ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ให้หน่อใหญ่ แตกหน่อดี โตเร็ว เก็บได้ตลอดทั้งปี

ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ให้หน่อใหญ่ แตกหน่อดี โตเร็ว เก็บได้ตลอดทั้งปี

ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง

ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง


หน่อไม้ฝรั่ง (Asparagus) พืชผักที่อุดมไปด้วยโปรตีนคาร์โบไฮเดรต แคลเซียม วิตามิน และเป็นแหล่งของกลูตาไธโอน ซึ่งช่วยต้านการเกิดมะเร็ง นอกจากนี้ยังมีไขมันต่ำอีกด้วย โดยปัจจุบันหน่อไม้ฝรั่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการผลิตและพัฒนาให้มีการขยายตัวในการบริโภคและส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศเป็นอย่างมาก




ข้อดีของการใช้พืชพันธุ์ดี

  • ให้ผลผลิตหน่อไม้ฝรั่งคุณภาพดีเกรด A สูง
  • ผลผลิตของหน่อไม้ฝรั่งมีความสม่ำเสมอและมาตรฐานใกล้เคียงกัน
  • จะพบหน่อบานน้อยและไม่จำเป็นต้องสวมหมวกให้หน่อไม้ฝรั่ง
  • การติดของหน่อไม้ฝรั่งมีความสม่ำเสมอ
  • ใช้ต้นทุนในการผลิตหน่อไม้ฝรั่งต่ำ

การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง

1 การเพาะเมล็ด (1 ไร่ จะใช้เมล็ดประมาณ 150 กรัม)

  •  เพาะกล้าในแปลงเพาะโดยแช่เมล็ดในน้ำ 1 วัน แล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง พรมน้ำให้ขึ้นจนกว่าเมล็ดจะปรินำไปหยอดลงแปลง โดยทำร่องลึก1-2 ชม. ห่างกัน 20 ชม. หยอดเมล็ดในร่องห่างกัน 10 ชม. หลุมละ 1-2 เมล็ด ต้นกล้าอายุประมาณ 4 เดือน จึงย้ายปลูก
  • เพาะกล้าในถุงพลาสติก ขนาด 4 นิ้ว โดยเตรียมวัสดุปลูกใช้ดินร่วนผสมปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 1:1 หยอดเมล็ดถุงละ 2 เมล็ด สามารถย้ายปลูกได้เมื่อกล้าอายุ 2-3 เดือน

2 การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อ

การปลูกหน่อไม้ฝรั่งจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 80-150 ช.ม. เนื่องจากต้นกล้าจะเจริญเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตที่มีมาตราฐานสูงกว่าต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเมล็ด

การเตรียมแปลงและย้ายกล้าปลูก

      เลือกพื้นที่ปลูกที่เป็นดินร่วนทรายหรือดินร่วนมีอินทรียวัตถุมาก ความเป็นกรด-ด่างของดิน 6-7 สามารถระบายน้ำออกจากแปลงปลูกได้รวดเร็ว พรวนดินพร้อมทั้งคลุกเคล้าดินกับปุยหมักและปรับระดับดินให้สม่ำเสมอ มีความลาดเอียงไปทางใดทางหนึ่งเพื่อสะดวกในการระบายน้ำ ระยะปลูก 150×40 ชม. ขุดหลุมลึก 10-20 ชม. ทั้งนี้ความลึกในการปลูกขึ้นกับสภาพดินถ้าเป็นดินเหนียวมักปลูกตื้น ส่วนดินทรายมักจะปลูกลึกกว่า

ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง

     คัดเลือกต้นกล้าที่มีเหง้าใหญ่เป็นต้นแม่ที่แข็งแรงตัดยอดออกให้เหลือลำต้นเหนือดินประมาณ 15 ชม. แช่เหง้าด้วยสารป้องกันและกำจัดเชื้อรา แมนโคเชบ 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 5 นาที ก่อนนำไปย้ายปลูกก่อนปลูกควรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะต่อหลุม หรืออัตรา 50 กก./ไร่กลบปุ๋ยด้วยดินบาง ๆ หรือคลุกเคล้าปุ้ยกับดินก่อนวางเหง้าที่กันหลุม จัดเหง้าให้ตาอยู่ด้านบนและรากแผ่ออกด้านข้างหรือใช้ต้นกล้าวางที่กันหลุม

การปักค้าง

การใช้ไม้ไผ่ขนาดใหญ่หรือท่อพีวีซี ขนาด 1 นิ้ว ปักหัวกับท้ายแปลงและใช้ไม้ไผ่ขนาดเล็กพยุงเชือกเป็นระยะ โดยขึงเชือกที่ระดับ 75 และ 150 ซม.เพื่อช่วยค้ำต้นหน่อไม้ฝรั่งไม่ให้ล้มเสียหาย

ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง

การดูแลรักษา

  • การให้น้ำ การให้น้ำต้นกล้าที่ย้ายปลูกใหม่ควรให้น้ำวันเว้นวัน หลังจากต้นกล้าตั้งตัวได้แล้วเปลี่ยนเป็นให้น้ำ 3-5 วันต่อครั้ง ซึ่งการให้น้ำสามารถทำได้ทั้งแบบปล่อยตามร่องหรือแบบพ่นฝอย
  • การใส่ปุ๋ย การใช้ ปุ๋ยเคมี ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15หรือ 13-13-21 รองกันหลุมก่อนย้ายปลูก และให้ต่อไปเดือนละครั้ง อัตราครั้งละ 20-30 กก./ไร่ ปุ๋ยอินทรีย์ใส่เฉพาะในช่วงพักต้นครั้งละ1-2 ตัน/ไร่
  • การพรวนดิน ให้ทำการพรวนดินหลังจากย้ายต้นกล้าปลูกกลบโคนต้นหน่อไม้ฝรั่ง และควรพรวนดินทุก 3-4 เดือน พร้อมกับการเติมปุ๋ยอินทรีย์

การพักต้นและการไว้ต้นแม่

หลังจากย้ายปลูกช่วง 1-4 เดือนแรก ถอนต้นเล็กที่สมบูรณ์น้อยกว่าออก เลี้ยงต้นแม่ไว้ 5-6 ต้นต่อกอ จนกระทั่งหน่อที่เกิดใหม่มีขนาดใหญ่และปริมาณมากพอจึงเก็บหน่อส่งตลาด เมื่อผลผลิตที่เก็บเกี่ยวเริ่มลดลงและด้อยคุณภาพ จำเป็นต้องหยุดเก็บเกี่ยวและตัดต้นแม่ทิ้งทั้งหมด บำรุงต้นด้วยป่ยอินทรีย์และปุยเคมี พรวนดินพูนโคนป้องกันต้นล้ม ปล่อยให้หน่อเจริญเติบโตเป็นต้นแม่ใหม่ประมาณ 1 เดือน จึงคัดเลือกต้นแมโดยถอนต้นที่มีขนาดเล็กไม่สมบูรณ์ออก เก็บต้นที่มีขนาดใหญ่ไว้ จากนั้นจึงปักค้างจึงเชือกป้องกันต้นโยกคลอน เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบใหม่จะเห็นว่าหน่อไม้ฝรั่งมีช่วงพักต้นประมาณ 1 เดือน และช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 2 เดือน

โรคและแมลงที่สำคัญ

  • โรคลำต้นไหม้ โรคใบเทียมร่วง โรคเน่าเปียกโรคแอนแทรคโนส เกิดจากเชื้อรา ระบาดช่วงฤดูฝนและในที่ที่มีความชื้นสูง ป้องกันโดยการตัดแต่งทรงพุ่มและควบคุมการให้น้ำ
  • เพลี้ยไฟ หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนกระทู้ผักหนอนกระทู้หอม ระบาดช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว ป้องกันโดยใช้กับดักกาวเหนียว ถ้าเกษตรกรมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีในการควบคุมโรคและแมลงควรใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง และใช้ตามคำแนะนำในฉลากอย่างเคร่งครัด

การเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่ง สามารถเก็บเกี่ยวโดยใช้มือจับโคนหน่อที่โผล่พ้นดินสูงประมาณ 20 ชม. แล้วดึงขึ้นมาในแนวตรง ช่วงเช้าเวลา 06.00-09.00 น.

ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง

การเพิ่มมูลค่า

การเพิ่มมูลค่าด้วยการทำหน่อไม้ฝรั่งขาว เมื่อหน่อไม้ฝรั่งโตขึ้นมาได้นิดหนึ่งก็ครอบด้วยท่อพีวีซีที่หุ้มปลายสูงขึ้นมาด้วยถุงพลาสติกปลูกสีดำ ทำให้ไม่ถูกแสง ซึ่งราคาหน่อไม้ฝรั่งขาว จะสูงกว่าหน่อไม้ฝรั่งปกติอีกเท่าตัวโดยการเก็บแบบหน่อขาว ควรเก็บช่วงเวลา 04.00-07.00 น. และต้องระมัดระวังไม่ให้หน่อโดนแสงแดด

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ,www.withikaset.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ

กระเจี๊ยบแดง สมุนไพรป้องกันและฟื้นฟูโรค

กระเจี๊ยบแดง สมุนไพรป้องกันและฟื้นฟูโรค

กระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดง


กระเจี๊ยบแดง (Hibiscus sabdariffa) เป็นพืชสมุนไพรชนิดไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 3-6 ศอก ลำต้นและกิ่งก้านมีสีม่วงแดง ใบมีหลายแบบด้วยกัน ขอบใบเรียบ บางทีก็มีรอยหยักเว้า 3 หยัก สีของดอกเป็นสีชมพู ตรงกลางดอกมีสีเข้มมากกว่าขอบนอกของกลีบ กลีบดอกร่วงโรยไป เหลือกลีบเลี้ยงสีแดงสดอยู่ กลีบเลี้ยงสีแดงสดนี้เป็นส่วนที่มีสรรพคุณทางยาและใช้เป็นอาหารได้




กระเจี๊ยบแดงมีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิยมปลูกในหลายประเทศ เช่น ไทย อินเดีย จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ในประเทศไทย กระเจี๊ยบแดงพบได้ทั่วไปตามชนบท นิยมปลูกเป็นพืชผักสวนครัว

สารพฤกษเคมีที่สำคัญใน ดอกกระเจี๊ยบ

สำหรับการป้องกันและฟื้นฟูโรค ได้แก่สารกลุ่มฟีนอลิก สารกลุ่มฟลาโวนอยด์และสารกลุ่มแอนโทไซยานิน ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการต้านอนุมูลอิสระลดไข้ ต้านการอักเสบ ป้องกันมะเร็งคลายกล้ามเนื้อ ปกป้องตับและไต ป้องกันโลหิตจางลดเบาหวาน ลดความดันโลหิต ลดไขมัน ลดความอ้วนและต้านแบคทีเรีย

การใช้ประโยชน์

  • ใบ ใช้ทำอาหารคาว สรรพคุณ : รสเปรี้ยว ช่วยย่อยอาหาร และ ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต
  • กลีบดอก
    –  ดอกสด ต้มน้ำดื่ม ทำยำ ไอศกรีม เยลลี่ ซอส ไวน์ น้ำหวาน
    –  ดอกแห้ง ทำชา ต้มน้ำสมุนไพร ปรุงรสอาหาร
    – กากกลีบดอก ทำแยม ทำสีผสมอาหาร (สารให้สี)

สรรพคุณ : มีสารแอนโทไซยานินสูง

  • ต้านอนุมูลอิสระ ลดการเกิดมะเร็งและยับยั้งเนื้องอก (ด้านมะเร็ง)
  • ลดการเกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือด ลดความดันโลหิต
  • สร้างความแข็งแรงให้เส้นเลือด เสริม การทำงานของเม็ด
  • เลือดแดง ลดภาวะเสี่ยงโรคหัวใจ
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน ชะลอความแก่
  • ลดความเสี่ยงการเป็นโรคสมองเสื่อม (ดูดซึมเข้าสมองได้อย่างเร็ว)
  • ช่วยเสริมให้ร่างกายต่อต้านเชื้อโรค เสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย และ ช่วยสมานแผล
  • เพิ่มความสามารถในการมองเห็น ชะลอความเสื่อมของสายตา
  • ชะลอความเสื่อมของเซลล์ ของอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย

สรรพคุณ : มีวิตามินสูง

  • มีวิตามินซีสูง ช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
  • ช่วยให้สดขึ้น เพราะมีกรดซิตริค
  • ขับปัสลาวะ และมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ
  • เป็นยาระบายอ่อน

การปลูกกระเจี๊ยบแดง

  • การเตรียมแปลงปลูก : ไถดิน 2 ครั้ง แล้วยกร่องสูง 25 เขนติเมตร ให้ระบายน้ำได้ดี โรยปูนขาว เพื่อปรับสภาพดิน ระยะปลูก : 50-70 เซนติเมตร
  • การเตรียมต้นกล้า : เพาะเมล็ดในถาดหลุม หรือหยอดเมล็ดลงในแปลงปลูก 3 เมล็ด แล้วคัดออกให้เหลือเพียง 1 ต้น และใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มารดต้นกล้าเนื่องจากกระเจี๊ยบแดงอ่อนแอต่อโรครากเน่าโคนเน่า
  • การดูแลรักษา

            –  ในช่วง 1-2 เดือนแรกหลังปลูก ควรให้น้ำอย่างต่อเนื่องแต่ไม่ควรให้มากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดโรครากเน่า โคนเน่าได้

            –  มีการกำจัดวัชพืชก่อนใส่ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หลังปลูก 20-25 วัน และครั้งที่ 2 หลังปลูก 50-60 วัน

การป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

โรคที่สำคัญ : โรครากเน่าโคนเน่า

การป้องกันกำจัด : ยกร่องให้ระบายน้ำได้ดี โรยปูนขาวเพื่อปรับสภาพดิน คลุมดินด้วยพลาสติกเทา-ดำ ฉีดพ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มาสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และถอนต้นที่เป็นโรคไปทำลายนอกแปลง

แมลงศัตรูพืชที่สำคัญ : เพลี้ยแป้ง มีมดเป็นพาหะ

การป้องกันกำจัด : หมั่นกำจัดวัชพืชสม่ำเสมอ กำจัดมดออกจากแปลงปลูก และฉีดพ่นเชื้อราบิวเวอเรียในช่วงที่มีการระบาดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หากระบาดรุนแรงให้ฉีดพ่นทุก 3 วัน

การเก็บเกี่ยว

สามารถเก็บเกี่ยวได้ 2 แบบ คือ เก็บเฉพาะดอกกระเจี๊ยบแดงโดยใช้กรรไกรหรือมีดตัดเฉพาะดอกที่แก่ และเก็บเกี่ยวทั้งต้นโดยใช้เคียวเกี่ยวกิ่งที่มีดอกบริเวณโคนกิ่ง

กลีบดอก : เก็บเกี่ยวดอกที่กลีบเลี้ยงโตเต็มที่ สีสดไม่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล

เมล็ด : เก็บเกี่ยวฝักที่อยู่ในกลีบเลี้ยงที่โตเต็มที่ ฝักเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ตัดแต่งกลีบดอกออกโดยใช้มีดกรีดโคนกลีบดอกเป็นวงกลม แล้วดึงกลีบดอกออกแยกไว้ แล้วแกะเมล็ดออกจากฝักใส่ถาด (ไม่ต้องล้าง) แล้วนำไปผึ่งลม 2-3 วัน จนเมล็ดแห้ง นำไปใส่ภาชนะที่ปิดสนิท เก็บไว้ในตู้เย็น สามารถเก็บเมล็ดไว้ได้อย่างน้อย 2 ปี

ข้อควรระวังในการรับประทานกระเจี๊ยบแดง

  • ผู้ที่มีอาการความดันโลหิตต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานกระเจี๊ยบแดง
  • ผู้ที่รับประทานยาลดความดันโลหิต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานกระเจี๊ยบแดง
  • ผู้ที่มีอาการร้อนในหรือมีไข้สูง ควรรับประทานกระเจี๊ยบแดงในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะอาจทำให้ปัสสาวะบ่อยได้

ที่มา : ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดกระบี่401 ม.1 ถ.เพชรเกษม ต.เขาคราม อ.เมือง จ.กระบี่ โทร. 075-656-388, 085-781-8778, www.sarakaset.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

พริกพันธุ์เดือยไก่ พริกพันธุ์พื้นเมืองภาคใต้

พริกพันธุ์เดือยไก่ พริกพันธุ์พื้นเมืองภาคใต้

พริกพันธุ์เดือยไก่

พริกพันธุ์เดือยไก่


พริกพันธุ์เดือยไก่ เป็นพริกพันธุ์พื้นเมืองของภาคใต้พบได้ในหลายจังหวัด เช่น พัทลุง นครศรีธรรมราช สงขลา ตรัง ฯลฯ ปัจจุบันเกษตรกรที่ทำการปลูกพริกในจังหวัดทางภาคใต้ นิยมปลูกพริกพันธุ์เดือยไก่มากกว่าพริกพันธุ์อื่นๆ เนื่องจากมีรสเผ็ดจัด มีกลิ่นหอมไม่เหม็นเขียว ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค และนิยมนำไปทำเครื่องแกง ในช่วงแรกมีจำหน่ายตามตลาดนัด หรือตลาดในชุมชนแต่ปัจจุบันมีจำหน่ายเกือบทุกจังหวัดในภาคใต้




ลักษณะประจำพันธุ์

  • ลำต้นแข็งแรง และทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศในเขตร้อน
  • ลักษณะทรงพุ่มปานกลาง แตกแขนง มีผลดก
  • ผลสีขาวอมเหลือง เรียวคล้ายเดือยไก่ ยาว 5-6 เชนติเมตร เริ่มสุกจะเป็นสีแดง-ส้ม กลิ่นหอม และรสเผ็ดจัด อายุเก็บเกี่ยว 70-90 วัน ให้ผลผลิต 1-2 ปี
  • ให้ผลผลิตตลอดอายุการเก็บเกี่ยว เฉลี่ย 1.5-2 กิโลกรัมต่อต้น

การคัดเลือกและการขยายพันธุ์

  • คัดเลือกเมล็ดพันธุ์จากต้นที่เจริญเติบโตดี ปราศจากโรคและแมลง
  • ให้ผลผลิตต่อต้นสูง มีลักษณะตรงตามสายพันธุ์ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
  • เพาะเมล็ดพันธุ์ในโรงเรือนปลอดโรค ต้นกล้าสมบูรณ์ แข็งแรง

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

  • เป็นที่โล่งแจ้ง ได้รับแสงตลอดวัน
  • เจริญได้ดีในดินร่วนปนทราย มีอินทรียวัตถุสูง ดินมีการระบายน้ำได้ดี
  • ค่าความเป็นกรด-ด่าง ของดิน 6.0 – 6.8

การปลูกและการดูแลรักษา

การเตรียมดิน

     ไถดินลึกประมาณ 25-30 เซนติเมตร ตากแดดไว้2 – 3 สัปดาห์ ใส่ปูนขาว 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 3,000 – 4,000 กิโลกรัมต่อไร่

การปลูก

  • หลุมปลูก ขนาด 25x25x30 เชนติเมตร
  • ระยะปลูก 100×100 เชนติเมตร
  • รองกันหลุมด้วยปุ๋ยสูตร 15-15-15 จำนวน 50 กิโลกรัมต่อไร่ ก่อนปลูก 2-3 วัน

การย้ายกล้า

     นำต้นกล้าพริกที่สมบูรณ์แข็งแรง อายุ 30-40 วันสูงประมาณ 10-15 เชนติเมตร ย้ายจากภาชนะเพาะเมล็ดลงถาดหลุม การย้ายกล้าควรทำตอนบ่าย แสงแดดไม่ร้อนจัดหรือช่วงอากาศมืดครึ้ม

การให้น้ำ

ปลูกเสร็จให้รดน้ำทันที ระยะแรกให้น้ำทุกวัน ในระยะ 1 เดือน แรกหลังย้ายปลูก ให้น้ำเพียงพอและสม่ำเสมอ ระยะที่พริกเริ่มออกดอก ความต้องการน้ำจะเพิ่มขึ้น เมื่อผลเริ่มแก่และเริ่มเก็บเกี่ยว ลดการให้น้ำลง

การใสปุ๋ย

ปุ๋ย อัตราส่วน

  • ปุ๋ยอินทรีย์ 500 กรัม/หลุม หรือ 2-4 ตัน/ไร่
  • ปุ๋ยเคมี 25 กก./ไร่
  • สูตร 12-24-12 (เมื่ออายุ 15-20 วัน หลังปลูก)

พริกพันธุ์เดือยไก่

การพรวนดินและกำจัดวัชพืช

     การพรวนดินและกำจัดวัชพืชต้องทำพร้อมกัน ระยะที่ต้นพริกยังเล็กควรพรวนดินพูนโคนบ่อยครั้งเพื่อให้ระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี เมื่อพริกเจริญเติบโตจนคลุมดินแล้ว ไม่ต้องพรวนดินอีก สำหรับการกำจัดวัชพืชควรปฏิบัติบ่อยๆ ในระยะแรกจนกว่าทรงพุ่มจะแผ่คลุมดิน

การเก็บเกี่ยว

    เก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 70-90 วัน เลือกผลที่มีสีขาวอมส้ม ควรปลิดทั้งก้านผล เก็บเกี่ยวได้ทุก 5-7 วัน

โรคและแมลง

โรคกุ้งแห้ง (แอนแทรกโนส)

  • สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Collectotrichum sp. ระบาดมาก ในระยะที่ผลพริกกำลังเจริญเติบโต
  • ลักษณะอาการ ผลมีแผลใหญ่หรืออาจเน่าเสียก่อนเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะพื้นที่มีความชื้นสูงหรือฝนตกชุก
  • การป้องกันกำจัด คัดเมล็ดพันธุ์จากพริกที่ไม่เป็นโรคไปปลูก คลุกเมล็ดด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มา อัตราส่วนเชื้อรา 1 ช้อนโต๊ะ ต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม การป้องกันกำจัดโดยใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น เบนโนมิลตามที่ฉลากแนะนำ

โรคราน้ำค้าง

  • สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Peronospora tabacina
  • ลักษณะอาการ ด้านบนของใบจะเกิดแผลจุดเซลล์ตายสีเหลืองด้านใต้ตรงกับแผลจะพบกลุ่มเส้นใยและสปอร์สีขาวหรือเทา
  • การป้องกันกำจัด หลังเก็บเกี่ยวผล ควรทำลายต้นพริก พืชอาศัย และวัชพืชให้หมดจากบริเวณแปลงปลูก เมื่อเกิดโรคหรือสภาพแวดล้อมเหมาะต่อการเกิดโรค ให้ฉีดพ่นด้วยสารเคมี เช่น คาร์เบนดาซิม ในอัตรา 50-70 กรัมต่อน้ำ 1 ปี๊บ ทุกๆ 7-10 วัน ถ้าโรคระบาดรุนแรง ให้ฉีดพ่นทุก 4-5 วันต่อครั้ง

โรคกล้าเน่า

  • สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Pythium sp. อาจติดมาจากภายนอกหรือภายในเมล็ดพันธุ์
  • ลักษณะอาการ มีแผลที่ใบเลี้ยง ลำต้นหรือรากก่อนต้นกล้าจะเหี่ยวแห้งตาย
  • การป้องกันกำจัด คลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มาอัตราส่วน เชื้อรา 1 ซ้อนโต๊ะ ต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม หรือคลุกเมล็ดด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เมื่อพบโรคควรขุดตันกล้าที่เป็นโรคและต้นรอบๆ ใส่ถุงพลาสติก นำออกไปเผาทิ้งนอกแปลง คลุกหรือราดดินบริเวณนั้นด้วยเมตาแลกชิล ผสมกับ แมนโคเชบ หรือใช้เชื้อราไตโคเดอร์มา เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

เพลี้ยอ่อน

  • การเข้าทำลาย ดูดน้ำเลี้ยงจากส่วนอ่อนของพริก ใบส่วนยอดจะเรียวเล็ก หงิกและยังเป็นพาหะแพร่เชื้อไวรัสมายังต้นพริก
  • การป้องกันกำจัด ต้นพริกที่มีเพลี้ยอ่อนระบาดให้ถอน นำไปทำลายโดยการเผาไฟ ใช้เชื้อราบิววาเรียฉีดพ่นเป็นประจำ การใช้สารเคมี เช่น อิมิดาโคลพริด ไดโนทีฟูแรน ฟิโปรนิล ตามที่ฉลากแนะนำ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดกระบี่ โทร.075-656388 โทรสาร 075-656399 E-mail : aopdh10@doae.go.th, www.withikaset.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ

การทำ ปุ๋ยหมักชีวภาพ ไว้ใช้เองโดยต้องไม่พึ่งสารเคมี

การทำ ปุ๋ยหมักชีวภาพ ไว้ใช้เองโดยต้องไม่พึ่งสารเคมี

ปุ๋ยหมักชีวภาพ

ปุ๋ยหมักชีวภาพ คือ ปุ๋ยที่เกิดจากการย่อยสลายของอินทรียวัตถุโดยจุลินทรีย์ ปุ๋ยหมักชีวภาพมีธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชหลายชนิด เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมอื่นๆ นอกจากนี้ ปุ๋ยหมักชีวภาพยังช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน ทำให้ดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี และสามารถดูดซับน้ำได้ดียิ่งขึ้น




ปุ๋ยชีวภาพ คือปุ๋ยที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่มีชีวิตที่สร้างธาตุอาหารหรือช่วยให้ธาตุอาหารเป็นประโยชน์กับพืช หรือเรียกว่า ปุ๋ยจุลินทรีย์ ตามคำจำกัดความนี้จะเห็นได้ว่าไมใช่จุลินทรีย์ทุกชนิดจะใช้ผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพได้ แต่ต้องเป็นจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติพิเศษ ที่สามารถสร้างธาตุอาหารขึ้นทางชีวภาพแล้วแบ่งให้พืชใช้ได้หรือมีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะเจาะจงในการสร้างสารบางอย่างออกมามีผลทำให้ช่วยเพิ่มปริมาณรูปที่เป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชบางชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งธาตุอาหารหลักที่สำคัญ 3 ชนิด คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเชียม

ในการเกษตรปัจจุบันโดยส่วนใหญ่ปุ๋ยที่ชาวบ้านชาวสวนนิยมใช้กันก็คือ ปุ๋ยหมักชีวภาพ ปุ๋ยคอก เพราะมีราคาถูกสามารถที่จะผลิตขึ้นมาใช้เองได้ โดยไม่พึ่งปุ๋ยเคมี ซึ่งมีราคาแพง และมีผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภค วิธีการทำปุ๋ยหมักชีวภาพชนิดผง และชนิดน้ำ วัสดุและวิธีทำแสนง่ายมาดูวิธีการทำกันเลยครับ

1. ปุ๋ยหมักชีวภาพ(ชนิดผง)

วัสดุและอุปกรณ์

  • มูลสัตว์แห้ง (ทุบหรือบดให้ละเอียด) 1 ถุงปุ๋ย
  • แกลบดิบ (แกลบเหลือง) 1 ถุงปุ๋ย
  • รำละเอียด (รำอ่อน) ½ ถุงปุ๋ย
  • กากน้ำตาล 2 แก้ว
  • น้ำหมักชีวภาพ 2 แก้ว
  • น้ำสะอาด 10-12 ลิตร

วิธีทำ

  • นำมูลสัตว์กับแกลบที่เตรียมไว้มาเทรวมกันแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน
  • นำกากน้ำตาล น้ำหมักชีวภาพและน้ำสะอาดมาผสมให้เข้ากันแล้วเทรดมูลสัตว์กับแกลบดำที่เตรียมไว้ คลุกเคล้าให้เข้ากันอีกรอบให้ได้ความชื้นประมาณ 50 % โดยใช้มือกำวัสดุที่ผสมกันเรียบร้อยแล้วบีบให้แน่น เมื่อแบมือออกแล้ววัสดุยึดติดกันเป็นก้อนได้โดยที่ไม่มีน้ำไหลออกมาแสดงว่าใช้ได้แล้ว แต่ถ้าบีบแล้วยังมีน้ำไหลออกมาหรือปุ๋ยไม่เป็นก้อน ก็ให้เติมน้ำหัวเชื้อจุลินทรีย์ลงไปอีกจนกว่าจะปั้นเป็นก้อนได้
  • ขั้นตอนต่อไปให้นำรำละเอียดมาผสมให้เข้ากันกับปุ๋ยที่หมักไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน

การหมักสามารถทำได้ 2 วิธี

  • กองไว้กับพื้นให้สูงประมาณ 1 คืบ ใช้ถุงกระสอบคลุมไว้ โดยวิธีนี้ต้องกลับกองปุ๋ยตอนเช้าทุกวันจนกว่าจะครบ 7 วัน
  • หมักใส่ถุงปุ๋ย โดยการใส่จะใส่ 2 ส่วน 3 ของถุงปุ๋ย แล้วมัดปากถุงไม่ต้องแน่น ให้มีรูระบายอากาศด้วย ทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน นำไปใช้ได้เลย

**หมายเหตุ** การใส่ถุงปุ๋ย เวลาใส่ไม่ควรยกถุงปุ๋ยกระแทกเพราะจะทำให้ปุ๋ยอัดกันแน่นจนเกินไปจะทำให้ปุ๋ยเน่าเหม็นได้

วิธีใช้งาน

      สามารถใช้ได้กับพืชทั่วไป อัตราการใช้ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นดิน ถ้าดินร่วนซุยดีก็ไม่ต้องใส่มาก แต่ถ้าดินไม่ดีก็จำเป็นต้องใส่จำนวนมาก ๆ ในพื้นที่นาข้าวใช้ประมาณ 100 กิโลกรัม / 1 ไร่ ควรใส่ปุ๋ยชนิดนี้ในช่วงการไถกลบตอซังข้าว

2. ปุ๋ยหมักชีวภาพ(ชนิดน้ำ)

สูตรน้ำซาวข้าว

วัสดุและอุปกรณ์

  • น้ำซาวข้าว 1 ลิตร
  • น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำหมักชีวภาพ (หรือยาคู้) 2 ช้อนโต๊ะ
  • ขวดพลาสติกขนาด 1.25 ลิตร

วิธีทำ

นำส่วนผสมทุกอย่างคลุกเคล้าให้เข้ากันนำมาบรรจุลงในขวดพลาสติกทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน ตั้งไว้ในที่ร่ม

วิธีใช้

  ปุ๋ยน้ำซาวข้าว 4 ช้อนโต๊ะ ต่อ น้ำ 20 ลิตร

ปุ๋ยหมักชีวภาพมีประโยชน์มากมาย ได้แก่

  • เป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช
  • ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน ทำให้ดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี และสามารถดูดซับน้ำได้ดียิ่งขึ้น
  • ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์
  • ช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน
  • ช่วยป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืช

ปุ๋ยหมักชีวภาพเป็นปุ๋ยธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อพืชและดิน เกษตรกรหรือผู้ปลูกผักสามารถผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพใช้เองได้ โดยใช้วัสดุอินทรียวัตถุที่หาได้ง่ายและอุปกรณ์ที่หาได้ไม่ยาก

แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ : http://ird.rmuti.ac.th ,www.sarakaset.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ

5 สายพันธุ์ทุเรียน ไทยยอดนิยม ฤดูทุเรียน การรับประทานทุเรียน

5 สายพันธุ์ทุเรียน ไทยยอดนิยม ฤดูทุเรียน การรับประทานทุเรียน

สายพันธุ์ทุเรียน

สายพันธุ์ทุเรียน ทุเรียนนั้นเป็นผลไม้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นราชาของผลไม้ ผลทุเรียนมีขนาดใหญ่และมีหนามแข็งปกคลุมทั่วเปลือก อาจมีขนาดยาวถึง 30 ซม. และอาจมีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวถึง 15 ซม. โดยทั่วไปมีน้ำหนัก 1-3 กิโลกรัม ผลมีรูปรีถึงกลม เปลือกมีสีเขียวถึงน้ำตาล เนื้อในมีสีเหลืองซีดถึงแดง แตกต่างกันไปตามสปีชีส์

ฤดูทุเรียนของประเทศไทยสามารถผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดได้ประมาณ 4 เดือนต่อปี เริ่มจากเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน ซึ่งเป็นผลผลิตที่ผลิตได้ในภาคตะวันออก แล้วต่อช่วงฤดูการผลิตโดยผลผลิตจากภาคใต้ ระหว่างเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม

5 สายพันธุ์ทุเรียน ยอดนิยมของไทย ว่ามีอะไรกันบ้าง

  • พันธุ์หมอนทอง (Monthong)
    เป็นพันธุ์ดังที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ส่วนใหญ่จะถูกปลูกในจังหวัดทางภาคตะวันออกอย่าง จันทบุรี ระยอง ตราด รสชาติหวานกำลังดี ไม่มันเกินไป และกลิ่นไม่ค่อยแรงมาก เนื้อจะมีความกรอบนอกนุ่มใน เนียนละเอียด มีสีเหลืองอ่อน แห้ง ไม่แฉะติดมือ ส่วนเมล็ดจะมีความเล็กและลีบ
    ลักษณณะต้นและใบเป็นทุเรียนพุ่มใหญ่ที่ขึ้นง่าย ถ้าต้นสมบูรณ์จะให้ผลผลิตในช่วงประมาณปีที่ 4-6 ใบมีลักษณะบาง กลางใบปลายใบเรียวแหลม ฐานใบแหลม

    พันธุ์หมอนทอง

    ลักษณะผล

    ก้านขั้วใหญ่แข็งแรง รูปร่างหนามแหลมตรง ฐานหนามใหญ่ ผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักประมาณ 3-4 กิโลกรัม ทรงผลค่อนข้างยาวมีบ่าผล ปลายผลแหลม พูมักไม่ค่อยเต็มทุกพู หนามแหลมสูง ฐานหนามเป็นเหลี่ยม ระหว่างหนามใหญ่จะมีหนามเล็กวางแซมอยู่ทั่วไป ซึ่งเรียกหนามชนิดนี้ว่า เขี้ยวงู ก้านผลใหญ่แข็งแรง ช่วงกลางก้านผลจนถึงปากปลิงจะอ้วนใหญ่เป็นทรงกระบอก

  • ทุเรียนพันธุ์ชะนี
    เป็นอีกสายพันธุ์ทุเรียนที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยที่จะมีเนื้อเป็นสีเข้ม สัมผัสได้ถึงความเหนียวจากเส้นใยที่มีอยู่เยอะพอควร มีกลิ่นแรงเป็นเอกลักษณ์ ผลขนาดกลางถึงใหญ่ หนามใหญ่ สั้น และห่าง เนื้อสีเหลืองเข้ม เหนียว มีเส้นใยมาก รสชาติหวานจัด เมื่องอมแล้วเนื้อจะเละส่งกลิ่นแรงกว่าเดิม จึงนิยมนำไปแปรรูปเป็นอาหารหรือขนมหวานต่าง ๆ ที่ต้องมีกลิ่นทุเรียนโดดเด่น
  • ทุเรียนพันธุ์พวงมณี

    เรียกได้ว่าเป็นทุเรียนพื้นเมืองของภาคตะวันออก มีรสชาติหอมอร่อยไม่แพ้หมอนทองเลยทีเดียว ชื่อเดิมคือทุเรียนอีเนื้อแดง ลูกเล็กมาก หนึ่งลูกขนาดเท่าฝ่ามือและหนักไม่ถึงหนึ่งกิโลกรัม ผลทรงรี ปลายผลแหลม หนามตรงนูนแหลม เนื้อสีเหลืองเข้มออกส้ม เนียนละเอียด ไม่มีเส้นใยเลย รสชาติหวาน กลิ่นหอมอ่อนๆ แต่มีเมล็ดใหญ่ทำให้มีสัดส่วนเนื้อน้อย

  • ทุเรียนพันธุ์ก้านยาว

    มีแหล่งปลูกหลักอยู่ในจังหวัดนนทบุรี ก้านใหญ่และยาวกว่าพันธุ์อื่น ผลทรงกลม หนามเล็กสั้นและถี่ เนื้อสีเหลืองทอง ละเอียด เหนียว มีเส้นใยน้อย รสชาติหวานมัน กลิ่นหอม เมื่อสุกแล้วจะคงรูปเหมือนเดิม ไม่แฉะเสียรูป จำนวนเมล็ดเยอะและใหญ่มาก เป็นสายพันธุ์ที่พบเห็นได้บ่อยพอ ๆ กับหมอนทอง หรือชะนี และจับได้ไม่แฉะติดมือ แต่เรื่องของราคาก็จัดว่าสูงอยู่พอตัวเลยทีเดียว

  • หลง – หลิน ลับแล
    เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกภายในจังหวัดอุตรดิตถ์ จะมีลักษณะเนื้อที่แน่น แห้ง ไม่เลอะติดมือ กลิ่นไม่แรงมาก มีความหอมมัน รสหวานจัด แต่ราคาจะค่อนข้างแพงเพราะสามารถปลูกได้ในพื้นที่เฉพาะเท่านั้น

ข้อควรระวังในการรับประทานทุเรียน

แม้ว่าทุเรียนจะเป็นผลไม้ที่มีหลาย ๆ คนชื่นชอบรับประทานเป็นอย่างมาก จนอาจจะรับประทาน 1 ลูกหมดได้ภายในวันเดียวด้วยซ้ำ แต่นั่นอาจไม่ได้ส่งผลดีต่อร่างกายเท่าไรนัก ดังนั้นการศึกษาเกี่ยวกับข้อควรระวังในการรับประทานทุเรียนจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจละเลยไปได้

  • ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ทั้งยังอุดมไปด้วยกำมะถันและไขมัน จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเป็นเบาหวาน
  • ผู้ที่แพ้สารกำมะถัน ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานทุเรียน
  • การรับประทานทุเรียนในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการร้อนใน เจ็บคอ แผลในปาก ท้องผูก เป็นต้น



ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม และไม่ควรรับประทานร่วมกับเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม เพราะอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้

แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ : www.arda.or.th
ภาพประกอบ : www.simummuangmarket.com, www.flickr.com, www.sarakaset.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีปลูก ผักไชยา ต้นผงชูรส หรือ คะน้าเม็กซิโก การนำมาประกอบอาหาร

วิธีปลูก ผักไชยา ต้นผงชูรส หรือ คะน้าเม็กซิโก การนำมาประกอบอาหาร

ผักไชยา

ผักไชยา คืออะไร?

ผักไชยา ต้นผงชูรส หรือคะน้าเม็กซิโก มีชื่อเรียกอื่นว่า ผักชายา ผักโขมต้น ต้นผงชูรส ต้นมะละกอกินใบ ชื่อสามัญ Tree spinach, chaya, chaiya ชื่อวิทยาศาสตร์ Cnidoscolus chayamansa McVaugh เป็นพืชในวงศ์ EUPHORBIACEAE เช่นเดียว กับมันสำปะหลัง ยางพารา ฝิ่นต้น หนุมานนั่งแท่น สลัดได และสบู่ดำ คะน้าเม็กซิโก ไม่ใช่พืชท้องถิ่นของประเทศไทย แต่เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนของประเทศเม็กซิโก ในแถบของคาบสมุทรยูกาตัน พบมีการกระจายพันธุ์อยู่ในกัวเตมาลา และอเมริกากลาง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์คือ ลำต้นมีลักษณะเป็นไม้พุ่ม ลำต้นอวบน้ำ เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลมีน้ำยางสีขาวอยู่ภายใน ลักษณะของใบคล้ายกับใบเมเปิ้ล ขอบใบแยกออกเป็น 3-4 แฉก ดอกมีสีขาว ออกดอกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง



วิธีการขยายพันธุ์ผักไชยา

สามารถทำได้โดยการนำกิ่งที่ค่อนข้างแก่มาตัดเป็นท่อนๆ แล้วนำมาชำลงถุงดำ โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ (กิ่งจะเริ่มแตกใบอ่อน รอให้ต้นแข็งแรงจึงย้ายลงปลูกในดิน)

ขั้นตอนการปลูก

เตรียมสถานที่ พื้นที่ เตรียมดิน ที่จะปลูกให้เหมาะสมกับความต้องการ จากนั้นนำกิ่งที่ชำไว้มาปักลงในดินพร้อมปลูก หรือขุดหลุมให้ลึกพอประมาณ ฝังกิ่งลงไปแล้วกลบดินให้แน่น ระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ 2-5 ฟุต ตามเหมาะสม แล้วรดน้ำ

การดูแล

หลังปลูก ประมาณ 1 สัปดาห์ ใส่ปุ๋ยเล็กน้อย ถ้าไม่แห้งแล้งจนเกินไป ไม่ต้องรดน้ำบ่อย แนะนำให้ใช้ปุ๋ยธรรมชาติที่ทำเอง หลังจากที่ปลูกแล้วประมาณ 2 เดือน ขึ้นไป ก็สามารถเก็บมาทำอาหารได้แล้ว เพราะจะเลี้ยงง่าย-โตไว. ยิ่งตัดกิ่ง ก็ยิ่งออกกิ่งอ่อนมากขึ้น ดังนั้นจึงควรปลูกไว้ประจำบ้าน จะได้มีผักไชยากินตลอดปี

การนำมารับประทาน

ส่วนที่นิยมนำมารับประทานคือใบและยอดอ่อน ซึ่งมีรสชาติคล้ายกับคะน้า หลังจากเด็ดยอดอ่อนมา ให้นำมาปอกเปลือก ตัดใบ แล้วแยกก้านใบทิ้งเพราะส่วนนี้จะแข็งมาก ไม่นิยมนำมารับประทาน หลังจากล้างน้ำให้สะอาดแล้วจึงนำไปประกอบอาหาร เช่นเดียวกับผักคะน้าหรือผักทั่วๆ ไป เช่น ผัดน้ำมันหอย ชุบแป้งทอด ลวกทำยำหรือจิ้มกับน้ำพริก ผัดเผ็ด ผัดน้ำมันจิ้มน้ำพริก ทำราดหน้า ผัดกับไข่ หรือเนื้อสัตว์ต่างๆ หรือทำแกงส้ม

ผักไชยาเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีโปรตีนสูง แคลเซียมสูง ธาตุเหล็กสูง วิตามินซีสูง และสารต้านอนุมูลอิสระสูง ประโยชน์ของผักไชยา ได้แก่

  • บำรุงร่างกาย ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
  • ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง
  • ช่วยบำรุงสายตา
  • ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง
  • ช่วยป้องกันโรคหัวใจ
  • ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ผักไชยา สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย เช่น แกงจืด แกงส้ม ต้มจืด ผัด ยำ ทอด เป็นต้น ผักไชยาสดมีรสขมเล็กน้อย แต่หากนำไปปรุงสุกแล้ว จะช่วยลดรสขมลงได้

ข้อควรระวังในการรับประทานผักไชยา

  • ผักไชยามีสารไซยาไนด์อยู่เล็กน้อย ซึ่งสามารถสลายไปได้เมื่อได้รับความร้อน ดังนั้น ไม่ควรรับประทานผักไชยาสดมากเกินไป
  • ผู้ที่แพ้สารไซยาไนด์ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักไชยา

ผักไชยาเป็นผักที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย แนะนำให้รับประทานผักไชยาเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดี

แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ : https://pharmacy.mahidol.ac.th, https://vijjaram.ac.th , www.withikaset.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ

ฮอร์โมนไข่นมสด เร่งโตพืชทุกส่วน ปลอดสารเคมี

ฮอร์โมนไข่นมสด เร่งโตพืชทุกส่วน ปลอดสารเคมี

ฮอร์โมนไข่นมสด

ฮอร์โมนไข่นมสด เป็นฮอร์โมนชีวภาพชนิดหนึ่ง เกิดจากการหมักไข่และนมสดกับน้ำตาลทรายแดง โดยในระหว่างการหมัก โปรตีนและคาร์โบไฮเดรตในไข่และนมสด จะแตกตัวเป็นกรดอะมิโนและน้ำตาลโมเลกุลขนาดเล็ก ซึ่งกรดอะมิโนและน้ำตาลเหล่านี้เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ฮอร์โมนไข่นมสดจึงมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช ช่วยให้พืชแข็งแรง ทนทานต่อโรคและแมลง และช่วยให้พืชออกดอกและติดผลได้ดียิ่งขึ้น




วิธีทำฮอร์โมนไข่นมสด มีดังนี้

สิ่งที่เตรียม

  • นมจืดขนาด 250 ml.  1  กล่อง
  • ไข่ไก่  4 ฟอง
  • เอ็มร้อย 1 ฝา
  • ผงชูรส 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทรายขาวหรือเเดง 1 ช้อนโต๊ะ
  • ภาชนะสำหรับผสม

ขั้นตอนการทำ

  • ตอกไข่ 4 ฟอง  ใส่ชามผสม แล้วตีไข่ขาวและไข่แดงให้เข้ากัน
  • เติมผงชูรส เอ็มร้อย น้ำตาลทราย ตามลงไปตีจนส่วนผสมละลายเข้ากับไข่
  • เติมนมจืดลงไปแล้วคนส่วนผสมให้เข้ากันเเละนำไปใช้ได้เลย

เพิ่มเติม.. สิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับฮอร์ไข่นมเปรี้ยว

  •  ไข่ไก่สด 4 ฟอง
  • ผงชูรส 1 ช้อนโต๊ะ
  • M150. จำนวน 1 ฝา
  • นมเปรี้ยวขวดเล็ก 1 ขวด
  • น้ำตาลทรายขาวหรือเเดงก้อได้  1 ช้อนโต๊ะ
  • ขวดสำหรับหมัก 1 ขวด

ขั้นตอนการทำ

  • ตอกไข่ 4 ฟอง ใส่ชามผสม แล้วตีไข่ขาวไข่แดงให้เข้ากัน
  • เติมผงชูรส เอ็มร้อย น้ำตาลทราย ตามลงไปตีจนส่วนผสมละลายเข้ากับไข่
  • เติมนมเปรี้ยวลงไปแล้วคนส่วนผสมให้เข้ากัน เทใส่ขวดสำหรับหมัก
  • หมักประมาณ 3-5 วัน โดยตั้งขวดไว้ในที่ร่มและระหว่างหมักให้คลายฝาออกเล็กน้อยเพื่อป้องกันขวดบวม เมื่อครบก็สามารถนำไปใช้ได้เลยครับ

อัตราส่วนและวิธีการใช้

ฮอร์โมนไข่ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 15 ลิตร นำไปรดน้ำต้นไม้ เช้า-เย็น สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ช่วยบำรุงและเร่งการเจริญเติบโตของพืชผักสวนครัวได้ดี ไม่ว่าจะเป็น พริก มะนาว มะเขือ หรือผักกินใบต่างๆก็ได้ผลดีไม่แพ้กันครับ

การเก็บรักษาฮอร์โมนไข่นมสด ถ้าใช้ไม่หมดเก็บไว้ในตู้เย็นเเต่ฮอร์โมนนมเปรี้ยวเก็บในที่ร่มไม่ต้องเเช่ตู้เย็นสามารถเก็บได้นานเป็นปีครับ

ประโยชน์ของฮอร์โมนไข่นมสด

  • ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช
  • ช่วยให้พืชแข็งแรง ทนทานต่อโรคและแมลง
  • ช่วยให้พืชออกดอกและติดผลได้ดียิ่งขึ้น
  • ช่วยเพิ่มรสชาติและคุณภาพของผลผลิต

ข้อควรระวังในการใช้ฮอร์โมนไข่นมสด

  • ควรใช้ฮอร์โมนไข่นมสดที่ผ่านการหมักมาแล้ว 3 วัน
  • หากใช้ฮอร์โมนไข่นมสดที่ยังไม่ผ่านการหมัก อาจทำให้พืชเกิดอาการเน่าเสียได้
  • ควรใช้ฮอร์โมนไข่นมสดอย่างสม่ำเสมอ
  • ไม่ควรใช้ฮอร์โมนไข่นมสดมากเกินไป เพราะอาจทำให้พืชได้รับสารอาหารมากเกินไป และอาจส่งผลเสียต่อพืชได้

ฮอร์โมนไข่นมสดเป็นฮอร์โมนชีวภาพชนิดหนึ่งที่หาได้ง่ายและมีราคาไม่แพง สามารถใช้บำรุงพืชได้ทุกชนิด ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น ออกดอกและติดผลดกขึ้น จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรและผู้ที่ปลูกต้นไม้ในบ้าน

ที่มา : เรื่องราวดีๆโดย พันธุ์ไม้ขายแหลก Lihat Sedikit Semua reaksi: 161 Komen ,www.sarakaset.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง มือใหม่ควรทำความเข้าใจ ก่อนจะปลูกต้นไม้

ป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง มือใหม่ควรทำความเข้าใจ ก่อนจะปลูกต้นไม้

ป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง

ป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง


หลักการในการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง

เป็นแนวคิดของการผสมผสานการอนุรักษดิน น้ำ และการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ ควบคู่ไปกับความต้องการด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อป้องกันมิให้เกิดการบุกรุกทำลายป่าไม้ อันเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารและส่งเสริมให้คนไทยรู้จักการนำทรัพยากรป่าไม้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสดในการดำเนินชีวิต

ป่า 3 อย่าว จำแนกออกได้ดังนี้

  • ป่าไม้ใช้สอย อาทิ ไม้ไผ่ ไม้โตเร็วอย่างสะเดา เป็นต้น
  • ป่าไม้กินได้ ได้แก่ไม้ผล และผักกินใบหรือกินหัวชนิดต่างๆ
  • ป่าไม้เศรษฐกิจ คือ ไม้ที่ปลูกไว้ขาย ไม่ว่าจะเป็นไม้เศรษฐกิจและไม่ที่ปลูกไว้ขายเนื้อไม้ เช่น ไม้สัก เป็นต้น

ประโยชน์ 4 อย่าง จำแนกออกได้ดังนี้

  • ประโยชน์ในการเป็นไม่ใช้สอย โดยนำมาสร้างบ้าน ทำเล้าเป็ด เล้าไก่ ด้ามจอบเสียม ทำหัตถกรรม หรือกระทั้งเป็นฟืนในการหงต้ม
  • ประโยชน์ในการเป็นอาหาร ทั้งพีซกินใบ กินผล กินหัว และเป็นยาสมุนไพร
  • ประโยชน์ในการเป็นแหล่งรายได้ของครัวเรือน เป็นพีชที่สามารถนำมาจำหน่ายได้ ซึ่งควรปลูกพีชหลากหลายชนิดเพื่อลดความเสี่ยงเรื่องราคาตกต่ำและไม่แน่นอน
  • ประโยชน์ในการช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ การปลูกพืชที่หลากหลายอย่างเป็นระบบ ช่วยสร้างสมดุลของระบบนิเวศในสวน ช่วยปกป้องผิวดินให้ฐมชื่น ดูดซับน้ำฝน และค่อยๆ ปลดปล่อยความชื้นสู่สวนเกษตรกรรม

เทคนิคการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง

เพื่อให้การสร้างป่าได้ผลดีและมีระบบที่สมดุลเหมือนป่าธรรมชาติ ซึ่งจะชวยลดปัญหาเรื่องของโรคและแมลงศัตรูพีช และช่วยประหยัดต้นทุนในการจัดการ ประกอบด้วย พันธุพีชที่หลากหลาย โดยการแบ่งป่าออกเป็น 5 ระดับ ตามชั้นความสูงของต้นไม้และระบบนิเวศของป่าดังนี้

  • ไม้ระดับสูง อาทิ ตะเคียน ยางนา มะค่าโมง สะตอ มะพร้าว ฯลฯ
  • ไม้ระดับกลาง อาทิ ผักหวานป่า ติ้ว พลู กำลังเสือโคร่ง กล้วย ฯลฯ
  • ไม้พุ่มเตี้ย อาทิ ผักหวานบ้าน มะนาว พริกไทย,ย่านาง,เสาวรส ฯลฯ
  • ไม้เรียดิน อาทิ หน้าวัว ผักเสี้ยน มะเขือเทศ สะระแหน่งย ฯลฯ
  • ไม้หัวใต้ดิน อาทิ ตะไคร้มิ้น ไพล เผือก มัน บก กลอย ฯลฯ

ข้อคำนึงในการปลูกป่า 3 อย่าง

  • การปลูกช่วงแรกควรเลือกปลูกไม้บิกนำ เช่น แค มะธุม สะเดา กล้วย อ้อย ไผ่ ข้าวและพืชผัก ทั้งนี้ เพราะเป็นพีชอาหารและไม่ใช้สอยเล็กๆน้อยๆ ที่โตและให้ผลผลิตเร็ว สามารถคลุมดินและดูดซับความชุมชื้น โดยควรเน้นปลูกพีชกินได้ ที่โตไวเพื่อเป็นแหล่งอาหารและไม้ใช้สอย
  • ไม้ปลูกเพื่ออยู่อาศัย หรือไม้เศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือไม้ระดับสูงควรปลูกในปีที่ 2
  • ไม้สมุนไพร ส่วนใหญ่จะเป็นไม้พุ่มเตี้ย ไม้เรียดิน และไม้หัวใต้ดินมักจะเจริญเติบโตได้ดีในที่ร่มและร่มรำไร
  • นาข้าวควรเลือกทำในพื้นที่ให้หมาะสม สามารถให้ผลผลิตเพียงพอตลอดทั้งปี
  • ควรขุดร่องน้ำขนาดเล็กเพื่อเก็บน้ำและความชุมชื้นแก่ต้นไม้ อีกทั้งสามารถใช้เลี้ยงปลาเพื่อเป็นอาหาร และหมุนเวียนน้ำไปสู่บ่อขนาดใหญ่

หลัก 7 พอเพียง

  1. พออยู่ สามารถพึ่งตนเองด้านที่อยู่อาศัยได้
  2. พอกิน สามารถพึ่งตนเองเรื่องอาหารและยารักษาโรคได้
  3. พอใช้ สามารถพึ่งตนเองเรื่องรายจ่ายที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันได้
  4. พอร่มเย็นเป็นสูข สามารถมีความสุข อิ่มเอิบใจ กับสิ่งที่มีที่ทำได้
  5. พอพลังงานทดแทน ด้วยการปลูกอ้อยอินทรีย์ หรือพีชพลังงานอื่นๆ ร่วมกับป่า 3 อย่าง ร้อยละ 70
  6. พอพัฒนาคน
  7. มีข้อมูลและสื่อลารสู่สาธารณะที่พอเพียง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติบ้านบุญ (นายบุญถม ทาปุย)




บทความอื่นที่น่าสนใจ

“กระต่ายดำภูพาน” สัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ เลี้ยงง่าย ลูกดก

“กระต่ายดำภูพาน” สัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ เลี้ยงง่าย ลูกดก

กระต่ายดำภูพาน

กระต่ายดำภูพาน


กระต่ายดำภูพาน ถือเป็นผลสำเร็จในการพัฒนาสายพันธ์จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน เพื่อสนองพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ถูกพัฒนาจากกระต่าย 4 สายพันธุ์ ด้วยกันนั้นก็คือ 1. พันธุ์พื้นเมือง 2. พันธุ์นิวซีแลนด์ไวท์ 3. พันธุ์เยอรมันไจแอนท์ 4. พันธุ์เร็กซ์ เพื่อปรับสภาพให้เหมาะสมกับพื้นที่เลี้ยงมากที่สุด




นอกจาก กระต่ายดำภูพาน แล้วยังมี ไก่ดำ หมูดำ วัวดำ ซึ่งกระต่ายดำภูพาน นับเป็นดำที่ 4 ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านนานกเค้า ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร

ลักษณะประจำพันธุ์ กระต่ายดำภูพาน 1

  • ขนสีดำ ตัวใหญ่เนื้อเยอะ มีอัตราการเจริญเติบโตได้ดี ให้ลูกดก เลี้ยงลูกเก่ง ทนทานต่อโรคและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี

ลักษณะประจำพันธุ์กระต่ายดำภูพาน 2

  • ขนสีเทาดำ ตัวใหญ่เนื้อเยอะ มีอัตราการเจริญเติบโตดี ให้ลูกดก เลี้ยงลูกเก่ง ทนทานต่อโรคและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี

ลักษณะประจำพันธุ์กระต่ายดำภูพาน 3

  • ขนสีน้ำตาลดำ ตัวใหญ่เนื้อเยอะ มีอัตราการเจริญเติบโตดี ให้ลูกดก เลี้ยงลูกเก่ง ทนทานต่อโรคและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี

ลักษณะเด่นของกระต่ายดำภูพาน

  • ลำตัวยาว โครงสร้างใหญ่ ให้เนื้อเยอะ สามารถให้ลูก 6 – 8 ครอก/ปี โดยให้ลูก 6 – 8 ตัว/ครอก  น้ำหนักตัวเมื่อโตเต็มวัย เพศผู้ 5 – 5.5 กิโลกรัม เพศเมีย 4.5 – 5 กิโลกรัม
  • เริ่มผสมพันธุ์ตั้งแต่อายุ 7 เดือน ตั้งท้อง เฉลี่ย 31 วัน หลังคลอด 2 วัน แม่พันธุ์จะกลับมาเป็นสัดและยอมรับการผสมพันธุ์
  • เนื้อนุ่ม รสชาติดี โปรตีนสูง ไขมันต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต และผู้สูงอายุที่มีปัญหาไขมันอุดตันในเส้นเลือด
  • หนัง และขน สามารถนำไปแปรรูป ทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม สิ่งประดิษฐ์ สิ่งทอ และเครื่องใช้ต่างๆ
  • ต้นทุนการเลี้ยงต่ำ สามารถใช้อาหารหยาบคุณภาพต่ำ เช่น หญ้า ใบหม่อน ก็สามารถเจริญเติบโตได้ดี

การคัดเลือกพันธุ์

การคัดเลือกกระต่ายไว้สำหรับทำพันธุ์มีความสำคัญมาก ดังนั้นผู้เลี้ยงจึงควรมีแผนการคัดเลือกและจัดเตรียมไว้สำหรับทดแทนกระต่ายที่ควรจะปลดออก เมื่อมีอายุมากขึ้น และสามารถลดต้นทุนในการซื้อพ่อแม่พันธุ์ทดแทนได้ ควรทำการคักเลือกตั้งแต่อายุประมาณ 6 – 8 สัปดาห์ โดยการคัดเลือกลูกกระต่ายที่โตเร็วแข็งแรง รูปร่างลักษณะดี มีสีขนถูกต้องตามมาตรฐาน

กระต่ายดำภูพาน

กระต่ายพ่อพันธุ์ที่ดี

มีนิสัยไม่ดุร้าย ให้ลูกอย่างน้อยเฉลี่ย 8 ตัว/ครอก ลูกที่มีอัตราการเจริญเติบโตดี และมีลูกอัณฑะเต็มทั้ง 2 ข้าง ที่สมบรูณ์

กระต่ายแม่พันธุ์ที่ดี

ผสมติดง่าย มีเต้านมตั้งแต่ 8 เต้าขึ้นไป ให้ลูกอย่างน้อยปีละ 8 ครอก/ปี เลี้ยงลูกดี เลี้ยงลูกเก่ง

การผสมพันธุ์กระต่าย

กระต่ายมีช่วงระยะเวลาการเป็นสัดที่ยาวนานกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ ประมาณ 15 วัน ควรผสมในวันที่ 5 ของการเป็นสัด โดยนำตัวเมียเข้าหาตัวผู้

ลักษณะอาการเป็นสัด

  • กระวนกระวายและเดินวนเวียนรอบกรง
  • ใช้เท้าตบพื้นกรง หรือตะกุยข้างกรง
  • ใช้คางถูกับท่อให้น้ำบ่อยๆ
  • กินน้ำและอาหารลดลง
  • ส่งเสียงร้องครวญคราง
  • สังเกตุจากอวัยวะเพศ ในวันต้นๆของรอบ การเป็นสัดอวัยวะเพศเมียจะมีสีแดง

ระยะเวลาการตั้งท้อง

การตั้งท้องของกระต่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 31 วัน ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง 28 – 31 วัน หรือคลอดช้าคือ 35 วัน ในกรณีที่แม่กระต่ายตั้งท้องนาน ลูกที่ได้จะมีจำนวนที่น้อยอาจจะมีลูกเพียงตัวเดียว แม่กระต่ายที่มีจำนวนลูกต่อครอกมากระยะการตั้งท้องจะมีแนวโน้มสั้นกว่า

การคลอด

  • ผู้เลี้ยงต้องให้แม่กระต่ายอยู่ในพื้นที่สงบ ไม่มีเสียงรบกวน
  • 3 วันก่อนคลอด ต้องมีการเตรียมรังคลอดให้แม่กระต่าย โดยใส่วัสดุรองรัง เช่น หญ้าแห้ง หรือฟางข้าว
  • แม่กระต่ายใกล้คลอดจะมีพฤติกรรมการกัดขนบริเวณสะโพก เหนียงคอและรอบๆหัวนม เพื่อทำรังให้ลูก

อาหารกระต่าย

  • อาหารข้น หมายถึง อาหารที่มีค่าปริมาณโภชนะต่อหน่วยน้ำหนักสูง มีเยื่อใยต่ำกว่า 18 เปอร์เซ็นต์ อาหารข้นที่สำคัญได้แก่วัตถุดิบอาหารสัตว์หลายชนิด เช่น รำ ปลายข้าว ข้าวโพด ปลาป่น กากถั่ว กากมะพร้าว เป็นต้น รวมทั้งแร่ธาตุ และวิตามินต่างๆ
  • อาหารหยาบ หมายถึง อาหารที่มีเยื่อใยสูงกว่า 18 เปอร์เซ็นต์ หรืออาหารที่กินเข้าไปแล้วเหลือกากขับถ่ายออกมาเป็นของเสียมาก เช่น หญ้าขน หญ้าแพงโกล่าหญ้าเนเปิยร์ หญ้ากินนี และพืชตะกลูถั่ว เป็นต้น




บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปลูกหญ้าหวานอิสราเอล สำหรับสัตว์เลี้ยงโปรตีนสูง ปลูกทีเดียวตัดกินทั้งปี

ปลูกหญ้าหวานอิสราเอล สำหรับสัตว์เลี้ยงโปรตีนสูง ปลูกทีเดียวตัดกินทั้งปี

ปลูกหญ้าหวานอิสราเอล

ปลูกหญ้าหวานอิสราเอล


สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เราจะมาพูดถึง ปลูกหญ้าหวานอิสราเอล หรือ เนเปียร์อิสราเอล ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับเกษตรกรผู้ที่เลี้ยงสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น วัว ควาย จิ้งหรีด หรือ แม้แต่ตั๊กแตน เป็นต้น สำหรับหญ้าหวานอิสราเอล นั้นเหมาะอย่างยิ่งที่จะปลูกไว้สำหรับการเลี้ยงสัตว์  ตามที่ได้ศึกษามาพบว่ามีโปรตีนมากถึง 20% เมื่อเทียบกับเนเยร์ที่มีโปตีนเพียงแค่ 10% เท่านั้นเอง และสามารถตัดมาให้สัตว์กินได้เลยโดยไม่ต้องสับ เมื่อนำมาเลี้ยงสัตว์ปรากฎเคี้ยวง่าย หวาน กรอบฯ สัตว์กินแล้วจะติดใจ เป็นที่มาของการเรียกว่า หญ้าหวานลักษณะของลำต้นไม่สูงนัก ปลูกเป็นแปลงใหญ่ได้เลย เหมาะสำหรับนำไปเลี้ยงม้า วัว ควาย แพะ แกะแม้กระทั่งไก่และปลาก็สามารถนำไปเลี้ยงได้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่น่าเพาะปลูก ดูแลง่าย โตไว



คุณประโยชน์ของหญ้าอิสราเอล พบว่า มีโปรตีนมากถึง 20 % สามารถใช้เลี้ยงสัตว์ได้หลากหลาย เช่น หมู วัว ควาย แพะ แกะ ม้า เป็ด ไก่ ปลา และอีกหลายอย่าง ต้นหญ้าอิสราเอล สามารถตัดนำมาให้สัตว์กินได้เลย โดยไม่ต้องใช้เครื่องสับ เคี้ยวง่าย หวาน กรอบ ลำตันไม่สูงมากนัก

การปลูกหญ้าอิสราเอล

การปลูก

  • เตรียมดินไถยกร่อง กรณีดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำให้ใส่ปุ๋ยคอกประมาณ 200 -500 กิโลกรัมต่อไร่ ควรปลูกในช่วง ฤดูหนาวมีความเหมาะสมหญ้าเจริญเติบโตเร็ว เนื่องจากหน้าดินไม่แน่นจากฝนตก และต้องมีน้ำรดแปลง
  • ทำการยกร่องระยะปลูก 0.8 x 0.8 เมตร
  • การใช้ 2 ท่อนต่อหลุม จะทำให้แตกกอดีและตัดได้ไวขึ้น(ท่อนพันธุ์ 4,000-4,500 ท่อนต่อไร่) และ คลุมวัชพืชอื่นๆได้ดี

การให้น้ำ

  • หลังการปลูกรดน้ำตาม (กรณีดินแห้งมาก) และทุก 2 สัปดาห์ จนกว่าหญ้าเจริญเติบโต ยกเว้นฤดูฝน

การตัด

  • ตัดช่วงแรกหลังการปลูกได้ 3 เดือน และการตัดครั้ง ต่อไป 35-40 วันต่อครั้ง

การดูแล

  • ใช้ไถชักร่องพรวนดินใสปุยทุกเดือนเพื่อให้ดินอุดมสมบูรณ์และรากหาอาหารได้ง่าย เร่งการเจริญเติบโต

การปลูกหญ้าหวานอิสราเอลนั้นไม่ยาก สามารถทำได้ทุกพื้นที่ในประเทศไทย หญ้าหวานอิสราเอลเป็นพืชที่ทนแล้ง ทนร้อน เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย ปลูกได้ตลอดปี ใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

ปัจจุบัน การปลูกหญ้าหวานอิสราเอลเป็นที่นิยมมากขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากเป็นหญ้าที่ปลูกง่ายและขยายพันธุ์เจริญเติบโตได้ไว