10 สถานที่กางเต็นท์สุดฟิน สัมผัสธรรมชาติใกล้ชิดใจ

10 สถานที่กางเต็นท์สุดฟิน สัมผัสธรรมชาติใกล้ชิดใจ

10 สถานที่กางเต็นท์สุดฟิน สัมผัสธรรมชาติใกล้ชิดใจ การกางเต็นท์แคมป์ปิ้ง กำลังเป็นกิจกรรมยอดฮิตที่ใครหลายคนต่างชื่นชอบ เพราะนอกจากจะได้พักผ่อนหย่อนใจ สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดแล้ว ยังได้ลองใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ท้าทาย และสร้างความประทับใจไม่รู้ลืม



สำหรับนักแคมป์ปิ้งทั้งมือใหม่และมือโปร วันนี้เรามี 10 สถานที่กางเต็นท์สุดฟิน มาแนะนำให้รู้จัก เผื่อเป็นไอเดียสำหรับทริปต่อไปของคุณ

1. ภูทับเบิก

เรียกได้ว่าเป็นจุดแคมปิ้งอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้เพราะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ เดินทางง่าย มีเวลาแค่เสาร์-อาทิตย์ก็มานอนชิลกลางธรรมชาติกันได้แล้ว ไฮไลท์ของที่นี่คือทะเลหมอกที่มีให้ชมตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงปลายฝนต้นหนาวเดือนกันยายน-ตุลาคม หมอกจะหนาและสวยมากๆ ซึ่งที่นี่ก็มีทั้งลานกางเต็นท์หลากหลาย และรีสอร์ทให้เลือกพักกันได้ตามใจชอบ นอกจากนี้ก็มีร้าอาหาร ร้านค้า ร้านกาแฟ และร้านของฝากให้บริการด้วย ดินแดนแห่งทุ่งหญ้าสะวันนา อากาศเย็นสบายตลอดปี มีจุดกางเต็นท์มากมาย วิวทิวทัศน์สวยงาม เหมาะกับการชมทะเลหมอกและถ่ายรูป

ภูทับเบิก

ภาพจาก Em7 / shutterstock.com

ภูทับเบิก
ที่ตั้ง : ตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์

ราคา : ขึ้นอยู่กับแต่ละจุดที่ให้บริการ
GPS:  https://goo.gl/maps/xu2XiNpAvNMBJqVr6

2. ดอยเสมอดาว จ.น่าน

แหล่งชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกที่สวยงาม อากาศเย็นสบาย บรรยากาศโรแมนติก เหมาะกับการไปเป็นคู่รัก ดอยเสมอดาวถึงแม้จะไม่ใช่จุดที่สูงที่สุด แต่ขึ้นชื่อในเรื่องของวิวที่สวยงามและเป็นสถานที่ที่มองเห็นดาวได้ชัดเจนที่สุดอีกจุดหนึ่งของประเทศไทยเลย กลางคืนกางเต็นท์นอนนับดาว ชมทะเลหมอกยามเช้า สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตกที่สวยงามได้อีกด้วย

ดอยเสมอดาว

ติดต่อสอบถามข้อมูลการจองที่พักอุทยานแห่งชาติ
โทรศัพท์ : 02-562-0760-3 หรือ 02-561-0777 ต่อ 1743, 1744
E-mail : banpak025795269@gmail.com

3. จุดชมวิวเขาร่ม เขาใหญ่

จุดชมวิวเขาร่ม เป็นยอดเขาสูงสุดของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และเป็นจุดชมวิวมีความสูง 1,351 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เปิดเป็นลานกางเต็นท์อีกหนึ่งแห่งในพื้นที่อุทยานที่บรรยากาศดี อากาศค่อนข้างหนาวเย็นเนื่องจากอยู่บนยอดเขาสูง และมีกิจกรรมส่องสัตว์ป่าให้นักท่องเที่ยวได้ทำในยามค่ำคืนด้วย
จุดชมวิวเขาร่ม เขาใหญ่

ค่าบริการกางเต็นท์ : ผู้ใหญ่ คนละ 30 บาท/คืน (ยังไม่รวมค่าเข้าอุทยาน)
เบอร์โทรศัพท์ : 08-6092-6529
ที่อยู่ : ตำบลหินตั้ง อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก
พิกัด : https://goo.gl/maps/D9zKcU4MoamP98296
เฟซบุ๊ก : อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ – Khao Yai National Park

4. อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน 

โลเคชั่นยอดฮิตสำหรับมือใหม่หัดแคมป์ปิ้ง ด้วยความที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯเท่าไหร่ แถมยังมีลานกลางเต็นท์หลายจุดอีกด้วย ทั้งบริเวณอ่างเก็บน้ำริมเขื่อน แคมป์บ้านกร่าง แคมป์พะเนินทุ่ง แต่โซนบริเวณอ่างเก็บน้ำคือบรรยากาศดีมากๆ สามาถขับรถเข้าไปจอดที่ลานกางเต็นท์ได้เลย ส่วนบรรยากาศรอบๆก็จะเงียบสงบ ร่มรื่น ใครที่ไม่ได้นำเต็มท์มาเองก็สามารถเช่าอุทยานได้เลย มีค่าใช้จ่ายนิดหน่อย




อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ต.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี
โทรศัพท์ : 091-0504 461,032-772311 (ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว) , 032-772312 (ที่ทำการอุทยานฯ)
ค่าเข้าอุทยานฯ : ผู้ใหญ่ 100 บาท , เด็ก 40 บาท, ค่ากางเต็นท์ค้างคืนคนละ 30 บาท/คืน เต็นท์ 3 คน 225 บาท

5. เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี

เขื่อนรัชชประภามีสถานที่สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากนอนค้างหรือกางเตนท์ด้วย เพราะนักท่องเที่ยวที่เจอส่วนใหญ่เลือกที่จะกางเตนท์และพักเพราะอยากสัมผัสบรรยากาศ เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็จะมีวิวทะเลและภูเขาให้ชมทั้งยามเย็นและยามเช้าแบบฟินๆแถมนอนดูดาวได้อีกต่างหาก ใครที่อยากจะพักก็จะมีที่บริการพักแรมและกางเต็นท์กันที่ควนคางคก ควนคางคกเป็นเกาะที่ตั้งอยู่ใกล้กับแพนางไพรใกล้เขื่อนเชี่ยวหลาน เป็นเขตพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขาสกสามารถนำเต็นท์ไปกางได้เลยแต่จะมีค่าบริการเกี่ยวกับการเดินทางไปยังที่พัก ค่าเรือไปกลับบวกกับ ชมกุ้ยหลิน(หากใครอยากจะชม)และค่าที่พักหรือกางเตนท์ ตกอยู่ที่คนละ 900 บาท มีอาหารปิ้งย่างบริการ มีไฟฟ้าครบครัน ห้องน้ำที่สะอาด เรือพร้อมเสื้อชูชีพให้อีกด้วย แถมเช้าๆยังมีหมอกให้ชมกันอีก หรือถ้าใครอยากพักที่เขื่อนเชี่ยวหลาน ก็จะมีโฮมสเตร์ที่เป็นแพลอยน้ำให้พักกันด้วยฟินมากๆ หากมาที่นี่ทุกท่านไม่ผิดหวังเเน่นอนค่ะ เป็นสถานที่ที่สวยมากที่หนึ่งในภาคใต้และในประเทศไทยกันเลยทีเดียว

เขื่อนรัชชประภา

ที่ตั้ง : ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
การเดินทาง : การเดินทางจะเดินทางไปด้วยรถไฟ หรือรถส่วนตัวก็ได้เช่นกัน
กิจกรรมที่น่าสนใจ : กิจกรรมในการเที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลาน ก็มีหลายกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้สนุกหลายอย่าง มีทั้งการเล่น, พายเรือคายัครอบๆเขื่อน และการล่องเรือชมความสวยงามของธรรมชาติและภูเขาหินปูน

6. อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่หรือที่เรียกได้ว่าเป็นผืนป่ามรดกโลก เป็นบ้านหลังใหญ่ของสัตว์ป่า ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ นครราชสีมา ปราจีนบุรี นครนายก และสระบุรี อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้นานาพรรณและสัตว์ป่าหลากหลายชนิด เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารหลายสาย เป็นที่ท่องเที่ยวสำหรับสายรักธรรมชาติอยากดื่มดำกับธรรมชาติ สำหรับจุดกางเต็นท์ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ให้บริการได้แก่ ลานกางเต็นท์ลำตะคอง ลานกางเต็นท์จุดชมวิวเขาร่ม ผากล้วยไม้ ผากระดาษ

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

ค่าเข้าอุทยาน : ผู้ใหญ่ 40 เด็ก 20
ราคาเช่าเต็นท์ : 150 – 255 บาท
อุปกรณ์ : ถุงนอน 50 บาท , ผ้าห่ม 50 บาท , แผ่นรองนอน 35 บาท
พิกัด : https://g.page/khaoyai-national-park?share

7. อุทยานแห่งชาติแม่ปิง

ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ตาก มีจุดให้ท่องเที่ยวหลากหลาย และถ่ายรูปลงโซเชี่ยลได้เกือบทุกจุด เช่น ทะเลสาปแก่งก้อ ที่สามารถไปนอนแพ ไปเล่นน้ำ ไปชมวิวทิวทัศน์ หรือจุดชมทิวทัศน์แม่ปิงจุดชมวิวดอยกระตึกที่สามารถไปชมวิวพระอาทิตย์ตกได้ ที่อุทยานแห่งชาติแม่ปิง ยังมีน้ำตกสวยๆให้ได้ชมอย่าง น้ำตกก้อหลวง น้ำตกตาดสะตอ และมีทุ่งหญ้ากว้างที่เป็นที่อาศัยของสัตว์นานาชนิดทั้ง เก้ง หมูป่า กระต่ายป่า ไก่ป่า ให้นักท่องเที่ยวได้ไปนั่งชิลนั่งชมบรรยากาศ มีลานกางเต็นท์ให้บริการ

อุทยานแห่งชาติแม่ปิง

ค่าเข้าอุทยาน : ผู้ใหญ่ 20 , เด็ก 10
ราคาเช่าเต็นท์ : ต้องนำมาเอง
อุปกรณ์ : ต้องนำมาเอง
พิกัด : https://goo.gl/maps/VFc8jdLfLTrvwUWSA

8. อุทยานแห่งชาติทับลาน

ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด คือจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดปราจีนบุรี วิวทิวทัศน์บริเวณอุทยานแห่งชาติทับลานล้อมรอบไปด้วยภูเขาสูงต่ำอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้และป่าลาน ที่มีต้นลานขึ้นตามธรรมชาติเหมาะสำหรับท่องเที่ยวหรือไปกางเต็นท์ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม เพราะอากาศจะหนาวเย็น เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไปอากาศจะเริ่มร้อน แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ่ในอุทยานแห่งชาติทับลาน เช่น น้ำตกทับลาน อ่างเก็บน้ำทับลานเป็นต้น เป็นที่ที่เหมาะแก่การมากางเต็นท์ชมธรรมชาติหรือพักผ่อนหย่อนใจในช่วงวันหยุดอย่างยิ่ง

10 สถานที่กางเต็นท์สุดฟิน สัมผัสธรรมชาติใกล้ชิดใจ

ค่าเข้าอุทยาน : ผู้ใหญ่ 40 เด็ก 20
ราคาเช่าเต็นท์ : 150 บาท
อุปกรณ์ : ต้องนำมาเอง
พิกัด : https://goo.gl/maps/bfx8uZGswV9QTn698

9. อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง

อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง มีธรรมชาติและลักษณะคล้าย ทุ่งหญ้าสะวันนา หลายๆคนจึงขนานนามว่าเป็น “ทุ่งหญ้าสะวันนาเมืองไทย” อุทยาานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์ และ พิษณุโลก มีจุดให้เที่ยวหลายที่ เช่น น้ำตกแก่งโสภา น้ำตกซอนโสม ถ้ำเดือน-ดาว ถ้ำพระวังแดง สะพานสลิง ทุ่งโนนสน เขาร่องเรือตาหมื่น เป็นต้น แต่ในช่วงสถานการณ์โควิด จุดเที่ยวบางจุดอาจจะไม่ได้เปิดให้ได้เข้าชมมีที่พักและลานกางเต็นท์ให้บริการ นักท่องเที่ยวสามารถไปพักหรือไปกางเต็นท์เพื่อสัมผัสและพักผ่อนกับธรรมชาติ

อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง

ค่าเข้าอุทยาน : ผู้ใหญ่ 40 เด็ก 20
ราคาเช่าเต็นท์ : 250 – 400 บาท
อุปกรณ์ : ต้องนำมาเอง
พิกัด : https://goo.gl/maps/MPTgAg9sxhenAdgS8

10. อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช

อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช ตั้งอยู่ในท้องที่ 2 อำเภอ คือ อำเภอเมืองตาก และอำเภอแม่สอด อุทยานแห่งชาติที่มีทิวทัศน์สวยงาม มีน้ำตก ถ้ำ และจุดชมวิว เหมาะกับการเดินป่าศึกษาธรรมชาติ

อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช

สภาพป่าประกอบไปด้วย ป่าดงดิบ ส่วนใหญ่อยู่บริเวณต้นกระบากใหญ่ และสะพานหินธรรมชาติ มีพันธุ์ไม้หลักที่สำคัญคือ ก่อ ยาง กระบาก มะหาด ยมหอม อบเชย กฤษณา มณฑา เป็นต้น ป่าดิบเขา อยู่บริเวณใกล้สันปันน้ำ มีพันธุ์ไม้ที่สำคัญคือ ก่อ ยาง แดงน้ำ และไม้เนื้ออ่อนชนิดต่างๆ ป่าเต็งรัง และ ป่าเบญจพรรณ จะมีอยู่ทั่วไป มีพันธุ์ไม้ที่สำคัญคือ เต็ง รัง เหียง สัก พลวง ตะแบก ประดู่ มะค่าโมง มะค่าแต้ ยมหิน แดง เก็ดแดง ฯลฯ และไม้ไผ่ชนิดต่างๆ

สำหรับสัตว์ป่าที่สำรวจพบมีหลายชนิด อาทิเช่น เก้ง กวางป่า เลียงผา หมี ลิง ค่าง หมูป่า ชะนี กระต่าย งู กระรอก ผีเสื้อ ไก่ป่า เสือไฟ เสือลายเมฆ และนกชนิดต่างๆ ฯลฯ

ที่อยู่ อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช หมู่ 10 ถนนตาก-แม่สอด ต.แม่ท้อ อ.เมืองตาก จ.ตาก 63000
โทรศัพท์ 055-511-429



Tips

  • เลือกสถานที่กางเต็นท์ให้เหมาะกับสไตล์การท่องเที่ยวของคุณ
  • ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม
  • รักษาความสะอาด และปฏิบัติตามกฎของสถานที่

การกางเต็นท์แคมป์ปิ้ง เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เราได้ใกล้ชิดธรรมชาติ เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย และสร้างความทรงจำที่ล้ำค่า หวังว่า 10 สถานที่ที่เราแนะนำ จะเป็นไอเดียสำหรับทริปแคมป์ปิ้งครั้งต่อไปของคุณ


บทความที่เกี่ยวข้อง

สูตรอาหารเป็ดไข่ลดต้นทุน ไข่ดก ฟองโต

สูตรอาหารเป็ดไข่ลดต้นทุน ไข่ดก ฟองโต

สูตรอาหารเป็ดไข่ลดต้นทุน


สูตรอาหารเป็ดไข่ลดต้นทุน ไข่ดก ฟองโต การเลี้ยงเป็ดไข่นั้น มีค่าใช้จ่ายเรื่องค่าต้นทุนหัวอาหารที่แพงมาก และเป็นค่าใช้จ่ายหลักๆ ที่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงต้องเจอ บ้างท่านถึงขั้นที่ต้องเลิกเลี้ยงกันเลัยทีเดียว เนื่องจากแบกรับเรื่องค่าหัวอาหารไม่ไหวและไม่คุ้มทุน ดังนั้นอาหารลดต้นทุนจึงเป็นตัวช่วยให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดไข่ อีกทางเลือกหนึ่งเพื่อมาเสริมอาหารหลัก ทำให้มีค่าใช้จ่ายซื้อหัวอาหารน้อยลง มีกำไรที่มากขึ้น เราสามารถใช้สูตรอะไรได้บ้าง มาดูกันเลยครับ




      สำหรับสูตรแรกเราจะนำมาเป้นแนวทางเลือกให้กับเกษตรผู้เลี้ยงเป็ดไข่มีหลักการก็คือ เมื่อเราเอาเป็ดไข่สาวมาเลี้ยงแล้ว เราต้องเลี้ยงด้วยหัวอาหารเป็ดไข่อย่างเต็มที่ซะก่อน โดยปกติแล้วนั้น เป็ดสาวจะกินอาหารวันละ 120-150กรัมต่อตัวต่อวัน ดังนั้นจะต้องขุนด้วยหัวอาหารเป็ดไข่จนกว่าเป็ดจะออกไข่ ยกตัวอย่างเช่น เลี้ยงเป็ด 200 ตัว จะต้องให้เป็ดออกไข่ประมาร 60% ขึ้นไปเสียก่อน เราจึงนำสูตร อาหารเป็ดไข่ลดต้นทุน นี้มาเสริมกับการให้หัวอาหารเป็ดไข่อย่างละครึ่ง เพื่อให้เป็ดออกไข่อย่างต่อเนื่อง และสามารถลดค่าใช้จ่ายการซื้อหัวอาหารเป็ดไข่ลงไปได้

ซึ่งอาหารลดต้นทุนสำหรับเลี้ยงเป็ดไข่ มีดังต่อไปนี้

  • แหนแดง
  • รำละเอียด
  • ต้นกล้วยสับ
  • ผักบุ้งสับ
  • ไส้เดือน หรือ หอยเชอรี่ (เอาที่สะดวกไม่มีก็ไม่ต้องใส่)
  • หญ้าสด
  • กากข้าวโพด
  • มันหมักยีส
  • พืชผักต่างๆ ที่มีให้ทุกวันได้

การนำไปใช้งาน

สำหรับการนำไปใช้งานนั้น ต้องให้ชนิดเดียวและอย่างเดียวทุกๆ วัน เช่น ให้ต้นกล้วยสับ ต้องให้ต้นกล้วยสับทุกวัน ถ้าให้รำละเอียดต้องให้รำละเอียดทุกๆ วัน หรือถ้าให้แหนแดงสด ต้องให้แหนแดงสดทุกๆ วัน ถ้างดหรือไม่ได้ให้ ในวันต่อไปไข่จะลดแน่นอน และการให้อาหารลดต้นทุน ต้องเสริมด้วยวิตามินรวมเพื่อป้องกัน การขาดวิตามิน เนื่องจากการลดต้นทุนอาหาร วิตามินรวมจะช่วยเร่งระบบเผาผลาญอาหารให้ไก่ย่อยได้ดีขึ้น และย่อยโปรตีนทำให้เป็ดได้รับโปรตีนที่เพียงพอต่อวัน  และการให้อาหารลดต้นทุน ควรแยกรอบให้ ก็คือ อาหารลดต้นทุนส่วนอาหารลดต้นทุน และอาหารสำเร็จรูปส่วนอาหารสำเร็จรูป เช่น เช้าและเย็น ให้เป็นอาหารสำเร็จรูป ส่วนเที่ยงให้เป็นอาหารลดต้นทุน เพื่อให้เป็ดออกไข่ได้ดี ได้รับสารอาหารโปรตีนเพียงพอ 

อ้างอิงที่มา | ฟาร์มไก่ไข่พัชรี มุกดาหาร

สูตรอาหารเป็ด ด้วยหยวกกล้วย

วัสดุและอุปกรณ์

  • ท่อนกล้วยสับละเอียด 100 กก.
  • กากน้ำตาล 3 กก.หรือน้ำตาลทรายแดง
  • เกลือ 1 กก.

วิธีทำ

  • นำมาหมักผสมกันหมักไว้ 5 -7 คืน สามารถนำมาเป็นอาหารได้
  • การนำไปใช้ ต้นกล้วยหมัก ผสมรำ 10% ปลายข้าว 5% น้ำหมัก 3-5 ช้อนโต้ะ ผสมกันแล้วนำไปเลี้ยงเป้ดไก่ จะทำให้มีสุขภาพแข็งแรงไม่เป็นโรค และมูลเป็ดไก่ไม่มีกลิ่นเหม็นด้วยค่ะ
  • และยังนำสูตรอาหารนี้ไปบำรุงเป็ดให้ออกไข่มากได้ด้วยการผสมต้นกล้วยหมัก 1 กก. หัวอาหาร 5 กิโลกรัม รำ  5 กิโลกรัม และน้ำหมักผลไม้สุก 3 ช้อนแกงหรือน้ำหมัก EM  ที่มีขายตามร้านเกษตรทั่วไปก็ได้ค่ะ
  • นำทั้งหมดผสมหมักไว้ 1 คืน แล้วนำไปให้เป็ดกินตามปริมาณที่ให้อาหารเป็ดไก่ในแต่ละวัน จะช่วยบำรุงเป็ดไก่ให้ออกไข่มากและไข่แดงสีสวยฟองโตค่ะ และลดต้นทุนด้วย

ข้อดีของสูตรอาหารเป็ดไข่ลดต้นทุน

  • ช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงเป็ดไข่
  • เป็ดไข่มีสุขภาพดี แข็งแรง
  • เป็ดไข่ออกไข่ดก ไข่มีขนาดใหญ่
  • ไข่แดงมีสีสันสดใส

อ้างอิงแหล่งที่มา | https://www.sarakaset.com/สูตรอาหารเป็ดไข่ลดต้นทุน


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปลูกกระเทียม ไว้กินเอง แบบอย่างง่ายๆ ประหยัดค่าใช้จ่าย

ปลูกกระเทียม ไว้กินเอง แบบอย่างง่ายๆ ประหยัดค่าใช้จ่าย

ปลูกกระเทียม

ปลูกกระเทียม


กระเทียม (Garlic) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium sativum อยู่ในวงศ์ Alliaceae เป็นพืชล้มลุกมีหัวอยู่ใต้ดิน รากไม่ยาวนัก ใบมีลักษณะยาวแบน ปลายใบแหลมโคนต้นมีใบหุ้มซ้อนกัน ออกดอกเป็นช่อสีขาว หัวกระเทียมมีกลิ่นหอมฉุน รสชาติเผ็ตร้อน นิยมใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารไทยแทบทุกชนิด และยังมีสรรพคุณช่วยลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต มีสารออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเพิ่มภูมิต้านทานโรค และช่วยให้การย่อยอาหารดีขึ้นด้วยกระเทียมเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร



ฤดูกาลปลูก

กระเทียม สามารถปลูกได้เกือบทุกภาคของประเทศชอบดินร่วนระบายน้ำได้ดี และสภาพภูมิอากาศค่อนข้างหนาวเย็น จึงเหมาะที่จะปลูกในช่วงฤดูหนาว ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม และเก็บเกี่ยวในช่วงเตือนมกราคมถึงเดือนเมษายน แหล่งปลูกที่สำคัญอยู่ทางภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง การปลูกกระทียม แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ

  • ช่วงที่ 1 ปลูกช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายนและเก็บเกี่ยวเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่า “กระเทียมดอ” หัวฝอง่ายเก็บได้ไม่นาน นิยมใช้ทำกระเทียมดอง
  • ช่วงที่ 2 ปลูกช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม(หลังเก็บเกี่ยวข้าว) และเก็บเกี่ยวเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน เรียกว่า “กระเทียมปี” หัวคุณภาพดีเก็บได้นาน นิยมใช้ทำกระเทียมแห้ง โดยทางภาคเหนือนิยมปลูกทั้งสองช่วงส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือนิยมปลูกช่วงที่ 2

การเตรียมพันธุ์

เนื่องจากพันธุ์กระเทียมมักจะมีราคาแพงในช่วงฤดูกาลปลูก ดังนั้นเกษตรกรที่ปลูกกระเทียมเป็นอาชีพควรจะเก็บกระเทียมไว้ส่วนหนึ่งเพื่อใช้ทำพันธุ์ปลูกในปีต่อไป กระเทียมที่ใช้ทำพันธุ์ต้องแก่จัดและแห้งสนิท เลือกลักษณะที่หัวโต แน่น ไม่ฝ่อไม่มีโรคและแมลง โดยใช้หัวกระเทียมอัตรา 150 – 200 กิโลกรัมต่อไร่ หรือ 60 – 80 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับกระเทียมที่แกะกลีบแล้ว

การเตรียมดิน

กระเทียมชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำดี และเป็นกรดอ่อนๆ โดยทั่วไปการเตรียมดินมี 2 แบบ ตามลักษณะการปลูก ดังนี้

  • การปลูกแบบยกแปลง การเตรียมดินแบบนี้มักนิยมใช้ในพื้นที่ที่การระบายน้ำไม่ดี โดยใช้แรงคนขุดหรือใช้เครื่องทุ่นแรงไถพรวนแล้วจึงยกแปลงโดยมีร่องน้ำอยู่ข้างแปลง ขนาดแปลงปลูกกว้าง 1 – 2.5 เมตร ระยะระหว่างแปลง 50 เซนติเมตร
  • การปลูกแบบไม่ยกแปลง เป็นการเตรียมดินทั้งผืนปลูกให้เต็มพื้นที่ วิธีนี้มักใช้กับดินร่วน หรือดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดี

ควรใส่ปุ๋ยคอกที่แห้งดีแล้ว หรือปุยหมัก อัตราไร่ละ 1,600 กิโลกรัม เพื่อปรับปรุงสภาพดิน และช่วยให้กระเทียมงอกและแตกกอดีขึ้น

ปลูกกระเทียม

การปลูก

นิยมปลูกด้วยกลีบนอก เพราะจะให้ผลผลิตสูงและหัวขนาดใหญ่ ก่อนปลูกควรรดน้ำให้ดินชื้นแล้วจิ้มกลีบกระเทียมลงดินให้ลึกประมาณ 2 ใน 3 ส่วนของกลีบ ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 10 x 10 – 15 เซนติเมตร หากเป็นพันธุ์จีนใช้ระยะปลูก 12 x 12 เซนติเมตร หลังปลูกใช้ฟางคลุมแปลง เพื่อควบคุมวัชพืช รักษาความชื้นของดิน และลดความร้อนของแปลงปลูก

การดูแลรักษา

การให้น้ำ

ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยให้ครั้งแรกหลังปลูกเสร็จ และให้ครั้งที่สองประมาณ 2 สัปดาห์นับจากครั้งแรก จากนั้นให้ 7 – 10 วันต่อครั้ง หากสังเกตเห็นใบกระเทียมเริ่มเหี่ยวต้องรีบให้น้ำทันที และงดให้น้ำก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 2 สัปดาห์

การให้ปุ๋ย

ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 อัตรา 50 – 100 กิโลกรัมต่อไร่ ตามความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรกใส่หลังจากปลูกเสร็จ และครั้งที่สองใส่เมื่ออายุประมาณ 60 วัน และควรให้ปุ๋ยยูเรียเพื่อเร่งการเจริญเติบโต หลังปลูกแล้วประมาณ 2 สัปดาห์

การกำจัดวัชพืช

การเตรียมดินที่ดีและการใช้ฟางคลุมแปลงจะทำให้วัชพืชมีโอกาสขึ้นได้น้อย แต่หากมีวัชพืชขึ้นควรกำจัดโดยการถอน ตั้งแต่ระยะที่วัชพืชยังไม่โตเพราะจะถอนง่าย และไม่กระทบกระเทือนรากของกระเทียมมาก

การเก็บเกี่ยว

ควรเก็บเกี่ยวกระเทียมในระยะที่แก่จัด อายุประมาณ 100 – 120 วัน ลักษณะคือ ใบแห้งตั้งแต่ปลายใบลงมามากกว่า 30 % ต้นกระเทียมเอนล้มนอนไปกับพื้นดิน 25 %  ขึ้นไป จะได้กระเทียมที่มีหัวแกร่ง เก็บได้นาน

วิธีเก็บเกี่ยว

ให้ถอนต้นและวางผึ่งไว้ในแปลงโดยวางสลับให้ใบคลุมหัว ป้องกันไม่ให้ถูกแสงแดดโดยตรง ประมาณ 2 – 3 วัน ระวังอย่าให้ถูกฝน และน้ำค้างในเวลากลางคืน แล้วนำมาผึ่งลมในที่ร่มประมาณ 5 – 7 วัน ให้หัวและใบแห้งดี จากนั้นนำมาคัดขนาดและมัดจุกแล้วนำไปแขวนไว้ในโรงเรือนเปิด หรือใต้ถุนบ้านที่มีการถ่ายเทอากาศดีประมาณ 3 – 4 สัปดาห์ ให้กระเทียมแห้งสนิท แล้วจึงนำไปเก็บรักษาหรือจำหน่ายต่อไป

ปลูกกระเทียม

โรคที่สำคัญ

  • โรคแอนแทรกโนส ลักษณะอาการ ใบมีแผลจุดสีเขียวหม่น ขยายกว้างเป็นวงกลม เนื้อเยื่อบริเวณแผลยุบตัวลง มีจุดสีดำเล็กๆ เรียงซ้อนเป็นวงอยู่ในบริเวณแผล ถ้าโรคเกิดรุนแรงแผลจะขยายมาชนกันเป็นแผลใหญ่ ทำให้ใบหักพับลงและแห้งตาย ป้องกันกำจัดโดย ก่อนปลูกควรไถพรวนตากดินและปรับปรุงดินด้วยปูนขาว แช่ต้นกล้าหรือหัวพันธุ์ในสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น โพรคลอราช อย่าปล่อยให้น้ำขังในแปลง เก็บส่วนที่เป็นโรคไปทำลายให้ห่างจากแปลงปลูก และปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน เพื่อลดการระบาด
  • โรคใบจุดสีม่วง ลักษณะอาการ ใบเป็นแผลรูปร่างคล้ายกระสวยสีม่วงซีดๆ แผลขยายตัวรูปวงรีตามความยาวใบ ทำให้ใบหักพับและแห้งตาย สาเหตุเกิดจากเชื้อรา ป้องกันกำจัดโดย เลือกพันธุ์ปลูกที่ปราศจากโรคดูแลแปลงปลูกให้สะอาด เก็บส่วนที่เป็นโรคไปทำลายและควรปลูกพืชอื่นหมุนเวียนเพื่อตัดวงจรโรค

แมลงศัตรูที่สำคัญ

  • ไรขาวหรือไรหอมกระเทียม ดูดกินน้ำเลี้ยงตามใบพืชทั้งอ่อนและแก่ทำให้ใบยอดพันกัน ป้องกันกำจัดโดย คลุกกลีบกระเทียมด้วยกำมะถันผงก่อนปลูกและหมั่นตรวจดูแปลง หากพบว่ากระเทียมแสดงอาการดังกล่าวให้รีบถอนทิ้ง
  • เพลี้ยไฟหอม ดูดกินน้ำเลี้ยงที่ใบ ทำให้เป็นจุด สีขาวซีด บางครั้งใบซีดขาวและเหี่ยวแห้ง ป้องกันกำจัดโดยบำรุงต้นกระเทียมให้แข็งแรง และใช้กับดักกาวเหนียวเพื่อช่วยลดการระบาด

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , withikaset.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์ทรอปิคอล ภายในแต่งสไตล์มินิมอล เรียบง่าย ฟังก์ชั่นลงตัว

บ้านสไตล์ทรอปิคอล ภายในแต่งสไตล์มินิมอล เรียบง่าย ฟังก์ชั่นลงตัว

บ้านสไตล์ทรอปิคอล

บ้านสไตล์ทรอปิคอล


บ้านสไตล์ทรอปิคอล ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้เย็นสบายและมีอากาศถ่ายเทได้ โดยปกติแล้วจะมีหลังคาสูง หน้าต่างกว้าง และพื้นที่เปิดโล่งมากมาย วัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ ไผ่ และหญ้าคา มักใช้ในการก่อสร้างบ้านสไตล์ทรอปิคอล




พบกันอีกเช่นเคยกับแบบบ้านสวยๆ เป็นประจำทุกวัน สำหรับวันนี้เรามีผลงานการก่อสร้างของทีมงาน “รับสร้างบ้าน ราคาประหยัด By SK Home” มาให้สมาชิกได้ชมผลงานกัน พร้อมแล้วไปชมกันเลยครับ

ผลงานและรูปภาพ : รับสร้างบ้าน ราคาประหยัด By SK Home

บ้านสไตล์ทรอปิคอล

จากลักษณะภายนอก ตัวบ้านเป็นบ้านเดี่ยว ยกพื้นสูงประมาณ 30 เซนติเมตร รูปทรงเรขาคณิต แต่เพิ่มเติมรายละเอียดและการตกแต่งทำให้บ้านมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นขึ้น หลังคาบ้านแบบทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องแผ่นเรียบสีเทา เชิงชายสีขาว มีรั้วรอบของชิดทุกด้านของบ้าน

บ้านสไตล์ทรอปิคอล

บ้านหลังสไตล์โมเดิร์นนี้สวยงาม อลังการสีสวยโดดเด่นลงตัวมาก ไม่ใช่แค่สวยภายนอกเท่านั้นนะคะ ภายในก็สวยงามหรูหราเช่นเดียวกันที่สำคัญใช้งบประมาณไม่แพงมากอีกด้วย  สวยงามโดดเด่นสะกดทุกสายตา ประกอบด้วย ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องโถงรับแขก 1ห้องครัว ทุกตารางนิ้วของบ้านหลังนี้ออกแบบจัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้สวยงามลงตัวเป็นอย่างมาก

บ้านสไตล์ทรอปิคอล

ผนังด้านข้างใช้ผนังเรียบสีฟ้าคราม กรุผนังห้องน้ำด้วยหินตกแต่งสีเทาดำเพิ่มลูกเล่นให้กับผนัง  บันไดทางขึ้นหน้าบ้านปูกระเบื้องสีน้ำตาล แต่งเสาโชว์ด้านหน้าด้วยหินตกแต่งสีเทาดำสวยงาม ติดไฟกิ่งนอกช่วยส่องสว่าง

บ้านสไตล์ทรอปิคอล

บ้านสไตล์ทรอปิคอล

บัญชีราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงงาน ปีงบประมาณ 2563  โดย ​กลุ่มออกแบบและก่อสร้าง สำนักอำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน >>> https://www.yotathai.com/passadu/cost-build-63

บ้านสไตล์ทรอปิคอล

หน้าบ้านมีลานคอนกรีตพิมพ์ลายขนาดใหญ่ ใช้เป็นลานอเนกประสงค์และเป็นการง่ายต่อการทำความสะอาด และตกแต่งด้วยต้นไม้น่ารัก ๆ เพิ่มเติม

ภายในบ้านตกแต่งอย่างสวยงาม เรียบง่าย ดูอบอุ่น สไตล์มินิมอล ที่มาพร้อมกับการจัดสรรพื้นที่ได้อย่างลงตัว ทั้งโซฟา และอุปกรณ์เพื่อความบันเทิงอื่น ๆ ห้องนี้เน้นโทนสีขาวฟ้า พร้อมฝ้าเพดานแบบหลุมสวย ๆ โคมไฟวินเทจ และเก้าอี้และโต๊ะทำงานแบบน่ารัก ลงตัวมาก โดยรวมแล้วห้องนี้จัดสรรพื้นที่ให้โปร่งโล่ง และสบายตา



ห้องครัวมาในแบบมินิมอล เน้นสีขาวและสีเทาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่ง พร้อมอุปกรณ์สำหรับเก็บและประกอบอาหารครบครัน ทั้งเตาแก๊ส ที่ดูดควัน อ่างล้างจาน ตู้เก็บของแบบแขวนผนัง เคาน์เตอร์มีตู้เก็บของ สวยงาม

ช่องทางการติดต่อ
Facebook : รับสร้างบ้าน ราคาประหยัด By SK Home (ให้คำปรึกษา งานออกแบบ เขียนแบบก่อสร้าง ฟรี!!!)
โทรศัพท์ : 098-0969292

ID Line : trust_home
E-mail : rattawat2525@gmail.com


หมายเหตุ : เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลยค่ะ ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปี





บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก ขนาด 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ สวยทันสมัย

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก ขนาด 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ สวยทันสมัย

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก


บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก รูปแบบบ้านที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมของทางยุโรปตอนเหนือ ถือเป็นอีกหนึ่งสไตล์บ้านที่กำลังเป็นที่พูดถึงมาก อยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะใครที่ หลงใหล ตกหลุมรัก บ้านดีไซน์สวย เรียบง่าย และชวนผ่อนคลาย รวมถึงการออกแบบที่เหมาะสมกับผู้อยู่อาศัย Nordic House Style คือสไตล์บ้านในฝันที่หลายๆคนหลงใหลและกำลังมองหาอยู่แน่นอน




บ้านสไตล์นอร์ดิกมินิมอล ขนาดกระทัดรัดดีไซน์น่ารักอบอุ่น ภายในบ้านประกอบด้วยฟังก์ชั่นขนาด 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องโถงโปร่งโล่ง 1 ห้องครัว พร้อมส่วนครัว หลังนี้ตัวบ้านปลูกสร้างที่ ต.หนองตาดใหญ่ อ.สีดา จ.นครราชสีมา  ท่านที่กำลังหาไอเดียในการออกแบบบ้าน เชิญชมภาพรายละเอียดด้านในบ้านดูครับ

ผลงานและรูปภาพ : 52 Blue Constant-รับสร้างบ้าน
เจ้าของบ้าน : คุณเอิร์ธ จิตติภูมิ
ตั้งอยู่ที่ : ต.หนองตาดใหญ่ อ.สีดา จ.นครราชสีมา

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

บริเวณหน้าบ้านมีการออกแบบให้มีประตูทางเข้าเป็นกระจก ฝ้าเพดานงานไม้โทนสีเข้ม  ตกแต่งในโทนสีขาวล้วน พร้อมมีวงกบประดับประดาเพื่อเพิ่มความสวยงาม

52 Blue Constant-รับสร้างบ้าน

บ้านนอร์ดิกย่อมจะต้องมาคู่กับหลังคาแบบ A-frame ที่เป็นเอกลักษณ์ ด้านการตกแต่ง ผนังภายนอกก็จะเป็นสีขาว พร้อมกับแซมด้วยสีน้ำตาลจากงานไม้เพื่อเพิ่มลูกเล่น

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

มุมนั่งเล่นนอกบ้าน สามารถรับลมชมวิวสวยๆ ได้ทั้งเช้าและเย็น

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

ภายในบ้านหลังนี้ประกอบไปด้วย 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง 1 ห้องครัว ตกแต่งโทนเบจเป็นหลัก สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ผ่อนคลาย ดูอบอุ่น น่ารักๆ ซึ่งพื้นที่แต่ละโซนถูกออกแบบมีความลงตัว แม้ว่าเป็นบ้านขนาดเล็ก แต่เรียกได้ว่าฟังก์ชั่นครบตอบโจทย์ทุกการใช้งานเลยทีเดียว

โซนห้องนั่งเล่น/ห้องรับแขก ตกแต่งด้วยโทนสีที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างสีน้ำตาลอ่อน สีขาว จึงทำให้บรรยากาศของห้องดูมีคลีนๆ อบอุ่น และน่าพักผ่อนมากๆ

ภายในห้องนอนตกแต่งออกมาได้เรียบง่าย โดยเลือกใช้โทนสีขาวเป็นหลัก เพื่อให้ดูมีความละมุน สบายตา ตามแบบฉบับสไตล์มินิมอล แอดบอกเลยว่าเป็นห้องนอนที่น่าทิ้งตัวลงไปนอนซะเหลือเกิน



ห้องครัวออกแบบให้มีขนาดที่พอดี โดยมีการจัดสรรพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย

ห้องน้ำตกแต่งด้วยโทนสีขาวตัดด้วยโทนสีดำ จึงทำให้ดูมีความโมเดิร์นมากยิ่งขึ้น

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างโดย 52 Blue Constant-รับสร้างบ้าน  ในส่วนเรื่องราคาถ้าสามารถสอบถามได้จากข้อมูลด้านล่างหรือหากมีข้อสงสัยประการใดสามารถติดต่อทีมงานผู้สร้างได้ทันที

ช่องทางการติดต่อหรือinbox
52 Blue Constant-รับสร้างบ้าน
โทรศัพท์ : 094-298-4298
ID Line : bluezone2499


หมายเหตุ: ทางเว็บ withikaset.com ไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปลูกฟ้าทะลายโจร พืชสมุนไพรไทย มีประโยชน์มาก

ปลูกฟ้าทะลายโจร พืชสมุนไพรไทย มีประโยชน์มาก

ปลูกฟ้าทะลายโจร

ปลูกฟ้าทะลายโจร


ฟ้าทะลายโจรเป็นไม้ล้มลุก สูง 30-100 ซม. ลำดันเป็นสี่เหลี่ยม แผ่นใบรูปไข่ หรือรูปรี กว้าง 2-4 ซม. ยาว 5-12 ซม. ช่อดอกออกที่ยอดหรือง่ามใบใกล้ยอด เป็นช่อแยกแขนง ดอกสีขาวแกมม่วง มีขน ดอกสมบูรณ์เพศ ผลหรือฝัก รูปขอบขนานกว้าง 2-4 มม. ยาว 15-18 มม. สีน้ำตาล ผลแห้งแตกตามยาวมีแรงดีด แยกเป็น 2 ส่วน เมล็ดขนาดเล็ก มี 8-12 เมล็ด น้ำหนัก 1,000 เมล็ด 1.28-1.33 กรัม



สายพันธุ์ฟ้าทะลายโจร

ฟ้าทะลายโจรมีหลายสายพันธุ์ ซึ่งจะมีปริมาณสารสำคัญ และผลผลิต ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ ฤดูกาล วิธีการปลูก ดูแลรักษาและเก็บเกี่ยว ปัจจุบันมีพันธุ์ที่ปลูกกันทั่วไป และพันธุ์ที่กรมวิชาการมีการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์และกำลังส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปปลูก เช่น

  • พันธุ์แนะนำจากกรมวิชาการเกษตรกร เช่น พันธุ์พิษณุโลก 5 – 4 อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 77 วัน และ พันธุ์พิจิตร 4 – 4 อายุเก็บเกี่ยวประมาณ  82 วัน
  • พันธุ์อื่นที่ปลูกกันทั่วไป เช่น พันธุ์จาก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม (ให้ผลผลิตน้ำหนักสดต่อต้นสูง) พันธุ์จากระยอง พันธุ์ศรีสะเกษ และพันธุ์พื้นเมือง เป็นต้น

การปลูกฟ้าทะลายโจร

การเตรียมดิน

ไถพรวน 2 ครั้ง ตากดินทิ้งไว้ 1-2 สัปดาห์ หว่านปูนขาว ปรับสภาพดิน ตามอัตราแนะนำจากผลวิเคราะห์ดิน ปลูกในฤดูฝน ป้องกันน้ำท่วมชัง โดยยกแปลงสูง 25-30 ซม. ความกว้าง 1-2 เมตร และความยาวของแปลงตามความเหมาะสมของขนาดพื้นที่ เว้นทางเดินระหว่างแปลง 50 ซม. และทำร่องระบายน้ำ

การเตรียมพันธุ์

เมล็ดมีการพักตัว กระตุ้นความงอกก่อนเพาะ โดยแช่มล็ดในน้ำสะอาด นาน 6 ชั่วโมง แล้วนำขึ้นมาผึ่งลมให้แห้ง

เพาะเมล็ดในกระบะเพาะ ที่มีดินพรุ (peat) เป็นวัสดุเพาะ เมื่อเมล็ดงอกเป็นกลั มีใบเลี้ยงคลี่บานเต็มที่ จึงทยอยคัดแยกกล้าที่มีขนาดเท่ากัน ย้ายกลัาลงถาดหลุมที่มีดินพรุ หรือส่วนผสมของดินร่วน : ปุ๋ยมูลวัวแห้ง : แกลบดำ = 1 : 2 : 2

ปลูกฟ้าทะลายโจร

วิธีการปลูก

ปลูกแบบใช้กล้า วิธีนี้ช่วยประหยัดเมล็ดพันธุ์ (อัตราการใช้เมล็ดประมาณ 15 กรัมต่อไร่) ได้ตันฟ้าทะลายโจรออกดอกใกล้เคียงกันทั่วทั้งแปลง ทำให้สารสำคัญสม่ำเสมอสะดวกในการดูแลรักษาและเก็บเกี่ยวย้ายกล้า ระยะมีใบจริง 6 ใบ ปลูกลงแปลงขุดหลุมปลูกลึกประมาณ 15 ซม. ระยะปลูกระหว่างต้น 30 ซม. ระหว่างแถว 60 ซม.

การดูแลรักษา

การให้น้ำ

ให้น้ำแต่ละหลุมปลูกก่อนปลูก 1 วัน หลังย้ายปลูกลงแปลงช่วง 15 วันแรก ให้น้ำเช้าบ่าย หลังจากกล้าตั้งตัวให้น้ำช่วงเช้า จนกระทั่งเก็บเกี่ยว ปริมาณน้ำที่ให้สังเกตดินในแปลงเปี๊ยกชื้น จึงหยุดให้

การให้ปุ๋ย

รองกันหลุมด้วยดินผสมกับปุ้ยคอก อัตรา 300 กรัมต่อหลุม ย้ายกล้าวางที่กันหลุมให้ลึกประมาณ 5 ซม. กลบดินที่เหลือลงในหลุม กดดินบริเวณโคนตันพอแน่น รดน้ำให้ชุ่ม ใส่ปุ๋ยคอกครั้งที่สองหลังปลูก 1 เดือน อัตรา 300 กรัมต่อตัน แบบโรยเป็นแถวขนานกับแนวทรงพุ่ม พรวนดินและให้น้ำ

การกำจัดวัชพืช

หมั่นกำจัดวัชพืช (โดยใช้แรงงานคน) อย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะช่วงแรกหลังจากย้ายปลูก เมื่อตันฟ้าทะลายโจรเติบโตจนชิดกัน ปัญหาวัชพืชจะค่อย ๆ หมดไป

การป้องกันกำจัดโรคและแมลง

การปลูกฟ้าทะลายโจร ยังไม่พบว่า มีโรคและแมลงชนิดใดทำความเสียหายรุนแรง เพียงแต่ทำความเสียหายบ้างเล็กน้อยเท่านั้น หากพบวิธีการป้องกันและกำจัดในเบื้องต้นคือ ถอนต้นและนำไปทำลายนอกแปลง



การเก็บเกี่ยว

ระยะออกดอก 25-50% ของทั้งแปลงซึ่งมีอายุหลังปลูกประมาณ 80 วัน เก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงเช้าใช้กรรไกรตัดส่วนเหนือดินห่างจาก โคนต้น 4 ข้อ หรือประมาณ 10 ชม. (ต้นตอ) รับนำผลผลิต ไบไว้ในที่ร่ม ส่วนตันตอทำการดูแลรักษาเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกไนฤดูปลูกต่อไป

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว

นำต้นฟ้าทะลายโจรหลังเก็บเกี่ยว ล้างในน้ำสะอาด ผึ่งลมให้สะเด็ดน้ำ ตัดหรือน ให้มีความยาว 3-5 ชม. แล้วนำมาเกลี่ยบนกระดัง คลุมด้วยผ้าขาวบาง นำไปตากให้แห้งหรือใส่ถาดสเตนเลส เข้าตู้อบอุณหภูมิ 55 องศา นาน 48 ชม. จนฟ้าทะลายโจรแห้ง มีความชื้นไม่เกิน 11% เก็บใส่ถุงพลาสติกใสผนึกให้แน่น เก็บในที่สะอาด

สรรพคุณของฟ้าทะลายโจรที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่

  • แก้ไข้ทั่ว ๆ ไป เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่
  • ระงับอาการอักเสบ พวกไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ขับเสมหะ รักษาโรคผิวหนังฝี
  • แก้ติดเชื้อ พวกทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย บิด และแก้กระเพาะลำไส้อักเสบ
  • เป็นยาขมเจริญอาหาร

นอกจากนี้ ฟ้าทะลายโจรยังมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมพบว่า มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันตับจากการถูกทำลาย

วิธีใช้ฟ้าทะลายโจร

ฟ้าทะลายโจรมีจำหน่ายในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ยาแคปซูล ยาเม็ด ยาต้ม ยาผง ฯลฯ โดยขนาดรับประทานและระยะเวลาในการรับประทานขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค โดยทั่วไปผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 1-2 แคปซูล หรือ 2-4 เม็ด วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร รับประทานติดต่อกันไม่เกิน 10 วัน

ข้อควรระวังในการรับประทานฟ้าทะลายโจร

  • ห้ามรับประทานฟ้าทะลายโจรในผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ฟ้าทะลายโจร
  • ห้ามรับประทานฟ้าทะลายโจรในผู้ป่วยที่มีโรคตับหรือไตเรื้อรัง
  • ห้ามรับประทานฟ้าทะลายโจรในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • ห้ามรับประทานฟ้าทะลายโจรร่วมกับยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน หรือแอสไพริน

ฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูง แต่ควรรับประทานอย่างระมัดระวังและควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาอื่น ๆ อยู่

ที่มา : ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร , www.sarakaset.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์โมเดิร์น ขนาด 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พร้อมพื้นที่ใช้สอยที่ลงตัว

บ้านสไตล์โมเดิร์น ขนาด 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พร้อมพื้นที่ใช้สอยที่ลงตัว

บ้านสไตล์โมเดิร์น

บ้านสไตล์โมเดิร์น


บ้านสไตล์โมเดิร์น มีลักษณะเรียบง่าย เน้นเส้นสายที่สะอาดตา และการออกแบบที่ใช้งานได้จริง มักสร้างด้วยวัสดุสมัยใหม่ เช่น คอนกรีต แก้ว และเหล็ก บ้านสไตล์โมเดิร์นมักมีหน้าต่างบานใหญ่ ช่วยให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาได้มาก และมักมีผังชั้นเปิดซึ่งเชื่อมต่อพื้นที่นั่งเล่น ห้องครัว และพื้นที่รับประทานอาหารเข้าด้วยกัน




บ้านมีความเรียบง่ายตามสไตล์บ้านโมเดิร์น และเป็นบ้านชั้นเดียวที่ฟังก์ชันการใช้งานประกอบด้วย 3 ห้องนอน 1 โถงรับแขก 1 ห้องน้ำ 1 เฉลียงหน้าบ้าน (หรือจะดัดแปลงเป็น 2 ห้องนอน 1 ห้องครัว ก็ได้เหมือนกัน) ซึ่งใช้งบประมาณในการสร้าง 900,000 บาท และเป็นอีกหนึ่งผลงานจาก ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์

ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์

ลักษณะภายนอกของบ้าน เริ่มจากหลังคาที่ออกแบบให้เป็นทรงเพิงแหงนลาดเอียงไปด้านหลังและมุงด้วยเมทัลชีท ฝ้าชายคาสีขาวแต่งขอบด้วยสีน้ำตาล ตัวบ้านที่แต่งด้วยสีเทาอ่อน ดีไซน์ขอบล่างด้วยสีเทาเข้ม รวมถึงไม้ฝาเฌอร่าที่กรุทับผนังใต้ชายคาและมีช่องลมระบายอากาศติดตั้งไว้ ผนังโซนหน้ามีลูกเล่นเป็นไม้ฝาสีน้ำตาล จากนั้นได้ประดับโคมไฟกระบอกสีดำตามผนังที่ส่องแสงสว่างทั่วรอบบ้าน

บ้านสไตล์โมเดิร์น

ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์

พื้นรอบตัวบ้านเทคอนกรีตทับไว้เพื่อเสริมฐานบ้านให้แข็งแรง และยังง่ายต่อการทำความสะอาดอีกด้วย ระเบียงเล็กๆที่ต่อหลังคายื่นออกมา ปูพื้นด้วยกระเบื้องลายไม้ รวมถึงกระเบื้องที่กรุทับม้านั่งรอบๆ ตรงกลางฝ้ามีโคมไฟทรงกลมประดับไว้ ส่วนประตูใหญ่ที่เปิดเข้าภายใน เลือกใช้เป็นบานกระจกใส โดยแต่งขอบด้านในด้วยสีดำ และตามด้วยบัวปูนสีขาวของขอบด้านนอก

บ้านสไตล์โมเดิร์น




คุณสมบัติทั่วไปของบ้านสไตล์โมเดิร์น ได้แก่:

  • รูปทรงเรขาคณิต: บ้านสไตล์โมเดิร์นมักมีรูปทรงเรขาคณิต เช่น สี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า และวงกลม
  • แผนผังชั้นเปิด: บ้านสไตล์โมเดิร์นมักมีแผนผังชั้นเปิด โดยมีผนังกั้นน้อยที่สุดเพื่อสร้างความรู้สึกโปร่งสบาย
  • หน้าต่างบานใหญ่: บ้านสไตล์โมเดิร์นมักมีหน้าต่างบานใหญ่เพื่อรับแสงธรรมชาติและทิวทัศน์
  • วัสดุร่วมสมัย: บ้านสไตล์โมเดิร์นมักสร้างด้วยวัสดุร่วมสมัย เช่น คอนกรีต แก้ว และเหล็ก
  • หลังคาเรียบ: บ้านสไตล์โมเดิร์นมักมีหลังคาเรียบ

ภายในของบ้าน มีห้องโถงที่น่าอยู่ ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยกว้างและสว่าง กระเบื้องปูพื้นมีผิวที่มัน ออกเป็นสีเทาน้ำตาล ผนังห้องแต่งด้วยสีขาวและมีบัวพื้นเป็นไม้สีเทา ฝ้าเพดานเลือกใช้ที่เป็นแบบหลุม พร้อมทั้งฝังไฟดาวน์ไลท์ทรงกลมไว้ ห้องนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็นที่พักผ่อนร่วมกัน หรือรองรับแขกที่มาเยือน

บ้านสไตล์โมเดิร์น

ข้อดีประการหนึ่งของบ้านสไตล์โมเดิร์นคือมักจะมีประสิทธิภาพด้านพลังงานมากกว่าบ้านแบบดั้งเดิม สิ่งนี้เป็นเพราะการออกแบบที่เน้นการใช้งานซึ่งช่วยลดการสูญเสียความร้อนและรังสีความร้อน นอกจากนี้ บ้านสไตล์โมเดิร์นยังมักสร้างด้วยวัสดุที่ยั่งยืน เช่น ไม้ไผ่และไม้รีไซเคิล

บ้านสไตล์โมเดิร์น

ห้องนอน แต่งด้วยสีขาวที่สว่างและดูสบายตา ซึ่งเป็นสไตล์เดียวกับห้องโถง ยกเว้นแต่ฝ้าเพดานที่เป็นแบบเรียบและฝังไฟดาวน์ไลท์ ประตูห้องใช้เป็นบานไม้สีขาวที่กลมกลืนกับผนัง สำหรับหน้าต่างกระจกใสที่ใช้ มีขอบเป็นสีดำที่โดดเด่น และติดตั้งบานมุ้งลวดไว้เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ร้ายเข้ามาได้

บ้านสไตล์โมเดิร์น

ห้องน้ำ เป็นห้องกว้างๆที่ทันสมัย ทั้งพื้นและผนังกรุทับด้วยกระเบื้องอย่างดี โดยมีลวดลายและโทนสีที่เข้ากัน ฉากที่ก่อไว้กั้นโซนอาบน้ำ ถูกต่อด้วยกรจกใสจนถึงฝ้าเพดาน ห้องนี้มีสุขภัณฑ์การใช้งานครบ และอีกหนึ่งอย่างที่ขาดไม่ได้คือหน้าต่างระบายอากาศบานใหญ่

จบไปแล้วนะครับกับการนำเสนอ บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก | ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์


หมายเหตุ : ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

ความใจดีของคนไทย กับดักแห่งการถูกเอาเปรียบ

ความใจดีของคนไทย กับดักแห่งการถูกเอาเปรียบ

ความใจดีของคนไทย กับดักแห่งการถูกเอาเปรียบ

” คนไทยยิ้มง่าย ใจดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ”  วลีคุ้นหูที่สะท้อนภาพลักษณ์อันดีงามของคนไทย  รอยยิ้มและน้ำใจไมตรีเป็นเสน่ห์ดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก  แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน  เบื้องหลังรอยยิ้มนั้น  ความใจดีของคนไทยบางครั้งก็ถูกตีตราเป็น “ความอ่อนแอ”  ช่องโหว่ให้บางคนฉวยโอกาสเอาเปรียบ  กลายเป็นดักที่กัดกินความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

วัฒนธรรมแห่งการให้:  สังคมไทยถูกหล่อหลอมด้วยค่านิยม “การให้”  การแบ่งปัน  การช่วยเหลือผู้อื่น  ฝังรากลึกผ่านประเพณี  ศาสนา  และวิถีชีวิต  รอยยิ้มและน้ำใจเป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์  ผูกมิตร  และสร้างความกลมเกลียว  การเอื้ออาทรต่อผู้อื่น  แม้จะไม่ใช่ญาติ  เพื่อนสนิท  หรือคนรู้จัก  เป็นสิ่งที่คนไทยยึดถือ

ดักแฝงในความใจดี:  ความใจดีของคนไทย  กลายเป็นดาบสองคม  เมื่อถูกบางคนตีความว่า “อ่อนแอ”  “ยอมง่าย”  “ไม่กล้าปฏิเสธ”   กลายเป็นช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาส

ตัวอย่าง:

  • นักท่องเที่ยวบางกลุ่ม อาศัยความใจดีของคนไทย เรียกร้องสิ่งเกินสมควร เอาเปรียบราคา หรือคุกคาม
  • มิจฉาชีพหลอกลวง ใช้ความใจดีของคนไทย สร้างเรื่องราว อ้างความน่าสงสาร เพื่อตักตวงผลประโยชน์
  • คนในชุมชน เกรงใจเพื่อนบ้าน ไม่กล้าตักเตือน ปล่อยให้ปัญหาลุกลาม

ผลลัพธ์ที่ตามมา:

  • การถูกเอาเปรียบ สูญเสียทรัพย์สิน สูญเสียความไว้วางใจ
  • ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ น้ำใจ และความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม ถูกบั่นทอน
  • ภาพลักษณ์ที่ดีของคนไทย ถูกมองในแง่ลบ

ทางออก:

  • สร้างสมดุลระหว่างความใจดีและความฉลาด : รู้จักปฏิเสธ ตั้งขอบเขต กล้าแสดงจุดยืน ควบคู่ไปกับการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
  • เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน : เรียนรู้กลวิธีของมิจฉาชีพ ข่าวสาร ข้อมูล
  • ปลูกฝังวินัย จิตสำนึก และความรับผิดชอบ : ร่วมสร้างสังคมที่มีวัฒนธรรมการให้ บนพื้นฐานของความเท่าเทียม เคารพ และความยุติธรรม
  • ส่งเสริมการช่วยเหลืออย่างมีสติ : ตรวจสอบข้อมูล สนับสนุนองค์กรที่น่าเชื่อถือ



บทความที่น่าสนใจ

การเลี้ยงหอยขมในวงบ่อซีเมนต์

การเลี้ยงหอยขมในวงบ่อซีเมนต์

การเลี้ยงหอยขมในวงบ่อซีเมนต์

ความรู้เบื้องต้นในการเลี้ยงหอยขม

หอยขม เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายที่สุด คิดจะเลี้ยงเพื่อเป็นงานอดิเรกหรือเลี้ยงเพื่อหารายได้เสริมก็ได้ การเลี้ยงหอยขมในวงบ่อซีเมนต์ นั้นใช้ต้นทุนน้อย รายได้ก็ดีพอสมควรขึ้นอยู่กับปริมาณ และการใส่ใจดูแลของเรา หอยขมไม่ได้นิยมแต่ทำอาหารอย่างเดียว สำหรับใครที่อยากเลี้ยงไว้เพื่อไปจำหน่ายให้คนที่เขาชอบสะเดาะเคราะห์ก็มีมากมายตามวัดทั่วไป ได้บุญด้วยเป็นอาชีพด้วย หรือถ้าใครชอบทานหอยขม ก็เมนูมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตำหอยขม, ยำหอยขม, ขั้วหอยขม, ก้อยสุกหอยขม, ลาบหอยขม, แกงอ่อมหอยขม, แกงคั่วหอยขม, หอยขมผัดฉ่า, หอยขมผัดพริกแกง เมนูเด็ดๆ ทั้งนั้น




หอยขม เป็นสัตวน้ำเลี้ยงง่าย และทนต่อสภาพน้ำเสียได้ดีจึงน่าจะเป็นสัตว์น้ำที่ควรได้รับความสนใจประกอบกับข้อมูลต่างๆ ทางด้านการเลี้ยงหอยขมในกระชัง เพื่อลดการเก็บหอยตามลำคลองที่น้ำไม่สะอาด และยังสร้างความปลอดภัย ให้การบริโภคโดย ปลอดภัยจากสารพิษตกค้างได้อีกทางหนึ่ง

การเตรียม พันธุ์หอยขม

โดยทั่วไปให้เตรียมลงบ่อละ 1 – 2 กิโลกรัม อาจรวบรวมจากแหล่งน้ำธรรมชาติ และในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำทั่วไป แต่ควรเลือกตัวที่มีขนาดใหญ่ ไซส์เดียวกับที่นำมาบริโภคได้ แล้วนำหอยขมที่รวบรวมได้ล้างทำความสะอาด และขังหอยทิ้งไว้ 1 วัน เพื่อให้หอยคายตะกอนออกมา ขณะเดียวกันก็คัดเลือกหอยขมที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยสังเกตได้จากการนำหอยขมไปแช่น้ำทิ้งไว้ถ้าหอยขมคว่ำตัวติกับภาชนะแสดงว่าหอยขมยังมีชีวิตอยู่

การเลี้ยงและดูแลหอยขม

การเลี้ยงและดูแลหอยขม โดยปกติหอยขมจะดูดกินอาหารจากตะไคร้น้ำที่จับตามกิ่งไม้หรือทางมะพร้าวที่เราใส่ลงไปในบ่อ และหอยขมจะดูดกินซากเน่าเปื่อยของใบไม้ปริมาณในการใส่ควรใส่ให้เหมาะสมไม่ใส่มากจนเกินไปน้ำจะเน่าเร็ว การเปลี่ยนน้ำและล้างบ่อก็ใช้การดูดน้ำออกทางสายยางและปล่อยน้ำเข้าเพื่อล้างซากที่เน่าในน้ำ เปลี่ยนประมาณเดือนละ 1-2 ครั้ง หรือให้สังเกตุดูว่าน้ำเน่าและส่งกลิ่นก็สามารถเปลี่ยนได้เหมือนกัน

หอยขม เป็นหอยที่มีเพศทั้งผู้และเพศเมียในตัวเดียวกัน จึงสามารถผสมพันธุ์ได้ด้วยตัวเองหรืออาจะมีผสมพันธุ์ข้ามตัวก็มี หอยขมเลี้ยงง่ายขยายพันธุ์เร็วเลี้ยงไม่นานก็ออกลูกและสามารถนำมาขายหรือรับประทานได้แล้ว จึงมีหลายพื้นที่ที่นิยมเลี้ยงหอยขมกัน เลี้ยงหอยขมก็จะมีทั้งเลี้ยงแบบในบ่อน้ำใหญ่ที่เคยเลี้ยงปลาก็สามารถเลี้ยงได้ หรือในบ่อปูน บ่อกลมปูนได้หมด

การให้อาหาร

นอกจากเศษใบไม้ที่ใส่ลงไปแล้วก็สามารถใส่ปุ๋ยคอกเสริมเล็กน้อยหว่านประมาณ 1 กำมือ ก็พอและก็รำข้าวเสริมด้วยก็ได้ หอยขมที่นำมาเลี้ยงถ้าเป็นตัวที่ใหญ่พร้อมจะเป็นพ่อแม่พันธุ์ก็จะใช้เวลาไม่นานที่เขาจะผสมพันธุ์  และออกลูกเร็ว เลี้ยงประมาณ 3 เดือน หรือสังเกตดูว่าลูกหอยใหญ่ขึ้นมาระดับหนึ่ง เราก็คัดเอา พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ออก จะคัดขายหรือเก็บไว้เพาะในบ่อใหม่ก็ได้ ซึ่งหอยขมตัวหนึ่งจะสามารถออกลูกหอยได้ประมาณ 30-50 ตัว และหลังจากที่คัดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์หอยขมออกแล้ว อีกประมาณ 2 เดือน ก็คัดเอาหอยขมที่ได้ขนาดออก จะสามารถเก็บได้เรื่อยๆ ในระยะเวลาทุกๆ 2 – 3 เดือน จะเห็นได้ว่าสามารถเก็บหอยขมได้ตลอดทั้งปีเลยทีเดียว

การเตรียมสถานที่ และวิธีการเลี้ยงหอยขม

  • วิธีเตรียมบ่อปูนซีเมนต์ในการเลี้ยงหอยขม การเตรียมบ่อในการเลี้ยงหอยขม สำหรับบ่อปูนกลมการเตรียมบ่อใหม่ ก็จะทำการฆ่าเชื้อและกลิ่นของปูน ถ้าบ่อปูนซื้อมาใหม่ ให้ทำการแช่น้ำด้วยด่างทับทิม ถ้าบ่อขนาด 80 เซ็น ก็ใส่ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ หรือ บ่อ 1 เมตร ก็ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ แช่ไว้ประมาณ 3-4 วัน หรือจนหมดกลิ่น หากอยากแช่ด้วยใบหูกวางและก็เกลือทะเลก็ได้ เมื่อแช่บ่อจนบ่อหมดกลิ่นแล้วก็ล้างให้สะอาด
  • บ่อที่ซื้อมาควรทำท่อน้ำล้นไว้ด้วย เพื่อกันไม่ให้น้ำล้นหอยจะไม่ไต่หนี
  • ใส่ดินโคลนตมหรือดินร่วนปนทรายประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ของบ่อ น้ำประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ใส่พืชน้ำกิ่งไม้, ก้านมะพร้าว ให้เขาได้เกาะและดูดกินอาหาร สำหรับผักตบชวาก่อนนำลงในบ่อก็ควรแช่ต่างทับทิบ เพื่อฆ่าเชื้อโรคด้วย เมื่อนำมาเลี้ยงหอยขมเขาจะได้ไม่ติดเชื้อ
  • ก่อนใส่หอยลงในบ่อ ให้ใส่น้ำหมักชีวภาพหรือสะดวกก็ใส่ EM ที่หาซื้อได้ง่าย ใส่ประมาณ 1 ฝา และก็กากน้ำตาล 1 ฝา
  • ควรใส่ทุกอย่างเตรียมก่อนปล่อยหอยขมลงปล่อยประมาณ 5 – 10 วัน ก็จะเป็นการดีเพราะว่าตะไคร้น้ำจะเริ่มจับที่ทางมะพร้าวและก็เศษใบไม้ก็เริ่มเปื่อยแล้ว
  • สถานที่วางบ่อควรอยู่ใต้ร่มไม้ ไม่โดนแดดแรงๆ ตรงๆ ปริมาณในการปล่อยหอยขมลงในบ่อกลม หอยขมพ่อแม่พันธุ์ประมาณ 1-2 กิโลกรัม ประมาณ 60-100 ตัว เลือกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่ตัวใหญ่ๆ ไว้ก็จะเป็นการดี หาได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติหรือซื้อได้ตามชาวบ้านที่หามาขายตามตลาด

การกำจัดแมลงหรือศัตรูที่สำคัญของหอยขม

ที่ต้องคอยระวังโดยเฉพาะลูกอ่อน ได้แก่ ปลาไหล ปลาดุก ตะพาบน้ำ และยาปราบศัตรูพืช จึงต้องระมัดระวังในเรื่องนี้ด้วย

การเลี้ยงหอยขมในวงบ่อซีเมนต์

ช่องทางการจัดจำหน่าย/การตลาด

หอยขมเป็นหอยที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารที่แสนอร่อยหลายๆ เมนู หรือจะนี่งจิ่มแจ่วเฉยๆ ก็อร่อย ถ้าตามร้านอาหารก็มักจะนิยมนำไปทำเป็นแกงคั่วหอยขม หรือแล้วแต่เมนูที่แม่ครัวพ่อครัวคิดดัดแปลงเมนูกันขึ้นมาให้อร่อย หอยขมราคาไม่แพง

    • ถ้าแบบที่ยังไม่ต้มไม่จิ้มเอาเนื้อแล้ว ก็อยู่ราคาประมาณกิโลละ 40 -50 บาท แต่ถ้าต้มแล้วขายเป็นตัวหอยก็จะอยู่ที่ราคา 60 – 100 บาท
    • ส่วนที่เป็นเนื้อหอยแบบแคะเปลือกออกจำหน่าย ราคาส่งอยู่ที่ 85 – 110 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาสามารถขึ้นลงได้ตามฤดูกาล

ในเรื่องของการทำการตลาดเพื่อจำหน่ายหอยขมนั้น ในช่วงแรกต้องเน้นทำการตลาดเอง ด้วยการบุกเบิกไปจำหน่ายตามตลาดนัด ติดต่อจำหน่ายให้กับร้านอาหารต่างๆ ที่เป็นร้านขึ้นชื่อ และมีเมนูแกงคั่วหอยขมอยู่ในเมนูของร้าน จะทำให้เป็นที่รู้จักของร้านอาหารมากขึ้น เมื่อลูกค้าบอกกันไปปากต่อปาก จะทำให้มีคนเข้ามาติดต่อขอซื้อขึ้นตามไปด้วย

ไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ แล้วอยากขายหรือหาตลาดให้ได้ สิ่งที่คุณต้องทำคือ ฝึกฝน ทำซ้ำแล้วซ้ำอีกอาจใช้เวลา 1-2 เดือน หรืออาจมากกว่านั้น ลองให้คนในครอบครัวทาน ศึกษาให้ครบรอบด้านเกี่ยวกับสิ่งที่ทำ เช่นการเลี้ยงหอยขม ก็ต้องศึกษาว่าธรรมชาติของการเลี้ยงหอยขม ชอบน้ำ ดิน และอากาศแบบไหน ศัตรูและแมลงมีอะไรบ้าง จะวางแผนอย่างไร เพื่อเป็นเกษตรผสมผสาน เผื่อราคาตัวหนึ่งไม่ดี ก็ยังมีตัวหนึ่งพยุงไว้อยู่ ศึกษา เรียนรู้ ลงมือทำ แก้ไขไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะลงตัว การตลาดแบบออนไลน์ เช่น ผ่านทางช่องทางยูทูบ เฟซบุ๊ก และไลน์

อ้างอิงแหล่งที่มา :

  • เลี้ยงหอยขมในวงบ่อซีเมนต์ ใช้พื้นที่น้อย หอยสะอาด อาชีพเสริมของครู กศน. https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_91687 (06/06/2563)
  • เลี้ยงหอยขมครบวงจร ลงทุนซื้อพันธุ์เพียงครั้งเดียว จับส่งทำสร้างรายได้ตลอดปี https://www.technologychaoban.com/bullet-news-today/article 77613 (06/06/2563)
  • หอยขม วิธีเลี้ยงหอยขมในบ่อปูน เลี้ยงง่ายรายได้ดี  http://wowin.th/H230 (06/06/2563)
  • เลี้ยงหอยขมในวงบ่อซิเมนต์ใช้พื้นที่น้อย-โตเร็ว-รายได้งาม https://www.nationtv.tv/main/content/378549386/ (06/06/2563)
  • เลี้ยงหอยขมในวงบ่อซีเมนต์ www.sarakasrt.com



บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสองชั้นสไตล์ร่วมสมัย หลังคาปั้นหยา ดีไซน์สวยโดดเด่น

บ้านสองชั้นสไตล์ร่วมสมัย หลังคาปั้นหยา ดีไซน์สวยโดดเด่น

บ้านสองชั้นสไตล์ร่วมสมัย

บ้านสองชั้นสไตล์ร่วมสมัย


บ้านสไตล์ร่วมสมัยเป็นการผสมผสานระหว่างองค์ประกอบการออกแบบดั้งเดิมและสมัยใหม่ บ้านเหล่านี้มักมีรูปลักษณ์ที่เรียบง่ายและสง่างามด้วยเส้นสายที่สะอาดและการตกแต่งที่น้อยที่สุด บ้านสไตล์ร่วมสมัยมักสร้างด้วยวัสดุที่หลากหลาย เช่น อิฐ หิน และไม้



วันนี้เรามี บ้านสองชั้นสไตล์ร่วมสมัย ผสมผสานทรงหลังคาปั้นหยา ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม  มาฝากกันอีกเช่นเคย สำหรับบ้านหลังนี้ เป็น บ้านสไตล์ร่วมสมัย ผสมผสานทรงหลังคาปั้นหยาฟังก์ชั่น 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 2 ห้องครัว 1 ห้องรับแขก 1 ห้องพระ พร้อมที่จอดรถได้ 2 คัน พื้นที่ก่อสร้าง 220 ตร.ม. ตัวบ้านปลูกสร้างที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ท่านที่กำลังมองหาแนวทางในการสร้างบ้านหรือออกแบบบ้านในอนาคต  ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ผลงานและรูปภาพ :  Art-HOME : รับสร้างบ้านตามงบประมาณ
เรียบเรียง : esanbanna.com

บ้านสองชั้นสไตล์ร่วมสมัย

บ้านสองชั้นสไตล์ร่วมสมัย

ตัวบ้านนั้นเน้นโทนสีขาว ทำพื้นเล่นระดับ ยกสูงเพิ่มพื้นที่ใต้บ้านสำหรับจอดรถหรือทำกิจกรรมครอบครัว หลังคาทรงปั้นหยาสีเทา แต่งหินตกแต่งสีดำเงาและระแนงเหล็กกล่องดีไซน์ทันสมัย ทำบันไดทางขึ้นด้านหน้าตัวบ้าน มีเฉลียงนั่งเล่นพักผ่อน เลือกใช้หน้าต่างบานกระจกรอบตัวบ้านช่วยรับแสงสว่างจากภายนอก

บ้านสองชั้นสไตล์ร่วมสมัย

พื้นที่ห้องโถงใช้โทนสีขาว ปูกระเบื้องพื้นโทนสีขาวลายเทาอ่อนๆ มีหน้าต่างบานกระจกกว้างด้านข้างดูสว่างโปร่งโล่ง เลือกใช้ประตูโทนน้ำตาลอ่อน ส่วนห้องนอนขยับมาด้านหลังใช้ประตูสีโอ๊คเข้ม แต่งฝ้าหลุมประดับไฟตรงกลางและไฟดาวน์ไลท์แสงสีเหลืองนวลดูอบอุ่น

บันไดใช้ลูกนอนลายไม้สีน้ำตาล ทำราวจับด้านซ้ายมือ ผนังฝั่งขวามือเป็นช่องกระจกช่วยรับแสงในเวลากลางวัน




ห้องนอนนี้ใช้พื้นกระเบื้องโทนสีเทา มีหน้าต่างบานกระจกช่วยรับแสงและระบายอากาศ

ห้องครัวที่มุมด้านหลัง ก่อเคาน์เตอร์ครัวแบบด้านเดียว กรุกระเบื้องโทนสีขาวสะอาดตา 

ห้องน้ำกรุกระเบื้องผนังโทนสีขาวลายเทาอ่อน ก่อเคาน์เตอร์อ่างล้างไว้ฝั่งขวามือของห้อง ก่อผนังกั้นส่วนห้องอาบน้ำไว้ทางด้านใน เลือกใช้กระเบื้องลายอิฐโชว์แนวสีขาว

สำหรับ บ้านหลังคาทรงปั้นหยา บ้านพักอาศัยที่มีงานดีไซน์ที่สวยงาม บ้านหลังนี้ ที่เรานำมาให้ท่านชมกันในวันนี้ ก็หวังว่าจะถูกใจผู้ที่เข้ามาติดตามรับชมกันนะครับ หากท่านใดที่สนใจหรือชื่นชอบก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่โดยตรง

ที่มา | Art-HOME : รับสร้างบ้านตามงบประมาณ




บทความอื่นที่น่าสนใจ