(คลิป) ไร่นาสวนผสม พออยู่ พอกิน พอใจ พอเพียง พอแล้ว

(คลิป) ไร่นาสวนผสม พออยู่ พอกิน พอใจ พอเพียง พอแล้ว

ไร่นาสวนผสม


ไร่นาสวนผสม เป็นการทำกิจกรรมการเกษตร หลาย ๆ อย่าง (ตั้งแต่ 2 อย่าง) เพื่อตอบสนองต่อการบริโภค และลดความเสี่ยงจากราคาผลผลิตและภัยธรรมชาติ ซึ่งกิจกรรมการเกษตรไม่จำเป็นต้องเกื้อกูลกัน เช่น การเลี้ยงไก่ สุกร รวมกับการปลูกพืช การปลูกโกโก้แชมในสวนมะพร้าว การเลี้ยงปลาในร่องสวนไม้ผลหรือสวนผัก หรืออาจจะมีการเกื้อกูลกันระหว่างกิจกรรมการผลิต โดยนำเศษเหลือของ กิจกรรมหนึ่งไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับอีกกิจกรรมหนึ่ง เช่น เศษพืชผักเป็นอาหารสุกร มูลสุกรเป็นอาหารปลาน้ำจาก บ่อปลานำไปรดพืชผัก เป็นต้น



ปัจจัยที่สำคัญในการทำไร้นาสวนผสม

  • ที่ดิน เกษตรกรควรมีที่ดินเป็นของตนเองมากกว่าการเช่าเพราะการทำไร่นาสวนผสมมีการปลูกไม้ผล ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ผลผลิต
  • แรงงาน เกษตรกรควรใช้แรงงานในครอบครัวอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ เช่นการกระจายการใช้แรงงานตลอดปีการใช้แรงงานให้เหมาะสมกับวิทยาการ แผนใหม่และวิทยาการพื้นบ้านให้ผสมกลมกลืนกันไป
  • ทุน เกษตรกรต้องมีการใช้ทุนในรูปแบบของเงินสดโดยการซื้อปัจจัยการผลิตเท่าที่จำเป็นซึ่งเป็นการเริ่มต้นจากเล็กไปหาใหญ่ มีการหมุนเวียนการใช้ปัจจัยการผลิตจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้
  • การจัดการ เกษตรกรต้องมีลักษณะการเป็นผู้จัดการมีหน้าที่ในการพิจารณาตัดสินใจ ในระบบการผลิตในไร่นา เช่น จะผลิตอะไร พืชหรือสัตว์หรือประมง จะผลิตที่ไหน จะผลิตโดยวิธีใด (ผลิตอย่างไร) ผลิตจำนวนเท่าไหร่ จะผลิตเมื่อไหร่ กับใคร

การปรับเปลี่ยนสภาพพื้นที่นามาเป็นไร่นาสวนผสม (สภาพพื้นที่ลุ่ม)

เหตุผล

  • สภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการทำนาปีและนาปรัง ปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการทำนาปรัง
  • รายได้หลักจากอาชีพทำนาหรือกิจกรรมอย่างเดียวไม่เพียงพอ
  • การผลิตกิจกรรมการเกษตรเพียงชนิดเดียวอาจจะมีความเสี่ยงจากราคาผลผลิตและภัยธรรมชาติ
  • รายได้จากการทำไร่นาสวนผสมดีกว่าการทำนา และสามารถมีรายได้ต่อเนื่องในลักษณะรายวัน รายสัปดาห์รายเดือน และรายปีจากกิจกรรมหลากหลาย
  • มีการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนและเกื้อกูลกันในระดับไร่นา เพื่อให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • เป็นแหล่งอาหารและใช้สอยในครัวเรือน
  • เป็นการสร้างระบบนิเวศเกษตรภายในฟาร์มและชุมชน เพื่อให้เกิดความสมดุลทางธรรมชาติ

การปรับเปลี่ยนสภาพพื้นที่นามาเป็นไร่นาสวนผสม (สภาพพื้นที่ดอน)

เหตุผล

  • สภาพบางพื้นที่เหมาะสมต่อการทำไร่นาสวนผสม และให้ผลตอบแทน ดีกว่าการทำนาหรือทำไร่เพียงอย่างเดียว
  • รายได้หลักจากอาชีพทำนาทำไร่หรือกิจกรรมอย่างเดียวไม่เพียงพอ
  • การผลิตกิจกรรมการเกษตรเพียงชนิดเดียวทำให้เกิดความเสี่ยงต่อ การผลิตเนื่องจากราคาผลิตผลแปรปรวนและเกิดภัยธรรมชาติ
  • รายได้จากการทำไร่นาสวนผสมดีกว่าการทำนา ทำไร่ และสามารถ มีรายได้ต่อเนื่อง ในลักษณะรายวัน รายสัปดาห์รายเดือน และรายปีจากกิจกรรม ที่หลากหลาย
  • มีการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนและเกื้อกูลกันในระดับฟาร์ม เพื่อให้ เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นแหล่งอาหารและใช้สอยในครัวเรือน
  • เป็นการสร้างระบบนิเวศเกษตรภายในฟาร์มและชุมชน เพื่อให้เกิดสมดุลทางธรรมชาติ

ข้อควรพิจารณา

  • แบ่งพื้นที่เพื่อการทำไร่นาสวนผสมในระยะแรกประมาณ 5 – 10 ไร่ หากสภาพพื้นที่ดอนให้ไถปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอ และจัดการพื้นที่ให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะทำไร่นาสวนผสมตามเงื่อนไขของกิจกรรมแต่ละชนิด
  • เกษตรกรมีพื้นที่เป็นของตนเอง มีแหล่งน้ำและปริมาณน้ำเพียงพอในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์
  • แรงงานครัวเรือนอย่างน้อย 3 คน
  • เกษตรกรเป็นคนขยันขันแข็งและมีความสนใจในกิจกรรมของไร่นาสวนผสม
  • ปลูกพืชแซมในไม้ผลไม้ยืนต้นและพื้นที่ ขอบบ่อปลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • พื้นที่บ่อปลาและโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ควรอยู่ใกล้บ้านและสะดวกต่อการถ่ายเทน้ำและของเสีย
  • พื้นที่บ่อปลาควรเก็บกักน้ำได้ประมาณ 6 – 8 เดือน ลักษณะดินควรเป็นดินเหนียวหรือดินเหนียวปนทราย

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ขอบคุณ : คุณพ่อโส โมห้างหว้า สถานที่ บ้านโนนตาด ม.7 ต.ทุ่งกุลา อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด สนใจสอบถามเพิ่มเติม โทร. 093-6188417
Youtube : ทุ่งกุลา channel




บทความอื่นที่น่าสนใจ

เลี้ยงไก่ดำภูพาน เลี้ยงง่าย แข็งแรงโตไว

เลี้ยงไก่ดำภูพาน เลี้ยงง่าย แข็งแรงโตไว

เลี้ยงไก่ดำภูพาน

เลี้ยงไก่ดำภูพาน


เลี้ยงไก่ดำภูพาน เป็นไก่ดำสายพันธุ์ใหม่ที่งานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ เริ่มต้นการพัฒนาไก่ดำสายพันธุ์ภูพานขึ้นตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา โดยการนำไก่ดำ 5 ตัว เป็นไก่ดำลูกผสมไก่พื้นเมืองมาผสมพันธุ์ แบบ In Breeding การศึกษาและพัฒนาใช้ระยะเวลาทั้งหมด 3 ชั่วรุ่น จึงได้ไก่ดำที่ตรงตามลักษณะที่ต้องการคือ ขนดำ หนังดำ แข้งดำ เนื้อเทาดำ กระดูก เทาดำ และเป็นสายพันธุ์ที่ทนทานโรค ทนต่อสภาพแวดล้อม เลี้ยงง่าย กินเก่ง โตเร็ว เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร



คุณลักษณะไก่ดำภูพาน

  • เพศผู้ น้ำหนักตัวเต็มวัยเฉลี่ย 2. – 3.0 กิโลกรัม มีความสมบูรณ์แข็งแรง ทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี
  • เพศเมีย น้ำหนักตัวเต็มวัยเฉลี่ย 1.5 – 2.0 กิโลกรัม เริ่มออกไข่เมื่ออายุ 21 – 22 สัปดาห์ น้ำหนักไข่ฟองแรกเฉลี่ย 30-35 กรัม ให้ไข่ 4 ชุด/ปี ชุดละ 10 – 15 ฟอง/ตัว เปลือกไข่สีน้ำตาล มีความทนทานต่อโรคระบาด สามารถฟักไข่และเลี้ยงลูกเองได้

การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ โดยใช้หลักเกณฑ์ดังนี้

  • ลักษณะพ่อพันธุ์จะต้องมีรูปร่างสมบูรณ์แข็งแรง อายุตั้งแต่ 9 เดือน แต่ไม่เกิน 3 ปี และมีน้ำหนักตั้งแต่ 2.5 กิโลกรัม ขึ้นไป
  • ลักษณะแม่พันธุ์จะต้องมีรูปร่างสมบูรณ์แข็งแรง อายุตั้งแต่เดือนแต่ไม่เกิน 3 ปี เลี้ยงลูกเก่ง มีนิสัยไม่ดุร้าย หรือจิกตีลูกไก่ของตัวอื่น
  • พ่อพันธุ์ไก่ 1 ตัวสามารถคุมฝูงเพื่อผสมพันธุ์แม่ไก่ได้ไม่เกิน 6-10 ตัว และไม่ควรให้คุมฝูงนานเกินไปเพราะจะทำให้เกิดปัญหาเลือดชิดในฝูงได้

การเลี้ยงไก่พ่อแม่พันธุ์

ไก่สาวจะเริ่มไข่ฟองแรกเมื่ออายุประมาณ 6 – 7 เดือน เมื่อไก่เริ่มไข่ให้เปลี่ยนสูตร อาหารใหม่ให้มีโภชนะอาหารเพิ่มขึ้นเพื่อไก่นำไปสร้างไข่ รวมทั้งเพิ่มแคลเชียมฟอสฟอรัส เพื่อนำไปสร้างเปลือกไข่ อาหารให้วันละ 90 – 100 กรัม มากกว่านี้ แม่ไก่จะอ้วนมากทำให้ไข่ลดลง ไก่พ่อพันธุ์ควรให้อาหารเช่นเดียวกับแม่พันธุ์ การให้อาหาร อยู่ระหว่าง 70 – 80 กรัม/ตัว/วัน

รูปแบบการเลี้ยงไก่

  • การเลี้ยงแบบปล่อย เป็นวิธีเลี้ยงไก่ปล่อยให้ออกหากินอย่างอิสระในตอนเช้า ผู้เลี้ยงอาจจะเสริมอาหารให้ในตอนเย็น ช่วยให้ไก่เจริญเติบโตได้ดีขึ้น และเล้าขนาดเล็กไว้ให้ไก่ได้หลับนอนเฉพาะกลางคืนการเลี้ยงแบบปล่อยนี้จะช่วยให้ไก่ได้ออกกำลังกายมีสุขภาพที่แข็งแรงแต่ต้องมั่นใจว่าพื้นที่ที่ปล่อยจะไม่มีไก่พื้นเมืองอยู่บริเวณใกล้เคียงเพราะอาจมีปัญหาในการผสมข้ามพันธุ์
  • การเลี้ยงแบบกึ่งขังกึ่งปล่อย เป็นการเลี้ยงที่พัฒนามาจากการเลี้ยงไก่แบบปล่อยมากักขังบ้างในบางช่วงโดยการสร้างเล้าไก่ให้มีขนาดกว้างขึ้นมีรั้วล้อมกั้นกันไม่ให้ไก่ออกไปหากินไกลๆ จัดหาน้ำและรางอาหารไว้ให้ไก่กินรูปแบบการเลี้ยงนี้ถือได้ว่าเป็นวิธีการเลี้ยงที่ดี และเหมาะสมที่สุด
  • การเลี้ยงแบบขังเล้า โดยเกษตรกรต้องสร้างเล้าไก่ที่สามารถกันแดดกันลม และฝนได้ ควรมีรังไข่วางเป็นจุดตามมุมหรือฝาเล้าพร้อมอาหารและน้ำให้ไก่ได้กินตลอดเวลาการเลี้ยง แบบขังเล้าสามารถป้องกันโรคระบาดได้ดี

การฟักไข่ สามารถแบ่งได้ 2 วิธี

  • การฟักไข่โดยวิธีธรรมชาติ หรือการฟักไข่โดยแม่ไก่ เมื่อแไก่ดำภูพานอายุประมาณ 6 – 7 เดือน จะเริ่มให้ไข่ชุดแรกประมาณ 10 – 15 ฟอง/ตัว เมื่อแม่ไก่ไข่หมดชุดก็จะเริ่มฟักไข่ในขณะฟักไข่ระยะแรกแม่ไก่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ในรังวางไข่ เมื่อระยะช่วงกไข่แม่ไก่จึงใช้เวลาฟักไข่เพิ่มมากขึ้น ขณะฟักไข่แม่ไก่จะทำการเขี่ยไข่ (กลับไข่) วันละประมาณ 6 ครั้ง เพื่อให้ไข่ทุกฟองได้รับความอบอุ่นจากการฟักใกล้เคียงกัน หลังจากฟักไข่ได้ 20 วัน ลูกไก่จะเริ่มเจาะเปลือก ในวันที่ 22 นำแม่ไก่และลูกลงจากรังฟักไข่ และขังสุ่มให้อาหาร และน้ำอย่างน้อย 7 วัน จึงปล่อยให้แม่และลูกหากินตามธรรมชาติ
    เลี้ยงไก่ดำภูพาน
  • การฟักไข่โดยใช้เครื่องฟัก หลังจากผสมพันธุ์และทำการเก็บรวบรวมไข่ได้ 7 วัน ก่อนนำไข่เข้าฟักต้องทำการคัดไข่ที่มีรอยแตกร้าว เปลือกไข่บาง ไข่ผิดรูปหรือไข่ ฟองที่เล็กเกินไปออกตรวจเช็คเครื่องฟักไข่ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน เช่น อุณหภูมิตู้ฟัก 37.8 * C ความชื้นสัมพัทธ์ 60 % อุณหภูมิตู้เกิด 36.5 C ความชื้นสัมพัทธ์ 70 % เมื่อเก็บไข่สะสม ได้ 7 วัน ก็นำมาจัดเข้าเครื่องฟักซึ่งจะมีการกลับไข่ วันละ 6 ครั้ง (6 ครั้ง/ 24 ชั่วโมง)

ส่องไข่เมื่อนำไข่เข้าฟัก 7 วัน เพื่อนำไข่ไม่มีเชื้อและไข่เชื้อตายออกจากการฟักการ และส่องไข่เมื่อนำเข้าฟัก 18 วัน เป็นการส่องไข่ก่อนนำเข้าตู้เกิด หลังจาก อยู่ในตู้เกิด 3 วัน (วันที่ 21) ลูกไก่ก็เจาะเปลือกไข่ออกมาได้เก็บไว้ใน ตู้เกิด 1 วัน จากนั้น ในวันที่ 22 นำลูกไก่ออกจากตู้เกิดย้ายไปอนุบาล ในโรงเรือน อนุบาลต่อได้

เลี้ยงไก่ดำภูพาน

การเลี้ยงไก่เล็ก

กรณีใช้ตู้ฟักไข่หรือการแยกลูกไก่ออกจากแม่ไก่เพื่อให้แม่ไก่ไข่เร็วขึ้นหรือซื้อลูกไก่มาเลี้ยงลูกไก่ต้องการความอบอุ่นจึงจำเป็นต้องมีการกกไฟให้ลูกไก่โดยใช้หลอดไฟฟ้าขนาด 100 วัตต์ แขวนสูงจากพื้นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และต้องระวังไม่ให้ลมโกรกลูกไก่และจะต้องมีอาหาร และน้ำให้กินตลอดเวลา พื้นคอกรองพื้นด้วยแกลบหนา 5 เซนติเมตร และเปลี่ยนแกลบทุก 1 เดือน

เลี้ยงไก่ดำภูพาน

การเลี้ยงไก่รุ่น

ไก่ช่วงอายุ 8 – 16 สัปดาห์ ไก่ช่วงนี้ไม่ต้องดูแลมากเพราะถ้าเลี้ยงแบบปล่อยไก่สามารถหาอาหารกินเองได้เพียง แต่ให้อาหารในตอนเช้า หรือเย็นเท่านั้นถ้าเลี้ยงเพื่อต้องการจำหน่ายเป็นไก่เนื้อจำเป็นที่จะต้องดูแลเอาใจใส่เรื่องอาหาร และน้ำเพื่อการเจริญเติบโตที่เร็วไก่อายุ 4 – 5 เดือน เป็นช่วงที่สามารถจับจำหน่ายเป็นไก่เนื้อได้น้ำหนักประมาณ 0.8 – 1.2 กิโลกรัม ซึ่งไก่มีขนาดและน้ำหนักตรงกับความต้องการของตลาด



การให้อาหาร

  • ให้น้ำสะอาดตั้งไว้ให้ไก่กินตลอดวัน และคอยเปลี่ยนน้ำทุก ๆ วัน
  • ให้อาหารเช้าและเย็น เพิ่มเติมจากอาหารที่ไก่หากินได้ตามธรรมชาติ เช่น ปลายข้าว รำข้าว ข้าวเปลือก อาหารไก่สำเร็จรูป
  • มีเปลือกหอยปั่นและเศษหินให้ไก่กินเพื่อเสริมแคลเซียมและช่วยบดย่อยอาหาร และให้หญ้าสดหรือใบกระดินสดให้ไก่กินทุกวัน

การสุขาภิบาล

  • ดูแลความสะอาดภาชนะอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่ในโรงเรือนและบริเวณใกล้เคียงด้วยน้ำสะอาดและยาฆ่าเชื้อโรคทุกวัน
  • ลักษณะโรงเรือนต้องระบายอากาศได้ดีป้องกันลมโกรก หรือฝนสาดด้านหน้าประตูเข้าโรงเรือนต้องมีอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับจุ่มเท้าก่อนเข้าโรงเรือน
  • ไก่จะต้องได้รับอาหารและน้ำที่สะอาดในแต่ละวัน และพอดีกับความต้องการของไก่
  • ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเคลื่อนย้ายไก่อาจป่วยได้ ควรละลายไวตามินให้ไก่กินทันที เพื่อให้ไก่แข็งแรงและมีสุขภาพดี
  • ทำการถ่ายพยาธิไก่ทุก 3 เดือน อย่างสม่ำเสมอ
  • ควรมีตู้ยาประจำในฟาร์ม เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาบำรุงและ ไวตามิน
  • ก่อนนำไก่จากภายนอกเข้ามาเลี้ยง ควรกักดูอาการก่อนอย่างน้อย 15 วัน ก่อนนำเข้ารวมฝูง

โรคที่สำคัญในสัตว์ปีก

 โรคขี้ขาว

สาเหตุ เชื้อแบคทีเรียพวกซัลโมเนลลา
การติดต่อ ตู้ฟักไข่ ตู้ฟัก เครื่องมือเครื่องใช้
อาการ  ไก่เล็ก รุนแรงเมื่อลูกไก่อายุได้ 3-4 วัน ท้องเสีย มีอุจจาระขาวติดกัน หงอย ซึม ขนยุ่ง หายใจหอบ จะตายเมื่ออายุ 7-12 วัน ตัวที่รอดจะแคระแกรน ไก่ใหญ่ มีอาการอักเสบของรังไข่ และท่อนำไข่
การป้องกัน ใช้ยาฟูราโชลิโน หรือยาประเภทซัลฟาบางชนิด

 โรคอหิวาต์

สาเหตุ เชื้อแบคทีเรีย คือ ปาสเจอเรลล่า
การติดต่อ การสัมผัส ทางน้ำ ทางอาหาร
อาการ มีชนิดรุนแรงและชนิดเรื้อรัง เป็ด ไก่จะตายอย่างรวดเร็ว เบื่ออาหาร ท้องเสียมีอุจจาระสีเขียว ปนเหลืองติดกั้น หงอย ซึม ขนยุ่ง หายใจหอบ หงอนและ เหนียงมีสีคล้ำ จะตายใน 2-3 วัน
การป้องกัน ยาซัลฟาควิน๊อกซาลิน หรือยาปฏิชีวนะ และการสุขาภิบาลสัตว์

โรคหวัดติดต่อ

สาเหตุ เชื้อแบคทีเรีย การติดต่อ การสัมผัส อากาศ
อาการ ไก่มีน้ำมูกน้ำตา หน้าบวม มีแผ่นฝ้าสีเหลืองคล้ายเนยเกิดขึ้นในปาก และจมูก เป็นมากตาจะแดง ใต้ตาบวม ยืนหลับตา ขนพอง อาจเกิดปอดบวม ทำให้ตายได้
การป้องกัน ใช้ยาปฏิชีวนะสเตรปโตมชิน หรือยาซัลฟา เช่น ซัลฟาโมโนเมท ท๊อกซิน และการสุขาภิบาลสัตว์

โรคนิวคลาสเซิล

สาเหตุ เชื้อไวรัส การติดต่อ การสัมผัส ทางน้ำ ทางอาหาร เครื่องมือเครื่องใช้
อาการ มีความรุนแรงของเชื้อแตกต่างกันดังนี้ ชนิดรุนแรงมาก ชนิดรุนแรง ปานกลาง ชนิดรุนแรงน้อย ชนิดรุนแรงมากจะทำให้ไก่ตายเร็ว การรับเชื้อเป็นเวลา 3-6 วัน จะทำให้เกิดอาการทางระบบหายใจ ระบบประสาทร่วมกัน อาการทางระบบ หายใจไก่จะหายใจลำบาก อ้าปากหายใจ อาการทางระบบประสาทไก่คอบิดเดินหมุน เป็นวง หรือเดินถ้อยหลัง พร้อมกับมีอาการท้องร่วง อุจจาระเป็นสีเขียวไก่จะตายภายใน 2-3 วัน
การป้องกัน ไม่มียารักษาแต่มีการทำวัคนป้องกันโรค เน้นการสุขาภิบาล

โรคหลอดลมอักเสบ

สาเหตุ เชื้อไวรัส การติดต่อ ทางอากาศ
อาการ มีอาการคล้ายหวัดในลูกไก่อายุต่ำกว่า ๓ สัปดาห์ลูกไก่จะแสดงอาการ หลังรับเชื้อภายใน ๑๕ – ๑๖ ชั่งโมง อาการหายใจลำบาก มีเสียงครืดคราด ลูกไก่ จะตายเพราะมีเมือกใสอุดในหลอดลม โรคนี้มีอัตราการตายน้อย แต่มีผลกระทบต่อ รังไข่ ไขผิดปกติแม่ไก่ไข่ทำให้ไกใข่ลด ความเครียด สำเหตุสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงการจับไก่ไก่ได้กินอาหารไม่เพียงพอ การทำ วัคซีนไก่ การเคลื่อนย้ายสัตว์

ที่มา | งานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
บ้านนานกเค้า หมู่ที่ 10 ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร 47000  โทรศัพท์: 042-747458-9 โทรสาร: 042-747460
FB: งานศึกษาและพัฒนาด้านปศสัตว์ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

(คลิป) อดุลย์ ผู้เปลี่ยนผืนนาเป็นป่าสีเขียว : มหาอำนาจบ้านนา (13 มิ.ย. 64)

อดุลย์ ผู้เปลี่ยนผืนนาเป็นป่าสีเขียว : มหาอำนาจบ้านนา (13 มิ.ย. 64)


“อดุลย์” อดีตผู้ที่รักในสายงานวิศวกรเป็นอย่างมาก แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างจึงทำให้ต้องลาออกจากงาน แล้วกลับมาทำเกษตรช่วยที่บ้าน ตอนแรกที่กลับมามีแต่คำดูถูกจากคนรอบข้าง แต่อดุลย์เก็บเอาคำเหล่านั้นมาเป็นแรงผลักดัน จนทุกวันนี้ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก และยังเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ให้ทั้งคนไทยและต่างชาติเข้ามาเรียนรู้อีกด้วย

ติดตามชมรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน 2564 เวลา 16.05 – 16.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือรับชมย้อนหลังทาง http://www.thaipbs.or.th/LordsOfFarm




เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทยนับตั้งแต่ พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา และถูกพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาที่ตั้งบนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท มุ่งเน้นความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนใช้ความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ที่สำคัญจะต้องมี “สติ ปัญญา และความเพียร” ซึ่งจะนำมาสู่ “ความสุข” ในการดำรงชีวิตอย่างแท้จริง

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ดังนี้

3 ห่วง คือ

  • ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีไม่มากหรือน้อยจนเกินไป
  • ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจหรือการกระทำบนพื้นฐานของเหตุผล
  • การมีภูมิคุ้มกัน หมายถึง ความสามารถในการต้านทานและจัดการกับปัญหาและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ

2 เงื่อนไข คือ

  • เงื่อนไขความรู้ หมายถึง การนำความรู้มาประยุกต์ใช้เพื่อการตัดสินใจและดำเนินการต่างๆ
  • เงื่อนไขคุณธรรม หมายถึง การมีคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกที่ดีในการดำรงชีวิต

เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน สามารถใช้ได้ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางการพัฒนาที่คำนึงถึงหลักธรรมของเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกัน และเงื่อนไขความรู้และคุณธรรม เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางการพัฒนาที่สามารถสร้างความสุขให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง

แหล่งที่มา


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เลี้ยงหมูป่า อึดถึกทน เลี้ยงง่ายโตไว กำไรงาม

เลี้ยงหมูป่า อึดถึกทน เลี้ยงง่ายโตไว กำไรงาม | มหาอำนาจบ้านนา

เลี้ยงหมูป่า




“พี่เจี๊ยบ” อดีตพ่อค้าขายเสื้อผ้าที่หันหน้ากลับบ้านเกิดจังหวัดร้อยเอ็ด หลังสู้วิกฤตโควิดไม่ไหว จากเด็กหนุ่มที่เคยคิดอยากหนีอาชีพเกษตร เขาได้มาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับอาชีพนี้ในการทำปศุสัตว์ โดยพี่เจี๊ยบได้เลี้ยงสัตว์หลากหลายชนิด จนค้นพบว่าการเลี้ยงหมูป่าเหมาะกับเขาที่สุด การดูแลที่ง่าย ต้นทุนไม่สูง และสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี นอกจากนี้พี่เจี๊ยบยังปลูกพืชเพื่อสร้างแหล่งอาหารสำหรับหมูป่าของเขาเองอีกด้วย ติดตามชมรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน 2566 เวลา 16.05 – 16.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือรับชมย้อนหลังได้ทาง http://www.thaipbs.or.th/LordsOfFarm


หมูป่า เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายสามารถใช้อาหารในท้องถิ่นที่มีคุณภาพต่ำและเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นอาหารได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันความต้องการในการบริโภคเนื้อทมูมีค่อนข้างมากแต่มีผู้เลี้ยงน้อย ทำให้ผลผลิตเนื้อหมูป่ามีไม่เพียงพอ ดังนั้น ราคาเนื้อหมูป่าจึงสูงกว่าราคาเนื้อหมูปกติทั่วไป เกษตรกรจึงหันมาสนใจเลี้ยงมากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถเลี้ยงหมูในป่าในเชิงอนุรักษ์ เพื่อทดแทนหมูป่าตามธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันมี จำนวนน้อยลง

เลี้ยงหมูป่า

ลักษณะโดยทั่วไปของหมูป่า คือ มีขนหยาบแข็งสีน้ำตาลเข็มหรือดำ รูปร่างไม่อ้วนเทอะทะเหมือนหมูบ้าน กล่าวคือ มีรูปร่างผอมและสูงมาก ในตัวที่โตๆ อาจสูงถึงเอวคนหรือสูงกว่านี้ก็มี หัวยาวและแหลมกว่าสุกรบ้าน ขาเล็กและเรียวยาว กีบเท้าเล็กแต่แข็งแรงมาก หูเล็ก ตาโตสีดำ คอยาวและสั้น ตาลีบบาง ท้ายหักมากมีขนแปรงสีดำเข็มและสีดอกเลายาวประมาณ 6 นิ้ว ขึ้นตั้งแต่ท้ายทอยตลอดไปตามแนวสันหลังจนถึงสะโพกขนส่วนนี้จะตั้งขึ้นได้ โดยเฉพาะในเวลาที่หมูตกใจกลัว หรือเตรียมพร้อมที่จะสู้ ส่วนหางไม่มีขน มีความยาวจนถึงข้อขาหลัง หนังหมูป่จะหนามากโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังที่บริเวณหล่ อาจจะหนาประมาณ 5 ซม. หรือมากกว่าก็มี จมูกอ่อนแต่แข็งแรงมาก เนื่องจากหมูบำจะใช้ปลายจมูกขุดคุ้ยดิน หรือจอมปลวกเพื่อหาอาหาร หมูป่าจะมีเซี้ยว 4 เชี้ยว ยาวและแหลมมาก ในตัวผู้ เขี้ยวนี้จะใช้เป็นอาวุธประจำตัวที่สำคัญมากในการป้องกันตัวเขี้ยวทั้ง 4 จะโค้งงอขึ้นด้านบน ความยาวของเขี้ยววัดจากโคนถึงปลายยาวประมาณ 4 – 5 นิ้ว และตัวเมียจะมีเต้านมแถวละ 5 เต้า

พันธุ์หมูป่า

ลักษณะรูปร่างของสุกรป่าทั่วไปจะมีขนหยาบแข็ง มีสีน้ำตาลเข้มหรือ สีดำเข้ม หรือสีดอกเลา หนังหนา หน้ายาว จมูกยาวและแหลมกว่าสุกรพันธุ์พื้นเมือง ขาเล็กและเรียว ดูปราดเปรียวทั่วไปจะพบอยู่ 2 พันธุ์ คือ พันธุ์หน้ายาว และพันธุ์หน้าสั้น

โรงเรือนและอุปกรณ์

เนื่องจากหมูป่ายังมีพฤติกรรมเป็นสัตว์ป่า มีอาการตื่นเมื่อคนอยู่ใกล้ และอาจจะแสดงอาการดุร้าย ดังนั้น โรงเรือนจะต้องสร้างให้แข็งแรงทนทาน โดยใช้วัสดุก่อสร้างที่หาในบริเวณพื้นที่อาจไม่จำเป็นต้องเทพื้นซีเมนต์ แต่ต้องมีรั้วรอบที่มิดชิด ป้องกันหมูป่าขุดดินมุดหนีออกมานอกรั้วได้ ควรจะมีการแยกคอกพ่อ-แม่พันธุ์ คอกคลอดเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดกับลูกหมูป่า

อาหารและการให้อาหารเลี้ยงหมูป่า

     อาหารนับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในหลายๆ อย่างทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าหมูปจะเจริญเติบโตให้ผลผลิตเต็มความสามารถ ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพอาหารที่กินเข้าไป

     อาหารหลัก คือ ผักและเศษอาหารที่มีอยู่ทั่วไป เช่น ผักบุ้ง ผักตบ หญ้าขน หรืออื่น ๆ ที่พอจะหาได้ แต่ในอาหารที่ให้กินนี้ควรผสมธาตุอาหารอื่นบ้าง เช่น งำ หรือหัวอาหารนิดหน่อยทั้งจะต้องให้ในปริมาณเหมาะสมไม่ใช่กินกันตลอดเวลา หมูป่าจะได้มีเนื้อหนา ไม่มีมัน ถ้าให้หัวอาหารหรืออาหารถุงก็ได้ หมูบำจะโตไว ตัวใหญ่แต่ปัญหาจะตามมา คือทำให้มีไขมันมาก หนังไม่กรอบ และไม่หนา ถ้าหมูป่ามีปัญหาแบบนี้ การจำหน่ายจะมีปัญหาทันที




บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว สวย ๆ

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น





สวัสดีครับทุกท่าน กลับมาพบกับเราเว็บไซต์ www.esanbanna.com เว็บที่รวบรวมบทความข่าวสารด้านการเกษตร และ ไอเดียสำหรับสร้างบ้านเพื่อคุณ ซึ่งวันนี้เรามี แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว สวย ๆ ทันสมัย พื้นที่ใช้สอย 79 ตารางเมตร หลังนี้ตัวบ้านปลูกสร้างที่ บ้านหลุบเลา อ.ภูพาน จ.สกลนคร เป็นผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก ช่างรส บ้านสวย ท่านที่กำลังหาไอเดียในการออกแบบบ้าน เชิญชมภาพรายละเอียดด้านในบ้านดูครับ

ผลงานและรูปภาพและผลงาน : ช่างรส บ้านสวย
เรียบเรียง : esanbanna.com

ช่างรส บ้านสวย

บ้านหลังนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่กว้าง ตัวบ้านยกพื้นสูงพอประมาณ หลังคาออกแบบให้เป็นทรงเพิงแหงนลาดเอียงไปด้านหลังมุงเมทัลชีทสีเทา ฝ้าชายคาเป็นแบบมีรูระบายอากาศและฝังไฟดาวน์ไลท์ให้สว่าง ผนังด้านใต้กรุทับด้วยไม้ฝา ตัวบ้านทาทับด้วยสีขาวล้วน และแต่งขอบด้านหน้าด้วยสีเทาอีกที

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น




บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

ส่วนของห้องโถงกลางรับแขกปูพื้นด้วยกระเบื้องลายหินอ่อน ผนังสีควันบุรี่และฝ้าเพดานแบบหลุ่มเล่นระดับสวยงาม

ส่วนของห้องครัวเป็นแบบเคาน์เตอร์ซิงค์ปูนติดด้วยงานกระเบื้องรูปทรงตัวแอล ผนังห้องครัวติดด้วยกระเบื้องบางส่วน พื้นปูด้วยกระเบื้องลายหินอ่อนเช่นกันและมีประตูออกหลังบ้านซักล้างได้

ห้องน้ำ ตามจุดต่างๆติดตั้งสุขภัณฑ์ที่หลากหลาย พร้อมใช้งาน พื้นห้องปูกันลื่นด้วยกระเบื้องโทนสีขาว ผนังใช้กระเบื้องโทนสีขาว พร้อมติดตั้งช่องลมระบายอากาศขนาดใหญ่

สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่ชอบผลงานจากทาง ช่างรส บ้านสวย  สนใจหรือปรึกษาการออกแบบจัดเตรียมเอกสาร ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับงานก่อสร้าง สามารถติดต่อเจ้าของผลงานได้โดยตรงตามช่องทางการติดต่อด้านล่างนี้

ช่องทางการติดต่อหรือinbox
Facebook : ช่างรส บ้านสวย


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

สูตรสมุนไพรป้องกันกำจัดแมลงและเพลี้ยไฟ

สูตรสมุนไพรป้องกันกำจัดแมลงและเพลี้ยไฟ

สูตรสมุนไพรป้องกันกำจัดแมลงและเพลี้ยไฟ

ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันและสถานการณ์ของสภาพแวดล้อมในปัจจุบันกำลังเข้าขั้นวิกฤต อันเนื่องมากจากการกระทำของมนุษย์ โดยเฉพาะการใช้สารเคมีเพื่อเพิ่มผลผลิตและการจัดศัตรูพืช ซึ่งมีผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติ ก่อให้เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ดิน น้ำและระบบนิเวศน์ต้องถูกทำลายลงไปทุกๆ เวลา เกษตรกรส่วนใหญ่ยังนิยมใช้วิธีการผลิตโดยใช้สารเคมี เพื่อเพิ่มผลผลิตและการจัดศัตรูพืชโดยไม่ได้คำนึงถึงความยั่งยืน และมั่นคงของทรัพยากรธรรมชาติที่นับวันจะเสื่อมโทรมลงไปโดยไม่มีการบำรุงรักษาและฟื้นฟู จนได้มีการคิดค้นวิธีการที่จะฟื้นฟู สภาวะสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติให้กลับมามีสภาพสมบูรณ์ดังเดิม ควบคู่ไปกับการผลิตโดยไม่ใช้สารเคมี



สูตรสมุนไพรป้องกันกำจัดแมลงและเพลี้ยไฟ

ส่วนผสม
สาบเสือ ขิงแก่ ข่าแก่ ตะไคร้ หนอนตายหยาก พริกไทย บอระเพ็ด กระเพรา กระชาย หางไหลขาว หางไหลแดง ดีปลี พริก ใบสะเดาแก่ เทียนทอง(ใบ,ผล) ลำโพง(ต้นใบ)

วิธีทำ

  • นำสมุนไพรทั้งหมดมาอย่างละเท่ากัน โขลกให้ละเอียดพอประมาณ แล้วเติมน้ำลงไปใส่พอท่วม
  • เติมเหล้าขาว 1 ขวด น้ำส้มสายชู 2 ขวดกระทิงแดง
  • นำมะนาวผ่าซีกและมะกรูดผ่าซีก (20ผล) ลงไปหมักด้วย
  • จากนั้นนำการหมักไว้ประมาณ 2 คืน

วิธีใช้
นำสมุนไพรที่ได้จากการหมักแล้วให้นำมาใช้ได้ในอัตรา 20-30 ซีซี /น้ำ 20 ลิตร

ขอบคุณข้อมูลความรู้ดีๆจาก กลุ่มวิจัยและพัฒนาการปฏิรูปที่ดิน สำนักวิชาการและแผนงาน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ไอเดีย ชั้นวางของติดผนัง ประหยัดพื้นที่ทันสมัยโมเดิร์นแบบสุด ๆ

ไอเดีย ชั้นวางของติดผนัง ประหยัดพื้นที่ทันสมัยโมเดิร์นแบบสุด ๆ

ชั้นวางของติดผนัง

ชั้นวางของติดผนัง


สวัสดีครับ สำหรับคนที่ชอบสะสมข้าวของต่างๆ มากมานไม่ว่าจะเป็น ของตกแต่งชิ้นเล็กๆ ต้นไม้ หนังสือหรืออื่นๆ อีกมากมาย อาจจะพบกับปัญหาที่เก็บข้าวของเหล่านี้ไม่เพียงพอทำให้ห้องดูแคบลง ซึ่งการมองหามุมเหมาะๆ แล้วสร้างชั้นวางของติดผนัง ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ และที่สำคัญเป็นที่โชว์ผลงานได้ด้วย 




และเพื่อให้มีพื้นที่จัดเก็บข้าวของแล้ว ในบ้าน จึงได้รวบรวมไอเดีย ชั้นวางของติดผนัง สุดแนว มาให้เพื่อนๆ ได้ลองชมกัน โดยนอกจากจะสามารถใช้เก็บของได้ดีแล้ว ด้วยดีไซน์ของชั้นวางแต่ละแบบ ยังช่วยสร้างความสวยงามให้แก่บ้านได้อีกด้วย เราไปชมกันได้เลยครับ

ชั้นวางของติดผนัง

ชั้นวางของติดผนัง

ชั้นวางของติดผนัง

ชั้นวางของติดผนัง

ชั้นวางของติดผนัง




ชั้นวางของติดผนัง

ไอเดียชั้นวางของติดผนัง

ไอเดียชั้นวางของติดผนัง

ไอเดียชั้นวางของ

ไอเดียชั้นวางของติดผนัง




ไอเดียชั้นวางของ

ชั้นวางของ

wall living room ideas

wall living room ideas





บทความอื่นที่น่าสนใจ

วัดสว่างหัวนาคำ อุโบสถไม้สิมอีสานพันชาติ จังหวัดกาฬสินธุ์

วัดสว่างหัวนาคำ อุโบสถไม้สิมอีสานพันชาติที่ผสมผสานศิลปะล้านนาและล้านช้างได้อย่างลงตัว

วัดสว่างหัวนาคำ

วัดสว่างหัวนาคำ


วัดสว่างหัวนาคำ เดิมทีชาวบ้านเรียกกันว่า วัดบ้าน หรือ วัดใหญ่ ก่อสร้างขึ้นเมื่อวันที่ 9 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2272 วัดสว่างหัวนาคำ มีทั้งความเจริญและความเสื่อมโทรมตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง โดยมีเจ้าอาวาสวัดเคยปกครองมาแล้วจำนวน 19 รูป และเมื่อปี พ.ศ. 2530-2532 วัดได้ขาดผู้ปกครองบริหารทำให้วัดเสื่อมโทรม ชาวบ้านจึงได้มีการปรึกษาหารือกันและได้ไปกราบอาราธนานิมนต์ พระครูศรีปริยัติโชติธรรม มาเป็นเจ้าอาวาสวัด ท่านได้ปกครองวัดตั้งแต่ตอนนั้นจวบจนถึงปัจจุบัน และได้มีการพัฒนาวัดขึ้นอยู่เรื่อยๆ โดยมีการสร้างอุโบสถไม้สิมอีสานพันชาติ ซึ่งเป็นอุโบสถที่ผสมผสานศิลปะล้านช้างและล้านนาเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

วัดสว่างหัวนาคำ




วัดสว่างหัวนาคำ

วัดสว่างหัวนาคำ

วัดสว่างหัวนาคำ

ขอคุณที่มารูปภาพ | Facebook  พระครูศรีฯวัดสว่างหัวนาคำ

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • วัดสว่างหัวนาคำ ต.หัวนาคำ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์
  • วัดเปิดเวลา 06.30 น. ปิดเวลา 18.30 น. ทุกวัน



บทความที่เกี่ยวข้อง

เที่ยว!! กาฬสินธุ์ วัดพุทธาวาส ภูสิงห์ สักการะ พระพรหมภูมิปาโล

เที่ยว!! กาฬสินธุ์ วัดพุทธาวาส ภูสิงห์ สักการะ พระพรหมภูมิปาโล

วัดพุทธาวาส ภูสิงห์


ปักหมุด เที่ยวอีสาน วันนี้เรายังอยู่ที่ กาฬสินธุ์ กันครับ ซึ่งจะพาไหว้สักการะ พระพรหมภูมิปาโล กันที่ วัดพุทธาวาส วัดสวย กาฬสินธุ์ พร้อมกับชมบรรยากาศดีๆ วิวสวยๆ กันด้วยครับ




วัดพุทธาวาส” มีสถานะเป็น “ที่พักสงฆ์” ห่างจากตัวจังหวักกาฬสินธุ์ 34 กิโลเมตร แต่เนื่องจากเป็นที่พักสงฆ์มาเป็นเวลานับ 100 ปีชาวบ้านจึงเรียกชื่อสถานที่แห่งนี้ตามความคุ้นเคยว่า “วัดภูสิงห์” วัดพุทธาวาสภูสิงห์ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย นามว่า “พระพรหมภูมิปาโล” เป็นพุทธรูปองค์ใ์หญ่ขนาดหน้าตักกว้าง 10.50 เมตรความสูงรวม 17.80 เมตร สร้างเมื่อปีพุทธศักราช 2511 เป็นพระพุทธรูปมิ่งเมืององค์หนึ่งของชาวพุทธจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยการดำริสร้างของนายบุรี พรหมลกัขโณ อดีตผู้ว่า ราชการจงัหวดักาฬสินธุ์ได้รับความเมตตาให้คำปรึกษาจากพระสุขุมวาทเวที (สุข สุขโณ) อดีตเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ และ ความเสียสละ ความสามัคคีของพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดกาฬสินธุ์

วัดพุทธาวาส ภูสิงห์

วัดพุทธาวาส ตั้งอยู่บ่นไหล่ภูสิงห์ มีความสูงจากระดับพื้นดิน 146 เมตร และ สูงจากระดับน้ำทะเล 346 เมตร สามารถมองเห็นภูมิทัศน์ในระยะไกลได้รอบด้าน, ด้านทิศตะวันออก สามารถมองเห็นภูค่าว ภูเป้ง ภูปอ ภูคุ้มข้าว และเป็นจุดชมตะวันรับอรุณที่สวยงาม, ด้านทิศใต้ สามารถมองเห็นชุมชนเทศบาลตำบลโนนบุรี และหมู่บ้านต่างๆเรียงรายเหมือนภาพงานศิลปะ, ด้านทิศตะวันตก สามารถมองเห็นเขื่อนลำปาว ภูคันโท สะพานเทพสุดา และเป็นจุดชมตะวันตกดินที่งดงามยิ่ง, ด้านทิศเหนื่อ สามารถมองเห็นเทือกเขาภูพานที่อยู่ไกลสุดขอบฟ้า การเดินทางขึ้นบนยอดเขาสามารถขึ้นได้ 2 ทาง คือ ทางบันไดสวรรค์จำนวน 655 ขั้น และทางถนนลาดยาง ระยะทาง 2 กิโลเมตร

วัดพุทธาวาส ภูสิงห์

วัดพุทธาวาส ภูสิงห์

วัดพุทธาวาส ภูสิงห์

ข้อมูล วัดพุทธาวาส

ที่อยู่ : ตำบลภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
เปิดให้เข้าชม : 06.00-18.00 น.
โทร : 08-2858-7333
เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/วัดพุทธาวาส-ภูสิงห์
อ้างอิงแหล่งที่มาข้อมูลและรูปภาพประกอบ : เพจ วัดพุทธาวาส, facebook สายันต์- ก้อย เพชรรัตน์




บทความที่เกี่ยวข้อง

เที่ยว!! สะพานเทพสุสดา จังหวัดกาฬสินธุ์ ขับรถชมวิวยามเย็น

เที่ยว!! สะพานเทพสุสดา จังหวัดกาฬสินธุ์ ขับรถชมวิวยามเย็น

สะพานเทพสุสดา




สะพานเทพสุดา (สะพานสิรินธร) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อสะพานแห่งนี้ให้เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2553 เป็นสะพานที่ก่อสร้างข้ามเขื่อนลำปาว ขนาด 2 ช่องจราจร ความยาว 2,040 เมตร เริ่มก่อสร้างเมื่อ ปี 2549 งบประมาณ 498 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปีครึ่ง เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก เชื่อมระหว่างแหลมโนนวิเศษ ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ กับ ตำบลหนองบัว อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์

สะพานสิรินธร

ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการหลัก ๆ คือ สามารถลดระยะทางในการคมนาคมขนส่งผลผลิตทางการเกษตรทางฝั่งตะวันตก อำเภอหนองกุงศรี อำเภอท่าคันโท ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ฝั่งตะวันออก อำเภอสหัสขันธ์ อำเภอเมือง อำเภอสมเด็จ อำเภอกุฉินารายณ์ ได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

การสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการท่องเที่ยวให้บริเวณอ่างเก็บน้ำลำปาวเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และจัดกิจกรรมเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ พิพิธภัณฑ์สิรินธร อุทยานไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว และยังเป็นทางเลือกเพื่อเดินทางเข้าสู่ถนนสาย East West Corridor ได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนั้น ยังเป็นการส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ สังคม พร้อมทั้ง พัฒนาเมืองอันเป็นผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงดีขึ้น และที่สำคัญสะพานแห่งนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดกาฬสินธุ์ด้วย

สะพานเทพสุสดา

สะพานเทพสุสดา

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • ที่ตั้งเลขที่ 200 หมู่ที่ 11 ตำบล โนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
  • วัน/เวลา/ช่วงเวลา เปิด-ปิด ของสถานที่ เปิดบริการทุกวัน
  • ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการท่องเที่ยว (เดือนเมษายนในห้วงเทศกาล สงกรานต์)
  • ค่าธรรมเนียมเข้าสถานที่/ค่าบริการต่างๆ (ไม่มี)

ขอบคุณภาพอันงดงาม โดย อ.สายัณห์ Sayan Kongsommat




บทความที่เกี่ยวข้อง