(คลิป) หอยเชอรี่สีทอง ของอร่อยอำเภอสีชมพู | มหาอำนาจบ้านนา

(คลิป) หอยเชอรี่สีทอง ของอร่อยอำเภอสีชมพู | มหาอำนาจบ้านนา

 หอยเชอรี่สีทอง


“พี่แอ๋ว” สาวขอนแก่นแห่งอำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น เธอได้ใช้เวลาหลังเลิกงานเเละช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์มาทำฟาร์มเลี้ยงหอยเชอรี่สีทองควบคู่ไปกับการเป็นครูปฐมวัย จุดเริ่มต้นในการเลี้ยงหอยเชอรี่สีทองนั้น จริง ๆ แล้วเกิดจากความอยากกินเป็นการส่วนตัว แต่เลี้ยงไปเลี้ยงมากลับกลายเป็นว่าหอยเชอรี่สีทอง 2 คู่ที่เธอซื้อมาในวันนั้น ปัจจุบันได้ขยายผลผลิตมากมาย จนกลายเป็นรายได้เสริมชั้นดี เพราะจุดเด่นของหอยเชอรี่สีทองนั้นนอกจากเปลือกและเนื้อจะมีสีทองสวยงามแล้ว ในด้านของรสชาติก็เรียกได้ว่ามีความโดดเด่นไม่แพ้กัน เนื้อสัมผัสที่กรอบ นุ่ม และไม่เหนียว ชวนให้เคี้ยวเพลินในทุก ๆ คำ อีกทั้งยังเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีในอนาคตอันใกล้นี้ หอยเชอรี่สีทองน่าจะเป็นอีกหนึ่งคำตอบของว่าที่สัตว์เศรษฐกิจที่น่าจับตามองก็เป็นได้

ติดตามชมรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน 2566 เวลา 16.05 – 16.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือรับชมย้อนหลังได้ทาง http://www.thaipbs.or.th




ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ เลี้ยงหอยเชอรี่สีทอง

หอยเชอรี่สีทอง เป็นสัตว์น้ำที่เลี้ยงง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี นิยมเลี้ยงเพื่อบริโภคเป็นอาหาร เพราะมีรสชาติอร่อย เนื้อแน่น หวานมัน และเลี้ยงเพื่อจำหน่ายอีกด้วย หอยเชอรี่นั้น เป็นหอยที่เลี้ยงง่ายและโตไว ลงทุนน้อยแต่สามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี หอยเชอรี่เลี้ยงไม่ยุ่งยาก ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดิน บ่อปูนวงบ่อซีเมนต์ บ่อพลาสติกสำเร็จรูป หรือแม้แต่ในดั่งกาละมังใบใหญ่ๆ ก็มีคนเลี้ยงสร้างรายได้หลักหมื่นมาแล้ว

การสืบพันธุ์และการเจริญเติบโต

หอยเชอรี่มีเพศแยกได้จากความนูนมากน้อยของแผ่น perculum ถ้าหากนูนมากเป็นหอยเพศผู้หอยขนาดโตเต็มวัยพร้อมที่จะขยายพันธุ์ มีอายุประมาณ 3 เดือน มักจะจับคู่ผสมพันธุ์กันราว 12 ชั่วโมง หลังจากนั้น 1-2 วัน ตัวเมียจะวางไข่ส่วนมากเป็นเวลากลางคืนโดยคลานขึ้นไปวางตามที่แห้งเหนือน้ำ เช่น ตามกิ่งไม้ที่ปักในบ่อ ต้นหญ้าริมน้ำ โคนต้นไม้ริมน้ำข้างๆคันนาและตามต้นข้าวในนา ไข่มีสีชมพูสดเกาะติดอยู่กัน 2-3 นิ้ว แต่ละกลุ่มประกอบด้วยไข่ 388-2,000 ฟอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของอาหารที่กินสิ่งแวดล้อมและขนาดของแม่หอย ลูกหอยภายในซึ่งมีขนาดเท่าหัวเข็มหมุดเล็กๆหนักประมาณ 1.7 มิลิกรัม และมีลักษณะเหมือนตัวแม่ทุกอย่างจะร่วงลงน้ำเริ่มกินพืชน้ำพวกสาหร่ายต่างๆ แล้วเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

อุปนิสัยการกินอาหาร

หอยเชอรี่กินพืชน้ำได้เกือบทุกชนิดที่มีลักษณะอ่อนนิ่ม เช่น แหน แหนแดง ไข่น้ำ ผักบุ้งผักกระเฉด สาหร่ายต่างๆ ยอดอ่อนผักตบชวา ต้นข้าวกล้า รวมถึงซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยในน้ำโดยเฉพาะต้นข้าวมักจะกินระยะข้าวกล้ำาและปักดำใหม่ๆไปจนถึงระยะแตกกอ

หอยเชอรี่กินพืชที่มีลักษณะนุ่มได้เกือบทุกชนิด เช่น สาหร่าย, ผักบุ้ง, ผักกระเฉด, แหน, ต้นกล้าข้าว, ซากพืชน้ำ และซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยในน้ำ โดยเฉพาะต้นข้าวในระยะกล้าและที่ปักดำใหม่ ๆ ไปจนถึงระยะแตกกอ หอยเชอรี่จะชอบกินต้นข้าวในระยะกล้าที่มีอายุประมาณ 10 วัน มากที่สุด โดยเริ่มกัดส่วนโคนต้นที่อยู่ใต้น้ำเหนือจากพื้นดิน 1–1.5 นิ้ว จากนั้นกินส่วนใบที่ลอยน้ำจนหมด ใช้เวลากินทั้งต้นทั้งใบ นานประมาณ 1–2 นาที


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เกษตรผสมสาน ในพื้นที่ 12 ไร่ จากพื้นที่ว่างเปล่ากลายเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์

เกษตรผสมสาน ในพื้นที่ 12 ไร่ จากพื้นที่ว่างเปล่ากลายเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์

 เกษตรผสมสาน


หนุ่มปริญญาโท วัย 42 ปี ทำเกษตรผสมผสาน ในพื้นที่ 12 ไร่

  • ขอบคุณ คุณอุดมศักดิ์ ทองดี (คุณเอก) สอบถามเพิ่มเติม : 087-9109783
  • สถานที่ถ่ายทำ : บ้านเหล่าติ้ว ตำบลบ่อพันขัน อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด

***ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/Tassapong​​​​​​ เพจ : ทัส ไทยบ้าน




เกษตรผสมผสาน คือ ระบบการเกษตรที่ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์หลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน โดยอาศัยหลักการอยู่ร่วมกันระหว่างพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและโรคระบาด เพิ่มผลผลิตและรายได้ รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน

หลักการสำคัญของเกษตรผสมผสาน ได้แก่

  • การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น น้ำ ดิน แสงแดด อากาศ
  • การลดการใช้สารเคมีและพลังงาน
  • การอนุรักษ์พันธุกรรมพืชและสัตว์
  • การเสริมสร้างอาชีพเสริมและรายได้ให้เกษตรกร

รูปแบบของเกษตรผสมผสานสามารถแบ่งได้เป็นหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ สภาพภูมิอากาศ และความต้องการของเกษตรกร เช่น

  • เกษตรผสมผสานเชิงเดี่ยว คือ การปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ในลักษณะเดียวกันในพื้นที่เดียวกัน เช่น การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ควบคู่กับเลี้ยงไก่
  • เกษตรผสมผสานเชิงซ้อน คือ การปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์หลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน เช่น การปลูกผัก ไม้ผล ไม้ยืนต้น และเลี้ยงปลา
  • เกษตรผสมผสานแบบพอเพียง คือ การทำเกษตรผสมผสานที่เน้นการพึ่งพาตนเองและลดการพึ่งพาภายนอก

ประโยชน์ของเกษตรผสมผสาน ได้แก่

  • เพิ่มผลผลิตและรายได้ให้เกษตรกร
  • ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและโรคระบาด
  • รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน
  • เพิ่มความมั่นคงทางอาหาร
  • เพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพ

เกษตรผสมผสานเป็นระบบการเกษตรที่มีประโยชน์และยั่งยืน เกษตรกรสามารถประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการของตนเอง เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงให้กับครอบครัว


บทความอื่นที่น่าสนใจ

(คลิป) เลี้ยงหมู่ป่าพันธุ์ผสม สร้ายรายได้เดือนละ 30,000 บาท

(คลิป) เลี้ยงหมู่ป่าพันธุ์ผสม สร้ายรายได้เดือนละ 30,000 บาท

เลี้ยงหมู่ป่าพันธุ์ผสม


ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหมูป่า

หมูป่าเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายสามารถใช้อาหารในท้องถิ่นที่มีคุณภาพต่ำและเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นอาหารได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันความต้องการในการบริโภคเนื้อหมูมีค่อนข้างมากแต่มีผู้เลี้ยงน้อย ทำให้ผลผลิตเนื้อหมูป่ามีไม่เพียงพอ ดังนั้น ราคาเนื้อหมูป่าจึงสูงกว่าราคาเนื้อทมูปกติทั่วไป เกษตรกรจึงหันมาสนใจเลี้ยงมากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถเลี้ยงหมูในป่าในเชิงอนุรักษ์ เพื่อทดแทนหมูป่าตามธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันมี จำนวนน้อยลง

พันธุ์หมูป่า

ลักษณะรูปร่างของสุกรป่าทั่วไปจะมีขนหยาบแข็ง มีสีน้ำตาลเข้มหรือ สีดำเช้ม หรือสีดอกเลา หนังหนา หน้ายาว จมูกยาวและแหลมกว่าสุกรพันธุ์พื้นเมือง ขาเล็กและเรียว ดูปราดเปรียวทั่วไปจะพบอยู่ 2 พันธุ์ คือ พันธุ์หน้ายาว และพันธุ์หน้าสั้น

  • พันธุ์หน้ายาว ลักษณะพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ หน้ายาวกะโหลกเล็กลำตัวยาวหุ่นเพียวสูง อายุ 2 ปี ขึ้นไปมีความสูงขนาดเอวผอม (80 – 90 เซนติเมตร) ขาเล็กและยาวเป็นกลีบเท้าเล็กแต่แข็งแรงมากคล้าย ๆ เก้งจะออกในลักษณะหน้าสูงท้ายต่ำ หูเล็ก แนบชิดลำตัว มีขนสีขาวขึ้นด้านใต้แก้มทั้งสองข้าง และมีขนเป็นแผงขึ้นจากท้ายทอยไปถึงสันหลังขนจะยาวประมาณ 6 นิ้ว เวลาตกใจขนจะชูสูงขึ้นลักษณะขนโดยทั่วไปจะขึ้นเป็นกลุ่ม ๆ ละ 3 รูๆ ละ 1 เส้น ตัวผู้จะมีเขี้ยว ตัวเมียไม่มีเขี้ยว และตัวผู้จะมีผาน หรือผื่นไขมัน ซึ่งหนามาก ปืนยิงไม่เข้า ตรงไหล่ขาหน้า ทั้ง 2 ข้าง และมีตุ่มนม 5 คู่ พันธุ์หน้ายาวจะหากินในป่าตื้น
  • พันธุ์หน้าสั้น ลักษณะใกล้เคียงกับพันธุ์หน้ายาว แต่หัวกะโหลกจะใหญ่กว่า ดูแล้วเหมือนพันธุ์หน้ายาวแต่พันธุ์หน้าสั้นมีลักษณะลำตัวจะกลม เตี้ย หูเล็ก ขาสั้น และหนังจะหนากว่าพันธุ์หน้ายาวนมไม่เกิน 10 เต้า จะหากินปาลึก จะมีจ่าฝูงฝูงหนึ่งประมาณ 30 ตัว ตัวเมียใกล้คลอดจะแยกจากฝูงไปเลี้ยงลูกประมาณ 4 เดือน และจะเข้าฝูงใหม่



อาหารและการให้อาหาร

อาหารหมูป่า มีความหลากหลาย เนื่องจากหมูป่า สามารถใช้อาหารในท้องถิ่นที่มีคุณภาพต่ำและเศษวัสดุเหลือใช้ทางเกษตรได้เป็นอย่างดี เช่น ต้นกล้วย มันสำปะหลัง มันเทศ ข้าวโพด ผลปาล์มผักชนิดต่าง ๆ นอกจากนี้สามารถผสมอาหารเลี้ยงหมูป่าได้เอง โดยใช้มันเส้นสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ 60 ส่วน ร่ำ 40 ส่วน เกลือป่นเล็กน้อยคลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักในภาชนะปิดสนิท นาน 1 เดือน จากนั้นนำมาให้หมูป่ากินเป็นอาหาร โดยให้วันละมื้อ

การจัดการเลี้ยงดู

ควรเริ่มด้วยการเลี้ยงหมูป่าพ่อ-แม่พันธุ์อายุ 3เดือน การจัดการเลี้ยงดูหมูป่าควรใช้อัตราการผสมพันธุ์พ่อพันธุ์ 1 ตัวต่อแม่พันธุ์ 5-10 ตัว หมูสาวผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ 7 เดือน และจะอุ้มท้อง 114 วัน โดยจะให้ลูกประมาณ 5-6 ตัวต่อครอก ซึ่งพ่อ-แม่พันธุ์ จะสามารถเลี้ยงเพื่อผสมพันธุ์ได้นานประมาณ 5-6 ปี การเลี้ยงพ่อ-แม่พันธุ์ควรจะต้องแยกเป็นสัดส่วน เมื่อแม่หมูป่าท้องใกล้คลอดจะต้องแยกแม่ออกจากฝูงมาอยู่ที่คอกคลอด เพื่อป้องกันพ่อหมูป่ากัดทำร้ายลูก ซึ่งในระยะนี้ผู้เลี้ยงควรระวังอันตรายจากแม่หมูป่าเพราะจะมีนิสัยดุร้ายขึ้น ดังนั้น ผู้เลี้ยงควรที่จะรบกวนแม่หมูป่าให้น้อยที่สุดการเลี้ยงปัจจุบันจะมุ่งเพื่อการจำหน่ายพันธุ์ ได้แก่ลูกหมูป่าอายุ 3 เดือน แต่ถ้าเลี้ยงจนโตหมูป่าที่โตเต็มที่จะหนักประมาณ 80 กิโลกรัม ก็จะจำหน่ายให้กับผู้บริโภคได้

การสุขาภิบาล

ถึงแม้ว่าหมูป่าจะมีสุขภาพแข็งแรงกว่าสุกรชนิดอื่น ๆ แต่ผู้เลี้ยงก็ควรจะต้องให้ความสนใจหมั่นดูแลสุขภาพหมูป่าที่เลี้ยง ควรมีการถ่ายพยาธิและทำวัคชีนตามโปรแกรมที่กำหนด

ที่มา


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ผัดผักบุ้งไฟแดง กรอบอร่อยกลิ่นหอม พร้อมวิธีทำ

ผัดผักบุ้งไฟแดง กรอบอร่อยกลิ่นหอม พร้อมวิธีทำ

ผัดผักบุ้งไฟแดง

ผัดผักบุ้งไฟแดง


สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเมนูอาหารที่ทำง่าย ๆ นั้นก็คือ ผัดผักบุ้งไฟแดง ผัดผักบุ้งไฟแดงนั้นใช้ผักบุ้งจีนในการทำ เพราะมีขนาดต้นที่พอดีไม่ใหญ่จนเกินไป และที่สำคัญของผักบุ้งจีนมีความกรอบอร่อยไม่เหนียวนั่นเองแถวยังราคาไม่แพง จึงเป็นที่นิยมในการนำมาทำอาหารนั่นเอง เมนูผัดผักบุ้งไฟแดง ที่ไม่ว่าจะทานกับข้าวสวยกับน้ำพริก หรือ ข้าวต้ม ก็เข้ากันได้อย่างดี เป็นเมนูที่หาทานได้ทุกที่ เรามาดูประโยชน์ของผักบุ้งกันก่อนนะคะ

ผักบุ้ง นั้นมีส่วนช่วยในการบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี เพราะผักบุ้งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญมากมาย ผักบุ้งแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลักๆ คือผักบุ้งไทยและผักบุ้งจีน สำหรับผักบุ้งไทยจะเป็นผักบุ้งสายพันธุ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองตามแม่น้ำลำคลอง จึงมียางมากกว่าผักบุ้งจีน ส่วนผักบุ้งจีนจะเป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยส่วนมากที่นิยมปลูกขายก็คือผักบุ้งจีน เพราะจะมีลำต้นค่อนข้างขาวอวบ ใบเขียวอ่อน ดอกขาว มียางน้อยกว่าผักบุ้งไทย จึงเป็นที่นิยมในการรับประทานมากกว่าผักบุ้งไทย




เรามาลงมือทำเมนูผัดผักบุ้งไฟแดงกันเลยค่ะ

วัตถุดิบ

  • ผักบุ้งจีน 2 กำ
  • พริกขี้หนูทุบ 6-7 เม็ด
  • กระเทียมจีนแกะเปลือกทุบ 3-4 กลีบ
  • น้ำมันหอย หรือ ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย ½ ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ½ ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช สำหรับผัด 3 ช้อนโต๊ะ
  • ผงชูรส 1 ช้อนชา

วิธีการทำผัดผักบุ้งไฟแดง

  •  ขั้นตอนแรกให้ล้างผักบุ้งให้สะอาดจากดินโคลน เสร็จแล้วให้หั่นเป็นท่อนๆ เสร็จแล้วพักใส่จานไว้
  • จากนั้นให้ทุบกระเทียม กับ พริกขี้หนู ให้พอแหลก แล้วตักใส่ไว้บนผักบุ้ง ปรุงรสชาติ ด้วย น้ำมันหอยหรือซอสหอยนางรม น้ำตาลทราย น้ำปลา และ ผงชูรส ลงไปบนผักบุ้งที่เตรียมใส่จานไว้
  • จากนั้นให้ตั้งกระทะ เปิดไฟกลางๆ ใส่น้ำมันลงไป รอกระทะร้อน แล้วจึงเทผักบุ้งลงไป ขั้นตอนนี้อย่าเทผักลงไปแรงมาก เดี๋ยวไฟจะลุกท่วมกระทะเยอะเกินไป เสร็จแล้วผัดผักบุ้งให้เข้ากัน จนสีผักบุ้งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวสดขึ้น ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไม่นานในการผัด ถ้าผัดผักบุ้งนานเกินไปจะทำให้ผักบุ้งเหยี่ยวและเหนียวได้ จากนั้นให้ตักขึ้นใส่จาน ปิดไฟ พร้อมรับประทานได้แล้วค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง: sentangsedtee
เรียบเรียงโดย : นงนุช , www.sarakaset.com


บทความที่น่าสนใจ

ปลาดุกต้มน้ำปลาร้า แบบบ้าน ๆ แซ่บนัวปลาร้าถึงเครื่อง

ปลาดุกต้มน้ำปลาร้า แบบบ้าน ๆ แซ่บนัวปลาร้าถึงเครื่อง

ปลาดุกต้มน้ำปลาร้า

ปลาดุกต้มน้ำปลาร้า




วันนี้เรามีเมนูที่ทำง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก นั่นก็คือเมนู ปลาดุกต้มน้ำปลาร้า แบบบ้าน ๆ แซ่บนัวปลาร้าถึงเครื่อง เมนุปลาดุกต้มน้ำปลาร้า นั้นเป็นเมนูที่นิยมทำทานเป็นอาหารพื้นบ้านทางภาคอีสานของเรา ที่มีรสชาติ นัว แซ่บ หอมน้ำปลาร้า และสมุนไพรจำพวกข่าตะไคร้ ใบมะกูด และหัวหอมแดง ซึ่งถ้าใครได้ลองทานแล้วรับรองว่าจะติดใจอย่างแน่นอนค่ะ

เรามาลงมือทำ ปลาดุกต้มน้ำปลาร้ากันเลยค่ะ

วัตถุดิบ

  • ปลาดุก
  • น้ำสะอาด
  • น้ำปลาร้า
  • ผงชูรส
  • ข่า
  • ตะไคร้หั่น
  • ใบมะกรูด
  • หัวหอมแดง
  • พริกขี้หนู
  • ต้นหอม
  • ผักชี
  • เกลือป่น สำหรับล้างปลาดุก
    ** สำหรับคนชอบทาน รสจัด ให้เตรียม พริกป่น น้ำมะนาว ไว้สำหรับปรุงรสชาติเพิ่มเติม **

วิธีการทำ

  • เริ่มจากทำความสะอาดปลาดุกให้สะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นตามขนาดที่ต้องการ เสร็จแล้วให้นำเกลือป่นลงไปคลุกที่ปลาดุกเพื่อลดกลิ่นคาวและเมือกของปลาดุก แล้วล้างน้ำให้สะอาด พักไว้ก่อน
  • จากนั้นให้ล้าง ข่า และ ตะไคร้ ให้สะอาด เสร็จแล้วให้หั่นเฉียงๆ เตรียมไว้แล้วตามด้วยหัวหอมแดง ปอกเปลือกแล้วทุบเตรียมไว้ ล้างใบมะกรูด ให้สะอาด แล้วฉีกออกจากก้าน ล้างพริกขี้หนูแล้วเด็ดก้าน เตรียมไว้ ล้างต้นหอม และ ผักชี ให้สะอาด เสร็จแล้วหั่นซอย เตรียมไว้
  • จากนั้นให้เตรียมหม้อ ตั้งไฟกลางๆ เทน้ำสะอาดลงไปในหม้อ รอให้น้ำเดือด แล้วจึงใส่ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หัวหอมแดงและพริกขี้หนูลงไป ต้มจนมีกลิ่นหอมของสมุนไพร จึงใส่น้ำปลาร้าลงไป รอให้เดือดอีกครั้ง
  • แล้วจึงตามด้วย ปลาดุกที่หั่นเตรียมไว้ลงไป ต้มจนปลาดุกสุก จึงใส่ผงชูรสลงไป คนให้เข้ากัน ชิมรสชาติตามที่ต้องการ เสร็จแล้วโรยหน้าด้วยต้นหอมและผักชีซอย ปิดไฟ ตักใส่ถ้วย พร้อมรับประทาน

เรียบเรียงโดย : นงนุช , www.withikaset.com


บทความที่น่าสนใจ

แกงเปรอะหน่อไม้สด สไตล์อีสานอร่อยแซ่บนัวถึงใจ

แกงเปรอะหน่อไม้สด สไตล์อีสานอร่อยแซ่บนัวถึงใจ

แกงเปรอะหน่อไม้สด

แกงเปรอะหน่อไม้สด


สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาทำ แกงเปรอะหน่อไม้สด สไตล์อีสานกันค่ะ แกงเปรอะหน่อไม้สดหรือ ภาคกลางเรียกว่า แกงหน่อไม้ นั่นเอง การทำแกงเปรอะหน่อไม้ที่ทำไม่ยากเน้นผักส่วนใหญ่ เป็นแกงที่สามารถนำมาเป็นสูตรลดน้ำหนักได้ เพราะมีแต่ผักแต่อาจต้องปรับเปลี่ยนเรื่องรสชาติ นั่นคือรสเค็ม เพราะแกงเปรอะหน่อไม้สไตล์อีสาน จะเน้นไปทางรสนัวและรสเค็มนั่นเอง สำหรับเมนูนี้จะเน้นผักและเห็นนานาชนิดเป็นหลัก เช่น หน่อไม้ต้ม ฝักทอง เห็ดฟาง เห็ดต่างๆ ที่ชอบ ชะอมหรือ ผักข่า และใบแมงลัก หรือ ผักอีตู่ และที่ขาดไม่ได้คือน้ำใบย่านาง นั่นเอง



สรรพคุณของใบย่านาง

ใบย่านาง เป็นสมุนไพรฤทธิ์เย็น มีคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ และยังมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคลโรทีนในปริมาณค่อนข้างสูง เป็นยาอายุวัฒนะ มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก จึงช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรอย

วัตถุดิบ

  • หน่อไม้ต้ม 8  หัว
  • เห็ดฟาง 10 หัว
  • เห็ดต่างๆ   1 แพ็ค
  • ฟักทอง 600 กรัม
  • ผักข่า ( ชะอม ) 1 กำ
  • ใบแมงลัก ( ผักอีตู่ ) 1 กำ
  • พริกขี้หนู 15 เม็ด
  • ตะไคร้ หั่นท่อน 2 ต้น
  • หัวหอมแดง 5 หัว
  • พริกขี้หนู ลูกโดด สำหรับโรย 30 เม็ด
  • ข้าวเบือ ( ข้าวเหนียวแช่น้ำแล้วเอามาตำให้ละเอียด ) 2 ช้อนโต๊ะพูนๆ
  • น้ำใบย่านาง 1 ถุง
  • น้ำสะอาด 1 ลิตร

เครื่องปรุงรส 

  • น้ำปลาร้า 4  ทัพพี
  • น้ำปลา 2 ทัพพี
  • ผงชูรส 2 ช้อนชา

ขั้นตอนการเตรียม

  • ขั้นตอนแรกให้ล้างข้าวเหนียวให้สะอาด แล้วแช่น้ำทิ้งไว้
  • ล้างหน่อไม้ที่ต้มแล้ว หั่นเฉียงสลับไปมา หรือ หั่นตามชอบ เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างเห็ดฟางให้สะอาด ผ่าครึ่งเป็น 4 ส่วน เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างเห็ดต่างๆ ตัดรากให้เรียบร้อย ส่วนเห็ดที่เป็นต้นใหญ่ให้หันเฉียงไปมา เสร็จแล้วพักไว้
  • ต่อมา เอาไส้ฟักทองออก แล้วปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ เสร็จแล้วพักไว้ก่อน
  • ต่อมาให้ล้างชะอม หรือ ผักข่า ให้สะอาด แล้วรูดใบและเด็ดยอดออก เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างใบแมงลัก หรือ ผักอีตู่ ให้สะอาด แล้วเด็ดใบ เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างตะไคร้ แล้วทุบ หั่นเป็นท่อน เตรียมไว้
  • เสร็จแล้วมาโขลกพริกขี้หนูกับหัวหอมแดงให้ละเอียดพอประมาณ พักไว้

วิธีทำแกง

  • ตั้งหม้อ เปิดไฟกลาง แล้วเทน้ำใบย่านางลงไป แล้วตามด้วยน้ำสะอาด คนให้เข้ากัน รอให้เดือด
  • แล้วจึงใส่พริกขี้หนูกับหัวหอมแดงที่โขลงเตรียมไว้แล้วลงไปในหม้อ คนให้เข้ากัน และรอให้น้ำเดือดอีกครั้งและมีกลิ่นหอมของพริกแกง
  • แล้วจึงค่อยใส่หน่อไม้ต้มและเห็ดลงไป ต้มให้เห็ดสุกประมาณ 5 นาที
  • แล้วตามด้วยข้าวเบือละลายน้ำแล้วลงไปคนให้เข้ากัน
  • เสร็จแล้วจึงใส่ฟักทองลงไป รอให้ฟักทองสุกประมาณหนึ่ง จึงปรุงรสชาติ ด้วยน้ำปลาร้า น้ำปลา และ ผงชูรสคนให้เข้ากัน แล้วชิมรสชาติตามที่ต้องการ
  • เมื่อฟักทองเริ่มสุกดีให้ใส่ชะอม หรือ ผักข่า ลงไป ตามด้วยพริกขี้หนูลูกโดด และใบแมงลัก หรือ ผักอีตู่ คนให้เข้าอีกครั้ง ปิดไฟ ตักใส่ถ้วยพร้อมรับประทาน

เรียบเรียง : นงนุช , www.sarakaset.com


บทความที่น่าสนใจ

แกงกะทิไก่หน่อไม้สด เมนูอร่อย พร้อมวิธีทำง่ายๆ

แกงกะทิไก่หน่อไม้สด เมนูอร่อย พร้อมวิธีทำง่ายๆ

แกงกะทิไก่หน่อไม้สด

แกงกะทิไก่หน่อไม้สด


สวัสดีค่ะ  วันนี้เราจะมาทำเมนู แกงกะทิไก่หน่อไม้สด กันค่ะ เป็นกับข้าวที่ทานได้กับข้าวสวยร้อนๆ หรือกับขนมจีนก็ได้ ซึ่งรสชาติของแกงหน่อไม้ไก่นั้น จะมีความมันของกะทิ ความหวานและความเค็มตามมา ซึ่งการทำแกงกะทิไก่หน่อไม้สดนั้น เราสามารถใช้หน่อไม้สดแบบต้มสุก หรือ หน่อไม้ดองแบบเส้นก็ได้ แล้วแต่ความสะดวก แกงกะทิไก่หน่อไม้สดนั้นทำไม่ยากจนเกินไป แค่เรามีวัตถุดิบไม่กี่อย่าง หาซื้อได้ง่าย ซึ่งวัตถุดิบบางอย่าง เราก็จะมีติดครัวกันอยู่แล้ว ซึ่งก็จะสามารถทำแกงกะทิไก่หน่อไม้สดได้เลย เรามาลงมือเตรียมวัตถุดิบและเครื่องปรุงกันเลยค่ะ

วัตถุดิบ

  • หน่อไม้สดที่ต้มสุกแล้ว   3 หัว  หรือจะใช้เป็นหน่อไม้เส้นดองก็ได้
  • สะโพกไก่    3 ชิ้น  หรือจะใช้ไก่แบบไหนก็ได้ตามความชอบ
  • กะทิ      1 กล่อง / 250 ml.
  • น้ำมันพืช    3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำสะอาด    500 ml.
  • พริกแกงเผ็ด     2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกชี้ฟ้าแดง หรือ พริกขี้หนูแดง    2 เม็ด
  • ใบมะกรูด   3-4  ใบ
  • ใบโหระพา    2  กิ่ง

เครื่องปรุงรส

  • น้ำปลา   3  ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย   1  ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรส    1  ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ

  • ขั้นตอนแรก เตรียมไก่ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วสับเป็นชิ้นๆ ชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่ ได้ตามความต้องการ เสร็จแล้วจึงล้างด้วยน้ำให้สะอาดอีกครั้ง แล้วพักไว้
  • หั่นหน่อไม้ที่ต้มสุกแล้ว ให้เป็นเส้นๆ ความหนา และ ความยาวนั่น หั่นได้ตามความต้องการ ** กรณีที่เป็นหน่อไม้เส้นดอง ให้นำมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วต้มหน่อไม้ให้น้ำเดือดประมาณ 5 นาที เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรค ** เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้าง พริกชี้ฟ้าแดง หรือ พริกขี้หนูแดง ให้สะอาด แล้วหั่นเฉียงๆ เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างใบมะกรูดให้สะอาด แล้วฉีกครึ่งเอาแกนกลางออก แล้วพักไว้
  • ล้างใบโหระพา ให้สะอาด แล้วเด็ดใบ เสร็จแล้วพักไว้

วิธีการทำ 

  • นำหม้อตั้งไฟกลาง ใส่น้ำมันลงไป แล้วตามด้วยเครื่องพริกแกงเผ็ด ผัดจนมีกลิ่นหอม และมีสีของน้ำมันพริกแกงเผ็ดเป็นสีแดง ** ขั้นตอนนี้ให้ระวัง พริกแกงไหม้ อย่าใช้ไฟแรงเด็ดขาด **
  • เสร็จแล้วให้นำไก่ที่สับเตรียมไว้ ลงไปผัด ให้สุกประมาณ 70 %
  • เสร็จแล้วใส่น้ำสะอาดลงไป คนเล็กน้อย ให้ไก่คลี่ตัวออกจากกัน
  • จากนั้นรอจนน้ำเดือด แล้วค่อยใส่หน่อไม้ ลงไป รอน้ำเดือดอีกครั้ง
  • แล้วตามด้วยกะทิ 1 กล่อง ค่อยๆเทลงไปในหม้อ แล้วคนให้เข้ากันอีกที รอน้ำแกงเดือดอีกครั้ง
  • เสร็จแล้ว ปรุงรสด้วย ,น้ำปลา ,น้ำตาลทราย , ผงปรุงรส คนให้เข้ากัน ชิมรสชาติตามที่ต้องการ
  • เสร็จแล้ว จึงใส่พริกชี้ฟ้าแดง หรือ พริกขี้หนูแดง หั่นเฉียง ใบโหรพา และใบมะกรูดฉีก ลงไป คนเล็กน้อย
  • เสร็จแล้ว ปิดไฟ ตักแกงกะทิไก่หน่อไม้สดใส่ถ้วย พร้อมรับประทานได้แล้วค่ะ

ที่มา : nongnuch , sarakaset.com




บทความที่น่าสนใจ

ผัดเผ็ดปลาไหล เมนูอาหารป่า รสเด็ด เคล็ดลับปลาไม่คาว

ผัดเผ็ดปลาไหล เมนูอาหารป่า รสเด็ด เคล็ดลับปลาไม่คาว

ผัดเผ็ดปลาไหล

ผัดเผ็ดปลาไหล


ผัดเผ็ดปลาไหล เป็นอีกหนึ่งเมนูที่รสชาติเผ็ดร้อนจัดจ้าน สไตล์อีสาน ซึ่งเหมาะสำหรับที่คอเหล้าคอเบียร์ เพราะเข้ากันได้เป็นอย่างดี ด้วยรสชาติเผ็ดจากพริกแกงบวกกับรสชาติร้อนแรงจากสมุนไพร เมนูนี้จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในแถบอีสานบ้านเรานั่นเอง เอาละครับ ถ้าหากอยากจะลองทำเมนูนี้ ก่อนอื่นเราก็ต้องเตรียมวัตถุดิบกันก่อน สำหรับวัตถุดิบการทำเมนูผัดเผ็ดปลาไหล ที่จะต้องเตรียม




ส่วนผสม

1. ปลาไหลหั่นชิ้น
2. พริกสด หั่นเฉียง
3. ใบโหระพา
4. ใบกระเพรา
5. พริกไทยอ่อน
6. กระชาย หั่นฝอย 3 ช้อนโต้ะ
7. น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต้ะ
8. น้ำมันพืช สำหรับผัด 2 ช้อนโต้ะ
9. ใบมะกรูด หั่นฝอย 1 ช้อนโต้ะ
10. ตะไคร้หั่น

เครื่องแกง

1. พริกแห้ง 7 เม็ด
2. พริกแห้งเม็ดใหญ่ 5 เม็ด
3. กระเทียม 10 กลีบ
4. หอมแดง 5 หัว
5. ผิวมะกรูด ครึ่งลูก
6. รากผักชี
7. ลูกผักชี 1/2 ช้อนโต๊ะ
8. กะปิ 1/2 ช้อนโต๊ะ
9. เกลือป่น 1 ช้อนชา
**โขลกให้ละเอียดที่สุด**

วิธีทำ

1. ตั้งกระทะน้ำมัน ผัดเครื่องแกงให้หอม ใส่ปลาไหลลงผัด
2. เติมน้ำเปล่าเล็กน้อย ผัดจนปลาสุกปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาล
3. ใส่ พริก พริกไทยอ่อน กระชาย ตะไคร้หั่น ใบมะกรูด คนให้เข้ากัน
4. ปิดไฟ ใส่ใบโหระพา ใบกระเพรา คนให้เข้ากัน

ข้อแนะนำในการล้างปลาไหล คือ นำทรายมาถูตามลำตัวปลาไหล เพื่อล้างความลื่นของลำตัวปลาไหลให้หมดก่อน หลังจากนั้น ก็นำปลาไหลไปล้างด้วย น้ำส้มสายชู น้ำเกลือ หรือ มะนาว ก็ได้ เพื่อดับกลิ่นคาวของปลาไหล


บทความที่น่าสนใจ

มหัศจรรย์พันธุ์”ไม้ขุดล้อม” อีกหนึ่งอาชีพทำเงินที่น่าสนใจ

มหัศจรรย์พันธุ์”ไม้ขุดล้อม” อีกหนึ่งอาชีพทำเงินที่น่าสนใจ

ไม้ขุดล้อม

ไม้ขุดล้อม


การขุดล้อม ย้ายปลูกต้นไม้ (Transplanting)

หมายถึง การดำเนินการย้ายต้นไม้จากที่เดิมไปยังที่แห่งใหม่ โดยที่ต้นไม้นั้นยังคงมีชีวิตอยู่ หรือหมายถึงเปลี่ยนทิศทางของกิ่ง การยกระดับคอรากให้สูงขึ้นหรือต่ำลงเพื่อปรับปรุงระดับดินบริเวณที่ต้นไม้นั้นขึ้นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นชั่วคราวหรือถาวร แต่ความหมายโดยทั่วไป คือการปรับเปลี่ยนตำแหน่งที่ตั้งของต้นไม้จากสถานที่เจริญเติบโตเดิม ไปยังสถานที่แห่งใหม่ ด้วยวิธีการขุด ตัดราก หลังจากนั้นจึงห่อหุ้มราก ตัดแต่งกิ่ง ใบ ตามความจำเป็นเพื่อให้ต้นไม้นั้นเจริญงอกงามต่อไป



นอกจากนี้ ไม้ขุดล้อม หมายถึง ต้นไม้ที่ถูกปรับตำแหน่งที่ตั้งจากสถานที่เคยเจริญเติบโตเดิมไปยังสถานที่แห่งใหม่ ด้วยวิธีการขุด ตัดรากมีการห่อหุ้มระบบราก การตัดแต่งใบ กิ่ง ตามความจำเป็นเพื่อให้ต้นไม้สามารถเจริญงอกงามต่อไปได้ ไม้ขุดล้อมจัดอยู่ในกลุ่มของไม้ประดับเป็นส่วนใหญ่ โดยมีลักษณะที่เคลื่อนย้ายแบบทั้งต้น

ประโยชน์ของการขุดล้อม ย้ายปลูกต้นไม้

  • เพื่อการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชในการศึกษาวิจัยและอนุรักษ์ต้นไม้บางชนิดที่มีถิ่นกำเนิดไม่กว้างขวาง สำหรับต้นไม้ที่ขยายพันธุ์ยาก การขุดล้อมและย้ายปลูกตันไม้เป็นวิธีการนำต้นไม้ไปปลูกและขยายพันธุ์ได้มากขึ้น
  • เพื่อการใช้ประโยชน์ที่ดินในบางครั้งที่มีความจำเป็นในการใช้พื้นที่บริเวณที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ หากไม่ยุดล้อมออกไป จะต้องตัดต้นไม้ทิ้งเพื่อให้เกิดที่ว่าง ตัวอย่างเช่น การก่อสร้างตึกอาคารบ้านเรือน การขยายถนน การสร้างเขื่อน ฝาย อ่างเก็บน้ำ การขุดล้อมทำให้ใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างเต็มที่และเป็นการรักษาพันธุ์ไม้ไว้ได้เช่นกัน
  • เพื่อความงดงามและร่มเงาในการตกแต่งภูมิทัศน์สำหรับอาคารสถานที่ สวนสาธารณะ โรงงาน หรือถนน การตกแต่งบริเวณดังกล่าว นอกจากจะมีไม้ต้นเล็กหรือกล้าไม้มาปลูกแล้ว อาจนำต้นไม้ใหญ่เข้ามาตกแต่งในพื้นที่ได้อีกด้วย

การขุดล้อมต้นไม้จะต้องคำนึงถึงความรู้ในด้านพฤกษศาสตร์ ด้านวิชาการเกษตร ด้านนิเวศวิทยาด้านปฐพีวิทยา ด้านชลประทาน ด้านการขนส่ง ด้านฤดูกาลในการขุดล้อมและยกย้ายต้นไม้

อุปกรณ์สำหรับการขุดล้อมย้ายปลูกต้นไม้ ได้แก่ กรรไกรตัดแต่งกิ่ง เลื่อยตัดกิ่งไม้สด เครื่องมือขุด-ตัดราก อุปกรณ์ห่อตุ้มดิน ถังพ่นสารเคมี อุปกรณ์แต่งรักษาแผลตันไม้อุปกรณ์ในการยกย้ายต้นไม้ อุปกรณ์ค้ำยันตันไม้ อุปกรณ์รดน้ำต้นไม้ วัสดุปลูกต้นไม้ วัสดุพรางแสง อุปกรณ์ควบคุมความชื้น

วิธีการผลิตไม้ขุดล้อม

  • ก่อนที่จะปลูกต้นไม้ขุดล้อมลงดิน เกษตรกรจะเพาะต้นกล้าไม้ โดยเลือกเมล็ดไม้ยืนต้นที่มีความแข็งแรง สมบูรณ์มาเพาะ ในถุงดำที่มีวัสดุปลูกดินและขี้เถ้าแกลบ ในอัตราส่วน 1 : 1 ใช้เวลาเพาะและดูแลต้นกล้าประมาณ 3 เดือน
  • เมื่อต้นกล้าที่เพาะมีความแข็งแรง มีความสูง 20-30 เซนติเมตร จึงย้ายลงมาปลูกในแปลงที่เตรียมสำหรับปลูกให้เป็นไม้ใหญ่ว้นระยะปลูก 1x 1 เมตร เน้นปลูกในเดือนพฤษภาคมซึ่งตรงกับช่วงฤดูฝน เพื่อให้ต้นไม้ได้รับน้ำอย่างต่อเนื่องและประหยัดต้นทุน
  • หลังจากปลูกต้นไม้ลงภายในแปลงได้ประมาณ 15 วัน หากพบการเข้าทำลายของแมลงศัตรูพืชที่เข้ามากินใบอ่อนให้ฉีดพ่นยาเพื่อกำจัดแมลง หลังจากปลูกลงดินได้ประมาณ 1 เดือน สามารถใส่ปุ๋ยยูเรีย และปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 โดยจะใส่ทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง

การขุดล้อมต้นไม้

  • เกษตรกรจะขุดล้อมต้นไม้โดยการขุดตุ้มดิน ตัดรากทาสารเคมีป้องกันเชื้อราและฮอร์โมนเร่งรากบริเวณปลายรากที่ตัด ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการแตกรากใกล้โคนต้นหรือแตกรากใหม่ในขอบเขตของตุ้มดิน และห่อตุ้มดินด้วยกระสอบ ใช้เชือกฟางพันให้รอบ ประมาณ 15-30 วัน
  • การขนย้ายต้นไม้ขึ้นจากหลุม เกษตรกรจะตัดแต่งทรงพุ่มต้นไม้ออก 1 ส่วนจาก 3 ส่วน เพื่อให้ต้นไม้คงรูปและมีความสวยงาม ลดการคายน้ำ สะดวกในการขนย้ายและควรตัดแต่งกิ่งให้สัมพันธ์กับความสูงของต้นไม้ด้วย
  • การวางต้นไม้เพื่อรอจำหน่าย โดยยกย้ายต้นไม้ที่ขุดล้อมมาวาง ณ พื้นที่ที่ต้องการ ทำการค้ำยันต้นไม้ เพื่อพยุงและป้องกันไม่ให้ต้นไม้โยกคลอน ห่อหุ้มตุ้มดินโดยใช้ซาแรนเย็บเป็นผ้าถุง มีรัศมีมากกว่ารัศมีของตุ้มดิน 1/3 เท่า ใส่ขุยมะพร้าว รดน้ำที่ผสมน้ำยาเร่งรากตามฉลากให้เปียกชุ่ม

วิธีการปลูกไม้ล้อมขนาดใหญ่

  • ขุดหลุมปลูกให้กว้างไม่ต้องลึกมาก เพราะรากพืชที่หาอาหารจะอยู่ใกล้ผิวดิน รากพืชที่มีประสิทธิภาพในการหาอาหารจะอยู่ในความลึกตั้งแต่ผิวดินถึงลึกประมาณ 50 เซนติเมตร
  • สำหรับไม้ขุดล้อมจะเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นที่ปลูกใหม่ไม่ควรปลูกหญ้าไม้พุ่มเล็ก ไม้คลุมดิน ชิดรอบโคนต้นเพราะไม้คลุมดินเหล่านี้เติบโตเร็วแย่งน้ำและอาหารต้นไม้ใหญ่ในช่วงที่กำลังตั้งตัว แต่ควรใช้วัสดุ เช่น หญ้าแห้งสับเปลือกไม้สับ กิ่งไม้สับย่อยด้วยเครื่อง มาคลุมโคนต้นเพื่อรักษาความชื้น
  • การให้ปุ๋ยควรให้เมื่อต้นไม้ต้องการ หรือเมื่อต้นไม้ใช้ปุยได้ การใส่ปุยให้ต้นไม้ในระยะแรกปลูกอาจทำให้รากพืชเสียหายได้ หรือเป็นการเร่งให้วัชพืชโตเร็ว เนื่องจากรากพืชยังไม่แข็งแรง จึงควรฉีดพ่นปุ๊ยทางใบในอัตราที่เหมาะสม เมื่อสังเกตเห็นว่าต้นไม้เริ่มมีรากแข็งแรง จึงให้ปุ้ยทางดิน
  • ควรค้ำยันต้นไม้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย จากคน สัตว์ ยานพาหนะ หรือลม
  • ไม่ควรตัดกิ่ง หรือใบทิ้งก่อนหรือหลังการปลูกเพราะใบไม้เป็นแหล่งผลิตอาหาร รวมถึงสร้างพลังงานเพื่อให้ต้นเติบโต การริดใบทำให้พืชดูดน้ำขึ้นไปสร้างอาหารได้น้อย ควรปล่อยใบ และกิ่งไว้ให้สร้างอาหารและพลังงาน เมื่อต้นไม้ตั้งตัวได้และเริ่มแตกกิ่งใหม่ จึงค่อยตัดแต่งให้ได้รูปทรงที่ต้องการ

การปลูกต้นไม้ 1 ปี ต้นจะมีความสูง 1-3 เมตรพื้นที่ 1 ไร่จะปลูกตันไม้ ได้ 1,600 ต้น คิดค่าตันกล้าต้นละ 1 บาท ค่าไถต้นละ 2 บาท ค่าปุ๋ย 1 ปีแรกลงทุนเฉลี่ยต้นละ 5-10 บาท รายได้หักต้นทุนประมาณ 32,000-48,000 บาทต่อไร่ ตลาดไม้ขุดล้อมส่วนใหญ่ ได้แก่ บ้านจัดสรร หน่วยราชการต่าง ๆ เช่น อบต. นำไปใช้ปรับภูมิทัศน์ตามถนนหลวง การจำหน่ายไม้ขุดล้อมจะมีพ่อค้าคนกลางจากทั่วประเทศมารับไปขาย เช่น ตลาดคำเที่ยงที่เชียงใหม่ ตลาดในจังหวัดภูเก็ต

ต้นไม้ที่เหมาะนำมาทำเป็นไม้ขุดล้อม ได้แก่ราชพฤกษ์ มั่งมี ลีลาวดี เสลา อินทนิล มะฮอกกานี ศรีตรังเหลืองปรีดียาธร สะเดา ชงโค ประดู่กิ่งอ่อน พญาสัตบรรณน้ำเต้า ต้นไม้ป่าที่มีทรงสวยใบเขียวเช่น ช่อย หางนกยูงเป็นต้นจะได้รับความนิยมจะสลับกันไป

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเภษตรและสหกรณ์ , www.withikaset.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปลูกกระท่อม พืชสมุนไพรเศรษฐกิจใหม่ มาแรง!!

ปลูกกระท่อม พืชสมุนไพรเศรษฐกิจใหม่ มาแรง!!

ปลูกกระท่อม

ปลูกกระท่อม


ลักษณะทั่วไปของกระท่อม

พืชกระท่อม นั้นมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนชื้นแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบมากในมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงประเทศไทย โดยพบได้ทั่วไปในป่าธรรมชาติทางภาคใต้ กระท่อม (Kratom) จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ความสูงประมาณ 15 – 30 เมตร ลำต้นตรง ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่ ด้านท้องใบเป็นสันชัดเจน ดอกกระท่อมเป็นดอกสมบูรณ์เพศออกที่ปลายกิ่ง มีลักษณะเป็นดอกรวม มีช่อดอกแบบกระจุกแน่นคล้ายดอกกระถิน ผลมีลักษณะเป็นแคปซูล เมล็ดลักษณะแบนอัดแน่นภายในผลย่อย



พันธุ์กระท่อม

พันธุ์กระท่อม ที่นิยมปลูกในประเทศไทย มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามลักษณะใบ ได้แก่

  • พันธุ์ก้านแดง จะมีลักษณะก้านใบและเส้นใบเป็นสีแดง
  • พันธุ์ก้านเขียว มีก้านใบและเส้นใบเป็นสีเขียว
  • พันธุ์หางกั้ง  มีขอบใบเป็นฟันเลื่อย

พันธุ์กระท่อม

อย่างไรก็ตาม พบว่า ในกระท่อมต้นเดียวกันอาจจะมีใบหลายลักษณะได้ สาเหตุอาจเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อการแสดงออกของลักษณะใบที่นอกเหนือจากลักษณะประจำพันธุ์

วิธีการปลูกและการจัดการกระท่อม

การปลูกกระท่อมให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีและปริมาณผลผลิตสูงจำเป็นต้องมีการจัดการที่ดี ตั้งแต่ระยะการปลูกที่เหมาะสม การจัดการทรงพุ่มให้มีขนาดใหญ่ การใส่ปุ๋ยและให้น้ำที่สม่ำเสมอ ปริมาณผลผลิตโดยเฉลี่ยประมาณ 50 – 100 กิโลกรัม/ต้น/ปี ซึ่งมีวิธีการปลูกและการจัดการ ดังนี้

ระยะการปลูกที่เหมาะสม

ระยะปลูกกระท่อมสามารถยืดหยุ่นได้ โดยคำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากใบจะขึ้นอยู่กับความกว้าง ความยาว ความสูงของทรงพุ่ม จำนวนกิ่งและใบที่เกิดในทรงพุ่มเพื่อให้ได้รับแสงแดดที่เหมาะสม ระยะปลูกที่ต่างกันจะมีข้อดี ข้อเสีย ต่างกัน

  • การปลูกระยะชิด ในปีแรก ๆ จะให้ผลผลิตต่อไร่สูง แต่เกษตรกรต้องจัดการทรงพุ่มให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดการซ้อนทับกันของกิ่งและใบ ซึ่งจะทำให้ต้นและทรงพุ่มมีขนาดเล็กส่งผลต่อปริมาณใบและคุณภาพของใบ
  • การปลูกระยะห่าง เกษตรกรไม่ต้องเข้มงวดกับการจัดการทรงพุ่มมากนัก ใช้เวลานานกว่าทรงพุ่มจะเกิดการซ้อนทับกัน ระยะห่างจะได้ทรงพุ่มขนาดใหญ่ แต่จะเสียโอกาสของการใช้ประโยชน์ที่ดินในช่วงเวลาที่ต้นยังเล็ก

การจัดการทรงพุ่ม

     กระท่อมเป็นพืชอายุยาว การวางแผนการจัดการทรงพุ่มจึงเป็นเรื่องสำคัญหากไม่มีการจัดการทรงพุ่มที่ดี จะทำให้ลำต้นสูงชะลูด ทรงพุ่มมีขนาดเล็ก ให้ผลผลิตต่ำเก็บเกี่ยวยาก ซึ่งขนาดทรงพุ่มต้นกระท่อมในแต่ละช่วงอายุ มีความแตกต่างกันเฉลี่ยต้นที่อายุ 3 ปี จะมีขนาดทรงพุ่มกว้างประมาณ 3 เมตร อายุ 5 ปี กว้างประมาณ 4 เมตร อายุ 8 ปี จะก้ว้างประมาณ 5 เมตร อายุ 15 – 25 ปี มีความกว้างประมาณ 6 เมตรสำหรับตันที่อายุ 10 ปี ขึ้นไปสามารถโน้มกิ่งในแนวราบได้ ซึ่งจะมีความยาวของกิ่งประมาณ 7 เมตร ดังนั้นเพื่อให้ได้ทรงพุ่มที่มีขนาดใหญ่ ผลผลิตสูง จึงต้องมีความรู้ ในการจัดการทรงพุ่มด้วยวิธีการ ดังนี้

  • การเด็ดยอดและตัดแต่งกิ่ง เพื่อบังคับความสูงของต้น และเร่งการแตกกิ่งข้างออกมาตามซอกก้านใบที่ติดกับลำต้น การแต่งกิ่งจะทำให้ทรงพุ่มโปร่ง แสงแดดส่องลงมาถึงลำต้นและใบ ลดการสิ้นเปลืองอาหารที่จะส่งไปเลี้ยงกิ่งที่ไม่ต้องการ และยังลดการเกิดโรค
  • การโน้มกิ่งและค้ำกิ่ง เพื่อทำให้กระท่อมต้นเตี้ย โดยบังคับให้กิ่งเจริญเติบโตออกไปในแนวนอน ซึ่งจะทำให้มีการแตกกิ่งย่อยจำนวนมาก การเก็บเกี่ยวง่ายขึ้น วิธีการโน้มกิ่งโดยใช้เชือกผูกช่วงกลางของกิ่ง แล้วดึงให้โน้มกิ่งลงมาหาพื้นดินการลดระดับการโน้มกิ่งสามารถปรับระดับได้ทุก ๆ 15 วัน จนได้ระดับที่ต้องการ
  • การตัดแต่งใบ หรือการเก็บเกี่ยวใบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง แสงแดดส่องถึงในกรณีที่ไม่ได้เก็บเกี่ยวตามกำหนดก็จะเกิดการสะสมของใบจำนวนมากทำให้เกิดความชื้นเพิ่มขึ้นในทรงพุ่ม เป็นสาเหตุของการเกิดโรคทางใบ เช่น โรคราสนิม การระบาดของแมลง และยังทำให้ขนาดของใบโดยรวมเล็กลงด้วย
  • การตัดแต่งดอก ในกรณีที่ไม่ต้องการเก็บเมล็ดไว้ขยายพันธุ์ให้ทำการตัดแต่งดอกทิ้งเพื่อลดการสูญเสียอาหารและน้ำไปเลี้ยงดอก จะสังเกตได้จากกิ่งที่เกิดช่อดอกมักจะมีขนาดเล็กใบมีจำนวนน้อยและมีขนาดเล็ก และเมื่อดอกพัฒนาเป็นเมล็ด กิ่งเหล่านี้มักจะแห้งตาย และอาจจะเป็นแหล่งสะสมโรคและแมลง

การใส่ปุ๋ย

การเลือกใช้ปุ๋ยให้มีความเหมาะสมกับพืชและสภาพดิน สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี ช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน และไม่ทำลายสภาพแวดล้อม ซึ่งปุ้ยเป็นวัสดุที่มีธาตุอาหารพืชเป็นองค์ประกอบ เมื่อใส่ลงในดินแล้วจะปลดปล่อยธาตุอาหารหรือสังเคราะห์ธาตุอาหารที่จำเป็นให้แก่พืช เพื่อให้พืชเจริญเติบโตและได้ผลผลิตคุ้มค่าการลงทุน ปุ๋ยแบ่งได้ 3 ประเภท คือ ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี และปุ๋ยชีวภาพ

การให้น้ำ

น้ำมีความสำคัญในกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช เป็นตัวละลายธาตุอาหารในดินเพื่อให้รากดูดซึมไปสร้างการเจริญเติบโต คายน้ำเพื่อระบายความร้อน โดยพืชแต่ละชนิดจะมีความต้องการน้ำแตกต่างกันขึ้นอยู่กับ ชนิด พันธุ์ และอายุของพืช ซึ่งหากพืชได้รับน้ำน้อยจะชะงักการเจริญเดิบโต ให้ผลผลิตต่ำ แต่หากให้น้ำมากเกินไปก็จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย การจัดการระบบน้ำจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโต ปริมาณและคุณภาพของผลผลิต รวมถึงการกำหนดช่วงระยะเวลาการเก็บเกี่ยวผลผลิต

การเก็บเกี่ยว

อายุการเก็บเกี่ยวกระท่อม นั้นซึ่งต้นกระท่อมที่มีการจัดการแปลงดีสามารถเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 6 – 8 เดือน และมีรอบการเก็บเกี่ยวฃได้ทุก 15 – 30 วัน โดยใบกระท่อมที่มีอายุ 30 วัน

กระท่อม

การเลือกเก็บใบกระท่อมต้องไม่อ่อนเกินไป ให้นับใบจากยอดลงมา โดยเก็บใบคู่ที่ 3 และ 4 (ไม่เก็บใบอ่อนคู่ที่ 2 วิธีสังเกตความอ่อนแก่ของใบให้ดูจากความหนาของใบ ความมันวาวของใบ และสีของเส้นใบ หากใบอ่อนมักมีเส้นใบเป็นสีแดงหรือม่วง และจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือขาวเมื่อใบมีอายุมากขึ้น
(ยกเว้นในบางพันธุ์ที่มีลักษณะก้านใบสีแดง) ผลผลิตใบกระท่อม 1 กิโลกรัม มีจำนวนใบประมาณ 500 – 600 ใบ น้ำหนักใบสดเฉลี่ย 0.5 – 0.6 กรัม/ใบ

เอกสารอ้างอิง

  • กรมวิชาการเกษตร. 2565. คู่มือเกษตรกร การปลูกกระท่อม. กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.



บทความอื่นที่น่าสนใจ