เลี้ยงจิ้งหรีด เพื่อจำหน่ายอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

เลี้ยงจิ้งหรีด เพื่อจำหน่ายอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

เลี้ยงจิ้งหรีด

เลี้ยงจิ้งหรีด


             จิ้งหรีด เป็นแมลงเศรษฐกิจที่มีความสำคัญชนิดหนึ่งเป็นแมลงกินได้ มีคุณค่าและโภชนาการสูง ได้แก่ โปรตีน 12.9 กรัม ไขมัน 5.5 กรัม แคลเซียม 75.8 มิลลิกรัมและธาตุเหล็ก 9.5 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนัก 100 กรัม จิ้งหรีดมีวงจรชีวิตสั้น เลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์ได้เร็ว ได้ผลตอบแทนเร็วเมื่อจิ้งหรีดมีอายุประมาณ 35-40 วัน ก็สามารถจับมาบริโภคและจำหน่ายได้ ปีหนึ่งสามารถเลี้ยงได้ประมาณ 5 – 6 รุ่นจิ้งหรีดนิยมนำมาเป็นอาหารของมนุษย์ และใช้เป็นอาหารสัตว์ นอกจากนี้ มูลจิ้งหรีดสามารถนำไปทำปุ๋ยสำหรับบำรุงพืช



           ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น มีอุณหภูมิเหมาะแก่การเจริญเติบโตของจิ้งหรีด ปัจจุบันมีการเลี้ยงจิ้งหรีดอย่างแพร่หลายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ และได้มีการจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด (GAP) เพื่อให้ได้จิ้งหรีดที่มีคุณภาพและตรงต่อความต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและการส่งออกไปต่างประเทศ ประกอบกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ประกาศให้แมลงกินได้เป็นอาหารใหม่ (Novel food) ดังนั้น จิ้งหรีดจึงเป็นอาหารทางเลือกใหม่ และเป็นอาหารทดแทนในอนาคต การจำหน่ายจิ้งหรีด มีทั้งในรูปแบบสด แช่แข็ง และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น จิ้งหรีดทอด คั่ว อบแห้ง อบกรอบ ทำผง คุกกี้พาสต้า และโปรตีนบาร์ เป็นต้น

 

จิ้งหรีดที่นิยมเลี้ยง ได้แก่ จิ้งหรีดทองดำ จิ้งหรีดทองแดง และจิ้งหรีดบ้าน (สะดิ้ง) ประกอบด้วยระยะไข่ ตัวอ่อนและตัวเต็มวัย มีวงจรชีวิตที่แตกต่างกัน ดังนี้

1. วงจรชีวิตจิ้งหรืดทองคำ (Gryllus bimaculatus De Geer)

  • ไข่ 7 – 10 วัน
  • ตัวอ่อน 35 – 40 วัน
  • ตัวเต็มวัย 45 – 50 วัน

2. วงจรชีวิตจิ้งหรืดทองแดง (teleogryllus mitratus (Burmeister)
จิ้งหรืดทองแดง

  • ไข่ 7 – 10 วัน
  • ตัวอ่อน 38 – 50 วัน
  • ตัวเต็มวัย 45 – 50 วัน

3. วงจรชีวิตจิ้งหรืดบ้าน(Acheta domestics (Linmnaeus))
จิ้งหรืดบ้าน(Acheta domestics (Linmnaeus))

  • ไข่ 7 – 14 วัน
  • ตัวอ่อน 35 – 40 วัน
  • ตัวเต็มวัย 38 – 59 วัน

การเลี้ยงและการจัดการจิ้งหรีด องค์ประกอบของการเลี้ยงจิ้งหรีด มีดังนี้

  • สถานที่สำหรับเลี้ยงจิ้งหรีด ควรเป็นที่ตอน น้ำไม่ท่วมขัง ไม่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน
  • โรงเรือน ต้องแข็งแรง ทนทาน มีหลังคาป้องกันแดดและฝน ระบายอากาศได้ดีและสามารถป้องกันศัตรูจิ้งหรีด มีริ้วรอบ ป้องกันสัตว์เลี้ยงต่างๆ และบุคคลภายนอกเข้าไปในโรงเรือน
  • บ่อหรือกล่องเลี้ยงจิ้งหรีด ต้องมีความคงทน ทนต่อการกัดแทะของจิ้งหรีด และทำความสะอาดได้ง่าย เช่น บ่อปูน กล่องสมาร์ทบอร์ด หรือกล่องพลาสติก
  • ตาข่ายไนล่อน สำหรับปิดปากบ่อ เพื่อป้องกันจิ้งหรีดหนี และป้องกันศัตรูจิ้งหรีด
  • พันธุ์จิ้งหรีด มีคุณภาพดี แข็งแรง และไม่มีประวัติของการเกิดโรค
  • ภาชนะสำหรับการให้น้ำ เช่น ถาด ขวดพลาสติก และท่อพีวีซี เป็นต้น
  • ภาชนะสำหรับการให้อาหารจิ้งหรีด เช่น ถาด เป็นต้น
  • อาหารจิ้งหรีดสำเร็จรูป มีธาตุอาหารที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของจิ้งหรีดควรเป็นอาหารใหม่ ไม่เสื่อมคุณภาพ และไม่มีสารปนเปื้อน
  • อาหารเสริม ในการเลี้ยงจิ้งหรีด ได้แก่ ฟักทอง และกล้วยสุก เป็นต้น
  • น้ำ ต้องเป็นน้ำสะอาด ควรมีภาชนะเก็บน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการของจิ้งหรีด
  • ขันพลาสติกหรือถาด สำหรับใส่ดินร่วนปนทรายผสมขี้เถ้าแกลบ หรือขุยมะพร้าวสำหรับให้จิ้งหรีดวางไข่ ว้สดุที่ใช้ต้องกำจัดเชื้อโรคและศัตรูของจิ้งหรีด
  • แผงไข่ ใช้เป็นที่หลบซ่อนและที่อยู่อาศัยของจิ้งหรีด ต้องอยู่ในสภาพดี สะอาดไม่เปียกขึ้น

เลี้ยงจิ้งหรีด เพื่อจำหน่ายอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

บ่อหรือกล่องเลี้ยงจิ้งหรีด

  • กล่องสมาร์ทบอร์ด ขนาดกว้าง 120 ยาว 240 สูง 60เซนติเมตร ปัจจุบันนิยมใช้เลี้ยงกันมาก เนื่องจากราคาไม่สูงมากนัก 1 กล่อง สามารถเก็บผลผลิต ได้ประมาณ 20-35 กิโลกรัม
  • บ่อปูนสี่เหลี่ยม ขนาด กว้างประมาณ 160 ยาว400 สูง 60 เซนติเมตร สามารถปฏิบัติงานได้สะดวกบ่อปูนจะมีความคงทนและทำความสะอาดง่าย 1 บ่อ สามารถเก็บผลผลิตจิ้งหรีด ได้ประมาณ 50-80 กิโลกรัม
  • กล่องพลาสติก ขนาดกว้างประมาณ 35 ยาว 60สูง 40 เซนติเมตร มีข้อจำกัดด้านอุณหภูมิภายในกล่องจำเป็นต้องเลี้ยงในโรงเรือนที่ควบคุมอุณหภูมิได้ โดย 1 กล่อง สามารถเก็บผลผลิตฉิ้งหรีด ได้ประมาณ 3-5 กิโลกรัม




วิธีการเลี้ยงและการจัดการจิ้งหรีด

  • บ่อหรือกล่องเลี้ยงควรติดวัสดุลื่นๆ บริเวณภายในปากกล่องด้านบน เพื่อป้องกันจิ้งหรีดไต่ออก และปิดปากกล่องเลี้ยงด้วยตาข่ายไนล่อน เพื่อป้องกันศัตรูจิ้งหรีดและจิ้งหรีดหนี
  • เรียงแผงไข่ ให้พอเหมาะเพื่อเป็นที่หลบซ่อนและที่อยู่อาศัยของจิ้งหรีด
  • นำไข่จิ้งหรีดอายุประมาณ 7-10 วัน ที่ใกล้จะฟักออกเป็นตัวมาวางในบ่อหรือกล่องเลี้ยง การใส่ขึ้นอยู่กับปริมาณไข่จิ้งหรีดและขนาดของบ่อหรือกล่องเลี้ยง โดยประมาณ 1 กล่อง จะใส่ไข่จิ้งหรีด ประมาณ 3-5 ขัน
  • เมื่อจิ้งหรีดฟักออกเป็นตัว การให้น้ำและอาหารต้องให้อย่างสม่ำเสมอและเพียงพอต่อความต้องการของจิ้งหรีด ควรทำความสะอาดภาชนะที่ให้น้ำและอาหารอย่างสม่ำเสมอ
  • จิ้งหรีดจะเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย อายุประมาณ40-45 วัน จิ้งหรีดตัวผู้จะใช้ปีกสีกันทำให้เกิดเสียง เพื่อเรียกตัวเมียมาผสมพันธุ์ หลังจากผสมพันธุ์ 3-5 วัน ตัวเมียก็จะวางไข่
  • นำภาชนะมาใส่ดินร่วนปนทรายผสมขี้เถ้าแกลบหรือขุยมะพร้าวพรมน้ำพอขึ้น วางไว้ในกล่องเลี้ยงสำหรับให้จิ้งหรีดวางไข่ วางไว้ประมาณ 6-12 ชั่วโมง ก็จะได้ไข่ในปริมาณที่หนาแน่น เมื่อจิ้งหรีดโตเป็นตัวเต็มวัย ก่อนจะทำการจับจิ้งหรีด3 วัน ควรงดให้อาหารสำเร็จรูป แล้วให้ฟักทองหรือกล้วยสุกแทนเพื่อไมให้อาหารมีการตกค้างและมีกลิ่นติดไปกับตัวจิ้งหรีด

เลี้ยงจิ้งหรีด

ศัตรูจิ้งหรีดที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

ศัตรูของจิ้งหรีด ได้แก่ มด จิ้งจก จิ้งเหลน แมงมุม ไร ฯลฯ

โรคที่สำคัญ ได้แก่ โรคอิริโดไวรัส โรคทางเดินอาหาร เกิดจากจิ้งหรีดได้รับอาหารที่ไม่สะอาด หรือเกิดเชื้อรา

วิธีป้องกัน คือ ใช้ตาข่ายคลุมให้มิดชิด ป้องกันเชื้อไวรัสจากภายนอกเข้าสู่ฟาร์ม ให้อาหารและน้ำที่สะอาดพอเหมาะกับจำนวนจิ้งหรีด ควรซื้ออาหารจิ้งหรีดที่มีคุณภาพและเก็บในที่เหมาะสม

การเก็บผลผลิตจิ้งหรืด

1. การเก็บตัวจิ้งหรืด

  • จัดการเก็บตัวจิ้งหรีดโดยยกแผงไข่เขย่าใส่กะละมังและใช้สวิงช้อน
  • นำจิ้งหรีดไปล้างน้ำ เพื่อทำความสะอาด ประมาณ 35 ครั้ง แล้วนำไปต้มในน้ำเดือด ใช้เวลาประมาณ 10-30 นาทีแล้วนำไปแช่น้ำเย็นและผึ่งให้สะเด็ดน้ำ
  • นำมาบรรจุใส่ถุงพลาสติกแล้วนำไปแช่น้ำแข็ง ตู้แช่ หรือห้องเย็น อุณหภูมิต่ำประมาณ -15 องศาเซลเซี่ยส จะสามารถเก็บไว้รอจำหน่ายได้

2.ไข่จิ้งหรืด

  • เมื่อพ่อแม่พันธุ์จิ้งหรีดผสมพันธุ์ ก็ให้นำภาชนะใส่ดินร่วนปนทราย ขี้ถ้าแกลบหรือขุยมะพร้าว พรมน้ำพอขึ้น ๆ
  • นำไปวางในบ่อหรือกล่องเลี้ยง ให้แม่พันธุ์จิ้งหรีดวางไข่ วางไว้ประมาณ 12-24 ชั่วโมง จึงนำออกหลังจากนั้นควรทำการบ่มไข่จิ้งหรีด ให้อุณหภูมิอยู่ที่35-38 องศาเซลเซียส โดยใช้ถุงพลาสติกห่อหรือผ้าคลุม

3.มูลจิ้งหรืด

  • มีธาตุอาหารสูงพอสมควรสามารถเก็บไปใช้หรือจำหน่ายเป็นปุยสำหรับบำรุงพืช

ข้อควรปฏิบัติ

  • สุขอนามัยเป็นสิ่งสำคัญต่อการเลี้ยงจิ้งหรีด จะไม่ทำให้จิ้งหรีดอ่อนแอและเกิดโรคภายในฟาร์มได้
  • ควรทำความสะอาดบ่อ และตากบ่อ ก่อนเลี้ยงรุ่นใหม่ทุกครั้ง
  • แผงไข่ควรเคาะทำความสะอาด แล้วนำไปอบเพื่อให้แห้ง สะอาด และมีความคงทน ใช้เลี้ยงในรุ่นต่อไป
  • ควรมีการเปลี่ยนสายพันธุ์จิ้งหรีดเพื่อให้จิ้งหรีดมีความแข็งแรงและป้องกันเลือดชิดในจิ้งหรีด โดยคัดพ่อแม่พันธุ์ข้ามบ่อหรือกล่องเลี้ยง หาพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติมาขยายพันธุ์ หรือซื้อพันธุ์จิ้งหรีดที่มีความแข็งแรงและปลอดโรคจากฟาร์มอื่น

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, www.withikaset.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์โมเดิร์นสมัยใหม่ พร้อมพื้นที่ใช้สอยขนาด 165 ตรม.

บ้านสไตล์โมเดิร์นสมัยใหม่ ขนาด 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย : 165 ตร.ม.

บ้านสไตล์โมเดิร์นสมัยใหม่

บ้านสไตล์โมเดิร์นสมัยใหม่


แบบบ้านสไตล์โมเดิร์นสมัยใหม่ แบบบ้านที่นำมารีวิวให้ชมเป็นไอเดียในการสร้างบ้านวันนี้ พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งาน ขนาด 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้องครัว พร้อมที่จอดรถพื้นที่ใช้สอย 165 ตารางเมตร ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก ทีมงานบ้านรักษ์ จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ



ที่มา : เพจบ้านรักษ์

บ้านสไตล์โมเดิร์นสมัยใหม่

บ้านสไตล์โมเดิร์นสมัยใหม่

รายละเอียด

  • แบบบ้านสไตล์โมเดิร์นสมัยใหม่
  • 2BR21002-2(สูงเม่น แพร่)
  • พื้นที่ก่อสร้าง: อ.สูงเม่น จ.แพร่
  • ขนาดบ้าน : 4 ห้องนอน, 2 ห้องน้ำ, 1 ห้องรับแขก, 1 ห้องครัว-อาหาร, ระเบียง-เฉลียง, ซักล้าง , 1 จอดรถ
  • ขนาดแปลน : กว้าง 13.00 เมตร ลึก 10.50 เมตร
  • พื้นที่ใช้สอย : 165 ตารางเมตร
  • ราคาก่อสร้าง : 2.45 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับวัสดุ และพื้นที่ใช้สอย
  • ทีมบ้านรักษ์สถาปัตย์
  • บ้านรักษ์

บ้านสไตล์โมเดิร์นสมัยใหม่




บ้านสไตล์โมเดิร์นสมัยใหม่

ด้านในห้องโถงกว้างพื้นกระเบื้องหินอ่อนสีเทา ผนังออกโทนสีขาวอ่อน กั้นพื้นที่ได้อย่างลงตัว ฝ้าเพดานโดดเด่นด้วยการตกแต่งด้วยไฟสีสันสวยงาม และโคมไฟรูปทรงหรูหรา




หากต้องการก่อสร้างตามแบบนี้ ใช้งบประมาณในการก่อสร้างเริ่มต้น 1.96 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับวัสดุที่เลือกใช้ ท่านที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ เพจบ้านรักษ์




ที่มา: เพจบ้านรักษ์

หากต้องการก่อสร้างตามแบบนี้ ใช้งบประมาณในการก่อสร้างเริ่มต้น 1.96 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับวัสดุที่เลือกใช้ ท่านที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ เพจบ้านรักษ์ ตามเบอร์โทรด้านล่างนี้เลย

ที่มา: เพจบ้านรักษ์, สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์: 065-787-8922 หรือ 065-423-5361


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


รูปภาพที่ได้นำมาลงในเว็บไซต์นี้ ก็ต้องขออนุญาตและขอขอบคุณเจ้าของลิขสิทธิ์มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ทางเว็บไซต์ไม่ได้มีเจตนานำมาดัดแปลง ลอกเรียนแบบ หรือใช้ในการค้าเพื่อหวังผลกำไรแต่อย่างใด หากแต่ใช้เพื่อเป็นไอเดียสร้างสรรค์ที่ได้แรงบันดาลใจจากท่านเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ได้นำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ทางเว็บไซต์จึงขออนุญาตรวบรวมไอเดียดีๆ ของท่านเพื่อให้ชาวเน็ตได้รับชมครับ หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยเป็นอย่างสูงครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น ฟังก์ชั่นครอบ พื้นที่ใช้สอย 121 ตร.ม.

แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น ฟังก์ชั่น 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้องครัว พื้นที่ใช้สอย 121 ตร.ม.

แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น





สวัสดีครับทุกท่าน สำหรับแบบบ้านที่นำมารีวิวให้ชมกันเในวันนี้นั้นเป็น แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น ฟังก์ชั่น 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้องครัว พื้นที่ใช้สอย 121 ตารางเมตร ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก บ้านรักษ์นครราชสีมา จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ที่มา : เพจบ้านรักษ์

บ้านพักอาศัยแบบชั้นเดียว สไตล์โมเดิร์นลอฟท์ หลังคาทรงเพิงแหงนแบบเล่นระดับ เปิดกว้างด้านหน้าช่วยเพิ่มพื้นที่ใต้หลังคาทำให้บ้านเย็น พร้อมติดไฟดาวน์ไลท์เพื่อส่องสว่างและส่องตัวบ้านให้สวยงามในเวลากลางคืน เหมาะสำหรับทำกิจกรรมกินเลี้ยง หรือสังสรรช่วงเทศกาล

แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น 

แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น 

รายละเอียด

  • แบบบ้านพักอาศัย สไตล์โมเดิร์น
  • แบบ1BR 21012-1 บ้านพักอาศัย 1 ชั้น
  • พื้นที่ก่อสร้าง: ต.บ้านชุ้ง อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา
  • ขนาดบ้าน : 3 ห้องนอน , 2 ห้องน้ำ , 1 ห้องรับแขก , 1 ห้องครัว-อาหาร
  • ขนาดแปลน : กว้าง 10.50 ม. ลึก 11.50 ม.
  • พื้นที่ใช้สอย : 121 ตารางเมตร
  • ราคาก่อสร้าง : 1.96 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับวัสดุ และพื้นที่ใช้สอย
  • เพจบ้านรักษ์นครราชสีมา
  • Ib เพจบ้านรักษ์
  • 065-787-8922 หรือ 065-423-5361




แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น 

ห้องนอนแต่ละห้อง มีประตูเป็นบานไม้สีน้ำตาลที่แข็งแรง ซึ่งใช้กระเบื้องลายหินอ่อนในการปูพื้น ผนังทาสีเขียวมิ้นต์ ฝ้าเพดานเรียบสีขาว มีไฟดาวน์ไลท์ฝังไว้หลายดวง จะมีห้องหนึ่งที่มีห้องน้ำสร้างไว้ด้วย และติดตั้งบานมุ้งลวดตามหน้าต่าง

ห้องครัว ใช้กระเบื้องโทนสีขาวออกเทาๆ ในการแต่งพื้น ส่วนลวดลายของกระเบื้องผนังนั้นเป็นสีขาว เคาน์เตอร์ทรงตัวแอลที่มุมห้อง ทั้งใช้งานสะดวกและประหยัดพื้นที่ มีการติดตั้งบานมุ้งลวดที่หน้าต่าง




หากต้องการก่อสร้างตามแบบนี้ ใช้งบประมาณในการก่อสร้างเริ่มต้น 1.96 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับวัสดุที่เลือกใช้ ท่านที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ เพจบ้านรักษ์ ตามเบอร์โทรด้านล่างนี้เลย

ที่มา: เพจบ้านรักษ์, สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์: 065-787-8922 หรือ 065-423-5361


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ





รูปภาพที่ได้นำมาลงในเว็บไซต์นี้ ก็ต้องขออนุญาตและขอขอบคุณเจ้าของลิขสิทธิ์มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ทางเว็บไซต์ไม่ได้มีเจตนานำมาดัดแปลง ลอกเรียนแบบ หรือใช้ในการค้าเพื่อหวังผลกำไรแต่อย่างใด หากแต่ใช้เพื่อเป็นไอเดียสร้างสรรค์ที่ได้แรงบันดาลใจจากท่านเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ได้นำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ทางเว็บไซต์จึงขออนุญาตรวบรวมไอเดียดีๆ ของท่านเพื่อให้ชาวเน็ตได้รับชมครับ หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยเป็นอย่างสูงครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

มหัศจรรย์ น้ำมันมะพร้าว มีประโยชน์มากมาย

มหัศจรรย์ น้ำมันมะพร้าว มีประโยชน์มากมาย

น้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าว





น้ำมันมะพร้าว เป็นน้ำมันธรรมชาติที่ผลิตจากเนื้อมะพร้าวแก่ คนไทยและชนชาติต่างๆ ในเอเชียและแปซิฟิกได้นำน้ำมันมะพร้าวไปใช้ประโยชน์เป็นอาหาร ยารักษาโรค และเครื่องสำอางมานับเป็นพันๆ ปี โดยไม่เกิดปัญหาต่อสุขภาพแต่อย่างใด แต่เมื่อ 35 ปีที่ผ่านมา น้ำมันมะพร้าวได้ถูกสมาคมถั่วเหลืองอเมริกันประณามว่า น้ำมันมะพร้าวซึ่งเป็นน้ำมันอิ่มตัว เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ โดยอ้างผลการวิจัยที่ใช้น้ำมันมะพร้าวให้สัตว์กิน แล้วเกิดโรคหัวใจจึงชักชวนให้คนเลิกบริโภคน้ำมันมะพร้าว และหันไปบริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันถั่วเหลือง แต่ปรากฎว่าน้ำมันมะพร้าวที่นำไปทดลอง เป็นน้ำมันที่ถูกเดิมไฮโดรเจน ซึ่งปัจจุบันเรารู้แล้วว่า น้ำมันอะไรก็ตามที่ถูกเติมไฮโดรเจน จะเปลี่ยนเป็นไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคแห่งความเสื่อมมากมาย รวมทั้งโรคหัวใจ ผลงานวิจัยในระยะหลังๆ สรุปได้ว่า น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่ดีที่สุดต่อสุขภาพและความงามของมนุษย์

  • การมีกรดไขมันอิ่มตัว ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกกล่าวหาว่าเป็นอันตรายต่อหัวใจ แต่หากพิจารณาจากสูตรทางเคมีปรากฎว่ากรดไขมันอิ่มตัว ประกอบด้วยสายโซ่ที่มีอาตุคาร์บอน (C) เป็นแกนกลาง ที่ต่อกันด้วยแขนเดี่ยวที่มีความเสถียร หรืออยู่ตัว ไม่ถูกเติมด้วยออกชิเจน ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ และไฮโดรเจน ดังเช่นไขมันไม่อิ่มตัวที่ธาตุคาร์บอนต่อกันด้วยแขนคู่ที่ไม่เสถียรการเติมออกซิเจนก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ ส่วนการเติมไฮโดรเจนก่อให้เกิดไขมันทรานส์ ทั้งอนุมูลอิสระและไขมันทรานส์ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะก่อให้เกิดโรคแห่งความเสื่อม เช่นโรคหัวใจโรคมะเร็ง โรคเบาหวานฯ
  • การมีกรดไขมันขนาดกลางเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้เนไซม์ในการย่อย แต่จะผ่านอย่างรวดเร็วจากปาก เข้าหลอดคอ สู่กระเพาะอาหาร แล้วเข้าสู่ลำไส้ แล้วจึงถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตจนไปถึงตับที่มีหน้าที่เปลี่ยนให้เป็นพลังงาน ซึ่งผิดกับไขมันที่มีขนาดยาว ที่ย่อยยากแต่จะเคลื่อนย้ายอย่างช้า ๆ จนไปสะสมเป็นไขมันในเนื้อเยื่อไขมันที่พุง และกล้ามเนื้อทำให้อ้วน สรุปได้ว่า น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันชนิดเดียวในโลกที่กินแล้วทำให้ผอมได้ (Eat Fat-Look Thin)
  • การมีสารต่อต้านเชื้อโรค ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทำให้เราไม่เป็นโรค อีกทั้งยังฆ่าเชื้อโรคได้ในกรณีที่เราเป็นโรคแล้ว สารที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคในน้ำมันมะพร้าวประกอบด้วยกรดลอริก ซึ่งเหมือนกับที่มีอยู่ในน้ำนมของแม่ที่ช่วยให้ทารกมีภูมิคุ้มกันในระยะ6 เดือนแรกที่ระบบภูมิคุ้มกันยังไม่พัฒนา นอกจากนั้น น้ำมันมะพร้าวยังมีกรดคาปริก กรดคาปริลิก กรดคาปริโอนิก และกรดไมริสติก ที่ต่างก็ช่วยกันต่อต้านกับเชื้อโรคที่เข้ามาสู่ร่างกาย สารต่อต้านเชื้อโรคเหล่านี้สามารถทำลายเชื้อโรคที่เป็นแบคทีเรียเชื้อรา เชื้อยีสต์ เชื้อไวรัส เชื้อโปรโตชัว และพยาธิ ที่ก่อให้เกิดโรคแก่มนุษย์มากมาย
  • การมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ อันได้แก่ วิตามินอี ไฟโตส-เตอรอล และสารฟีนอลลิก ช่วยให้น้ำมะพร้าวไม่ถูกเติมออกชิเจนจึงไม่เกิดการทีน และไม่เกิดอนุมูลอิสระ ในขณะเดียวกันแอนตี้ออกซิแดนท์ในน้ำมันมะพร้าวยังช่วยให้อาหารที่บริโภคเข้าไปพร้อมกันไม่ถูกเติมออกชิเจน ทั้ง ๆที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีออกซิเจนและอุณหภูมิที่เหมาะสมในร่างกายของเรา นอกจากนั้นน้ำมันมะพร้าวยังช่วยให้เนื้อเยื่อและอวัยวะในร่างกายของเราไม่ถูกเติมออกชิเจนไปด้วย ผลก็คือไม่เกิดอนุมูลอิสระที่ทำให้เยื่อหุ้มเชลล์ฉีกขาด หรือเป็นรูพรุน จนสารพิษและเชื้อโรคเข้าไปได้ และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของยีน อันนำไปสู่การเกิดมะเร็งและโรคแห่งความเสื่อมต่างๆ ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้เกิดภาวะชราภาพก่อนวัย เพราะผิวหนังเหี่ยวย่น อวัยวะเสื่อม ฯลฯ
    การแพทย์แผนไทยได้นำน้ำมันมะพร้าวไปใช้ประโยชน์ทางยามานับเป็นเวลาหลายร้อยปี เช่น รักษาแผลเรื้อรัง รักษากลากเกลื้อน แก้ปวดฟัน รักษาเล็บแตก รักษาคางทูม รักษาแผลเป็นแก้ชันนะตุ พุพอง แก้รังแค รักษาน้ำกัดเท้า รักษาฝ่ามือแตก และเล็บขบ แก้ผิวหนังด่าง แตกแห้งเป็นขุย แผลไฟไหม้ แก้น้ำร้อนลวก ใส่แผลทั้งสุดและแท้งชนชาติต่างๆ ที่มีมะพร้าวขึ้นอยู่ ต่างก็ถือว่า มะพร้าวเป็นต้นไม้แห่งชีวิต ที่นอกจากจะนำส่วนต่างๆ ของต้นมาใช้ประโยชน์ได้แล้ว ยังใช้น้ำมันมะพร้าวมารักษาโรคนานัปการ ผลการวิจัยในด้านการแพทย์ในระยะหลังๆ แสดงให้เห็นว่า น้ำมันมะพร้าวสามารถควบคุมโรคดังต่อไปนี้
  • โรคติดเชื้อ (Infectious Diseases) ที่เกิดจาก :
    • แบคทีเรีย เช่น โรคปอดบวม คอเจ็บ โรคทางเดินปัสสาวะโรคกระเพาะ โรคไซนัส ฟันผุ หนองใน
    • เชื้อรา เช่น กลาก เกลื้อน ฮ่องกงฟุต
    • เชื้อรา เช่น โรคตกขาว และคันในช่องคลอด (candidiasis)
    • ไวรัส เช่น โรคคางทูม หัด เริม ไข้หวัดใหญ่ โรคเอดส์ โรคซาร์ส โรคหวัดนก
    • โปรโตซัว เช่น โรคบิด มาลาเรีย ตะคริวในช่องท้อง ท้องร่วงท้องอืด อาเจียน
  • โรคไม่ติดเชื้อ (Non-infectious Diseases)
    • โรคหัวใจ เกิดจากการที่หลอดเลือดแดงแข็งตัวมีการสะสมของสารไปอุดตันหลอดเลือด ทำให้เลือดไม่สามารถไหลไปหล่อเลี้ยงหัวใจได้ จึงเกิดอาการหัวใจวาย การเกิดการอุดตันของหลอดเลือดแดง เกิดจากการเกิดบาดแผลในหลอดเลือด จากผลของเชื้อโรค สารพิษ ความดันเลือด การสูบบุหรี่ ความเครียดทำให้อิ่มเลือดเคลื่อนที่มารักษาบาดแผล และการสะสมวัสดุอุดตันอันประกอบด้วย โปรตีน เยื่อใย คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ มีผลงานวิจัยมากมายที่สรุปได้ว่า น้ำมันมะพร้าว ซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัวไม่ใช่สาเหตุของโรคหัวใจ และจากการศึกษาทางระบาดวิทยา พบว่า ชนชาติที่บริโภคน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำไม่มีใครเป็นโรคหัวใจ
    • โรคมะเร็ง จากการที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยป้องกัไม่ให้เกิดอนุมูลอิสระที่ไปเปลี่ยนแปลงยีนเป็นเซลล์มะเร็ง อีกทั้งยังช่วยชะงักการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง นอกจากนั้น น้ำมันมะพร้าวยังช่วยให้ปลอดภัยจากการทำลายของไขมันทรานส์ และของเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดมะเร็ง อีกทั้งยังส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ช่วยทำลายเซลล์มะเร็ง
    • โรคเบาหวาน เกิดมาจากการที่เซลล์ขาดอาหาร เพราะน้ำตาลเข้าไปในเซลล์ไม่ได้เนื่องจากขาดอินซูลิน เซลล์ไม่ตอบสนองน้ำตาลจึงคั่งในกระแสเลือด และถูกตับขับออกไปร่วมกับปัสสาวะแต่น้ำมันมะพร้าวมีโมเลกุลขนาดเล็ก จึงเข้าไปในเซลล์ได้โดยไม่ต้องมีอินซูลินเป็นตัวพาเข้าเหมือนน้ำตาล อีกทั้งยังใช้เป็นอาหารของเซลล์ได้ และช่วยกระตุ้นให้ตับอ่อน กลับมาสร้างอินซูลินจึงรักษาโรคเบาหวานให้หายขาดได้
    • โรคอ้วน จากการที่ตัวมันเองเปลี่ยนเป็นพลังงานในตับจนหมดสิ้น ไม่มีเหลือไปสะสมเป็นไขมัน ช่วยกระตุ้นให้ต่อมธัยรอยด์ทำงานดีขึ้น จึงเร่งกระบวนการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงานดีขึ้นช่วยเปลี่ยนอาหาร เช่น แป้งและน้ำตาลที่รับประทานเข้าไปพร้อมกันเป็นพลังงาน ไม่เหลือเป็นไขมัน อีกทั้งยังเกิดความร้อนสูงขึ้นไปช่วยเปลี่ยนไขมันที่สะสมไว้แต่เดิมไปเปลี่ยนเป็นพลังงาน ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและสวยงาม

คุณสมบัติที่ดีอื่นๆ

  • เป็นสารธรรมชาติ ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อร่างกาย
  • มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคโดยไม่ก่อให้เกิดการดื้อยา
  • ฆ่าเฉพาะเชื้อโรคโดย ไม่ก่อให้เกิดการดื้อยา
  • ฆ่าเฉพาะเชื้อโรค ไม่ฆ่าจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์หาได้ง่าย ใช้สะดวก ประหยัด ไม่ต้องมีใบสั่งยา

ที่มา : ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร




บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปลูกมะพร้าวน้ำหอม พร้อมวิธีการดูแลรักษา

ปลูกมะพร้าวน้ำหอม พร้อมวิธีการดูแลรักษา

ปลูกมะพร้าวน้ำหอม

ปลูกมะพร้าวน้ำหอม




มะพร้าวน้ำหอม เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าส่งออกหลายร้อยล้านบาทต่อปี และเป็นมะพร้าวพื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ปัจจุบันจัดเป็นพืชสงวนห้ามส่งออกในรูปผลแก่ น้ำมะพร้าวมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย โดยความหอมนั้นมาจากละอองเกสรตัวผู้ที่มาผสม (xenia effect) ปัญหาที่พบในการปลูกคือ ความไม่สม่ำเสมอของความหวานและความหอม ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพรจึงได้ปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมโดยเน้นที่คุณภาพของผลมะพร้าวอ่อน ด้านความหอมและความหวาน จนได้ต้นแม่ที่มีลักษณะดีเด่น คือ มีความหอมและมีความหวานของน้ำมะพร้าวระหว่าง 7.6- 9.0 องศาบริกซ์ โดยต้นแม่เหล่านี้สามารถนำมาขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มจำนวนให้เพียงพอแล้วเผยแพร่ให้เกษตรกรได้ทันที

ปลูกมะพร้าวน้ำหอม

ส่วนที่รับประทานได้ของมะพร้าวน้ำหอม 100 กรัมให้พลังงาน 77 แคลอรี และประกอบด้วยความขึ้น 84.0 กรัมแคลเซียม 42.0 กรัม คาร์โบไฮเดรต 10.3 กรัม ไขมัน 3.6 กรัม โปรตีน 1.4 กรัม ฟอสฟอรัส 56.0 มก. วิตามินซี 6.0 มก. ไนอาซีน 0.8 มก. วิตามินบี 1 0.04 มก. วิตามินบี 2 0.03 มก. เส้นใย 0.4 กรัม

ลักษณะประจำพันธุ์

มะพร้าวน้ำหอม จัดเป็นมะพร้าวกลุ่มต้นเตี้ย ลำต้นมีขนาดเล็ก ใบสั้นกว่ามะพร้าวพันธุ์ไทยทั่วไป อายุการออกจั่นจะเร็ว ในปีหนึ่งๆจั่นจะทยอยออกประมาณ 15-16 จั่น หรืออาจมากกว่านั้น ในแต่ละจั่นจะติดผลอยู่ระหว่าง 10-18 ผล ปัจจัยที่ทำให้มะพร้าวน้ำหอมให้ผลผลิตมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพดิน แหล่งน้ำ สภาพอากาศ และการดูแลรักษา ฯลฯ

การเลือกสภาพพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอม

  • สภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง การระบายน้ำในดินดี
  • ควรใกล้แหล่งน้ำ
  • ฝนตกกระจายสม่ำเสมอ
  • อุณหภูมิของอากาศอยู่ระหว่าง 20-29 C
  • ปริมาณแสงแดดเฉลี่ย 7.1 ชม./วัน

ระยะปลูก

พื้นที่ราบทั่วไป แบบสามเหลี่ยม แบบสี่เหลี่ยมด้านเท่า ระยะ6.0 x 6.0 , 6.5 x 6.5 เมตร
สภาพที่ลุ่มน้ำไม่ท่วมขัง ปลูกแบบยกร่อง ใช้ปลูกแบบแถวคู่และแถวเดี่ยว ระยะ 6.0 x 6.0 , 6.5 x 6.5 เมตร ระยะหลุมควรห่างจากขอบร่องน้ำประมาณ 2 เมตร

การเตรียมหลุมปลูก

ควรเตรียมหลุมในช่วงฤดูแล้ง หากดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ขนาดหลุมควรกว้าง 1.0 x 1.0 x 1.0 เมตร แยกส่วนหน้าดินกับดินล่างออก ตากดินทิ้งไว้ 7 วัน กันหลุมอาจรองด้วยเปลือกมะพร้าวช่วยในกรณีที่โครงสร้างของดินโปร่ง ระบายน้ำเร็ว หรือปริมาณน้ำไม่เพียงพอ นำส่วนของดินล่างผสมปุ๊ยคอก 1 ปีบ ผสมหินร็อคฟอสเฟต 200-500 กรัม คลุกเคล้าให้ทั่วใส่กลบลงในหลุมปลูกจนเกือบเต็ม ทิ้งไว้จนถึงฤดูปลูก

วิธีการปลูก

หน่อพันธุ์ ควรตัดรากเดิมออกก่อนนำลงปลูกในหลุมที่ผสมดินใส่ไว้เกือบเต็ม ใช้ดินส่วนที่เหลือลงกลบหน่อพันธุ์กดดินให้แน่นแต่ไม่ควรให้ดินกลบโคนหน่อ ซึ่งดินอาจรัดโคนหน่อ ทำให้การพัฒนาการเจริญเติบโตช้า

การดูแลรักษาสวนมะพร้าวน้ำหอม

  • การใส่ปุ๋ย

ปีที่ 1 หลังปลูกมะพร้าวไปแล้ว 4 เดือน เริ่มให้ปุ๋ยครั้งแรกโดยใช้ปุยเคมีสูตร 13-13-21 , 12-12-17-2 อัตราต้นละ 1 กก. + แมกนีเซี่ยมซัลเฟต 200 กรัม ครั้งที่ 2 ใส่ในอัตราเดิมในช่วงปลายฤดูฝน

ปีที่ 2 ใส่ปุยเคมีสูตร 13-13-21 , 12-12-17-2 อัตรา 2กก./ต้น/ปี แมกนีเซียมซัลเฟต 300 กรัม/ต้น/ปี โโลไมท์ 1กก/ต้น/ปี

ปีที่ 3 ใส่ปุยเคมีสูตร 13-13-21 , 12-12-17-2 อัตรา 3 กก./ต้น/ปี แมกนีเซียมซัลเฟต 400 กรัม/ต้น/ปี โดโลไมท์ 2 กก/ต้น/ปี

ปีที่ 4 ขึ้นไป ใส่ปุย13-13-21 , 12-12-17-2 อัตรา 4 กก/ต้น/ปี แมกนีเซียมซัลเฟต 500กรัม/ต้น/ปี โดโลไมท์ 2 กก/ต้น/ปีการใส่ปุ๋ยมะพร้าวน้ำหอม ให้แบ่งใส่ปีละ 2 ครั้ง หว่านปุ๋ยรอบๆ บริเวณทรงพุ่มพรวนดินตื้นๆกลบปุ้ยรอบทรงพุ่ม

  • การให้น้ำ

    น้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อการทำสวนมะพร้าวน้ำหอมในฤดูแล้งหากฝนทิ้งช่วงนานติดต่อกัน 1-2 เดือน ต้องมีการให้น้ำ

  • การกำจัดและควบคุมวัชพืช

    ควรกำจัดวัชพืช จำพวกหญ้าคาและวัชพืชที่แย่งน้ำแย่งอาหารอื่นๆบริเวณรอบโคนต้นให้หมด

  • การเพิ่มอินทรียวัตถุ

    อินทรีย์วัตถุเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากมะพร้าวน้ำหอมเป็นพืชที่ต้องการอินทรียวัตถุค่อนข้างสูง ควรใส่ปัยคอก ปุ๋ยหมัก ร่วมกับปุ๋ยเคมีอย่างน้อยปีละครั้ง หรือปีเว้นปี ขึ้นอยู่กับสภาพดินว่ามีความอุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด

แมลงศัตรูมะพร้าวและการป้องกันกำจัด

  • ด้วงแรด
    ลักษณะการทำลาย ตัวเต็มวัยจะเจาะใบมะพร้าวที่บริเวณโคนทางใบที่ 2 หรือที่ 3 ทะลเข้าไปถึงยอดอ่อนตรงกลางหรือทำลายบริเวณยอดอ่อนที่ยังไม่คลี่ทำให้ใบมะพร้าวที่คลี่แตกใบใหม่ขาดแหว่งมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมคล้ายถูกกรรไกรตัด ถ้าด้วงกัดกินทางใบจะทำให้ทางใบพับ มะพร้าวชะงักการเจริญเติบโต และอาจเป็นเหตุให้โรคและแมลงศัตรูชนิดอื่นเข้าทำลายต่อไป
  • การป้องกันกำจัด
    • โดยวิธีเขตกรรม คือ การกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ โดยเผาหรือฝังซากตอหรือลำต้นของมะพร้าว และเกลี่ยกองซากพืชหรือกองมูลสัตว์ ให้กระจายออกโดยมีความหนาไม่เกิน 15 ซม.
    • โดยชีววิธี โดยใช้เชื้อราเขียว (Metarhizium anisopliae)สร้างกับดักราเขียวโดย ใช้ขุยมะพร้าวที่หมักแล้วผสมกับหัวเชื้อราเขียวเพื่อล่อให้ด้วงแรดมาวางไข่ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อนจะถูกเชื้อราเขียวเข้าทำลายและตายในที่สุด
    • ใช้ทรายหรือสารคาร์บาริล (เซฟวิน 85%WP) ผสมขี้เลื่อยในอัตราสารฆ่าแมลง 1 ส่วน ต่อ ขี้เลื่อย 33 ส่วน ใส่รอบยอดอ่อน ซอกโคนทางใบเดือนละครั้ง หรืออาจใช้สารไล่แนพทาลีนบอล (ลูกเหม็น) อัตรา 6-8 ลูกต่อต้นโดยใส่ไว้ในซอกโคนทางใบ
  • ด้วงงวง
    ลักษณะการทำลาย ด้วงงวงมะพร้าวจะขยายพันธุ์อยู่ภายในคอมะพร้าวและพบบ้างที่โคนลำต้น ทำให้ต้นตาย อาการบ่งชี้ที่แสดงว่าต้นถูกด้วงงวงทำลาย คือ ยอดอ่อนเหี่ยวแห้งใบเหลือง
  • การป้องกันกำจัด
    • ป้องกันกำจัดด้วงแรดอย่าให้เข้าทำลายมะพร้าวเพราะรอยแผลที่ด้วงแรดเจาะจะเป็นช่องทางให้ด้วงงวงเข้าวางไข่และทำลายจนต้นตายได้
    • ดูแลทำความสะอาดแปลงมะพร้าว ถ้าพบมีการทำลายให้ใช้สารฆ่าแมลง เช่น คลอร์ไพริฟอส (ลอร์สแบน 40 % EC) อัตรา 80 มล.ต่อน้ำ 20 ลิตร
    • ทำลายต้นมะพร้าวที่มีหนอนด้วงงวงอยู่ หรือทำลายตัวหนอนเพื่อมิให้แพร่พันธุ์ต่อไป
  • แมลงดำหนามลักษณะการทำลาย ทั้งตัวหนอนและตัวเต็มวัยจะกัดกินยอดอ่อนที่สุดของใบมะพร้าวที่ยังไม่คลี่ ทำให้ยอดอ่อนของ          มะพร้าวชะงักการเจริญเติบโต เมื่อมีการทำลายรุนแรงจะมองเห็นยอดเป็นสีขาวโพลนชัดเจน การระบาดทำลายได้ทั้งมะพร้าวต้นเล็กและต้นสูงที่ให้ผลผลิตแล้ว
  • การควบคุมและการป้องกันกำจัด
    • การควบคุมโดยชีววิธี ใช้แตนเบียน (Asecodes hispinarum Boucek) ในการควบคุม โดยแตนเบียนเพศเมียจะเข้าทำลายหนอนแมลงดำหนาม
    • การใช้สารเคมี ใช้สารเคมีที่มีอันตรายน้อยและสลายตัวเร็วเช่น คาร์บาริล (เซฟวิน 85%WP) อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ในแปลงเพาะชำ หรือต้นเล็ก
  • การเก็บเกี่ยว
           โดยทั่วไปหากมีการดูแลรักษาสวนที่ดีให้ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ มะพร้าวจะออกจั่นเร็ว อายุประมาณ 3 ปีเศษ ก็เริ่มทะยอยเก็บผลผลิตได้แล้ว มะพร้าวน้ำหอมจะเริ่มเก็บผลอ่อนได้เมื่ออายุ 7 เดือน หรือประมาณ 190-200 วัน น้ำมะพร้าวในระยะนี้จะหวานและหอมเนื้อจะนุ่มเหมาะต่อการบริโภค เกษตรกรชาวสวนจะสังเกตโดยดูสีผลรอบกลีบเลี้ยงมีวงสีขาวล้อมรอบเพียงเล็กน้อย หรือดูทะลายอ่อนที่อยู่เหนือเยื้องทะลายที่จะตัดมีขนาดใหญ่กว่ากำปั้นเล็กน้อย เกษตรกรบางรายจะนับวันหลังจากตัดทะลายแรกผ่านไป 20 วัน จึงเริ่มตัดทะลายถัดมา นอกจากนี้อาจใช้วิธีสังเกตหางหนู หรือดีดผล





ที่มา : ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , https://www.doa.go.th/hc/chumphon


บทความอื่นที่น่าสนใจ

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน ดีไซน์ทันสมัย พร้อมดาดฟ้า

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน ดีไซน์ทันสมัย พร้อมดาดฟ้า

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น





แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น หลังคาทรงเเหงนแบบเล่นระดับดีไซน์สวยหลังนี้ ออกแบบโดยทีมงาน กิจเจริญไพบูลย์ ก่อสร้าง สำหรับฟังก์ชั่นภายในบ้าน ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องโถงรับเเขก 1 ห้องครัว มีระเบียงนอกบ้าน เเละพื้นที่ดาดฟ้าสำหรับพักผ่อนหรือทำกิจกรรมครอบครัว ใช้งบประมาณในการก่อสร้างที่ 1.15 ล้านบาท เฉพาะตัวบ้าน บ้านหลังนี้ตัวบ้านสร้างที่ บ้านนาเจริญอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ผลงานและรูปภาพ : กิจเจริญไพบูลย์ ก่อสร้าง

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

หลังคาบ้านเป็นทรงเพิงแหงน ใต้หลังคาภายนอกติดฝ้าสีขาวรอบตัวบ้านพร้อมรูระบายอากาศได้อย่างสวยงาม ตัวบ้านมีการยกระดับพื้นสูงรูปทรงของตัวบ้านเมื่อเรามองจากด้านหน้านั้นจะมีความโดดเด่นชัดเจน ซึ่งบ้านหลังนี้เน้นโทนสีขาว และประตูทางเข้าบ้านที่เป็นกระจกขนาดใหญ่ และหน้าต่างรอบตัวบ้าน การติดตั้งโคมไฟแบบส่องผนังที่สร้างความโดดเด่นให้กับตัวบ้านได้อย่างสวยงามได้อย่างดี

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น




แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น




ห้องนอนที่สร้างไว้ตามจุดต่างๆ ภายในยังคงแต่งด้วยโทนสีขาวสว่างแบบห้องโถง แต่ฝ้าเพดานเลือกใช้แบบเรียบ หน้าต่างกระจกบานใหญ่ช่างโดดเด่น ตัดกับสีผนังได้อย่างชัดเจน

ห้องครัว เป็นครัวที่ทันสมัย น่าเข้าใช้งาน พื้นห้องปูทับด้วยกระเบื้องมันวาวสีขาว ผนังทาทับด้วยสีขาว เคาน์เตอร์ยาวที่สร้างไว้ติดผนัง ทั้งสะดวกต่อการใช้งานและประหยัดพื้นที่ และมีหน้าต่างขนาดใหญ่ไว้ระบายยอากาศ

ห้องน้ำ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่สำคัญของบ้าน กระเบื้องปูพื้นโทนสีเทา ผนังห้องกรุทับด้วยกระเบื้องที่เน้นเป็นโทนสีเทาเข้ม สุขภัณฑ์ที่หลากหลายถูกติดตั้งไว้ตามจุดต่างๆอย่างลงตัว และสะดวกต่อการใช้งาน

จบไปแล้วนะครับกับการนำเสนอ บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก | กิจเจริญไพบูลย์ ก่อสร้าง

โทร. 0661210255 , 0964053657
LINE ID: nirabon26

หมายเหตุ : ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

แบบบ้านไสตล์โมเดิร์นชั้นเดียว เน้นโปร่งทันสมัย พื้นที่ 138 ตารางเมตร

แบบบ้านไสตล์โมเดิร์นชั้นเดียว เน้นโปร่งทันสมัย ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 138 ตารางเมตร

แบบบ้านไสตล์โมเดิร์นชั้นเดียว

แบบบ้านไสตล์โมเดิร์นชั้นเดียว


สวัสดีครับ วันนี้เรามี แบบบ้านสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียว ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม  มาฝากกันอีกเช่นเคย สำหรับบ้านหลังนี้ เป็น แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 โถงรับแขก 1ห้องพักผ่อน 1 ห้องซักรีด 1 ห้องครัว พื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 138 ตารางเมตร สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลาง  ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก  MB Design House บริการรับเขียน 3D By sketchup ยกพื้นสูงจากที่ดินเล็กน้อย ประมาณ 60 ซม. การออกแบบบ้านสไตล์โมเดิร์น หลังคาเพิงแหงน ซ้อนกัน  จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ




ผลงานและรูปภาพ : MB Design House บริการรับเขียน 3D By sketchup
เรียบเรียง : https://esanbanna.com

 

แบบบ้านไสตล์โมเดิร์นชั้นเดียว

บริเวณหน้าบ้าน มีการออกแบบให้ดูง่ายสบายตาเน้นกระจกใสโปร่งแสง โดยปูพื้นด้วยกระเบื้องลายไม้โทนน้ำตาล  ตามเสาหน้าบ้านมีโคมไฟประดับไว้แล้ว ประตูทางเข้าเลือกใช้เป็นกระจกขนาดใหญ่ และหน้าต่างบานกระจกที่ทันสมัย ตัดกับสีของลายไม้ ได้เป็นอย่างดี สวยงามมาก

บ้านไสตล์โมเดิร์น

แบบบ้านไสตล์โมเดิร์น

แบบบ้าน




แบบบ้านไสตล์โมเดิร์นชั้นเดียว

แบบบ้านไสตล์โมเดิร์น

MB Design House

MB Design House

แบบเเปลนภายในบ้าน

 

สนใจแบบบ้านสามารถติดต่อได้ที่

  • ID : @mbdesign (มี@ด้วยนะครับ)
  • หรือโทร 0936608179

หมายเหตุ: ทางเว็บ esenbanna.com ไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ ระบบปล่อยอิสระ

การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ ระบบปล่อยอิสระ

การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์

การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์


ปัจจุบันนั้นเทรนด์ของผู้ที่รักสุขภาพนั้นเพิ่มมากขึ้นและผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการเลือกซื้ออาหารที่มีประโยชน์ และมีคุณค่าต่อสุขภาพ การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ ระบบปล่อยอิสระ นั้นมีคุณภาพทั้งเนื้อและไข่ที่มีคุณค่าทางโภชนะดีกว่าการเลี้ยงในระบบขังคอกหรือกรงตับ เช่น วิตามินเอและดีสูงกว่า 2 เท่า โอเมก้า-3 สูงกว่า 4 เท่า ดังนั้น เราจึงได้เขียนบทความ การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ระบบ ปล่อยอิสระ เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติให้แก่ผู้เลี้ยงไก่ เพื่อผลิตไข่คุณภาพ



องค์ประกอบของ การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์

  • คอก ไก่ไข่ พื้นที่เหมาะสมไม่มากกว่า 4 ตัว/ตารางเมตร ติดตาข่ายไม่ให้นกเข้าได้ มีแกลบรองพื้น มีรังไข่ (4 ตัว/รัง) มีรางอาหาร ถังน้ำ มีคอนนอนเพียงพอ ประตูก่อนเข้าคอก มีบ่อจุ่มเท้าและทำความสะอาดเป็นประจำ พื้นที่ปล่อยเลี้ยง
  • พื้นที่เหมาะสม ไม่น้อยกว่า 4 ตารางเมตร/ต่อตัว อาจทำอาหารเพื่อเสริมโปรตีน (เพาะปลวก, ไฟล่อแมลง) ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา ปลูกหญ้า/ ถั่วสำหรับไก่จิกกิน)
  • ห้องเก็บอาหาร ทำชั้นวางสูง ไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร พื้นแข็งแรง ไม่ให้นกหรือสัตวีอื่นเข้า
  • คอกพักสัตว์ป่วย พื้นคอกยกสูงพอสมควร ทำถาดรองมูลไม่ให้มูลสัมผัสพื้น ไม่ให้นกหรือสัตว์อื่นเข้า และกันตาข่ายไม่ให้สัตว์อื่นเข้ามาในบริเวณ
  • บ่อทิ้งซาก ทำจากบ่อซีเมนต์ขนาด 50-80 เซนติเมตร จำนวน 3 บ่อ มีฝาปิด และกั้นตาข่ายไมให้สัตว์อื่นเข้า
  • จุดล้างวัสดุอุปกรณ์ มีวาล์วน้ำ/ถังน้ำ และมีพื้นสำหรับรองวาง เพื่อล้างวัสดุ อุปกรณ์
  • ถังขยะพร้อมฝาปิด ถังใส่ถุง มีฝาปิดและการทำลายขยะห้ามเผาโดยเด็ดขาด
  • ประตูทางเข้าแนวเขตพื้นที่ มีบ่อจุ่มเท้า พร้อมฝาปิดและรองเท้าบูทสำหรับปฏิบัติงาน
  • แนวรั้วรองแนวเขตทั้งหมด แข็งแรงป้องกันไมให้ไก่ เข้า-ออกได้ ปลูกพืชแนวกันชน กรณีอยู่ใกล้พื้นที่สารเคมีให้ทำคันดินยกสูง และปลูกพืชตามแนวคันดินด้วย
  • สถานที่เก็บไข้ไก่อินทรีย์ มีสถานที่เก็บไขไก่อินทรีย์ที่เหมาะสม ไม่ปนเปื้อนกับไข่ชนิดต่างๆ

เลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์

อาหารสัตว์

ในระยะแรก ควรเลี้ยงไก่ด้วยอาหารสำเร็จรูปไก่ไข่ตามระยะอายุของไก่ หลังจากมีประสบการณ์แล้ว สามารถเลือกใช้อาหารได้ตามความเหมาะสม อาหารสัตว์ต้องปลอดภัยจากสารเคมีที่ก่อให้เกิดอันตราย และไม่มีการเสริมยาปฏิชีวนะ มีน้ำสะอาดให้กินอย่างสม่ำเสมอ แต่หากเป็นการเลี้ยงไก่ระบบอินทรีย์ จะต้องให้กินอาหารอินทรีย์เกษตรกรสามารถเสริมวัตถุดิบหรือผลพลอยได้ทางการเกษตร เช่น มะละกอ ข้าวโพดกล้วย ต้นกล้วย พืชผักสวนครัวและสมุนไพร เป็นต้น

สมุนไพรเสริมสร้างสุขภาพสัตว์

  • ฟ้าทะลายโจร
    สรรพคุณ แก้ไข แก้หวัด หน้าบวม แก้ท้องเสีย แก้ติดเชื้อในลำไส้ช่วยเจริญอาหาร ฯลฯ
    วิธีใช้ ใบตากแห้งบดเป็นผง 1 แก้ว (150 ซีซี)/ อาหารข้น 100 กิโลกรัม
  • ขมิ้นชัน
    สรรพคุณ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบ แก้ท้องเสีย ฯลฯ

    วิธีใช้ เหง้าตากแห้งบดเป็นผง 1 แก้ว (150 ซีซี)/ อาหารข้น 100 กิโลกรัม
  • ไพล
    สรรมคุณ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขยายหลอดลม บิดเป็นมูกเลือดในสุกร ฯลฯ
    วิธีใช้ เหง้าตากแห้งบดเป็นผง 1 แก้ว (150 ซีซี)/อาหารข้น 100 กิโลกรัม
  • บอระเพ็ด
    สรรพคุณ แก้ไข ขับพยาธิภายใน ช่วยเจริญอาหาร บำรุงร่างกาย ฯลฯ

    วิธีใช้ เถาสดทุบแช่น้ำให้สัตว์กิน หรือนำมาหมักเป็นน้ำหมักชีวภาพ (เพื่อความสะดวกในการให้สัตว์) น้ำหมัก 2 ซ้อนโต๊ะ/น้ำสะอาด 10 ลิตร
  • ตะไคร้หอม
    สรรพคุณ ป้องกันไร ยุง ช่วยดับกลิ่นพื้นตอก

    วิธีใช้ ใบรองรังไข่ป้องกันไร หรือนำมาหมักเป็นน้ำหมักชีวภาพ (เพื่อความสะดวก) น้ำหมัก 1 แก้ว (150 ซีซี) น้ำเปล่า 10 ลิตร ฉีดพ่นพื้นคอกเพื่อดับกลิ่นได้เป็นอย่างดี
  • ลูกใต้ใบ
    สรรพคุณ แก้ไข แก้หวัด ช่วยเจริญอาหาร ช่วยขับสารพิษออกจากตับในสัตว์ แก้ท้องเสีย ฯลฯ
    วิธีใช้ นำมาหมักเป็นน้ำหมักชีวภาพ (เพื่อความสะดวก) น้ำหมัก 2 ช้อนโต๊ะ/น้ำสะอาด 10 ลิตรให้สัตว์กิน

การใช้น้ำหมักชีวภาพเลี้ยงไก่ไข่อินหรีย์

น้ำหมักชีวภาพ คือ การนำเอาพืช ผัก ผลไม้ สัตว์ชนิดต่างๆ มาหมักกับน้ำตาลทำให้เกิดจุลินทรีย์ ที่เป็นประโยชน์จำนวนมาก ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้ จะไปช่วยสลายธาตุอาหารต่างๆ เมื่อถูกย่อยสลายโดยกระบวนการของแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์สารต่างๆ จะถูกปลดปล่อยออกมา เช่น โปรตีน กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง จุลธาตุ เป็นต้น

การจัดการด้านสุขภาพและการป้องกันโรค

  • ต้องมีการใช้น้ำหมักชีวภาพผสมน้ำ หรือ อาหารให้สัตว์กินเป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพสัตว์โดยใช้อย่างน้อย 1 ชนิด เช่น น้ำหนัก พืชสีเขียว ผลไม้สุก เนื้อสัตว์และแคลเซียมเปลือกไข่ เป็นต้น
  • ต้องมีการใช้น้ำหมักชีวภาพสมุนไพร หรือให้กินสมุนไพรโดยตรง เป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพสัตว์ หรือรักษาพยาบาสสัตว์เบื้องต้น เช่น น้ำหมักสมุนไพรบอระเพ็ดฟ้าทะลายโจร เป็นต้น
  • ต้องมีการฉีดวัคนป้องกันโรคระบาสัตว์ตามโปรแกรมของกรมปศุสัตว์
  • ต้องมีคอกพักสัตว์ป่วยสำหรับแยกสัตว์ออกมารักษา





เปรียบเทียงการเลี้ยงและคุณภาพของผลผลิต

การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์

การเลี้ยงไข่ไก่อินทรีย์

เลี้ยงแบบปล่อยอิสระ ไก่จิกกินพืชผัก สมุนไพร สัตว์ธรรมชาติ หนอน แมลงเสริมด้วย รำ ปลายข้าว ข้าวเปลือก หญ้าเนเปียร์หมัก ต้นกล้วยหมัก น้ำหมักชีวภาพ ไมใช้ใช้ยาเคมีหรือสารสังเคราะห์ใดๆ

ผล

  • ไข่ขาวข้นเห็นได้ชัด
  • ไข่แดงนูนเด่น รสชาติดี
  • ไม่เสี่ยงต่อสารเคมี ยาสัตว์ตกค้าง
  • มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก

การเลี้ยงไข่ไก่ทั่วไป

เลี้ยงบนกรงตับที่แคบ ใช้อาหารสำเร็จรูป ใช้โปรตีนจากพืชปลาป่น ไวตามิน แร่ธาตุสังเคราะห์สารปฏิชีวนะ ยากันเครียดใส่สารสีสังเคราะห์

ผล

  • เนื้อไข่ขาวเหลว ไข่แดงไม่นูนเด่น
  • มีสีแดงจากสารสี
  • เสี่ยงต่อสุขภาพการดื้อยา
  • ปฏิชีวนะในคน

 ที่มา : กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  www.dld.go.th


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การควบคุมแมลงวันผลไม้ โดยวิธีผสมผสาน

การควบคุมแมลงวันผลไม้ โดยวิธีผสมผสาน

การควบคุมแมลงวันผลไม้

แมลงวันผลไม้ และผักหลายชนิด นอกจากจะทำให้ผลผลิตเน่าเสียหายแล้ว แมลงวันผลไม้เป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญของไม้ผลยังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ส่งออกเป็นอย่างมาก เนื่องจากประเทศผู้นำเข้าตรวจพบแมลงวันผลไม้ติดไปกับผลผลิตทางการเกษตรหลายชนิดจากประเทศไทย จนบางประเทศต้องระงับการนำเข้า การใช้สารเคมีฉีดพ่น  เพื่อป้องกันกำจัด นอกจากสารเคมีตกค้างในผลผลิตที่ส่งไปจำหน่ายทั้งภายใน และต่างประเทศแล้วยังเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค และสภาพแวดล้อมอีกด้วย

ลักษณะการทำลายของแมลงวันผลไม้

ตัวเมียจะวางไข่โดยใช้อวัยวะวางไข่แหลมๆอยู่ปลายก้น (Ovipositor) แทงเข้าไปในเนื้อผลไม้ เพื่อวางไข่ โดยวางไข่ทั้งในระยะผลอ่อนและในระยะผลแก่ใกล้สุก เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอนจะพอดีกับระยะที่ผลไม้นั้นสุกและจะอาศัยกัดกินอยู่ภายในผลนั้นทำให้ผลไม้เน่าเสี่ยและร่วงหล่นลงสู่พื้น จากนั้นตัวหนอนจะออกจากผลไม้ที่ร่วงหล่น และเข้าดักแด้ในดินและฟักออกเป็นตัวเต็มวัยการทำลายในระยะเริ่มแรกจะสังเกตได้ยากอาจพบอาการช้ำบริเวณใต้ผิวเปลือก เมื่อหนอนโตขึ้นจะทำให้ผลเน่าเละและมีน้ำไหลเยิ้มออกทางรูที่หนอนเจาะออกมา เพื่อเข้าดักแด้ นอกจากนี้ผลไม้ที่ถูกทำลายมักจะมีโรคและแมลงอื่นๆ เข้าทำลายซ้ำฃ

วงจรชีวิตแมลงวันผลไม้

วงจรชีวิตแมลงวันผลไม้

แมลงวันผลไม้ที่สำคัญของประเทศไทย

การแพร่กระจาย : ทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคกลางและภาคเหนือ

พบมากใน : มะม่วง ฝรั่ง ชมพู่ พุทรา น้อยหน่า ละมุด

Bactrocera dorsalis (Hendel)

Bactrocera dorsalis (Hendel)

ภาพ : University of Hawaii at Manoa

Bactrocera correcta (Bezzi)

Bactrocera correcta (Bezzi)

ภาพ : สุขสม ชินวินิจกุล

Bactrocera cucurbitae (Coquillett)

Bactrocera cucurbitae (Coquillett)

ภาพ : สุขสม ชินวินิจกุล

การแพร่กระจาย : ทุกภาคของประเทศไทย

พบมากใน : พืชผัก และพืชตระกูลแตง เช่น บวบเหลี่ยมมะเขือเทศ แตงโม

Bactrocera tau (Walker)

Bactrocera tau (Walker)

ภาพ : University of Hawaii at Manoa

การแพร่กระจาย : ทุกภาคของประเทศไทย

พบมากใน : บวบเหลี่ยม มะระขึ้นก ตำลึง 

Bactrocera latifrons (Hendel)

Bactrocera latifrons (Hendel)

ภาพ : สัญญาณี ศรีคชา

การแพร่กระจาย : ทุกภาคของประเทศไทย

พบมากใน : พริกชี้ฟ้า มะเขือเปราะ มะเขือพวง มะแว้งเครือ ฯลฯ

การควบคุมแมลงวันผลไม้

Bactrocera umbrosa (Fabricius)

ภาพ : สัญญาณี ศรีคชา

การแพร่กระจาย : ทุกภาคของประเทศไทย

พบมากใน : ขนุน จำปาดะ

การควบคุมแมลงวันผลไม้

Bactrocera carambolae (Drew&Hancock)

ภาพ : สุขสม ชินวินิจกุล

การแพร่กระจาย : ภาคใต้และภาคกลางตอนล่าง

พบมากใน : ฝรั่ง ขนุน กระท้อน ละมุด มะม่วง มะเฟือง ฯลฯ

Bactrocera zonata (Saunders)

Bactrocera zonata (Saunders)

ภาพ : Mahfuza Khan

การแพร่กระจาย : ภาคเหนือและภาคกลาง

พบมากใน : มะม่วง มะตูม ท้อ,เซอรี่

การควบคุมแมลงวันผลไม้ โดยวิธีผสมผสาน

เป็นการควบคุมศัตรูพืชตั้งแต่ 2 วิธีขึ้นไปโดยใช้ร่วมกันและแต่ละกรรมวิธีต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน จึงสามารถ ควบคุม หรือป้องกันกำจัดแมลงวันผลไม้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย

  • การห่อผล ควรห่อผลด้วยถุงพลาสติกหรือถุงกระดาษโดยห่อให้มิดชิด หากเป็นถุงพลาสติกควรตัดมุมที่กันถุงเพื่อระบายน้ำโดยเริ่มห่อตั้งแต่ผลมีขนาดเล็ก ความแตกต่างขึ้นอยู่กับชนิดของพืช เช่น มะม่วง เริ่มห่อเมื่อผลมะม่วงอายุ 8-9 สัปดาห์ ในชมพู่เริ่มห่อเมื่อผลมีอายุ 2 สัปดาห์หลังไหมร่วงและไว้ผล 3-4 ผลต่อช่อ
  • การใช้สารล่อ
    • การใช้เมธิลยูจินอล (Methy EugenoU เป็นสารล่อเพศผู้ อัตราการใช้เมธิลยูจินอล 4 ส่วน ผสมมาลาไธออน 83% อีซี 1 ส่วน หยดลงบนก้อนสำลี 3-5 หยด นำไปแขวนในกับดัก จากนั้นนำกับดักไปแขวนในทรงพุ่มสูงประมาณ1..5 เมตร
    • การใช้เหยื่อโปรตีน ซึ่งสามารถดึงดูดได้ทั้งแมลงวันผลไม้เพศผู้และเพศเมีย โดยใช้เหยื่อโปรตีนออโตไลเสท (Protein autolysate) หรือไฮโดรไลเซท (Protein hydrolysate) อัตรา 200 มิลลิสิตร ผสมสารฆ่าแมลงมาลาไธออน 57% หรือ 83% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 5 ลิตร พ่นเป็นจุดๆ ต้นละ 4 จุด พ่นต้นเว้นต้นทุก 7 วัน และพ่นในเวลาเข้าตรู่ซึ่งเป็นช่วงที่แมลงวันผลไม้ออกมาหาอาหาร เริ่มพ่นครั้งแรกหลังห่อผลเสร็จ 1 สัปดาห์และพ่นต่อเนื่อง จนเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วเสร็จ
  • การทำความสะอาดแปลงปลูก โดยเก็บผลมะม่วงที่ถูกแมลงวันผลไม้จากต้น หรือผลที่ร่วงหล่นออกจากแปลงโดยนำไปทำน้ำหมัก, ฝังกลบหรือเผาเพื่อกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์การฝังกลบต้องให้ลึกมากกว่า15 เซนติเมตร

  • การกำจัดพืชอาศัย การตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง เพื่อปรับสภาพแวดล้อมไม่เหมาะเป็นที่พักอาศัย และการแพร่ระบาดของแมลงวันผลไม้

  • การใช้แมลงศัตรูธรรมชาติ การปล่อยแตนเบียนหนอนแมลงวันผลไม้ (Diachasmimorpha longicaudata) เพื่อควบคุมประชากรแมลงวันผลไม้ในธรรมชาติ ซึ่งแตนเบียนเพศเมียจะวางไข่ในตัวหนอนแมลงวันผลไม้ที่อาศัยอยู่ภายในผลไม้ ตัวหนอนของแตนเบียนจะเจริญเติบโต และอาศัยกัดกินอยู่ภายในลำตัวของหนอนแมลงวันผลไม้ ทำให้หนอนแมลงวันผลไม้ตายในที่สุด เมื่อปล่อยติดต่อกันทำให้ประชากรแมลงวันผลไม้ในธรรมชาติลตลง

  • การใช้แมลงวันผลไม้เป็นหมัน   การกำจัดแมลงวันผลไม้ให้หมดไปจากพื้นที่ที่ต้องการโดยเลี้ยงแมลงวันผลไม้ให้มีปริมาณมาก และนำแมลงเหล่านั้นไปฉายด้วยรังสีแกมมาเพื่อให้เป็นหมัน จากนั้นจึงนำแมลงที่เป็นหมันนี้ ไปปล่อยในพื้นที่กว้างหรือครอบคลุมพื้นที่เพื่อให้ไปผสมพันธุ์กับแมลงวันผลไม้ในธรรมชาติทำให้ไม่มีลูก เมื่อปล่อยติดต่อกันทำให้ประชากรแมลงวันผลไม้ในธรรมชาติลดลงหรือจนหมดไปในที่สุด

เอกสารอ้างอิง : 

  • กรมส่งเสริมการเกษตร (ม.ป.ป.) แมลงวันผลไม้และการควบคุม.
  • สายชล แสงแก้ว และคณะ. (2557). การใช้เทคโนโลยีแบบผสมผสานเพื่อควบคุมแมลงวัน ผลไม้มะม่วง ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา. แก่นเกษตร, 42 (2),417- 421.

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  www.doae.go.th


วิธีการปลูกเผือก พืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ ปลูกง่ายโตดี

วิธีการปลูกเผือก พืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ ปลูกง่ายโตดี

วิธีการปลูกเผือก

วิธีการปลูกเผือก


เผือกเป็นพืชล้มลุก หัวเผือกเป็นลำต้นที่เกิดอยู่ใต้ดิน ประกอบไปด้วยหัวใหญ่ 1 หัว และมีหัวเล็ก ๆ แตกออกรอบๆ ขนาดรูปร่างของหัว สีของเนื้อเผือกมีความแตกต่างกันออกไปตามพันธุ์หัวใหญ่ มีน้ำหนักตั้งแต่ 450 กรัม – 3.5 กิโลกรัม หัวเล็กหนักตั้งแต่ 28 กรัม – 450 กรัม เนื้อเผือกมีสีขาวหรือม่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ประมาณ 21-27 องศาเซลเชียส ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ประมาณ 5.5 – 6.5 อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 5-6 เดือน ต้องการน้ำฝนประมาณ 1,750-2,500 มิลลิเมตรต่อปี

สภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสม

เผือกเป็นพืชหัวที่มีต้นคล้ายบอนมีความต้องการน้ำ หรือความชื้นในการเจริญเติบโตค่อนข้างสูงเผือกจึงชอบดินอุดมสมบูรณ์ และสามารถอุ้มน้ำไว้ได้มาก สามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทยในแหล่งที่มีระบบน้ำชลประทานดีจะสามารถปลูกเผือกได้ตลอดปี ส่วนในแหล่งที่มีน้ำจำกัดควรปลูกเผือกในช่วงฤดูฝนเท่านั้น เผือกปลูกได้ทั้งที่ลุ่มและดอน สภาพไร่ ที่ราบสูงไหล่เขาและปลูกได้ในดินหลายชนิด ยกเว้นดินลูกรัง ดินที่เหมาหะสมสำหรับการปลูกเผือกมากที่สุด คือ ดินร่วนปนทราย มีอินทรีย์วัตถุสูง หน้าดินลึก ระบายน้ำดี โดยปกติจะใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุยคอก หรือปุ๋ยหมักจำนวนมากก่อนปลูกโดยหว่าน และไถกลบก่อนปลูก 2 -3 เดือน และ เพิ่มปุ๋ยไนโตรเจน  และโปแตสเซียม ระหว่างพืชเจริญเติบโตจะให้ผลดี

วิธีการปลูกเผือก

การจำแนกพันธุ์สายพันธุ์ของเผือก

ประเทศไทยมีผือกมากมายหลายพันธุ์ ศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตรได้รวบรวมพันธุ์เผือกจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งในแต่ละต่างประเทศประมาณ 50 พันธุ์ สามารถจำแนกพันธุ์เผือกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้

  • จำแนกเผือกตามกลิ่นของหัว มี 2 ประเภท คือ
    • เผือกหอม เผือกชนิดนี้เวลาต้มหรือประกอบอาหารจะมีกลิ่นหอม ได้แก่ เผือกหอมเชียงใหม่ 
    • เผือกชนิดไม่หอม เผือกชนิดนี้เวลาต้ม หรือประกอบอาหารจะไม่มีกลิ่นหอม อย่างไรก็ตามเผือกชนิดนี้บางพันธุ์ถึงแม้จะไม่มีกลิ่นหอมแต่ก็มีข้อดีตรงที่มีลักษณะเนื้อเหนียวแน่นน่ารับประทานเช่นกัน
  • การจำแนกเผือกตามสีของเนื้อ มี 2 ประเภท คือ
    • เผือกเนื้อสีขาวหรือสีครีม เผือกชนิดนี้เมื่อผ่าดูเนื้อในจะพบว่า มีสีขาว หรือสีขาวครีม
    • เผือกเนื้อสีขาวปนม่วง เผือกชนิดนี้เมื่อผ่าหัวดูเนื้อ จะพบว่ามีสีขาวลายม่วงปะปนอยู่ซึ่งจะมีสีม่วงมากหรือน้อยแตกต่างกันในแต่ละพันธุ์ได้แก่เผือกหอมเชียงใหม่

การขยายพันธุ์เผือก

เผือกเป็นพืชหัวที่สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี ดังนี้

  • การเพาะเมล็ด  เป็นวิธีที่ง่ายแต่ใช้เวลานานกว่าจะย้ายปลูกลงแปลงได้ ในประเทศไทยเผือกแต่ละพันธุ์มีการออกดอกและติดเมล็ดน้อย เกษตรกรไม่นิยมขยายโดยวิธีนี้
  • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อ เป็นวิธีการขยายพันธุ์เผือกที่ปลอดจากเชื้อที่ติดมากับตันพันธุ์ได้ เป็นปริมาณครั้งละมาก ๆ แต่ตันทุนการผลิตสูงเกษตรกรยังไม่นิยมขยายพันธุ์โดยวิธีนี้
  • การขยายพันธุ์โดยใช้หน่อ เป็นส่วนที่แตกออกมาเป็นตันเผือกขนาดเล็กอยู่รอบๆต้นใหญ่ เมื่อแยกออกจากตันใหญ่ หรือต้นแม่แล้วสามารถนำไปลงแปลงไต้โดยไม่ต้องเสียเวลาไปเพาะชำ
  • การขยายพันธุ์โดยใช้หัวพันธุ์ หรือที่เกษตรกรเรียกว่าลูกซอหรือลูกเผือก ซึ่งเป็นหัวขนาดเล็กที่อยู่รอบ หัวเผือกขนาดใหญ่ วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมทั่วไปทั้งประเทศไทยและต่างประเทศ แต่ในการ ปลูกแต่ละครั้ง ควรเลือกเผือกที่มีขนาดปานกลางไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป หัวพันธุ์ที่มีขนาดสม่ำเสมอจะ ทำให้เผือกที่ปลูกแต่ละตันลงหัวในเวลาใกล้เคียงกัน เก็บเกี่ยวได้พร้อมกัน และที่สำคัญจะทำให้ไม่มีหัว ขนาดเล็กและใหญ่แตกต่างกันมาก

การปลูกและกรดูแลรักษา

การเตรียมดิน ไถดินตากไว้ ประมาณ 15-30 วัน เพื่อกำดวัชพืช โรคและแมลงในดินตามด้วยการไถพรวนเพื่อย่อยดิน

การปลูก นำส่วนของหัวพันธุ์ลงปลูกลึก 20-30 เซนติเมตร ระยะปลูกระหว่างต้น 60 เซนติเมตร ระยะห่างแถว 1 เมตร ควรใส่ปุ๋ยจอกรองกันหลุมก่อนปลูก (พื้นที่ 1 ไร่ ใช้หัวพันธุ์เผือกประมาณ 100-200 กิโลกรัม)

การใส่ปุ๋ย ( ใส่ปุ๋ย 3 ครั้ง)

  • ครั้งที่ 1 ก่อนปลูกรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกอัตรา 1-3 กำมือต่อต้น และปุ๋ย 18-6-6 อ้ตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่
  • ครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 2 เดือน ใช้สูตร 18-6-6 หรือ 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่
  • ครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 3-4 เดือน ใช้สูตร 13-13-21 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่

ในการใส่ปุ๋ยแต่ละครั้ง ควรระพรวนดินและรดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ

การเก็บรักษา ก่อนขุดเผือกประมาณ 15-30 วัน ไม่ควรเอาน้ำเข้าแปลงหรือรดน้ำในแปลงเผือก และควรเก็บเผือกไว้ในห้องที่มีการระบายอากาศได้ดี ในที่แห้ง หัวที่เก็บไว้ไม่ควรเป็นหัวที่มีบาดแผล อุณหภูมิประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส

โรคแมลงและศัตรูพีชที่สำคัญ

  • หนอนกระทู้ผัก เป็นแมลงศัตรูเผือกที่ระบาดเฉพาะแหล่งโดยเริ่มแรกผีเสื้อจะวางไข่ไว้ตามใบเผือก แล้วฟักตัวออกเป็นตัวหนอนกัดกินใบเผือกด้านล่าง ถ้าหนอนกระทู้ผัก ระบาดมากจะกัดกินใบเผือกเสียหายทั่วแปลงได้ ทำให้เผือกลงหัวน้อยผลผลิตต่ำ การป้องกันและกำจัดพ่นด้วยเชื้อบีที อัตราคำแนะนำในฉลาก หรือพ่นด้วยสารกำจัดแมลง เช่น แลมบ์ดาไซฮาโลทริน ไตรอะโซฟอสและคลอร์ฟลูอาซูรอน อัตราตามคำแนะนำในฉลาก

  • ไรแดง เป็นแมลงศัตรูขนาดเล็กที่ ระบาตเฉพาะแหล่ง รูปร่างคล้ายแมงมุม ตัวเล็กมากลำตัวสีแตง โดยจะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณใด้ใบเผือกทำให้เกิดรอยจุดสีน้ำตาลหรือสีขาว แล้วแห้งในที่สุดพบมากในช่วงฤดูแล้ง การป้องกันและกำจัดพ่นด้วยสารกำจัดแมลงไดโคโฟล อัตราตามคำแนะนำในฉลาก
  • โรคใบไหม้ (โรคจุดตาเสือ) เกิดจากเชื้อรา Phythopthere oolooasiae Pao. อาการบนใบเกิดจุตสีน้ำตาลเกาะอยู่เป็นวง ๆ เมื่อบีบจะแตกเป็นผง สีสนิม หรืออาจเน่าและถ้าอากาศซื้นมีฝนพรำ การป้องกันและกำจัดหากพบเป็นโรคใบจุดตาเสือ ให้ตัดใบที่เป็นโรคไปเผาทำลายให้หมด ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เชื้อราจะปลิวไปยังต้นอื่นๆได้ หรือแยกปลูกให้ห่างกัน เพื่อลดการแพร่กระจายของโรค และใช้สารเจมีฉีดพ่น เช่น เมทาแลกชิต โอฟูเรช อัตราตามคำแนะนำในณลาก

ที่มา:  กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , sarakaset.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ