วิธีการผลิต จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ไว้ใช้งานด้านการเกษตร

วิธีการผลิต จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ไว้ใช้งานด้านการเกษตร

จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง


จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง คือ จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืช เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่พบได้ทั่วไปตามธรรมชาติทั้งในดินและน้ำ ทำหน้าที่กำจัดของเสีย ก๊าซและสารพิษต่างๆ 



จุลินทรีย์สีแดงหรือแบคทีเรียสังเคราะห์แสง (PHOTOSYNTHETIC BACTERIA) ใช้ในงานเกษตรกรรมต่างๆ อุตสาหกรรม หลากหลาย ใช้กันแพร่หลายไปทั่วโลกมานานกว่า 50 ปี โดยเฉพาะญี่ปุ่นให้ความส าคัญกับจุลินทรีย์ตัวนี้ ได้ให้ประชาชน ทุกๆ วงการรู้และเข้าใจในประโยชน์ของจุลินทรีย์นี้อย่างกว้างขวาง

ประโยชน์ของจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

  • ช่วยตรึงไนโตเจนในดิน เพิ่มไนโตเจนให้กับพืช
  • เร่งการเจริญเติบโต ทำให้พืชแข็งแรงแล้วโตเร็วเป็น 3 เท่า
  • เมื่อใช้ทางดินทำให้รากพืชแข็งแรงและหาอาหาร ได้ดีขึ้น ใช้กับนาข้าว ช่วยเร่งการแตกกอของข้าว
  • ช่วยในการย่อยธาตุอาหารและวัตถุอินทรีย์ในดิน เพื่อให้พืชดูดซึมไป ใช้ได้อย่างง่ายดาย
  • ป้องกันพืชโดยการทำลายจุลินทรีย์ไม่ดีในดิน ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคพืช

อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

  • ผงชูรส 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • กะปิ1 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง

ส่วนผสมทั้งหมดนี้สามารถทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงได้ในปริมาณที่ ช่วยประหยัดค่าปุ๋ยลงไปได้ประมาณ 1 กระสอบ เลยทีเดียว ต่อไปเราจะมาเริ่มวิธีทำกัน ซึ่งการทำนั้นก็ไม่ยาก

วิธีผสม

  • ตีไข่ใส่ถ้วยให้ละเอียดตามปริมาณที่ต้องการผสม
  • นำน้ำใส่ขวด 1 ใน 5 ส่วนของขวดขนาด 6 ลิตร
  • ตักไข่ใส่ 3 ช้อนโต๊ะ เขย่าให้เข้ากัน
  • ใส่หัวเชื้อ 1 ลิตร
  • เติมน้ำให้เกือบเต็ม (ห่างจากปากขวด ประมาณ 1 นิ้ว) เหลือพื้นที่ให้มีอากาศ เขย่าขวดเบาๆ
  • นำไปตากแดดหรือในที่มีแสงแดดรำไร ไม่จำเป็นต้องโดนทั้งวันประมาณ 7-15 วันสีจะเข้มขึ้น สามาถนำไปใช้งานได้

** ถ้าจะเก็บไ ว้เป็นหัวเชื้อกวรตากแดดไว้ประมาณ 15 วันขึ้นไป หรือ เก็บไว้ 1 เดือนแล้วเติมอาหาร รอให้สีเข้มมากๆ แล้วนำมาขยาย หากต้องการขยายทีละมากๆ ควรใช้เครื่องปั่นไข่ ผสมส่วนผสมทั้งหมดตามอัตราส่วน หัวเชื้อจุลินทรีย์เคราะห์แสง 1 ส่วน น้ำ 5 ส่วน และอาหาร(ไข่) ให้คำนวนจากหัวเชื้อ+น้ำ : อาหาร ในอัตราส่วน 200 : 1 ในภาชนะใหญ่ๆรวมกันก่อน แล้วกรองหัวเชื้อและไข่ด้วยผ้าหรือตะแกรง ก่อนกรอกใส่ขวด นำไปตากแดคทุกขวดจะแดงเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน

การปลูกผักสวนครัว

วิธีการใช้งานกับพืช

สัดส่วนการใช้มีมากมายหลายอัตราส่วนการ ใช้งาน แต่ที่ง่ายที่สุดคือ เทลงไปในน้ำเปล่าในภาชนะขนาดใดก็ได้ที่จะใช้ผสม สังเกตว่าน้ำเริ่มเปลี่ยนสีเข้มขึ้นเป็นชมพูจางๆ เป็นอันนำไปใช้ได้

จากการทดลองนำไปใช้งานมาและรวมรวมผลจากกลุ่มผู้ใช้ การรดหรือฉีกลงที่ โคนต้นจะได้ผลกับพืชมากที่สุด เพราะเขาคือแบคทีเรียเป็นสิ่งมีชีวิตไม่ใช่ฮอร์ โมนหรือสารอาหารและอาศัยอยู่ในดิน

ระยะเวลาที่ต้องรดหรือฉีดพ่น

ทุก 7 วัน/ครั้ง หรือ 14 วัน/ครั้ง ก็ได้ ให้สังเกตว่าดินบริเวณที่เราปลูกพืชนั้นมีความชื้นที่เหมาะสมหรือไม่ ไม่แห้งไป ไม่เปียกไป เพร าะ PSB และแบคทีเรียทั่วๆ ไปจะอาศัยและมีชีวิตได้ดีในดินที่มีความชื้น เปียกพอเหมาะ ถ้าชื้นเปียกกำลังดี ก็ 14 วัน/ครั้ง หรือถ้า แห้ง ก็ถี่ขึ้น

การนำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงไปใช้งานด้านการเกษตร,พืช



สำหรับการเพาะปลูกข้าว

ดินบริเวณรากข้าวในระยะข้าวตั้งท้อง จะมีสภาวะแบบไม่มีออกซิเจน ทำให้แบกที่เรียที่ในกลุ่มแอนแอ-โร บิคแบคที่เรียเจริญได้ดี สร้างก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์  ขึ้นมา ทำให้มีผลไปขับยั้งกระบวนการสร้างเมตาโบลิซึมของรากข้าวซึ่งเป็นพิษต่อราก แต่เมื่อนำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมาใส่ลงในดินในระยะ เวลาดังกล่าว จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง จะเปลี่ยนไฮโดรเจนซัลไฟด์ ให้อยู่ในรูปสารประกอบซัลเฟอร์ ที่ไม่เป็นพิษต่อราก จึงมีผลให้รากของต้นข้าวเจริญงอกงามมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและลักษณะของต้นข้าวก็มีความแข็งแรง


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์โมเดิร์นผสมผสานสไตล์นอร์ดิก 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ สวยงามโดดเด่น

บ้านสไตล์โมเดิร์นผสมผสานสไตล์นอร์ดิก 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ สวยงามโดดเด่น

บ้านสไตล์โมเดิร์นผสมผสานสไตล์นอร์ดิก

บ้านสไตล์โมเดิร์นผสมผสานสไตล์นอร์ดิก


บ้านสไตล์นอร์ดิก เป็นดีไซน์บ้านที่กำลังได้รับความนิยมในการก่อสร้างเป็นอย่างมากในยุคปัจจุบัน เป็นบ้านได้รับแรงบันดาลใจจากบ้านสไตล์ยุโรปตอนเหนือ เอกลักษณะของบ้านสไตล์นอร์ดิก จะได้รับในเรื่องของความอบอุ่น เรียบง่าย เป็นรูปแบบของบ้านที่มีความสวยงามและน่าอยู่




แบบบ้านสไตล์โมเดิลนอร์ดิก ทันสมัยพื้นที่ใช้สอยลงตัว บ้านพักอาศัยขนาดกลางที่มีงานดีไซน์ที่สวยงาม บ้านหลังนี้เป็นบ้านสองชั้น  ขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง 1 ครัว 1 ซักล้าง ฐานของบ้านถูกยกขึ้นสูงเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมขัง พร้อมกับมีการปรับองค์ประกอบให้บ้านสามารถรับลมได้ดีจากหน้าต่างหลายบาน ซึ่งเป็นการปรับรูปแบบจากบ้านนอร์ดิกดั้งเดิม เพื่อให้เหมาะกับเมืองร้อน  ตัวบ้านเน้นโทนสีขาว ตัด ส้ม ที่ให้บรรยากาศอบอุ่นเย็นตา

ผลงานและรูปภาพ : ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์
เรียบเรียง : esanbanna.com

บ้านสไตล์โมเดิร์นผสมผสานสไตล์นอร์ดิก

โดยลักษณะของบ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นครึ่ง ออกแบบด้วยสไตล์โมเดิร์นผสมผสานกับสไตล์นอร์ดิกได้อย่างลงตัว โครงสร้างของบ้านหลังนี้เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาทรงจั่ว มุงด้วยกระเบื้องโทนสีเทา ตกแต่งผนังด้วยโทนสีขาวครีมตัดด้วยโทนสีเทา เพิ่มความสวยงามด้วยไม้เทียม ช่วยให้บรรยากาศของบ้านดูอบอุ่น ติดตั้งประตูหน้าต่างด้วยบานกระจกใส ด้านล่างมีใต้ถุนสำหรับจอดรถ

บ้านสไตล์โมเดิร์นผสมผสานสไตล์นอร์ดิก

ตัวบ้านภายนอกใช้โทนสีขาวเทาแต่งด้วยไม้เทียมสีน้ำตาลเพิ่มความเรียบเท่ห์ให้กับตัวบ้าน ใช้ประตูและหน้าต่างบานกระจกสูงช่วยรับแสงสว่างจากภายนอกเข้าไปด้านใน ทำให้ภายในบ้านดูสว่างโปร่งโล่ง

บ้านสไตล์โมเดิร์นผสมผสานสไตล์นอร์ดิก





บ้านสไตล์โมเดิร์นผสมผสานสไตล์นอร์ดิก

ส่วนฝั่งนี้ทำหลังคาทรงจั่วสูงเป็นธีมเดียวกัน ทำช่องลมช่วยระบายอากาศ

บ้านสไตล์โมเดิร์นผสมผสานสไตล์นอร์ดิก

ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์

ชั้นบนเป็นส่วนของห้องนอน หน้าห้องมีระเบียงชมวิวพักผ่อน ทำผนังสองข้างเชื่อมต่อกับหลังคาด้านบน ดีไซน์ทรงกล่อง กรุไม้เทียมสีน้ำตาลแบบเดียวกัน ใต้บ้านด้านล่างมีพื้นที่สำหรับใช้สอยประโยชน์หรือทำกิจกรรมครอบครัว

ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์

เข้าไปด้านในเป็นส่วนของห้องโถง แต่งด้วยสีเทาอ่อนดูสบายตา ปูกระเบื้องโทนสีเทาเป็นธีมเดียวกัน ฝ้าด้านบนประดับไฟดีไซน์สวยกลางห้องและไฟดาวน์ไลท์ทั่วห้องช่วยส่องสว่าง ทางขวามือเชื่อมต่อไปยังห้องนั่งเล่นดูทีวีของตัวบ้าน ส่วนห้องครัวอยู่ทางด้านหลัง



บันไดทาขึ้นชั้นบนอยู่ทางขวามือ ก่อผนังกั้นพื้นที่เป็นสัดส่วน ห้องครัวใช้ประตูบานกระจกช่วยรับแสงสว่างและป้องกันกลิ่นอาหารเข้ามาด้านใน ทำพื้นต่างระดับลงไปด้านล่างห้องโถงกลาง

ส่วนห้องครัว ใช้ผนังเรียบโทนสีเทาอ่อน ปูพื้นลายไม้สีน้ำตาลทั้งห้อง ก่อเคาน์เตอร์ครัวแบบบิวท์อินกว้างขวาง เลือกใช้แผ่นท็อปสีดำและกรุกระเบื้องเหนือเคาน์เตอร์ช่วยกันเปื้อนผนัง

เว็บไซต์ www.esanbanna.com เป็นเพียงสื่อกลางในการแบ่งปันไอเดียเกี่ยวกับบ้านและเขียนบทความทางด้านการเกษตรให้เพื่อนๆ ได้ชมเท่านั้น มิได้รับสร้างบ้านหรือออกแบบบ้านใดๆ ทั้งสิ้น และเราจะสรรหาไอเดียดีๆ มาแบ่งปันเพื่อนๆ ทุกวัน ขอขอบคุณที่ติดตามกันครับ



***หากท่านใดสนใจสามารถติดต่อสอบถามจากเจ้าของโดยตรงตามข้อมูลในแต่ละบทความ***

รูปภาพที่ได้นำมาลงในเว็บไซต์นี้ ก็ต้องขออนุญาตและขอขอบคุณเจ้าของลิขสิทธิ์มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ทางเว็บไซต์ไม่ได้มีเจตนานำมาดัดแปลง ลอกเรียนแบบ หรือใช้ในการค้าเพื่อหวังผลกำไรแต่อย่างใด หากแต่ใช้เพื่อเป็นไอเดียสร้างสรรค์ที่ได้แรงบันดาลใจจากท่านเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ได้นำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ทางเว็บไซต์จึงขออนุญาตรวบรวมไอเดียดีๆ ของท่านเพื่อให้ชาวเน็ตได้รับชมครับ หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยเป็นอย่างสูงครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การปลูกผักสวนดรัว ไว้สำหรับรับประทานภายในครอบครัว

การปลูกผักสวนดรัว ไว้สำหรับรับประทานภายในครอบครัว

การปลูกผักสวนดรัว

การปลูกผักสวนดรัว





หลักปฏิบัติเบื้องต้น ในการปลูกผักสวนดรัวผักสวนครัว คือ ผักที่ปลูกไว้ในบริเวณบ้านหรือที่ว่างต่าง ๆ ในชุมชนต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อปลูกไว้สำหรับรับประทานเอง ภายในครอบครัวหรือชุมชน การปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานจะทำให้ผู้ปลูกได้รับประทานผักสดที่อุดมด้วยวิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆ มีความปลอดภัยจากสารเคมีลดรายจ่ายในครัวเรือนและที่สำคัญทำให้สมาชิกในครอบครัวมีกิจกรรมร่วมกันในการปลูกผักเพื่อเกิดสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว โดยทั่วไปคนต้องมีการบริโภคผักอย่างน้อย วันละ 200 กรัม เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน

ประโยชน์ของ การปลูกผักสวนครัว

  • ปลูกเป็นรั้วบ้าน ( รั้วกินได้ ผักที่สามารถนำมาปลูกเป็นทำเป็นรั้ว ได้แก่กระดินบ้าน ชะอม ตำลึง ผักหวาน ผักปลัง ต้นแค ถั่วพู มะระ ฯลฯ ซึ่งเป็นผักที่ปลูกง่ายและให้ผลผลิตตลอดปีมีคุณค่าทางอาหารสูงและปลอดภัยจากสารเคมี
  • สามารถใช้ประดับตกแต่งบริเวณบ้าน เช่น จัดสวนผักสวนครัว การปลูกต้นแคเป็นรั้วกินได้ การนำผักสวนครัวที่ปลูกในกระถางแบบแขวน – ห้อย มาตกแต่งบริเวณรอบ ๆ
  • บ้านใช้พื้นที่ส่วนที่ว่างเปล่าให้เกิดประโยชน์ ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อผักมาประกอบอาหารประจำวัน
  • ครอบครัวได้รับประทานผักที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วนและปลอดภัยจากสารเคมี
  • สร้างความสัมพันธ์และสานสายใยรักที่ดีในครอบครัวและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

ข้อพิจารณาในการปลูกผักสวนครัว

1. การเลือกสถานที่หรือทำเลปลูก

ควรเลือกพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุด อยู่ใกล้แหล่งน้ำไม่ไกลจากที่พักอาศัยมากนัก เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานด้านการปลูก การดูแลรักษา และสะดวกในการเก็บ มาประกอบอาหารได้ทันทีตามความต้องการ

2. การเลือกประเภทผักสำหรับปลูก

ควรเลือกปลูกผักให้มากชนิดที่สุด เพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารที่หลากหลาย เป็นผักที่สมาชิกในครอบครัวชอบบริโภคและเลือกปลูกผักให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและปลูกให้ตรงกับฤดูกาล

3. สภาพแสงและร่มเงา

มีความจำเป็นในการสังเคราะห์แสงของพืช เพื่อสร้างอาหาร ปริมาณแสงที่ได้รับ ในพื้นที่ปลูกแต่ละวันนั้น จะมีผลต่อชนิดของผักที่ปลูก แบ่งความต้องการแสงในการปลูกผัก

4. ความพร้อมของผู้ปลูก

  • ผู้ปลูกควรกำหนดว่าจะปลูกผักโดยมีวัตถุประสงค์อะไร เช่น ปลูกเพื่อต้องการได้ผักมาบริโภคประจำวัน ปลูกเพื่องานอดิเรก ปลูกเพื่อจัดสวนตกแต่งบริเวณบ้าน
  • ผู้ปลูกต้องมีความรู้ ความเข้าใจธรรมชาติของผัก วิธีการปลูกผักตลอดจนการแรงงานในการปลูกผักดูแลรักษา
  • ควรมีแรงงานในการดูแลรักษาเฉลี่ยวันละประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง เนื่องจากผักสวนครัวต้องการความพิถีพิถันในการดูแลรักษา
  • ความชำนาญในการปลูกผัก การปลูกให้ได้ผลผลิตดี ผู้ปลูกจำเป็นต้องมีความชำนาญ รู้จักสังเกตในการเจริญเติบโตของผัก และการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ

5. ชนิดของผักที่จะปลูก

ผักแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันในเรื่องอายุการเก็บเกี่ยว และฤดูกาลเพาะปลูก การวางแผน การปลูกที่เหมาะสม จะทำให้มีผลผลิตผักออกสม่ำเสมอและใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ได้เต็มที่





6. ฤดูกาล

ควรเลือกปลูกผักสวนครัวให้เหมาะสมกับฤดูกาล เพราะจะทำให้ดูแลรักษาง่ายได้ผักที่มีคุณภาพ ผลผลิตดี มีโรคและแมลงรบกวนน้อย ฤดูกาลที่เหมาะสมในการปลูกพืชผักแต่ละชนิด

วิธีการปลูกผักสวนครัว

การเตรียมดิน

ผักสามารถปลูกได้ทั้งในพื้นดินโดยตรงหรือหากไม่มีที่ดินเพียงพอก็สามารถปลูกได้ในภาชนะต่าง ๆ ที่มีความลึกตั้งแต่ 20 เซนติเมตร ขึ้นไป เพื่อให้รากสามารถหยั่งลงไปใน วัสดุปลูกได้ สำหรับความกว้างของภาชนะขึ้นกับชนิดผักที่จะปลูก

ปลูกผักสวนครัว

  • การเตรียมดินสำหรับปลูกในภาชนะ

ใช้ ดิน : แกลบ : ปุ๋ยหมัก อัตราส่วน 1 : 1 : 1 คลุกเคล้าให้เข้ากัน รดน้ำเพื่อให้มีความชื้น สังเกตได้จากสามารถกำวัสดุปลูกเป็นก้อนได้

  • การเตรียมดินสำหรับการปลูกในพื้นที่ว่างหรือในแปลง

–  พรวนดิน ตากดินทิ้งไว้ประมาณ 7 – 15 วัน

–  ยกแปลงสูงประมาณ 4 – 5 นิ้ว กว้างประมาณ 1 – 1.20 เมตร ส่วนความยาวตามลักษณะของพื้นที่ ควรอยู่ในแนวทิศเหนือ/ใต้ เพื่อให้ผักได้รับแสงแดดทั่วทั้งแปลง

–  ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก อัตรา 2 – 3 กิโลกรัมต่อเนื้อที่ 1 ตารางเมตร

การปลูก

การปลูกด้วยเมล็ด สำหรับผักโดยทั่วไป เช่น พริก มะเขือ คะน้า กวางตุ้ง กะหล่ำปลี ผักกาดหัว ถั่วฝักยาว และแตงกวา ต้องใช้เมล็ดปลูก การใช้เมล็ดปลูกทำได้ 3 วิธี คือ

–  การเพาะกล้าก่อนแล้วจึงย้ายปลูก สำหรับผักที่เมล็ดมีราคาแพงต้องการดูแลเอาใจใส่มาก หรือในช่วงที่เว้นปลูกมีฝนตกชุก การเพาะ และย้ายปลูก อาจทำให้สามารถดูแลต้นกล้าให้แข็งแรงได้ ก่อนย้ายปลูกลงในแปลงปลูก

–  การหว่านเมล็ดโดยตรงในแปลงปลูก และเมื่อต้นกล้าโตทำการถอนแยกต้นที่แน่นเกินไปออก เพื่อจัดระยะปลูก วิธีนี้หากผู้ปลูกไม่ชำนาญอาจทำให้สิ้นเปลืองเมล็ด และเมล็ดอาจกระจายตัวไม่ดีจะทำให้ผักขึ้นเป็นกระจุก มีวิธีแก้โดยอาจใช้เมล็ดผสมกับทรายและหว่านเมล็ด จะทำให้เมล็ดตกกระจายดีขึ้น

–  การปลูกในหลุมปลูกโดยตรง ใช้กับผักที่มีเมล็ดใหญ่ เช่น ข้าวโพด ถั่วฝักยาว แตงกวา หรือผักที่ใช้ส่วนของรากรับประทาน เช่น ผักกาด หัวแครอท

การดูแลรักษา

  • การให้น้ำ พืชผักเป็นพืชอายุสั้น ระบบรากตื้น ต้องการน้ำสม่ำเสมอทุกระยะการเจริญเติบโต ต้องให้น้ำทุกวัน แต่ระวังอย่าแฉะหรือมีน้ำขัง เพราะน้ำจะเข้าไปแทนที่อากาศในดิน ทำให้รากพืชขาดออกชิเจนและเน่าตายได้ ควรรดน้ำในช่วงเช้า – เย็น ไม่ควรรดน้ำตอนแดดจัด
  • การให้ปุ๋ย มี 2 ระยะ คือ
    • ปุ๋ยรองพื้น ใส่ช่วงเตรียมดิน หรือรองกันหลุมก่อนปลูก ควรเป็นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพื่อปรับโครงสร้างดินให้โปร่งร่วนซุย ช่วยในการอุ้มน้ำและรักษาความชื้นของดินให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช
    • ปุ๋ยบำรุง ใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อย้ายกล้าไปปลูกจนกล้าตั้งตัวได้แล้ว และใส่ครั้งที่ 2 หลังจากใส่ครั้งแรกประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ การใส่ให้โรยบาง ๆ ระหว่างแถว ระวังอย่าให้ปุ๋ยอยู่ชิดต้น เพราะจะทำให้ผักตายได้ เมื่อใส่ปุ๋ยแล้วควรพรวนดินและรดน้ำทันที ปุ๋ยที่มักใช้กับพืชผัก ได้แก่ ยูเรียแอมโมนียมซัลเฟต สำหรับบำรุงต้นและใบ และปุ๋ยสูตร 15 – 15 – 15 และ12 – 24 – 12 สำหรับเร่งการออกดอกและผล
  • การป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช

การป้องกันกำจัดแมลงที่ปลอดภัย ทำได้หลายวิธี ดังนี้

    • ใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลือง สามารถดักแมลงได้หลายชนิด เช่นเพลี้ยอ่อน หนอนแมลงวันชอนใบ โดยติดตั้ง 1 – 2 อันต่อแปลง สูงจากพื้นดินประมาณ 50 ซม. โดยปัจจุบันถุงพลาสติกสีเหลืองและกาวเหนียวมีขายทั่วไปตามร้านขายวัสดุการเกษตร
    • ใช้กับดักแสงไฟ ซึ่งอาจเป็นกับดักแมลงชนิดขดลวดไฟฟ้า ทำลายแมลงโดยตรงเช่นเดียวกับที่ดักยุงตามบ้าน หรืออาจเป็นเพียงหลอดไฟสีน้ำเงินล่อตัวแก่ของหนอนผีเสื้อกลางคืนมาตกลงในภาชนะที่ใส่น้ำ และน้ำมัน
    • ใช้สารสกัดจากสะเดา เป็นทั้งสารไล่แมลงและฆ่าแมลงโดยตรง
    • การใช้สารสกัดจากพืชอื่น ๆเช่น โล่ติ้น สารสกัดจากหนอนตายหยากและนิโคตินจากยาสูบ หรือยาฉุน สามารถหาซื้อได้ง่ายในท้องตลาด ใช้ยาฉุน 100 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 1 คืน นำมาราด หรือฉีดพ่นฆ่าแมลงได้

การปลูกผักสวนครัว

การเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยวผัก ควรเก็บในเวลาเช้าจะทำให้ผักสด รสชาติดี และหากยังไม่ได้ใช้ให้ล้างให้สะอาด และนำเก็บไว้ในตู้เย็น สำหรับผักประเภทผลควรเก็บในขณะที่ผลไม่แก่จัดจะได้ผลที่มีรสชาติดี และจะทำให้ผลดก หากปล่อยให้ผลแก่คาต้นต่อไปจะออกผลน้อยลงสำหรับผักใบหลายชนิด เช่น หอมแบ่ง ผักบุ้งจีน ผักคะน้า กะหล่ำปลี การแบ่งเก็บผักที่สดอ่อนหรือโตได้ขนาดแล้ว โดยยังคงเหลือลำต้นและรากไว้ ไม่ถอนออกทั้งต้น รากหรือต้นที่เหลืออยู่จะสามารถงอกงามให้ผลผลิตได้อีกหลายครั้ง ทั้งนี้จะต้องมีการดูแลรักษาให้น้ำและปุ๋ยอยู่เสมอการปลูกพืชหมุนเวียนสลับชนิด หรือปลูกผักหลายชนิดในแปลงเดียวกันและปลูกผักที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้นบ้าง ยาวบ้างคละกันในแปลงเดียวกัน หรือปลูกผักชนิดเดียวกันแต่ทยอยปลูกครั้งละ 3- 5 ต้น หรือประมาณว่ารับประทานได้ในครอบครัวในแต่ละครั้งที่เก็บเกี่ยว ก็จะทำให้ผู้ปลูกมีผักสด เก็บรับประทานได้ทุกวันตลอดปี

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร 2551. ” ผักสวนครัว สานสายใยรักแห่งครอบครัว”. กรุงเทพฯ., กรมส่งเสริมการเกษตร




บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเพาะเลี้ยงหนอนนก เลี้ยงง่ายใช้พื้นที่น้อย

การเพาะเลี้ยงหนอนนก เลี้ยงง่ายใช้พื้นที่น้อย

การเพาะเลี้ยงหนอนนก

การเพาะเลี้ยงหนอนนก


หนอนนก เป็นหนอนที่มีโปรตีสูง จึงใช้เป็นอาหารในการเพาะเลี้ยงผลิตขยายมวนพิฆาต มวนเพชฌฆาตและไส้เดือนฝอยสไตน์เนอร์นีมา นอกจากนี้ยังมีผู้นิยมนำมาเป็นอาหารของนกชนิดต่าง ” รวมถึงปลาสวยงามด้วยหนอนนก เป็นตัวอ่อนของ “มอดรำข้าวสาลี” ซึ่งเป็นแมลงศัตรูข้าวสาลีในยุ้งฉาง เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศเย็นและมีความชื้นสูง แต่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศของประเทศไทยได้ มีผู้นิยมนำมาเพาะเลี้ยงเพื่อจำหน่ายเป็นอาชีพ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้


วงจรชีวิตของหนอนนก

วงจรชีวิตของหนอนนก

หนอนนกมีการเจริญเติบโตแบบ Complete metamorphosis มี 4 ระยะ คือ

  • ระยะไข่ ตัวเต็มวัยวางไข่สีขาวขุ่น กลมรี ผิวเรียบติดอยู่ตามพื้น มีเศษอาหารปกคลุม อายุไข่ 7 วัน
  • ระยะตัวอ่อน ตัวอ่อนลอกคราบ 13 ครั้ง เมื่อลอกคราบใหม่ๆ จะมีสีขาว แล้วค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล ตัวอ่อนมีอายุประมาณ 3 เดือน
  • ระยะดักแด้ หลังจากหนอนลอกคราบครั้งสุดท้าย จะกลายเป็นดักแด้สีขาว ซึ่งจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน ดักแด้มีอายุ 7 วัน
  • ระยะตัวเต็มวัย ตัวเต็มวัยเมื่อออกจากดักแด้ จะมีปีกสีขาว แล้วเปลี่ยนเป็นสีดำ เริ่มผสมพันธุ์เมื่ออายุ 6-7 วัน หลังจากนั้น 3-4 วัน ก็จะเริ่มวางไข่ ตัวเต็มวัยมีอายุประมาณ 60-80 วัน สามารถเก็บไข่ได้ถึง 11 ครั้ง

การเพาะเลี้ยงผลิตขยายหนอนนก

วัสดอุปกรณ์

  • ภาชนะสำหรับใช้เลี้ยง ได้แก่ กล่องพลาสติกใส กะละมัง ถาด
  • ตะแกรงตาถี่สำหรับร่อนหนอนเล็ก ตะแกรงตาขนาดมุ้งลวดสำหรับหนอนใหญ่ และตะกร้าสำหรับร่อน
  • กระดาษสำหรับวางไข่
  • รำข้าวสาลี สำหรับเลี้ยงตัวเต็มวัยให้วางไข่ และเลี้ยงหนอนเล็ก
  • อาหารไก่เล็ก โดยธรรมชาติหนอนนกจะกินรำข้าวสาลีเป็นอาหาร แต่เนื่องจาก รำข้าวสาลีมีราคาแพงจึงใช้อาหารไก่เล็ก เลี้ยงในระยะที่เป็นตัวหนอ
  • อาหารเสริม ได้แก่ ผักและผลม้ เช่น มะละกอดิบ แตงกวา เปลือกแตงโม เป็นต้น
  • ชั้นวางเลี้ยง
    การเพาะเลี้ยงหนอนนก
  • สถานที่เลี้ยง หรือห้องเลี้ยง ควรเป็นที่ที่สะอาด อากาสถ่ายเทสะดวก ไม่ร้อนจนเกินไป สามารถป้องกันหนู มด จิ้งจก นก อึ่งอ่าง กิ้งกำ จิ้งเหลน ไมให้เข้าไปกินหนอนได้




วิธีการเพาะเลี้ยง

  • ก่อนทำการเลี้ยง ทำความสะอาดห้องเลี้ยง หากเป็นห้องที่สามารถปิดมิดชิดได้ ควรทำการรมห้องด้วยฟอร์มาลีนผสมด่างทับทิม อัตราส่วน ด่างทับทิม 10 กรัม ต่อ ฟอร์มาลีน 20 ซีซี ต่อพื้นที่ 5 ตารางเมตร รมทิ้งไว้ 3-4 คืน เนื่องจากฟอร์มาลีนเป็นสารอันตราย เมื่อผสมเสร็จแล้วจะกลายเป็นไอระเหย มีพิษต่อเยื่อบุจมูกและตา จึงควรรีบออกจากห้องทันทีที่ผสมรวมกัน
  • นำหนอนนก มาเลี้ยงในกล่องหรือกะละมัง โดยเลี้ยงด้วยอาหารไก่ เมื่อหนอนกินอาหารไก่หมดแล้ว ใส่ผักหรือผลไม้ที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ให้หนอนกินข้าง หนอนกินอาหารจะถ่ายมูลออกมา ใช้ตะแกรงร่อนเอาหนอนออก หนอนจะติดบนตะแกรง ส่วนมูลหรือขี้หนอนจะลอดผ่านตะแกรงลงไป นำหนอนมาเลี้ยงในภาชนะใหม่และใส่อาหารไก่เพิ่ม และให้ผักหรือผลไม้เป็นอาหารเสริม หมั่นเลือกหนอนที่ตายออก เพื่อป้องกันการติดเชื้อ หนอนนกจะลอกคราบและโตขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นดักแด้ ก่อนเข้าดักแด้ หนอนจะเริ่มหดสั้น ไม่กินอาหาร และ นอนนิ่งๆ
  • เลือกดักแด้ออกมาใส่ในภาชนะใหม่ ไม่ต้องให้อาหาร เนื่องจากดักแด้ไม่กินอาหาร ทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน ดักแด้จะมีสีเข้มขึ้น แล้วตัวเต็มวัยจะออกมาจากดักแด้
  • แยกตัวเต็มวัยที่สมบูรณ์ไปเลี้ยงในภาชนะใหม่ที่รองพื้นด้วยกระดาษขาว (หรือไม่รองก็ได้) ใส่รำข้าวสาลีก่อนใส่ตัวเต็มวัย ให้ผักผลไม้บ้าง เพื่อเป็นอาหารเสริมและทดแทนน้ำ
  • เลี้ยงตัวเต็มวัยประมาณ 9-10 วัน ตัวเต็มวัยจะเริ่มวางไข่บนกระดาษ ร่อนเอาตัวเต็มวัยออก หากให้วางไข่บนกระดาษ ให้เก็บรวบรวมแผ่นไข่มาวางในภาชนะเป็นชั้นๆ โรยด้วยรำข้าวสาลีที่ร่อนเอาตัวเต็มวัยออกแล้ว หากให้วางไข่บนถาด ให้เทรำข้าวสาลีพร้อมตัวเต็มวัยออกมาร่อนตัวเต็มวัย แล้วเทรำข้าวสาลีกลับลงในถาดเดิมที่มีไข่ติดอยู่

ศัตรูของหนอนนก

ศัตรูพืชของหนอนนก ได้แก่ มอดแป้ง มด แมลงสาบ ที่อาจจะติดมากับอาหาร ดังนั้น ควรนำอาหารไปแช่แข็งประมาณ 7 วัน หรืออบอาหารที่อุณหภูมิประมาณ 80 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ทิ้งไว้ในอุณหภูมิปกติก่อนนำมาเป็นอาหารหนอนนก ศัตรูอื่นๆ ได้แก่ จิ้งจก นก และหนู

ต้นทุนการเลี้ยงหนอนนก

การผลิตหนอนนก 1 กิโลกรัมใช้ต้นทุนประมาณ 70 บาท ใช้เวลาการผลิต 8-9 สัปดาห์ ซึ่งปัจจุบันหนอนนกราคากิโลกรัมละ 150-200 บาท (ขึ้นอยู่กับตลาด)

หากท่านใดสนใจการเลี้ยงขยายพันธุ์ “หนอนนก” สามารถขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร โทรศัพท์ 0 2579 7813-4 ในวัน เวลาราชการ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า  ใช้พื้นที่น้อย ดูแลจัดการง่าย

การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า ใช้พื้นที่น้อย ดูแลจัดการง่าย

การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า

การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า






การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า เป็นอีกวิธีในการเพาะเห็ดที่ให้ผลผลิตเร็ว สามารถเพาะได้ทุกพื้นที่ ใช้แรงงานน้อยสามารถใช้วัสดุเพาะที่หลากหลาย การเพาะเห็ดฟางในตะกร้าช่วยลดการใช้พื้นที่ เคลื่อนย้ายสะดวก อีกทั้งยังสามรถเก็บผลิตได้ง่ย ทำประมาณแค่ภายในหนึ่งสัปดาห์ก็สามารถเก็บผลผลิตได้แล้ว

ขั้นตอนการเตรียมวัสดูอุปกรณ์

การเตรียมพื้นที่เพาะเห็ด

ปรับพื้นที่ดินให้สม่ำเสมอ อยู่ในที่ร่มใต้ต้นไม้ ชายคา หรือกลางแจ้ง เหมาะที่จะตั้งตะกร้าได้ พื้นดินควรมีความชุ่มชื้น ถ้าพื้นที่ที่ใช้เพาะเป็นพื้นดิน จะให้ผลผลิตสูงกว่าที่เป็นคอนกรีตเพราะพื้นดินสามารถรักษาสภาพความชื้นและอุณหภูมิได้สม่ำเสมอ

ตะกร้าพลาสติก (ตะกร้าใส่ผลไม้)

ตะกร้าพลาสติก

ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 18 นิ้ว สูงประมาณ 11 นิ้วมีตาห่างประมาณ 1 นิ้ว มีจำนวนช่องเป็นแถวจากล่างขึ้นบน 7 ช่อง กันตะกร้าไม่ทึบช่วยให้ระบายน้ำได้ดี

วัสดุเพาะ

ที่นิยมได้แก่ ฟางข้าว ควรเลือกจากแปลงนาที่ไม่มีการใช้สารเคมีฉีดพ่นป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูข้าวมาก่อน ฟางข้าวต้องแช่น้ำไว้ 12 ชม. หรือ 1 คืน ถ้าแช่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง ฟางจะแห้งเกินไป ก่อนที่จะเกิดดอกเห็ด

การเตรียมอาหารเสริม

ต้องเป็นวัสดุที่ย่อยได้ง่าย เป็นวัสดุที่ช่วยให้เชื้อเห็ดฟางช่วงแรกที่ใส่ลงวัสดุเพาะเจริญได้ดีก่อนที่ เชื้อเห็ดฟางจะเจริญในวัสดุเพาะ ได้แก่ ผักตบชวาสด โดยกำจัดก้านและใบที่เน่าเสียออกแล้วล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาหั่นเฉียงยาวไม่เกิน 1 นิ้ว

อาหารกระตุ้นหัวเชื้อ

ใช้แป้งสาลี หรือแป้งข้าวเหนียว หรือใช้รำละเอียด นำมาคลุกเคล้ากับหัวเชื้อเห็ดฟาง 1 ถุง (ขนาดถุงปอนด์) ต่อแป้งสาลี 1 ช้อนโต๊ะพูน ผสมคลุกเคล้ากันทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง

น้ำที่ใช้ในการเพาะเห็ด

ป็นน้ำที่สะอาด เป็นน้ำที่ได้จากแองน้ำ หนองน้ำ ห้วยคลอง บึง หรือน้ำบาดาล ไม่ควรใช้น้ำประปาที่ผสมคลอรีน

การเตรียมเชื้อเห็ดฟาง

เชื้อเห็ดฟางชนิดถุงปอนด์ ใช้อัตราส่วน 1 ถุง ต่อ 2 ตะกร้าหากจะเก็บรักษาเชื้อเห็ดฟางต้องเก็บไว้ในห้องที่มีอุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียส




วิธีการเพาะ

ขั้นตอนที่ 1 นำเชื้อเห็ดฟางขนาด 1 ปอนด์ ออกจากถุงฉีกหัวเชื้อเห็ดฟางเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำไปคลุกกับแป้งสาลีพอติดผิวนอกของเชื้อเห็ด แป้งสาลีจะเป็นอาหารเบื้องต้นที่ช่วยกระตุ้นให้เชื้อเห็ดเจริญดีในระยะแรก ๆ และแบ่งเชื้อเห็ดออกเป็น 6 ส่วน เท่า ๆ กัน (ทำได้ 2 ตะกร้า)

ขั้นตอนที่ 2 นำวัสดุเพาะ ได้แก่ ฟางข้าวที่แช่น้ำ 12 ชั่วโมงมารองกันตะกร้า สูงประมาณ 2-3 นิ้ว หรือประมาณช่องที่สองของตะกร้า

ขั้นตอนที่ 3 โรยอาหารเสริมที่เตรียมไว้ ได้แก่ ผักตบชวา 1 ลิตร โดยชิดข้างขอบตะกร้าหนาประมาณ 1 ฝ่ามือ เว้นตรงกลางไว้ อย่าโรยอาหารเสริมหนาเกินไปเพระจะเกิดเน่าเสียได้

ขั้นตอนที่ 4 นำเชื้อเห็ดฟางที่เตรียมไว้ 1 ส่วน วางรอบตะกร้าให้ชิดขอบตะกร้าเป็นจุด ๆ เท่าหัวแม่มือ (เสร็จชั้นที่ 1) โดยให้เชื้อเห็ดฟางอยู่ตรงช่องว่างของตะกร้า

ขั้นตอนที่ 5 ทำตามข้อที่ 2-4 อีก 2 ครั้ง (เสร็จขั้นที่ 2 และ 3) โดยครั้งสุดท้ายให้โรยอาหารเสริมเต็มพื้นที่ด้านบนหนาประมาณ 1 นิ้ว แล้วโรยเชื้อเห็ดฟางเป็นจุด ๆ ระยะห่างเท่า ๆ กันให้เต็มพื้นที่ด้านบนตะกร้า

ขั้นตอนที่ 6 โรยวัสดุเพาะด้านบนอีกครั้ง หนาประมาณ 1 นิ้ว รดน้ำให้ชุ่ม

ขั้นตอนที่ 7 นำตะกร้ามาเรียงกันบนวัสดุรอง เช่น อิฐบล็อกหรือโครงเหล็กที่เตรียมไว้ หากเป็นสุ่มไก่ให้วาง 4 ตะกร้า โดยวาง 3 ตะกร้าชิดกันแล้ววาง 1 ตะกร้าด้านบนตรงกลางระหว่างตะกร้าทั้ง 3 ตะกร้า และคลุมด้วยพลาสติกและซาแลน จากด้านบนถึงพื้น ต้องคลุมให้มิดชิดแล้วนำอิฐหรือไม้ทับขอบพลาสติก โดยรอบ

ขั้นตอนที่ 8 การควบคุมดูแล วันที่ 1-4 วันแรก (ในฤดูร้อนหรือฤดูฝน ส่วนในฤดูหนาวช่วง 1-7 วัน ต้องควบคุมอุณหภูมิให้ได้ระดับ 37-40 องศาเซลเซียส ถ้าหากอุณหภูมิสูงเกินไปให้ค่อย ๆ เปิดช่องลมระบายอากาศด้านบน หรือรดน้ำรอบสุ่มไก่เพื่อลดอุณหภูมิลงก็ได้

ขั้นตอนที่ 9 บังคับให้เส้นใยเห็ดฟางเปลี่ยนเป็นดอกเห็ด วันที่ 5-8 วันหลังเพาะ ต้องควบคุมอุณหภูมิภายในโครงเหล็กหรือสุ่มไก่ให้อยู่ระหว่าง 28-32 องศาเซลเซียส เพื่อให้เส้นใยเห็ดฟางสร้างจุดกำเนิดดอกปกติ ห้ามเปิดพลาสติกบ่อยเพราะจะทำให้ดอกฝ่อ

ขั้นตอนที่ 10 การเก็บเกี่ยวผลผลิตเห็ด ประมาณวันที่ 7-8 ในฤดูร้อน หรือวันที่ 9-10 ในฤดูหนาว เห็ดฟางเริ่มให้ดอกที่มีขนาดโตสามารถเก็บเกี่ยวได้ ผลผลิตสามารถเก็บได้ 2-3 ครั้งต่อตะกร้า การเก็บ ให้ใช้หัวแม่มือกับนิ้วชี้จับดอกเห็ดฟางที่ได้ขนาดแล้วหมุนเล็กน้อยยกขึ้น ดอกเห็ดก็จะหลุดออกมาโดยง่ายถ้ามีดอกเห็ดขึ้นอยู่ติดกันหลายดอก ควรเก็บขึ้นมาพร้อมกันทั้งหมดทีเดียว ถ้าเก็บเฉพาะดอกเห็ดที่โตออกมาดอกที่เหลือจะไม่โตและฝ่อตายไป

ที่มา | กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , www.withikaset.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปลูกเผือกหอม พืชเศรษฐกิจ ปลูกง่าย โตดี

ปลูกเผือกหอม พืชเศรษฐกิจ ปลูกง่าย โตดี

ปลูกเผือกหอม

ปลูกเผือกหอม


เผือก เป็นพืชเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นที่สำคัญอีกพืชหนึ่ง คนไทยนิยมบริโภค เพราะมีกลิ่นหอมและรสชาติดี เป็นพืชหัวที่เป็นพืชอาหารที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง หัวเผือกจะมีส่วนประกอบเป็นพวกแป้งและแร่ธาตุต่าง ส่วนใบประกอบไปด้วยโปรตีนและแร่ธาตุ ซึ่งใบเผือกสามารถนำไปใช้เป็นอาหรสัตว์ได้อีกด้วย และมีเผือกบางประเภทที่ใช้ใบสำหรับบริโภคซึ่งหัวจะมีขนาดเล็กไม่เหมาะต่อการบริโภคปัจจุบันเผือกกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ และมาเลเชีย



ประเทศไทยมีการปลูกเผือกอยู่ทั่วไปทุกภาคของประเทศ มีพื้นที่ปลูกเผือกทั้งประเทศปีละประมาณ 25,000 – 30,000 ไร่ ผลผลิตประมาณ 45,000 – 65,000 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 2 -2.5 ตันต่อไร ส่วนจังหวัดที่เป็นแหล่งปลูกที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ นครสวรรค์ พิษณุโลกนครราชสีมา สุรินทร์ สระบุรี อยุธยา สิงห์บุรี ปราจีนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี สุพรรณบุรี ชุมพร และสุราษฎร์ธานี

ปลูกเผือกหอม

การขยายพันธุ์เผือก

เผือกเป็นพืชหัวที่สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี ดังนี้

  • การเพาะเมล็ด เป็นวิธีที่ง่ยแต่ใช้เวลานานกว่าจะย้ายปลูกลงแปลงไต้ ในประเทศไทยเผือกแต่ละพันธุ์มีการออกดอกและติดเมล็ดน้อย เกษตรกรไม่นิยมขยายโดยวิธีนี้
  • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อ เป็นวิธีการขยายพันธุ์เผือกที่ปลอดจากเชื้อที่ติดมากับตันพันธุ์ได้เป็นปริมาณครั้งละมาก ๆ แต่ตันทุนการผลิตสูงเกษตรกรยังไม่นิยมขยายพันธุ์โดยวิธีนี้
  • การขยายพันธุ์โดยใช้หน่อ เป็นส่วนที่แตกออกมาเป็นต้นเผือกขนาดเล็กอยู่รอบ ๆ ตันใหญ่เมื่อแยกออกจากตันใหญ่ หรือต้นแม่แล้วสามารถนำไปลงแปลงได้โดยไม่ต้องเสียเวลาไปเพาะชำ
  • การขยายพันธุ์โดยใช้หัวพันธุ์ หรือที่เกษตรกรเรียกว่าลูกซอหรือลูกเผือก ซึ่งเป็นหัวขนาดเล็กที่อยู่รอบ ๆ หัวเผือกขนาดใหญ่ วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมทั่วไปทั้งประเทศไทยและต่างประเทศ แต่ในการปลูกแต่ละครั้ง ควรเลือกเผือกที่มีขนาดปานกลางไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป หัวพันธุ์ที่มีขนาดสม่ำเสมอจะทำให้เผือกที่ปลูกแต่ละต้นลงหัวในเวลาใกล้เคียงกัน เก็บเกี่ยวได้พร้อมกัน และที่สำคัญจะทำให้ไม่มีหัวขนาดเล็กและใหญ่แตกต่างกันมาก

การปลูกและการดูแลรักษา

การเตรียมดิน ไถติ๊นตากไว้ ประมาณ15-30 วัน เพื่อกำจัดวัชพืช โรคและแมลงในตินตามด้วยการไถพรวนเพื่อย่อยดิน การปลูก นำส่วนของหัวพันธุ์ลงปลูกลึก 20 – 30 เชนติเมตร ระยะปลูกระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ระยะห่างแถว 1 เมตร ควรใส่ปุ๋ยคอกรองกันหลุมก่อนปลูก ( พื้นที่ 1 ไร่ ใช้หัวพันธุ์เผือก ประมาณ 100 – 200 กิโลกรัม)

การให้น้ำ

เผือกขึ้นได้ดีในดินที่มีความชุ่มชื้น ฉะนั้นการปลูกในที่ตอน นอกจากจะอาศัยน้ำฝนแล้ว จะต้องมีแหล่งน้ำให้ความชุ่มชื้นอยู่สมอ แต่ถ้าปลูกมากกว่า 10 ไร่ ขึ้นไป ควรให้น้ำแบบสปริงเกลอร์

การใส่ปุ๋ย

ควรใส่ปุ๋ย 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ก่อนปลูกรองกันหลุมด้วยปุยคอกอัตรา 1-3 กำมือต่อตัน และปุ๋ย 18 -6 -6 อัตรา 50 – 100 กิโลกรัม/ไร่ ต่อจากนั้นใส่ครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 2 เดือน ใช้สูตร 18-6-6 หรือ 15 -15 – 15 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ และครั้งที่ 3-4 เดือน ใช้สูตร 13-13-21 อัตรา  50 กิโลกรัม/ไร่ จะทำให้เผือกมีน้ำหนักหัวดี ในการใส่ปุ๋ยแต่ละครั้งควรจะพรวนดินและรดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ รากเผือกจะได้ดูดชับปุ๋ยไปใช้ประโยชน์ได้สะดวก

การเก็บเกี่ยว

หลังปลูกเผือกได้ 5-6 เดือน ใบเผือกจะเล็กลง ใบหนาขึ้น ใบล่างจะเป็นสีเหลือง และเริ่มเหี่ยวเหลือใบยอด 2-3 ใบ ให้ขุดเอาหัวเผือกขึ้นมา ในการขุดเผือกควรขุดด้วยความระมัดระวัง

การเก็บรักษา

ก่อนขุดเผือกประมาณ 15-30 วัน ไม่ควรเอาน้ำเข้าแปลงหรือรดน้ำในแปลงเผือก และควรเก็บเผือกไว้ในห้องที่มีการระบายอากาศได้ดี ในที่แห้ง หัวที่เก็บไว้ไม่ควรเป็นหัวที่มีบาดแผล อุณหภูมิประมาณ 10-15 องศาเซลเชียส

โรคแมลงและศัตรูพีชที่สำคัญ

  • หนอนกระทู้ผัก เป็นแมลงศัตรูเผือกที่ระบาดเฉพาะแหล่งโดยเริ่มแรกผีเสื้อจะวางไข่ไว้ตามใบเผือก แล้วฟักตัวออกเป็นตัวหนอนกัดกินใบเผือกด้านล่าง ถ้าหนอนกระทู้ผักระบาดมากจะกัดกินใบเผือกเสียหายทั่วแปลงได้ ทำให้เผือกลงหัวน้อยผลผลิตต่ำ การป้องกันและกำจัดพ่นด้วยเชื้อบีที่ อัตราคำแนะนำในฉลาก หรือพ่นด้วยสารกำจัดแมลง เช่น แลมบ์ดาไซฮาโลทริน ไตรอะโซฟอสและคลอร์ฟลูอาซูรอน อัตราตามคำแนะนำในฉลาก
  • ไรแดง เป็นแมลงศัตรูขนาดเล็กที่ ระบาดเฉพาะแหล่ง รูปร่างคล้ายแมงมุม ตัวเล็กมากลำตัวสีแดง โดยจะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณใต้ใบเผือกทำให้เกิดรอยจุดสีน้ำตาลหรือสีขาว แล้วแห้งในที่สุดพบมากในช่วงฤดูแล้ง การป้องกันและกำจัดพ่นด้วยสารกำจัดแมลงไดโคโฟล อัตราตามคำแนะนำในฉลาก
  • โรคใบไหม้ (โรคจุดตาเสือ) เกิดจากเชื้อรา Phythopthera colocasiae Rac. อาการบนใบเกิดจุดสีน้ำตาลเกาะอยู่เป็นวงๆ เมื่อบีบจะแตกเป็นผง สีสนิม หรืออาจเน่าเละถ้าอากาศขึ้นมีฝนพร่ำ การป้องกันและกำจัดหากพบเป็นโรคใบจุดตาเสือ ให้ตัดใบที่เป็นโรคไปเผาทำลายให้หมด ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เชื้อราจะปลิวไปยังต้นอื่นๆได้ หรือแยกปลูกให้ห่างกัน เพื่อลดการแพร่กระจายของโรค และใช้สารเคมีฉีดพ่น เช่น เมทาแลกซิล โอฟูเรซ อัตราตามคำแนะนำในฉลาก
  • โรคหัวเน่า เกิดจากเชื้อรา Sclerotium rolfsiiโรคนี้อาจเกิดได้ระหว่างการเก็บรักษาหัวเผือก หรือมีน้ำท่วมขังแปลงปลูกเผือกในช่วงเผือกใกล้เก็บเกี่ยว การป้องกันและกำจัดหลีกเลี่ยงไม่ให้เผือกที่ใกล้ช่วงเก็บเกี่ยวได้รับน้ำหรือความชื้นมากเกินไป และไม่ควรกองหัวเผือกสุมกันมากๆ ควรไว้ในที่ระบายถ่ายเทอากาศได้สะดวก

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก

  • matichon.co.th/news/402
  • puechkaset.com
  • technologychaoban.com



บทความอื่นที่น่าสนใจ

DETOX ลำไส้ ด้วยแอปเปิ้ลเขียว

DETOX ลำไส้ ด้วยแอปเปิ้ลเขียว

DETOX ลำไส้ ด้วยแอปเปิ้ลเขียว

DETOX ลำไส้


สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาพูดถึงการ Detox ลำไส้ว่ามีประโยชน์อย่างไร แล้วทำไมเราต้องDetox ( ล้างลำไส้ ) การ Detox ลำไส้ เป็นการปรับสมดุลแบคทีเรียในลำไส้ ทำให้การย่อยอาหาร และ การขับถ่ายดีขึ้น ลดการอุดตันของลำไส้ ต้นเหตุของโรคร้าย ซึ่งสูตรนี้เราหาวัตถุดิบได้ไม่ยากหาซื้อได้ง่าย มาฝากกันค่ะ

การ Detox ลำไส้ คืออะไร

การ Detox ลำไส้ ก็คือการขจัดสารพิษ หรือสารตกค้างภายในร่างกาย ที่เกิดจากการกินอาหาร อย่างพวกเนื้อสัตว์ ของปิ้ง ย่าง อาหาร Fast Foot หรืออาหารต่าง ๆ ที่เรากินเข้าไปในแต่ละวัน บางส่วนอาจจะถูกย่อยไม่หมด เลยทำให้มีสารพิษติดค้างหลงเหลืออยู่ในร่างกาย เมื่อสะสมไปเรื่อย ๆเป็นเวลานาน ก็จะกลายเป็นเมือกอยู่เกาะอยู่ตามลำไส้ แล้วกลายเป็นสารพิษเข้าไปสู่ระบบไหลเวียนของเลือด จนอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคร้ายต่าง ๆตามมานั่นเอง

ประโยชน์ของการ Detox ลำไส้

การ Detox ลำไส้ เป็นการปรับสมดุลแบคทีเรียในลำไส้ ทำให้การย่อยอาหาร และ การขับถ่ายดีขึ้น ลดการอุดตันของลำไส้ ต้นเหตุของโรคร้ายต่างๆ

วันนี้เรามีสูตร Detox ง่ายๆมาฝากกันค่ะ

วัตถุดิบ

  • แอปเปิ้ลเขียว 1 ลูก
  • ขิงสด 1 ชิ้น (ขนาดเท่าหัวแม่โป้งเท้าของคนทาน)
  • เกลือ 1 หบิบมือ

วิธีทำ

  • ล้างแอปเปิ้ลให้สะอาดด้วยน้ำสะอาด หั่นเป็นชิ้นแล้ว เอาเมล็ดออก จากนั้นนำไปแช่น้ำเกลือสักครู่ นำขึ้นมาพักไว้
  • ล้างขิงให้สะอาด ปอกเปลือกออกให้หมดล้างให้สะอาดอีกครั้ง แล้วให้หั่นเป็นแว่นๆ เสร็จแล้วพักไว้
  • เตรียมเครื่องปั่น ใส่แอปเปิ้ล , ขิงสดหั่น , เกลือ ปั่นให้ละเอียด จะได้น้ำแอปเปิ้ลขิงสด 1 แก้ว

วิธีรับประทาน

  • รับประทานตอนท้องว่าง วันละ 1 ครั้ง
  • รับประทานแบบนี้ วันเว้นวัน

ข้อมูลอ้างอิง : ศูนย์การเรียนรู้สมุนไพรไทย – หมอบ้าน วัดคีรีวงก์ (วัดน้ำตก)




บทความที่น่าสนใจ

สะระแหน่ สมุนไพรไทย แก้มึนหัว ชาปลายมือ ชาปลายเท้า

สะระแหน่ สมุนไพรไทย แก้มึนหัว ชาปลายมือ ชาปลายเท้า

สะระแหน่

สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีสมุนไพรไทย ที่ชื่อว่าสะระแน่  สะระแหน่นั้นเป็น พืชผักสวนครัวที่หาง่าย ราคาไม่แพง การเพาะปลูกสะระแหน่นั้นก็ง่าย การเจริญเติมโตของต้นสะระแหน่นั้นค่อนข้างโตเร็ว  สะระแหน่นิยมนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหาร และ เครื่องดื่ม อย่างแพร่หลาย แต่จะรู้หรือไม่ว่า สะระแหน่นั้น สามารถนำมาทำเป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย ด้วยภูมิปัญญาของหมอบ้าน ของไทยเรา วันนี้ทางเราจึงมีสูตรสะระแหน่ สมุนไพรไทย สะระแหน่ มานำเสนอให้ทุกท่านที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพ ได้ลองทำทานกันค่ะ

ทำความรู้จักสะระแหน่ 

สะระแหน่(ฝรั่ง) เป็นพืชในตระกูลวงศ์มินต์,วงศ์กะเพรา มีแหล่งกำเนิดมาจากแถบยุโรปตอนใต้และแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อโตเต็มที่จะมีความสูงประมาณ 70 – 150 เซนติเมตร ส่วนใบจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับใบพืชในตระกูลมินต์ มีกลิ่นหอมคล้ายใบมะนาว และทุก ๆ ปลายฤดูร้อนต้นสะระแหน่จะออกดอกสีขาว ๆ ที่เต็มไปด้วยน้ำหอมและน้ำหวานอยู่ภายใน นี้ดึงดูดใจให้ผึ้งมาดูดน้ำหวาน จากเหตุนี้ทำให้สะระแหน่อยู่ในสกุลเมลิสซา (Melissa: ภาษากรีก แปลว่าน้ำผึ้ง) และยังมีรสชาติคล้ายคลึงกับ ตะไคร้หอม, มะนาวและแอลกอฮอล์



การเพาะปลูก สะระแหน่ 

สะระแหน่สามารถเพาะปลูกได้ง่าย มันแค่ต้องการหญ้าหรือฟางมาคลุมไว้ด้านบนในช่วงที่อากาศหนาว ดินที่เหมาะสมในการปลูกคือดินร่วนปนทรายที่ซึ่งน้ำสามารถไหลซึมได้อย่างสะดวก สามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงที่อย่างน้อยก่อนจะหมดเดือนพฤศจิกายน ชอบที่ที่มีแดดเพียงพอแต่ไม่มากจนเกินไปเช่นเดียวกับพืชตระกูลมินต์ และเหมาะที่จะปลูกในสภาพอากาศที่แห้งและความชิ้นต่ำ จะโตได้ดีที่สุดในที่ร่มและยังสะดวกที่จะเพาะปลูกในกระถางในร่ม สามารถเพาะเป็นแบบเมล็ดโดยการหว่านกระจายไปให้ทั่วบริเวณ อุณหภูมิไม่เย็นจัดจนเกินไป ลำต้นจะเริ่มตายลงในช่วงฤดูหนาวและจะเริ่มงอกใหม่ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ยังเหมาะที่จะปลูกโดยไม่ใช้ดินและปักต้นกล้า และถ้าหากไม่คอยเอาใจใส่ดูแลให้ดี มันก็อาจจะเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ไปทั่วจนก่อให้เกิดความรกรุงรังและน่ารำคาญได้

ประโยชน์ของสะระแหน่ 

การทำครัวหรืออาหาร

สะระแหน่มักใช้เป็นส่วนผสมในการทำไอศกรีม (Ice cream) และชาสมุนไพร ทั้งร้อนและเย็น และมักผสมในอาหารกับสมุนไพรชนิดอื่นเช่น สเปียร์มินต์ อีกทั้งยังเหมาะในการเป็นเครื่องเคียงในอาหารจำพวกผลไม้สดและขนมหวาน

ประโยชน์และสรรพคุณทางยา

มักนำใบสะระแหน่มาบดแล้วทาลงบนผิวหนังจะทำให้ผิวหนังชุ่มชื่นอีกทั้งยังช่วยไล่ยุง นอกจากนี้ยังใช้ทำยาผสมลงไปในชาสมุนไพรหรือคั้นน้ำมาผสมลงในเครื่องดื่ม สะระแหน่ยังสามารถนำไปทำเป็นยาปฏิชีวนะและยังใช้เป็นตัวขับไล่อนุมูลอิสระออกจากร่างกาย อีกทั้งยังใช้เป็นยาเย็นและใช้เป็นยาคลายความเครียด และมีงานวิจัยอย่างน้อยชิ้นหนึ่งระบุว่ามันช่วยคลายความกดดันของกล้ามเนื้ออันมาจากความเหนื่อยล้าและความเครียด สะระแหน่ยังใช้ไปทำน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้ในการทำสุคนธบำบัด อีกทั้งยังใช้เป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์

องค์ประกอบทางเคมี

สะระแหน่ประกอบไปด้วยยูจีนอล ที่สามารถทำลายแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยแทนนิน (Tannin) และเทอร์เพนท์ ที่ใช้ในการเป็นยาเย็น

วัตถุดิบสมุนไพรไทยสะระแหน่

  • สะระแหน่จำนวน       1 กำมือ
  • น้ำสะอาด       2 ลิตร

ขั้นตอนและวิธีการทำ

  • เลือกซื้อสะระแหน่ที่สดๆ นำมาล้างด้วยน้ำให้สะอาด
  • เสร็จแล้ว เด็ดใบ และ ยอด ออกมารวมไว้
  • แล้วนำหม้อตั้งไฟ ตั้งไฟกลางๆ เทน้ำที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในหม้อ
  • แล้วตามด้วย สะระแหน่ที่เตรียมไว้
  • ต้มจนน้ำเดือด ปิดไฟ
  • เสร็จแล้ว กรองเอาแต่น้ำสะระแหน่

วิธีรับประทาน

  • ดื่มน้ำสะระแหน่ ดื่มต่างน้ำชา ได้ทั้งวัน

เพื่อให้การดื่มน้ำสมุนไพร สะระแหน่มีประสิทธิภาพ ควรงดของแสลง อาหารรสจัด ของมัน ของทอดของเปรี้ยว ของหมักดอง

อ้างอิง :  วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

            : ศูนย์การเรียนรู้สมุนไพรไทย – หมอพื้นบ้าน วัดคีรีวงก์ (วัดน้ำตก )

เรียงเรียง : นงนุช


บทความที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์มินิมอล 2 ชั้น ตกแต่งภายในอบอุ่นเรียบง่าย น่าอยู่

บ้านสไตล์มินิมอล 2 ชั้น ตกแต่งภายในอบอุ่นเรียบง่าย น่าอยู่

WN house รับสร้างบ้าน เชียงใหม่

บ้านสไตล์มินิมอล 2 ชั้น


บ้านสวยๆ นั้นก็มีหลายแบบหลายสไตล์ แตกต่างกันไป แต่ถ้าจะพูดถึงสไตล์ที่กำลังมาแรงในปัจจุบันคงต้องยกให้ บ้านมินิมอล ที่มีความสวยงาม และมีความเรียบง่ายเป็นเอกลักษณ์




บ้านสไตล์มินิมอล เอกลักษณ์คือ การตกแต่งให้มีพื้นที่ว่าง ดูสะอาดตา มุมมองกว้างขวาง ทั้งตัวบ้านที่ออกแบบให้ ดูเรียบง่าย ไม่หวือหวา ดังนั้น สไตล์นี้จึงเหมาะมากๆ กับหนุ่มสาวในปัจจุบันที่รักความสงบ ชีวิตสโลว์ไลฟ์ พูดแล้วก็ไปดูไอเดียต่างๆ กันเลยครับ ว่ามีแบบไหนกันบ้าง

บ้านสไตล์มินิมอล 2 ชั้น

สวัสดี วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปชมแบบบ้านสวยๆ ที่โดดเด่นโทนสีขาว ทันสมัยสไตล์มินิมอล เป็นบ้าน 2 ชั้น ที่มีขนาดพื้นที่ใช้สอย 200 ตร.ม. ผลงานออกแบบก่อสร้างจาก WN house รับสร้างบ้าน เชียงใหม่ บ้านหลังนี้มีขนาด 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 โถงมัลติฟังชัน 1 โรงจอดรถ 1 ห้องเก็บของ + ซักรีด บรรยากาศมีความโฮมมี่ อบอุ่น สวยแค่ไหน ไปชมกัน

ที่มา | WN house รับสร้างบ้าน เชียงใหม่
เนื้อหา | Esanbanna.com

บ้านสไตล์มินิมอล 2 ชั้น

บ้านสไตล์มินิมอล 2 ชั้น




บ้านสไตล์มินิมอล 2 ชั้น

เมื่อเข้ามาภายในบ้าน เราจะสามารถสัมผัสความโปร่งสบายได้ผ่านผนังกระจกใสที่รับเอาแสงจากภายนอกเข้ามาสู่ภายในได้อย่างเต็มที่ ทั้งการออกแบบเพดานยกสูงจึงทำให้บ้านมีความปลอดโปร่งมากขึ้นไปอีก

ภายในห้องนั่งเล่น ถูกตกแต่งในบรรยากาศที่อบอุ่นและเรียบง่ายในแบบมินิมอล ผนังให้โทนสีขาวเคียงคู่ไปกับพื้นและเฟอร์นิเจอร์โทนสีน้ำตาล

บ้านสไตล์มินิมอล 2 ชั้น



ห้องโถงที่กว้างเป็นพิเศษ บริเวณกลางโถงจะเป็นโต๊ะรับประทานอาหารขาดครอบครัวที่เป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้ทุกชิ้น

ชั้นสองของบ้านถูกออกแบบให้เป็นลักษณะของห้องโถงขนาดใหญ่ ซึ่งใช้พื้นที่เป็นห้องนอนในแบบเปิดโล่ง ซึ่งก็ให้บรรยากาศที่ดูสบาย ๆ




บ้านสองชั้นเดียวสไตล์มินิมอล ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม  สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลาง   ก่อสร้างที่ จ.เชียงใหม่  ผลงานการออกแบบและก่อสร้างโดย WN house รับสร้างบ้าน เชียงใหม่  ในส่วนเรื่องราคา สามารถสอบถามได้จากข้อมูลด้านล่างหรือหากมีข้อสงสัยประการใดสามารถติดต่อทีมงานผู้สร้างได้ทันที

ช่องทางการติดต่อ

ที่อยู่ | หจก.วรชานนท์ ก่อสร้าง เลขที่ 309 หมู่2 ต.สันพระเนตร อ.สันทราย จ.เชียงใหม่
โทร | 081 783 4479
เมล์ | wn_house@hotmail.com
เว็บ | wn-house.com


ปล. งบประมาณในการสร้างบ้านแต่ละหลังที่แตกต่างกันนั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ก่อสร้าง คุณภาพหรือเกรดของวัสดุ การว่าจ้างช่างฝีมือหรือผู้รับเหมา ฯลฯ ดังนั้น ข้อมูลของบ้านหลังนี้จึงมีไว้เพื่อเป็นตัวอย่างให้ศึกษาเท่านั้น ไม่สามารถนำไปเป็นมาตรฐานในการสร้างบ้านอื่นๆ ที่มีสภาพปัจจัยที่แตกต่างกันได้





บทความอื่นที่น่าสนใจ

เตาเผาถ่าน 200 ลิตร แบบตั้ง ทำง่ายๆใช้งานดี

เตาเผาถ่าน 200 ลิตร แบบตั้ง ทำง่ายๆใช้งานดี

เตาเผาถ่าน 200 ลิตร

เตาเผาถ่าน 200 ลิตร


เตาเผาถ่านแบบประหยัดพลังงาน ขนาด 200 ลิตร ชนิดมีปล่องตรงกลางถัง หรือที่เรียกว่า เตากเผาถ่าน แบบตั้ง เป็นเตาที่ประดิษฐ์ขึ้นจากวัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่น โดยได้ปรับปรุงและพัฒนาจนมีประสิทธิภาพการเผาไหม้ที่ดียิ่งขึ้น ทำให้ถ่านที่ผลิตได้มีคุณภาพดีประหยัดเวลา และที่สำคัญสร้างประกอบง่าย ราคาถูกเคลื่อนย้ายสะดวก เหมาะสำหรับครัวเรือนในชนบทที่มีการใช้ถ่านเป็นพลังงานในการหุงต้มประกอบอาหาร อีกทั้งมีผลพลอยได้คือ น้ำส้มควันไม้ จากการเผาถ่าน สำหรับนำไปใช้เป็นยาฆ่าแมลงกำจัดศัตรูพืช




ลักษณะเด่น เตาเผาถ่าน 200 ลิตร

  • ออกแบบให้มีการเผาไหม้ที่ดีและเคลื่อนย้ายสะดวก เก็บรักษาง่าย เผาถ่านได้คุณภาพดี
  • สร้างและประกอบง่าย ไม่ซับซ้อน มีอายุการใช้งานนาน ราคาถูก
  • เผาได้ทุกไม้ไม่เลือกประเภทไม้
  • เตาเผาถ่าน แบบตั้ง เมื่อเผาต่อครั้งจะได้ปริมาณถ่านไม้ไม่ต่ำกว่า 20-25 กิโลกรัมต่อไม้ 100 กิโลกรัมโดยประมาณ
  • อายุการใช้งาน แล้วแต่ความถี่ในการใช้งาน โดยทั่วไปถ้าใช้เตา ผาทุกวัน เตาจะใช้ได้นานประมาณ 2 ปี

การติดตั้งเตาเผาถ่าน

  • ทำฐานด้วยอิฐบ๊อก 20 ก้อนดูตามภาพ

  • จุดไฟใต้เตาเผาถ่าน
  • หลังจากจุดไฟผ่านไป 2 ชั่วโมง ไม้เริ่มคายแก๊ส ครั้งที่ 1 แล้วดับ ให้ใส่ไฟต่ออีกครั้ง ไม้จะคายแก๊สเป็นทั้งที่ 2 หลังจากนั้น รอให้ถังเย็น แล้วเปิดถ่านได้เลย


หมายเหตุ เตาเผาถ่านทุกลูกต้องหุ้มด้วยสังกะสี 2ชั้น ชั้นละ 3 แผ่น 2 ชั้น 6 แผ่น ยาว 80 ชมต่อแผ่น ขันด้วยลวดให้แน่น




บทความอื่นที่น่าสนใจ