วิธีการปลูกข่า เทคนิคง่ายๆ รายได้ดี

วิธีการปลูกข่า เทคนิคง่ายๆ รายได้ดี

วิธีการปลูกข่า

วิธีการปลูกข่า


ข่า เป็นพืชที่มีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่า “เหง้า” มีข้อ และปล้องเห็นได้ชัดเจน เนื้อในมีสีเหลือง และมีกลิ่นหอมเฉพาะลำต้นที่อยู่เหนือพื้นดินสูงถึง ๒ เมตร ใบสีเขียวออกสลับข้างกัน ดอกออกเป็นช่อที่ยอด ส่วนที่ใช้บริโภค คือ เหง้า ดอก หน่ออ่อน




การขยายพันธุ์ ขยายพันธุ์โดยหัว(เหง้า) ใต้ดิน

พันธุ์ที่ปลูก ข่าหยวก เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกและเป็นที่ต้องการของตลาด

การปลูกข่า

ควรเริ่มปลูกข่าในช่วงฤดูฝน ประมาณเตือนพฤษภาคม – มิถุนายน

  • เตรียมพันธุ์ โดยเลือกจากแปลงที่ปลูกเดิม เลือกเหง้าอ่อนที่มีการแทงยอดพร้อมเจริญเติบโตประมาณ 4 – 5 ต้น
  • เตรียมหลุมปลูก ระยะ 1 เมตร x 1 เมตรโดยปลูกแบบสลับฟันปลา เตรียมหลุมปลูก ขนาดกว้าง40 – 50 เซนติเมตร หลุมลึกประมาณ 10 เชนติเมตร หรือขุดลึกประมาณ 1 หน้าจอบ
  • รองกันหลุม ด้วยปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ประมาณ 1- 2 ช้อนแกง หรือ 1 กำมือ
  • ปลูกแล้ว ใช้ฟางหรือเศษหญ้าคลุมโคนต้น
  • รดน้ำ 7 – 10 วัน ต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ แต่การปลูกข่าบนคันบ่อ ไม่ต้องกังวลเรื่องการให้น้ำเพราะข่าจะได้รับความชื้นจากบ่อปลาอยู่แล้ว

การใส่ปุ๋ย

ใส่ครั้งเดียวเมื่อรองกันหลุมจนกระทั่งเริ่มเก็บเกี่ยว หลังจากนั้นจะใส่ทุกครั้งที่ทำการเก็บเกี่ยวโดยจะใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ ปุ๊ยอินทรีย์อัดเม็ด หรือปุ๋ยหมัก ประมาณ 1 กำมือ บางรายอาจใช้ปุ๋ยน้ำหมักในการบำรุงต้น โดยจะรดปุ๋ยน้ำหมักหลังจากทำการเก็บเกี่ยว เช่นกัน

การเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยวซ่าของจังหวัดสมุทรปราการจะเก็บข่าอ่อนเพื่อจำหน่ายเพราะสามารถขายได้ราคาดีกว่าข่าแก่ โดยจะเริ่มเก็บเกี่ยวหลังจากปลูกข่าได้ ประมาณ 8 เดือน แต่จะไม่ขุดทั้งกอ ขุดเฉพาะข่าอ่อนเท่านั้น เมื่อขุดแล้วจะเอาดินกลบหลุมแล้วตัดย่อยใบข่าที่ตัดออกเอาไปกลบโคนกอข่าแล้วรดด้วยน้ำหมักชีวภาพหลังจากนี้อีกประมาณ 3 – 4 เดือน ก็จะขุดข่าได้อีกครั้ง

  • เลือกส่วนที่จะทำการเก็บเกี่ยว โดยเลือกส่วนที่อยู่รอบนอกกอที่แตกออกมา ส่วนต้นไม่ควรมีใบเกิน 5 ใบ แล้วตัดใบส่วนนั้นทิ้ง เพื่อความสะดวกในการขุด
  • ขุดข่า โดยขุดเอาเฉพาะข่าอ่อนส่วนที่ต้องการออกมา แล้วตัดส่วนลำต้นให้เหลือประมาณ 10 – 25 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยแล้วกลบหลุมด้วยใบข่าที่ตัดทั้งหรือถางหญ้าบริเวณรอบ ๆ โคนกอข่า วิธีนี้ช่วยทำให้ได้ข่าอ่อนที่มีสีขาว ยอดอ่อนสีแดงสวย
  • นำข่าที่ขุดมาล้างเอาดินออกด้วยเครื่องฉีดน้ำอัดแรงตัน แล้วตัดแต่งลอกเอาเปลือกที่มีสีดำและส่วนที่ไม่ต้องการออก ตัดแต่งแล้วแช่ในน้ำสารส้ม (เอาสารสัมมาละลายน้ำ) ประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง วิธีนี้เป็นการล้างยางข่าที่ไหลออกมาหลังจากทำการตัดแต่ง และจะทำให้ข่าดูขาวมากขึ้น แล้วนำไปบรรจุใส่ถุงเพื่อจำหน่าย

การขุดข่า สามารถขุดเก็บผลผลิตได้ทุกวันแล้วแต่ความต้องการและข้อตกลงระหว่างเกษตรกรกับผู้รับซื้อ ดังนั้นเกษตรกรจะทำการขุดข่าประมาณวันละ 15 – 20 กอ แล้วหมุนเวียนไปกอใหม่ไม่ได้ขุดกอเดิมทำให้ข่ามีช่วงเวลาในการเจริญเติบโต สามารถเก็บเกี่ยวได้นาน

การจำหน่าย

บรรจุถุงพลาสติกใส ขนาดถุงละ 5 กิโลกรัม และ 10 กิโลกรัม ขายให้กับผู้รับซื้อ โดยผู้รับซื้อจะเข้ามารับข่าที่เกษตรกรเตรียมไว้ถึงบ้าน แต่จะเข้ามารับผลผลิต 2 วันต่อครั้ง (วันเว้นวัน) ทำให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวข่าตามช่วงเวลาที่ผู้รับซื้อกำหนดด้วย ราคาขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาด

ที่มา : เทคโน…เกษตร, สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรปราการ, www.sarakaset.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ

ถั่วพู ผักพื้นบ้านปลูกง่ายรสชาติอร่อย

ถั่วพู ผักพื้นบ้านปลูกง่ายรสชาติอร่อย

ถั่วพู

ถั่วพู (ชื่อวิทยาศาสตร์: Psophocarpus tetragonolobus) เป็นพืชล้มลุก ดอกสีขาวอมม่วง ผลเป็นฝักแบนยาวมี 4 ปีก ความยาวของฝักประมาณ 3-4 นิ้ว ภายในมีเมล็ดกลมเรียบ นิยมนำถั่วพูมาประกอบอาหารประเภทยำหรือกินสด ถั่วพูเป็นผักที่เสียเร็ว เหี่ยวง่ายและเกิดสีน้ำตาลเร็ว เก็บได้ไม่นาน คุณค่าทางอาหาร ถั่วพูมีคาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน ไขมัน แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินเอ ซี อี บี1 บี2 ไนอะซิน สรรพคุณทางยาบำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย บรรเทาอาการปวดเมื่อย แก้ตัวร้อน ลดไข้




สรรพคุณทางยาถั่วพู

ถั่วพูมีสรรพคุณทางยาดังนี้ หัวถั่วพูใช้บำรุงร่างกาย แก้อาการอ่อนเพลีย แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไข้กาฬ แก้โรคลมพิษกำเริบ ในตำรายาโบราณมีการนำเมล็ดถั่วพูมาต้มรับประทานหรือนำเมล็ดที่ต้มสุกแล้วมาบดให้ละเอียดผสมกับน้ำสุก ใช้ดื่มก่อนอาหาร 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น ช่วยบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงและเพิ่มกำลังวังชา

การเพาะเมล็ด

นำเมล็ดถั่วพูมาแช่น้ำอุ่นไว้ เป็นเวลา 1 คืน แล้วนำมาเพาะลงในถุงหรือกระบะเพาะชำ ใส่เมล็ดถั่วพูลงไปประมาณ 2-3 เมล็ด หลังจากนั้นประมาณ 15 วัน ต้นกล้าก็จะเริ่มงอกและแตกใบอ่อนออกมา 3 ใบ ทำการย้ายไปปลูกในหลุมที่ขุดไว้ โดยใช้ระยะห่างระหว่างหลุม ประมาณ 5-6 เมตร

ระยะปลูก

ขุดหลุมปลูกระยะ 1X 1 เมตร

การเตรียมดิน

ไถพรวนดิน ตากดินไว้ 5-7 วัน แล้วจึงไถดินครั้งที่ 2

การปลูก

นำเมล็ดพันธุ์หยอดหลุมละ 5 เมล็ด เมื่อเมล็ดงอกจนมี

ใบจริงให้ถอนแยกเหลือหลุมละ 2 ต้นต่อหลุม เมื่อถั่วพูมีอายุ

15 วัน จึงปีกค้างให้ถั่วพู

การให้น้ำ

ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ และเพียงพอ วันละ 1 ครั้ง

การใส่ปุ๋ย

หลังจากย้ายต้นกล้าของถั่วพูเป็นเวลาประมาณ 2 เดือน ถั่วพูจะเริ่มแทงช่อดอก ให้ผู้ปลูกใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 เพื่อเร่งการออกดอก และทำการใส่ปุ๋ยทุกๆ 15 วัน หลังจากนั้นประมาณ 3 เดือนก็จะเก็บฝักถั่วได้ตลอดระยะเวลา 6-12 เดือน โดยถั่วพู 1 ต้น จะให้ผลผลิตประมาณ 300-500 กรัมต่อวัน ถั่วพูมีราคาขายในท้องตลาดอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 บาท

การป้องกันจำกัด

  • วัชพืช กำจัดวัชพืชทุกครั้งที่มีการใส่ปุ๋ย หรือเมื่อเกิดวัชพืชขึ้น
  • โรคราแป้งรดด้วยน้ำสกัดชีวภาพสูตรสมุนไพรป้องกันกำจัดเชื้อรา ในอัตรา 30-50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ทุก 5-7 วัน

การเก็บเกี่ยว

อายุการเก็บเกี่ยว ประมาณ 60 วัน เก็บเกี่ยว วัน-เว้นวัน นิยมเก็บฝักอ่อนเพราะราคาดีกว่าฝักแก่

ที่มา : withikaset.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ

เทคนิค ” ปลูกชะอม ” ให้ยอดดกและอวบใหญ่

เทคนิค ” ปลูกชะอม ” ให้ยอดดกและอวบใหญ่

ปลูกชะอม

ปลูกชะอม


ลักษณะโดยทั่วไป

ชะอม เป็นพืชกึ่งพุ่มกึ่งเลื้อย ลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลม ใบเป็นใบประกอบลักษณะคล้ายใบกระดิน ใบอ่อนมีกลิ่นฉุนทำให้มีแมลงศัตรูพืชน้อยชนิดที่กล้าเข้ามายุ่ง นอกจากนี้ ยังมีสารเบต้าแคโรทีนที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ด้วย



การเตรียมกิ่งพันธุ์หรือกิ่งตอนชะอม

ชะอม สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีการปักชำ ตอนกิ่ง และการโน้มกิ่งที่มีข้อปักดิน และเพาะเมล็ด วิธีที่สะดวกคือ ให้เลือกกิ่งพันธุ์ที่ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป ไม่เป็นโรคตัดเป็นท่อนยาวประมาณ 30 เซนติเมตร หรือเลือกใช้กิ่งพันธุ์ขนาดยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ที่มีรากแข็งแรง อายุประมาณ 45 วัน เป็นกิ่งพันธุ์หรือท่อนพันธุ์ในการปลูก

การปลูกในแปลงหรือในภาชนะปลูก

  • ปลูกในพื้นที่โปร่ง และได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน เป็นท่อนพันธุ์ให้ใช้ระยะปลูก 50 x 50 เซนติเมตร โดยขุดหลุมปลูก ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 1-2 กำมือ คลุกเคล้ากับดินให้เข้ากัน ใช้ระยะปลูกประมาณ 1 x 1 เมตร โดยวางกิ่งพันธุ์ให้เอียง45 องศา ในหลุมที่เตรียมไว้ แล้วกลบดินให้แน่น โดยปกติจะนิยมปลูกในช่วงฤดูฝนเพราะไม่ต้องดูแลมากนัก
  • การปลูกในภาชนะ ให้เลือกภาชนะที่มีขนาดใหญ่ มีความลึกไม่ต่ำกว่า 50 เซนติเมตร โดยใช้ส่วนผสมของดิน ปุ๊ยคอกหรือปุยหมัก และขุยมะพร้าวหรือขี้เถ้าแกลบในอัตราเท่ากัน

การดูแลรักษาชะอม

  • การให้น้ำ พิจารณาให้น้ำตามสภาพความชื้นในพื้นที่ปลูก ให้น้ำ 2 วัน  ครั้งในช่วงแรก และลดความถี่ในการให้น้ำลงเหลืออาทิตย์ละครั้ง
  • ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ้ยหมัก ประมาณ1-2 กำมือ เดือนละครั้ง กำจัดวัชพืชพร้อมกับการพรวนดิน เมื่อต้นชะอมเจริญเติบโตได้ดีแล้ว ควรมีการตัดแต่ง เพื่อกระตุ้นให้เกิดยอดอ่อน โดยอาจจะเหลือต้นยาวประมาณ 30 เซนติเมตร จากโคน เพื่อให้แตกกิ่งใหม่ หรือให้เลี้ยงให้ได้ทรงพุ่มสูงประมาณ 1-1.5 เมตร เพื่อสะดวกในการเก็บ
  • การป้องกันกำจัดโรคและแมลงที่พบสำคัญ ได้แก่ โรครากเน่า โคนเน่า ให้แก้ไขโดยใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดิน หรือใช้สารกำจัดเชื้อราในดินเป็นครั้งคราว แมลงศัตรูที่พบ ได้แก่ หนอน หากพบให้จับทิ้งนอกพื้นที่ หรือใช้สารสะเดาในการป้องกันและกำจัด

การเก็บเกี่ยว

เริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่อชะอมอายุประมาณ3 เดือนขึ้นไป เก็บได้ทุก 3 วัน ต่อครั้ง การตัดชะอมควรตัดในตอนเช้าตรู่ โดยใช้มีดบางและคมตัดเพื่อให้แผลที่ตัดไม่ช้ำ ในช่วงฤดูหนาว ชะอมจะไม่ค่อยแตกยอด และไม่ควรเก็บยอดจนหมดต้น ควรให้เหลือยอดชะอมไว้ประมาณ 3-4 ยอดต่อต้น




บทความอื่นที่น่าสนใจ

ก้อยขม แซ่บๆสูตรอีสานบ้านเฮา

ก้อยขม แซ่บๆสูตรอีสานบ้านเฮา

ก้อยขม

ก้อยขม


สวัสดีครับเมื่อพูดถึงเมนูอาหารอีสานนั้น แน่นอนครับเมนูแรก ๆ เลยที่คนทั่วไปนึกออกก็คงไม่พ้น “ก้อยขม” มีตั้งแต่ก้อยวัว (ก้อยเนื้อ) ก๋อยปลา ลาบเป็ด ฯลฯ สาระพัดเนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ ที่เอามาทำเมนูนี้ แน่นอนครับวันนี้เราจะพาไปดูวิธีการทำเมนูก้อยขม กันว่ามีวิธีการกทำอย่างไรบ้าง บอกได้เลยครับว่ามือใหม่ก็ทำได้สบายๆ ครับ



สูตรเมนูก้อยเนื้อ/ เครื่องปรุงก้อยเนื้อ ประกอบด้วย

  • เนื้อวัว และเครื่องในวัว(ตับ ผ้าขี้ริ้ว)
  • ข้าวคั่ว
  • พริกแห้งคั่วป่น
  • ต้นหอมซอย
  • ผักชีซอย
  • ใบมะกรูด
  • ใบสะระแหน่
  • น้ำมะนาว
  • น้ำปลา
  • เลือดวัวสด
  • ขี้เพลี้ย
  • สาระแหน่
  • ผงชูรส

ขั้นตอนการเตรียมส่วนผสมก้อยเนื้อ

1. นำเนื้อวัวและเครื่องในที่เตรียมไว้ มาหั่นหรือแล่ และสับให้ละเอียดบ้าง เสร็จแล้วใส่ภาชนะวางพักรอไว้ก่อน
2. นำพืชพักสมุนไพรไทยที่เตรียมไว้ ได้แก่ ต้นหอมง ผักชี ผักชีฝรั่งและใบมะกรูด ทั้งหมดนี้นำมาหั่นเป็นฝอย ส่วนสะระแหน่นั้นให้เด็ดเป็นใบๆเอา จากนั้นก็ใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ให้เรียบร้อย
3. ข้าวคั่วและพริกแห้งคั่วนั้น ถ้าเป็นการคั่วที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ คือคั่วแล้วตำใส่เลยจะให้ความหอมมากกว่าที่ซื้อสำเร็จรูป

มาถึงวิธีการทำก้อยเนื้อ กันบ้างครับ

  • เริ่มจากการนำเนื้อวัวสับละเอียดที่เตรียมไว้ตั้งแต่ตอนแรก มาคลุกเคล้าให้เข้ากันกับพริกแห้งคั่วป่นและข้าวคั่วแล้วทำการ ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว คลุกเคล้าให้เข้ากัน ชิมและปรุงรสเพิ่มได้ตามใจชอบ ส่วนใหญ่จะมีรสเผ็ด เปรี้ยวนำ และตามด้วยรสเค็ม กลมกล่อม และใส่ขี้เพลี้ย(ดีวัว) เพื่อให้มีรสชาติขม ส่วนจะมากหรือน้อยนั้นก็ตามใจชอบได้เลยครับ
  • ใส่ต้นหอม ผักชี ผักชีฝรั่ง หอมแดง และใบมะกรูด ที่หั่นฝอยเตรียมไว้แล้วลงไป แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วตักใส่จาน โรยด้วยใบสะระแหน่
  • เสริฟพร้อมผักสดที่เป็นเครื่องเคียง ส่วนใหญ่จะเป็นผักที่มีรสชาดเปรี้ยวและขม เช่น ยอดมะกอก ผักติ้วยอดแดงๆ หรือจะเป็นถั่วฝักยาว แตงกวา กะหล่ำ เป็นต้น

ข้อควรระวังในการกินก้อยดิบ

การรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ นั้นสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้ร่างกายมีความเสี่ยงได้รับเชื่อโรค ทั้งเชื้อโรคระบบทางเดินอาหาร และเสี่ยงติดเชื้อจากพยาธิที่อยู่ในเนื้อสัตว์จำพวกนี้ด้วย ได้แก่ พยาธิตัวกลม พยาธิตัวตืด และพยาธิใบไม้ตับ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงและทำให้สุกด้วยการนำไปคั่วก่อนรับประทานก็จะได้ก้อยคั่ว ที่รสชาติอร่อยไม่แพ้กัน

ที่มา : อาหารบ้านโบว์ 


บทความที่น่าสนใจ

ต้มยำกุ้งน้ำข้น อร่อยแซ่บ รสชาติถึงเครื่องต้มยำ

ต้มยำกุ้งน้ำข้น อร่อยแซ่บ รสชาติถึงเครื่องต้มยำ

ต้มยำกุ้งน้ำข้น

ต้มยำกุ้งน้ำข้น


สวัสดีคะ วันนี้แอดมีเมนูเกี่ยวกับอาหารทะเลมาฝากค่ะ นั่นคือเมนูต้มยำกุ้งน้ำข้นนั่นเอง เมนูต้มยำกุ้งน้ำข้น เป็นเมนูอาหารไทยที่มีรสชาติจัดจ้าน ทั้งรสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ครบในจานเดียว และยังเป็นเมนูที่ชาวต่างชาตินิยมชมชอบอีกด้วย เมนูต้มยำกุ้งน้ำข้นเป็นเมนูที่จะทานกับข้าวสวย หรือ จะทานเป็นกับแกล้มก็ได้ ซึ่งเมนูต้มยำกุ้งน้ำข้น นั้นเป็นอาหารไทยที่หาทานได้ง่าย หรือจะทำทานเองที่บ้านก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพราะสมัยนี้ถ้าใครทำไม่เป็นหรือ ทำไม่อร่อย ก็มีตัวช่วยอย่างเครื่องปรุงรสสำเร็จรูปที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไปและห้างสรรพสินค้า มีให้เลือกซื้อมากมาย วันนี้แอดเลยจะมาใช้ผงปรุงรสสำเร็จรูปสำหรับทำต้มยำน้ำข้นกันค่ะ



เรามาลงมือทำและตรียมวัตถุดิบ สำหรับทำต้มยำกุ้งน้ำข้นกันเลยค่ะ

วัตถุดิบ ต้มยำกุ้งน้ำข้น

  1. กุ้ง 400 กรัม
  2. ปลาหมึก 3 ตัว
  3. ผงปรุงรส ต้มยำน้ำข้น 2 ห่อ
  4. น้ำสะอาด 700
  5. ข่าหั่นแว่น 5 แว่น
  6. ตะไคร้ หั่นทุบ 2 ต้น
  7. ใบมะกรูดฉีก 5 ใบ
  8. หัวหอมแดงทุบ 3 หัว
  9. เห็ดฟาง 15 หัว
  10. พริกแดง หันเฉียง 3 เม็ด
  11. ผักชีฝรั่งหั่นท่อน 2 ต้น

ขั้นตอนการทำต้มยำกุ้งน้ำข้น

  1. ตัดหนวดกุ้ง  แล้วล้างกุ้งให้สะอาดพักไว้
  2. ล้างปลาหมึกให้สะอาด หั่นเป็นแว่นๆ ตามขนาดที่ต้องการ เสร็จแล้วพักไว้
  3. ล้างเห็ดฟางให้สะอาด หั่น 4 เสร็จแล้วพักไว้
  4. ล้างตะไคร้ให้สะอาด เสร็จแล้วทุบพอแตก แล้วหั่นเป็นท่อนๆ พักไว้
  5. ล้างข่าให้สะอาด แล้วหั่นเป็นแว่นๆ พักไว้
  6. ล้างใบมะกรูด ให้สะอาด แล้วฉีกเตรียมไว้
  7. พริกแดง หั่นเฉียง เตรียมไว้
  8. ปลอกเปลือกหัวหอมแดง แล้วล้างให้สะอาด ทุบพอแตกเตรียมไว้
  9. ล้างผักชีฝรั่งให้สะอาด หั่นเป็นท่อนๆ เสร็จแล้วพักไว้
  10. ตั้งหม้อ เปิดไฟกลางๆ เทน้ำลงไปในหม้อ จากนั้นรอให้น้ำเดือด จึงใส่ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดฉีก หัวหอมแดงทุบลงไป รอเดือดอีกครั้ง แล้วหรี่ไฟลงเป็นไฟอ่อน จากนั้นให้เทผงปรุงรส ต้มยำกุ้งน้ำข้นลงไป จากนั้นคนให้เข้ากัน ปรับเป็นไฟกลางอีกครั้ง แล้วจึงใส่เห็ดฟางลงไป รอให้เห็ดฟางสุก จึงใส่กุ้ง และ ปลาหมึกลงไป รอให้กุ้งและปลาหมึกสุกดีแล้ว ให้ใส่พริกแดงหั่นเฉียง และ ผักชีฝรั่งหั่นท่อนลงไป คนให้เข้ากันอีกครั้ง ปิดไฟ ตักใส่ถ้วยพร้อมทานค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง :  Sarakaset.com

เรียบเรียงโดย : นงนุช




บทความที่น่าสนใจ

สูตรน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ คัคสรรจากธารรมชาติมากคุณประโยชน์

สูตรน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ คัคสรรจากธารรมชาติมากคุณประโยชน์

สูตรน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ

สูตรน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ


การเตรียมน้ำสมุนไพร เพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างแท้จริง ควรคำนึงถึงวัตถุดิบหลัก คือ สมุนไพร ควรเลือกสมุนไพรที่มีความสด สะอาด เก็บจากต้นใหม่ ๆ ตามฤดูกาลเมื่อนำมาปรุงเป็นน้ำสมุนไพรจะให้สีที่เป็นธรรมชาติตามชนิดของสมุนไพรนั้น ๆ ความสดจะช่วยให้น้ำสมุนไพร รสชาติดีและมีคุณค่ามากกว่าใช้สมุนไพรแห้ง กรณีใช้สมุนไพรแห้งให้เลือกใช้สมุนไพรแห้งที่สะอาด สีหรือกลิ่น ไม่ผิดปกติ




นอกจากนั้น ภาชนะที่ใช้เตรียมทำน้ำสมุนไพรจะต้องสะอาด โดยเลือกใช้ให้เหมาะสมกับชนิดของสมุนไพร เนื่องจากอาจมีปฏิกิริยากับกรดที่มีอยู่ในสมุนไพร ซึ่งจะทำให้มีกลิ่น สี รส เปลี่ยนแปลงได้ ที่สำคัญควรดื่มน้ำสมุนไพรทันทีที่ปรุงเสร็จ เพื่อคงคุณค่ทางอาหารและยา ซึ่งสามารถ ดื่มได้ทั้งแบบร้อนและเย็น

น้ำกระเจี๊ยบพุทราจีน

ส่วนผสม

  • กระเจี๊ยบสดหรือแห้ง 100 กรัม
  • พุทราจีนแห้ง 100 กรัม
  • น้ำตาลทรายแดง 100 กรัม
  • น้ำเปล่า 1,200 กรัม

วิธีทำ

  • ล้างกระเจี๊ยบและพุทราจีนให้สะอาด บีบพุทราจีนให้แตกใส่ลงหม้อต้มรวมกับกระเจี๊ยบ เติมน้ำเปล่าตามส่วนตั้งไฟต้มนาน 15 นาที จากนั้นกรองเอากากออกจะได้น้ำกระเจี๊ยบพุทราจีน
  • นำน้ำกระเจี๊ยบพุทราจีนที่ได้ตั้งไฟพอเดือด ใส่น้ำตาลทรายแดงคนให้ละลายเข้ากัน ยกลง พักไว้ให้เย็น เทใส่แก้วเติมน้ำแข็งพร้อมดื่ม หรือนำไปแช่เย็น

ประโยชน์

คุณค่าทางอาหาร

  • กระเจี๊ยบ มีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตา มีแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน
  • พุทราจีน มีวิตามินเอและอี มีธาตุฟอสฟอรัสและแคลเซียม

คุณค่าทางยา

  • กระเจี๊ยบ ช่วยขับปีสสาวะ ลดความดันโลหิต
  • พุทราจีนเป็นยาระบายอ่อน ๆ และแก้กระหายน้ำ ช่วยบำรุงประสาทและบรรเทาอาการนอนไม่หลับ

สมุนไพรน้ำฟักข้าว

ส่วนผสม

  • เนื้อฟักข้าวสุก (ผิวสีแดง) 300 กรัม
  • เกลือป่น 2 กรัม
  • น้ำเสาวรส 50 กรัม
  • น้ำเชื่อม 300 กรัม
  • น้ำต้มสุก 600 กรัม

วิธีทำ

  • นำลูกฟักข้าวมาผ่าครึ่ง คว้านเมล็ดออก ปอกเปลือกแล้วหั่นเนื้อฟักข้าวเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงเครื่องปั่น เติมน้ำตัมสุกตามส่วน ปั่นให้ละเอียด เตรียมไว้
  • นำเสาวรสมาผ่าครึ่งลูก ใช้ช้อนตักเอาเมล็ดนำมาคั้นน้ำเตรียมไว้
  • ผสมน้ำฟักข้าว น้ำเสาวรส น้ำเชื่อม และเกลือปนคนให้ละลายเข้ากัน เทใส่แก้วเติมน้ำแข็งพร้อมดื่ม หรือนำไปแช่เย็น

ประโยชน์

คุณค่าทางอาหาร

  • ฟักข้าว มีวิตามินซี แคลเซียม เหล็ก ไฟเบอร์ และมีสารเบต้าแคโรทีนสูงมาก
  • เสาวรส มีวิตามินเอสูง และสารแคโรทีนนอยด์

คุณค่าทางยา

  • ฟักข้าว มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ลด์ความเสี่ยงของการเกิดโรค หลอดเลือดหัวใจ และโรคมะเร็งต่อมลูกหมากมะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร
  • เสาวรส ช่วยบำรุงสายตา ผิวพรรณ สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา ช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับ ลดไขมันในเส้นเลือด และลดความเสี่ยงการเกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

สมุนไพรน้ำใบบัวบก

สมุนไพรน้ำใบบัวบก

ส่วนผสม

  • ใบบัวบก 10 กรัม
  • น้ำเชื่อม 15 กรัม
  • น้ำต้มสุก 240 กรัม

วิธีทำ

  • ล้างใบบัวบกให้สะอาด ใส่ลงเครื่องปั่น เติมน้ำต้มสุกครึ่งส่วนปั่นให้ละเอียด กรองเอาแต่น้ำ เตรียมไว้
  • นำใบบัวบกที่ผ่านการปั่นในครั้งแรก ใส่ลงเครื่องปั่นอีกครั้งเติมน้ำต้มสุกส่วนที่เหลือ แล้วปั่นต่อกรองเอาแต่น้ำ เตรียมไว้
  • ผสมน้ำใบบัวบกที่ได้จากการปั่นทั้งสองครั้ง กับน้ำเชื่อมคนให้เข้ากัน เทใส่แก้วเติมน้ำแข็งพร้อมดื่ม หรือนำไปแช่เย็น

ประโยชน์

คุณค่าทางอาหาร มีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตาและมีแคลเชียม วิตามินบี1 สูง

คุณค่าทางยา มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอดและมะเร็งกระเพาะอาหาร



สมุนไพรน้ำขิง

ส่วนผสม

  • ขิงสด (ขิงแก่) 15 กรัม
  • น้ำเชื่อม 15 กรัม
  • น้ำเปล่า 240 กรัม

วิธีทำ

  • ล้างขิงให้สะอาด ปอกเปลือก แล้วหั่นเป็นแว่น ใส่ลงหม้อต้ม เติมน้ำเปล่าตามส่วน ตั้งไฟพอเดือด ยกลง กรองเอาแต่น้ำ
  • นำน้ำขิงที่ได้ ตั้งไฟอีกครั้งพอเดือด ใส่น้ำเชื่อมลงไปคนให้เข้ากัน ยกลง ดื่มแบบร้อนได้ทันที หรือพักไว้ให้เย็นเทใส่แก้ว เติมน้ำแข็งพร้อมดื่ม หรือนำไปแช่เย็น

ประโยชน์

คุณค่าทางอาหาร

  • มีแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน และยังมีสารเบต้าแคโรทีน ช่วยต้านอนุมูลอิสระ

คุณค่าทางยา

  • แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลม และขับเสมหะ
  • แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน เมารถ
  • เมาเรือ ช่วยเจริญอาหาร
  • ลดการจับตัวของลิ่มเลือด
  • ช่วยย่อยอาหาร เพิ่มการ หลั่งน้ำดีและน้ำย่อยต่าง ๆ ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร

สมุนไพรน้ำคะน้า

ส่วนผสม

  • ใบคะน้า 40 กรัม
  • น้ำเชื่อม 30 กรัม
  • น้ำมะนาว 10 กรัม
  • เกลือป่น 1 กรัม
  • น้ำต้มสุก 200 กรัม

วิธีทำ

  • ล้างใบคะน้าให้สะอาด หั่นเป็นชิ้น ๆ ใส่ลงเครื่องปั่นเติมน้ำต้มสุกครึ่งส่วน ปั่นให้ละเอียด กรองเอาแต่น้ำ
  • เติมน้ำต้มสุกส่วนที่เหลือลงไปเพิ่ม ใส่น้ำเชื่อม น้ำมะนาวเกลือป่น คนให้ละลายเข้ากัน เทใส่แก้ว เติมน้ำแข็งพร้อมดื่มหรือนำไปแช่เย็น

ประโยชน์

คุณค่าทางอาหาร

  • มีวิตามินเอสูงมาก ช่วยบำรุงสายตา คะน้าเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ มีแคลเชียม ฟอสฟอรัส
  • ช่วยบำรุงกระดูก และวิตามินซีช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน
  • ช่วยให้เนื้อเยื่อทำงานได้ตี

คุณค่าทางยา

  • ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคโลหิตจาง
  • ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย
  • แก้กระหายน้ำ

สมุนไพรน้ำมะขาม

สมุนไพรน้ำมะขาม

ส่วนผสม

  • เนื้อมะขามสด หรือ มะขามเปียก 20 กรัม
  • น้ำเชื่อม 30 กรัม
  • เกลือป่น 2 กรัม
  • น้ำเปล่า 240 กรัม

วิธีทำ

สูตรใช้มะขามสด

  • ล้างฝักมะขามสดให้สะอาด ลวกในน้ำต้มเดือด เพื่อให้เปลือกมะขามสดนิ่มแกะออกได้ง่าย
  • นำเนื้อมะขามที่ได้ต้มในน้ำเดือด กรองเอาเมล็ดออก
  • นำน้ำมะขามที่ได้ตั้งไฟพอเดือด ใส่น้ำเชื่อม เกลือป่น คนให้ละลายเข้ากัน ยกลง พักไว้ให้เย็น เทใส่แก้ว เติมน้ำแข็งพร้อมดื่ม หรือนำไปแช่เย็น

สูตรใช้มะขามเปียก

  • นำมะขามเปียกแชในน้ำอุ่น นาน 1 – 2 ชั่วโมง
  • ขยำมะขามเปียกกับน้ำอุ่น กรองเอาแต่น้ำ
  • นำน้ำมะขามที่ได้ตั้งไฟพอเดือด ใส่น้ำเชื่อม เกลือป่นคนให้ละลายเข้ากัน ยกลง พักไว้ให้เย็น เทใส่แก้ว เติมน้ำแข็งพร้อมดื่ม หรือนำไปแช่เย็น

ประโยชน์

คุณค่าทางอาหาร

มีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตา และมีแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูก แก้กระหายน้ำ

คุณค่าทางยา

ช่วยขับเสมหะ แก้ไอ เป็นยาระบายท้อง ช่วยการขับถ่ายได้ดี ลดอาการโลหิตจาง ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน

หมายเหตุ : การทำน้ำเชื่อม น้ำตาลทราย 240 กรัม ต่อ น้ำเปล่า 50 กรัม

เอกสารอ้างอิง : น้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน กระทรวงสาธารณสุข, กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์






บทความที่น่าสนใจ

เมนู แกงไก่บ้านใส่ฟัก รสชาติแซ่บๆ นัวๆ แบบอีสาน

เมนู แกงไก่บ้านใส่ฟัก รสชาติแซ่บๆ นัวๆ แบบอีสาน

แกงไก่บ้านใส่ฟัก

แกงไก่บ้านใส่ฟัก





ถ้าให้พูดถึงอาหารอีสานเชื่อว่าทุกคน ต้องชื่นชอบในรสชาติที่แซ่บ อร่อย ถึงใจอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นส้มตำปลาร้า ตำลาว ตำซั่ว ตำป่า แกงเห็ด แกงหน่อไม้ แกงอ่อมต่างๆ แกงไก่บ้านใส่ฟัก และเมนูอีสานอีกมากมาย ซึ่งวันนี้เราจะมาทำแกงไก่บ้านใส่ฟัก กันค่ะ แกงไก่บ้านใส่ฟัก เป็นเมนูบ้านๆที่หาวัตถุดิบไม่ยาก เครื่องปรุงน้อย ทำแล้วอร่อยแน่นอน เรามาลงมือทำกันเลยดีกว่าค่ะ

เตรียมวัตถุดิบ

  • ไก่บ้าน 1 ตัว
  • ฟัก 1 ลูก
  • พริกขี้หนู 20 เม็ด
  • หัวหอมแดง 6 หัว
  • ตะไคร้ หั่นซอย 2 ต้น
  • ใบแมงลัก 1 กำ
  • ใบมะกรูด 5 ใบ
  • ต้นหอม 3 ต้น
  • น้ำสะอาด 2 ลิตร

เครื่องปรุง

  • น้ำปลา
  • น้ำปลาร้า
  • ผงชูรส ( ผงนัว )

ขั้นตอนและวิธีทำ

  • เริ่มจากการแล่ไก่ออกเป็นชิ้นๆ เล็กๆพอดีคำ สับตามขนาดที่ต้องการ แล้วล้างน้ำให้สะอาด แล้วใส่เกลือลงไปในไก่บ้าน คลุกเคล้าให้เข้ากัน เพื่อเป็นการลดกลิ่นความของไก่บ้าน ประมาณ 5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง เสร็จแล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  • ปอกเปลือกฟัก หั่นฟักให้เป็นชิ้นๆ ขนาดพอดี แล้วล้างน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ ต่อด้วยล้างใบแมงลักให้สะอาด แล้วเด็ดใบออกมา เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างใบมะกรูด ให้สะอาด แล้วฉีกครึ่งเอาแกนกลางออก เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างต้นหอมให้สะอาด ตัดราก แล้วหั่นเป็นท่อนๆ เสร็จแล้วพักไว้
  • โคลกพริก , หัวหอมแดง , ตะไคร้หั่นซอย ,โคลกทุกอย่างให้เข้ากัน ละเอียดพอประมาณ เสร็จแล้วพักไว้

วิธีทำ

ตั้งหม้อ เปิดไฟกลางๆ ใส่น้ำลงไปในหม้อ 1ทัพพี ( น้ำล้างครก ) แล้วตามด้วย ใส่พริกที่โคลกเตรียมไว้แล้วตามลงไป ผัดให้เข้กัน และเริ่มมีกลิ่นหอมของพริกแกง จากนั้นก็เริ่มใส่ไก่บ้านลงไปในหม้อ รวนไก่บ้านให้สุกประมาณหนึ่ง ตามด้วยน้ำปลาร้า 2 ทัพพี ผัดให้เข้ากันจนมีกลิ่นหอมของน้ำปลาร้า แล้วจึงเติมน้ำสะอาดส่วนที่เหลือลงไปในหม้อทั้งหมด ปิดฝาหม้อ ต้มจนไก่สุก แล้วค่อยใส่ฟักลงไป ปิดฝาหม้ออีกครั้ง รอจนฟักสุกและใสขึ้น ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า , น้าปลา , ผงชูรส ชิมให้ได้รสชาติ ที่ตัวเองต้องการ เสร็จแล้วใส่ต้นหอม , ใบแมงลัก ,ใบมะกูด , ที่เตรียมไว้ ใส่ลงไปในหม้อ คนให้เข้ากัน เสร็จแล้วปิดไฟ ตักใส่ถ้วยพร้อมรับประทาน

ที่มา  : withika.com 




บทความที่น่าสนใจ

เมนู ต้มยำพุงปลาช่อน สูตรบ้านๆ รสชาติจัดจ้าน

เมนู ต้มยำพุงปลาช่อน สูตรบ้านๆ รสชาติจัดจ้าน

สวัสดีค่ะวันนี้เรามีเมนูต้มยำมาฝากกันค่ะ เมนูที่ว่าคือ เมนูต้มยำพุงปลาช่อน ที่ทำแบบบ้านๆ กินตอนร้อนๆ โล่งคอ โล่งจมูก ดีไม่น้อยทีเดียว ด้วยรสชาติที่เปรี้ยว เผ็ด ร้อน เพราะเราใส่เครื่องสมุนไพรไทย แน่นๆเยอะจุใจกันเลยทีเดียว ซึ่งเมนูต้มยำพุงปลาช่อนนั้น หาทานไม่ยาก แต่ราคาอาจจะสูงไปนิด เพราะพุงปลาช่อน 1 ตัว มีแค่ 1 ชิ้น เท่านั้น จึงไม่แปลงใจที่พุงปลาช่อน จะมีราคาที่ค่อยแพง แต่ถ้านานๆ ทานที ก็คงไม่เป็นไร



เรามาลงมือเตรียมวัตถุดิบ ต้มยำพุงปลาช่อน และลงมือทำกันเลยค่ะ

วัตถุดิบ

  • หัวปลาช่อน 1 หัว
  • พุงปลาช่อน 500 กรัม
  • เกลือ สำหรับล้างพุงปลาช่อน
  • น้ำสะอาด 700 ml.
  • ข่า 4 แว่น
  • ตะไคร้ 2 ต้น
  • ใบมะกรูด 5 ใบ
  • หัวหอมแดง 5 – 6 หัว
  • พริกขี้หนูบุบ 10 เม็ด
  • พริกขี้หนูแห้งทอด 5 เม็ด
  • ใบผักชีฝรั่ง 2 ต้น
  • มะเขือเทศ 2 ลูก

เครื่องปรุงรส

  • น้ำปลา 4 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว 5 ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการทำ

  • ขั้นตอนแรก นำพุงปลาช่อน และหัวปลาช่อน มาล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นให้นำเกลือใส่ลงไปในพุงปลาช่อน และหัวปลาช่อน คลุกเกลือให้ทั่วพุงปลาช่อนและหัวปลาช่อน ทิ้งไว้ 2 – 3 นาที แล้วล้างน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วพักไว้ ให้สะเด็ดน้ำ
  • ล้าง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ใบผักชีฝรั่ง มะเขือเทศ หอมหัวแดง พริกขี้หนู ให้สะอาด แล้วพักไว้ เสร็จแล้วนำข่า กับ ตะไคร้ มาหั่น เฉียง
  • แล้วฉีกใบมะกรูด รอ ทุบหอมหัวแดง และ หั่นมะเขือเทศ 1 ลูกแบ่ง เป็น 4 ชิ้น รอเตรียมไว้
  • เสร็จแล้ว นำหม้อตั้งไฟกลางๆ ใส่น้ำสะอาดลงไปในหม้อ แล้วให้รอจนน้ำเริ่มเดือด จึงใส่ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หัวหอมแดงลงไป ทิ้งเดือดประมาณ 5 นาที
  • เสร็จแล้ว นำพุงปลาช่อน และ หัวปลาช่อน ใส่ลงไป ขั้นตอนนี้ห้ามคน เพราะจะทำให้ต้มยำพุงปลาช่อน ของเราคาวได้ ต้มให้พุงปลาช่อนและหัวปลาช่อนสุก
  • ขณะรอพุงปลาช่อนและหัวปลาช่อนสุก ให้คอยตักฟองออกให้หมด เพื่อลดกลิ่นคาวของปลา
  • เมื่อปลาสุกแล้วให้ปรุงรส ด้วยน้ำปลา ผงปรุงรส ชิมรสชาติ
  • จากนั้นให้ใส่ พริกขี้หนูบุบ พริกแห้งทอด มะเขือเทศ และใบผักชีฝรั่งหั่นฝอย ลงไป
  • ปิดไฟ แล้วใส่น้ำมะนาวลงไป ชิมรสชาติตามชอบ ตักใส่ถ้วย พร้อมรับประทาน

เรียบเรียง : นงนุช


บทความที่น่าสนใจ

สูตรวิธีทำ ปลาหมึกย่าง รสเด็ดอร่อยๆ ทำขายเป็นอาชีพได้

สูตรวิธีทำ ปลาหมึกย่าง รสเด็ดอร่อยๆ ทำขายเป็นอาชีพได้

หลายๆคนคงชื่นชอบ ปลาหมึกย่าง รสเด็ดอร่อยๆ เนื้อเด้งๆ หอมๆ เหมาะสำหรับกับแกล้ม หรือใครอยากทำขายเป็นอาชีพก็ไม่ยาก แต่ก็ต้องอย่าลืมทำการล้างทำความสะอาดให้ดีจะทำให้ปลาหมึกมีกลิ่นคาวได้ ดังนั้นวันนี้จึงมีเมนูการทำปลาหมึกย่าง รวมถึงวิธีการทำมาให้ลองกัน รับรองว่ารสชาติไม่แพ้ใครแน่นอน ทำกินก็ได้ทำขายก็ดี




ก่อนที่จะมาเริ่มทำปลาหมึกย่าง นั้นอยากจะแนะนำถึงขั้นตอนการเลือกซื้อปลาหมึกกันก่อน โดยต้องเลือกซื้อจากแหล่งที่สด สะอาดปลอดภัย สิ่งแรกที่ต้องสังเกตคือตาของปลาหมึก หากหมึกสดจะมีตาที่ใสไม่ขุ่น มีลูกตาที่ใสแจ๋วตาดำชัดเจน อันนี้รับรองว่าได้ปลาหมึกสดแน่นอน และที่สำคัญปลาหมึกเนื้อต้องแน่น ดังนั้นเมื่อลองเลือกซื้อให้ลองจับ หากจิ้มลมไปแล้วเนื้อเด้งไม่ย้วย ก็รับประกันได้ว่าปลาหมึกสดแน่นอน

ปลาหมึกย่าง

ขั้นตอนการทำ

  • นำปลาหมึกมาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า
  • ให้เอากระดองหมึกใสๆ ที่เป็นแกน และถุงน้ำหมึกออกให้เรียบร้อย
  • หลังจากนั้นให้นำมีดหั่นตรงส่วนตาของหมึก ออกทั้งสองข้าง
  • ในส่วนหัวหมึกให้เอามีดบั้งเล็กน้อยเพื่อเอาฟันหมึกออก แต่สำหรับใครที่ชอบทานก็ไม่ต้องเอาออกก็ได้นะคะ
  • ล้างด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด
  • ใช้เกลือประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ และแป้งมันหรือแป้งข้าวโพดลงไปผสมในอ่างหมึก จากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากัน ในขั้นตอนนี้พยายามทำความสะอาดหมึก ทีละตัวจนสะอาดแล้วล้างออก
  • ล้างน้ำแป้งและเกลือออกให้หมด ใส่น้ำแข็งลงไปเพื่อน็อคเนื้อหมึกให้มีเนื้อเด้งกรุบ จากนั้นล้างออก
  • ใช้น้ำปูนใส ผสมลงไปในอ่างหมึก จากนั้นขยำเล็กน้อย เพื่อให้น้ำปูนใสช่วยให้เนื้อหมึกเด้งกรุบมากยิ่งขึ้น
  • ล้างน้ำสะอาดอีกรอบ และพยายามเช็คหมึกแต่ละตัวเพื่อไม่ให้มีคราบแป้งหรือน้ำปูนใสตกค้าง
  • จากนั้นนำปลาหมึกมาเสียบไม้ โดยไม้ที่จะใช้เสียบปลาหมึกแนะนำให้แช่น้ำไว้ก่อนอย่างน้อยสัก 10 นาที เพื่อให้ไม้ชุ่มน้ำก่อน เวลาเอาไปย่างจะได้ไม่ไหม้
  • จากนั้นเทน้ำลงไปในอ่างหมึกที่เสียบไม้เอาไว้ และบีบมะนาวลงไป 1-2 ลูก และคลุกเคล้าปลาหมึกกับน้ำมะนาวทิ้งไว้สัก 10-15 นาที ขั้นตอนนี้จะช่วยให้เนื้อหมึกเด้ง หนึบ คงความสดไว้ได้มากยิ่งขึ้น จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด

สูตรน้ำจิ้มซีฟู้ด

ส่วนผสมน้ำจิ้มซีฟู้ด

  • น้ำตาลปี๊บ 500 กรัม
  • เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำร้อน 3½ ถ้วย
  • น้ำมะนาว 4 ถ้วย
  • พริกขี้หนู 200 กรัม
  • กระเทียมไทย 200 กรัม
  • ผักชี 200 กรัม

วิธีทำน้ำจิ้มซีฟู้ด

  • ใส่น้ำตาลปี๊บลงในอ่างผสม ตามด้วยเกลือ และน้ำร้อน คนให้เข้ากันจนให้น้ำตาลปี๊บละลายเป็นน้ำ จากนั้นเติมน้ำมะนาวลงไปคนให้เข้ากัน
    เทส่วนผสมน้ำที่ผสมไว้ลงในเครื่องปั่น ตามด้วยพริกขี้หนู กระเทียม และผักชี ปั่นให้เข้ากันตามความละเอียดที่ต้องการ
    ตักใส่ขวดโหลแก้ว หรือภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด พร้อมเสิร์ฟ

ที่มา  : กับข้าวกับปลาโอ PlaoCooking

เมื่อเราได้เนื้อปลาหมึกที่สดเด้งกรุบแล้ว แนะนำให้ใช้การย่างด้วยเตาถ่าน ปลาหมึกย่าง ที่มีกลิ่นเตาถ่านหอมๆ โดยขั้นตอนการย่าง สามารถเลือกได้ตามชอบจะเป็นแบบแห้งๆ หรือแบบเนื้อเด้งๆ สุกกำลังดี ก็อร่อยได้ไม่แพ้กัน





บทความที่น่าสนใจ

รวมสูตร ” ออส่วน ” พร้อมวิธีทำและสูตรน้ำจิ้มเด็ดๆ

รวมสูตร ” ออส่วน ” พร้อมวิธีทำและสูตรน้ำจิ้มเด็ดๆ

ออส่วน เป็นอาหารจีนชนิดหนึ่ง ประกอบด้วย แป้ง ไข่และหอย พร้อมเครื่องปรุงรส ซึ่งแต่ล่ะสูตรก็จะมีความแตกต่างกันไป ตามต้นตำหรับของแต่ล่ะเจ้า ซึ่งวันนี้เราได้รวบรวมสูตรการทำ ออส่วน มากฝากกันจะมีเจ้าไหนบ้างนั้นไปดูกันเลยครับ



สูตรแรก เป็นของคุณ Tamahan Easy (เปิดสูตรจากภัตตาคารชื่อดัง พร้อมวิธีหมักหอยนางรมให้ฉ่ำน้ำและรสหวานอร่อย)

ส่วนผสม ออส่วน

  • แป้งเท้ายายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ
  • แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยป่น 2 ช้อนชา
  • น้ำเปล่า 5 ช้อนโต๊ะ
  • หอยนางรม 200 กรัม
  • น้ำมันพืช 6 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมไทยสับ 2 ช้อนชา
  • ถั่วงอก 1 ถ้วย
  • ซีอิ๊วขาว 1/2 ช้อนชา
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • ต้นหอมซอย 1 ถ้วย
  • พริกไทยป่น สำหรับโรย
  • ผักชี สำหรับแต่ง

ส่วนผสม น้ำจิ้มออส่วน

  • น้ำจิ้มไก่ 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสพริก 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ ออส่วน

  • มาเริ่มผสมแป้งกันก่อน เริ่มจากใส่แป้งเท้ายายม่อมซึ่งหาซื้อยากหน่อย ตามซูเปอร์ไม่ค่อยมีขาย ผมสั่งออนไลน์เอา ตามซูเปอร์จะเป็นแป้งเท้าหรือแป้งเท้าชั้นดี ซึ่งทำมาจากมันสำปะหลัง แต่ใช้แทนได้ครับ
  • ใส่แป้งข้าวโพดตามลงไปตามด้วยซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ ตัดรสชาติด้วยน้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ หรือจะมากกว่าก็แล้วแต่ชอบเพิ่มกลิ่นหอมด้วยพริกไทยป่น ตามด้วยน้ำเปล่าลงไป คนให้ทุกอย่างเข้ากันและแป้งเท้ายายม่อมละลายจนไม่เหลือเป็นเม็ด ๆ
  • จากนั้นใส่หอยนางรมสดลงไปแล้วคนให้เข้ากัน ทั้งนี้ หอยนางรมควรล้างน้ำให้สะอาดก่อน 1-2 ครั้ง เพราะแกะจากกล่องบางทีไม่สะอาด พักส่วนผสมไว้ 10-15 นาที เพื่อให้หอยนางรมดูดรสชาติเข้าไป หอยจะมีรสอร่อยและฉ่ำน้ำซอส
  • ต่อมาเราก็จะมาผัดถั่วงอกกันครับ เริ่มจากตั้งกระทะด้วยไฟกลาง ใส่น้ำมันลงไป 1 ช้อนโต๊ะ พอน้ำมันเริ่มร้อนก็ใส่กระเทียมสับลงไป 1 ช้อนชา เมื่อกระเทียมสับเริ่มส่งกลิ่นหอม ก็ใส่ถั่วงอกลงไป 1 กำมือ แล้วผัดสัก 10 วินาที จากนั้นเหยาะซีอิ๊วขาวลงไปประมาณ 1/2 ช้อนชา แล้วผัดต่อแค่แป๊บเดียว ก็เอาขึ้นจัดใส่จานได้เลย อย่าผัดนานเพราะถั่วงอกจะเหี่ยว
  • จากนั้นตอกไข่ไก่ลงในกระทะ ขยีหรือคนเบา ๆ ให้ไข่กระจายทั่ว ๆ พอไข่ไก่เริ่มสุกปานกลาง ก็ใส่น้ำแป้งหอยนางรมลงไปในกระทะ ย้ำว่าตอนนี้ใช้ไฟแรงนะครับ
  • รีบคลุกเคล้าแป้งกับไข่ให้เข้ากัน โดยคนไปเรื่อย ๆ ประมาณ 1 นาที แป้งก็จะเริ่มเหนียวข้นขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนด้วย ถ้าคนชอบแป้งออส่วนแบบนิ่ม ๆ ยืด ๆ หน่อย ผัด 1 นาทีก็พอ แต่ถ้าชอบแบบเป็นก้อนออกกรอบนิด ๆ ก็ผัดต่ออีก 1 นาที
  • จากนั้นปิดไฟ แล้วโรยต้นหอมซอยลงไปด้านบน ผัดต่ออีกประมาณ 10 วินาทีก็เอาขึ้นจากกระทะได้เลย วางออส่วนไว้ด้านบนถั่วงอกที่ผัดไว้ โรยพริกไทยป่นและผักชีด้านบนเป็นอันเสร็จ

คลิปวิดีโอแบบระเอียด

ขอบคุณข้อมูลจาก Tamahan Easy




สูตรที่สอง รับรองว่าอร่อยสุด ๆ เป็นสูตรของ Free as the wind

ส่วนผสม ออส่วน

  • หอยนางรมแกะเปลือกแล้วสามกระปุก ไม่ต้องเอาตัวใหญ่นะจ๊ะ ตัวเล็จะอร่อยกว่าจ้า ล้างสะอาด
  • แป้ง ปกติเค้าใช้แค่แป้งมันสำปะหลังสามช้อนโต๊ะ แต่วันนี้จะมาเปิดสูตรระดับเหลาคือแป้งข้าวโพด แป้งท้าวยายม่อมและแป้งมันฮ่องกง อย่างละช้อนโต๊ะครับผสมให้เข้ากัน รับรองว่ารสสัมผัสจะออกมาดีกว่าแน่นอน
  • ไข่ไก่สามฟอง หรือไข่เป็ดสองฟอง
  • ถั่วงอกสองขีด
  • ต้นหอมผักชีซอยละเอียด
  • กระเทียมจีนหกกลีบ ซอยหรือตำละเอียด
  • ซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย พริกไทยเอาไว้ปรุงรส

ส่วนประกอบน้ำจิ้ม

  • น้ำจิ้มไก่ + ซอสพริก สัดส่วนปรุงตามชอบเลยครับชอบหวานก็น้ำจิ้มไก่มากหน่อยชอบเผ็ดก็ซอสพริกเยอะหน่อยจ้า

ขั้นตอนการทำ

  • ใส่น้ำเย็นลงไป ตามด้วยน้ำมันหอย
  • ตั้งน้ำให้เดือด เอาหอยลงไปลวกสักครึ่งนาที ถ้าชอบสุกมากหน่อยก็นาทีนึง อย่าลวกนานเพราะเดี๋ยวต้องเอาไปผัดอีกไม่งั้นหอยนางรมของท่านจะเหนียวเป็นหนังยางนะจ๊ะ เสร็จแล้วเอาลงไปแช่ในน้ำแป้งที่เตรียมไว้ ตั้งน้ำเดือดใส่หอย ลวกสุกตามต้องการ อย่านานเกินนะ
  • แช่น้ำแป้งเตรียมไว้ มาผัดถั่วงอกกัน ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมัน เอากระเทียมลงเจียวครึ่งนึงพอหอมดีแล้วเอาถั่วงอกลงผัดไฟแรง ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวนิดหน่อย เสร็จแล้วเอาใส่จานโลด
  • ได้เวลาผัดหอยจ้า ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมัน เอากระเทียมกับหอมลงเจียว เอาไข่ลงผัดคนเร็วๆให้สุก เทหอยและน้ำแป้งลงไปผัดโลด หมั่นคนนะจ๊ะ อย่าให้แป้งจับตัวเป็นก้อน ถ้ารู้สึกหนืดไปก็เติมน้ำลงไปนิดหน่อย ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว พริกไทย พอได้ที่แล้วตักลงไปบนถั่วงอกที่เตรียมไว้ โรยต้นหอมผักชีพริกไทย

ที่มา : Free as the wind


สูตรที่สาม จาก Youtube : กินได้อร่อยด้วย

ส่วนผสม ออส่วน

  • หอยนางรม 250 กรัม
  • แป้งท้าว 30 กรัม
  • แป้งข้าวจ้าว 15 กรัม
  • น้ำ 150 ml.
  • ซอสหอยนางรม 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา
  • กระเทียม 10 กรัม
  • ถั่วงอก 100 กรัม
  • น้ำปลา 1/2 ช้อนชา
  • พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
  • ต้นหอม, ผักชี ตามชอบ

ส่วนผสม น้ำจิ้ม

  • น้ำจิ้มไก่ 2 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสพริก 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ ออส่วนหอยนางรม

  • ผสมแป้ง ซอสหอยนางรม น้ำปลา น้ำตาลทราย พริกไทยป่น และน้ำเปล่า คนผสมให้ทุกอย่างละลายเข้ากันดี แล้วนำไปกรองให้ละเอียด
  • ล้างทำความสะอาดหอยนางรม แล้วผสมลงในแป้ง พักไว้ ผสมน้ำจิ้มไก่และซอสพริกเข้าด้วยกัน
  • ตั้งกระทะ ใช้น้ำมันพอประมาณ รอให้น้ำมันร้อนจัด แล้วลงกระเทียม เจียวให้หอม แล้วใส่ถั่วงอกตามลงไป ใช้ไฟแรงผัด เติมน้ำปลา และพริกไทยป่นเพิ่มรส ลงไปเล็กน้อย แล้วนำถั่วงอกจัดใส่จานไว้
  • ตั้งกระทะ รอให้น้ำมันร้อน แล้วเจียวกระเทียมให้หอม แล้วใส่ไข่ไก่ลงไป เปิดไฟแรงขึ้น คนเร็วๆ ให้ไข่กระจายตัว เมื่อไข่เซ็ตตัว เทแป้งที่ผสมหอยนางรมลงไป คนไปเรื่อยๆ ให้ทุกอย่างเข้ากันดี
  • เมื่อแป้งเริ่มเซ็ตตัวให้ใส่ต้นหอมลงไป แล้วแต่ความชอบ ผัดต่อตามความสุกที่ชอบ คลุกเคล้าให้เข้ากันดี (ใช้ไฟแรง) ตักเสิร์ฟใส่จาน โรยหน้าด้วยพริกไทย ต้นหอม ผักชี ปริมาณตามชอบ

ขอบคุณคลิปและข้อมูลทั้งหมดจาก FB : กินได้อร่อยด้วย Youtube : กินได้อร่อยด้วย