การเลี้ยงกบในกระชัง ดูแลง่ายใช้น้ำน้อย

การเลี้ยงกบในกระชัง ดูแลง่ายใช้น้ำน้อย

การเลี้ยงกบในกระชัง

การเลี้ยงกบในกระชัง กบที่เหมาะสมจะนำมาทำการเพาะเลี้ยงนี้ ซึ่งถ้าเลี้ยงอยางถูกต้องตามวิธีการและใช้เวลาเพียง 4-5เดือน จะได้กบขนาด 4-5 ตัว/กก. เป็นกบที่มีความเจริญเติบโตเร็ว โดยมีอัตราการแลกเปลี่ยนอาหาร 3-4 กก. ได้เนื้อกบ 1 กก. กบตัวผู้เมื่อจับพลิกหงายขึ้นจะเห็นมีกล่องเสียง อยู่ใต้คางแถวๆ มุมปากลางทั้งสองข้าง ในช่วงฤดูผสมพันธุ์กบตัวผู้จะเป็นผู้ส่งเสียงร้อง และในขณะที่ร้องนั้นส่วนของกล่องเสียงจะพองโตและใส ส่วนตัวเมียนั้นจะมองไม่เห็นส่วนของกล่องเสียงดังกล่าว ถ้าอยู่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ กบตัวเมียที่มีไขแก่จะสังเกตเห็นส่วนของท้องบวมและใหญ่กว่าปกติ ถึงอย่างไรสีของกบจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสิ่งแวดล้อมและที่อยู่อาศัย




การเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์กบ

โดยธรรมชาติ กบจะเริ่มจับคู่ ผสมพันธุและวางไข่ในฤดูฝน และพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ที่ดีต้องมีอายุอย่างน้อย 1 ปี ขึ้นไป กบตัวผู้ จะเห็นกล่องเสียงอยู่ใต้ค้างทั้งสองข้าง ขากรรไกร เป็นลักษณะวงกลมสีคล้ำ เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ กบตัวผู้จะส่งเสียงร้อง ส่วนของกล่องเสียงนี้จะพองโต แต่ลักษณะนี้จะไม่มีในกบตัวเมีย ซึ่งตัวเมียนั้น เมื่อถึงฤดูผสมพันธุที่ส่วนท้องจะขยายใหญ่ และกบตัวเมียที่ยังมีไข่อยู่ในท้องจะมีความสากขางลำตัวทั้งสองด้าน เมื่อใช่นิ้วสัมผัสจะรู้สึกได้ และเมื่อไข่ออกจากท้องไปแล้ว ปุ่มสากเหล่านี้ก็จะหายไป อนึ่งกบตัวเมียก็จะส่งเสียงร้องเช่นกัน แต่เป็นเสียงที่เบามาก และกบตัวเมียที่รู้ตัวว่ามีไข่แก่อยู่ในท้องจะเป็นผู้เดินทางมาหาตัวผู้ตามเสียงร้อง

การทำกระชังเพาะพันธุ์กบ

การทำกระชังเพาะพันธุ์กบ นั้นสามารถที่จะทำโดยมีวิธีการดังนี้

  • เตรียมหลี่ในลอนขนาดประมาณ 35×20 เมตรขึ้นไป ลึก 80-100 เซนติเมตร
  • นำหลี่ไนลอนมาเย็บติดกัน ตามขนาดตามที่ต้องการ เพื่อทำให้หลี่ไนลอนนั้นเป็นพื้นของกระชังเพาะพันธุ์กบ

การเพาะพันธุ์กบ

เมื่อเตรียมกระชังเพาะพันธุ์กบแล้ว ภายกระชังควรมีพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักตบชวาเล็ก ๆ และน้ำ แต่ไม่ควรมีน้ำสูงเกิน 5 ช.ม. กบจะผสมพันธุ์และวางไข่ในช่วง 04.00 – 06.00 น. เมื่อเห็นว่ากบออกไข่ แล้วจึงนำพ่อแม่พันธุ์ออกจากบ่อเพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้แพไข่แตก เนื่องจากการเคลื่อนไหวของกบ บ่อ ผสมพันธุ์นี้ เมื่อปล่อยพ่อแม่กบ ลงไปแล้ว ไม่ควรไปรบกวนหรือมีสิ่งอื่นใดทำให้กบตกใจ ซึ่งเป็นเหตุให้กบไม่ผสมพันธุ์ และออกไข่ได้

การอนุบาลกบวัยอ่อนและการเลี้ยงกบโตเต็มวัย

เมื่อไข่กบฟักออกเป็นตัวอ่อนแล้ว ช่วงระยะ 2 วันแรกไม่ต้องให้อาหารเพราะลูกอ็อดยังใช่ไข่แดงที่ติดมาเลี้ยงตัวเอง หลังจากนั้นจึงเริ่มให้อาหาร เป็น ไข่แดงต้ม ลูกอ็อดจะมีอายุ 20-30 วัน จึงเป็นลูกกบเต็มวัย ในขวงนี้จะต้องหาไม้กระดาน ขอนไม้หรือแผ่นโฟมลอยน้ำเพื่อใหลูกกบเต็มวัยขึ้นไปอาศัยอยู่ และให้อาหาร เป็นอาหารเม็ดสำหรับลูกกบ ส่วนการเลี้ยงลูกอ๊อดเมื่อเจริญเติบโตเป็นกบเต็มวัยแล้ว มันจะขึ้นจากน้ำไปอาศัยอยู่บนบกหรือวัสดุอื่น ๆ ที่ลอยน้ำ เมื่อคัดขนาดนำไปเลี้ยงในบ่อแล้วต้องเตรียมอาหารให้ ถ้าเป็นลูกอ๊อดที่เคยให้อาหารเม็ดกินแต่แรก ก็สามารถให้อาหารเม็ดดังกลาวกินได้ต่อไป

การเลี้ยงกบในกระชังนี้สืบเนื่องมาจากการเพาะพันธุ์กบ คือ เมื่อเพาะกบและเลี้ยงลูกอ๊อดจนเป็นกบเต็มวัยแลวจึงคัดขนาดลูกกบนำไปเลี้ยงในบ่อซีเมนต์หรือในกระชังอื่นๆ หรือจำหน่าย ส่วนที่เหลือก็เลี้ยงต่อในกระชังต่อไป พื้นที่ใต้กระชังใช่แผ่นกระดานหรือแผ่นโฟมสอดด้านล่าง เพื่อให้เกิดส่วนนูนในกระชังและกบได้ขึ้นไปอยู่อาศัยส่วนรอบๆ หรือขุดหลุมตรงกลางกระชัง เพื่อให้เกิดที่ให้น้ำขังและภายนอกกระชังใช้วัสดุ เช่น แฝกหญ้าคา หรือทางมะพร้าว เพื่อไม่ให้กบมองเห็นทิวทัศน์นอกกระชัง มิฉะนั้นกบจะหาหนทางหลบหนีออกโดยกระโดดและชนผืนอวนกระชังเป็นเหตุให้ปากเป็นบาดแผลและเจ็บปวดจนกินอาหารไม่ได้ ส่วนด้านบนกระชังก็มีวัสดุพรางแสงให้

การเลี้ยงกบในกระชัง

โรคกบนา วิธีการป้องกันโรคกบนา

ปัญหาโรคกบที่เกิดขึ้นนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นปัญหาที่สื่บเนื่องมาจากความผิดพลาด ทางด้านการเลี้ยง ทำให้มีการหมักหมมของเสียต่าง ๆ เกิดขึ้นในบ่อเลี้ยงกันอย่างหนาแนน มีการให้อาหารมาก ประกอบกับการขาดความเอาใจใส่ และไม่เขาใจในเรื่องความสะอาดของบ่อรวมถึงน้ำที่เลี้ยงโอกาสที่กบจะเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียจึงมีมากขึ้น แบ่งออกได้ดังนี้

1. โรคติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นโรคที่ทำความเสียหายให้กับผู้เลี้ยงกบมากที่สุด ทั้งในช่วงที่เป็นลูกอ๊อด และกบเต็มวัย ซึ่งในที่นี้จะแยกออกเป็น 2 ลักษณะคือ

 1.1 โรคติดเชื้อแบคทีเรียในระยะลูกอ๊อด พบได้ตั้งแต่ระยะที่ไข่ฟักเป็นตัวจนกระทั่งพัฒนาเป็นตัวเต็มวัย อาการที่สังเกตได้คือ ลูกอ๊อดจะมีลำตัวด่าง คลายโรคตัวด่างในปลาดุกจากนั้นจะเริ่มพบอาการท้องบวมและตกเลือดตามครีบหรือระยางต่างๆ สาเหตุของการเกิดโรคมักจะมาจากการปล่อยลูกอ๊อดในอัตราหนาแน่นเกินไปมีการให้อาหารมากทำให้คุณภาพน้ำไม่เหมาะสม

1.2 โรคติดเชื้อแบคทีเรียในระยะเต็มวัย พบทั้งในกบขนาดเล็ก และขนาดใหญ่องค์ประกอบที่จะทำใหอาการของโรครุนแรงมากหรือน้อยคือ สายพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรีย Aeromonas และ Pseudomonas และระยะเวลาของการเป็นโรคอาการของโรคโดยทั่วไปที่พบได้แก่ การเกิดแผลที่มีลักษณะเป็นจุดแดง ๆ ตามขาและผิวตัวโดยเฉพาะด้านท้อง จนถึงแผลเน่าเปื่อยบริเวณปาก ลำตัวและขา เป็นต้น ดังนั้นจึงควรจัดการทำความสะอาดเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อย ๆ ควบคุมปริมาณอาหารให้พอเหมาะ และอย่าปล่อยกบลงเลี้ยงหนาแน่นเกินไป

2. โรคที่เกิดจากโปรโตชัวในทางเดินอาหาร โดยทั่วไปจะพบในกบเล็กมากกว่ากบโต อาการทั่วไปจะพบว่ากบไม่คอยกินอาหาร ผอม ตัวชีด เมื่อตรวจดูในลำไสจะพบโปรโตซัว การติดเชื้อโปรโตซัวในทางเดินอาหารนี้ถ้าเป็นติดต่อกันเป็นเวลานานก็จะทำให้กบตายได้ การรักษาควรจะใช้ยา Metronidazole ผสมอาหารให้กินในอัตรา 3-5 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม กินติดต่อกันครั้งละ3 วัน แล้วเว้นระยะ 3-4 วัน แล้วให้ยาช้ำอีก 2-3 ครั้ง หรือจนกว่ากบจะมีอาการดีขึ้น และกินอาหารตามปกติ

3. โรคทองบวม โดยทั่วไปจะเกิดกับลูกอ๊อดในฟาร์มที่ใช้น้ำบาดาล การเปลี่ยนน้ำอย่างรวดเร็วโดยใช้น้ำบาดาลที่ไม่ได้พักไว้ก่อน จะทำให้ความดันก๊าชที่ละลายอยู่ในน้ำลดต่ำลงอยางเฉียบพลัน มีผลให้ร่างกายของลูกออดต้องปรับความดันก๊าซในตัวเองลงมาให้เท่ากับความดันของก๊าซในน้ำ ทำให้เกิดฟองก๊าซขึ้น ในช่องวางของลำตัว ท้องลูกอ๊อดจึงบวมขึ้นมา การแก้ไขจะกระทำได้ยากมากจึงควรป้องกันโดยระมัดระวังในเรื่องการถ่ายน้ำอย่าเปลี่ยนน้ำปริมาณมาก ๆ ในเวลาสั้น ๆ และควรจะมีการพักน้ำและเติมอากาศให้ดีก่อนนำมาใช้โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำบาดาล

วิธีการป้องกันโรคกบนา

การเลี้ยงกบที่จะลดอัตราการแพร่ของเชื้อโรคนั้น ความสำคัญอยู่ที่ลักษณะของบ่อเลี้ยงที่จะต้องสะอาด มีแสงแดดส่องลงถึงพื้นได้ ถึงแม้จะมีการพรางแสงไว้มุมใดมุมหนึ่งก็ตาม น้ำในบ่อเลี้ยงต้องสามารถถ่ายเทได้ถึงอย่างไรก็ตามไม่ควรเลี้ยงกบหนาแน่นจนเกินไป และถ้าพบกบตัวใดมีอาการผิดปกติควรจับแยกออกเลี้ยงต่างหาก

ช่องทางการจัดจำหน่าย/การตลาด

        สำหรับผู้เลี้ยงกบหากหลีกเลี่ยงชวงที่มีการจับกบในแหล่งธรรมชาติก็จะช่วยลดปัญหาด้านราคาตกต่ำแต่อย่างไรก็ตามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทำให้แหล่งที่อยู่อาศัยเลี้ยงตัวตามธรรมชาติของกบลดลง ดังนั้นแนวโน้มการเลี้ยงกบในอนาคต จึงนับได้ว่ามีลู้ทางแจ่มใส ไม่มีปัญหาด้านการจำหน่ายและราคาก็ดีมีผลคุ่มต่อการลงทุน ลงแรง สามารถส่งเป็นสินค้าออกช่วยการขาดดุลให้แก่ผู้ที่สนใจเลี้ยง กบเป็นสัตวเศรษฐกิจชนิดหนึ่งซึ่งตลาดนิยมบริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งกบขนาด 4-5 ตัว/กก. ราคาจะอยู่ที่ 60 – 80 บาท/1 กิโลกรัม ถ้าขายลูกกบระยะเวลาเลี้ยง 2 เดือน ราคาจะอยู่ที่ ตัวละ 2 บาท และถ้าขายลูกกบระยะเวลาเลี้ยง 3 – 4 เดือน ราคาจะอยู่ที่ ตัวละ 5 บาท ช่องทางการจัดจำหน่าย/การตลาด แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

  • ช่องทางการจัดจำหน่ายทางตรง คือ เป็นช่องทางที่ผู้ผลิตนำสินค้าสู่ลูกค้าโดยตรงไม่ผ่านคนกลาง ช่องทางการจัดจำหน่ายแบบนี้นิยมใช้ในตลาดธุรกิจมากกว่าตลาดผู้บริโภค โดยทางออนไลน์
  • ช่องทางการจัดจำหน่ายทางอ้อม คือ เป็นช่องทางที่ผู้ผลิตอาศัยคนกลางในการกระจายสินค้าไปสู่ลูกค้า ช่องทางการจัดจำหน่ายนี้จะเป็นที่นิยมในตลาดผู้บริโภคมากกว่าตลาดธุรกิจ



บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเลี้ยงหนูนาในบ่อซีเมนต์

การเลี้ยงหนูนาในบ่อซีเมนต์

การเลี้ยงหนูนาในบ่อซีเมนต์

การเลี้ยงหนูนาในบ่อซีเมนต์ เป็นวิธีการเลี้ยงแบบง่ายๆ ต้นทุนต่ำ เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นเลี้ยง พื้นที่จำกัด และต้องการเลี้ยงในจำนวนไม่มาก หนูนา นับว่าเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน ดังนั้น การเลี้ยงหนูนาเป็นช่องทางในการสร้างอาชีพเสริม แนวคิดในการเลี้ยงหนูนาในบ่อซีเมนต์เกิดขึ้นทั้งนี้ หนูนาเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายที่สุด คิดจะเลี้ยงเพื่อหารายได้เสริม ทุนน้อย รายได้ก็ดีพอสมควร ขึ้นอยู่กับปริมาณ และการใส่ใจดูแลของของผู้เลี้ยง

การเลี้ยงหนูนา ไม่จำเป็นต้องวิ่งหาตลาดเองก็มีตลาดมารองรับแล้ว จึงทำให้ตัวเกษตรกร มีรายได้จากการจำหน่ายหนูนาไม่ต่ำกว่า เดือนละ 2,000 บาท เลยทีเดียว การเลี้ยงหนูนาของเกษตรกรในพื้นที่ทั่วไปถือเป็นอาชีพเสริมจากการทำอาชีพหลัก การเลี้ยงหนูนาทำได้ง่าย ด้วยการจัดหาพ่อพันฐ์แม่พันฐ์หนูนา ที่อยู่ตามท้องไร่ท้องนานำมาเพาะเลี้ยงในฟาร์มที่เตรียมไว้ สำหรับอาหารที่นำมาเลี้ยงหนูนาก็สามารถหาได้ตามธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วไป หนูนาจะออกลูกครอกหนึ่งประมาณ 8-9 ตัว ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน ก็จับขายได้

สำหรับขั้นตอนการเลี้ยงหนูนา

  • ต้องเตรียมวงบ่อซีมนต์ขนาด 80 ชม. จำนวน 2 วง วางซ้อนกันส่วนด้านล่างจะมีฝาปิดป้องกันไม่ให้หนูออก
  • นำพ่อพันธ์แม่พันธุ์หนูนาอายุประมาณ 1 ปี มาเลี้ยงในบ่อชีเมนต์ที่เตรียมไว้ในอัตราส่วน พ่อพันฐ์ 1 ตัว แม่พัน 2 ตัว ใช้เวลาเลี้ยงไปประมาณเดือนกว่าๆ หนูนาก็จะผสมพันฐ์และเริ่มตั้งท้อง จากนั้นประมาณ 1 เดือน หนูนาจะตกลูกออกมา วิธีเลี้ยง ช่วงที่หนูนาออกลูกออกมาใหม่ๆ เราก็จะปล่อยให้ลูกหนูนากินนมแม่ไปจนประมาณ 1 อาทิตย์ ลูกหนูนาก็จะหย่านมแม่ จากนั้นแยกเอาลูกหนูนามาเลี้ยงอนุบาลไว้ในบ่อชีเมนต์ที่เตรียมไว้ สำหรับอาหารของหนูนาที่ต้องให้กินทุกๆ วันก็คือหญ้า สามารถหาได้ตามท้องนา ลูกหนูนาที่เลี้ยงใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน หนูนาที่เลี้ยงจะมีน้ำหนักตัวหนึ่งประมาณ 3-4 ขีด ซึ่งเราก็สามารถจับขายได้

การให้อาหาร

ในช่วงแรกที่อายุอยู่ระหว่าง 2-4 สัปดาห์ จะให้รำอ่อนผสมกับปลายข้าวให้เป็นอาหาร แต่พอเมื่อหนูนาอายุ 5 สัปดาห์ ขึ้นไป จะเริ่มให้หญ้าอ่อน รำข้าว และ ปลายข้าว ผสมกันไป เพื่อให้หนูนาได้ทานหลากหลาย การให้น้ำจะมีขวดให้น้ำในบ่ออยู่ตลาดตั้งแต่เริ่มนำหนูนาลงบ่อ ให้คอยสังเกตว่าน้ำในขวดนั้นหมดหรือยัง หากหมดก็นำน้ำไปเติม ส่วนการให้อาหารก็จะให้ช่วงเข้ากับช่วงเย็นเพียงเท่านั้น เลี้ยงเป็นคู่ไว้ประมาณ 25 วัน หนูก็จะผสมพันธุ์และเริ่มตั้งท้อง ซึ่งแม่พันธุ์ 1 ตัว จะออกลูกประมาณ 8-10 ตัว

เมื่อแม่พันธุ์เริ่มตั้งท้องให้จับพ่อหนูนาแยกออกจากบ่อ เพราะหนูนาตัวผู้จะกินลูกหนูนาที่พึ่งคลอดเพราะผิดกลิ่นหนูนาจะใช้เวลาตั้งท้องอยู่ที่ 1 เดือนก็จะคลอดลูก ก็ให้แม่หนูเลี้ยงลูกหนูนาด้วยนมของเค้าอีกประมาณ 1 เดือนค่อยจับแม่พันธุ์แยกออกมา จากนั้น 4 เดือน หนูนาก็จะตัวโตเต็มที่ มีน้ำหนักประมาณตัวละ 5-6 ขีด สามารถจับขายได้เลย

เทคนิคการดูเพศ ของหนูนาหงายท้องหนูนาตัวผู้ขึ้นมา จะสังเกตเห็นลูกอัณฑะอย่างชัดเจนและก็จะมี รูทวารแค่นั้นส่วนหนูนาตัวเมีย จะมีรูทวาร,มีนมให้เห็นได้ชัด,มีช่องคลอดอยู่บริเวณหน้าท้อง

การเลี้ยงหนูนาในบ่อซีเมนต์

การรักษาความสะอาดและการป้องกันโรค

อย่างที่ทราบกันดีว่าหนูเป็นตัวพาหะนำโรคผู้เลี้ยงต้องใส่ใจความสะอาดเป็นพิเศษ น้ำต้องหมั่นเปลี่ยนน้ำโดยการผสมอีเอ็มลงในน้ำ เวลาหนูฉี่หรือขับถ่ายออกมาจะไม่มีกลิ่น และแกลบที่ใส่รองในบ่อมีคุณสมบัติช่วยย่อยและดูดกลิ่นฉี่ได้ด้วย วิธีนี้ถือว่าได้ผล เลี้ยงไว้หน้าบ้านก็ไม่มีกลิ่นถ้าห่วงเรื่องโรคตอนนี้ยังไม่มีอะไรน่ากลัว ใส่ถุงมือจับเพื่อความปลอดภัยก่อนจะจับหนูทุกครั้งให้สวมถุงมือกันหนูกัด และใช้เหล็กยาวจับยกที่หางมีแค่นี้ก็สามารถจับใส่กรงขายได้เลย ใน กรง สามารถใส่หนูตัวใหญ่ได้ 2 ตัว ถ้าเป็นตัวเล็กใส่ได้ 6 ตัว กรงที่ใช้ใส่เป็นกรงตักหนูทั่วไป หากลูกค้าสั่งซื้อจะมีการตกลงก่อนว่าจะซื้อกรงจากเราหรือเขามีกรงเองเราจะบอกลูกค้าว่าค่ากรง กรงละ 60 บาท การส่งทุกครั้งจะมีการลดและการแถมเพราะเราเข้าใจว่ามือใหม่ต้องเกิดความไม่มั่นใจกันเป็นธรรมดา

ช่องทางการจัดจำหน่าย/การตลาด

การเลี้ยงหนูนาของเกษตรกรในพื้นที่ทั่วประเทศ ถือเป็นอาชีพเสริมจากการทำอาชีพหลัก การเลี้ยงหนูนาทำได้ง่าย ด้วยการจัดหาพ่อพันธ์แม่พันธ์หนูนาที่อยู่ตามท้องไร่ท้องนามาเพาะเลี้ยงในฟาร์มที่เตรียมไว้

สำหรับอาหารที่นำมาเลี้ยงหนูนาก็สามารถหาได้ตามธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วไป หนูนาจะออกลูกครอกหนึ่งประมาณ 8-9 ตัว ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน ก็จับขายได้ ส่วนเรื่องความสะอาดและโรคภัยนั้นทาง

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ลงมาติดตามอย่างใกล้ชิด ที่ผ่านมายังไม่พบโรคจากฟาร์มหนูนาแห่งไหนเลยเพาะขายพ่อ-แม่พันธุ์กำลังไปได้ดี ตลาดเนื้อไม่พอความต้องการผู้บริโภคการตลาดถือว่ากำลังไปได้ดีเริ่มเพาะเลี้ยงขายพ่อแม่พันธุ์เป็นเวลาปีครึ่ง ตอนนี้หนูนาที่เลี้ยงการเพาะพันธุ์ไม่พอขาย ลูกค้าจองกันมาตั้งแต่ลูกยังไม่ทันออก รายได้ถือว่าดีมาก ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย

คิดเป็นเดือน อย่างช่วงปีที่ผ่านมามีรายได้จากการขายพ่อแม่พันธุ์ และหนูนาเพิ่งเกิดได้คิดเป็นเงิน 30,000 บาท ลูกค้าที่สั่งซื้อพ่อแม่พันธุ์ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าจากต่างจังหวัด และในอำเภอใกล้เคียง ลูกค้าจะทราบข้อมูลจากทางเฟซบุ๊ก และทางเพจ ซื้อขายหนูนา ลูกค้าจะใช้วิธีเสิร์ซหาข้อมูลแหล่งที่ขายหนูบริเวณใกล้เคียงกับที่อยู่ เราจึงได้ลูกค้าจากตรงนี้อีกทางหนึ่ง

หนูนาเลี้ยงง่าย อาหารสามารถคำนวณการให้ได้ล่วงหน้า เหมาะกับคนไม่ค่อยมีเวลา หนู 1 ตัว กินอาหารวันละ 10% ของน้ำหนักตัว หนู 1 เดือนแรกจะกินแต่นมแม่ เดือนที่ 2 น้ำหนักประมาณ 500 กรัม กินอาหารเฉลี่ยวันละ 50 กรัม ระยะนี้หนูจะโตเร็วมาก จนเข้าเดือนที่ 3 จะมีน้ำหนักเพิ่มถึง 4 ขีดครึ่ง กินอาหารเฉลี่ยวันละ 450 กรัม ช่วงเวลาที่เหลือเพิ่มปริมาณอาหารอีกเล็กน้อย จนถึงขนาดพร้อมขาย 5-6 ขีด ขายเป็นหนูเนื้อได้ราคา กก.ละ 200-250 บาท ขายเป็นพ่อแม่พันธุ์คู่ละ 900 บาท ที่นี่เฉพาะขายหนูอย่างเดียวทำรายได้เดือนละ 15,000-20,000 บาท

ที่มา : http:/www.google.com/search?=การเลี้ยงหนูนา+ในบ่อชีเมนต์ (06/06/2563)




บทความอื่นที่น่าสนใจ

แกงปลาช่อนนาใส่บวบ อร่อยๆ เมนูอีสานรสแซบๆ

แกงปลาช่อนนาใส่บวบ อร่อยๆ เมนูอีสานรสแซบๆ

แกงปลาช่อนนาใส่บวบ

วันนี้ขอแนะนำแบบแซบ ๆ แนวอาหารอีสานพื้นบ้านที่ชอบรับประทานกันนิยมนำจะนำปลาช่อนที่เลี้ยงในบ่อมาประกอบอาหาร นั้นก็คือ แกงปลาช่อนนาใส่บวบ อร่อยๆ สักมื้อกันดีไหม ลองทำกันเลย เตรียมเครื่องพร้อมก็ลุยกัน

วัตถุดิบ มีดังนี้

  • ปลาช่อนนา (ที่ผ่าเป็นท่อน)
  • บวบ (ผ่าพอดีคำ)
  • พริกสดแดง
  • ตะไคร้
  • แมงลัก
  • น้ำปลาร้า
  • ผงชูรส
  • น้ำปลา
  • ข้าวสารแช่น้ำ แช่ประมาณ 2-3 ชม.

ขั้นตอนการทำ

  • เริ่มจากการนำพริก กระเทียม หอมแดง ตะไคร้ ตำรวมกัน (เครื่องแกง) แล้วนำปลาช่อนที่หั่นแล้วล้างด้วยน้ำเกลือทำความสะอาดจนเมือกลื่น ๆ หมดถือว่าใช้ได้ แล้วพักไว้
  • จากนั้นเด็ดใบแมงลัก เด็ดเป็นใบ ๆ แล้วล้างนำขึ้นพักสะเด็ดน้ำรอ
  • ตั้งหม้อต้มน้ำเดือดๆ แล้วนำเครื่องแกงที่ตำไว้ ลงในน้ำเดือด ต้มประมาณ 1 นาที ให้ได้กลิ่นหอม เป็นใช้ได้ ใส่น้ำปลาร้า ผงชูรส น้ำปลา ลงในน้ำแกง
  • นำปลาช่อนส่วนหัวลงก่อน ห้ามคนให้ใช้ฝาหมอปิดเลย แกงต่อประมาณ 2 นาที พอส่วนหัวของปลาช่อนสุกให้ใส่ส่วนตัวของปลาช่อนลงไป (ขั้นตอนนี้ห้ามคนให้ใช้ฝาหมอปิดเลย) แกงต่อประมาณ 1-2 นาที
  • ใส่บวบลงไป แกงต่อประมาณ 5-6 นาที แล้วใส่ใบแมงลักแล้วยกลง เป็นอันเสร็จ

เคล็ดลับ : การล้างปลาด้วยน้ำเกลือ และไม่คนจะทำให้ปลาไม่มีกลิ่นคาว ใบแมงลักใส่ตอนจะยกลงจะทำให้กลิ่นหอม




บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านทรงปั้นหยา ทันสมัยสวยหรูดูดี ฟังก์ชั่นครบครัน

บ้านทรงปั้นหยา ทันสมัยสวยหรูดูดี ฟังก์ชั่นครบครัน

บ้านทรงปั้นหยา

บ้านทรงปั้นหยา


บ้านทรงปั้นหยา เป็นแบบบ้านที่มีหลังคาทรงปั้นหยา ลักษณะของหลังคาทรงปั้นหยา คือ มี 4 ด้าน ลาดเอียงลงมาบรรจบกันที่ยอด เป็นทรงที่เรียบง่าย ก่อสร้างง่าย และดูแลรักษาง่าย




สำหรับไอเดียแบบบ้านสวยๆ ที่เรานำมาเสนอในวันนี้ นั้นเป็นไอเดีย แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์คอนเทมโพรารี่หลังคาทรงปั้นหยา ตัวบ้านโทนสีขาวตัดกับไม้ฝาสีเทาสุดคลาสสิค ภายในประกอบด้วย 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 โถงกว้าง 1 พื้นที่อเนกประสงค์ เชิญชมรายละเอียดด้านในตัวบ้านกันครับ

ผลงาน | สิริประพันธ์ เฮ้าส์ รับสร้างบ้านครบวงจร ยโสธร ร้อยเอ็ด

สิริประพันธ์ เฮ้าส์ รับสร้างบ้านครบวงจร ยโสธร ร้อยเอ็ด

บ้านสไตล์ร่วมสมัย หลังคาทรงปั้นหยา มีมุขหน้าบ้านกว้าง แต่งเสาคู่ด้านหน้าด้วยกระเบื้องลายหินตกแต่งสีเทา ตัวบ้านยกพื้นสูง ทำบันไดทางขึ้นกว้าง

บ้านทรงปั้นหยา

บ้านทรงปั้นหยา

ผนังภายนอกใช้โทนสีขาว ทาสีขอบพื้นผนังด้านล่างด้วยสีเทาเข้มช่วยกันเปื้อนผนัง กรุด้วยไม้เทียมสีเทาเข้มสวยงาม ประตูทางเข้าหลักด้านหน้าเป็นบานกระจกแบบเลื่อนสไลด์เปิดออกสองข้าง เลือกใช้หน้าต่างบานกระจกแบบกรองแสงกรอบสีดำดูทันสมัย เติมแต่งด้วยบัวปูนสีขาวเป็นกรอบผนังและกรอบหน้าต่าง

บ้านทรงปั้นหยา

บ้านทรงปั้นหยา

บ้านทรงปั้นหยา

ห้องโถงรับแขกมีพื้นที่กว้างขวาง ได้รับแสงสว่างจากบานกระจกของประตูและหน้าต่างดูสว่างโปร่งโล่ง ปูกระเบื้องหินอ่อนทั้งห้อง ขวามือจัดไว้เป็นมุมรับแขก แต่งฝ้าหลุมด้านบน ไฟซ่อนฝ้าสวยงาม




ข้อดีของบ้านทรงปั้นหยา

  • สวยงาม เรียบง่าย
  • ก่อสร้างง่าย
  • ดูแลรักษาง่าย
  • หลังคาทรงปั้นหยา สามารถรับน้ำหนักได้ดี
  • เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้น
  • สามารถดัดแปลง ออกแบบให้เข้ากับสไตล์ต่างๆ ได้ง่าย

ห้องนอน นั้นมีหน้าต่างบานกระจกขนาดใหญ่ช่วยรับแสงและรับลมเข้ามาในห้อง ใช้โทนสีอ่อนและปูกระเบื้องพื้นเดียวกับโถงรับแขก

ห้องครัวที่อยู่ด้านหลังตัวบ้าน ใช้โทนสีสว่าง ส่วนเคาน์เตอร์ครัวนั้นเป็นแบบบิวท์อิน ติดกับผนังฝั่งหลังบ้าน ใช้โทนสีลายไม้ช่วยกันเปื้อนให้กับครัว มีหน้าต่างช่วยรับแสงหนึ่งบาน

ห้องน้ำมีทั้งหมด 2 ห้อง แต่งด้วยกระเบื้องลายสีขาวตัดพื้นสีเทาสวยงาม มีช่องผนังสำหรับวางของใช้หรือของตกแต่ง

บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ผลงาน | สิริประพันธ์ เฮ้าส์ รับสร้างบ้านครบวงจร ยโสธร ร้อยเอ็ด


ติดต่องานได้ตามรายล่ะเอียดด้านล่างเลยครับ
Tel ➤ 061 695 2366
Line ➤ @SRPHOUSE101 หรือ https://lin.ee/eHGiVx6
Office ➤ https://bit.ly/3uCp2HI
Instagram ➤ siripraphan_house


หมายเหตุ : ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย เพาะง่ายประหยัดต้นทุน

การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย เพาะง่ายประหยัดต้นทุน

การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย

การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย





ลักษณะของการเพาะเห็ดฟาง

การเพาะเห็ดฟางมีหลายวิธีคือ การเพาะเห็ดฟางแบบกองสูง การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย การเพาะเห็ดฟางจากเปลือกฝักถั่ว การเพาะเห็ดฟางแบบโรงเรือน หรืออุตสาหกรรม เป็นต้น

การเพาะเห็ดฟางแบบกองสูงนั้น ในปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมทำกันนัก เพราะใช้เวลาการเพาะนาน อีกทั้งต้องเสียเวลาในการ ดูแลรักษานานอีกด้วย ส่วนวิธีการเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ยนั้น กำลังเป็นที่นิยมมาก เพราะมีวิธีทำที่ง่าย ทั้งวัสดุที่ใช้เพาะก็หาได้ง่าย และผลผลิตที่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ในที่นี้จะกล่าวรายละเอียดเฉพาะการ เพาะแบบกองเตี้ยเท่านั้น

วัสดุอุปกรณ์

  • เชื้อเห็ดฟาง
  • วัสดุเพาะ ได้แก่ ฟางข้าว ตอซัง กากมันสำปะหลัง ผักตบชวา ชานอ้อย ทลายปาล์มน้ำมัน เปลือกถั่วเขียว ขี้เลื่อยจากการเพาะเห็ดถุงพลาสติก
  • อาหารเสริมเห็ดฟาง ได้แก่ ขี้ฝ้าย ไส้นุ่น ต้นกล้วยสับตากแห้ง รำข้าว ละอองข้าว หรืออาหารเสริมสำเร็จที่มีขายโดยทั่วไป
  • ปุ๋ยคอก เช่น มูลหมู มูลไก่ มูลวัว มูลควาย เป็นอาหารเสริมเห็ดได้ โดยใช้ปุ๋ยคอกที่แห้งและมีอายุข้ามปีผสมกับดินขุยไผ่ซึ่งมีอินทรีย์วัสดุสูง ในปริมาตรของปุ๋ยคอกกับดินในอัตราส่วน 1:10 ส่วน
  • ผ้าพลาสติกใส
  • แบบพิมพ์เห็ดฟาง มีลักษณะสี่เหลี่ยมคางหมูมีความกว้างด้านบน 30 เซนติเมตร มีความกว้างด้านล่าง 40 เซนติเมตร ความสูง 40 เซนติเมตร และมีความยาว 120 เซนติเมตร
  • มีดและบัวรดน้ำ

การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย

การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย

ขั้นตอนการเพาะ

1. นำพางข้าวหรือตอซังแช่น้ำให้อิ่มตัวประมาณ 1 คืนหรือตอซังจะแช่นาน 4-6 ชั่วโมง

การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย

2. ปรับพื้นที่ดินให้เรียบถ้ามีการไถพรวนได้ก็จะดีที่สุดและรดน้ำให้ชุ่ม แล้ววางแบบพิมพ์ลงบนพื้นดินในลักษณะตามตะวันทิศตะวันออก – ทิศตะวันตก

การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย

3. นำฟางหรือตอซังขึ้นจากน้ำและนำมาใส่ลงในแบบพิมพ์ให้หนา 10-15 เซนติเมตร ใช้มือกดให้แน่นโดยรองใบตองเหยียบบนฟาง ใส่อาหารเสริมลงไปโดยรอบข้าง ๆ ทั้งสี่ด้าน โรยหัวเชื้อเห็ดฟางลงบนอาหารเสริม รอบทั้งสี่ด้านเช่นเดียวกัน ห่างจากขอบกองประมาณ 1 ฝ่ามือ โดยหัวเชื้อเห็ดที่ใช้ควรขยี้ให้แตกร่วนออกจากกันและแบ่งหัวเชื้อออกเป็น 4 ส่วน เพื่อใช้โรยในแต่ละชั้น เมื่อโรยหัวเชื้อส่วนแรกไปแล้วก็จะเสร็จในชั้นที่ 1

การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย

4. ในชั้นต่อไปก็จะนำฟางข้าวหรือตอซังมาใส่ให้หนา 10-15 เซนติเมตร และใส่อาหารเสริม โรยหัวเชื้อเห็ดจนเสร็จเป็นชั้น ๆ ในฤดูร้อนจะทำ 4 ชั้น ในฤดูหนาวทำ 5 ชั้น กองฟางจะมีความสูงประมาณ 40-50 เซนติเมตร

5. เมื่อเสร็จชั้นสุดท้ายแล้วใช้ฟางข้าวหรือตอซังมาใส่หนาประมาณ 5 เซนติเมตร ใช้มือกดให้แน่น รดด้วยน้ำสะอาดและถอดแบบพิมพ์ออก เพื่อเพาะเห็ดกองต่อไปให้มีความห่างระหว่างกอง 15 เซนติเมตร (ถ้ากองฟางชิดกันมากจะทำให้เก็บผลผลิตยากแต่ถ้ากองฟางห่างกันเกินไปจะทำให้เปลืองพื้นที่และพลาสติกที่ใช้คลุมอาจทำให้ภายในกองฟางไม่ร้อนพอทำให้เห็ดอกดอกช้าลง)

6. คลุมทับกองฟางด้วยผ้าพลาสติกใส โดยใช้พลาสติก 2 ผืน คลุมทับเหลื่อมกันไว้ตรงกลางกอง หาไม้หรือก้อนดินทับชายพลาสติกไว้โดยรอบกอง จากนั้นใช้แผงฟางหรือหญ้าคาคลุมทับกองฟางอีกครั้งหนึ่งเพื่อพรางแสง กองฟาง 10 กอง เรียกว่า 1 แปลง

หมายเหตุ ในฤดูร้อนจะใช้เวลาในการเพาะ 8-10 วัน ในฤดูหนาวจะใช้เวลาในการเพาะ 15 – 20 วัน

การดูแลรักษา

ในฤดูร้อนกองเห็ดฟางได้รับแสงจัดจะสะสมความร้อนภายในกอง ควรมีการระบายอากาศให้ถ่ายเทในวันที่ 6 ของการเพาะโดยการเปิดชายพลาสติกโดยรอบในช่วงเย็นประมาณ 5 นาที จะทำให้อุณหภูมิภายในกองฟางลดลง และเป็นการกระตุ้นให้เส้นใยเห็ดฟางรวมตัวเปิดดอกเห็ดเร็วขึ้น ในระยะแรกอุณหภูมิภายในกองฟาง ควรมีอุณหภูมิที่ 32-38 องศาเซลเซียส เมื่อมีการระบายอากาศจะทำให้อุณหภูมิภายในกองลดลง 3-5 องศาเซลเซียส ในวันที่ 8 เส้นใยก็จะรวมตัวกันเป็นดอกเห็ดสามารถเก็บผลผลิตได้ในวันที่ 10 เป็นต้นไป ส่วนในฤดูหนาวมีอุณหภูมิต่ำจะไม่มีการเปิดกองระบายอากาศจะใช้เวลาในการเพาะนานประมาณ 15-20 วัน

ระยะการเจริญเติบโต การเจริญเติบโตของเห็ดฟาง จะมีอยู่ด้วยกัน 6 ระยะดังนี้

  1. ระยะหัวเข็มหมุด
  2. ระยะกระดุมเล็ก
  3. ระยะกระดุมใหญ่
  4. ระยะรูปไข่
  5. ระยะยืดยาว
  6. ระยะดอกบานหรือระยะแก่

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

ดอกเห็ดฟางที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวควรอยู่ในระยะดอกตูมรูปไข่ จะได้ราคาดี วิธีการเก็บจะใช้มือจับดอกเห็ดกดลงเล็กน้อย และหมุนจนดอกเห็ดหลุดออกจากวัสดุเพาะและไม่ควรให้กระเทือนถึงดอกเล็ก ๆ ในกองเพาะจะทำให้ดอกเห็ดฝ่อได้ ช่วงเวลาในการเก็บเกี่ยวถ้ามีการเพาะหลายแปลงจะเก็บในช่วงกลางคืนและช่วงเย็น เมื่อเก็บดอกเห็ดมาแล้ว จะทำการตัดแต่งทำความสะอาดโคนเห็ด เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกออก และส่งตลาดต่อไป เห็ดฟาง 1 กอง จะได้ผลผลิตประมาณ 1.5-2 กิโลกรัม

ศึกษามูลเพิ่มเติมได้ที่ | ฐานเรียนรู้การผลิตเห็ดเศรษฐกิจ สาขาพืชผัก คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้




บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีปลูกโหระพา แบบง่ายๆ ปลูกครั้งเดียวกินได้ทั้งปี

วิธีปลูกโหระพา แบบง่ายๆ ปลูกครั้งเดียวกินได้ทั้งปี

วิธีปลูกโหระพา

วิธีปลูกโหระพา


โหระพา เป็นพืชที่อยู่ในตระกูล Labiatae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ocimum basilicum Linn. เป็นผักที่ใช้บริโภคป็นผักสดหรือใช้ประกอบอาหารอื่นๆ ก็ได้ ทำให้อาหารมีรสชาติและกลิ่นหอมน่ารับประทานยิ่งขึ้น ใช้ใบปรุงอาหารเป็นผักชูรสได้หลายชนิด เช่น แกงเผ็ด แกงเลียง ผัด ทอด รับประทานสด เป็นเครื่องแนมอาหารคาวหรืออาหารว่างได้เป็นอย่างดี นอกจากจะใช้ เป็นอาหารแล้วยังมีคุณค่าทางยาช่วยขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เมล็ดเมื่อแช่น้ำจะพองตัวใช้รับประทานแก้บิด ช่วยหล่อลื่นลำไส้




โหระพาเป็นพืชที่มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย มาเลเชีย และอินโดนีเชีย เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุสั้น มีความสูงของทรงพุ่มไม่เกิน 60 เซนติเมตร ลำต้นเป็นรูปสี่เหลี่ยม ก้านใบและลำต้นมีสีม่วงแดง ใบสีเขียว ใบเป็นรูปหอกยาวประมาณ 1-3 นิ้ว มีกลิ่นหอม ออกดอกเป็นชั้นคล้ายฉัตร ดอกสีขาว ม่วงหรือชมพู โหระพาสามารถเจริญเติบโตได้ดี ในดินแทบทุกชนิดที่มีความชื้นสม่ำเสมอ ต้องการแสงแดดเต็มที่ตลอดวันและสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี

พันธุ์โหระพา

โหระพาที่ปลูกกันทั่วไปในประเทศไทยส่วนมากเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกต่อๆ กันมา โดยเก็บเมล็ดพันธุ์เอง และต่อมาบางที่เกิดจากการกลายพันธุ์ไปแต่ก็ยังไม่มีการแบ่งแยกเป็นแต่ละพันธุ์อย่างชัดเจน สาเหตุเพราะการปลูกเป็นการค้าที่ยังไม่แพร่หลายเท่าใดนัก เนื่องจากปริมาณความต้องการยังมีจำกัด มีการซื้อขายกันจำนวนมากๆ เฉพาะในเมืองใหญ่เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีบริษัทเอกชนคือ บริษัท อีสท์เวสท์ซีด จำกัด ได้พัฒนาสายพันธุ์โหระพาขึ้นมา ได้แก่ พันธุ์โหระพา จัมโบ้ (4320) ซึ่งมีลักษณะใบใหญ่ ใบสีเขียวสดใส มีกลิ่นหอม โตเร็ว ต้นแข็งแรง สามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด และปลูกได้ตลอดปี

วิธีการปลูก

การเลือกพื้นที่ โหระพาเป็นพืชที่ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้ 1 -2 ปี การเลือกพื้นที่ควรพิจารณาถึงสิ่งต่อไปนี้ คือ ดินควรมีความร่วนซุยมีความอุดมสมบูรณ์ดี มีการระบายน้ำดีอยู่ใกล้แหล่งน้ำและสามารถนำน้ำมารดได้สะดวก อยู่ใกล้ที่พักอาศัยและการคมนาคมสะดวก

การเตรียมดิน โหระพาเป็นพืชที่มีระบบรากลึกปานกลาง การเตรียมดินควรขุดหรือไถดินลึกประมาณ 20-25 เชนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ 7 – 10 วัน ไถพรวนคราด ย่อยดินให้ละเอียดเก็บเศษวัชพืชออกให้หมด หลังจากนั้นยกแปลงสูงประมาณ 10-15 เชนติเมตร กว้าง 1 เมตร ยาวตามความเหมาะสมเว้นช่องว่างระหว่างแปลงประมาณ 30 เซนติเมตร เมื่อยกแปลงเสร็จแล้วใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วอัตรา 800 กิโลกรัมต่อไร่ หรือประมาณ 500 กรัมต่อตารางเมตร โรยให้ทั่วแปลง และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13- 13-21 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 15 – 15- 15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านให้กระจายทั่วแปลง คลุกเคล้าปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักและปุ๋ยเคมีให้เข้ากันกับดินพร้อมที่จะปลูก

วิธีปลูก การปลูกโหระพาควรกระทำในตอนเย็น วิธีการปลูกที่นิยมมี 2 วิธีด้วยกัน คือ

  • การเพาะกล้าย้ายปลูก โดยการหว่านเมล็ดให้กระจายทั่วแปลงแล้วใช้แกลบสด แกลบเผาหรือฟาง หว่านหรือคลุมบาง ‘ แล้วรดน้ำตามทันที หลังจากนั้น รตน้ำทุกวันเช้าและเย็น จนกระทั่งเมื่ออายุได้ 20 -25 วัน จึงทำการย้ายปลูก โดยการถอนกล้าแล้วเด็ดยอดนำไปปลูกในแปลง โดยใช้ระยะปลูก 20×20 เชนติมตร เมื่อถอนกล้าออกจากแปลงแล้วจะต้องปลูกให้เสร็จ

          ภายในวันเดียวกัน หลังจากปลูกเสร็จควรหาฟางหรือหญ้าแห้งมาคลุมเพื่อเก็บความชื้นและรดน้ำตามทันที

  • การปักขำ โดยตัดกิ่งที่โตเต็มที่ยาวประมาณ 5-10 เชนติมตร แล้วปลิดใบออกให้หมดนำไปปักชำในแปลง โดยใช้ระยะปลูก 20×20 เชนติเมตร ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งสะอาดคลุมให้ทั่วแปลง และรดน้ำตามทันที

การปฏิบัติดูแลรักษา

โหระพาเป็นพืชที่ต้องการความชื้นสูงและสม่ำเสมอ ตังนั้นจึงควรมีการรดน้ำให้ทุกวัน แต่ระวังอย่าปล่อยให้มีการท่วมขังของน้ำในแปลง ในระยะแรกควรทำการพรวนดินและกำจัดพืชทุกๆ 1-2 สัปดาห์ โดยการใช้มือถอนจอบหรือเสียมตายหญ้าออกและควรทำด้วยความระมัดระวังอย่าให้กระทบต่อต้นและราก

โหระพาเป็นพืชที่ดูแลรักษาง่าย เจริญเติบโตดี การใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0)ในอัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ ละลายน้ำรดหลังปลูกประมาณ 15-20 วัน จะทำให้การเจริญเติบโตของโหระพาดียิ่งขึ้น และมียอดอวบงามและใช้ปุ๋ยสูตร 15- 15- 15 ในอัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ทุกครั้งหลังจากการเก็บเกี่ยวสำหรับการป้องกันกำจัดโรคและแมลงนั้น เนื่องจากโหระพา เป็นพืชที่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลงมากนัก การแก้ปัญหาจึงไม่ควรใช้สารเคมี เพราะอาจไม่คุ้มค่า

การเก็บเกี่ยว

หลังจากปลูกประมาณ 30 -35 วัน สามารถทำการเก็บเกี่ยวได้ โดยใช้มีดคมๆ ตัดต้นหรือกิ่ง ห่างจากยอดลงมาประมาณ 10- 15 เชนติเมตร นำไปขายหากยังไม่มีผู้รับซื้ออาจชะลอการเก็บเกี่ยวได้ โดยการตัดช่อดอกออกโหระพาก็จะแตกกิ่งแตกใบออกมาอีกเรื่อยๆ การเก็บเกี่ยวสามารถกระทำได้ทุก ๆ 15-20 วัน ไปจนถึงอายุ 7 -8 เดือน

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร




บทความอื่นที่น่าสนใจ

6 ข้อคิด ที่อาจทำให้ชีวิตพังโดยไม่รู้ตัว

6 ข้อคิด ที่อาจทำให้ชีวิตพังโดยไม่รู้ตัว

6 ข้อคิด ที่อาจทำให้ชีวิตพังโดยไม่รู้ตัว

วันนี้ฟังเนื้อเพลง “เรือมนุษย์สุดลำบากยากล้น ต่างคนดินรน เพื่อรอดพ้นถึงฝัง” สมองสั่งให้คิดเลย ว่าอะไรที่เป็นเหตุให้เเผนการงินและชีวิตของคนพัง เกิดปัญหาตอนแก่ไม่มีเงิน ชักหน้าไม่ถึงหลัง ซึ่งในบทความนี้เราจจะมาพูดถึง 6 ข้อคิด ที่อาจทำให้ชีวิตพังโดยไม่รู้ตัว ว่ามีอะไรกันบ้าง

1. ใช้จ่ายเงินเกินตัว

ตามธรรมชาติของคนเรา พอมีเงินมากก็ ใช้ ใช้ ใช้ เพลินเลยจนเป็นนิสัย แต่รายได้ไม่เพิ่มหรือบางท่านมีภาระครอบครัวสูงมากมีแต่รายจ่าย สุดท้ายหมุนงินไม่ทันต้อง ก็ต้อง กู้ กู้ และกู้ เพื่อมาใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นมากนัก

2. สร้างหนี้เกินกำลัง

แน่นอนถ้าคุณเงินไม่พอใช้ คุณต้องเบิกเงินจาก Bank ตัวเองหรือขายสมบัติของตัวเองออกแต่น้ำทุกอย่างหมด ก็เริ่มยืมเงินไปเรื่อยๆๆ จนถึงกู้นอกระบบดอกสูง ทวงโหด สุดท้ายหนี่ท่วมตัว

3. ไม่จดรายรับ-รายจ่าย

เรื่องจดเป็นเรื่องยากสำหรับคนส่วนใหญ่คิดว่ายุ่งยากขี้เกลียด จำไม่ได้ ให้เท่าไหร่ ก็เท่านั้นเหตุผลร้อยแปด แต่คุณรู้มั้ยการจดทำให้เรารู้สาเหตุว่าเราใช้อะไรที่ไม่จำเป็นแล้วจัดการมันชะทำอย่างไรให้งินเหลือ

4.ไม่จ่ายหนี้

สังเกตถ้าอ่านตั้งแต่ข้อ 1 ถึง 3 แล้วจะเห็นต้นเหตุของปัญหาคือ เรื่องการใช้เงินเกินตัวต้องไปแก้จุดนี้ให้เงินเหลือเกินแล้วลำดับหนี้ที่ดอกเบี้ยแพงจ่ายก่อน หรือรวมหนี้ ศึกษาเรื่องหนึ้และแก้ไขหนี้ก่อนจะสายเกินไป

5.ไม่เก็บเงินก่อนใช้

แต่เราใช้ก่อนเก็บ เชื่อเถอะ เพราะทุกคนบนโลกใบนี้ต้องเจอกับความเสี่ยงเรื่องอุบัสิเหตุ โรคภัย การงาน การเงิน ถ้าเราไม่เก็บเงินฉุกเฉินไว้เราจะเกิดปัญหา ข้อ 2 ทันทีคะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน

6.ไม่ทำงาน และเล่นการพนัน

งานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุขถ้าไม่ทำ แถมยังมั่วอบายมุขมีแต่เสียเงิน ความสุขในชีวิตคงไม่เกิดบอกตรง เกิดมาทั้งที ต้องฝากสิ่งดีๆให้ตัวเองและคนอื่นที่เรารัก โชคดี

ที่มา : นฤมล บุญสนอง CFP
นักว่างเผนการงิน / วิทยากรตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย




บทความที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์นอร์ดิก (Nordic House Style) ดีไซน์สวย เรียบง่าย 

บ้านสไตล์นอร์ดิก (Nordic House Style) ดีไซน์สวย เรียบง่าย

บ้านสไตล์นอร์ดิก

บ้านสไตล์นอร์ดิก


บ้านสไตล์นอร์ดิก ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมของยุโรปเหนือ ซึ่งโดดเด่นด้วยความเรียบง่าย ฟังก์ชันการใช้งาน และความกลมกลืนกับธรรมชาติ ลักษณะเด่นของบ้านสไตล์นอร์ดิก




วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปชม บ้านสไตล์นอร์ดิก  ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องโถงใหญ่   เป็นผลงานการออกแบบ Mสิริประพันธ์ เฮ้าส์ รับสร้างบ้านครบวงจร ยโสธร ร้อยเอ็ด จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ที่มา | สิริประพันธ์ เฮ้าส์ รับสร้างบ้านครบวงจร ยโสธร ร้อยเอ็ด
เรียบเรียง : esanbanna.com

บ้านสไตล์นอร์ดิก

บ้านสไตล์นอร์ดิก(Nordic Style) บ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียว ดีไซน์ที่เรียบง่าย ผสมผสานการออกแบบให้กลมกลืนกับสภาพที่ตั้งซึ่งอยู่ในประเทศแถบร้อน เพดานสูงเพื่อโชว์โครงสร้างของหลังคา ด้านการตกแต่ง ผนังภายนอกผสมผสานระหว่างสีขาว สีเทา และสีน้ำตาลที่ให้บรรยากาศอบอุ่นเย็นตา

บ้านสไตล์นอร์ดิก

ทำระแนงปูนบังแดดเพื่อความสวยงาม บังแดดฝน และดึงเสน่ห์สวยๆ ของแสงเงา มาใช้กับตัวบ้าน

บ้านสไตล์นอร์ดิก

บ้านสไตล์นอร์ดิก

บ้านสไตล์นอร์ดิก

ลักษณะเด่นของบ้านสไตล์นอร์ดิก

  • โครงสร้างหลังคาทรงจั่ว ช่วยให้ระบายน้ำได้ดี
  • ผนังภายนอกมักทาสีขาวหรือสีอ่อน ช่วยให้บ้านดูสว่างและโปร่งสบาย
  • ประตูและหน้าต่างมักมีขนาดกว้าง เพื่อให้แสงแดดส่องเข้าถึงภายในบ้านได้อย่างเต็มที่
  • ตกแต่งภายในด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้หรือวัสดุธรรมชาติอื่นๆ
  • เน้นการใช้โทนสีอ่อนและสีสันธรรมชาติ

ส่วนของภายในบ้านห้องโถงโปร่ง ปูพื้นด้วยกระเบื้องลายหินอ่อนดูสบายตา ฝ้าเพดานสูงโปร่งสวยงาม สีภายในเลือกใช้โทนสีขาวสบายตัวและที่สำคัญทำให้บ้านดูสว่างด้วย




ส่วนห้องน้ำห้องภายในปูพื้นด้วยกระเบื้องลายหิน ผนังภายในตกแต่งด้วยกระเบื้องสีขา และมีการตกแต่งด้วยชุดเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าสไตล์วินเทจสีขาว พร้อมกระจกส่องหน้า

หากท่านกำลังมองหาแบบบ้านที่เรียบง่าย อบอุ่น และเหมาะกับสภาพอากาศในประเทศไทย บ้านสไตล์นอร์ดิกอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับท่าน


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

อยากมีบ้าน อยากมีรถ ต้องวางแผนอย่างไร ?

อยากมีบ้าน อยากมีรถ ต้องวางแผนอย่างไร ?

อยากมีบ้าน อยากมีรถ ต้องวางแผนอย่างไร

สวัสดีครับวันนี้เราจะมาพูดถึงการ อยากมีบ้าน อยากมีรถ ต้องวางแผนอย่างไร การมีบ้านและรถเป็นเป้าหมายของคนส่วนใหญ่ เพราะเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนได้หลายประการ เช่น การมีบ้านเป็นที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและปลอดภัย การมีรถเป็นยานพาหนะที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง

อย่างไรก็ตาม การมีบ้านและรถก็ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ ดังนั้น จึงต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้

ขั้นตอนในการวางแผนการมีบ้านและรถ

การวางแผนการมีบ้านและรถ สามารถทำได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

1. ตั้งเป้าหมาย

สิ่งแรกที่ต้องทำคือการตั้งเป้าหมายว่าต้องการมีบ้านและรถแบบไหน ต้องการซื้อหรือเช่า ต้องการอยู่ในพื้นที่ใด ต้องการราคาเท่าไหร่ เป็นต้น การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้สามารถวางแผนได้ตรงตามความต้องการและงบประมาณ

2. ประเมินสถานะการเงิน

หลังจากตั้งเป้าหมายได้แล้ว ก็ต้องประเมินสถานะการเงินของตนเองว่า มีรายได้เท่าไหร่ รายจ่ายเท่าไหร่ มีหนี้สินเท่าไหร่ มีเงินออมเท่าไหร่ เป็นต้น การประเมินสถานะการเงินจะช่วยให้รู้ว่าสามารถวางแผนได้แค่ไหน

3. คำนวณค่าใช้จ่าย

เมื่อประเมินสถานะการเงินแล้ว ก็ควรคำนวณค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นเมื่อซื้อบ้านหรือรถ เช่น ค่าดาวน์ ค่าผ่อนชำระ ค่าบำรุงรักษา ค่าภาษี เป็นต้น การคำนวณค่าใช้จ่ายจะช่วยให้รู้ว่าต้องเตรียมเงินไว้เท่าไหร่

4. หาแหล่งเงินทุน

หากมีเงินออมไม่เพียงพอ ก็อาจต้องหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม เช่น กู้เงินจากธนาคาร กู้เงินจากสหกรณ์ กู้เงินจากคนรู้จัก เป็นต้น การเลือกแหล่งเงินทุนควรพิจารณาจากเงื่อนไขและอัตราดอกเบี้ยที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับตนเอง

5. วางแผนการออม

หากต้องการซื้อบ้านหรือรถด้วยเงินสด ก็ควรวางแผนการออมให้ชัดเจน โดยคำนวณว่าต้องออมเงินเท่าไหร่ในแต่ละเดือน หรือปี เพื่อให้มีเงินเพียงพอสำหรับซื้อบ้านหรือรถตามเป้าหมาย

นอกจากขั้นตอนข้างต้นแล้ว ยังมีเคล็ดลับอื่น ๆ ที่ช่วยในการวางแผนการมีบ้านและรถ เช่น

  • เริ่มต้นวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ ยิ่งเริ่มต้นวางแผนเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสบรรลุเป้าหมายมากขึ้น
  • มีความยืดหยุ่น แผนอาจต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์และเงื่อนไขต่าง ๆ
  • อย่าท้อถอย การวางแผนการมีบ้านและรถอาจใช้เวลานาน ดังนั้น จึงควรมีความอดทนและตั้งใจ

ที่มา : www.withikaset.com




บทความที่น่าสนใจ

วางแผนการเงินสำหรับคู่รัก ฉบับเข้าใจง่าย เริ่มต้นได้ทันที

วางแผนการเงินสำหรับคู่รัก ฉบับเข้าใจง่าย เริ่มต้นได้ทันที

วางแผนการเงินสำหรับคู่รัก

วางแผนการเงินสำหรับคู่รัก


วางแผนการเงินสำหรับคู่รัก เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ ในการดำเนินชีวิตคู่ เพราะการเงินเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของครอบครัว หากคู่รักมีแผนการเงินที่ดี ก็จะช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับเป้าหมายต่าง ๆ ในชีวิตร่วมกันได้อย่างราบรื่น




บทความนี้จะช่วยให้คู่รักเข้าใจหลักการวางแผนการเงินสำหรับคู่รักอย่างง่าย ๆ สามารถนำไปปรับใช้และเริ่มต้นได้ทันที ดังนี้

1. เริ่มต้นด้วยการพูดคุยกัน

สิ่งแรกที่คู่รักควรทำคือ พูดคุยกันถึงเป้าหมายทางการเงินร่วมกัน ว่าในอนาคตต้องการอะไรบ้าง เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถ เก็บเงินเกษียณ เลี้ยงดูบุตร เป็นต้น การมีเป้าหมายร่วมกันจะช่วยให้คู่รักมีทิศทางในการวางแผนการเงินที่ชัดเจนขึ้น

2. สำรวจสถานะการเงินปัจจุบัน

หลังจากตั้งเป้าหมายทางการเงินร่วมกันแล้ว คู่รักควรสำรวจสถานะการเงินปัจจุบันของตนเองและคู่ครอง เพื่อดูว่ามีเงินเหลือใช้มากน้อยแค่ไหน และมีเงินออมเท่าไหร่ โดยการสำรวจสถานะการเงินสามารถทำได้โดยรวบรวมเอกสารทางการเงินต่าง ๆ เช่น ใบแจ้งยอดบัญชีเงินฝาก ใบแจ้งยอดบัตรเครดิต ใบเสร็จรับเงินต่าง ๆ เป็นต้น

3. กำหนดงบประมาณรายรับและรายจ่าย

เมื่อทราบสถานะการเงินปัจจุบันแล้ว คู่รักควรกำหนดงบประมาณรายรับและรายจ่าย โดยนำเงินเหลือใช้จากสถานะการเงินปัจจุบันมาแบ่งเป็นเงินออม เงินสำหรับใช้จ่ายประจำวัน และเงินสำรองฉุกเฉิน โดยเงินออมควรเก็บอย่างน้อย 10% ของเงินเดือน ส่วนเงินสำหรับใช้จ่ายประจำวันควรเพียงพอต่อการดำรงชีวิต และเงินสำรองฉุกเฉินควรเก็บไว้อย่างน้อย 6 เดือนของค่าใช้จ่ายประจำวัน

4. วางแผนการออม

การออมเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับคู่รัก คู่รักควรวางแผนการออมให้เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงิน เช่น หากต้องการซื้อบ้าน ก็ควรออมเงินดาวน์บ้าน หากต้องการเก็บเงินเกษียณ ก็ควรออมเงินแบบระยะยาว เป็นต้น

5. วางแผนการลงทุน

การลงทุนเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วยเพิ่มพูนเงินออม คู่รักควรศึกษาข้อมูลการลงทุนต่าง ๆ ให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน โดยควรเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและเป้าหมายทางการเงิน

6. ประกันชีวิต

ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือที่ช่วยปกป้องครอบครัวให้ได้รับเงินก้อนเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น เสียชีวิต ทุพพลภาพ เป็นต้น คู่รักควรพิจารณาซื้อประกันชีวิตให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเลี้ยงดูบุตร เป็นต้น

7. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

หากคู่รักต้องการวางแผนการเงินอย่างละเอียดและรอบคอบ สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินได้ เช่น นักวางแผนการเงินส่วนบุคคล หรือตัวแทนประกันชีวิต เป็นต้น

เครื่องมือที่เป็นประโยชน์:

  • แอปพลิเคชั่นจัดการเงิน
  • เว็บไซต์ให้ความรู้เกี่ยวกับการเงิน
  • สถาบันการเงิน

เคล็ดลับเพิ่มเติม:

  • พูดคุยเรื่องการเงินกับคู่ของคุณอย่างเปิดเผยและสม่ำเสมอ
  • ทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงิน
  • อดทนและมีวินัยในการออมและลงทุน

การวางแผนการเงินสำหรับคู่รักจะช่วยให้ทั้งคู่สามารถสร้างอนาคตร่วมกันที่มั่นคงและมีความสุข

ที่มา : Sarakaset.com


บทความที่น่าสนใจ