เลี้ยงไก่แจ้สวยงาม สร้างรายได้เสริม พร้อมวิธีการเลี้ยง

เลี้ยงไก่แจ้สวยงาม สร้างรายได้เสริม พร้อมวิธีการเลี้ยง

เลี้ยงไก่แจ้สวยงาม

เลี้ยงไก่แจ้สวยงาม


ไก่แจ้ เป็นสัตว์อีกหนึ่งชนิดที่สร้างรายได้ดีเหมาะต่อการเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้เสริม ด้วยรูปร่างที่สวยงาม วันนี้เรามีวิธี เลี้ยงไก่แจ้สวยงาม มาบอกต่อกันครับ เกษตรกรหลายคนก็หันมาเลี้ยงเป็นอาชีพหลักกันบ้างแล้ว เพราะว่ามีราคาขายที่สูงกว่าพันธุ์ไข่หรือพันธุ์เนื้อมาก โดยราคาที่ซื้อขายกันเป็นพันเป็นหมื่นบาทกันเลยครับ




ไก่แจ้ในประเทศไทยเรามีหลากหลายสี ทั้ง สีสร้อยสุวรรณ สีกาบอ้อย สีกาบหมาก สีดอกโสน หรือเบญจรงค์ เป็นต้น ซึ่งแต่ละสีก็มีความงดงามแตกต่างกันไป และปัจจุบันก็มีไก่แจ้พันธุ์ผสม ที่ได้รับการปรับปรุงสายพันธุ์ จนได้รูปลักษณะที่งดงามขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ตลาดการขายไก่แจ้งดงามยิ่งขยายตัวมากขึ้น

ประโยชน์ของการเลี้ยงไก่แจ้

  • ผู้เลี้ยงมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเลี้ยงเสริมร่วมกับการทำงานเกษตรกรรมชนิตอื่นๆ
  • มีผลตอบแทนเร็ว และมีโอกาสขยายสายพันธุ์ได้ไวมาก ซึ่งการเลี้ยงไก่แจ้ใช้เวลาประมาณ 7-8 สัปดาห์
  • นอกจากนั้นเป็นการช่วยฝึกเด็ก คนว่างงาน และบุคคลทุพพลภาพบางประเภทให้มีงานทำ ช่วยสร้างนิสัยแก่เด็ก ให้เป็นคนเอางานเอาการและมีจิตใจรักสัตว์
  • มูลไก่สามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยคอกได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ดินซึ่งไม่เหมาะแก่การปลูกพืช เป็นการลดรายจ่ายในการซื้อปุ๋ยเคมีสำหรับใส่พืชผลด้วย

พันธุ์ไก่แจ้

ไก่แจ้ที่นิยมเลี้ยงมีทั้งไก่แจ้สากลและไก่แจ้ไทย ส่วนสีที่นิยมเลี้ยง ได้แก่ สีขาว สีดำ สีทอง สีกระดำ สีเทา สีขาวหางดำ สีประดู่ สีบาร์ สีโกโก้ และสีลายดอกหมาก รูปพรรณไก่แจ้ที่ดีทั่วไป ควรมีลักษณะเหมือนหยดน้ำ หน้าดี สีสวย กระรวยดั้ง หางดอก อกกลมสมส่วนเกษตรกรสามารถหาซื้อได้จากฟาร์มเลี้ยงไก่แจ้ทั่วไป

การคัดเลือกไก่แจ้

ควรมีการคัดเลือกพันธุ์ที่ดี มีสีที่สวย และมีความสมบูรณ์แข็งแรง โดยการเลี้ยงไก่แจ้จะเลี้ยงเพื่อความเพลิดเพลิน เลี้ยงเพื่อเป็นการค้า โดยเลือกสีไก่ตามความชอบของผู้เลี้ยง ในส่วนของการเลี้ยงเพื่อประกวด ต้องคัดเลือกไก่โดย พิจารณาตั้งแต่ความยาวของขา รูปทรงสายพันธุ์ที่ดี และมีลักษณะแข็งแรง ควรจะพิจารณาเลือกไก่จากฟาร์มที่เชื่อถือได้

การจัดการพ่อแม่พันธุ์และการผสมพันธุ์ไก่แจ้

ควรคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่แข็งแรงสมบูรณ์และนำมาเข้าคู่ในกรงผสม โดยใช้ตัวผู้ 1 ตัวต่อตัวเมีย 2 ตัว และควรที่จะใช้พ่อแม่พันธุ์ความสมบูรณ์ การคัดเลือกสายพันธุ์แท้นั้น ก็จึงเริ่มทำการผสมพันธุ์และควรจัดกลุ่มไก่แจ้ของตนให้เป็นไปตามแต่ละสายพันธุ์ขนาดรูปร่าง ฝูงความสามารถในการออกไข่และนิสัยของไก่แจ้การเลี้ยงไก่แจ้นั้นควรเลี้ยงแยกตามสีอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการผสมข้ามพันธุ์ลูกไก่ที่มีสีตรงตามพันธุ์จะจำหน่ายได้ราคาดีกว่าเสมอ ซึ่งพ่อพันธุ์ที่ใช้ควรมีอายุ 7-8 เดือน ส่วนแม่พันธุ์ควรเริ่มที่ อายุ 5 เดือนขึ้นไป

การจัดการลูกไก่เล็ก-ไก่รุ่น

ควรมีการแยกลูกไก่เล็กออกมาอนุบาลในกล่องกระดาษหรือในกล่องสำหรับใส่ลูกไก่เล็ก และมีหลอดไฟให้ความอบอุ่นสำหรับลูกไก่โดยอยู่ในกล่องประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้ลูกไก่แข็งแรง อาหารที่ใช้ควรเป็นอาหารสำเร็จรูปหนาดเล็ก น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำสะอาด ส่วนไก่รุ่น ควรมีการคัดเลือกลูกไก่ที่มีขาสั้นเพื่อแยกออกมาขุน โดยการเลี้ยงไก่เล็กนับว่าเป็นการเลี้ยงระยะที่สำคัญมากที่สุด ต้องมีการเลี้ยงดูเอาใจใส่เป็นอย่างดี

การสร้างโรงเรือน

การสร้างโรงเรือนสำหรับเลี้ยงไก่มีความจำเป็นมาก เพราะลักษณะของโรงเรือนที่ดีจะทำให้ไก่ไม่เกิดความเครียดเนื่องจากอากาศร้อน ทำให้การเจริญเติบโตดีขึ้น ไก่มีสุขภาพดีลดปัญหาการเกิดโรค และจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ เช่น กรงของไก่แจ้ควรสร้างหันหน้าไปทางที่มีหน้าต่าง หรือประตูหันออกสู่ด้านนอก กรงไก่แจ้นั้นควรอยู่ในที่ที่ค่อนข้างมีทั้งร่มเงา และแสงแดดแล้วก็ต้องบังฝนได้เพื่อไม่ให้ไก่แจ้เป็นหวัด และอากาศต้องถ่ายเทสะดวก แต่ต้องไมโดนลมแรง ๆ

วัสดุรองพื้น และอุปกรณ์ที่จำเป็น

การเลี้ยงไก่แจ้นิยมใช้ทรายเป็นวัสดุรองพื้น เพราะง่ายต่อการทำความสะอาด คือจำเป็นต้องมีรางอาหาร ที่ตักอาหาร กระปุกน้ำตามขนาดของไก่กล่อง หรือกรง และหลอดไฟแขวน สำหรับลูกไก่และไก่รุ่น ควรมีอุปกรณ์ในการทำความสะอาดทั่ว ๆ ไป เช่น ไม้กวาดตะแกรงร่อนทราย

อาหารสำหรับไก่แจ้

อาหารที่นิยมใช้เป็นอาหารสำเร็จรูปอัดเม็ด ข้าวเปลือกทราย และหญ้า โดยให้ในปริมาณที่เหมาะสม ที่สำคัญน้ำจะต้องมีให้ไก่กินอย่างเพียงพอตลอดเวลา เพราะถ้าหากไก่ขาดน้ำจะมีปัญหาสุขภาพอย่างรุนแรง เพราะน้ำจะช่วยระบายความร้อนให้กับร่างกาย น้ำที่ให้ไก่กินต้องสะอาด และเย็น

การเตรียมไก่เพื่อจำหน่าย

สำหรับการเตรียมไก่เพื่อการจำหน่าย มีความสำคัญต่อผู้เลี้ยงเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นการช่วยเพิ่มราคาให้กับตัวไก่แล้ว ยังช่วยยกระดับฟาร์มให้มีคุณภาพมากขึ้น ผู้เลี้ยงสามารถทำได้โดยทำการคัดเกรดไก่ตั้งแต่ไก่อายุประมาณ 1 เดือนขึ้นไป โดยคัดแยกไก่ขาสั้น กับไก่ขายาวออกจากกัน และคัดไก่ที่มีความต้องการของตลาดมากออกจากไก่ทั่วไป การจัดชุดไก่ควรจัดตามประเภทสีไก่โดยให้อยู่ในสีเดียวกันเท่านั้น เพื่อป้องกันการผสมข้ามสี และป้องกันปัญหาการจิกตีกัน

ปัญหาการติดโรค

หากเมื่อเกิดโรคกับไก่แจ้แล้วนั้นย่อมที่จะส่งผลทำให้สุขภาพของไก่นั้นไม่ดี หรือกระทบมาก จนถึงขั้นพิการหรือเสียรูปร่างของไก่แจ้ได้ ดังนั้นผู้เลี้ยงควรทำการป้องกันก่อนที่ไก่แจ้จะเสียหาย ซึ่งการติดโรคของไก่แจ้อาจเกิดขึ้นจากความไม่สะอาดของโรงเรือน หรือความไม่สมบรูณ์ของไก่แจ้ที่มีภูมิต้านทานโรคน้อย ฉะนั้นต้องแยกไก่ที่ป่วยออกเพื่อเลี้ยงในกรงเดี่ยว

วิธีการป้องกัน

ควรทำวัคซีนป้องกันโรคนิวคาสเชิล หลอดลมกเสบ โรคฝีดาษ และอหิวาต์ ตามโปรแกรมกำหนดและมีการกำจัดพยาธิภายนอก ได้แก่ เหา หมัด ไร โดยวิธีการฉีดบริเวณพื้นบริเวณคอก หรือ ละลายยาแล้วจับตัวไก่จุ่มในน้ำยาเพื่อเป็นการป้องกันควรป้องกันกำจัดพยาธิภายในอาทิพยาธิไส้เดือน ดำเนินการโดยทำความสะอาดคอก กวาดอุจจาระออกบ่อย ๆ อย่าให้คอดขึ้นและมีการถ่ายพยาธิเป็นประจำ

เอกสารคำแนะนำ ไก่แจ้สวยงาม : แนวทางการส่งสริมการเลี้ยงไก่แจ้เพื่อสร้างรายได้. กรณีศึกษา ร่วมสนิทฟาร์มไก่
แจ้สวยงาม หมู่ที่2 ตำบลหัวสะพาน อำเภอท่ศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช.
http://human.nstru.ac.th/student_research/upload_images/20170517195855Lovely%20Bantam.pdf (5
เมษายน 2562)




บทความอื่นที่น่าสนใจ

เมนู แกงไก่ใส่ฟัก ทำกินได้ง่ายๆ พร้อมวิธีทำ

เมนู แกงไก่ใส่ฟัก ทำกินได้ง่ายๆ พร้อมวิธีทำ

แกงไก่ใส่ฟัก

เมนู แกงไก่ใส่ฟัก จัดได้ว่าเป็นเมนูเด็ดของใครหลายๆ คนและยังเป็นเมนูประจำร้านข้าวแกงด้วยรสชาติที่แซ่บ อร่อยถึงใจ อีกทั้งยังหอมผักต่างๆที่ใส่ลงในแกงไก่ด้วย ซึ่งวันนี้เรา จะพาทุท่านมาทำเมนูแกงไก่ใส่ฟัก กันครับ จะมีวัตถุดิบและขั้นตอนการทำอย่างไรกันบ้าง เรามาทำไปพร้อมๆ กันเลยครับ

สำหรับการทำแกงไก่ใส่ฟัก นั้นสามารถใช้ เนื้อไก่ ส่วนไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น น่องไก่ ปีกไก่ หรือสะโพกไก่ เรียกได้ว่าชอยส่วนไหนก็จัดส่วนนั้นก็เลย แต่ที่นิยมมากที่สุดคือ สะโพกไก่ น่องไก่ เพราะกินได้ง่าย และ สะดวก

วัตถุดิบ

  • ไก่บ้าน 300 กรัม
  • ฟักอ่อน
  • ต้นหอมหั่นท่อน
  • ใบแมงลักเด็ด
  • ผงปรุงรส 1 ช้อนชา
  • น้ำปลาร้า 2-3 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า 3 ถ้วย

ส่วนประของพริกแกง

  • พริกแห้ง
  • ตะไคร้หั่น 2 ต้น
  • พริกแห้ง 10 เม็ด
  • หอมแดง 6 หัว
  • กระเทียมไทย 10 กลีบ
  • เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

วิธีทำ

  • เริ่มจากการล้างพริกแห้งแล้วแช่น้ำให้นิ่ม ใส่ครกลงโขลกพร้อมตะไคร้จนแหลกดีแล้วใส่หอมแดง กระเทียม เกลือป่น โขลกต่อจนแหลก
  • จากนั้นนำพริกแกงที่โขลกแล้วลงคั่วใน
  • กระทะให้หอม เติมน้ำเปล่านิดหน่อยเวลาคั่ว จนพริกแกงหอมดีแล้วใส่ไก่สับลงไปผัดคลุกกับพริกแกงสักพักจนเนื้อไก่เริ่มตึงๆ น้ำจากไก่ซึมออกมา
  • เติมน้ำเปล่าให้ท่วมไก่เผื่อน้ำลดลงตอนเคี่ยวด้วย เร่งไฟให้เดือดแล้วลดไฟลง เคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนเนื้อไก่เปื่อย ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า ผงปรุงรส เกลือป่น น้ำปลา
  • ใส่ฟักลงไปจนฟักสุกดีแล้วชิมรสตามชอบ ใส่ใบแมงลักต้นหอมหั่นท่อน ปิดไฟได้

ขอบคุณเจ้าของสูตรสมาชิกพันทิพหมายเลข 3988747




บทความที่น่าสนใจ

แกงเห็ดระโงก เมนูเด็ดแซ่บนัวร์สุดๆ

แกงเห็ดระโงก เมนูเด็ดแซ่บนัวร์สุดๆ

แกงเห็ดระโงก

เห็ดระโงก เรียกอีกชื่อว่า เห็ดไข่ห่าน มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ออกในฤดูฝน เห็ดระโงกมีทั้งสีขาว สีแดงและสีเหลือง ดอกตูม กลีบรี คล้ายไข่ห่าน เมื่อโตขึ้นหมวกและก้านดอกจะดันปลอกหุ้มแตกออกมา สปอร์และครีบสีขาว เมื่อถึงฤดูฝนก็จะมีเห็ดระโงกเกิดมาให้เราได้เก็บตามป่า ธรรมชาติที่มีความอุดมบรูณ์ ป่าเขาที่บ้านก็มีเห็ดระโงกขึ้นมาเหมือนกันให้ได้ขึ้นเขาไปเก็บมาทำอาหาร เห็ดระโงกสามารถประกอบอาหาร ได้หลายชนิด เช่น แกงเห็ดระโงก แกงเห็ดระโงกใส่ใบมะขามอ่อน เห็ดระโงกนี่จิ้มแจ่ว เห็ดระโงกเผาไฟตำน้ำพริก หรือจะนำไปผัดน้ำมันหอยก็ได้ เป็นต้น



ส่วนผสม

  • เห็ดระโงก1กิโลกรัม
  • หอมแดงบุบพอแตก3-4 หัว
  • ตะไคร้ซอย2 ต้น
  • พริกบุบพอแตก8-10 เม็ด
  • น้ำปลาร้า1-1.5 ทัพพี
  • น้ำเปล่า1 ลิตร
  • ใบแมงลักเด็ดยอด1 กำมือ
  • ใบติ้วเด็ดยอด5-6 ยอด
  • เกลือ1/2 ช้อนชา
  • ผงชูรสตามชอบ

แกงเห็ดระโงก

วิธีปรุง

  • นำเห็ดระโงกมาล้างดินออกให้เกลี้ยง อย่างเบามือ ใช้มีดผ่าเห็ดดอกที่มีขนาดใหญ่ออก ให้มีชิ้นพอดีคำ
  • ตั้งหม้อ ใส่น้ำเปล่า ต้มให้น้ำเดือด จากนั้นนำตะไคร้ซอย หอมแดง และพริกที่บุบแล้วลงไปต้มให้มีกลิ่นหอม
  • เมื่อน้ำเดือดอีกครั้งใส่เห็ดลงไป ต้มจนเห็ดเริ่มสุก จากนั้นปรุงรส ด้วย น้ำปลาร้า เกลือ และ ผงชูรส
  • ต้มต่อจนเดือด ชิมรสชาติ ระวังอย่าให้เค็มจัดจนเกินไป นำใบแมงลัก ใบติ้วใส่ลงไป คนให้ผักสลด
  • ตักใส่ถ้วย พร้อมรับประทาน

เคล็ดลับน่ารู้

อย่าใส่น้ำเยอะ เพราะน้ำในเห็ดจะออกมา หากน้ำเยอะจะทำให้รชาติจืดไม่พอเหมาะกับเครื่องปรุง


บทความที่น่าสนใจ

สูตรปลานึ่งน้ำจิ้มแจ่ว จิ้มแซ่บโดนใจ

สูตรปลานึ่งน้ำจิ้มแจ่ว จิ้มแซ่บโดนใจ

อย่างที่รู้กันดีว่าน้ำจิ้มแจ๋ว นั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับ เมนูปลานึ่ง อาหารไทยรวมทั้งเมนู อาหารทะเลแนวปิ้งย่างอื่น ๆ และแต่ล่ะสูตรก็จะแตกต่างกันออกไป ก่อนเข้าครัวโขลกน้ำพริกกัน เรามาดูวิธีทำน้ำจิ้มแจ๋ว สูตรง่ายๆ กันครับ
ส่วนผสม
  • ปลานิล 1 ตัว
  • ข่าหั่นแว่น 5 ชิ้น
  • ตะไคร้หั่นเฉียง 1 ต้น
  • ใบมะกรูดฉีก 5 ใบ
  • กะหล่ำปลี ½ หัว
  • แครอทหั่นเป็นแท่ง ½ หัว
  • ถั่วฝักยาวหั่นท่อน 200 กรัม
ส่วนผสมน้ำจิ้มแจ่ว
  • พริกขี้หนูแดง 15 เม็ด
  • หอมแดง 7 หัว
  • มะเขือเทศสีดา 5 ลูก
  • กระเทียมกลีบใหญ่ 6 กลีบ
  • น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ช้อนชา
  • น้ำปลาร้าต้มสุก ½ ถ้วย
  • น้ำตาลปี๊บ ½ ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ ½ ช้อนโต๊ะ
วิธีการทำ
  • นำปลามาขอดเกล็ดควักไส้ ล้างให้สะอาด บั้งลำตัวไว้ ยัดไส้ด้วย ใบมะกรูด ข่า ตะไคร้
  • นำปลามาวางบนจานที่จะใช้นึ่ง เรียงผักกะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว แครอท รอบๆ ตัวปลา นึ่งปลาและผักประมาณ 20 – 30 นาทีด้วยไฟแรง จนสุกดี
  • ระหว่างรอปลาสุก ทำน้ำจิ้มแจ่ว โดยนำพริก หอม กระเทียม และมะเขือเทศสีดา คั่วในกระทะ จนเกรียม
  • ตำพริก หอม กระเทียม รวมกัน ละเอียดดีแล้ว ใส่มะเขือเทศตำให้เข้ากัน
  • ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำปลา น้ำปลาร้า น้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ ชิมให้ได้รสพอดี
  • เมื่อปลา และผักนึ่งสุกดีแล้ว นำมารับประทานกับน้ำจิ้มแจ่ว
อาหารเหนือพร้อมสูตรวิธีทำ
Cr.ศูนษ์รวมความอร่อย

การทำน้ำหมักชีวภาพและสมุนไพร อย่างง่ายๆ ป้องกันกำจัดศัตรูพืช

การทำน้ำหมักชีวภาพและสมุนไพร อย่างง่ายๆ ป้องกันกำจัดศัตรูพืช

การทำน้ำหมักชีวภาพและสมุนไพร

การทำน้ำหมักชีวภาพและสมุนไพร

น้ำหมักชีวภาพ คือ การนำเอาพืช ผัก ผลไม้ สัตว์ชนิดต่าง ๆ มาหมักกับน้ำตาลทำให้เกิดจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์จำนวนมากซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้จะไปช่วยสลายธาตุอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ในพืช มีคุณค่าในแง่ของธาตุอาหารพืชเมื่อถูกย่อยสลายโดยกระบวนการย่อยสลายของแบคที่เรียหรือจุลินทรีย์สารต่างๆจะถูกปลดปล่อยออกมา เช่น โปรตีน กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง จุลธาตุฮอร์โมนเร่งการเจริญติบโต เอนไซม์ วิตามิน ซึ่งพืชสามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำหมักชีวภาพ มี 3 ประเภท คือ

  • น้ำหมักชีวภาพจากพืชสดสีเขียว (น้ำแม่)
  • น้ำหมักชีวภาพจากผลไม้สุก (น้ำพ่อ)
  • สารขับไล่แมลง (น้ำหมักจากพืชสมุนไพร)

น้ำหมักชีวภาพ หรือ น้ำสกัดชีวภาพ อีกทางเลือกของเกษตรกร สำหรับใช้ในการป้องกัน กำจัดศัตรูพืชโดยไม่ต้องใช้สารเคมีวิธีทำน้ำหมักชีวภาพ อย่างง่ายๆ ท่านสามารถทำเองได้ สบายมาก




น้ำหมักชีวภาพ มี 2 ประเภท คือ

  • น้ำหมักชีวภาพจากพืช ทำได้โดยการนำเศบพืชสด ผสมกันน้ำตาลทรายแดง หรือกากน้ำตาลอัตราส่วน กากน้ำตาล เ ส่วน พืชผัก 3 ส่วน หมักรวมกันในถังปีดฝา หมักทิ้งไว้ประมาณ 3-7 วัน เราจะได้ของเหลวข้น ๆ สีน้ำตาล ซึ่งเราเรียกว่า น้ำหมักชีวภาพจากพืช
  • น้ำหมักชีวภาพจากสัตว์ มีขั้นตอนทำคล้ายกับน้ำหมักจากพืช แตกต่างกันตรงวัตถุดิบจากสัตว์ เช่น หัวปลา ก้างปลา หอยเชอรี่ เป็นต้น

เคล็ดลับในการทำน้ำหมักให้ได้ผลดี

  • ควรเลือกใช้เศยพืชผัก ผลไม้ หรือเศยอาหารที่ขังไม่บูดเน่า สับหรือบดให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ในภาชนะที่มีปากกว้าง เช่นถังพลาสติก หรือโอ่ง หากมีน้ำหมักชีวภาพอยู่แล้วให้เทผสมลงไปแล้วลดปริมาณกากน้ำตาลลง ปิดฝาภาชนะทิ้งไ ว้ จนได้เป็นน้ำหมักชีวภาพ จากนั้นกรอกใส่ขวดปิดฝาให้สนิทรอการใช้งานต่อไป
  • ในระหว่างการหมัก ห้ามปีดฝาภาชนะจนแน่นสนิทเพร าะอาจทำให้ระเบิดได้เนื่องจากระหว่าง การหมักจะเกิดก๊าชต่าง ขึ้น เช่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน เป็นต้น
  • ไม่ควรเลือกพืชจำพวกเปลือกส้ม ใช้ทำน้ำหมัก เพราะมีน้ำมันที่ผิวเปลือกจะทำให้จุดินทรีย์ไม่ย่อยสลาย

วิธีทำน้ำหมักชีวภาพสูตรผสมน้ำ อย่างง่ายๆ ท่านสามารถทำเองได้ สบายมาก โดยการนำ ผลไม้หรือพืชผักหรือเศษอาหาร 3 ส่วน น้ำตาล เส่วน น้ำ 10 ส่วน ใส่รวมกัน ในภาชนะ (ขวด, ถัง) ที่มีฝาปิดสนิท อย่าให้อากาศเข้า โดยเว้นที่ว่างไว้ประมาณ 1 ใน 5 ของขวดถัง หมั่นเปีดฝา คลายแก๊สออก และปิดกลับให้สนิททันที วางไว้ในที่ร่ม อย่ให้ถูกแสงแดด หมักไว้ 3 เดือน เราก็จะได้น้ำหมักชีวภาพ ซึ่งมีจุลินทรีข์ สารอินทรีย์ ธาตุอาหาร ที่เป็นประโยชน์ต่อ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวคล้อม เช่น ใช้ทำปุ๋ยสะอาด (แทนปุ๋ยเคมี) ใช้ในการเพาะปลูกกสิกรรมธรรมชาติไร้สารพิษ ใช้ในการซักล้างทำความสะอาด(แทนสบู่ ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน) ใช้ดับกลิ่นในห้องน้ำ โถส้วม ห่อระบายน้ำ

สูตร การทำน้ำหมักชีวภาพ 3 : 1: 10
ผลไม้ : น้ำตาล : น้ำ หมักนาน 3 เดือน

การขยายน้ำหมักชีวภาพ น้ำหมักชีวภาพที่หมักได้ 3 เดือนแล้ว ใช้สายยางดูด เฉพาะน้ำใสออกมา ใส่อีกภาชนะหนึ่ง ส่วนนี้เป็นหัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพ นำน้ำหมักชีวภาพ 1 ส่วน น้ำตาล 1 ส่วน และ น้ำ 10 ส่วน ใส่รวมในภาชนะ (ขวด, ถัง) ที่มีฝาปีดสนิท โดยเว้นที่ว่างไว้ประมาณ 1 ใน 5 ของขวด หมั่นเปิดฝ่า คลายแก๊สออก และ ปิดกลับ ให้สนิททันที วางไว้ในที่ร่ม อย่าให้ถูกแสงแดด หมักไว้ 2 เดือน เราก็จะได้หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพอายุ เดือน ขขายต่อตามวิธีข้างต้นทุก 2 เดือน เราก็จะได้หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพที่มีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ (7, 9, 10 เดือน, 1, 2. 3…ปี) ซึ่งทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ

สูตร การขยายน้ำหมักชีวภาพ 1 :1 : 10
น้ำหมักชีวภาพ : น้ำตาล : น้ำ หมักขยายต่อทุก 2 เดือน

ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพ

ด้านการเกษตร

  • ช่วยปรับสภาพความเป็นกรด – ด่าง ในดินและน้ำ
  • ช่วยปรับสภาพโครงสร้างของดินให้ร่วนซุย อุ้มน้ำและอากาศได้ดียิ่งขึ้น
  • ช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในดินให้เป็นธาตุอาหารแก่พืช พืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้เลย โดยไม่ต้องใช้พลังงานมากเหมือนการใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์
  • ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชให้สมบูรณ์ แข็งแรงตามธรรมชาติ ด้านทาน โรคและแมลง
  • ช่วยสร้างฮอร์โมนพืช ทำให้ผลผลิตสูง และคุณภาพของผลผลิตดีขึ้น
  • ช่วยให้ผลผลิตคงทน เก็บรักษาไว้ได้นาน

ด้านปศุสัตว์ สามารถช่วยกำจัดกลิ่นเหม็น น้ำเสียจากฟาร์มสัตว์ได้ ช่วยป้องกันโรคระบาดต่าง ๆ ในสัตว์แทนการใช้ยาปฏิชีวนะ ทำให้สัตว์แข็งแรง มีความต้านทานโรค ช่วยกำจัดแมลงวัน ฯลฯ

ด้านการประมง ช่วยควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ช่วยแก้ปัญหาโรคพยาธิในน้ำ ช่วยรักษาโรคแผลต่าง ๆ ในปลา กบ จระเข้ได้ ช่วยลดปริมาณขี้เลนในบ่อ ช่วยให้เลนไม่เน่าเหม็น

ด้านสิ่งแวดล้อม น้ำหมักชีวภาพ สามารถช่วยบำบัดน้ำเสียจากการเกษตร ปศุสัตว์ การประมง โรงงานอุตสาหกรรม ชุมชน และสถานประกอบการทั่วไป แถมยังช่วยกำจัดกลิ่นเหม็นจากกองขยะ การเลี้ยงสัตว์ โรงงานอุตสาหกรรม และชุมชนต่าง ๆ นอกจากนี้ยังช่วยปรับสภาพอากาศที่เสียให้สดชื่น และมีสภาพดีขึ้น

ประโยชน์ในครัวเรือน เราสามารถนำน้ำหมักชีวภาพ มาใช้ในการซักล้างทำความสะอาดแทน สบู่  ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน รวมทั้งใช้ดับกลิ่นในห้องน้ำ โถส้วม ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ได้ด้วย

       เห็นประโยชน์ใช้สอยของ น้ำหมักชีวภาพ มากมายขนาดนี้ ชักอยากลองทำน้ำหมักชีวภาพดูเองแล้วใช่ไหมล่ะ จริง ๆ แล้ว น้ำหมักชีวภาพ มีหลายสูตรตามแต่ที่ผู้คิดค้นขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยต่าง ๆ กัน วันนี้เราก็มี วิธีทำ น้ำหมักชีวภาพ แบบง่าย ๆ มาฝากกันด้วย


บทความอื่นที่น่าสนใจ

สูตรอาหารเป็ดลดต้นทุน เร่งไข่ดก ประหยัดค่าใช้จ่าย

สูตรอาหารเป็ดลดต้นทุน เร่งไข่ดก ประหยัดค่าใช้จ่าย

สูตรอาหารเป็ดลดต้นทุน

    อาชีพเลี้ยงเป็ดไข่ เป็ดเนื้อ หรือเป็ดไร่ทุ่งที่เราคุ้นชินกันนั้น เป็นอาชีพที่เราพบเห็นได้เป็นประจำในอดีต และทุกวันนี้อาชีพเลี้ยงเป็ดไข่ หรือเป็ดเนื้อ ค่อยๆจางหายไป เหลือให้เห็นเพียงไม่มีเจ้า เนื่องด้วยต้นทุนค่าอาหารเป็ดที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ทำให้ผู้เลี้ยงแบบรับต้นทุนค่าอาหารเป็ดไม่ไหว ค่อยๆเลิกเลี้ยงไป นางนงนุช สีสมุทร เกษตรกรรุ่นใหม่บ้านหัวคู ตำบลดงพยุง อำเภอดอนจาน จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้หาวิธีลดต้นทุนค่าอาหารเป็ดโดยได้ลองผิดลองถูกหา สูตรอาหารเป็ดลดต้นทุน เร่งไข่ดก ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านและได้ผลจริง มีขั้นตอนดังนี้

    วัตถุดิบในการผลิตอาหารเป็ดนั้น แต่ล่ะพื้นที่อาจจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมดังนั้นในการผลทำ สูตรอาหารเป็ดลดต้นทุนเร่งไข่ดก อาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย

วัสดุ/อุปกรณ์

  • รำอ่อนหรือรำหยาบที่หาได้ตามพื้นที่ จำนวน 1 ส่วน
  • หัวอาหารไก่ไข่ จำนวน 1 ส่วน
  • แหนแดง, ใบตำลึง, ต้นกล้วยสับ อย่างไดอย่างหนึ่งก็ได้ตามความสะดวก จำนวน 2 ส่วน
  • กากน้ำตาล 1/2 กิโลกรัม
  • เกลือ 1-2 ขีด
  • ปลายข้าว 1-2 กิโลกรัม

วิธีการทำ

      รำอ่อนหรือรำหยาบ และหัวอาหารไก่ไข่ แหนแดง, ใบตำลึง, ต้นกล้วยสับ เทลงไปในกะละมังผสมอาหาร แล้วคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน จากนั้น เทกากน้ำตาล เกลือ และ ปลายข้าว ลงไปคลุกคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน จากนั้นก็สามารถนำไปเป็นอาหารเป็ดไข่ได้แล้ว ปริมาณส่วนผสมที่ได้จะเลี้ยงเป็ดไข่สามารถปรับอัตราส่วนได้ตามความเหมาะสมหรือตามจำนวนเป็ดที่เลี้ยงได้เลย

การนำไปใช้

สามารถนำอาหารเป็ดที่ผสมได้ ให้เป็ดกินในช่วงเวลาเช้าและเย็นได้เลยไม่ต้องหมัก หรือจะหมกทิ้งไว้หนึ่งคืนก็ได้

ประโยชน์

เมื่อเป็ดได้ทาน สูตรอาหารเป็ดลดต้นทุนเร่งไข่ดก แล้วก็จะช่วยทำให้เป็ดสามารถออกไข่ได้มากขึ้นและลดต้นทุนเรื่องของค่าหัวอาหารสำเร็จรูป อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคต่างๆ ทำให้เป็ดมีสุขภาพดี ประหยัดค่าใช้อาหาร ทำให้เกษตรกรก็มีรายได้จากการขายไข่เพิ่มขึ้น

แหล่งอ้างอิงข้อมูล :

นางนงนุช สีสมุทร เกษตรกรรุ่นใหม่บ้านหัวคู ตำบลดงพยุง อำเภอดอนจาน จังหวัดกาฬสินธุ์




บทความอื่นที่น่าสนใจ

ข้อคิดที่ชอบจากหนังสือ เราจะเติบโตขึ้นทุกครั้ง หลังฝนตก

ข้อคิดที่ชอบจากหนังสือ เราจะเติบโตขึ้นทุกครั้ง หลังฝนตก

เราจะเติบโตขึ้นทุกครั้ง หลังฝนตก

วันนี้ผมจะมารีวิวและสรุปหนังสือที่มีชื่อว่า เราจะเติบโตขึ้นทุกครั้งหลังฝน ” ถ้าเราไม่มีความสุขตอนนี้ อาจเป็นเพราะเราเอาความสุขทั้งหมดไปฝากไว้กับอนาคตก็ได้ ”  สรุปเนื้อหาที่น่าสนใจ สำหรับคอนักน่าอ่านทุกท่านรับรองไม่ผิดหวังแน่นอน กับ ข้อคิดที่ชอบจากหนังสือ เราจะเติบโตขึ้นทุกครั้ง หลังฝนตก



  1.  ไม่มีสิ่งใดสายเกินสำหรับผู้มีความฝัน อย่าเฝ้ารอความสุขในอนาคต จนปล่อยให้ความสุขในปัจจุบันหลุดมือไม่ว่าความสุขในอนาคตของเราจะหน้าตาเช่นไร ชีวิตยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ในปัจจุบันกาลอย่าเอาแต่รอคอยความสุขในอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะมีวันมาถึงรึเปล่า
  2. เช่นเดียวกับการต้องใช้ความพยายามเพื่อเก่งกาจในการทำสิ่งใดการมีความสุขก็ต้องอาศัยการฝึกฝนเช่นกัน ไม่ว่าฤดูหนาวจะหนาวเย็นสักเพียงใด ฤดูใบไม้ผลิที่สดใสย่อมรอเราอยู่
  3. หากชีวิตคือการแต่งแต้มภาพบนกระดาษขาว ถึงภาพจะแสนห่วย ก็จะขอวาดตามที่ตัวเองต้องการ ฤดูหนาวจะหนาวเหน็บยาวนานเพียงใด ฤดูใบไม้ร่วงย่อมมาเยือน
  4. ความสุขที่แท้จริงไม่รู้เริ่มจากตอนไหน แต่มันเริ่มได้จากถ้อยคำทั้งของเรา เพื่อน คนรอบตัว ความสุขอยู่กับปัจจุบัน ไม่ใช่อนาคต
    ความสุขเล็กๆอยู่กับเราจนเคยชิน จนเรามองข้ามมันไป
  5. เส้นทางอนาคตเลือกจากสิ่งที่ ”ใช่” มากกว่าสิ่งที่ “ถนัด”
  6. จงจำเอาไว้ว่าที่คุณมาถึงตรงนี้ได้ตอนนี้ เพราะค่อยๆ ทำสิ่งไม่ถนัดที่ละอย่างด้วยตัวเอง
  7. เมื่อเกิดพายุกิ่งไม้ที่ต้านแรงลมล้วนเปราะหักแต่เม็ดทรายที่โอนอ่อนตามแรงพายุ
    ยังคงเป็นเช่นเดิม เราไม่ได้ออกเดินทางแห่งชีวิต เพื่อตามหาความสมบูรณ์พร้อม แต่เราใช้ชีวิตต่อ เพื่อตามหาความสุขดีที่สุดตามที่มี และสุขใจในการเดินทางเช่นนั้น
  8. ชีวิตคือการแก้ไขปรับปรุงต่อเนื่อง กระนั้นจงเชื่อในตัวเองไม่ใช่แค่เชื่อว่าเราเก่ง แต่เชื่อว่าเรา ก็พลาดได้ ชีวิตมีทั้งดีร้าย ขอเพียงอย่าลืมว่าในเวลาตกต่ำ ช่วงเวลารุ่งเรื่องก็จะมาเยือน
  9. ก้าวเดินต่อไปเถอะไม่ว่าจะมุ่งหน้าสู่หนทางใด วันเวลาแห่งหนุ่มสาวมีโอกาสเป็นไปได้ไม่สิ้นสุด เล่มนี้ยังมีข้อคิดดีๆ อีกมาก

ผู้เขียน : คึลแบอู
ผู้แปล : ตรองสิริ ทองคำใส

จำนวนหน้า : 212 หน้า
สำนักพิมพ์ : springbooks
เดือนปีที่พิมพ์ : 7/2021


บทความที่น่าสนใจ

เลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อพลาสติก อาชีพเสริม 2 เดือนก็จับขายได้

เลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อพลาสติก อาชีพเสริม 2 เดือน ก็จับขายได้

เลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อพลาสติก

เลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อพลาสติก


การเลี้ยงกุ้งฝอย เป็นอีกหนึ่ง อาชีพเสริมที่สร้างรายได้งาม ๆ โดยการ เลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อพลาสติก ที่สามารถดัดแปลงพื้นที่รอบตัวบ้านมาเลี้ยงกุ้งฝอยได้แบบง่ายๆ ซึงในบทความนี้เราจะมาพูดถึง การเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อพลาสติกและเคล็ดลับการเตรียมบ่อ วิธีเลี้ยงกุ้งฝอย ช่องทางการตลาด กันครับ

กุ้งฝอย เป็นกุ้งขนาดเล็กที่พบทั่วไปในแหล่งน้ำจืด ซึ่งนิยมนำมาประกอบอาหาร ทั้งน้ำพริกกุ้ง และก้อยกุ้ง รวมถึงแปรรูปเป็นกะปิ และกุ้งแห้งเป็นต้นกุ้งฝอยที่วางขายในท้องตลาดส่วนใหญ่จะจับได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องในปัจจุบัน ทำให้ราคากุ้งฝอยพุ่งสูงกว่ากิโลกรัมละ 200 -300 บาท เลยทีเดียว

ขั้นตอนการเตรียมบ่อ

  • สำหรับการเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อพลาสติกนั้นสามารถทำบ่อได้หลายแบบ เช่น การขุดดินเตรียมบ่อลึก 70 เซนติเมตร กว้าง 2 เมตร ยาว 8 เมตร แล้วเอา พลาสติกทมาปูก้นบ่อนำดินมาเทถมให้ทั่วก้นบ่อบนพลาสติกประมาณ 7-8 เซนติเมตร หรือ จะซื้อกระชังบกก็ได้เช่นกัน สะดวกและรวดเร็วเคลื่อนย้ายง่ายด้วย
    เลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อพลาสติก
  • เมื่อเลือกวิธีได้แล้วก็ทำการเติมน้ำลงไปให้เต็มบ่อพอดี แล้วท้องบ่อไว้ประมาณ 7-10 วัน เพื่อให้คอลีนในน้ำลดลง จากนั้นนำสาหร่าย ผักตบชะวาหญ้าขน นำมาทิ้งไว้ให้เป็นฟ่อนๆ ประมาณ 4-5 ฟ่อน เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของกุ้ง
  • แล้วปล่อยกุ้งลงไปประมาณ 5 ขีด ช่วงปล่อยกุ้งลงไปไม่ต้องให้อาหารประมาณ 7 วัน เพื่อให้กุ้งปรับสภาพในบ่อก่อนเพื่อป้องกันการตายที่อาจเกิดขึ้นได้

อาหารกุ้งฝอย

  • ต้มไข่ให้สุก เอาเฉพาะไข่แดง 2 ฟอง
  • รำอ่อน 3 ขีดผสมให้เข้ากัน ปั้นเท่ากำปั้น โยนลงไปในบ่อประมาณ 3 ก้อน

หลังจากให้อาหารประมาณ1 เดือน กุ้งจะวางไข่ให้สังเกตตอนกลางคืนโดยการนำไฟฉายมาส่องดูว่ากุ้งจะวางไข่หรือไม่

เทคนิคการเร่งกุ้งให้วางไข่ ให้นำสายยางน้ำประปามาเปิดลงในบ่อ โดยการเปิดแรงๆ ประมาณ 10-20 นาที เพราะกุ้งชอบเล่นน้ำไหล แล้วจะดีดตัวทำให้ไข่ตกลงมา (ธรรมชาติน้ำนิ่งกุ้งไม่วางไข่) ประมาณ 1-2 เดือน กุ้งก็จะโตเต็มที่ ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 4 เดือน จะได้กุ้งประมาณ 20-30 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 200-300 บาท

สูตรวิธีการช่วยดับกลิ่นฆ่าเชื้อโรคในบ่อ และให้กุ้งโตเร็ว

  • EM 2 ช้อนแกง
  • กากน้ำตาล 2 ช้อนแกง
  • น้ำ 1 ลิตร

การนำไปใช้งาน

  • นำส่วนผสมมาหมักรวมกันตั้งทิ้งไว้ในที่ร่ม 1 อาทิตย์
  • อัตราส่วนในการใช้ : อีเอ็ม 1 ลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ใส่บัวรดน้ำราดให้ทั่วบ่อ จะใช้หลังจากที่เติมน้ำลงไปก่อนปล่อยกุ้ง จะช่วยดับกลิ่นฆ่าเชื้อโรคในบ่อ กุ้งโตเร็ว

การตลาด

ตลาดแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

  1. ตลาดกลุ่มแรกขายลูกพันธุ์ ลูกค้ากลุ่มนี้จะเป็นเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจที่ต้องการสร้างอาชีพเสริมจากการเลี้ยงกุ้งฝอย ซึ่งเราสามารถที่จะจัดส่งจำหน่ายทั่วทุกจังหวัด พร้อมให้คำแนะนำวิธีการเลี้ยงการดูแล 
  2. ตลาดกลุ่มขายเนื้อ มีทั้งตลาดชุมชน ตลาดอำเภอ ตลาดภายในจังหวัด และตลาดจังหวัดใกล้เคียง โดยราคาในท้องตลาดสำหรับกุ้งฝอย มีมูลค่า 200-300 บาทต่อกิโลกรัม และพ่อแม่พันธุ์กุ้งฝอย อยู่ที่ตัวละ 1-2 บาท (แล้วแต่พื้นที่)

การเลี้ยงกุ้งฝอยสำหรับมือใหม่นั้นทำได้ยาก เนื่องจากกุ้งฝอยเป็นสัตว์ที่มีอัตราการเลี้ยงรอดต่ำ ผู้ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ หรือ ทักษะความรู้ในด้านนี้ แต่อยากเริ่มต้นเลี้ยงควรศึกษาข้อมูลหรือรายละเอียดให้รอบคอบก่อนเริ่มต้นเลี้ยง ควรศึกษาช่องทางการตลาด แหล่งรับซื้อ หรือ ไปศึกษาดูงานจากแหล่งเลี้ยงกุ้งฝอยใกล้บ้านท่าน

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม | www.sarakaset.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ

แกงปลาแขยงไข่ใส่หน่อไม้ส้ม แซ่บๆ สูตรบ้านๆ

แกงปลาแขยงไข่ใส่หน่อไม้ส้ม แซ่บๆ สูตรบ้านๆ

แกงปลาแขยงไข่ใส่หน่อไม้ส้ม

เมื่อถึงน่าฝนทีไรก็จะมีพวกปลาจำนวนมาก และหนึ่งในปลาที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีโดยเฉพาะเด็กต่างจังหวัด นั้นก็คือปลาแขยงนั้นเองครับ ถ้าใครเคยได้ลิมลองรสชาติของเจ้าปลาแขยงไข่ แล้วจะรู้ว่ารสชาติไม่ธรรมดาไม่ว่าจะย่างหรือต้ม บอกเลยว่าเด็ดมากๆครับ โดยเฉพาะเมนู แกงปลาแขยงหน่อไม้ส้ม นั่นเอง แซ่บๆ มากๆ เมนูนี้จะใช้วัตถุดิบอะไรบ้าง มีวิธีการทำอย่างไร ตามมาเข้าครัวได้เลย

ส่วนผสม

  • ปลาแขยงไข่
  • หน่อไม้ส้ม
  • ใบแมงลัก
  • ต้นหอม

เครื่องแกง

  • พริกสดแดง
  • ตะไคร้
  • กระเทียม
  • หอมแดง
  • ผงปรุงรส
  • เกลือ ,ปลาร้า ,น้ำปลา
  • น้ำเปล่า

ขั้นตอนการทำ

  • เริ่มจากการนำหน่อไม้ส้มที่เราเตรียมไว้ ตักปริมาณตามที่เราต้องการจะใส่ในแกง โดยเราต้องทำการต้มหน่อไม้ส้มด้วยนำ้ปเปล่าก่อนชักหนึ่งรอบเพื่อเอาความเค็มและความเปรี้ยวของหน่อไม้ส้มออก เพราะบางทีรสชาติของหน่อไม้ส้มอาจจะเค็มหรือเปรี้ยวเกินไป แล้วแต่ระยะเวลาที่เราหมักไว้ครับแล้วพักเตรียมไว้ครับ
  • จากนั้นตำเครื่องเคียงกัน โขลกตะไตร้และพริกแห้งให้ละเอียดเข้ากันแล้วนำหัวหอมแดงลงไปโขลกให้พอละเอียดเข้ากันกับตะไคร้และพริก
  • เมื่อเราเตรียมเครื่องแล้วก็มาถึงขั้นตอนการทำกันเราครับ เริ่มจากการตั้งหม้อเพื่อทำแกงได้เลย ใส่กลือลงไปเล็กน้อย จากนั้นใส่เครื่องเคียง และตะไคร้ลงในหม้อได้เลยรอให้น้ำเดือด ตามด้วยใส่น้ำปลาร้า และปรุงรสจ้า ใส่น้ำปลา ใส่ผงชูรสนิดหน่อย ปรุงแซบๆตามใจชอบได้เลย
  • รอหม้อเดือดจัด จากนั้นใส่ปลาแขยงลงไปในหม้อ ปิดฝาต้มทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที ให้ปลาแยงสุกเปื่อยแล้วตามหน่อไม้ส้มลงไปได้เลย
  • รอหม้อเดือด คนๆ ให้หน่อไม้ส้มเข้าน้ำเข้าปลา จากนั้นใส่ผักที่เราล้างหั่นเตรียมไว้ลงไปได้เลย แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมทาน

เสร็จแล้วครับ เมนูแกงปลาแขยงไข่หน่อไม้ส้ม เป็นยังไงบ้างครับ สำหรับเรื่องของการปรุงรสนั้นจะไม่ตวงว่าจะต้องใส่อะไรเท่าไหร่ เราปรุงรสตามความชอบของเราได้เลย




บทความที่น่าสนใจ

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น เรียบ หรู ดีไซน์ทันสมัย พร้อมครัวไทย

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น เรียบ หรู ดีไซน์ทันสมัย พร้อมครัวไทย

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น


แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น ถือเป็นสไตล์การแต่งบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากเป็นสไตล์ที่สวยที่เรียบง่าย และแฝงไปด้วยความทันสมัย เข้ากันกับเฟอร์นิเจอร์แทบทุกรูปแบบ เพื่อเป็นการทำความรู้จักบ้านแบบโมเดิร์นให้ดียิ่งขึ้น เรามีข้อมูลเบื้องเกี่ยวกับบ้านสไตล์นี้มาฝาก แล้วคุณจะได้รู้ว่าบ้านสไตล์โมเดิร์น มีดีมากกว่าความสวยงาม




วันนี้เรามีแบบบ้านสไตล์โมเดิร์น สวยเฉียบ เรียบ หรู มีดีไซน์ พร้อมครัวไทย มาฝากกันอีกเช่นเคย สำหรับบ้านหลังนี้ ประกอบไปด้วยขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้องโถงใหญ่ 1 ห้องครัว 1 ห้องฟิตเนส 1 ห้องพระ พื้นที่ใช้สอย 155 ตร.ม. งบประมาณในการก่อสร้างอยู่ที่ราว 1.8 ล้านบาท ยกพื้นสูงจากที่ดินเล็กน้อย ประมาณ 60 ซม. จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ผลงานและรูปภาพ : ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์
เรียบเรียง : esanbanna.com

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

บ้านทรงกล่องสไตล์โมเดิร์นโทนสีขาวเทา ตัวบ้านยกพื้นสูง ทาสีขอบพื้นผนังด้านล่างด้วยสีเทาช่วยกันเปื้อนผนัง ภายนอกใช้ผนังแบบเรียบ ติดไฟฝ้านอกด้านบนช่วยส่องตัวบ้านให้สวยงามและส่องสว่างในตอนกลางคืน

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

ประตูทางเข้าหลักเลือกใช้บานไม้สีน้ำตาล ใช้หน้าต่างบานกระจกกรอบสีดำเพิ่มลายเส้นให้กับผนัง ทำหลังคากันสาดทรงแบนเรียบคุลมพื้นที่เฉลียงหน้าบ้าน

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

ภายในของบ้าน มีห้องโถงที่น่าอยู่ ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยกว้างและสว่าง กระเบื้องปูพื้นมีผิวที่มัน ออกเป็นสีเทา ผนังห้องแต่งด้วยสีขาวและมีบัวพื้นเป็นไม้สีเทา ฝ้าเพดานเลือกใช้ที่เป็นแบบเรียบ พร้อมทั้งฝังไฟดาวน์ไลท์ทรงกลมไว้ ห้องนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็นที่พักผ่อนร่วมกัน

ห้องน้ำออกแบบในสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ ดูเท่สวยทันสมัยน่าใช้งาน

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม หลังนี้ก่อสร้างที่  บ้านหนองดินดำ ตำบลบ้านแก้ง อำเภอภูเขียว จัยภูมิ   ผลงานการออกแบบและก่อสร้างโดย ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์ ในส่วนเรื่องราคาถ้าสามารถสอบถามได้จากข้อมูลด้านล่างหรือหากมีข้อสงสัยประการใดสามารถติดต่อทีมงานผู้สร้างได้ทันที

ช่องทางการติดต่อ ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์




บทความอื่นที่น่าสนใจ