ค้างผักแบบต่างๆ เลือกให้เหมาะกับผักที่ปลูก

ค้างผักแบบต่างๆ เลือกให้เหมาะกับผักที่ปลูก

ค้างผักแบบต่างๆ

ค้างผัก ที่เกษตรกรทำกันมีหลายรูปแบบ แต่ละรูปแบบจะมีความเหมาะสมกับพืชแต่ละชนิดที่แตกต่างกัน ค้างผักแบบต่างๆ แต่ข้อดีของการมีค้างผักนั้นมีเยอะพอสมควร ตัวอย่าง เช่น ทำให้พืชให้ผลผลิตสูง, ง่ายต่อการดูแลรักษาพืช, พืชให้อายุการเก็บเกี่ยวได้ยาวนานขึ้น, ผลผลิตที่ได้สวย, ป้องกันแมลงศัตรูที่มากัดกินผลผลิตทางดินได้ และอีกมากมาย ฯลฯ แต่ข้อเสียก็มีอยู่ คือลงทุนสูง ส่วนวัสดุที่ใช้ทำค้างผักก็มีตั้งแต่เสาปูน (ลงทุนสูงระยะยาว), ไม้, ไม้ไผ่(เป็นที่นิยมที่สุด ส่วนเชือกทำค้างก็มีตั้งแต่ลวดหรือสลิง(ถาวรลงทุนสูง), เชื้อไนล่อน, เอน เป็นต้น

1. ค้างแบบเสารั้ว

ค้างแบบเสารั้ว พบง่ายได้ทั่วไป และพบมากที่สุด เพราะทำง่าย ให้ผลผลิตที่ดี

2. ค้างแบบตัว A

ค้างแบบตัว A ค้างแบบนี้ทำง่าย ลงทุนไม่มาก ให้ผลผลิตที่ดีในช่วงแรกๆ แต่พอนานๆ ไป การจัดการเรื่องการตัดแต่ง เก็บผลผลิตยากลำบาก

3. ค้างแบบกระโจม

ค้างแบบกระโจม ค้างแบบนี้คล้ายคลึงกับ แบบตัว A คือ ให้ผลดีในช่วงแรกๆ แต่พอนานๆ ไป การจัดการเรื่องการตัดแต่ง

4. ค้างแบบตัว T

ค้างถั่วแบบตัว T เหมาะสำหรับพื้นที่เชิงเขา ไม่ราบเรียบ แต่สามารถประยุกกต์ใช้กับพื้นที่ราบได้เช่นกัน ข้อดีคือ สามารถจัดการได้ง่าย สะดวกในการเก็บผลผลิต ต้องตัดแต่งโคนต้นด้านล่างให้โล่ง และอาจเพิ่มจำนวนเส้นลวดบนเสาได้

ค้างผักแบบต่างๆ

5. ค้างแบบตัว H

ค้างแบบตัว H ค้างแบบนี้มักพบในแปลงเพาะปลูกที่มีการลงทุนสูง การจัดการดี วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้เป็นเสาปูน หรือโลหะ สามารถใช้ได้นาน ข้อดีคือเก็บผลผลิตได้มาก และเก็บได้นาน

ค้างผักแบบต่างๆ

6. ค้างแบบเสาคู่

ค้างแบบเสาคู่ ให้ผลผลิตที่สูง และเก็บผลผลิตง่าย การจัดการต่างๆ สะดวกสบาย ค้างมีความสมดุล ไม่หนักข้างใด ข้างหนึ่ง จนทำให้เสาล้ม แต่ทิศทางแถวในการปลูก ควรอยู่ในแนวทิศตะวันออก – ตะวันตก เพราแสงจะได้ส่องทั่วถึง

ค้างผักแบบต่างๆ

7. ค้างแบบตารางหมากฮอต

ค้างแบบตารางหมากฮอต ค้างแบบนี้เป็นแบบสุดท้าย ในทุกๆ แบบ ค้างผักแบบนี้สามารถทำได้คุมกว้างเต็มพื้นที่ที่เรามีเลยก็ได้ ค้างแบบนี้ควรมีการตัดแต่งกิ่งที่ไม่มีผล หรือเล็กลีบออก เพืื่อให้โปร่ง แสงแดดส่องถึงป้องกันการเกิดเชื้อรา

ข้อดีของการทำค้างปลูกผัก
ช่วยให้แสงแดดและอากาศถ่ายเทได้สะดวก สามารถระบายน้ำได้ง่าย สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ แต่ก็ควรหมั่นดูแลรดน้ำ ผักไม้เลื้อยมีความต้องการน้ำมากเนื่องจากเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศที่ชื้น ควรให้ปุ๋ย ตัดแต่ง เพื่อให้ผักเจริญเติบโตได้ผลผลิตที่ดี

เป็นอย่างไรละครับกับค้างผักวันนี้ที่เกษตรนานานะมาแนะนำให้เกับพี่น้องทุกท่าน พี่น้องทุกท่านสามารถเลือกทำให้เหมาะสมกับพืชผักที่เราจะปลูกได้เลยนะครับ วัสดุที่ใช้สามารถหาได้จากท้องถิ่นเพื่อความพอเพียง

ภาพ : สวนบ้านหม้อ, www.kasetbanna.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเลี้ยงแกะ มือใหม่เลี้ยงง่ายใช้ต้นทุนต่ำ

การเลี้ยงแกะ มือใหม่เลี้ยงง่ายใช้ต้นทุนต่ำ

การเลี้ยงแกะ

การเลี้ยงแกะ ของเกษตรกรส่วนใหญ่เลี้ยงเป็นรายได้เสริม ลักษณะการเลี้ยงจึงปล่อยให้หากินเองตามธรรมชาติ ไม่มีการใช้หลักวิชาการ เพราะมักเข้าใจว่าแกะสามารถหากินได้เก่ง รวมทั้งต้องการลดต้นทุนการเลี้ยง อย่างไรก็ตามหากผู้เลี้ยงไม่เอาใจใส่ปรับปรุงการเลี้ยงให้ถูกต้อง ผลตอบแทนจากการเลี้ยงจะน้อยลงเป็นเงาตามตัว เช่น สุขภาพทั่วไปไม่สมบูรณ์ ให้ลูกอ่อนแอ อัตราการของลูกระยะก่อนหย่านมสูง เป็นต้น

ดังนั้น เกษตรกรผู้สนใจและคิดจะเริ่มเลี้ยงแกะ จึงควรให้ความเข้าใจการเลี้ยงอย่างถูกต้อง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนกำไรจากการเลี้ยงสูงที่สุด



พันธุ์แกะที่กรมปศุสัตว์ส่งเสริม

1.) แกะพันธุ์คาทาดิน

กรมปศุสัตว์ได้รับการสนับสนุนพ่อพันธุ์นี้จากสถาบันวินร็อค ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ.2532 เป็นแกะเนื้อที่รัปบตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี เลี้ยงปล่อยตามทุ่งหญ้าธรรมชาติได้โดยไม่ต้องเสิรมอาหารข้น ผลัดขนเองเมื่ออากาศร้อน ทนพยาธิภายในมากกว่าแกะพันธุ์อื่น เนื้อแกะคุณภาพดี ไม่มีกลิ่นสาบ น้ำหนักแรกเกิด 2.5-3.1 กก. น้ำหนักหย่านม 18-20 กก. โตเต็มที่ตัวผู้หนัก 90 กก. ตัวเมีย 55-60 กก.

2.) แกะพันธุ์ซานตาอิเนส

เป็นแกะเนื้อ จำเข้าจากประเทศบราซิล ปี พ.ศ.2540 ขนาดใหญ่ใบหูยาวปรก หน้าโค้งนูน มีหลายสี น้ำหนักแรกเกิด 2.5-3.5 กก. น้ำหนักหย่านม 18-20 กก. โตเต็มที่ตัวผู้หนัก 80-90 กก. ตัวเมีย 60 กก.

3.) แกะพันธุ์บาร์บาโดส แบล็คเบลลี

เป็นแกะเนื้อ มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะบาร์บาโดส แถบทะเลแคริบเบียน มีสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม และมีสีดำที่ใต้คาง ใต้ใบหู บอบตา และบิรเวณพื้นท้องลงมาถึงใต้ขา มีลักษณะพิเศษคือให้ลูกดก อัตราการเกิดลูกแฝดสูง 60.8% แม่แกะวัยเจริญพันธุ์หนัก 45 กก. ขนาดครอก 1.5-2.3 ตัวต่อครอก น้ำหนักแรกเกิดลูกเดี่ยว 3.0 กก. ลูกแฝด 2.8 กก. น้ำหนักหย่านมอายุ 4 เดือน ลูกเดี่ยว 1.7 กก. ลูกแฝด 13.4 กก. และน้ำหนักโตเต้ฒที่ เพศผู้ 68-90 กก. เพศเมีย 40-59 กก.

4) แกะเนื้อพันธุ์ดอร์เปอร์

มีลักษณะเนื้อที่มีคุณภาพสูง สามารปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี ทนแล้ง มีลำตัวสีขาว หัวสีดำ ไม่มีเขา

ข้อดีของการเลี้ยงแกะ

การเลี้ยงแกะนั้นมีข้อดีหลายประการ ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรและผู้ที่สนใจเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ ดังนี้

  • ผลผลิตหลากหลาย: แกะให้ผลผลิตที่หลากหลาย ได้แก่
    • เนื้อ: เนื้อแกะเป็นที่นิยมในตลาดอาหารระดับสูง เนื่องจากมีรสชาติอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง
    • ขน: ขนแกะสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และเฟอร์นิเจอร์
    • หนัง: หนังแกะมีคุณภาพดี สามารถนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์หนังต่างๆ เช่น รองเท้า กระเป๋า และเสื้อแจ็คเก็ต
  • เลี้ยงง่าย ใช้พื้นที่น้อย: เมื่อเทียบกับสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดใหญ่ชนิดอื่น เช่น โค และกระบือ แกะต้องการพื้นที่ในการเลี้ยงน้อยกว่า สามารถเลี้ยงในพื้นที่จำกัดได้ และยังเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ไม่ต้องการการดูแลเอาใจใส่มากนัก
  • ให้ผลตอบแทนเร็ว: แกะมีอัตราการเจริญเติบโตที่เร็ว สามารถนำไปจำหน่ายได้เร็วกว่าสัตว์ชนิดอื่น ทำให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนเร็วขึ้น
  • สามารถเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย: แกะสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่หลากหลายได้ดี ทั้งในพื้นที่ราบและพื้นที่สูง
  • ช่วยในการปรับปรุงดิน: การปล่อยให้แกะหากินในทุ่งหญ้า จะช่วยในการปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น

นิสัยการกินอาหารของแกะ

แกะ สามารถกินหญ้าได้หลายชนิดและพุ่มไม้ต่างๆ แต่แพะมีนิสัยชอบเลือกกินหญ้า หรือพืชที่มีลำต้นสั้น ชอบกินหญาที่งอกขึ้นใหม่ๆ หญ้าหมักและใบพืชผัก ตลอดจนพืชหัวประเภทต่างๆ ซึ่งอาจเลี้ยงแกะในแปลงผักต่างๆ หลัการเก็บเกี่ยวได้ แต่ควรปล่อยให้ใบพืชผักเหล่านั้นแห้งน้ำก่อน เนื่องจากถ้ากินในขณะพืชผักนั้นยังสดอยู่ อาจทำให้แกะท้องอืดได้ เพราะพืชผักนั้นมีน้ำมาก และควรระวังยาฆ่าแมลงที่ใช้ในส่วนพืชผักนั้นด้วย

แกะ เดินแทะเล็มหญ้าวนเวียนไม่ซ้ำที่กันแม้จะมีหญ้าอยู่มากก็ตามก็ยังคงเดินต่อไป ยิ่งมีหญ้ามากแกะก็จะเลือกมากเลือกกินแต่หญ้าอ่อนๆ เช่นเดียวกับแพะซึ่งไม่ชอบกินหญ้าในที่เดียวกันเป็นเวลานานๆ การเลี้ยงแกะที่มีอายุมากหรือลูกแกะที่ยังเล็กควรเลี้ยงในแปลงหญ้าที่มีคุณภาพดี เพราะฟันของแกะเหล่านี้ไม่ค่อยดี การดักหญ้ามนแต่ละครึ้งจะได้ปริมาณหญ้าที่น้อย

ในการปล่อยแกะแทะเล็ม ควรปล่อยแกะลงกินหญ้าที่มีความสูงจากพื้นดินอยู่ระหว่าง 4-8 นิ้ว ส่วนแพะชอบกินหญ้าที่มีความสูงมากกว่า 10 นิ้ว จนถึงความสูงที่สุดเท่าที่จะกินได้ ไม้พุ่มไม้หนามแพะจะชอบกินมาก รวมทั้งยอดอ่อนของต้นพืช ส่วนแกะจะเก็บกินหญ้าที่สั้นตามหลัง

อาหารและการให้อาหาร

จากการที่แกะมีทางเดินอาหารที่ซับซ้อน และมีขนาดใหญ่กว่าสัตว์กระเพาะเดี่ยว ประกอบกับมีจุลินทรีย์อาศัยอยู่ในกระเพาะส่วนหน้า จึงทำให้อาหารแกะแตกต่างไปจากสัตว์กระเพาะเดี่ยวทั่วๆ ไป ในด้านชนิดของอาหารและปริมาณที่แกะต้องการจึงแบ่งอาหารได้ 2 ประการ คือ

  • อาหารหยาบ (Roughage)
  • อาหารขัน (Concentrate)

อาหารหยาบ

ได้แก่ พืชที่นำมาไข้เป็นอาหารแกะในรูปของอาหารสพทยาบ อาหารหยาบแห้ง หรืออาหารหยาบหมัก ได้แก่หญ้าอาหารสัตว์ชนิดต่างๆ พืชตระกูลถั่วบางชนิด หรือเศษเหลือจากพืชบางชนิด เช่น ต้นข้าวโพด ฟางข้าว หรือเศษผักต่างๆ และอาจจะมีวัชพืชบางชนิดที่ใช้เป็นอาหารหยาบได้ เช่น ไมยราบยักษ์vเป็นตัน ซึ่งโดยปกติแล้วอาหารหยาบจะเป็นอาหารหลักสำคัญของแกะ เพราะมีราคาถูกหาง่าย

อาหารข้น

อาหารขัน (Concentrate) เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่ไช้เป็นอาหารแกะในบางช่วงระยะเวลาของการผลิตแกะที่ต้องการผลผลิตในปริมาณที่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระยะเวลาที่ต้องการผลผลิตสูงกว่าปกติหรือเร่งด่วน คือ ในช่วงขุนหรือเลี้ยงลูก ซึ่งในขณะนั้นร่างกายมีความต้องการโภชนะต่างๆ สูงกว่าปกติเนื่องจากการให้ผลผลิตสูงอยู่ในช่วงระยะเวลาที่อาหารหยาบมีคุณค่าทางอาหารต่ำ

ลักษณะโรงเรือน

โรงเรือน ควรทำคอกให้อยู่ มีหลังคากันแดดและฝน ยกพื้นสูงเพื่อทำความสะอาดง่าย มีที่ใส่น้ำและอาหาร ความยาวรางอาหารมีพอให้แกะกินได้ครบทุกตัวและ มีที่แบ่งกั้น เพื่อกันตัวอื่นที่แข็งแรงกว่าแย่งกินอาหาร และถ้าเป็นไปได้ควร แบ่งกั้นคอกสำหรับเลี้ยงแกะโต แกะเล็ก แม่อุ้มท้อง แม่เลี้ยงลูก หรือคอกลูกแกะ

การดูแลสุขภาพของแกะ

ผู้เลี้ยงอาจพบปัญหา แกะมีสุขภาพไม่ดี เจ็บป่วย จึงต้องหมั่นเอาใจใส่ดูแลในเรื่องสุขภาพ ดังนี้

  • กำจัดพยาธิภายนอก ได้แก่ เห็บ เหา ไร ซึ่งทำให้สัตว์รำคาญ และขนหลุดเป็นหย่อมๆ หรือเป็นขี้เรื้อนมีผลทำให้สุขภาพไม่ดี ผลผลิตลดลง การป้องกันแก้ไขโดยอาบน้ำและฉีดพ่นลำตัวด้วยยากำจัดพยาธิภายนอก
  • กำจัดพยาธิภายใน ได้แก่ พยาธิตัวกลม ตัวตืด และพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งพยาธินี้จะทำให้ซูบผอม เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ขนและผิวหนังหยาบกร้าน ท้องเสีย ผลผลิตลด ถ้าเป็นรุนแรงทำให้โลหิตจางและตาย การป้องกันปกติถ่ายพยาธิแกะทุก 3 เดือน แต่ถ้าพบว่าบริเวณที่เลี้ยงแกะมีพยาธิชุกชุม ให้ถ่ายพยาธิทุก 1 เดือน
  • การป้องกันโรคระบาด ได้แก่ โรคปากและเท้าเปื่อย โดยฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์กำหนด

โรคที่มักพบในแกะ

ท้องอืด

  • สาเหตุ เกิดก๊าซจากการหมักในกระเพาะอาหารเนื่องจากกินหญ้าอ่อนหรือพืชใบอ่อนถั่วมากเกินไป
  • อาการ กระเพาะอาหารพองลมขึ้นทำให้สวาปทางซ้ายของแกะป่องขึ้น

การป้องกัน

  • ไม่ควรให้แกะกินพืชหญ้าหรือพืชตระกูลถั่วที่ชื้นเกินไป
  • หลีกเลี่ยงอย่าให้แกะกินพืชเป็นพิษ เช่น มันสำปะหลัง หรือไมยราฟยักษ์

การรักษาและควบคุม

  • ถ้าท้องป่องมากอย่าให้แกะนอนตะแคงซ้าย
  • กระตุ้นให้แกะยืนหรือเดิน
  • เจาะท้องที่สวาปซ้ายด้านบนด้วยเข็มเจาะหรือมีดเพื่อระบายก๊าซออก

ปวดบวม

  • สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
  • อาการ จมูกแห้ง ขนลุก มีไข้ ซึม เบื่ออาหาร หายใจหอบ มีน้ำมูกข้น ไอหรือจามบ่อยๆ

การป้องกัน ปรับปรุงโรงเรือนให้อบอุ่น อย่าให้ลมโกรก ฝนสาด
การรักษาและควบคุม ใช้ยาปฏิชีวนะโดยการฉีด 3 วันติดต่อกัน เช่น ไทโลซิน คลอแรมฟินิคอล เตตราซัยคลิน เป็นต้น

โรคกีบเน่า

  • สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
  • อาการ เดินขากะเผลก กีบเน่ามีกลิ่นเหม็น

การป้องกัน

  • รักษาความสะอาด อย่าให้พื้นคอกสกปรก ชื้นแฉะ
  • หลีกเลี่ยงสิ่งของมีคม เช่น ตะปูไม่วางบนพื้น ทำให้กีบเท้าเป็นแผล
  • ตัดแต่งกีบเป็นประจำปกติ

การรักษาและควบคุม

  • ทำความสะอาด ตัดส่วนที่เน่าออก ล้างจุ่มน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น ฟอร์มาลีน 2-3% หรือสารละลายด่างทับทิม 10%
  • ใช้ผ้าพันแผลที่เน่า ป้องกันแมลงและบรรเทาการเคลื่อนไหว

การเลี้ยงแกะ: กิจกรรมที่น่าสนใจและให้ผลตอบแทน

การเลี้ยงแกะเป็นกิจกรรมทางการเกษตรที่น่าสนใจและให้ผลตอบแทนหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อแกะ นมแกะ ขนแกะ หรือแม้แต่ปุ๋ยจากมูลแกะ การเลี้ยงแกะยังเป็นการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์พื้นเมืองและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกด้วย

เหตุผลที่น่าสนใจในการเลี้ยงแกะ

  • ผลตอบแทนหลากหลาย: จากเนื้อ นม ขน และปุ๋ย
  • ตลาดมีความต้องการ: ผลิตภัณฑ์จากแกะมีตลาดรองรับทั้งในและต่างประเทศ
  • การดูแลไม่ซับซ้อน: แกะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยว: ฟาร์มแกะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้
  • อนุรักษ์พันธุ์สัตว์: ช่วยรักษาพันธุ์แกะพื้นเมืองให้คงอยู่

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเริ่มเลี้ยงแกะ

  • ความรู้: ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงแกะ เช่น พันธุ์แกะ โรคของแกะ การให้อาหาร การจัดการคอก
  • งบประมาณ: เตรียมงบประมาณสำหรับซื้อแกะ สร้างคอก ซื้ออาหาร และอุปกรณ์อื่นๆ
  • พื้นที่: มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการเลี้ยงแกะและสร้างคอก
  • แหล่งน้ำ: มีแหล่งน้ำสะอาดเพียงพอสำหรับแกะ
  • ตลาด: หาตลาดสำหรับจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากแกะ

ขั้นตอนการเลี้ยงแกะ

  1. เลือกพันธุ์แกะ: เลือกพันธุ์แกะที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศและวัตถุประสงค์ในการเลี้ยง
  2. เตรียมคอก: สร้างคอกที่แข็งแรง สะอาด และปลอดภัย
  3. จัดหาอาหาร: ให้อาหารแกะให้ครบถ้วนตามความต้องการ
  4. ดูแลสุขภาพ: ตรวจสุขภาพแกะเป็นประจำ ป้องกันและรักษาโรค
  5. จำหน่ายผลิตภัณฑ์: จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากแกะ เช่น เนื้อ นม ขน หรือเปิดฟาร์มให้คนเข้าชม

ผลประโยชน์จากการเลี้ยงแกะ

  • รายได้: ได้รับรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์จากแกะ
  • ปุ๋ย: มูลแกะสามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยได้
  • ความสุข: การเลี้ยงแกะเป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลายและสร้างความสุข
  • ความรู้: ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์และการเกษตร

หากคุณสนใจที่จะเลี้ยงแกะ ขอแนะนำให้ปรึกษาผู้ที่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงแกะ หรือเข้าร่วมกลุ่มผู้เลี้ยงแกะ เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม





บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา ดีไซน์ร่วมสมัย ดูโดดเด่น มีเอกลักษณ์

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา ดีไซน์ร่วมสมัย ดูโดดเด่น มีเอกลักษณ์

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา เป็นแบบบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศไทย โดยมีลักษณะเด่นคือ หลังคาทรงปั้นหยา ที่มี 4 ด้าน ลาดเอียงลงมาพบกันที่ยอดแหลมคล้ายพีระมิด ทำให้บ้านมีความแข็งแรง ทนทานต่อสภาพอากาศ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว



สำหรับบ้านหลังนี้ เป็น บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา สไตล์คอนเทมโพรารี่ ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องนั่งเล่น สร้างที่ บ้านละมุ อ.อุทัย จ.อยุธยา  ซึ่งเป็นของทีมงานช่าง “รวยก่อสร้าง” ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา

มุมหน้าบ้านเลือกรูปแบบงานออกแบบที่ดึงความทันสมัย และร่วมสมัย โดยใช้งานหน้าต่างเป็นแบบกระจกขนาดใหญ่ ส่วนประตูหน้านั้นใช้เป็นประตูไม้บานคู่ขนาดใหญ่ มีความทันสมัยลงตัวมาก

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา

ปลูกสร้างเป็นบ้านพักอาศัยชั้นเดียว ยกพื้นสูงจากที่ดินเล็กน้อย ออกแบบบ้านแนวร่วมสมัย หลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องหลังคาสีน้ำเงินเข้ม ตัวบ้านใช้โทนสีขาวเข้าตัดสีน้ำตาล ดูอบอุ่น สะอาด สบายตา

สำหรับคนที่มองหาไอเดียไปสร้างบ้านกันอยู่ ตามมาดูกันต่อได้เลย

บัญชีราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงงาน ปีงบประมาณ 2563  โดย ​กลุ่มออกแบบและก่อสร้าง สำนักอำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน >>> https://www.yotathai.com/passadu/cost-build-63

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา

บริเวณข้างบ้านและด้านหลังนั้นถูกเทด้วยพื้นคอนกรีต เพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาดและด้านหลังบ้านยังมีประตูขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับตัวบ้าน

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา

ส่วนของภายในบ้านห้องโถงกว้างขวางโทนสีขาวสบายตา ฝ้าเพดานแบบหลุมรูปทรงสวยงาม



ห้องน้ำ

สำหรับห้องน้ำของบ้าน เป็นอีกห้องที่ภายในกว้างขวาง จึงสามารถแบ่งพื้นที่ใช้สอยแบบแห้งและแบบเปียกได้อย่างเป็นสัดส่วน พร้อมกับมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบทุกฟังก์ชันการใช้งาน

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยาเป็นแบบบ้านที่น่าสนใจและมีความคลาสสิก แต่ก่อนตัดสินใจสร้าง ควรพิจารณาถึงงบประมาณ สภาพอากาศในพื้นที่ และความต้องการในการใช้งานของตนเองให้รอบคอบ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก : สร้างบ้านสระบุรี


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้านน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปี




บทความอื่นที่น่าสนใจ

แกงยอดมะพร้าวอ่อนใส่ไก่ รสชาติกลมกล่อมหอมเครื่องแกง

แกงยอดมะพร้าวอ่อนใส่ไก่ รสชาติกลมกล่อมหอมเครื่องแกง

แกงยอดมะพร้าวอ่อนใส่ไก่

แกงยอดมะพร้าวอ่อนใส่ไก่ไม่ใส่กะทิ เป็นอีกหนึ่งเมนูที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการลดปริมาณไขมัน แต่ยังคงความอร่อยของอาหารไทยไว้ได้เป็นอย่างดี ยอดมะพร้าวอ่อนอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ส่วนเนื้อไก่ก็เป็นโปรตีนคุณภาพสูง การนำมาทำแกงจะได้รสชาติที่กลมกล่อม หอมเครื่องแกง และมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มลิ้น โดยเฉพาะไก่บ้าน อาจใช้กระดูกหมูก็ได้ แต่ไก่บ้าน จะให้รสชาติน้ำแกงที่กลมกล่อมกว่า มีวิธีการแกงเช่นเดียวกับแกงอ่อมเนื้อต่างๆ แกงฟักเขียว แกงปลีตาล

ส่วนผสม

  • ยอดมะพร้าวอ่อน 150 กรัม
  • เนื้อไก่บ้าน 100 กรัม
  • ใบมะกรูดฉีก 5 ใบ
  • ผักชีซอย 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • ต้นหอมซอย 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

เครื่องแกง

  • พริกแห้ง 7 เม็ด
  • หอมแดง 3 หัว
  • กระเทียม 5 กลีบ
  • ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • ข่าซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • กะปิ 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1/2 ช้อนชา

วิธีการทำ

1. โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด
2. ผัดเครื่องแกงกับน้ำมันพืช จนมีกลิ่นหอม แล้วนำไก่ลงผัดกับเครื่องแกงให้ไก่สุก
4. เติมน้ำซุป เคี่ยวไก่พอสุกนิ่ม ใส่ยอดมะพร้าว ต้มใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที
5. ใส่ใบมะกรูด คนให้ทั่ว ปิดไฟพร้อมเสริฟครับ

หมายเหตุ ควรแช่ยอดมะพร้าวเมื่อหั่นแล้วลงในน้ำ เพื่อให้ยอดมะพร้าวสีขาวนวลตามธรรมชาติ


บทความที่น่าสนใจ

รีวิวหนังสือ เลิกนิสัยทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง

รีวิวหนังสือ เลิกนิสัยทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง

เลิกนิสัยทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง

ใช้ตัวช่วยให้ดี แล้วเตรียมยื่นใบลาออกจากคนทำอะไรไม่เสร็จได้เลย เชื่อว่าหลายคนน่าจะเจอปัญหาการทำอะไรไม่เสร็จอยู่บ่อย ๆ คือ มีโปรเจคอยากทำมากมาย หลายอันก็เริ่มลงมือทำไปแล้วด้วย แต่สุดท้ายโปรเจคเหล่านั้นก็ถูกทิ้งไว้กลางทางอาจจะเพราะสาเหตุหลายอย่าง โดยเฉพาะความขี้เกียจ ดังนั้นแล้ว เราจึงต้องใช้ ‘ตัวช่วย’

หนังสือ เลิกนิสัยทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง เล่มเล็กว่าด้วยเรื่องของการใช้ตัวช่วยต่าง ๆ เพื่อให้เราทำอะไรเสร็จมากขึ้น ตัวช่วยที่ว่านี้ก็ไล่กันไปตั้งแต่ ระบบการจัดการ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สภาพแวดล้อม การยืมมือคนอื่น รวมไปถึงความคิด ความรู้สึก และร่างกายของเราเอง

เลิกนิสัยทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง เป็นหนังสือแปลญี่ปุ่นโดยผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นอดีตผู้จัดการฝ่ายบุคคลของบริษัทไมโครซอฟท์เขาเป็นคนคัดเลือกบุคลากรชั้นเลิศเข้ามาทำงานในบริษัทไอทียักษ์ใหญ่นี้ แต่ต่อมาก็ลาออกมาเปิดธุรกิจของตัวเอง เป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับจิตวิทยาด้านพฤติกรรม

หนังสือเล่มนี้ก็เหมือนการเอาประสบการณ์การทำงานในไมโครซอฟท์มาผสมกับการทำธุรกิจการให้คำปรึกษา ของผู้เขียนแล้วมาต่อยอดเป็นเทคนิคน่าสนใจ ที่จะช่วยให้เราเป็นคนทำอะไรเสร็จได้ตามต้องการ การเริ่มต้น และการทำอย่างต่อเนื่องคืออุปสรรคสำคัญ 2 ตัวที่ทำให้หลายคนกลายเป็นคนทำอะไรไม่เสร็จสักอย่างและทางเดียวที่จะเอาชนะอุปสรรคทั้ง 2 ได้คือ ‘การใช้ตัวช่วย’ เราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียวจริง ๆ

สุดท้ายนี้ผู้เขียนเน้นย้ำตั้งแต่ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาว่า เขาทำเทคนิคในหนังสือเล่มนี้อยู่เป็นประจำ และทำมันอย่างมีความสุขด้วยนะ ผมขอเลือกเทคนิคการใช้ตัวช่วยเพื่อให้เราลาออกจากการคนทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ที่ชอบเป็นพิเศษมาฝากกัน 6 ข้อนะครับ

1) ไม่ทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว

ลองนึกถึงเหตุการณ์ที่เราอยากชวนเพื่อนมานั่งกินอาหารด้วยกันที่บ้านแต่พอนึกถึงตอนที่ต้องเตรียมของ ออกไปซื้อวัตถุดิบ ทำอาหาร และกลับมาจัดโต๊ะเราก็คงจะเหนื่อย และไม่อยากทำ

วิธีแก้ไขเรื่องนี้ทำได้โดยการ ชวนเพื่อนมาทำกิจกรรมเหล่านั้นด้วยกันตั้งแต่ ออกไปซื้อวัตถุดิบ ทำอาหาร จัดโต๊ะ และกินอาหารเย็นด้วยกันซึ่งเพื่อนเองก็อาจสนุกไปด้วยเพราะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น ดังนั้นแล้วในสถานการณ์ที่เรารู้ว่ามีโอกาสเกิดความขี้เกียจได้มาก หรือมีความไม่อยากทำสูงพยายามหลีกเลี่ยงการทำสิ่งเหล่านั้นด้วยตัวคนเดียว และลองใช้ตัวช่วยเรื่องเพื่อนมาช่วยกันทำสิ่งนั้นให้สำเร็จแทน

2) ให้คำสัญญา

ต่อเนื่องจากการชวนคนอื่นมาทำกิจกรรมร่วมกัน คือการให้พันธะสัญญากับสิ่งที่จะทำไปเลย เช่น ถ้าเรานัดหมอไว้แล้ว ถึงจะขี้เกียจแค่ไหน แต่เราก็คงจะไม่เบี้ยวนัดเพราะเรารู้ว่าอีกคนรอเจอเราอยู่ เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะเรื่องสำคัญ แต่เราอาจบอกกับตัวเอง หรือบอกกับเพื่อนให้ชัดเจนไปเลยว่าเราจะ “ทำสิ่งนี้ วันนี้ เวลานี้ ณ สถานที่แห่งนี้” เพื่อสร้างเป็นพันธะสัญญาให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง

3) เขียนจดหมายถึงร่างกาย

หลายคนใช้ร่างกายอย่างหนักเกินไป จนลืมดูแลกว่าจะรู้ตัวร่างกายตัวเองก็พังไปเสียแล้ว ผู้เขียนจึงแนะนำง่าย ๆ ให้เราลองหันกลับมาดูแลร่างกายตัวเองบ้าง วิธีหนึ่งที่แนะนำ คือการ “เขียนจดหมายขอบคุณร่างกาย” ขอบคุณร่างกายที่ช่วยให้เราทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่นขอบคุณที่อยู่เคียงข้างกันมาตลอด

วิธีนี้จะช่วยให้เราหันกลับมาสนใจร่างกายตัวเองมากขึ้นและเปลี่ยนความรู้สึกที่ว่า ร่างกายไม่ใช่ ‘ของตาย’  ของเราถ้าเราไม่ดูแล ร่างกายก็คงจะทนทานการใช้งานหนักของเราไม่ไหวเหมือนกันและแน่นอนว่าถ้าเราหันมาดูแลร่างกายเราดีขึ้น เราก็จะทำงานได้ต่อเนื่องมากขึ้นประสิทธิภาพงานเราก็จะสูงขึ้นเอง

4) เมื่อเกิดความคิดสะกิดใจแล้ว อย่าไปทำอะไรผัดวันประกันพุ่ง

ถ้าเราทำสิ่งที่เรามีแรงบันดาลใจอยู่แล้ว เราจะทำสิ่ง ๆ นั้นได้สำเร็จง่ายขึ้นแต่คำถามคือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า สิ่งไหนที่เรามีแรงบันดาลใจที่จะทำ หนังสือแนะนำอย่างชัดเจนว่า แรงบันดาลใจของตัวเรา เกิดจากการลงมือทำสิ่งต่าง ๆ เท่านั้นไม่สามารถเกิดขึ้นจากการอ่านหนังสือเฉย ๆ ได้บางครั้ง พอเราทำสิ่งต่าง ๆ แล้วรู้สึกสนุก เราก็อาจจะเกิดความชอบหรือเกิดแรงบันดาลใจกับสิ่ง ๆ นั้นอยู่ลึก ๆ ในเวลาว่าง ๆ ที่สมองเราคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยแรงบันดาลใจที่ซ่อนอยู่ ก็อาจปรากฎออกมาในรูปของ ‘ความคิดสะกิดใจ’เช่น อยู่ ๆ ดีเราก็นึสงสัยถึงเรื่อง ๆ หนึ่ง จนต้องลองเสิร์ชกูเกิ้ลดู หรืออยู่ดี ๆ เราก็นึกอยากทำสิ่ง ๆ หนึ่งขึ้นมากระทันหัน

เคล็ดลับ คือ ถ้าเกิดความคิดสะกิดใจแบบนี้ ให้เราลงมือทำในทันทีเพราะนั่นอาจหมายถึงการที่เรามีแรงบันดาลใจในการทำสิ่ง ๆ นั้นอยู่ลึก ๆ นอกจากการจะได้เริ่มต้นแล้ว การทำสิ่งที่เรามีแรงบันดาลใจเป็นทุนเดิม จะช่วยให้เรามีโอกาสทำมันสำเร็จมากขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดความคิดสะกิดใจขึ้น จงลงมือทำทันที !

5) วิเคราะห์ความรู้สึกในแง่ลบ

เวลาเราเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ อาจเกิดความรู้สึกขึ้น 2 ประเภทที่เป็นความรู้สึกด้านลบคือ รู้สึกว่าเขาไม่ได้เก่งจริง อาจประสบความสำเร็จแค่ดวงเฉย ๆหรือ รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ที่เราไม่ได้อย่างคนนั้นบ้าง

ความรู้สึกด้านลบเหล่านี้แท้จริงอาจเป็นตัวบ่งชี้ว่า เราอินกับเรื่อง ๆ นั้นมาก ๆ เช่น ถ้าเราเห็นคนขึ้นบรรยายได้อย่างเพอร์เฟ็ค แล้วเกิดความรู้สึกทั้ง 2 ข้างต้นนั่นก็อาจเป็นเพราะเราอินกับเรื่องการบรรยายมาก ๆ นั่นเอง

ดังนั้นการเกิดความรู้สึกด้านลบก็อาจเป็นเพราะ เรามีแรงบันดาลใจด้านนั้นอยู่ลึก ๆ และกำลังรอวันปลดปล่อยมันออกมาก็เป็นได้ความรู้สึกด้านลบจึงเป็นตัวบ่งชี้ดี ๆ ถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ เพียงแต่เราต้องเริ่มจากการกำจัดความรู้สึกด้านลบที่กดทับเราอยู่ก่อนแล้วมุ่งไปที่แรงบันดาลใจที่เรามีถ้าเราทำได้ เราก็จะเติบโต และทำอะไรก็ตามได้ดียิ่งขึ้น

6) พูดเจตจำนงในใจว่า “ทำ…ได้แล้ว + ขอบคุณ”

กาตั้งเจตจำนงก่อนเริ่มทำอะไร จะทำให้เราเห็นภาพสิ่งที่เราคาดหวังชัดเจนมากขึ้นเราอาจลองพูดในใจดูว่า “ทำ…ได้แล้ว ขอบคุณมากเลยนะ”เช่น ถ้าเราทำงานที่สัมผัสได้ถึงแรงบันดาลใจเราก็อาจลองพูดกับตัวเองว่า “ฉันหางานที่ได้สัมผัสถึงแรงบันดาลใจได้แล้ว ขอบคุณมากเลยนะ”

ตามหลักวิทยาศาสตร์ การประกาศเจตจำนงในใจเป็นการหลอกสมองว่าสิ่งนั้นได้เกิดขึ้นไปแล้ว และถูกบันทึกลงในความทรงจำ พอเราเริ่มทำจริง เราก็จะทำสิ่งนั้นได้ราบลื่นขึ้นผู้เขียนแนะนำว่าลองประกาศ ‘เจตจำนงของความสนุก’ เช่น การประชุมวันนี้จะต้องสนุกแน่ ๆ เลย หรือ การเขียนแผนงานจะต้องสนุกแน่ ๆ เลย

วิธีนี้ช่วยให้เรารู้สึกสนุกตอนเริ่มประชุม หรือเริ่มเขียนแผนงานจริง ๆ และความสนุกนี่เองจะช่วยทำให้เราทำสิ่งต่าง ๆ ให้ได้ผลลัพธ์ตามที่หวังมากขึ้น

 


ผู้เขียน: โทโยคาซึ สึรุตะ ผู้แปล: กมลวรรณ เพ็ญอร่าม จำนวนหน้า: 188 หน้า สำนักพิมพ์: Shortcut เดือนปีที่พิมพ์: 2/2020 แนวหนังสือ: พัฒนาตัวเอง


บทความที่น่าสนใจ

 

แกงเห็ดขม สไตล์อีสานแซ่บๆ

แกงเห็ดขม สไตล์อีสานแซ่บๆ

แกงเห็ดขม

      แกงเห็ดขม แบบอีสาน เห็ดขม เห็ดพื้นถิ่นที่ขึ้นตามสวนยูคาลิปตัส มีรสขม ลักษณะก้านดอกสีขาว ดอกด้านบนเป็นสีน้ำตาล คล้ายเห็ดหอมมีเมือกลื่นๆ มีรดชาดขมมาก ต้องนำมาต้มล้างความขมออกก่อนประมาณ 2-3 รอบ และต้องต้มน้ำเทน้ำทิ้งให้หายขมก่อนนำมาแกง รดชาดออกขมนิดๆ เป็นอาหารตามฤดูกาลมีเฉพาะหน้าฝนเท่านั้น วิธีทำแกงดังนี้

ส่วนผสม

  • เห็ดขมต้ม
  • น้ำใบย่านาง
  • ผักตามใจชอบ
  • ชะอมรูดใบ
  • ใบแมงลัก
  • พริกอีสาน
  • ตะไคร้
  • พริกแห้ง
  • น้ำปลาร้าต้มสุก
  • ผงชูรส
  • ข้าวเหนียวแช่น้ำจนนุ่ม (ข้าวเบือ)
  • เกลือ
  • น้ำ

ขั้นตอนการทำ

  1. นำน้ำใบย่านางเทใส่หม้อแกง แล้วตำพริกแกง ใส่กระเทียม หอมแดง ตะไคร้ซอย ตำพอหยาบๆ (ใส่เกลือลงไปนิดหน่อยเพื่อให้ตำง่ายขึ้น
  2. เมื่อน้ำใบย่านางเดือด ใส่บวมหอมลงไป ตามด้วยพริกแกง (เพราะบวมค่อนข้างสุกช้า)
  3. ใส่เห็ดขมลงไป ปรุงรส ด้วย ผงชูรส นำ้ปลาร้า น้ำปลา
  4. ใส่ชะอมที่เด็ดแล้วลงไป ตามด้วยใบแมงลัก ปิดไฟตักเสิร์ฟได้เลย

แกงเห็ดขม เป็นเมนูที่ทำง่ายและอร่อย สามารถรับประทานกับข้าวเหนียวร้อนๆ หรือข้าวสวยก็ได้ นอกจากรสชาติที่อร่อยแล้ว แกงเห็ดขมยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย เพราะเห็ดมีโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย

หมายเหตุ: หากไม่สามารถหาเห็ดขมได้ สามารถใช้เห็ดชนิดอื่นๆ แทนได้ เช่น เห็ดหูหนู เห็ดนางรม แต่รสชาติอาจแตกต่างไปบ้าง




บทความที่น่าสนใจ

ปุ๋ยหมักทำอย่างไร? ดีอย่างไรและใช้อย่างไร

ปุ๋ยหมักทำอย่างไร? ดีอย่างไรและใช้อย่างไร

ปุ๋ยหมักทำอย่างไร

ปุ๋ยหมักทำอย่างไร ปุ๋ยหมัก เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการนำเศษวัสดุเหลือใช้จากพืชและสัตว์มาหมักให้ย่อยสลายจนกลายเป็นปุ๋ยที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ช่วยบำรุงดินและพืชผลทางการเกษตรได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังช่วยลดปริมาณขยะและเป็นการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์อีกด้วย  สามารถทำตามได้เลย ดังนี้ครับ

การทำปุ๋ยหมัก

ควรเลือกวัตถุดิบที่เหมาะสมสำหรับการผลิตปุ๋ยหมัก เช่น เศษพืชสด มูลสัตว์ เศษอาหาร รำหยาบหรือรำละเอียด รวมถึงเศษวัชพืชต่างๆ ที่หาได้ในสวนของเรา และควรเลือกวัตถุดิบที่สมบูรณ์ปลอดสารพิษ นำมาหั่นหรือสับกองรวมกัน หมักไว้ในที่ร่ม ในถัง หรือในบ่อ รดด้วยน้ำที่ผสมด้วยกากน้ำตาลเพื่อให้เกิดความชื้นพอประมาณ  ผ่านไปประมาณ 6 เดือน เมื่อเห็นว่าย่อยสลายดีแล้วก็สามารถนำไปใช้ได้เลยครับ

การใช้ปุ๋ยหมัก

  • ใช้รองพื้นหลุมก่อนปลูก
  • โรยรอบต้นไม้ที่เราปลูก
  • ใช้ผสมปุ๋ยเคมี (เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการสูญเสีย)

ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก

1.ช่วยบำรุงสัตว์ในดิน 

ปุ๋ยหมักช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการดำรงชีวิตของสัตว์ในดิน เช่น ใส้เดือน เชื้อรา และสัตว์เล็กสัตว์น้อยชนิดต่างๆ ที่อาศัยในดินที่มีส่วนผสมของปุ๋ยหมัก

2.ช่วยปรับสภาพดิน 

ปุ๋ยหมักช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์และช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดิน ช่วยเพิ่มออกซิเจนในดิน ทำให้ดินในสวนของเรามีการถ่ายเทอากาศได้ดี ส่งผลให้ระบบรากพืชเจริญเติบโตได้ดีขึ้น ทำให้พืชโตไวมีใบเขียวสด

3.ช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดิน

ปุ๋ยหมักเป็นแหล่งของธาตุอาหารที่สำคัญสำหรับพืช เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ที่ช่วยให้พืชเติบโตแข็งแรงและมีความต้านทานต่อโรคและแมลงได้ดีขึ้น

4.ช่วยรักษาความชื้นในดิน

ปุ๋ยหมักช่วยล็อกความชื้นในดินและลดการระเหยของน้ำ ทำให้ดินดี ดินร่วนซุย ดินมีความชุ่มชื้น ทำให้ต้นไม้ที่เราปลูกมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องนั่นเองครับ.

เคล็ดลับในการทำปุ๋ยหมัก

  • รักษาความชื้น ปุ๋ยหมักต้องมีความชื้นพอเหมาะ ไม่แห้งเกินไปหรือเปียกเกินไป
  • รักษาอุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการหมักอยู่ที่ประมาณ 30-40 องศาเซลเซียส
  • อัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน วัสดุที่ใช้ทำปุ๋ยหมักควรมีอัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจนที่เหมาะสม เพื่อให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตได้ดี
  • หลีกเลี่ยงวัสดุที่เป็นพิษ ไม่ควรนำวัสดุที่ปนเปื้อนสารเคมีหรือโลหะหนักมาทำปุ๋ยหมัก

บทความอื่นที่น่าสนใจ

อ่อมหอยขม เมนูอีสานรสแซ่บถึงใจ

อ่อมหอยขม เมนูอีสานรสแซ่บถึงใจ

อ่อมหอยขม

อ่อมหอยขม หอยจูบหรือหอยขม ที่เรารู้จักและคุ้นเคยกัน เป็นอาหารอีสานที่มีรสชาติจัดจ้าน เป็นที่นิยมมาก เพราะมีรสเปรี้ยว เค็ม เผ็ด และหอมกลิ่นใบชะพลู ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญที่ช่วยให้เมนูนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หอยขมที่นำมาทำอ่อมมักจะเป็นหอยจูบ ซึ่งมีเนื้อแน่นและหวาน ทำให้เมนูนี้มีรสชาติที่กลมกล่อมยิ่งขึ้น

วันนี้จึงนำสูตรการทำง่ายๆ มาฝากกัน เผื่อใครผ่านไปเจอที่ตลาด อยากจะนำมาทำทานที่บ้าน

ส่วนผสม : ในการทำอ่อมหอย เราจะต้องเตรียมผัก และส่วนผสมต่างๆ ดังนี้

  • ใบผักอี่ตู่ (แมงลัก)
  • เกลือ
  • ข่า
  • ตะไคร้
  • ข้าวเบือ (ข้าวเหนียวแช่)
  • พริก
  • กระเทียม
  • หอมแดง
  • ต้นผักกะแยง
  • น้ำปลา
  • น้ำปลาร้า
  • ใบผักอีเลิศ (ใบชะพลู)

อ่อมหอยขม

วิธีทำ

  • นำหอยขมมาต้มแล้วแกะเอาเฉพาะตัวเพื่อให้รับประทานง่าย แล้วล้างให้สะอาด
  • ตั้งหม้อด้วยไฟปานกลาง ใส่หอย พริก ตะใคร่ เกลือ ผงชูรส น้ำปลาร้า เติมน้ำเปล่าเล็กน้อย คนให้เข้ากัน
  • พอหอยเริ่มสุก แล้วลดไฟ ใส่ข้าวคั่ว ใบแมงลัก ผักชีลาว และผักหอม และผักต่างๆที่เตรียมไว้ (ชิมรสตามชอบ)
  • พอผักเริ่มสุก ก็พร้อมเสิร์ฟได้เเล้ว




บทความที่น่าสนใจ

แกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน อาหารพื้นบ้าน เมนูง่ายๆ

แกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน อาหารพื้นบ้าน เมนูง่ายๆ

แกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน

แกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน เป็นเมนูที่ทำกินได้ทุกฤดูกาล โดยเฉพาะเห็ดฟางเป็นเห็ดมีขายอยู่ทุกฤดูกาล หาซื้อได้ตามตลาดทั่วไป ซึ่งจะไม่เหมือนเห็ดที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ที่มีเฉพาะฤดูฝนหรือหน้าฝนเท่านั้น แกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน จังเป็นอีกหนึ่งเมนูยอดนิยม เพราะเชื่อว่าสามารถป้องกันโรคหวัด ช่วยการไหลเวียนของเลือดและโรคกระเพาะได้ดี

ส่วนผสมสำหรับทำแกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน

  • ผักหวาน 3 กรัม
  • เห็ดฟาง 3 กรัม
  • พริกหรือพริกแดงสดตามชอบ (ถ้าชอบเผ็ดสามารถเพิ่มได้) 4-5 เม็ด
  • ตะไคร้ 1 ต้น
  • ใบแมงลัก 1 กำมือ
  • น้ำปลาร้า 2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ
  • หอมหัวแดง 5 หัว

วิธีทำแกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน

  • ตำพริกและหอมหัวแดงพอหยาบแล้วเด็ดผักหวานตามด้วยผ่าเห็ดฟางรอไว้ก่อน
  • ตั้งกระทะหรือหม้อใส่น้ำประมานครึ่งกระทะหรือหม้อ รอให้น้ำเดือดแล้วนำพริกและหอมหัวแดงที่ตำเสร็จลงกตามด้วยตะไคร้แล้วนำเห็ดที่ผ่าครึ่งลงกระทะ
  • รอน้ำเดือดปรุงรสด้วยเกลือ,น้ำปลาร้า,น้ำปลา,และผงปรุงรส ชิมดูชอบแบบไหนสามารถปรุงเพิ่มได้
  • นำผักหวานลงตามด้วยใบแมงลัก (ห้ามปิดฝาเพราะจะทำให้ผักหวานเหลืองสีไม่สวย)
  • ตักใส่ถ้วยพร้อมเสริฟ

แกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน เป็นอาหารพื้นบ้าน เมนูง่ายๆ อาหารยอดนิยม สามารถหาได้ง่ายๆ ตามท้องถิ่น ผักหวานจะออกมากในช่วง ต้นฤดูฝน อาหารอร่อยๆ สำหรับคนคิดถึงบ้าน ก็ทำอาหารกิน แต่วัตถุดิบอย่างผักหวาน คงหายากหน่อยในเมืองหลวง แต่เห็ดคงไม่ยาก อาหารอร่อยๆ ให้หายคิดถึงบ้าน




บทความที่น่าสนใจ

กบคอนโด เลี้ยงอย่างไร

กบคอนโด เลี้ยงอย่างไร

กบคอนโด

การเลี้ยง กบคอนโด คือการเลี้ยงโดยการนำยางรถยนต์เก่าๆ ที่ใช้งานได้แล้ว นำมาเป็นที่เลี้ยงกบ การที่เรียกเลี้ยงกบแบบ คอนโดนั้น ไม่ใช่การเลี้ยงกบในตึกสูงๆ ที่เรียกคอนโดเพราะมีการวางยางรถเป็นชั้นๆ คล้ายตึกสูงๆ คลายคอนโนมิเนียม นั้นเอง

การเอาวิธีการเลี้ยงกบคอนโดมาแนะนำให้ได้รู้จักกันและ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นชาวเกษตรเท่านั้นที่จะเลี้ยงกบนี้ได้แต่บุคลทั่วไปชาวบ้านหาเช้ากินต่ำก็สามารถทำอาชีพนี้ได้ง่ายๆ สบายๆ พื้นที่ใช้ในการเลี้ยงกบก็ไม่มาก สะดวกไม่ต้องขุดสระ สามารถเลี้ยงในบริเวณรอบๆบ้านได้เลย นับว่าเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับคุณเป็นอย่างดี

วัสดุอุปกรณ์ในการเลี้ยงกบคอนโด

  • ยางรถยนต์
    • ขนาด รถแทรกเตอร์ เลี้ยงได้  100  ตัว
    • ขนาด รถ 10 ล้อ เลี้ยงได้  50  ตัว
    • ขนาด รถ 6 ล้อ เลี้ยงได้  30  ตัว
    • ขนาด รถ 4 ล้อ เลี้ยงได้  20  ตัว
  • ทรายหยาบ
  • ผ้าพลาสติก
  • กบพันธุ์
  • อาหารปลาดุก
  • ฝาตาข่ายหรือฝาตะแกรง

การเพาะพันธุ์กบ

โดยธรรมชาติ กบจะเริ่มจับคู่ ผสมพันธุ์และวางไข่ในฤดูฝน ถ้เกษตรกรมีพ่อแม่พันธุ์อยู่แล้วก็จะนำพ่อแม่พันธุ์ที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป และเป็นกบที่จับคู่กันแล้วนำไปเลี้ยงในบ่อเพาะแต่อย่าจับผิดคู่กันเพราะกบที่ จับคู่กันแล้วถูกแยกออกเป็นคนละตัวและนำไปเลี้ยงในบ่อเพาะถ้าไม่ใช่คู่ของมันแล้วมันจะไม่ผสมพันธุ์กันการดูลักษณะเพศของกบ



ถ้าเป็นกบตัวผู้จะเห็นกล่องเสียงอยู่ใต้ภางทั้งสองข้าง ขากรรไกรเป็นลักษณะวงกลมสีคล้ำเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ กบตัวผู้จะส่งเสียงร้อง ส่วนของกล่องเสียงนี้จะพองโปนแต่ลักษณะนี้จะไม่มีในกบตัวเมียซึ่งตัวเมียนั้น เมื่อถึงฤคูผสมพันธุ์ที่ส่วนท้องจะขยายใหญ่ และกบตัวเมียที่ยังมีไข่อยู่ในท้องจะมีความสากข้างลำตัวทั้งสองด้าน เมื่อใช้นิ้วสัมผัสจะรู้สึกได้และเมื่อไข่ออกจากท้องไปแล้ว ปุ้มสากเหล่านี้ก็จะหายไป อนึ่ง กบตัวเมียก็จะส่งเสียงร้องเช่นกัน แต่เป็นเสียงที่เบามาก และกบตัวเมียที่รู้ตัวว่ามีไข่แก่อยู่ในท้องจะเป็นผู้เดินทางมาหาตัวผู้เดินทางมาหาตัวผู้ตามเสียงร้อง

วิธีการเลี้ยง

  • หาพื้นที่เลี้ยงกบโดยให้มีแดดส่องรำไร
  • ใช้ทรายหยาบถม หนา ประมาณ 6 นิ้ว ใช้ผ้าพลาสติกปูทับกองทรายแล้ววางคอนโด (ยางรถ 3-4 เส้น วางทับกันขึ้นไป ยางเส้นสุดท้ายเจาะรูแล้วต่อท่อเพื่อระบายน้ำทิ้ง
  • ปล่อยกบลงคอนโด ใส่น้ำลงไปครึ่งคอนโดแต่ละชั้น (ล้อยางแต่ละล้อ)
  • นำฝาตะแกรงปิดปากคอนโดด้านบนป้องกันกบกระโดดออกและป้องกันศัตรูเข้าไป เช่น งู แมว

กบคอนโด

อาหารและการให้อาหาร

  • ใช้อาหารปลาดุก ให้อาหารกบช่วง เช้า-เย็น โดยวางไปบนพลาสติกด้านล่างคอนโด เสริมผักบุ้งหั่นฝอย ทุก 2-3 วัน ต่อ ครั้ง ใส่น้ำ 2 คอนโด (ชั้นที่ 1 และ 2) เปลี่ยนถ่ายน้ำทุก 2-3 วัน
  • ล้างคอนโดให้สะอาดด้วยน้ำหมักจุดินทรีย์
  • ใช้ไฟส่องล่อแมลงให้กบกินเป็นอาหารเสริม
  • เลี้ยงประมาณ 20 วัน แยกคัดขนาดกบ

ข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  • เลี้ยงในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่จำกัดได้ดี และดีกว่าการเลี้ยงแบบใส่ขวดพลาสติก
  • ลงทุนต่ำ กว่าเลี้ยงในบ่อปูน
  • ให้อาหารกบได้ง่ายและทั่วถึง ไม่เปลืองอาหาร
  • ควบคุมโรคได้ง่าย ถ่ายน้ำสะดวก และใช้น้ำน้อยกว่า
  • เหมาะกับผู้เริ่มทดลองเลี้ยงเพื่อศึกษา ไม่หวังผลกำไร

ข้อเสีย

  • ยากต่อการสังเกตและดูแล หากเลี้ยงในปริมาณมากๆ
  • ไม่เหมาะกับการเลี้ยงจริงจังเชิงพาณิชย์ ที่ต้องมีปริมาณผลผลิตต่อเดือนสูง

บทความอื่นที่น่าสนใจ