
    สรรมคุณ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขยายหลอดลม บิดเป็นมูกเลือดในสุกร ฯลฯ
    วิธีใช้ เหง้าตากแห้งบดเป็นผง 1 แก้ว (150 ซีซี)/อาหารข้น 100 กิโลกรัม
  • บอระเพ็ด
    สรรพคุณ แก้ไข ขับพยาธิภายใน ช่วยเจริญอาหาร บำรุงร่างกาย ฯลฯ

    วิธีใช้ เถาสดทุบแช่น้ำให้สัตว์กิน หรือนำมาหมักเป็นน้ำหมักชีวภาพ (เพื่อความสะดวกในการให้สัตว์) น้ำหมัก 2 ซ้อนโต๊ะ/น้ำสะอาด 10 ลิตร
  • ตะไคร้หอม
    สรรพคุณ ป้องกันไร ยุง ช่วยดับกลิ่นพื้นตอก

    วิธีใช้ ใบรองรังไข่ป้องกันไร หรือนำมาหมักเป็นน้ำหมักชีวภาพ (เพื่อความสะดวก) น้ำหมัก 1 แก้ว (150 ซีซี) น้ำเปล่า 10 ลิตร ฉีดพ่นพื้นคอกเพื่อดับกลิ่นได้เป็นอย่างดี
  • ลูกใต้ใบ
    สรรพคุณ แก้ไข แก้หวัด ช่วยเจริญอาหาร ช่วยขับสารพิษออกจากตับในสัตว์ แก้ท้องเสีย ฯลฯ
    วิธีใช้ นำมาหมักเป็นน้ำหมักชีวภาพ (เพื่อความสะดวก) น้ำหมัก 2 ช้อนโต๊ะ/น้ำสะอาด 10 ลิตรให้สัตว์กิน

การใช้น้ำหมักชีวภาพเลี้ยงไก่ไข่อินหรีย์

น้ำหมักชีวภาพ คือ การนำเอาพืช ผัก ผลไม้ สัตว์ชนิดต่างๆ มาหมักกับน้ำตาลทำให้เกิดจุลินทรีย์ ที่เป็นประโยชน์จำนวนมาก ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้ จะไปช่วยสลายธาตุอาหารต่างๆ เมื่อถูกย่อยสลายโดยกระบวนการของแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์สารต่างๆ จะถูกปลดปล่อยออกมา เช่น โปรตีน กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง จุลธาตุ เป็นต้น

การจัดการด้านสุขภาพและการป้องกันโรค

  • ต้องมีการใช้น้ำหมักชีวภาพผสมน้ำ หรือ อาหารให้สัตว์กินเป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพสัตว์โดยใช้อย่างน้อย 1 ชนิด เช่น น้ำหนัก พืชสีเขียว ผลไม้สุก เนื้อสัตว์และแคลเซียมเปลือกไข่ เป็นต้น
  • ต้องมีการใช้น้ำหมักชีวภาพสมุนไพร หรือให้กินสมุนไพรโดยตรง เป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพสัตว์ หรือรักษาพยาบาสสัตว์เบื้องต้น เช่น น้ำหมักสมุนไพรบอระเพ็ดฟ้าทะลายโจร เป็นต้น
  • ต้องมีการฉีดวัคนป้องกันโรคระบาสัตว์ตามโปรแกรมของกรมปศุสัตว์
  • ต้องมีคอกพักสัตว์ป่วยสำหรับแยกสัตว์ออกมารักษา





เปรียบเทียงการเลี้ยงและคุณภาพของผลผลิต

การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์

การเลี้ยงไข่ไก่อินทรีย์

เลี้ยงแบบปล่อยอิสระ ไก่จิกกินพืชผัก สมุนไพร สัตว์ธรรมชาติ หนอน แมลงเสริมด้วย รำ ปลายข้าว ข้าวเปลือก หญ้าเนเปียร์หมัก ต้นกล้วยหมัก น้ำหมักชีวภาพ ไมใช้ใช้ยาเคมีหรือสารสังเคราะห์ใดๆ

ผล

  • ไข่ขาวข้นเห็นได้ชัด
  • ไข่แดงนูนเด่น รสชาติดี
  • ไม่เสี่ยงต่อสารเคมี ยาสัตว์ตกค้าง
  • มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก

การเลี้ยงไข่ไก่ทั่วไป

เลี้ยงบนกรงตับที่แคบ ใช้อาหารสำเร็จรูป ใช้โปรตีนจากพืชปลาป่น ไวตามิน แร่ธาตุสังเคราะห์สารปฏิชีวนะ ยากันเครียดใส่สารสีสังเคราะห์

ผล

  • เนื้อไข่ขาวเหลว ไข่แดงไม่นูนเด่น
  • มีสีแดงจากสารสี
  • เสี่ยงต่อสุขภาพการดื้อยา
  • ปฏิชีวนะในคน

 ที่มา : กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  www.dld.go.th


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การควบคุมแมลงวันผลไม้ โดยวิธีผสมผสาน

การควบคุมแมลงวันผลไม้ โดยวิธีผสมผสาน

การควบคุมแมลงวันผลไม้

แมลงวันผลไม้ และผักหลายชนิด นอกจากจะทำให้ผลผลิตเน่าเสียหายแล้ว แมลงวันผลไม้เป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญของไม้ผลยังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ส่งออกเป็นอย่างมาก เนื่องจากประเทศผู้นำเข้าตรวจพบแมลงวันผลไม้ติดไปกับผลผลิตทางการเกษตรหลายชนิดจากประเทศไทย จนบางประเทศต้องระงับการนำเข้า การใช้สารเคมีฉีดพ่น  เพื่อป้องกันกำจัด นอกจากสารเคมีตกค้างในผลผลิตที่ส่งไปจำหน่ายทั้งภายใน และต่างประเทศแล้วยังเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค และสภาพแวดล้อมอีกด้วย

ลักษณะการทำลายของแมลงวันผลไม้

ตัวเมียจะวางไข่โดยใช้อวัยวะวางไข่แหลมๆอยู่ปลายก้น (Ovipositor) แทงเข้าไปในเนื้อผลไม้ เพื่อวางไข่ โดยวางไข่ทั้งในระยะผลอ่อนและในระยะผลแก่ใกล้สุก เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอนจะพอดีกับระยะที่ผลไม้นั้นสุกและจะอาศัยกัดกินอยู่ภายในผลนั้นทำให้ผลไม้เน่าเสี่ยและร่วงหล่นลงสู่พื้น จากนั้นตัวหนอนจะออกจากผลไม้ที่ร่วงหล่น และเข้าดักแด้ในดินและฟักออกเป็นตัวเต็มวัยการทำลายในระยะเริ่มแรกจะสังเกตได้ยากอาจพบอาการช้ำบริเวณใต้ผิวเปลือก เมื่อหนอนโตขึ้นจะทำให้ผลเน่าเละและมีน้ำไหลเยิ้มออกทางรูที่หนอนเจาะออกมา เพื่อเข้าดักแด้ นอกจากนี้ผลไม้ที่ถูกทำลายมักจะมีโรคและแมลงอื่นๆ เข้าทำลายซ้ำฃ

วงจรชีวิตแมลงวันผลไม้

วงจรชีวิตแมลงวันผลไม้

แมลงวันผลไม้ที่สำคัญของประเทศไทย

การแพร่กระจาย : ทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคกลางและภาคเหนือ

พบมากใน : มะม่วง ฝรั่ง ชมพู่ พุทรา น้อยหน่า ละมุด

Bactrocera dorsalis (Hendel)

Bactrocera dorsalis (Hendel)

ภาพ : University of Hawaii at Manoa

Bactrocera correcta (Bezzi)

Bactrocera correcta (Bezzi)

ภาพ : สุขสม ชินวินิจกุล

Bactrocera cucurbitae (Coquillett)

Bactrocera cucurbitae (Coquillett)

ภาพ : สุขสม ชินวินิจกุล

การแพร่กระจาย : ทุกภาคของประเทศไทย

พบมากใน : พืชผัก และพืชตระกูลแตง เช่น บวบเหลี่ยมมะเขือเทศ แตงโม

Bactrocera tau (Walker)

Bactrocera tau (Walker)

ภาพ : University of Hawaii at Manoa

การแพร่กระจาย : ทุกภาคของประเทศไทย

พบมากใน : บวบเหลี่ยม มะระขึ้นก ตำลึง 

Bactrocera latifrons (Hendel)

Bactrocera latifrons (Hendel)

ภาพ : สัญญาณี ศรีคชา

การแพร่กระจาย : ทุกภาคของประเทศไทย

พบมากใน : พริกชี้ฟ้า มะเขือเปราะ มะเขือพวง มะแว้งเครือ ฯลฯ

การควบคุมแมลงวันผลไม้

Bactrocera umbrosa (Fabricius)

ภาพ : สัญญาณี ศรีคชา

การแพร่กระจาย : ทุกภาคของประเทศไทย

พบมากใน : ขนุน จำปาดะ

การควบคุมแมลงวันผลไม้

Bactrocera carambolae (Drew&Hancock)

ภาพ : สุขสม ชินวินิจกุล

การแพร่กระจาย : ภาคใต้และภาคกลางตอนล่าง

พบมากใน : ฝรั่ง ขนุน กระท้อน ละมุด มะม่วง มะเฟือง ฯลฯ

Bactrocera zonata (Saunders)

Bactrocera zonata (Saunders)

ภาพ : Mahfuza Khan

การแพร่กระจาย : ภาคเหนือและภาคกลาง

พบมากใน : มะม่วง มะตูม ท้อ,เซอรี่

การควบคุมแมลงวันผลไม้ โดยวิธีผสมผสาน

เป็นการควบคุมศัตรูพืชตั้งแต่ 2 วิธีขึ้นไปโดยใช้ร่วมกันและแต่ละกรรมวิธีต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน จึงสามารถ ควบคุม หรือป้องกันกำจัดแมลงวันผลไม้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย

  • การห่อผล ควรห่อผลด้วยถุงพลาสติกหรือถุงกระดาษโดยห่อให้มิดชิด หากเป็นถุงพลาสติกควรตัดมุมที่กันถุงเพื่อระบายน้ำโดยเริ่มห่อตั้งแต่ผลมีขนาดเล็ก ความแตกต่างขึ้นอยู่กับชนิดของพืช เช่น มะม่วง เริ่มห่อเมื่อผลมะม่วงอายุ 8-9 สัปดาห์ ในชมพู่เริ่มห่อเมื่อผลมีอายุ 2 สัปดาห์หลังไหมร่วงและไว้ผล 3-4 ผลต่อช่อ
  • การใช้สารล่อ
    • การใช้เมธิลยูจินอล (Methy EugenoU เป็นสารล่อเพศผู้ อัตราการใช้เมธิลยูจินอล 4 ส่วน ผสมมาลาไธออน 83% อีซี 1 ส่วน หยดลงบนก้อนสำลี 3-5 หยด นำไปแขวนในกับดัก จากนั้นนำกับดักไปแขวนในทรงพุ่มสูงประมาณ1..5 เมตร
    • การใช้เหยื่อโปรตีน ซึ่งสามารถดึงดูดได้ทั้งแมลงวันผลไม้เพศผู้และเพศเมีย โดยใช้เหยื่อโปรตีนออโตไลเสท (Protein autolysate) หรือไฮโดรไลเซท (Protein hydrolysate) อัตรา 200 มิลลิสิตร ผสมสารฆ่าแมลงมาลาไธออน 57% หรือ 83% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 5 ลิตร พ่นเป็นจุดๆ ต้นละ 4 จุด พ่นต้นเว้นต้นทุก 7 วัน และพ่นในเวลาเข้าตรู่ซึ่งเป็นช่วงที่แมลงวันผลไม้ออกมาหาอาหาร เริ่มพ่นครั้งแรกหลังห่อผลเสร็จ 1 สัปดาห์และพ่นต่อเนื่อง จนเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วเสร็จ
  • การทำความสะอาดแปลงปลูก โดยเก็บผลมะม่วงที่ถูกแมลงวันผลไม้จากต้น หรือผลที่ร่วงหล่นออกจากแปลงโดยนำไปทำน้ำหมัก, ฝังกลบหรือเผาเพื่อกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์การฝังกลบต้องให้ลึกมากกว่า15 เซนติเมตร

  • การกำจัดพืชอาศัย การตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง เพื่อปรับสภาพแวดล้อมไม่เหมาะเป็นที่พักอาศัย และการแพร่ระบาดของแมลงวันผลไม้

  • การใช้แมลงศัตรูธรรมชาติ การปล่อยแตนเบียนหนอนแมลงวันผลไม้ (Diachasmimorpha longicaudata) เพื่อควบคุมประชากรแมลงวันผลไม้ในธรรมชาติ ซึ่งแตนเบียนเพศเมียจะวางไข่ในตัวหนอนแมลงวันผลไม้ที่อาศัยอยู่ภายในผลไม้ ตัวหนอนของแตนเบียนจะเจริญเติบโต และอาศัยกัดกินอยู่ภายในลำตัวของหนอนแมลงวันผลไม้ ทำให้หนอนแมลงวันผลไม้ตายในที่สุด เมื่อปล่อยติดต่อกันทำให้ประชากรแมลงวันผลไม้ในธรรมชาติลตลง

  • การใช้แมลงวันผลไม้เป็นหมัน   การกำจัดแมลงวันผลไม้ให้หมดไปจากพื้นที่ที่ต้องการโดยเลี้ยงแมลงวันผลไม้ให้มีปริมาณมาก และนำแมลงเหล่านั้นไปฉายด้วยรังสีแกมมาเพื่อให้เป็นหมัน จากนั้นจึงนำแมลงที่เป็นหมันนี้ ไปปล่อยในพื้นที่กว้างหรือครอบคลุมพื้นที่เพื่อให้ไปผสมพันธุ์กับแมลงวันผลไม้ในธรรมชาติทำให้ไม่มีลูก เมื่อปล่อยติดต่อกันทำให้ประชากรแมลงวันผลไม้ในธรรมชาติลดลงหรือจนหมดไปในที่สุด

เอกสารอ้างอิง : 

  • กรมส่งเสริมการเกษตร (ม.ป.ป.) แมลงวันผลไม้และการควบคุม.
  • สายชล แสงแก้ว และคณะ. (2557). การใช้เทคโนโลยีแบบผสมผสานเพื่อควบคุมแมลงวัน ผลไม้มะม่วง ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา. แก่นเกษตร, 42 (2),417- 421.

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  www.doae.go.th


วิธีการปลูกเผือก พืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ ปลูกง่ายโตดี

วิธีการปลูกเผือก พืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ ปลูกง่ายโตดี

วิธีการปลูกเผือก

วิธีการปลูกเผือก


เผือกเป็นพืชล้มลุก หัวเผือกเป็นลำต้นที่เกิดอยู่ใต้ดิน ประกอบไปด้วยหัวใหญ่ 1 หัว และมีหัวเล็ก ๆ แตกออกรอบๆ ขนาดรูปร่างของหัว สีของเนื้อเผือกมีความแตกต่างกันออกไปตามพันธุ์หัวใหญ่ มีน้ำหนักตั้งแต่ 450 กรัม – 3.5 กิโลกรัม หัวเล็กหนักตั้งแต่ 28 กรัม – 450 กรัม เนื้อเผือกมีสีขาวหรือม่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ประมาณ 21-27 องศาเซลเชียส ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ประมาณ 5.5 – 6.5 อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 5-6 เดือน ต้องการน้ำฝนประมาณ 1,750-2,500 มิลลิเมตรต่อปี

สภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสม

เผือกเป็นพืชหัวที่มีต้นคล้ายบอนมีความต้องการน้ำ หรือความชื้นในการเจริญเติบโตค่อนข้างสูงเผือกจึงชอบดินอุดมสมบูรณ์ และสามารถอุ้มน้ำไว้ได้มาก สามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทยในแหล่งที่มีระบบน้ำชลประทานดีจะสามารถปลูกเผือกได้ตลอดปี ส่วนในแหล่งที่มีน้ำจำกัดควรปลูกเผือกในช่วงฤดูฝนเท่านั้น เผือกปลูกได้ทั้งที่ลุ่มและดอน สภาพไร่ ที่ราบสูงไหล่เขาและปลูกได้ในดินหลายชนิด ยกเว้นดินลูกรัง ดินที่เหมาหะสมสำหรับการปลูกเผือกมากที่สุด คือ ดินร่วนปนทราย มีอินทรีย์วัตถุสูง หน้าดินลึก ระบายน้ำดี โดยปกติจะใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุยคอก หรือปุ๋ยหมักจำนวนมากก่อนปลูกโดยหว่าน และไถกลบก่อนปลูก 2 -3 เดือน และ เพิ่มปุ๋ยไนโตรเจน  และโปแตสเซียม ระหว่างพืชเจริญเติบโตจะให้ผลดี

วิธีการปลูกเผือก

การจำแนกพันธุ์สายพันธุ์ของเผือก

ประเทศไทยมีผือกมากมายหลายพันธุ์ ศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตรได้รวบรวมพันธุ์เผือกจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งในแต่ละต่างประเทศประมาณ 50 พันธุ์ สามารถจำแนกพันธุ์เผือกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้

  • จำแนกเผือกตามกลิ่นของหัว มี 2 ประเภท คือ
    • เผือกหอม เผือกชนิดนี้เวลาต้มหรือประกอบอาหารจะมีกลิ่นหอม ได้แก่ เผือกหอมเชียงใหม่ 
    • เผือกชนิดไม่หอม เผือกชนิดนี้เวลาต้ม หรือประกอบอาหารจะไม่มีกลิ่นหอม อย่างไรก็ตามเผือกชนิดนี้บางพันธุ์ถึงแม้จะไม่มีกลิ่นหอมแต่ก็มีข้อดีตรงที่มีลักษณะเนื้อเหนียวแน่นน่ารับประทานเช่นกัน
  • การจำแนกเผือกตามสีของเนื้อ มี 2 ประเภท คือ
    • เผือกเนื้อสีขาวหรือสีครีม เผือกชนิดนี้เมื่อผ่าดูเนื้อในจะพบว่า มีสีขาว หรือสีขาวครีม
    • เผือกเนื้อสีขาวปนม่วง เผือกชนิดนี้เมื่อผ่าหัวดูเนื้อ จะพบว่ามีสีขาวลายม่วงปะปนอยู่ซึ่งจะมีสีม่วงมากหรือน้อยแตกต่างกันในแต่ละพันธุ์ได้แก่เผือกหอมเชียงใหม่

การขยายพันธุ์เผือก

เผือกเป็นพืชหัวที่สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี ดังนี้

  • การเพาะเมล็ด  เป็นวิธีที่ง่ายแต่ใช้เวลานานกว่าจะย้ายปลูกลงแปลงได้ ในประเทศไทยเผือกแต่ละพันธุ์มีการออกดอกและติดเมล็ดน้อย เกษตรกรไม่นิยมขยายโดยวิธีนี้
  • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อ เป็นวิธีการขยายพันธุ์เผือกที่ปลอดจากเชื้อที่ติดมากับตันพันธุ์ได้ เป็นปริมาณครั้งละมาก ๆ แต่ตันทุนการผลิตสูงเกษตรกรยังไม่นิยมขยายพันธุ์โดยวิธีนี้
  • การขยายพันธุ์โดยใช้หน่อ เป็นส่วนที่แตกออกมาเป็นตันเผือกขนาดเล็กอยู่รอบๆต้นใหญ่ เมื่อแยกออกจากตันใหญ่ หรือต้นแม่แล้วสามารถนำไปลงแปลงไต้โดยไม่ต้องเสียเวลาไปเพาะชำ
  • การขยายพันธุ์โดยใช้หัวพันธุ์ หรือที่เกษตรกรเรียกว่าลูกซอหรือลูกเผือก ซึ่งเป็นหัวขนาดเล็กที่อยู่รอบ หัวเผือกขนาดใหญ่ วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมทั่วไปทั้งประเทศไทยและต่างประเทศ แต่ในการ ปลูกแต่ละครั้ง ควรเลือกเผือกที่มีขนาดปานกลางไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป หัวพันธุ์ที่มีขนาดสม่ำเสมอจะ ทำให้เผือกที่ปลูกแต่ละตันลงหัวในเวลาใกล้เคียงกัน เก็บเกี่ยวได้พร้อมกัน และที่สำคัญจะทำให้ไม่มีหัว ขนาดเล็กและใหญ่แตกต่างกันมาก

การปลูกและกรดูแลรักษา

การเตรียมดิน ไถดินตากไว้ ประมาณ 15-30 วัน เพื่อกำดวัชพืช โรคและแมลงในดินตามด้วยการไถพรวนเพื่อย่อยดิน

การปลูก นำส่วนของหัวพันธุ์ลงปลูกลึก 20-30 เซนติเมตร ระยะปลูกระหว่างต้น 60 เซนติเมตร ระยะห่างแถว 1 เมตร ควรใส่ปุ๋ยจอกรองกันหลุมก่อนปลูก (พื้นที่ 1 ไร่ ใช้หัวพันธุ์เผือกประมาณ 100-200 กิโลกรัม)

การใส่ปุ๋ย ( ใส่ปุ๋ย 3 ครั้ง)

  • ครั้งที่ 1 ก่อนปลูกรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกอัตรา 1-3 กำมือต่อต้น และปุ๋ย 18-6-6 อ้ตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่
  • ครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 2 เดือน ใช้สูตร 18-6-6 หรือ 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่
  • ครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 3-4 เดือน ใช้สูตร 13-13-21 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่

ในการใส่ปุ๋ยแต่ละครั้ง ควรระพรวนดินและรดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ

การเก็บรักษา ก่อนขุดเผือกประมาณ 15-30 วัน ไม่ควรเอาน้ำเข้าแปลงหรือรดน้ำในแปลงเผือก และควรเก็บเผือกไว้ในห้องที่มีการระบายอากาศได้ดี ในที่แห้ง หัวที่เก็บไว้ไม่ควรเป็นหัวที่มีบาดแผล อุณหภูมิประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส

โรคแมลงและศัตรูพีชที่สำคัญ

  • หนอนกระทู้ผัก เป็นแมลงศัตรูเผือกที่ระบาดเฉพาะแหล่งโดยเริ่มแรกผีเสื้อจะวางไข่ไว้ตามใบเผือก แล้วฟักตัวออกเป็นตัวหนอนกัดกินใบเผือกด้านล่าง ถ้าหนอนกระทู้ผัก ระบาดมากจะกัดกินใบเผือกเสียหายทั่วแปลงได้ ทำให้เผือกลงหัวน้อยผลผลิตต่ำ การป้องกันและกำจัดพ่นด้วยเชื้อบีที อัตราคำแนะนำในฉลาก หรือพ่นด้วยสารกำจัดแมลง เช่น แลมบ์ดาไซฮาโลทริน ไตรอะโซฟอสและคลอร์ฟลูอาซูรอน อัตราตามคำแนะนำในฉลาก

  • ไรแดง เป็นแมลงศัตรูขนาดเล็กที่ ระบาตเฉพาะแหล่ง รูปร่างคล้ายแมงมุม ตัวเล็กมากลำตัวสีแตง โดยจะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณใด้ใบเผือกทำให้เกิดรอยจุดสีน้ำตาลหรือสีขาว แล้วแห้งในที่สุดพบมากในช่วงฤดูแล้ง การป้องกันและกำจัดพ่นด้วยสารกำจัดแมลงไดโคโฟล อัตราตามคำแนะนำในฉลาก
  • โรคใบไหม้ (โรคจุดตาเสือ) เกิดจากเชื้อรา Phythopthere oolooasiae Pao. อาการบนใบเกิดจุตสีน้ำตาลเกาะอยู่เป็นวง ๆ เมื่อบีบจะแตกเป็นผง สีสนิม หรืออาจเน่าและถ้าอากาศซื้นมีฝนพรำ การป้องกันและกำจัดหากพบเป็นโรคใบจุดตาเสือ ให้ตัดใบที่เป็นโรคไปเผาทำลายให้หมด ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เชื้อราจะปลิวไปยังต้นอื่นๆได้ หรือแยกปลูกให้ห่างกัน เพื่อลดการแพร่กระจายของโรค และใช้สารเจมีฉีดพ่น เช่น เมทาแลกชิต โอฟูเรช อัตราตามคำแนะนำในณลาก

ที่มา:  กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , sarakaset.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ