แกงเห็ดขม สไตล์อีสานแซ่บๆ

แกงเห็ดขม สไตล์อีสานแซ่บๆ

แกงเห็ดขม

      แกงเห็ดขม แบบอีสาน เห็ดขม เห็ดพื้นถิ่นที่ขึ้นตามสวนยูคาลิปตัส มีรสขม ลักษณะก้านดอกสีขาว ดอกด้านบนเป็นสีน้ำตาล คล้ายเห็ดหอมมีเมือกลื่นๆ มีรดชาดขมมาก ต้องนำมาต้มล้างความขมออกก่อนประมาณ 2-3 รอบ และต้องต้มน้ำเทน้ำทิ้งให้หายขมก่อนนำมาแกง รดชาดออกขมนิดๆ เป็นอาหารตามฤดูกาลมีเฉพาะหน้าฝนเท่านั้น วิธีทำแกงดังนี้

ส่วนผสม

  • เห็ดขมต้ม
  • น้ำใบย่านาง
  • ผักตามใจชอบ
  • ชะอมรูดใบ
  • ใบแมงลัก
  • พริกอีสาน
  • ตะไคร้
  • พริกแห้ง
  • น้ำปลาร้าต้มสุก
  • ผงชูรส
  • ข้าวเหนียวแช่น้ำจนนุ่ม (ข้าวเบือ)
  • เกลือ
  • น้ำ

ขั้นตอนการทำ

  1. นำน้ำใบย่านางเทใส่หม้อแกง แล้วตำพริกแกง ใส่กระเทียม หอมแดง ตะไคร้ซอย ตำพอหยาบๆ (ใส่เกลือลงไปนิดหน่อยเพื่อให้ตำง่ายขึ้น
  2. เมื่อน้ำใบย่านางเดือด ใส่บวมหอมลงไป ตามด้วยพริกแกง (เพราะบวมค่อนข้างสุกช้า)
  3. ใส่เห็ดขมลงไป ปรุงรส ด้วย ผงชูรส นำ้ปลาร้า น้ำปลา
  4. ใส่ชะอมที่เด็ดแล้วลงไป ตามด้วยใบแมงลัก ปิดไฟตักเสิร์ฟได้เลย

แกงเห็ดขม เป็นเมนูที่ทำง่ายและอร่อย สามารถรับประทานกับข้าวเหนียวร้อนๆ หรือข้าวสวยก็ได้ นอกจากรสชาติที่อร่อยแล้ว แกงเห็ดขมยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย เพราะเห็ดมีโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย

หมายเหตุ: หากไม่สามารถหาเห็ดขมได้ สามารถใช้เห็ดชนิดอื่นๆ แทนได้ เช่น เห็ดหูหนู เห็ดนางรม แต่รสชาติอาจแตกต่างไปบ้าง




บทความที่น่าสนใจ

ปุ๋ยหมักทำอย่างไร? ดีอย่างไรและใช้อย่างไร

ปุ๋ยหมักทำอย่างไร? ดีอย่างไรและใช้อย่างไร

ปุ๋ยหมักทำอย่างไร

ปุ๋ยหมักทำอย่างไร ปุ๋ยหมัก เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการนำเศษวัสดุเหลือใช้จากพืชและสัตว์มาหมักให้ย่อยสลายจนกลายเป็นปุ๋ยที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ช่วยบำรุงดินและพืชผลทางการเกษตรได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังช่วยลดปริมาณขยะและเป็นการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์อีกด้วย  สามารถทำตามได้เลย ดังนี้ครับ

การทำปุ๋ยหมัก

ควรเลือกวัตถุดิบที่เหมาะสมสำหรับการผลิตปุ๋ยหมัก เช่น เศษพืชสด มูลสัตว์ เศษอาหาร รำหยาบหรือรำละเอียด รวมถึงเศษวัชพืชต่างๆ ที่หาได้ในสวนของเรา และควรเลือกวัตถุดิบที่สมบูรณ์ปลอดสารพิษ นำมาหั่นหรือสับกองรวมกัน หมักไว้ในที่ร่ม ในถัง หรือในบ่อ รดด้วยน้ำที่ผสมด้วยกากน้ำตาลเพื่อให้เกิดความชื้นพอประมาณ  ผ่านไปประมาณ 6 เดือน เมื่อเห็นว่าย่อยสลายดีแล้วก็สามารถนำไปใช้ได้เลยครับ

การใช้ปุ๋ยหมัก

  • ใช้รองพื้นหลุมก่อนปลูก
  • โรยรอบต้นไม้ที่เราปลูก
  • ใช้ผสมปุ๋ยเคมี (เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการสูญเสีย)

ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก

1.ช่วยบำรุงสัตว์ในดิน 

ปุ๋ยหมักช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการดำรงชีวิตของสัตว์ในดิน เช่น ใส้เดือน เชื้อรา และสัตว์เล็กสัตว์น้อยชนิดต่างๆ ที่อาศัยในดินที่มีส่วนผสมของปุ๋ยหมัก

2.ช่วยปรับสภาพดิน 

ปุ๋ยหมักช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์และช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดิน ช่วยเพิ่มออกซิเจนในดิน ทำให้ดินในสวนของเรามีการถ่ายเทอากาศได้ดี ส่งผลให้ระบบรากพืชเจริญเติบโตได้ดีขึ้น ทำให้พืชโตไวมีใบเขียวสด

3.ช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดิน

ปุ๋ยหมักเป็นแหล่งของธาตุอาหารที่สำคัญสำหรับพืช เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ที่ช่วยให้พืชเติบโตแข็งแรงและมีความต้านทานต่อโรคและแมลงได้ดีขึ้น

4.ช่วยรักษาความชื้นในดิน

ปุ๋ยหมักช่วยล็อกความชื้นในดินและลดการระเหยของน้ำ ทำให้ดินดี ดินร่วนซุย ดินมีความชุ่มชื้น ทำให้ต้นไม้ที่เราปลูกมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องนั่นเองครับ.

เคล็ดลับในการทำปุ๋ยหมัก

  • รักษาความชื้น ปุ๋ยหมักต้องมีความชื้นพอเหมาะ ไม่แห้งเกินไปหรือเปียกเกินไป
  • รักษาอุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการหมักอยู่ที่ประมาณ 30-40 องศาเซลเซียส
  • อัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน วัสดุที่ใช้ทำปุ๋ยหมักควรมีอัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจนที่เหมาะสม เพื่อให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตได้ดี
  • หลีกเลี่ยงวัสดุที่เป็นพิษ ไม่ควรนำวัสดุที่ปนเปื้อนสารเคมีหรือโลหะหนักมาทำปุ๋ยหมัก

บทความอื่นที่น่าสนใจ

อ่อมหอยขม เมนูอีสานรสแซ่บถึงใจ

อ่อมหอยขม เมนูอีสานรสแซ่บถึงใจ

อ่อมหอยขม

อ่อมหอยขม หอยจูบหรือหอยขม ที่เรารู้จักและคุ้นเคยกัน เป็นอาหารอีสานที่มีรสชาติจัดจ้าน เป็นที่นิยมมาก เพราะมีรสเปรี้ยว เค็ม เผ็ด และหอมกลิ่นใบชะพลู ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญที่ช่วยให้เมนูนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หอยขมที่นำมาทำอ่อมมักจะเป็นหอยจูบ ซึ่งมีเนื้อแน่นและหวาน ทำให้เมนูนี้มีรสชาติที่กลมกล่อมยิ่งขึ้น

วันนี้จึงนำสูตรการทำง่ายๆ มาฝากกัน เผื่อใครผ่านไปเจอที่ตลาด อยากจะนำมาทำทานที่บ้าน

ส่วนผสม : ในการทำอ่อมหอย เราจะต้องเตรียมผัก และส่วนผสมต่างๆ ดังนี้

  • ใบผักอี่ตู่ (แมงลัก)
  • เกลือ
  • ข่า
  • ตะไคร้
  • ข้าวเบือ (ข้าวเหนียวแช่)
  • พริก
  • กระเทียม
  • หอมแดง
  • ต้นผักกะแยง
  • น้ำปลา
  • น้ำปลาร้า
  • ใบผักอีเลิศ (ใบชะพลู)

อ่อมหอยขม

วิธีทำ

  • นำหอยขมมาต้มแล้วแกะเอาเฉพาะตัวเพื่อให้รับประทานง่าย แล้วล้างให้สะอาด
  • ตั้งหม้อด้วยไฟปานกลาง ใส่หอย พริก ตะใคร่ เกลือ ผงชูรส น้ำปลาร้า เติมน้ำเปล่าเล็กน้อย คนให้เข้ากัน
  • พอหอยเริ่มสุก แล้วลดไฟ ใส่ข้าวคั่ว ใบแมงลัก ผักชีลาว และผักหอม และผักต่างๆที่เตรียมไว้ (ชิมรสตามชอบ)
  • พอผักเริ่มสุก ก็พร้อมเสิร์ฟได้เเล้ว




บทความที่น่าสนใจ

แกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน อาหารพื้นบ้าน เมนูง่ายๆ

แกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน อาหารพื้นบ้าน เมนูง่ายๆ

แกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน

แกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน เป็นเมนูที่ทำกินได้ทุกฤดูกาล โดยเฉพาะเห็ดฟางเป็นเห็ดมีขายอยู่ทุกฤดูกาล หาซื้อได้ตามตลาดทั่วไป ซึ่งจะไม่เหมือนเห็ดที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ที่มีเฉพาะฤดูฝนหรือหน้าฝนเท่านั้น แกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน จังเป็นอีกหนึ่งเมนูยอดนิยม เพราะเชื่อว่าสามารถป้องกันโรคหวัด ช่วยการไหลเวียนของเลือดและโรคกระเพาะได้ดี

ส่วนผสมสำหรับทำแกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน

  • ผักหวาน 3 กรัม
  • เห็ดฟาง 3 กรัม
  • พริกหรือพริกแดงสดตามชอบ (ถ้าชอบเผ็ดสามารถเพิ่มได้) 4-5 เม็ด
  • ตะไคร้ 1 ต้น
  • ใบแมงลัก 1 กำมือ
  • น้ำปลาร้า 2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ
  • หอมหัวแดง 5 หัว

วิธีทำแกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน

  • ตำพริกและหอมหัวแดงพอหยาบแล้วเด็ดผักหวานตามด้วยผ่าเห็ดฟางรอไว้ก่อน
  • ตั้งกระทะหรือหม้อใส่น้ำประมานครึ่งกระทะหรือหม้อ รอให้น้ำเดือดแล้วนำพริกและหอมหัวแดงที่ตำเสร็จลงกตามด้วยตะไคร้แล้วนำเห็ดที่ผ่าครึ่งลงกระทะ
  • รอน้ำเดือดปรุงรสด้วยเกลือ,น้ำปลาร้า,น้ำปลา,และผงปรุงรส ชิมดูชอบแบบไหนสามารถปรุงเพิ่มได้
  • นำผักหวานลงตามด้วยใบแมงลัก (ห้ามปิดฝาเพราะจะทำให้ผักหวานเหลืองสีไม่สวย)
  • ตักใส่ถ้วยพร้อมเสริฟ

แกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน เป็นอาหารพื้นบ้าน เมนูง่ายๆ อาหารยอดนิยม สามารถหาได้ง่ายๆ ตามท้องถิ่น ผักหวานจะออกมากในช่วง ต้นฤดูฝน อาหารอร่อยๆ สำหรับคนคิดถึงบ้าน ก็ทำอาหารกิน แต่วัตถุดิบอย่างผักหวาน คงหายากหน่อยในเมืองหลวง แต่เห็ดคงไม่ยาก อาหารอร่อยๆ ให้หายคิดถึงบ้าน




บทความที่น่าสนใจ

กบคอนโด เลี้ยงอย่างไร

กบคอนโด เลี้ยงอย่างไร

กบคอนโด

การเลี้ยง กบคอนโด คือการเลี้ยงโดยการนำยางรถยนต์เก่าๆ ที่ใช้งานได้แล้ว นำมาเป็นที่เลี้ยงกบ การที่เรียกเลี้ยงกบแบบ คอนโดนั้น ไม่ใช่การเลี้ยงกบในตึกสูงๆ ที่เรียกคอนโดเพราะมีการวางยางรถเป็นชั้นๆ คล้ายตึกสูงๆ คลายคอนโนมิเนียม นั้นเอง

การเอาวิธีการเลี้ยงกบคอนโดมาแนะนำให้ได้รู้จักกันและ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นชาวเกษตรเท่านั้นที่จะเลี้ยงกบนี้ได้แต่บุคลทั่วไปชาวบ้านหาเช้ากินต่ำก็สามารถทำอาชีพนี้ได้ง่ายๆ สบายๆ พื้นที่ใช้ในการเลี้ยงกบก็ไม่มาก สะดวกไม่ต้องขุดสระ สามารถเลี้ยงในบริเวณรอบๆบ้านได้เลย นับว่าเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับคุณเป็นอย่างดี

วัสดุอุปกรณ์ในการเลี้ยงกบคอนโด

  • ยางรถยนต์
    • ขนาด รถแทรกเตอร์ เลี้ยงได้  100  ตัว
    • ขนาด รถ 10 ล้อ เลี้ยงได้  50  ตัว
    • ขนาด รถ 6 ล้อ เลี้ยงได้  30  ตัว
    • ขนาด รถ 4 ล้อ เลี้ยงได้  20  ตัว
  • ทรายหยาบ
  • ผ้าพลาสติก
  • กบพันธุ์
  • อาหารปลาดุก
  • ฝาตาข่ายหรือฝาตะแกรง

การเพาะพันธุ์กบ

โดยธรรมชาติ กบจะเริ่มจับคู่ ผสมพันธุ์และวางไข่ในฤดูฝน ถ้เกษตรกรมีพ่อแม่พันธุ์อยู่แล้วก็จะนำพ่อแม่พันธุ์ที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป และเป็นกบที่จับคู่กันแล้วนำไปเลี้ยงในบ่อเพาะแต่อย่าจับผิดคู่กันเพราะกบที่ จับคู่กันแล้วถูกแยกออกเป็นคนละตัวและนำไปเลี้ยงในบ่อเพาะถ้าไม่ใช่คู่ของมันแล้วมันจะไม่ผสมพันธุ์กันการดูลักษณะเพศของกบ



ถ้าเป็นกบตัวผู้จะเห็นกล่องเสียงอยู่ใต้ภางทั้งสองข้าง ขากรรไกรเป็นลักษณะวงกลมสีคล้ำเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ กบตัวผู้จะส่งเสียงร้อง ส่วนของกล่องเสียงนี้จะพองโปนแต่ลักษณะนี้จะไม่มีในกบตัวเมียซึ่งตัวเมียนั้น เมื่อถึงฤคูผสมพันธุ์ที่ส่วนท้องจะขยายใหญ่ และกบตัวเมียที่ยังมีไข่อยู่ในท้องจะมีความสากข้างลำตัวทั้งสองด้าน เมื่อใช้นิ้วสัมผัสจะรู้สึกได้และเมื่อไข่ออกจากท้องไปแล้ว ปุ้มสากเหล่านี้ก็จะหายไป อนึ่ง กบตัวเมียก็จะส่งเสียงร้องเช่นกัน แต่เป็นเสียงที่เบามาก และกบตัวเมียที่รู้ตัวว่ามีไข่แก่อยู่ในท้องจะเป็นผู้เดินทางมาหาตัวผู้เดินทางมาหาตัวผู้ตามเสียงร้อง

วิธีการเลี้ยง

  • หาพื้นที่เลี้ยงกบโดยให้มีแดดส่องรำไร
  • ใช้ทรายหยาบถม หนา ประมาณ 6 นิ้ว ใช้ผ้าพลาสติกปูทับกองทรายแล้ววางคอนโด (ยางรถ 3-4 เส้น วางทับกันขึ้นไป ยางเส้นสุดท้ายเจาะรูแล้วต่อท่อเพื่อระบายน้ำทิ้ง
  • ปล่อยกบลงคอนโด ใส่น้ำลงไปครึ่งคอนโดแต่ละชั้น (ล้อยางแต่ละล้อ)
  • นำฝาตะแกรงปิดปากคอนโดด้านบนป้องกันกบกระโดดออกและป้องกันศัตรูเข้าไป เช่น งู แมว

กบคอนโด

อาหารและการให้อาหาร

  • ใช้อาหารปลาดุก ให้อาหารกบช่วง เช้า-เย็น โดยวางไปบนพลาสติกด้านล่างคอนโด เสริมผักบุ้งหั่นฝอย ทุก 2-3 วัน ต่อ ครั้ง ใส่น้ำ 2 คอนโด (ชั้นที่ 1 และ 2) เปลี่ยนถ่ายน้ำทุก 2-3 วัน
  • ล้างคอนโดให้สะอาดด้วยน้ำหมักจุดินทรีย์
  • ใช้ไฟส่องล่อแมลงให้กบกินเป็นอาหารเสริม
  • เลี้ยงประมาณ 20 วัน แยกคัดขนาดกบ

ข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  • เลี้ยงในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่จำกัดได้ดี และดีกว่าการเลี้ยงแบบใส่ขวดพลาสติก
  • ลงทุนต่ำ กว่าเลี้ยงในบ่อปูน
  • ให้อาหารกบได้ง่ายและทั่วถึง ไม่เปลืองอาหาร
  • ควบคุมโรคได้ง่าย ถ่ายน้ำสะดวก และใช้น้ำน้อยกว่า
  • เหมาะกับผู้เริ่มทดลองเลี้ยงเพื่อศึกษา ไม่หวังผลกำไร

ข้อเสีย

  • ยากต่อการสังเกตและดูแล หากเลี้ยงในปริมาณมากๆ
  • ไม่เหมาะกับการเลี้ยงจริงจังเชิงพาณิชย์ ที่ต้องมีปริมาณผลผลิตต่อเดือนสูง

บทความอื่นที่น่าสนใจ

เลี้ยงไก่แจ้สวยงาม สร้างรายได้เสริม พร้อมวิธีการเลี้ยง

เลี้ยงไก่แจ้สวยงาม สร้างรายได้เสริม พร้อมวิธีการเลี้ยง

เลี้ยงไก่แจ้สวยงาม

เลี้ยงไก่แจ้สวยงาม


ไก่แจ้ เป็นสัตว์อีกหนึ่งชนิดที่สร้างรายได้ดีเหมาะต่อการเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้เสริม ด้วยรูปร่างที่สวยงาม วันนี้เรามีวิธี เลี้ยงไก่แจ้สวยงาม มาบอกต่อกันครับ เกษตรกรหลายคนก็หันมาเลี้ยงเป็นอาชีพหลักกันบ้างแล้ว เพราะว่ามีราคาขายที่สูงกว่าพันธุ์ไข่หรือพันธุ์เนื้อมาก โดยราคาที่ซื้อขายกันเป็นพันเป็นหมื่นบาทกันเลยครับ




ไก่แจ้ในประเทศไทยเรามีหลากหลายสี ทั้ง สีสร้อยสุวรรณ สีกาบอ้อย สีกาบหมาก สีดอกโสน หรือเบญจรงค์ เป็นต้น ซึ่งแต่ละสีก็มีความงดงามแตกต่างกันไป และปัจจุบันก็มีไก่แจ้พันธุ์ผสม ที่ได้รับการปรับปรุงสายพันธุ์ จนได้รูปลักษณะที่งดงามขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ตลาดการขายไก่แจ้งดงามยิ่งขยายตัวมากขึ้น

ประโยชน์ของการเลี้ยงไก่แจ้

  • ผู้เลี้ยงมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเลี้ยงเสริมร่วมกับการทำงานเกษตรกรรมชนิตอื่นๆ
  • มีผลตอบแทนเร็ว และมีโอกาสขยายสายพันธุ์ได้ไวมาก ซึ่งการเลี้ยงไก่แจ้ใช้เวลาประมาณ 7-8 สัปดาห์
  • นอกจากนั้นเป็นการช่วยฝึกเด็ก คนว่างงาน และบุคคลทุพพลภาพบางประเภทให้มีงานทำ ช่วยสร้างนิสัยแก่เด็ก ให้เป็นคนเอางานเอาการและมีจิตใจรักสัตว์
  • มูลไก่สามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยคอกได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ดินซึ่งไม่เหมาะแก่การปลูกพืช เป็นการลดรายจ่ายในการซื้อปุ๋ยเคมีสำหรับใส่พืชผลด้วย

พันธุ์ไก่แจ้

ไก่แจ้ที่นิยมเลี้ยงมีทั้งไก่แจ้สากลและไก่แจ้ไทย ส่วนสีที่นิยมเลี้ยง ได้แก่ สีขาว สีดำ สีทอง สีกระดำ สีเทา สีขาวหางดำ สีประดู่ สีบาร์ สีโกโก้ และสีลายดอกหมาก รูปพรรณไก่แจ้ที่ดีทั่วไป ควรมีลักษณะเหมือนหยดน้ำ หน้าดี สีสวย กระรวยดั้ง หางดอก อกกลมสมส่วนเกษตรกรสามารถหาซื้อได้จากฟาร์มเลี้ยงไก่แจ้ทั่วไป

การคัดเลือกไก่แจ้

ควรมีการคัดเลือกพันธุ์ที่ดี มีสีที่สวย และมีความสมบูรณ์แข็งแรง โดยการเลี้ยงไก่แจ้จะเลี้ยงเพื่อความเพลิดเพลิน เลี้ยงเพื่อเป็นการค้า โดยเลือกสีไก่ตามความชอบของผู้เลี้ยง ในส่วนของการเลี้ยงเพื่อประกวด ต้องคัดเลือกไก่โดย พิจารณาตั้งแต่ความยาวของขา รูปทรงสายพันธุ์ที่ดี และมีลักษณะแข็งแรง ควรจะพิจารณาเลือกไก่จากฟาร์มที่เชื่อถือได้

การจัดการพ่อแม่พันธุ์และการผสมพันธุ์ไก่แจ้

ควรคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่แข็งแรงสมบูรณ์และนำมาเข้าคู่ในกรงผสม โดยใช้ตัวผู้ 1 ตัวต่อตัวเมีย 2 ตัว และควรที่จะใช้พ่อแม่พันธุ์ความสมบูรณ์ การคัดเลือกสายพันธุ์แท้นั้น ก็จึงเริ่มทำการผสมพันธุ์และควรจัดกลุ่มไก่แจ้ของตนให้เป็นไปตามแต่ละสายพันธุ์ขนาดรูปร่าง ฝูงความสามารถในการออกไข่และนิสัยของไก่แจ้การเลี้ยงไก่แจ้นั้นควรเลี้ยงแยกตามสีอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการผสมข้ามพันธุ์ลูกไก่ที่มีสีตรงตามพันธุ์จะจำหน่ายได้ราคาดีกว่าเสมอ ซึ่งพ่อพันธุ์ที่ใช้ควรมีอายุ 7-8 เดือน ส่วนแม่พันธุ์ควรเริ่มที่ อายุ 5 เดือนขึ้นไป

การจัดการลูกไก่เล็ก-ไก่รุ่น

ควรมีการแยกลูกไก่เล็กออกมาอนุบาลในกล่องกระดาษหรือในกล่องสำหรับใส่ลูกไก่เล็ก และมีหลอดไฟให้ความอบอุ่นสำหรับลูกไก่โดยอยู่ในกล่องประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้ลูกไก่แข็งแรง อาหารที่ใช้ควรเป็นอาหารสำเร็จรูปหนาดเล็ก น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำสะอาด ส่วนไก่รุ่น ควรมีการคัดเลือกลูกไก่ที่มีขาสั้นเพื่อแยกออกมาขุน โดยการเลี้ยงไก่เล็กนับว่าเป็นการเลี้ยงระยะที่สำคัญมากที่สุด ต้องมีการเลี้ยงดูเอาใจใส่เป็นอย่างดี

การสร้างโรงเรือน

การสร้างโรงเรือนสำหรับเลี้ยงไก่มีความจำเป็นมาก เพราะลักษณะของโรงเรือนที่ดีจะทำให้ไก่ไม่เกิดความเครียดเนื่องจากอากาศร้อน ทำให้การเจริญเติบโตดีขึ้น ไก่มีสุขภาพดีลดปัญหาการเกิดโรค และจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ เช่น กรงของไก่แจ้ควรสร้างหันหน้าไปทางที่มีหน้าต่าง หรือประตูหันออกสู่ด้านนอก กรงไก่แจ้นั้นควรอยู่ในที่ที่ค่อนข้างมีทั้งร่มเงา และแสงแดดแล้วก็ต้องบังฝนได้เพื่อไม่ให้ไก่แจ้เป็นหวัด และอากาศต้องถ่ายเทสะดวก แต่ต้องไมโดนลมแรง ๆ

วัสดุรองพื้น และอุปกรณ์ที่จำเป็น

การเลี้ยงไก่แจ้นิยมใช้ทรายเป็นวัสดุรองพื้น เพราะง่ายต่อการทำความสะอาด คือจำเป็นต้องมีรางอาหาร ที่ตักอาหาร กระปุกน้ำตามขนาดของไก่กล่อง หรือกรง และหลอดไฟแขวน สำหรับลูกไก่และไก่รุ่น ควรมีอุปกรณ์ในการทำความสะอาดทั่ว ๆ ไป เช่น ไม้กวาดตะแกรงร่อนทราย

อาหารสำหรับไก่แจ้

อาหารที่นิยมใช้เป็นอาหารสำเร็จรูปอัดเม็ด ข้าวเปลือกทราย และหญ้า โดยให้ในปริมาณที่เหมาะสม ที่สำคัญน้ำจะต้องมีให้ไก่กินอย่างเพียงพอตลอดเวลา เพราะถ้าหากไก่ขาดน้ำจะมีปัญหาสุขภาพอย่างรุนแรง เพราะน้ำจะช่วยระบายความร้อนให้กับร่างกาย น้ำที่ให้ไก่กินต้องสะอาด และเย็น

การเตรียมไก่เพื่อจำหน่าย

สำหรับการเตรียมไก่เพื่อการจำหน่าย มีความสำคัญต่อผู้เลี้ยงเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นการช่วยเพิ่มราคาให้กับตัวไก่แล้ว ยังช่วยยกระดับฟาร์มให้มีคุณภาพมากขึ้น ผู้เลี้ยงสามารถทำได้โดยทำการคัดเกรดไก่ตั้งแต่ไก่อายุประมาณ 1 เดือนขึ้นไป โดยคัดแยกไก่ขาสั้น กับไก่ขายาวออกจากกัน และคัดไก่ที่มีความต้องการของตลาดมากออกจากไก่ทั่วไป การจัดชุดไก่ควรจัดตามประเภทสีไก่โดยให้อยู่ในสีเดียวกันเท่านั้น เพื่อป้องกันการผสมข้ามสี และป้องกันปัญหาการจิกตีกัน

ปัญหาการติดโรค

หากเมื่อเกิดโรคกับไก่แจ้แล้วนั้นย่อมที่จะส่งผลทำให้สุขภาพของไก่นั้นไม่ดี หรือกระทบมาก จนถึงขั้นพิการหรือเสียรูปร่างของไก่แจ้ได้ ดังนั้นผู้เลี้ยงควรทำการป้องกันก่อนที่ไก่แจ้จะเสียหาย ซึ่งการติดโรคของไก่แจ้อาจเกิดขึ้นจากความไม่สะอาดของโรงเรือน หรือความไม่สมบรูณ์ของไก่แจ้ที่มีภูมิต้านทานโรคน้อย ฉะนั้นต้องแยกไก่ที่ป่วยออกเพื่อเลี้ยงในกรงเดี่ยว

วิธีการป้องกัน

ควรทำวัคซีนป้องกันโรคนิวคาสเชิล หลอดลมกเสบ โรคฝีดาษ และอหิวาต์ ตามโปรแกรมกำหนดและมีการกำจัดพยาธิภายนอก ได้แก่ เหา หมัด ไร โดยวิธีการฉีดบริเวณพื้นบริเวณคอก หรือ ละลายยาแล้วจับตัวไก่จุ่มในน้ำยาเพื่อเป็นการป้องกันควรป้องกันกำจัดพยาธิภายในอาทิพยาธิไส้เดือน ดำเนินการโดยทำความสะอาดคอก กวาดอุจจาระออกบ่อย ๆ อย่าให้คอดขึ้นและมีการถ่ายพยาธิเป็นประจำ

เอกสารคำแนะนำ ไก่แจ้สวยงาม : แนวทางการส่งสริมการเลี้ยงไก่แจ้เพื่อสร้างรายได้. กรณีศึกษา ร่วมสนิทฟาร์มไก่
แจ้สวยงาม หมู่ที่2 ตำบลหัวสะพาน อำเภอท่ศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช.
http://human.nstru.ac.th/student_research/upload_images/20170517195855Lovely%20Bantam.pdf (5
เมษายน 2562)




บทความอื่นที่น่าสนใจ

เมนู แกงไก่ใส่ฟัก ทำกินได้ง่ายๆ พร้อมวิธีทำ

เมนู แกงไก่ใส่ฟัก ทำกินได้ง่ายๆ พร้อมวิธีทำ

แกงไก่ใส่ฟัก

เมนู แกงไก่ใส่ฟัก จัดได้ว่าเป็นเมนูเด็ดของใครหลายๆ คนและยังเป็นเมนูประจำร้านข้าวแกงด้วยรสชาติที่แซ่บ อร่อยถึงใจ อีกทั้งยังหอมผักต่างๆที่ใส่ลงในแกงไก่ด้วย ซึ่งวันนี้เรา จะพาทุท่านมาทำเมนูแกงไก่ใส่ฟัก กันครับ จะมีวัตถุดิบและขั้นตอนการทำอย่างไรกันบ้าง เรามาทำไปพร้อมๆ กันเลยครับ

สำหรับการทำแกงไก่ใส่ฟัก นั้นสามารถใช้ เนื้อไก่ ส่วนไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น น่องไก่ ปีกไก่ หรือสะโพกไก่ เรียกได้ว่าชอยส่วนไหนก็จัดส่วนนั้นก็เลย แต่ที่นิยมมากที่สุดคือ สะโพกไก่ น่องไก่ เพราะกินได้ง่าย และ สะดวก

วัตถุดิบ

  • ไก่บ้าน 300 กรัม
  • ฟักอ่อน
  • ต้นหอมหั่นท่อน
  • ใบแมงลักเด็ด
  • ผงปรุงรส 1 ช้อนชา
  • น้ำปลาร้า 2-3 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า 3 ถ้วย

ส่วนประของพริกแกง

  • พริกแห้ง
  • ตะไคร้หั่น 2 ต้น
  • พริกแห้ง 10 เม็ด
  • หอมแดง 6 หัว
  • กระเทียมไทย 10 กลีบ
  • เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

วิธีทำ

  • เริ่มจากการล้างพริกแห้งแล้วแช่น้ำให้นิ่ม ใส่ครกลงโขลกพร้อมตะไคร้จนแหลกดีแล้วใส่หอมแดง กระเทียม เกลือป่น โขลกต่อจนแหลก
  • จากนั้นนำพริกแกงที่โขลกแล้วลงคั่วใน
  • กระทะให้หอม เติมน้ำเปล่านิดหน่อยเวลาคั่ว จนพริกแกงหอมดีแล้วใส่ไก่สับลงไปผัดคลุกกับพริกแกงสักพักจนเนื้อไก่เริ่มตึงๆ น้ำจากไก่ซึมออกมา
  • เติมน้ำเปล่าให้ท่วมไก่เผื่อน้ำลดลงตอนเคี่ยวด้วย เร่งไฟให้เดือดแล้วลดไฟลง เคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนเนื้อไก่เปื่อย ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า ผงปรุงรส เกลือป่น น้ำปลา
  • ใส่ฟักลงไปจนฟักสุกดีแล้วชิมรสตามชอบ ใส่ใบแมงลักต้นหอมหั่นท่อน ปิดไฟได้

ขอบคุณเจ้าของสูตรสมาชิกพันทิพหมายเลข 3988747




บทความที่น่าสนใจ

แกงเห็ดระโงก เมนูเด็ดแซ่บนัวร์สุดๆ

แกงเห็ดระโงก เมนูเด็ดแซ่บนัวร์สุดๆ

แกงเห็ดระโงก

เห็ดระโงก เรียกอีกชื่อว่า เห็ดไข่ห่าน มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ออกในฤดูฝน เห็ดระโงกมีทั้งสีขาว สีแดงและสีเหลือง ดอกตูม กลีบรี คล้ายไข่ห่าน เมื่อโตขึ้นหมวกและก้านดอกจะดันปลอกหุ้มแตกออกมา สปอร์และครีบสีขาว เมื่อถึงฤดูฝนก็จะมีเห็ดระโงกเกิดมาให้เราได้เก็บตามป่า ธรรมชาติที่มีความอุดมบรูณ์ ป่าเขาที่บ้านก็มีเห็ดระโงกขึ้นมาเหมือนกันให้ได้ขึ้นเขาไปเก็บมาทำอาหาร เห็ดระโงกสามารถประกอบอาหาร ได้หลายชนิด เช่น แกงเห็ดระโงก แกงเห็ดระโงกใส่ใบมะขามอ่อน เห็ดระโงกนี่จิ้มแจ่ว เห็ดระโงกเผาไฟตำน้ำพริก หรือจะนำไปผัดน้ำมันหอยก็ได้ เป็นต้น



ส่วนผสม

  • เห็ดระโงก1กิโลกรัม
  • หอมแดงบุบพอแตก3-4 หัว
  • ตะไคร้ซอย2 ต้น
  • พริกบุบพอแตก8-10 เม็ด
  • น้ำปลาร้า1-1.5 ทัพพี
  • น้ำเปล่า1 ลิตร
  • ใบแมงลักเด็ดยอด1 กำมือ
  • ใบติ้วเด็ดยอด5-6 ยอด
  • เกลือ1/2 ช้อนชา
  • ผงชูรสตามชอบ

แกงเห็ดระโงก

วิธีปรุง

  • นำเห็ดระโงกมาล้างดินออกให้เกลี้ยง อย่างเบามือ ใช้มีดผ่าเห็ดดอกที่มีขนาดใหญ่ออก ให้มีชิ้นพอดีคำ
  • ตั้งหม้อ ใส่น้ำเปล่า ต้มให้น้ำเดือด จากนั้นนำตะไคร้ซอย หอมแดง และพริกที่บุบแล้วลงไปต้มให้มีกลิ่นหอม
  • เมื่อน้ำเดือดอีกครั้งใส่เห็ดลงไป ต้มจนเห็ดเริ่มสุก จากนั้นปรุงรส ด้วย น้ำปลาร้า เกลือ และ ผงชูรส
  • ต้มต่อจนเดือด ชิมรสชาติ ระวังอย่าให้เค็มจัดจนเกินไป นำใบแมงลัก ใบติ้วใส่ลงไป คนให้ผักสลด
  • ตักใส่ถ้วย พร้อมรับประทาน

เคล็ดลับน่ารู้

อย่าใส่น้ำเยอะ เพราะน้ำในเห็ดจะออกมา หากน้ำเยอะจะทำให้รชาติจืดไม่พอเหมาะกับเครื่องปรุง


บทความที่น่าสนใจ

สูตรปลานึ่งน้ำจิ้มแจ่ว จิ้มแซ่บโดนใจ

สูตรปลานึ่งน้ำจิ้มแจ่ว จิ้มแซ่บโดนใจ

อย่างที่รู้กันดีว่าน้ำจิ้มแจ๋ว นั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับ เมนูปลานึ่ง อาหารไทยรวมทั้งเมนู อาหารทะเลแนวปิ้งย่างอื่น ๆ และแต่ล่ะสูตรก็จะแตกต่างกันออกไป ก่อนเข้าครัวโขลกน้ำพริกกัน เรามาดูวิธีทำน้ำจิ้มแจ๋ว สูตรง่ายๆ กันครับ
ส่วนผสม
  • ปลานิล 1 ตัว
  • ข่าหั่นแว่น 5 ชิ้น
  • ตะไคร้หั่นเฉียง 1 ต้น
  • ใบมะกรูดฉีก 5 ใบ
  • กะหล่ำปลี ½ หัว
  • แครอทหั่นเป็นแท่ง ½ หัว
  • ถั่วฝักยาวหั่นท่อน 200 กรัม
ส่วนผสมน้ำจิ้มแจ่ว
  • พริกขี้หนูแดง 15 เม็ด
  • หอมแดง 7 หัว
  • มะเขือเทศสีดา 5 ลูก
  • กระเทียมกลีบใหญ่ 6 กลีบ
  • น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ช้อนชา
  • น้ำปลาร้าต้มสุก ½ ถ้วย
  • น้ำตาลปี๊บ ½ ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ ½ ช้อนโต๊ะ
วิธีการทำ
  • นำปลามาขอดเกล็ดควักไส้ ล้างให้สะอาด บั้งลำตัวไว้ ยัดไส้ด้วย ใบมะกรูด ข่า ตะไคร้
  • นำปลามาวางบนจานที่จะใช้นึ่ง เรียงผักกะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว แครอท รอบๆ ตัวปลา นึ่งปลาและผักประมาณ 20 – 30 นาทีด้วยไฟแรง จนสุกดี
  • ระหว่างรอปลาสุก ทำน้ำจิ้มแจ่ว โดยนำพริก หอม กระเทียม และมะเขือเทศสีดา คั่วในกระทะ จนเกรียม
  • ตำพริก หอม กระเทียม รวมกัน ละเอียดดีแล้ว ใส่มะเขือเทศตำให้เข้ากัน
  • ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำปลา น้ำปลาร้า น้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ ชิมให้ได้รสพอดี
  • เมื่อปลา และผักนึ่งสุกดีแล้ว นำมารับประทานกับน้ำจิ้มแจ่ว
อาหารเหนือพร้อมสูตรวิธีทำ
Cr.ศูนษ์รวมความอร่อย

การทำน้ำหมักชีวภาพและสมุนไพร อย่างง่ายๆ ป้องกันกำจัดศัตรูพืช

การทำน้ำหมักชีวภาพและสมุนไพร อย่างง่ายๆ ป้องกันกำจัดศัตรูพืช

การทำน้ำหมักชีวภาพและสมุนไพร

การทำน้ำหมักชีวภาพและสมุนไพร

น้ำหมักชีวภาพ คือ การนำเอาพืช ผัก ผลไม้ สัตว์ชนิดต่าง ๆ มาหมักกับน้ำตาลทำให้เกิดจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์จำนวนมากซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้จะไปช่วยสลายธาตุอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ในพืช มีคุณค่าในแง่ของธาตุอาหารพืชเมื่อถูกย่อยสลายโดยกระบวนการย่อยสลายของแบคที่เรียหรือจุลินทรีย์สารต่างๆจะถูกปลดปล่อยออกมา เช่น โปรตีน กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง จุลธาตุฮอร์โมนเร่งการเจริญติบโต เอนไซม์ วิตามิน ซึ่งพืชสามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำหมักชีวภาพ มี 3 ประเภท คือ

  • น้ำหมักชีวภาพจากพืชสดสีเขียว (น้ำแม่)
  • น้ำหมักชีวภาพจากผลไม้สุก (น้ำพ่อ)
  • สารขับไล่แมลง (น้ำหมักจากพืชสมุนไพร)

น้ำหมักชีวภาพ หรือ น้ำสกัดชีวภาพ อีกทางเลือกของเกษตรกร สำหรับใช้ในการป้องกัน กำจัดศัตรูพืชโดยไม่ต้องใช้สารเคมีวิธีทำน้ำหมักชีวภาพ อย่างง่ายๆ ท่านสามารถทำเองได้ สบายมาก




น้ำหมักชีวภาพ มี 2 ประเภท คือ

  • น้ำหมักชีวภาพจากพืช ทำได้โดยการนำเศบพืชสด ผสมกันน้ำตาลทรายแดง หรือกากน้ำตาลอัตราส่วน กากน้ำตาล เ ส่วน พืชผัก 3 ส่วน หมักรวมกันในถังปีดฝา หมักทิ้งไว้ประมาณ 3-7 วัน เราจะได้ของเหลวข้น ๆ สีน้ำตาล ซึ่งเราเรียกว่า น้ำหมักชีวภาพจากพืช
  • น้ำหมักชีวภาพจากสัตว์ มีขั้นตอนทำคล้ายกับน้ำหมักจากพืช แตกต่างกันตรงวัตถุดิบจากสัตว์ เช่น หัวปลา ก้างปลา หอยเชอรี่ เป็นต้น

เคล็ดลับในการทำน้ำหมักให้ได้ผลดี

  • ควรเลือกใช้เศยพืชผัก ผลไม้ หรือเศยอาหารที่ขังไม่บูดเน่า สับหรือบดให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ในภาชนะที่มีปากกว้าง เช่นถังพลาสติก หรือโอ่ง หากมีน้ำหมักชีวภาพอยู่แล้วให้เทผสมลงไปแล้วลดปริมาณกากน้ำตาลลง ปิดฝาภาชนะทิ้งไ ว้ จนได้เป็นน้ำหมักชีวภาพ จากนั้นกรอกใส่ขวดปิดฝาให้สนิทรอการใช้งานต่อไป
  • ในระหว่างการหมัก ห้ามปีดฝาภาชนะจนแน่นสนิทเพร าะอาจทำให้ระเบิดได้เนื่องจากระหว่าง การหมักจะเกิดก๊าชต่าง ขึ้น เช่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน เป็นต้น
  • ไม่ควรเลือกพืชจำพวกเปลือกส้ม ใช้ทำน้ำหมัก เพราะมีน้ำมันที่ผิวเปลือกจะทำให้จุดินทรีย์ไม่ย่อยสลาย

วิธีทำน้ำหมักชีวภาพสูตรผสมน้ำ อย่างง่ายๆ ท่านสามารถทำเองได้ สบายมาก โดยการนำ ผลไม้หรือพืชผักหรือเศษอาหาร 3 ส่วน น้ำตาล เส่วน น้ำ 10 ส่วน ใส่รวมกัน ในภาชนะ (ขวด, ถัง) ที่มีฝาปิดสนิท อย่าให้อากาศเข้า โดยเว้นที่ว่างไว้ประมาณ 1 ใน 5 ของขวดถัง หมั่นเปีดฝา คลายแก๊สออก และปิดกลับให้สนิททันที วางไว้ในที่ร่ม อย่ให้ถูกแสงแดด หมักไว้ 3 เดือน เราก็จะได้น้ำหมักชีวภาพ ซึ่งมีจุลินทรีข์ สารอินทรีย์ ธาตุอาหาร ที่เป็นประโยชน์ต่อ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวคล้อม เช่น ใช้ทำปุ๋ยสะอาด (แทนปุ๋ยเคมี) ใช้ในการเพาะปลูกกสิกรรมธรรมชาติไร้สารพิษ ใช้ในการซักล้างทำความสะอาด(แทนสบู่ ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน) ใช้ดับกลิ่นในห้องน้ำ โถส้วม ห่อระบายน้ำ

สูตร การทำน้ำหมักชีวภาพ 3 : 1: 10
ผลไม้ : น้ำตาล : น้ำ หมักนาน 3 เดือน

การขยายน้ำหมักชีวภาพ น้ำหมักชีวภาพที่หมักได้ 3 เดือนแล้ว ใช้สายยางดูด เฉพาะน้ำใสออกมา ใส่อีกภาชนะหนึ่ง ส่วนนี้เป็นหัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพ นำน้ำหมักชีวภาพ 1 ส่วน น้ำตาล 1 ส่วน และ น้ำ 10 ส่วน ใส่รวมในภาชนะ (ขวด, ถัง) ที่มีฝาปีดสนิท โดยเว้นที่ว่างไว้ประมาณ 1 ใน 5 ของขวด หมั่นเปิดฝ่า คลายแก๊สออก และ ปิดกลับ ให้สนิททันที วางไว้ในที่ร่ม อย่าให้ถูกแสงแดด หมักไว้ 2 เดือน เราก็จะได้หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพอายุ เดือน ขขายต่อตามวิธีข้างต้นทุก 2 เดือน เราก็จะได้หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพที่มีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ (7, 9, 10 เดือน, 1, 2. 3…ปี) ซึ่งทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ

สูตร การขยายน้ำหมักชีวภาพ 1 :1 : 10
น้ำหมักชีวภาพ : น้ำตาล : น้ำ หมักขยายต่อทุก 2 เดือน

ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพ

ด้านการเกษตร

  • ช่วยปรับสภาพความเป็นกรด – ด่าง ในดินและน้ำ
  • ช่วยปรับสภาพโครงสร้างของดินให้ร่วนซุย อุ้มน้ำและอากาศได้ดียิ่งขึ้น
  • ช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในดินให้เป็นธาตุอาหารแก่พืช พืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้เลย โดยไม่ต้องใช้พลังงานมากเหมือนการใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์
  • ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชให้สมบูรณ์ แข็งแรงตามธรรมชาติ ด้านทาน โรคและแมลง
  • ช่วยสร้างฮอร์โมนพืช ทำให้ผลผลิตสูง และคุณภาพของผลผลิตดีขึ้น
  • ช่วยให้ผลผลิตคงทน เก็บรักษาไว้ได้นาน

ด้านปศุสัตว์ สามารถช่วยกำจัดกลิ่นเหม็น น้ำเสียจากฟาร์มสัตว์ได้ ช่วยป้องกันโรคระบาดต่าง ๆ ในสัตว์แทนการใช้ยาปฏิชีวนะ ทำให้สัตว์แข็งแรง มีความต้านทานโรค ช่วยกำจัดแมลงวัน ฯลฯ

ด้านการประมง ช่วยควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ช่วยแก้ปัญหาโรคพยาธิในน้ำ ช่วยรักษาโรคแผลต่าง ๆ ในปลา กบ จระเข้ได้ ช่วยลดปริมาณขี้เลนในบ่อ ช่วยให้เลนไม่เน่าเหม็น

ด้านสิ่งแวดล้อม น้ำหมักชีวภาพ สามารถช่วยบำบัดน้ำเสียจากการเกษตร ปศุสัตว์ การประมง โรงงานอุตสาหกรรม ชุมชน และสถานประกอบการทั่วไป แถมยังช่วยกำจัดกลิ่นเหม็นจากกองขยะ การเลี้ยงสัตว์ โรงงานอุตสาหกรรม และชุมชนต่าง ๆ นอกจากนี้ยังช่วยปรับสภาพอากาศที่เสียให้สดชื่น และมีสภาพดีขึ้น

ประโยชน์ในครัวเรือน เราสามารถนำน้ำหมักชีวภาพ มาใช้ในการซักล้างทำความสะอาดแทน สบู่  ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน รวมทั้งใช้ดับกลิ่นในห้องน้ำ โถส้วม ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ได้ด้วย

       เห็นประโยชน์ใช้สอยของ น้ำหมักชีวภาพ มากมายขนาดนี้ ชักอยากลองทำน้ำหมักชีวภาพดูเองแล้วใช่ไหมล่ะ จริง ๆ แล้ว น้ำหมักชีวภาพ มีหลายสูตรตามแต่ที่ผู้คิดค้นขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยต่าง ๆ กัน วันนี้เราก็มี วิธีทำ น้ำหมักชีวภาพ แบบง่าย ๆ มาฝากกันด้วย


บทความอื่นที่น่าสนใจ