บ้านชั้นเดียวสไตล์เอเฟรม (a-frame-house) ทันสมัยสวยงามน่าอยู่

บ้านชั้นเดียวสไตล์เอเฟรม (a-frame-house) ทันสมัยสวยงามน่าอยู่

บ้านชั้นเดียวสไตล์เอเฟรม

บ้านชั้นเดียวสไตล์เอเฟรม


บ้านชั้นเดียวสไตล์เอเฟรม (A-Frame House) เป็นบ้านที่มีรูปทรงสามเหลี่ยมคล้ายตัวอักษรเอ มีลักษณะเด่นที่หลังคายาวคลุมไปถึงพื้นของด้านข้างตัวบ้าน บ้านสไตล์เอเฟรมได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงทศวรรษ 1930 ในประเทศแถบสแกนดิเนเวียและยุโรป ต่อมาได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย



บ้านพักอาศัยชั้นเดียวทรงเอเฟรม  (A-Frame-House)  โดยเป็นผลงานของ 338 รับสร้างบ้าน ร้อยเอ็ด ซึ่งบอกได้เลยว่าสวยน่าอยู่มากๆ ครับ บ้านหลังนนี้เป็นบ้าน ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1  ห้องโถงรับแขก พื้นที่ใช้สอย: 174 ตารางเมตร  โดยใช้งบประมาณ 3.08 ล้านบาท บรรยากาศธรรมชาติน่าอยู่มากๆ ครับ ว่าแล้วไปดูกันเลยครับ

ที่มาและรูปภาพ : 338 รับสร้างบ้าน ร้อยเอ็ด
เจ้าของโครงการ : คุณแพท
สถานที่ก่อสร้าง : อ.โพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด
เรียบเรียงโดย : esanbanna.com

บ้านชั้นเดียวสไตล์เอเฟรม

ตัวบ้านมีขนาดชั้นเดียว หลังคาทรงสูง โดดเด่นด้วยการติดตั้งกระจกใสบริเวณหน้าบ้าน ทำให้บ้านโล่งโปร่งรู้สึกไม่อึดอัด และยังสามารถมองออกไปชมวิวด้านนอกได้ ซึ่งแต่ละโซนมีการแบ่งโซนสัดส่วนชัดเจน รองรับการใช้งานของสมาชิกทุกคนในครอบครัวได้อย่างสะดวกสบาย

บ้านชั้นเดียวสไตล์เอเฟรม

ลักษณะภายนอกของบ้านหลังนี้ มีหลังคาที่โดดเด่น เป็นทรงตัวเอ มุงด้วยเมทัลชีทและ หลังคาปูน ตัวบ้านโเน้นโทนสีขาว ถูกแต่งเสริมด้วยสีส้มที่สดใส และมีบัวเป็นสีขาวสว่าง พื้นของบ้านยกระดับเล็กน้อย มีคอนกรีตที่เทรอบๆตัวบ้าน เพื่อช่วยเสริมฐานให้แข็งแรง และง่ายต่อการทำความสะอาด

338 รับสร้างบ้าน ร้อยเอ็ด

บ้านชั้นเดียวสไตล์เอเฟรม

ทุกพื้นที่ของบ้านถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานได้อย่างเต็มที่ ทั้งภายนอกและภายในบ้านเชื่อมต่อกันได้อย่างลงตัว โดยการออกแบบมีการคำนึงถึงทิศทางของแสงและเงา เพื่อทำให้บ้านดูสวยงาม มีเสน่ห์ น่าค้นหา ช่วยเพิ่มบรรยากาศใหม่ๆ เพื่อไม่ให้บ้านดูไม่จำเจ

338 รับสร้างบ้าน ร้อยเอ็ด

บ้านชั้นเดียวสไตล์เอเฟรม




บ้านชั้นเดียวสไตล์เอเฟรม

บ้านชั้นเดียวสไตล์เอเฟรมมีข้อดีหลายประการ ดังนี้

  • รูปทรงโดดเด่น บ้านสไตล์เอเฟรมมีรูปทรงที่โดดเด่นสะดุดตา ไม่เหมือนใคร
  • ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้ดี หลังคาที่ยาวคลุมไปถึงพื้นด้านข้างตัวบ้าน ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ใต้หลังคาได้เต็มที่
  • รับแสงธรรมชาติได้ดี หลังคาที่สูงโปร่งช่วยให้บ้านได้รับแสงธรรมชาติได้ดี ทำให้บ้านสว่างและประหยัดพลังงาน
  • ก่อสร้างง่ายและรวดเร็ว บ้านสไตล์เอเฟรมใช้โครงไม้เป็นหลัก ทำให้ก่อสร้างง่ายและรวดเร็ว

บ้านชั้นเดียวสไตล์เอเฟรมสามารถออกแบบตกแต่งได้หลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นสไตล์โมเดิร์น สไตล์มินิมอล หรือสไตล์ชนบท ขึ้นอยู่กับความชอบของเจ้าของบ้าน

ตัวบ้านถูกออกแบบโดยการติดตั้งเป็นกระจกใส ซึ่งช่วยให้บรรยากาศภายในบ้านดูสว่าง สามารถเปิดรับแสงจากธรรมชาติได้อย่างทั่วถึง แถมยังสามารถมองออกไปชมวิวสวยๆ ภายนอกบ้านได้อีกด้วย

บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก 338 รับสร้างบ้าน ร้อยเอ็ด

Line id : @338home
web : www.338house.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ (Contemporary Style) ยกพื้นสูงสีสันสดใสสวยงาม

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ (Contemporary Style) ยกพื้นสูงสีสันสดใสสวยงาม

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่


บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ (Contemporary Style) เป็นสไตล์บ้านที่ผสมผสานระหว่างสไตล์โมเดิร์นกับสไตล์ดั้งเดิมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยเน้นความเรียบง่าย ทันสมัย เน้นประโยชน์ใช้สอย แต่ยังคงไว้ซึ่งความอบอุ่นและความเป็นธรรมชาติ บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่จึงได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน




วันนี้เรามีไอเดียบ้านสวยๆ มาให้รับชม ซึ่งเป็น บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ ชั้นเดียวร่วมสมัยยกพื้นสูงสีสันสดใสสวยงาม ขนาด 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง พร้อมระเบียง ลักษณะตัวบ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียว ตัวบ้านยกพื้นสูงเล็กน้อย หลังคาเลือกใช้เป็นแบบทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องสีน้ำตาล ตัวบ้านเป็นโทนสีชมพุอ่อนๆ มารับชมได้เลยครับ

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก : ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

บริเวณรอบๆตัวบ้านก็ราดด้วยพื้นคอนกรีตเพื่อให้ตัวบ้านดูแข็งแรงและเสริมฐานได้เป็นอย่างดี สำหรับเสาหน้าบ้านก็จะมีการออกแบบให้มีกรุกระเบื้องโทนสีน้ำตาลแทรกแซมพร้อมทั้งราวสแตนเลสเพื่อป้องกันการตกลงมาด้วยสแตนเลส

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

ตัวบ้านหลังนี้ออกแบบเป็นบ้านชั้นเดียวยกพื้นสูงและมีการเน้นโทนสีสันสดใสเป็นหลักออกแบบด้วยหลังคาทรงปั้นหยาและมุมด้วยพื้นกระเบื้องร่อนสีน้ำตาลซึ่งภายนอกก็จะมีการตกแต่งและแทรกแซงด้วยสีน้ำตาลพร้อมทั้งฐานของตัวบ้านจะออกแบบ ด้วยโทนน้ำตาลอ่อนเพิ่มความน่าดึงดูดให้ตัวบ้านได้อย่างสวยงาม

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

จุดเด่นของบ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

  • ความเรียบง่าย บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่เน้นความเรียบง่าย เน้นเส้นสายที่สะอาดตา ปราศจากลวดลายหรือการตกแต่งที่มากเกินความจำเป็น
  • ความทันสมัย บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ใช้วัสดุและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เน้นฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน
  • ความอบอุ่น บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่มักใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ หิน อิฐ เพื่อช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง

ภายในบ้านออกแบบได้อย่างกว้างขวางโดยปูด้วยพื้นกระเบื้องลายหินอ่อนมีความเป็นพรีเมี่ยมในการพักอยู่อาศัย




ห้องนอนมีการออกแบบได้ลงตัวมีพื้นที่ต่อการใช้งานกว้างขวางมีหน้าต่างที่ช่วยระบายอากาศและยังเพิ่มความสว่างให้กับตัวห้องได้โล่งโปร่ง

ส่วนของห้องน้ำมีพื้นที่กว้างและมีฟังก์ชันในการใช้งานอย่างครบครันมีช่องระบายอากาศและมีโถสุขภัณฑ์ในการใช้งานโดยรวมทั้งผนังและพื้นก็จะปูด้วยพื้นลายหินอ่อนโทนสีขาว

ห้องน้ำ

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก | ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์


หมายเหตุ : ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านไสตล์คอนเทมโพรารี่ 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย 160 ตรม.

บ้านไสตล์คอนเทมโพรารี่ 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย 160 ตรม.

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

บ้านไสตล์คอนเทมโพรารี่


บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ (Contemporary Style) เป็นสไตล์บ้านที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นสไตล์ที่ผสมผสานระหว่างความโมเดิร์นและความคลาสสิกเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว เน้นความเรียบง่าย ทันสมัย แต่แฝงไว้ด้วยความอบอุ่น สบายตา



วันนี้เรามีไอเดีย แบบบ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องโถงรับแขก 1 ห้องครัวพร้อมมุมรับประทานอาหาร และพื้นที่จอดรถใต้ถุนด้านล่าง พื้นที่ใช้สอย 160 ตารางเมตร  โดยใช้งบประมาณการก่อสร้างประมาณ 1.7 ล้านบาท เป็นผลงานการออกแบบและก่อสร้างโดย บจก.Home888Property รับสร้างบ้านเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง  ท่านที่ชอบบ้านสไตล์นี้ เชิญชมภาพตัวบ้านดูก่อนได้ครับ

ผลงาน รูปภาพ : บจก.Home888Property รับสร้างบ้านเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง
เรียบเรียง : esanbanna.com

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

พื้นที่บ้านด้านล่างเป็นพื้นที่จอดรถที่สามารถเข้าจอดรถได้ประมาณ 1 คันใช้เป็นพื้นที่สำหรับการพักผ่อนหรือทำกิจกรรมกับครอบครัวได้โดยมีประตูด้านล่างอีก 1 บาน สำหรับการเข้าในบ้าน



บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

ส่วนถัดไปก็จะเป็นห้องโถงรับแขกหรือเป็นห้องพักผ่อนพื้นที่การใช้งานค่อนข้างกว้างและดูโปร่งโล่งด้วยรูปแบบของกระจกและหน้าต่างที่ออกแบบไว้ใช้งาน

บันไดทางขึ้นของห้องนอนก็ออกแบบและลายหินอ่อนสีขาวมีเราจะเป็นเหล็กและมีพื้นที่กั้นเพื่อป้องกันการพลัดตก

ลักษณะเด่นของบ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ ได้แก่

  • รูปทรงของบ้านมักเป็นทรงเรขาคณิตที่เรียบง่าย เช่น สี่เหลี่ยมผืนผ้า สี่เหลี่ยมจัตุรัส วงรี เป็นต้น
  • หลังคามักเป็นหลังคาทรงแบนหรือทรงจั่ว
  • ผนังภายนอกมักใช้โทนสีเอิร์ธโทน เช่น น้ำตาล ครีม ขาว เป็นต้น
  • หน้าต่างและประตูมักเป็นกระจกใสขนาดใหญ่ เพื่อให้แสงสว่างจากธรรมชาติส่องเข้ามาได้อย่างเต็มที่
  • การตกแต่งภายในเน้นความเรียบง่าย เน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่สามารถประยุกต์ใช้กับพื้นที่ใช้สอยได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม เป็นต้น

บ้านไสตล์คอนเทมโพรารี่

บ้านไสตล์คอนเทมโพรารี่

ห้องนอนออกแบบได้อย่างลงตัวโดยพื้นที่มีขนาดกว้างและมีหน้าต่างที่อยู่รอบห้องเพื่อให้แสงได้เข้ามาในยามกลางวันและสามารถระบายอากาศได้ดีโดยปูด้วยพื้นกระเบื้องลายหินอ่อนสีขาวและมีเพดานที่ออกแบบได้เป็นฝ้าเรียบมีโคมไฟ

ห้องครัวออกแบบด้วยโทนสีขาวโดยมีเคาน์เตอร์บาร์สำหรับประกอบอาหารและเป็นพื้นที่ล้างจานมีพื้นที่สำหรับจัดเก็บของทางด้านบนและด้านล่างติดผนังซึ่งสามารถใช้งานได้ค่อนข้างที่จะกว้างขวาง

เป็นยังไงกันบ้างครับสำหรับไอเดียบ้านหลังนี้คงจะชอบและสามารถแชร์ออกไปให้กับเพื่อนๆ หรือพี่ๆ น้องได้หากใครที่ต้องการสอบถามหรือสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับผู้ก่อสร้างออกแบบสามารถสอบถามได้ตามที่อยู่ด้านล่างนี้ได้เลยนะครับ

ช่องทางการติดต่อหรือinbox
บจก.Home888Property รับสร้างบ้านเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง
โทรศัพท์ : 095-6969898, 081-0236332


รูปภาพที่ได้นำมาลงในเว็บไซต์นี้ ก็ต้องขออนุญาตและขอขอบคุณเจ้าของลิขสิทธิ์มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ทางเว็บไซต์ไม่ได้มีเจตนานำมาดัดแปลง ลอกเรียนแบบ หรือใช้ในการค้าเพื่อหวังผลกำไรแต่อย่างใด หากแต่ใช้เพื่อเป็นไอเดียสร้างสรรค์ที่ได้แรงบันดาลใจจากท่านเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ได้นำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ทางเว็บไซต์จึงขออนุญาตรวบรวมไอเดียดีๆ ของท่านเพื่อให้ชาวเน็ตได้รับชมครับ หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยเป็นอย่างสูงครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

สมุนไพรเพกา รักษาริดสีดวงทวาร

สมุนไพรเพกา รักษาริดสีดวงทวาร

สมุนไพรเพกา

สมุนไพรเพกา

     สวัสดีค่ะ วันนี้แอดมีความรู้และสาระดี ๆ เกี่ยวกับสมุนไพรรักษาโรคมาฝากคะ นั่นก็คือ เพกา หรือ ลิ้นฟ้า เพกาหรือลิ้นฟ้าเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์หลากหลายมากมาย วันนี้แอดจะเอาเพกาหรือลิ้นฟ้า มาทำเป็นน้ำมันรักษาริดสีดวงทวารค่ะ ถือเป็นอีก 1 ทางเลือกของผู้ที่ป่วยเป็นโรคริดสีดวงทวารค่ะ



เพกา หรือ ลิ้นฟ้า ชื่อวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Kurz ชื่อวงศ์ BIGNONIACEAE

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์        ไม้ต้น ขนาดเล็ก ผลัดใบ สูงประมาณ 4 – 15 เมตร เปลือกต้นเรียบสีน้ำตาลครีมอ่อนหรือสีเทา บางทีแตกเป็นรอยตี้นเล็กน้อย มีรูระบายอากาศกระจัดกระจายตามลำต้นและกิ่งก้าน
  • ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก 3 – 4 ชั้น ออกเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก หนาแน่นบริเวณปลายกิ่ง มีใบเดี่ยวๆ ขนาดใหญ่ที่ปลายก้านลักษณะรูปทรงกลม ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ก้านใบยาว ใบย่อยลักษณะรูปไข่ โคนใบมน ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียว ออกตรงข้ามชิดกันอยู่ประมาณปลายกิ่ง ก้านใบย่อยสั้น แผ่นใบสีเขียวเข้ม
  • ดอก ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจุก ช่อมีขนาดใหญ่ออกที่บริเวณยอด มีก้านช่อดอกยาว มีดอกย่อยขนาดใหญ่ ลักษณะรูปปากเปิดแบบสมมาตรด้านข้างกลีบดอกหนา มี 5 กลีบ ภายนอก สีม่วงแดงหรือน้ำตาลคล้ำ ภายในสีเหลืองเปรอะๆ กึ่งสีชมพู โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปลำโพง ส่วนปลายแยกออกเป็นกลีบย่นขยุกขยิก บริเวณปลายกลีบดอกด้านในสีขาวอมเหลือง หรือขาวอมเขียว มีเกสรตัวผู้ 5 อันติดกับท่อดอก โคนก้านจะมีขน
  • ผล ผลเป็นฝักแบน ยาวคล้ายรูปดาบ ห้อยระย้าอยู่เหนือเรือนยอด สีน้ำตาลดำ ยาวประมาณ 45 – 120 เซนติเมตร เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 2 ซีก
  • เมล็ด ลักษณะแบน มีปีกบางใสสีขาวจำนวนมาก

ประโยชน์ทางยา

  • ใบ มีรสฝาด ใช้ต้มดื่มแก้อาการปวดท้อง แก้ปวดข้อ และเจริญอาหาร
  • เปลือกต้น  มีรสฝาดขมเย็น เป็นยาฝาดสมานแผล ดับพิษโลหิต แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ฟกช้ำ ป่นเป็นผงหรือยาชงดื่มแก้ขับเหงื่อ แก้ไขข้ออักเสบชนิดฉับพลัน ช่วยเจริญอาหาร ผงเปลือกผสมกับขมิ้นชันเป็นยาแก้โรคปวดหลังของม้า
  • ลำต้น   มีรสขม แก้แมลงสัตว์กัดต่อย
  • ผลอ่อนหรือฝักอ่อน     มีรสขมร้อน ขับผายลม เป็นยาบำรุงธาตุ
  • ผลแก่หรือฝักแก่          มีรสขม แก้ร้อนในกระหายน้ำ
  • เมล็ดแก่ มีรสขม เป็นยาอมแก้ไอ ขับเสมหะ แก้ร้อนใน
  • เปลือกราก       รสฝาดขม แก้ปวดท้อง เป็นยาฝาดสมาน ยาบำรุง แก้บิด ท้องเสีย ขับเหงื่อ
  • ราก      รสฝาดขม เป็นยาบำรุงธาตุ แก้ท้องร่วง ช่วยเจริญอาหาร ทำให้เกิดน้ำย่อยอาหาร ฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการอักเสบ ฟกช้ำ บวม
  • ทั้งห้า (ผลแก่ ผลอ่อน เมล็ดแก่ เปลือกต้น ราก) รสฝาดขมเย็น เป็นยาสมาน แก้ไข้เพื่อลมและโลหิต แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ท้องร่วง แก้อักเสบ ฟกบวม

สรรพคุณของเพกา หรือ ลิ้นฟ้า

  • ฝักอ่อนและยอดอ่อน จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดให้ลดลงได้
  • ฝักอ่อน มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ หรือเรียกว่า ช่วยชะลอความแก่นั่นเอง
  • ใบ ช่วยบรรเทาอาการปวด – ไข้ ด้วยการที่เอาใบไปต้มน้ำดื่ม
  • รากและฝักอ่อน ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ
  • ฝักอ่อน มีประโยชน์ต่อสุขภาพ สามารถกินเหมือนผักทั่วไปได้เลย

เรามาเตรียมวัตถุดิบ ทำน้ำมันเพกาทาริดสีดวงทวารกันค่ะ

วัตถุดิบ น้ำมันเพกาทาริดสีดวงทวาร

  • เปลือกต้นเพกาสด 50 กรัม
  • น้ำมันมะพร้าว 25 ซีซี ( สกัดร้อนหรือสกัดเย็น หรือจะใช้น้ำมันงาแทนก็ได้ )

วิธีการทำ น้ำมันเพกาทาริดสีดวงทวาร

  • หั่นเพกา หรือลิ้นฟ้าให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปใส่ในเครื่องปั่นพร้อมกับน้ำมันมะพร้าวให้เข้ากัน
  • จากนั้นเทใส่หม้อสแตนเลส ตั้งไฟอ่อนๆ เคี่ยวจนทุกอย่างเข้ากันดี ใช้เวลาในการเคี่ยวประมาณ 30 นาที
  • เสร็จแล้วให้กรองเอาแต่น้ำมัน รอให้เย็น หรือ อุ่นๆ กรอกใส่ขวดแก้วปิดฝาให้สนิท

วิธีใช้

  • ทาหัวริดสีดวงทวาร เช้า – กลางวัน – เย็น
  • ถ้าให้ได้ผลสัมฤทธิ์ ต้องกินยาควบคู่กันด้วย ( ปรึกษาแพทย์แผนไทย )
  • หรือทาหัวฝีมะเร็งที่ยังไม่แตก แล้วใช้พลาสติกห่อหุ้มอาหาร ห่อหุ้มบริเวณที่เป็นประมาณ 1 ชั่วโมง ทั้ง เช้า – กลางวัน – เย็น
  • และให้งดของแสลง จำพวกปลาเมือกมัน เครื่องในสัตว์ทุกชนิด

น้ำมันทาริดสีดวงทวาร รักษาริดสีดวงทวาร กรณีหัวริดสีดวงทวารที่บานแล้วหรือทาฝีมะเร็งที่ยังไม่แตก เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมท่อน้ำเหลือง

** หมายเหตุ    เป็นยาใช้ภายนอก **




บทความที่น่าสนใจ

ปลาช่อนทอดพริกขี้หนู ปลากรอบๆ ผัดด้วยพริก

ปลาช่อนทอดพริกขี้หนู ปลากรอบๆ ผัดด้วยพริก

ปลาช่อนทอดพริกขี้หนู

ปลาช่อนทอดพริกขี้หนู


     สวัสดีค่ะ วันนี้แอดมีเมนู ปลาช่อนทอดพริกขี้หนู มาให้ลองทำกันค่ะ เป็นเมนูปลาช่อนทอดพริกขี้หนู ที่ทำง่ายๆ เครื่องไม่เยอะ เผ็ดร้อนถึงใจ ถ้าท่านไม่ทานเผ็ดก็สามารถลดปริมาณของพริกลงได้ค่ะ




พริกขี้หนู สมุนไพรไทยที่มีรสชาติจัดจ้าน ช่วยเพิ่มรสชาติอาหารให้ดีขึ้น พริกขี้หนูนั้นมีประโยชน์มากมายหลายข้อ เช่น ช่วยลดน้ำหนัก ป้องกันโรคมะเร็ง เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง ได้อีกด้วย

  พริกขี้หนูเป็นสมุนไพร ที่มีการนำมาใช้ในการประกอบอาหารหลากหลายเมนู เพื่อเพิ่มความเผ็ดทำให้กับอาหาร ทำให้อาหารมีรสชาติที่อร่อยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมนูผัดต่างๆ ต้มยำ ยำ ส้มตำ ลาบ ทำน้ำจิ้มและอื่นๆอีกมากมาย เรียกว่าต้องมีแทบทุกเมนูของอาหารไทยกันเลยทีเดียว พริกขี้หนูเป็นสมุนไพรที่มีการใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณ มีสรรพคุณในการบำรุงร่างกาย ช่วยให้เจริญอาหาร และช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดของร่างกาย แถมยังช่วยกระตุ้นเผาผลาญ ช่วยลดไขมันและลดน้ำหนักได้ วันนี้เราจะมาทำเมนูปลาช่อนทอดพริกขี้หนูกันค่ะ เราไปเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำเมนูปลาช่อนทอดพริกขี้หนูกันเลยค่ะ

วัตถุดิบ

  • ปลาช่อน น้ำหนักประมาณ 8 ขีด 1 ตัว
  • พริกขี้หนู แดง และ เขียว 30 เม็ด
  • กระเทียมจีน 1หัว
  • ใบมะกรูดซอย 2 ใบ
  • น้ำมันพืช สำหรับทอด ครึ่งขวดใหญ่
  • น้ำสะอาด 2 ช้อนโต๊ะ 

เครื่องปรุงรส

  • ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสปรุงรส 1 ½ ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
  • ผงชูรส 1 ช้อนชา

วิธีทำ

  • ขั้นตอนแรกให้ล้างปลาช่อนให้สะอาด ให้หมดเมือกลื่นๆ ด้วยสารส้มก้อน หรือถ้าไม่มีสารส้มก้อนให้ใช้เกลือป่นแทน ล้างให้สะอาด แล้วบั้งปลาช่อนทั้งสองด้าน หรือ จะผ่าหลังก็ได้เสร็จแล้ว พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  • โคลกกระเทียม กับ พริกขี้หนู ให้แหลกพอหยาบๆ เตรียมไว้
  • ซอยใบมะกรูด เสร็จแล้วพักไว้
  • ตั้งกระทะไฟกลาง เทน้ำมันพืชลงไป รอให้น้ำมันร้อนก่อน ระหว่างรอน้ำมันร้อน ให้นำปลาช่อนมาซับน้ำให้แห้งด้วยกระดาษทิชชูอเนกประสงค์ เพื่อลดการกระเด็นของน้ำมัน
  • เมื่อน้ำมันร้อนได้ที่แล้ว ให้ค่อยๆวางตัวปลาช่อนลงไป อย่าโยนเพราะน้ำมันอาจกระเด็นใส่ได้
  • รอให้ปลาสุกเป็นสีเหลืองทอง ค่อยกลับด้านทอดอีกข้างให้สุกเหลืองทองเหมือนกัน เมื่อเห็นว่าสุกเหลืองได้ที่แล้ว ตักขึ้นพักบนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำมัน จะได้กรอบนาน
  • ตั้งกระทะอีกครั้ง ด้วยไฟกลางค่อนไปทางอ่อน ใช้น้ำมันจากการทอดปลาช่อน 1 ตะหลิว ตักพริกที่โคลกไว้ ใส่ลงไปในกระทะ ผัดพริกขี้หนูกับกระเทียมให้มีกลิ่นหอม
  • แล้วค่อยปรุงรสด้วย ซอสหอยนางรม ซอสปรุงรส น้ำปลา น้ำตาลทราย ผงชูรส ผัดให้กัน
  • แล้วค่อยเติมน้ำสะอาดที่เหลือตามลงไป ผัดให้เข้ากันและมีความเหนียวนิดหน่อย ก็เป็นอันเสร็จ ปิดไฟ ตักราดบนตัวปลาช่อนทอด แล้วโดยด้วยใบมะกรูดซอย เป็นอันเสร็จเรียบร้อยพร้อมรับประทาน

เรียบเรียง : นงนุช , www.kasetnew.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปลาช่อนทอดราดพริก เมนูกับข้าวอร่อยๆอีกหนึ่งเมนู

ปลาช่อนทอดราดพริก เมนูกับข้าวอร่อยๆอีกหนึ่งเมนู

ปลาช่อนทอดราดพริก

ปลาช่อนทอดราดพริก


สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเมนูเกี่ยวกับปลามาให้ลองทำกันค่ะ ปลาที่ว่านั้นคือปลาช่อนนั่นเองเมนู ปลาช่อนทอดราดพริก ที่มีรสชาติ เผ็ด หวาน เค็ม ตามสไตล์บ้าน ปลาช่อนนั้นถือว่าเป็นปลาที่หาทานได้ไม่ยาก  มีทั้งจากแหล่งธรรมชาติ และ ปลาเลี้ยง ปลาช่อนทอดราดพริก ถือเป็นเมนูที่มีประโยชน์ทางด้านสารอาหารค่อนข้างเยอะ เป็นแหล่งโปรตีนจากธรรมชาติที่ดี เนื้อปลาช่อนมีสารที่เป็นส่วนหนึ่งของคอลลาเจน มีฤทธิ์ในการห้ามเลือดและระงับความเจ็บปวดได้คล้ายมอร์ฟีน



ปลาช่อน มีชื่อเรียกตามภาษาถิ่นในแต่ละภาคว่า “ปลาหลิม” ในภาษาเหนือ “ปลาค้อ” หรือ “ปลาก๊วน” ในภาษาอีสาน เป็นต้น และเมื่อไม่นานมานี้มีการค้นพบว่าเนื้อปลาช่อนมีสารที่เป็นส่วนหนึ่งของคอลลาเจน มีฤทธิ์ในการห้ามเลือดและระงับความเจ็บปวดได้คล้ายมอร์ฟีน จึงเหมาะอย่างยิ่งแก่การปรุงเป็นอาหารของผู้ป่วยหรือผู้ที่เพิ่งได้รับการผ่าตัด

จะเห็นได้ว่าปลาช่อนนั่นมีประโยชน์มากมาย และหาซื้อ หาทานได้ไม่ยาก ฉะนั้นวันนี้เรามาทำเมนูปลาช่อนทอดราดพริก กันเลยดีกว่าค่ะ

วัตถุดิบ

  • ปลาช่อนขนาด 7 – 8 ขีด    1 ตัว  ** หั่นเป็นท่อนๆ **
  • พริกแกงเผ็ด   2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช สำหรับทอด และผัดเครื่องพริกแกง
  • เกลือ  2 ช้อนโต๊ะ
  • ใบมะกรูด หั่นฝอย  4  ใบ
  • พริกชี้ฟ้าแดง    1  เม็ด
  • น้ำสะอาด   1 ถ้วยน้ำจิ้ม

เครื่องปรุงรส

  • น้ำมันหอย  2  ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา    1 ½  ช้อนโต๊ะ
  • ซอสปรุงรส   1  ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย  2  ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรส  1 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการทำ

  • ขั้นตอนแรก ล้างปลาด้วยน้ำให้สะอาด แล้วนำเกลือมาคลุกเคล้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ 2 – 3 นาที แล้วล้างน้ำออกให้สะอาด ให้หมดคราบลื่นๆ ล้างน้ำหลายครั้ง เสร็จแล้วให้หั่นปลาช่อนเป็นท่อนๆ ตามขนาดที่ต้องการ แล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  • ล้างใบมะกรูด, พริกชี้ฟ้า,ให้สะอาด แล้วนำมาหั่นซอย เสร็จแล้วพักไว้
  • ขั้นตอนต่อไป คือการทอดปลาช่อน ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชลงไป รอให้น้ำมันร้อน แล้วค่อยนำปลาช่อนที่หั่นเตรียมไว้ ลงทอดในกระทะ ช่วงแรกอย่าเพิ่งพลิกปลารอให้ปลาช่อน มีสีเหลืองทองก่อน แล้วค่อยพลิกกลับด้าน ทอดปลาช่อนให้มีสีเหลืองทองทั้งสองด้าน เสร็จแล้วตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน
  • เสร็จแล้วเทน้ำมันจากการทอดปลาช่อนออก เหลือไว้เล็กน้อย เพื่อใช้ในการผัดพริกแกง
  • หลังจากเทน้ำมันออกแล้ว ตั้งกระทะไฟกลางๆ ใส่พริกแกงลงไปผัดให้หอม เสร็จแล้ว ปรุงรสด้วย น้ำมันหอย น้ำปลา ซอสปรุงรส น้ำตาลทราย ผงปรุงรส ผัดให้เข้ากัน แล้วชิมรสชาติ ตามที่ต้องการ
  • เสร็จแล้ว นำปลาช่อนทอด ใส่ลงไปในกระทะ ผัดให้เข้ากันกับเครื่องพริกแกง ให้ใส่ใบมะกรูดหั่นฝอย และ พริกชี้ฟ้าหั่นเฉียง ลงไป ผัดให้เข้าอีกครั้ง ปิดไฟ ตักใส่จาน พร้อมรับประทาน

อ้างอิง :  วิกิพีเดีย
เรียบเรียง : นงนุช , www.withikaset.com


บทความที่น่าสนใจ

ต้มจืดไข่น้ำ เมนูทำง่ายๆ อร่อยมีประโยชน์มากมาย

ต้มจืดไข่น้ำ เมนูทำง่ายๆ อร่อยมีประโยชน์มากมาย

ต้มจืดไข่น้ำ

ต้มจืดไข่น้ำ


วันนี้เรามีเมนู ต้มจืดไข่น้ำ มาให้ทำกินกันค่ะ เป็นเมนูง่ายๆ ใครทำก็อร่อย วัตถุดิบก็หาได้ง่าย ซึ่งทุกครัวเรือนต้องมีติดครัว ติดตู้เย็นกันทุกบ้าน ยิ่งได้กินตอนร้อนๆ ในวันที่ฝนตกอากาศเย็น กินแล้วโล่งคอ คล่องคอ ได้ดีไม่น้อย




   ว่าด้วยเรื่องของไข่ ไข่นั้นมีประโยชน์มากมาย ในไข่ขนาดใหญ่หนึ่งฟอง มีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นจำนวน 13 ชนิด และยังโปรตีนสูงเพียง 70 แคลอรี่ เท่านั้นเอง จึงสามารถนำมาใช้ในการควบคุมน้ำหนักได้ และยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในหญิงตั้งครรภ์  ช่วยให้การทำงานของสมองให้ดียิ่งขึ้น ช่วยในเรื่องของสุขภาพดวงตา และในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย

แต่ก็มีข้อควรระวัง สำหรับการทานไข่ในผู้ป่วย

ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยที่เป็นโรคไขมันในเลือดสูง และ ในผู้สูงอายุ ต้องระมัดระวังเรื่องการบริโภคไข่เป็นพิเศษ และควรบริโภคไข่ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์ หรือ บริโภคแค่ไข่ขาว หรือตามแพทย์สั่ง เท่านั้น

  เห็นหรือยังคะ ว่าไข่นั้นมีประโยชน์และดีต่อร่างกายเราอย่างไร เพราะฉะนั้นเราต้องหันมาทานไข่ ที่เป็นแหล่งโปรตีน ราคาถูกทานกันนะคะ ซึ่งวันนี้เราจะมาทำเมนูไข่น้ำกันค่ะ ไปลงมือทำกันเลยค่ะ

วัตถุดิบ

  • ไข่ไก่เบอร์ # 2        4 ฟอง
  • กระเทียม                6 กลีบ
  • รากผักชี                  2 ต้น
  • พริกไทยขาวเม็ด     1 หยิบมือ
  • ผักชี                         2 ต้น
  • คื่นฉ่าย หรือตั้งโอ๋    2 ต้น
  • น้ำสะอาด                1 ลิตร
  • น้ำมันพืช สำหรับผัดเครื่องสามเกลอ    2 ช้อนโต๊ะ

เครื่องปรุงรส

  • ซีอี๊วขาว                 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสปรุงรส             ½ ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรส                1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย           1 ช้อนชา
  • กระเทียมเจียว สำหรับโรยหน้า
  • พริกไทยป่น  สำหรับโรยหน้า  

วิธีการทำ

  • นำคื่นฉ่าย ,ผักชี และรากล้างน้ำให้สะอาด แล้วพักไว้ เสร็จแล้วซอย คื่นฉ่าย และผักชี ตัดรากผักชี แล้วพักเตรียมไว้
  • ปลอกกระเทียม ล้างน้ำให้สะอาด นำไปโคลกรวมกับรากผักชี และพริกไทยเม็ด โคลกรวมกันจนละเอียดดี ตักพักไว้
  • ตอกไข่ใส่ถ้วย แล้วตีจนเข้ากันดี พักไว้ เสร็จแล้ว ตั้งหม้อเปิดไฟกลางค่อนไปทางอ่อน ใส่น้ำมันพืชที่เตรียมไว้ลงไปในหม้อ แล้วตักเครื่องสามเกลอ ลงไปผัดให้มีกลิ่นหอม
  • จากนั้นใส่น้ำสะอาดลงไปรอจนน้ำเดือด ใส่ ผงปรุงรส , ซอสปรุงรส ,ซีอิ๊วขาว , น้ำตาลทราย รอจนน้ำเดือนอีกครั้ง
  • พอน้ำเดือดให้ใช้ทัพพีคนให้เร็วๆ แล้วค่อยๆ เทไข่ที่เตรียมไว้ลงไป
  • พอไข่สุก จะลอยขึ้น แล้วคนเบา ชิมรสชาติตามต้องการในขั้นตอนนี้
  • เสร็จแล้วใส่ คื่นฉ่าย และ ผักชีลงไป คนให้เข้ากันแล้วปิดไฟ ตักใส่ถ้วย โรยด้วยพริกไทยป่น และ กระเทียมเจียว เสร็จแล้วพร้อมทานค่ะ

ลองทำกันดูนะคะ เป็นสูตรที่ทำได้ไม่ยากเลยค่ะ เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็สามารถทำได้แน่นอนค่ะ

เรียบเรียงโดย : นงนุช , www.sarakaset.com




บทความที่น่าสนใจ

ไก่ผัดหน่อไม้ดอง รสกลมกล่อมแซ่บจัดจ้าน พร้อมวิธีทำ

ไก่ผัดหน่อไม้ดอง รสกลมกล่อมแซ่บจัดจ้าน พร้อมวิธีทำ

ผัดไก่ใส่หน่อไม้ดอง

ไก่ผัดหน่อไม้ดอง


     สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาทำ ผัดไก่ใส่หน่อไม้ดอง กันค่ะ เป็นเมนูกับข้าวที่เผ็ดร้อน ที่ทำไม่ยาก เครื่องผัดสามารถซื้อได้ตามตลาด ราคาไม่แพง ผัดไก่หน่อไม้ดองทานคู่กับไข่เจียว หรือ ไข่ต้ม ก็เข้ากันไม้น้อย ประโยชน์ของสมุนไพรที่ใส่จัดเต็ม ทำให้เมนูผัดไก่หน่อไม้ดอง มีรสชาติ เผ็ดร้อน ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี เพราะในเมนูมีทั้ง กระชาย เม็ดพริกไทยอ่อน เครื่องแกงเผ็ด ใบมะกรูด และพริกชี้ฟ้า นั่นเอง  

เรามาลงมือทำผัดไก่ใส่หน่อไม้ดอง กันเลยนะคะ

วัตถุดิบผัดไก่ใส่หน่อไม้ดอง

  • สะโพกไก่ 2  ชิ้น
  • พริกแกงเผ็ด 2  ช้อนโต๊ะ
  • เครื่องผัด  1  แพ็ค
  • หน่อไม้ดองต้มแล้ว  3  ขีด
  • น้ำสะอาด  1  ถ้วยเล็ก  
  • น้ำมันพืช สำหรับผัด    4 ช้อนโต๊ะ

เครื่องปรุงรส

  • ซอสหอยนางรม 3  ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 2  ช้อนโต๊ะ
  • ซอสปรุงรส 1  ช้อนโต๊ะ
  • ผงชูรส 1 ช้อนชา

วิธีทำ

  • ล้างไก่ด้วยน้ำให้สะอาด แล้วสับเป็นชิ้นตามขนาดที่ต้องการ แล้วพักไว้
  • ล้างหน่อไม้ดองให้สะอาด แล้วนำไปต้มประมาณ 5 นาที เทน้ำออก พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  • ให้นำเครื่องผัดมาล้างด้วยน้ำให้สะอาด พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำพริกชี้ฟ้ามาหั่นเฉียงเตรียมไว้ แล้วฉีกใบมะกรูดที่มากับเครื่องผัดฉ่า ฉีกเตรียมไว้
  • ล้างพริกไทยอ่อนให้สะอาด แล้วพักไว้
  • เสร็จแล้ว ให้ตั้งกระทะไฟกลางๆ เทน้ำมันพืชลงไป รอให้น้ำมันร้อนนิดหน่อย แล้วจึงใส่ พริกแกงเผ็ดลงไปผัดให้หอม
  • เสร็จแล้วตามด้วยสะโพกไก่ที่สับไว้ ลงไปผัดให้สุกประมาณหนึ่ง แล้วเทน้ำสะอาดตามลงไป ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง รอให้ไก่สุก
  • เสร็จแล้วใส่หน่อไม่ดองลงไป ผัดให้เข้ากัน แล้วตามด้วยกระชาย พริกไทยอ่อน ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง
  • แล้วมาปรุงรสด้วย ซอสหอยนางรม ซอสปรุงรส น้ำปลา ผงชูรส ผัดให้เข้ากัน ชิมรสชาติตามที่ต้องการ แล้วใส่ใบมะกรูดลงไปในขั้นตอนสุดท้าย ผัดให้เข้ากันอีกที ปิดไฟ ตักใส่จาน พร้อมรับประทาน

เรียบเรียง : นงนุช , www.sarakaset.com




บทความที่น่าสนใจ

ผัดหน่อไม้ดองใส่ปลากระป๋อง เมนูที่ทำง่ายอร่อยแซ่บ  สูตรบ้านๆ

ผัดหน่อไม้ดองใส่ปลากระป๋อง เมนูที่ทำง่ายอร่อยแซ่บ  สูตรบ้านๆ

ผัดหน่อไม้ดองใส่ปลากระป๋อง

ผัดหน่อไม้ดองใส่ปลากระป๋อง


สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาทำเมนูอาหารที่ทำง่าย ใช้เวลาน้อย มาฝากกันค่ะ ซึ่งวัตถุดิบนั้นหายไม่ยากและราคาไม่แพง สามารถเก็บไว้กินได้หลายมื้อ ในยุคสมัยปัจจุบันนี้ ที่ข้าวของแพงไปเสียทุกอย่าง วัตถุที่ว่า นั่นก็คือหน่อไม้ดอง กับปลากระป๋อง นั่นเอง ซึ่งของเหล่านี้หาง่าย เก็บได้นาน และทุกบ้านต้องมีติดครัวไว้ ยามฉุกเฉินนั่นเอง เรามาลงมือทำกันเลยดีกว่าค่ะ




วัตถุดิบ

  • หน่อไม้ดองต้มแล้ว  1 ตะกร้าขนมจีนเล็ก  ** ต้มแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ
  • ปลากระป๋อง  2  กระป๋อง
  • น้ำมันพืช  3  ช้อนโต๊ะ
  • พริกขี้หนูแห้ง   15 เม็ด เพิ่ม ลดได้
  • พริกขี้หนูสด   15 เม็ด  ** แบ่งไว้ใส่ตอนผัด 10 ม็ด **
  • กระเทียม   1  หัว
  • ใบกะเพรา   1 ตะกร้าขนมจีนเล็ก
  • น้ำปลา    2 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสหอยนางรม   2 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสปรุงรส   1 ช้อนโต๊ะ
  • ผงชูรส หรือ ผงปรุงรส   1- 2 ช้อนชา

ขั้นตอนวิธีทำ

  • เริ่มจากโคลกพริกแห้ง พริกขี้หนูสด กับ กระเทียม ให้ละเอียด แล้วพักไว้
  • จากนั้นให้ทำการตั้งกระทะ ไฟกลางๆ ไม่ต้องแรงมาก แล้วเทน้ำมันพืชลงไป ไม่ต้องรอให้กระทะร้อน
  • นำพริกที่โคลกเตรียมไว้แล้วลงไปผัดในกระทะให้ มีกลิ่นหอม
  • จากนั้นให้เรานำหน่อไม้ดองที่ต้มเตรียมไว้ลงไป ผัดให้เข้ากัน แล้วตามด้วยปลากระป๋อง 2 กระป๋อง ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง
  • เริ่มปรุงรส ด้วย น้ำปลา, ซอสปรุงรส, ซอสหอยนางรม, ผงชูรส หรือ ผงปรุงรส, ผัดให้เข้ากัน ชิมรสชาติ ตามความชอบได้เลยค่ะ
  • ใส่พริกขี้หนูสดประมาณ 10 เม็ด และ ใบกะเพรา ผัดให้เข้ากันอีกครั้งเป็นอันเสร็จเรียบร้อย พร้อมตักใส่จานรับประทานได้เลยค่ะ

เรียบเรียง : นงนุช ,www.withikaset.com


บทความที่น่าสนใจ

ซอยจุ๊ เมนูอาหารอีสาน อร่อยแซ่บ ใครได้ลองแล้วจะติดใจ

ซอยจุ๊ เมนูอาหารอีสาน อร่อยแซ่บ ใครได้ลองแล้วจะติดใจ

ซอยจุ๊

ซอยจุ๊


ซอยจุ๊ เป็นชื่ออาหารอีสานชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในประเภท “ลาบ ก้อย ซอย แซ” ใช้เนื้อและเครื่องในดิบกินกับแจ่ว (น้ำจิ้มอีสาน) โดยซอยเนื้อหรือแล่เนื้อเป็นแผ่นบาง ๆ พอคำ จิ้มกับน้ำจิ้มอีสานที่มีรสขม หรือที่เรียกกันว่า “แจ่วขม” หรือ “แก่วขม” นั่นเอง




โดยทั่วไปแล้วซอยจุ๊จะนิยมกินเป็นกับแกล้ม ไม่ว่าจะแกล้มกับเบียร์ เหล้า หรือแบบดั้งเดิมเลยก็ต้องเหล้าขาว ก็แล้วแต่ หรือจะกินกับข้าวเหนียวร้อนๆ เป็นกับข้าวในมื้ออาหารก็ได้เช่นกันแล้วแต่ความชอบ แต่ไม่ว่าจะกินเป็นกับแกล้มหรือกับข้าว สิ่งที่คู่กันแบบขาดไม่ได้ก็คือ ผักสด นานาชนิด ที่เป็นของคู่กันเลยขาดไม่ได้

ส่วนประกอบของซอยจุ๊

  • เนื้อวัวดิบ : เป็นวัตถุดิบหลักในเมนู ซึ่งจะถูกนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอดีคำเพื่อให้สามารถจิ้มกับน้ำจิ้มแจ่วขมและรับประทานได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านการปรุงสุก
  • ตับ : ส่วนหนึ่งของเครื่องในวัวที่นิยมนำมาใช้ในการทำ เป็นเครื่องในที่มีรสชาติเข้มข้นและส่งกลิ่นหอมหวานเฉพาะตัว
  • สไบนาง (ผ้าขี้ริ้ว) : เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องในวัวที่นิยมนำมาใช้ มีลักษณะเนื้อกรุบกรอบและเนื้อสัมผัสที่ค่อนข้างขรุขระ
  • ขอบกระด้ง: อีกส่วนหนึ่งของเครื่องในวัวที่นิยมใช้จะมีลักษณะกรุบ ๆ และมีรสชาติหอมเหม็นเฉพาะตัว
  • น้ำจิ้มแจ่วขม : เป็นน้ำจิ้มที่ใช้คู่กับซอยจุ๊ เป็นน้ำจิ้มที่มีส่วนผสมที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนน้ำจิ้มแจ่วทั่วไปเพราะจะมีการใส่ดีวัวและขี้เพี๊ยะลงไปด้วย มีรสชาติเปรี้ยว-หวาน-เผ็ด-ขมเล็กน้อย ช่วยเพิ่มรสชาติและช่วยดับคาวได้เป็นอย่างดี

ส่วนผสม

  • เนื้อวัวสด, ตับ, สไบนาง(ผ้าขี้ริ้ว), ขอบกระด้ง
  • ข้าวคั่ว
  • พริกป่น
  • ดีวัว
  • ขี้เพี้ยวัว
  • น้ำปลา
  • ผงชูรส
  • ต้นหอม
  • ผักชี
  • ผักชีฝรั่ง

วิธีทำซอยจุ๊

  1. ทำน้ำจิ้มแจ่วกันก่อน นำขี้เพี้ยไปต้มให้สุก
  2. นำขี้เพี้ยต้มสุกมาผสมกับ ข้าวคั่ว พริกป่น ดีวัว น้ำปลา ผงชูรส และทำให้เข้ากัน จากนั้นหั่นหอม หั่นผักชี ผักชีฝรั่ง ใส่ลงไป และเหลือไว้โรยหน้าเนื้อวัวด้วย เพื่อความสวยงาม และความแซ่บ ความนัว
  3. นำเนื้อวัวสด ๆ มาหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้ออย่างเดียว สามารถใช้ ผ้าขี้ริ้ว ตับ ด้วยก็ได้แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน
  4. จัดเสิร์ฟ พร้อมเครื่องเคียงเป็นผักสดต่าง ๆ เช่น ถั่วฝักยาว กระหล่ำปลี ใบชะพลู (ผักอีเลิด) หรือกระเทียมกลีบเล็ก และพริกขี้หนูด้วย ก็ยิ่งเพิ่มความเผ็ดแซ่บ จี๊ดจ๊าดได้อีกด้วย

ที่มา : สูตรจาก อีสาน108

ข้อควรระวังในการรับประทานซอยจุ๊

  • ควรเลือกรับประทานซอยจุ๊จากร้านค้าที่สะอาด น่าเชื่อถือ มั่นใจได้ในสุขอนามัยและมีการประกอบอาหารได้มาตรฐาน
  • กรณีทำซอยจุ๊เองควรเลือกเนื้อวัวที่สดใหม่และคุณภาพดีจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและปนเปื้อนสารอันตราย
  • เนื้อวัวในซอยจุ๊เป็นเนื้อและเครื่องในดิบที่ไม่ผ่านการปรุงสุก ควรระวังเรื่องการล้างทำความสะอาดให้ดี และใส่ใจทุกขั้นตอนการทำตั้งแต่ต้นจนจัดเสิร์ฟ
  • ควรรับประทานซอยจุ๊ในปริมาณที่เหมาะสมและไม่ส่งผลต่อสุขภาพ ไม่ทานเยอะจนเกินไป หรือทานบ่อยจนเกินไป
  • สังเกตอาการตัวเอง : หากมีอาการไม่พึงประสงค์หลังจากการรับประทานซอยจุ๊ เช่น อาการท้องเสีย คลื่นไส้ หรืออาการแพ้ ควรพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาอย่างเหมาะสม

ซอยจุ๊เป็นอาหารพื้นบ้านทางภาคอีสานที่มีประวัติมาอย่างยาวนาน ใครอยากลองสัมผัสประสบการณ์ลิ้มลองรสชาติอาหารพื้นบ้าน ก็อย่าลืมให้ความสำคัญในด้านความสะอาด การเลือกวัตถุดิบหรือร้านที่มีคุณภาพ

ที่มา : https://rabbitcare.com/ ,https://www.sarakaset.com/





บทความที่น่าสนใจ