เปิดวิธีดู โฉนดที่ดินครุฑแดง ว่าดูกันยังไง มีอะไรบ้าง

เปิดวิธีดู โฉนดที่ดินครุฑแดง ว่าดูกันยังไง มีอะไรบ้าง

โฉนดที่ดินครุฑแดง

โฉนดที่ดินครุฑแดง


โฉนดที่ดิน ถือเป็นเอกสารสำคัญในการแสดงกรรมสิทธิ์บนที่ดินนั้นๆ ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับโฉนดทีดินกัน ว่าแต่ละจุดมีความหมายยังไงบ้าง

โฉนดครุฑแดง คือ เป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ที่ชัดเจนที่สุด ออกโดยกรมที่ดินตามประมวลกฎหมาย ผู้ถือครองมีกรรมสิทธิ์ 100% มีสิทธิ์ในการใช้สอย ทำกิน อยู่อาศัย และใช้ประโยชน์เต็มรูปแบบ สามารถซื้อ ขาย โอน จำนอง ได้ ถูกต้องตามกฏหมาย มีระวางรูปถ่ายทางอากาศ เนื้อที่ ขอบเขต และขนาดที่ดินชัดเจน

1. ตำแหน่งที่ดิน

  • ระวาง : เลขแผนที่ดิน ที่โฉนดแปลงนี้ตั้งอยู่ ต้องตรวจสอบทุกครั้งเพื่อทราบการเปลี่ยนแปลงของที่ดินโดยรอบ
  • เลขที่ดิน : ตำแหน่งที่ดินในแผนที่ระวาง ช่วยค้นหาตำแหน่งได้ง่ายและรวดเร็ว
  • หน้าสำรวจ : ลำดับการจัดทำโฉนดของแต่ละตำบล
  • ตำบล : ที่ดินนั้นตั้งอยู่ในตำบลใด?

2. โฉนดที่ดิน

  • เลขที่ : เลขที่โฉนดแปลงนั้น ใช้ทำนิติกรรมกับสำนักงานที่ดิน
  • เล่ม : เลขแฟ้มของสำนักงานที่ดิน ที่รวมโฉนดไว้ ระบุเลขหน้าชัดเจนให้ง่ายต่อการสืบค้น
  • อำเภอ : ที่ดินนั้นตั้งอยู่อำเภอใด
  • จังหวัด : ที่ดินนั้นตั้งอยู่จังหวัดใด

3. ชื่อ-ที่อยู่ เจ้าของที่ดินคนแรก ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในปัจจุบันอยู่ด้านหลัง

4.เนื้อที่ ที่ดินแปลงนี้ หากมีการแบ่งพื้นที่ แยกโฉนดออกไป ตัวเลขนี้จะไม่ถูกแก้ไข ให้ดูที่ตัวเลขด้านหลังโฉนด

5. ตำแหน่งทิศ ตัวอักษร น แสดงทิศเหนือ ใช้ดูว่าที่ดินตั้งอยู่ทิศใด

6. มาตราส่วน

เพื่อเทียบมาตราส่วนการวัดที่ดินจริง
วิธีคำนวณ
เช่น มาตราส่วน 1 : 4000 ใช้ไม้บรรทัดวัดในโฉนดได้ 12 มิลลิเมตร (12×4000 = 48,000 มม. หรือ 48 เมตร)

7. รูปที่ดิน ลายเส้นแสดงขนาดตามอัตราส่วนในโฉนด มีตัวเลข ตัวหนังสือหลักหมุด เขียนกำกับไว้ ตรงกลางมีเลขที่ที่ดินข้างเคียง

8. วันออกโฉนดและลายเซ็นเจ้าพนักงาน

  • ระบุ วัน เดือน ปีพ.ศ.
  • ลายเซ็นเจ้าพนักงานที่ดิน
  • ประทับตราราชการ

9. ด้านหลังโฉนด : บอกความเป็นมาของที่ดินตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน

  • การเปลี่ยนโอนกรรมสิทธิ์
  • ภาระผูกพันธ์ที่ดิน
  • เจ้าของที่ดินในปัจจุบัน

* ทุกการเปลี่ยนแปลงต้องประทับตรา พร้อมลายเซ็นเจ้าหน้าที่ทุกครั้ง *

โฉนดที่ดินครุฑแดง

ข้อมูล สำนักงานกิจการยุติธรรม/ terrabkk.com

การเพาะเลี้ยงไรแดง ในบ่อดินและบ่อซีเมนต์

การเพาะเลี้ยงไรแดง ในบ่อดินและบ่อซีเมนต์

การเพาะเลี้ยงไรแดง

การเพาะเลี้ยงไรแดง


ไรแดง เป็นอาหารธรรมชาติที่ดีสำหรับการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนโดยเฉพาะสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ทั้งปลาสวยงาม และ ปลาเศรษฐกิจ เช่น ปลาปอมปาดัวร์ ปลากัด กุ้งก้ามกราม ปลากะพง ปลาบึก ปลาเทโพ ปลาเทพา และ ปลาดุกอุย เป็นต้น ในอดีตไรแดงส่วนใหญ่รวบรวมได้จากแหล่งน้ำโสโครกตามบ้านเรือน โรงฆ่าสัตว์ หรือ โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีปริมาณไม่แน่นอน ปัจจุบันไรแดง จากธรรมชาติมีปริมาณลดลง เพราะสภาพสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เปลี่ยนไปในขณะที่ความต้องการไรแดงกลับเพิ่มขึ้น ทำให้ประสบปัญหาการขาดแคลนไรแดงในการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนมากขึ้น ซึ่งมีผลโดยตรงกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกรมประมงได้ศึกษาวิจัยและประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงไรแดง ซึ่งเป็นการลดปัญหาการขาดแคลนไรแดง และช่วยส่งเสริมการพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงไรแดง และการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ปัจจัยสำคัญต่างๆ ในการเพาะไรแดง

การเพิ่มผลผลิตของไรแดงในบ่อนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการพลังงานจากแสงแดดเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ที่ทำให้ขบวนการต่าง ๆ ในภาพ ดำเนินไปด้วยดี ปุ๋ยและอาหารต่างๆ จะถูกย่อยสลายโดยบักเตรี ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อการแพร่ขยายของน้ำเขียว อีกทั้งยังทำให้เกิดขบวนการสังเคราะห์แสง ซึ่งจะใช้ของเสียต่างๆจำพวกแอมโมเนีย คาร์บอนไดออกไซด์ และอื่น ๆ ที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต ทำให้คุณสมบัติของน้ำดีขึ้น การหมุนเวียนของน้ำจะเพิ่มปริมาณ ออกซิเจนในน้ำซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อไรแดง การเพิ่มปริมาณน้ำเขียวมากขึ้นและการใส่ยีสต์ก็สามารถช่วยในการเพิ่มผลผลิตของไรแดงได้อย่างมหาศาล เช่นเดียวกัน

ประเภทของไรแดง

ไรแดงมีการสืบพันธุ์ 2 แบบ คือ การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศและการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยไรแดงจะมีการสืบพันธุ์แบบใดนั้นจะขึ้นกับสภาพแวดล้อมในขณะนั้นเป็นตัวแปรสำคัญ ดังนี้

  • การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ คือ การที่ไรแดงเพศเมียไข่ แล้วฟักเป็นตัวโดยไม่ต้องผสมกับไรแดงเพศผู้ จะเกิดในกรณีที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม โดยปกติไรแดงจะมีอายุอยู่ได้ 4-6 วัน ในระหว่างที่มีชีวิตอยู่สามารถแพร่พันธุ์ได้ 1-5 ครั้ง หรือเฉลี่ย 3 ครั้งๆ ละ 19-23 ตัว
  • การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เป็นการสืบพันธุ์ที่เกิดขึ้นในสภาวะที่ผิดปกติ เช่น อุณหภูมิสูงหรือต่ำ ความเป็นกรดด่าง หรือสภาวะขาดแคลนอาหารในสภาพเหล่านี้ ไรแดงจะเพิ่มปริมาณเพศผู้มากขึ้น และไรแดงเพศเมียจะสร้างไข่อีกชนิดหนึ่งขึ้น ซึ่งต้องได้รับการผสมพันธุ์จากเพศผู้ แล้วสร้างเปลือกหุ้มหนา แม่ 1 ตัว จะให้ไข่ ประเภทนี้ 2 ฟอง หลังจากนั้นตัวเมียจะตาย เนื่องจากสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมไข่จะถูกทิ้งไว้บริเวณกันบ่อ ไข่เปลือกที่เข็งแรงหนาแบบนี้จะช่วยให้ทนต่อสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้นาน และไข่จะฟักออกเป็นตัว ต่อเมื่อมีสภาวะที่เหมาะสมและอาหารที่อุดมสมบูรณ์แล้ว

ที่มา : facebook หัวเชื้อน้ำเขียว – Chlorella สำหรับเพาะไรแดง

วิธีการเพาะเลี้ยงไรแดง

การเพาะไรแดงไม่ว่าเป็นรูปแบบใดต้องเริ่มต้นจากการเตรียมอาหารที่ดีสำหรับไรแดง คือขั้นตอนการเตรียมน้ำเขียว ซึ่งประกอบไปด้วยแพลงก์ตอนพืชที่เป็นอาหารสำคัญของไรแดง การเลี้ยงไรแดงสามารถดำเนินการได้ 2 รูปแบบ คือ การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงในบ่อดิน  ซึ่งแต่ละรูปแบบมีขั้นตอนและวิธีการเลี้ยง ดังนี้

การเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อซีเมนต์

วิธีการเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อซีเมนต์ มี 5 ขั้นตอน ซึ่งแต่ละขั้นตอน ในการปฏิบัติจะมีผลต่อปริมาณ และระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ยาวนานขึ้น ดังต่อไปนี้

  • ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมบ่อผลิต กรณีบ่อใหม่ (บ่อซีเมนต์ ขนาด 3×3 และ 3×4 เมตร) จะต้องล้างบ่อให้อยู่ โดยแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 1-3 สัปดาห์ แล้วระบายน้ำทิ้ง ถ้าต้องการลดระยะเวลาให้ใช้กรดน้ำส้มเทียมผสมน้ำในบ่อดินให้เต็ม แช่ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 วัน แล้วระบายน้ำทิ้ง และเปิดน้ำใหม่แช่ทิ้งไว้อีก 24 ชั่วโมง ส่วนบ่อเก่าต้องล้างบ่อแล้วตากบ่อให้แห้ง พื้นก้นบ่อของบ่อไรแดงควรฉาบและขัดมันเพื่อความสะดวกในการหมุนเวียนของน้ำ เพื่อป้องกันการตกตะกอนของน้ำเขียว บ่อซีเมนต์ควรมีทางน้ำเข้าและน้ำออกเพื่อความสะดวกในการเพาะ การล้าง และการเก็บเกี่ยวไรแดง ทั้งนี้การสร้างบ่อซีเมนต์ต้องอยู่กลางแจ้งไม่มีหลังคา
  • ขั้นตอนที่ 2  การระบายน้ำ ระดับน้ำที่ใช้ประมาณ 20-30 เซนติเมตร (เมื่อน้ำเริ่มเขียว หรือลงอาหารไปแล้ว จึงเพิ่มน้ำให้ได้ 60 ซนติเมตร)
  • ขั้นตอนที่ 3  การเตรียมอาหาร น้ำปูนขาวละลายน้ำสาดลงบ่อเพาะไรแดง ปล่อยทิ้ง 1 วัน น้ำปุ๋ย รำ กากน้ำตาล ผสม สาดลงบ่อ เพาะไรแดงแล้วจึงค่อยๆ กวนน้ำในบ่อเพาะทุกวัน เพื่อป้องกันตกตะกอน ประมาณ 3-5 วัน น้ำจึงเริ่มออกสีเขียว
  • ขั้นตอนที่ 4  การลงพันธุ์ไรแดง เติมพันธุ์ไรแดง ไรแดง 30-40 กรัมต่อตารางเมตร
  • ขั้นตอนที่ 5  การเก็บเกี่ยวผลผลิต การเก็บเกี่ยวผลผลิตให้เก็บเกี่ยวเพียงวันละครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั้งหมดคือ ครั้งแรก วันที่ 3 หรือ 5 หลังจากเติมแม่พันธุ์ไรแดงการเติมอาหาร ให้เติมอาหารหมักที่แล้ว 1 ใน 3 ของครั้งแรกทุกวันโดยสังเกตุปริมาณผลผลิตไรแดงในบ่อ

การเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อดิน

บ่อดินที่จะใช้เพาะเลี้ยงไรแดง ควรมีขนาดประมาณ 200-800 ตารางเมตร โดยวิธีดำเนินการดังนี้

  • กำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการภายในบริเวณบ่อและศัตรูต่างๆ ของไรแดงประมาณ 2 วัน
  • กรองน้ำลงบ่อให้มีระดับน้ำสูงจากพื้นบ่อประมาณ 25 40 เซนติเมตร พร้อมกับเติมปุ๋ยและอาหารลงไป สูตรอาหารที่ใช้มีดังนี้

  • ถ้าไม่มีอามิ-อามิ ให้ใช้ มูลไก่ประมาณ 80 กก./800 ตารางเมตร แล้วใส่น้ำเขียวประมาณ 2 ตัน ถ้าไม่มีน้ำเขียวก็หมักทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน
  • เมื่อน้ำในบ่อมีสีเขียวแล้วให้เติมเชื้อไรแดงอย่างดีประมาณ 2 กิโลกรัม
  • เริ่มเก็บเกี่ยวไรแดงได้ใน วันที่ 4-7 ควรเก็บเกี่ยวไรแดงให้ได้มากที่สุด (ควรเก็บเกี่ยวในช่วงเข้าก่อนพระอาทิตย์จะขึ้นจะเก็บเกี่ยวได้สะดวกและได้ปริมาณมาก)  หลังจากนั้นไรแดงจะเริ่มลดลง จึงควรเติมอาหารลงไป อาหารที่ควรเดิมในระยะนี้วรจะเป็นพวกย่อยสลายเร็ว เช่น น้ำถั่วเหลือง น้ำเขียว รำ เลือดสัตว์ ปียวิทยาศาสตร์และปุ้ยคอกเป็นต้น โดยเติมอาหารลดไปจากเดิมครึ่งหนึ่ง ไรแดงจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นอีกภายใน2-3 วัน และจะกลับลดลงไปอีกก็ให้เติมอาหารลงไปเท่ากับครั้งที่ 2 ในกรณีนี้การเกิดไรแดงจะลดจำนวนลงมากถึงจะเติมลงไปอีก

วิธีการทำน้ำเขียวสำหรับเลี้ยงไรแดง

หัวเชื้อน้ำเขียวเกิดจาก น้ำไปโดนแสงแดดจัด เช่นน้ำที่เลี้ยงปลาที่เกิดจากการตากแดด สามารถนำมาเป็นหัวเชื้อน้ำเขียวได้ครับ หลังจากหาได้แล้วมาเริ่มขั้นตอนการทำหัวเชื้อน้ำเขียว สำหรับเลี้ยงไรแดง

  •  อามิอามิ (กากผงชูรส) หรือ , กากน้ำตาล สามารถใช้อย่างใดอย่างหนึ่งทดแทนกันได้
  • ปุ๋ยยูเรีย
  • ปุ๋ยนา สูตร -15-15-15 ถ้าไม่มีปุ๋ยนาสูตรทั่วไปสามารถทดแทนกันได้
  • อาหารปลาดุก หรือ รำละเอียด หรือ ปลาป่น อย่างใดอย่างหนึ่งสามารถทดแทนกันได้ (ปูนขาว ใส่ก็ได้ ไม่ใสก็ได้)

ขั้นตอน การทำน้ำเขียว

นำส่วนผสมทั้งหมด อย่างละเท่าๆกัน 1 แก้ว ประกอบไปด้วย

  • กากน้ำตาล 1 แก้ว
  • ปุ๋ยยูเรีย 1 แก้ว
  • ปุ๋ยนา 1 แก้ว
  • รำละเอียด 1 แก้ว
  • ปูนขาว 1 แก้ว

นำทั้งหมด ผสมให้เข้ากัน หลังจากนั้น เตรียมน้ำที่จะทำน้ำเขียว พยายามเอาบ่อไว้กลางแดดจัดๆ เตรียมน้ำ เปล่าสะอาดไว้ 1/4 ของบ่อ  แล้วนำส่วนผสมทั้งหมดที่เตรียมไว้ กรองผ่านที่ตักปลาหรือกระช้อนลงบน บ่อที่เตรียมจะทำน้ำเขียว

หลังจากนี้ รอประมาณ 2-3 วัน น้ำจะเริ่ม เขียว ระหว่างนี้ พยายามขนน้ำปล่อยๆ ตามเวลาที่ว่างครับพอน้ำเริ่มเขียวได้ที่มีกลิ่นแอมโมเนียฉุนๆ ให้เติ่มน้ำให้เต็มบ่อที่ทำน้ำเขียว หรือ 3/4 ของบ่อ หลังจากนั้นรออีกประมาณ 1-2 วัน กลิ่น แอมโมเนียจะเริ่มหายหาหัวเชื้อไรแดง มาปล่อยลงได้เลย มีเท่าไร ใส่เท่านั้นไม่ต้องใส่เยอะก็ได้  ใช้เวลาหลังจากที่ปล่อยหัวเชื้อไรแดงลงไปในบ่อที่ทำน้ำเขียวไว้ 2-3 วัน ไรแดงจะเต็มบ่อครับ น้ำจะเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาล

การนำไรแดงมาใช้ประโยชน์

การนำไรแดงมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไรแดงที่ได้จากบ่อผลิตในลักษณะนี้จะมีเชื้อโรคที่ทำอันตรายกับสัตว์น้ำน้อยกว่าไรแดงที่ได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติแต่เพื่อความมั่นใจจึงควรล้างด้วยสารละลายด่างทับทิม 0.1 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ซึ่งจะได้สารละลายสีชมพูอ่อน สารละลายนี้จะเพิ่มออกชิเจนให้กับไรแดงและน้ำด้วย เพราะด่างทับทิมเมื่อละลายน้ำจะให้ออกซิเจนในน้ำ

ที่มา : facebook หัวเชื้อน้ำเขียว – Chlorella สำหรับเพาะไรแดง

สำหรับปริมาณไรแดงที่ใช้ในการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน ให้ใช้ในปริมาณ 500-800 กรัม/ลูกปลา จำนวน 100,000 ตัว/วัน โดยแบ่งอาหารให้ 4-5 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 4-6 ชั่วโมง ระวังอย่าให้มีลูกไรแดงเหลือลอยอยู่เพราะลูกไรแดงส่วนมากจะตาย หมักหมมอยู่บริเวณพื้นบ่อ การอนุบาลลูกปลาตั้งแต่ไข่แดงยุบในระยะเวลา 2 สัปดาห์ จะทำให้ได้ลูกปลาดุกอุยขนาดเฉลี่ย 2 เชนติเมตร ในการอนุบาลปลา อาจใช้อาหารสำเร็จรูป เมื่อลูกปลามีอายุได้ 8-10 วัน โดยให้พร้อมกับไรแดงแล้วค่อยๆ ลดปริมาณไรแดงลงและเพิ่มปริมาณอาหารสำเร็จรูป จนกระทั่งลูกปลาสามารถกินอาหารสำเร็จรูปได้ทั้งหมด

ต้นทุนและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของการเลี้ยงไรแดง

ไรแดงสดที่มีชีวิตจะมีราคาสูง ก็โลกรัมละ 80 – 100 บาท ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและไรแดงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่มีปริมาณน้อยลง เนื่องจากแหล่งเกิดไรแดงตามธรรมชาติลดลง แต่ความต้องการไรแดงเพิ่มขึ้น คาดว่าการผลิตไรแดง เพื่อจำหน่ายเป็นอาชีพที่สามารถทำรายได้ให้เกษตรกรได้ดีอีกอาชีพหนึ่ง

เอกสารอ้างอิง

  • จิรศักดิ์ ตั้งตรงไพโรจน์. 2542. คลีนิคสัตว์น้ำ : การผลิตไรแดงเพื่อนุบาลสัตว์น้ำ
  • วัย อ่อน (จบ ). มติชนบท เทคโนโลยีชาวบ้าน ปีที่ 11 ฉบับที่ 219. หน้า 75-76.
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดนราธิวาส. 2559. การเพาะเลี้ยงไร แดง.
  • ศุภชัย นิลวานิช. 2541. เทคโนโลยีการประมง. เพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อดิน งานเสริมรายได้ของเฮีย ตี๋ นครชัยศรี. มติชนบท เทคนโลยีชาวบ้าน ปีที่ 11 ฉบับที่ 203. หน้า 71-72.
  • สำรวจ เสร็จกิจ. 253 1. การทดลองผลิตไขไรแดง. วารสารการประมง ปีที่ 41 ฉบับที่ 5. หน้า 481- 483.
  • สันทนา ดวงสวัสดิ์. 2529. ชีวประวัไรแดง. วารสารการประมง ปีที่ 34 ฉบับที่ 5. หน้า 553-557
  • เอกสารเผยแพร่ศูนย์เรียนรู้ด้านการประมง.2549. การเพาะเลี้ยงไรแดง. กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • http://www.lovebettafish.com/วิธีการทำน้ำเขียวสำหรับเลี้ยงไรแดง และการเพาะขยายพันธุ์ไรแดง

 

การเลี้ยงกบในล้อรถยนต์ หรือ เลี้ยงกบคอนโด ต้นทุนน้อยประหยัดพื้นที่

การเลี้ยงกบในล้อรถยนต์ หรือ เลี้ยงกบคอนโด ต้นทุนน้อยประหยัดพื้นที่

เลี้ยงกบคอนโด

สวัดดีครับ วันนี้จะพามาทำความรู้จักกับการ  เลี้ยงกบคอนโด” หรือ “การเลี้ยงกบในล้อรถยนต์” สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเพาะเลี้ยงสัตว์ไม่ว่าจะเป็นอาชีพหลัก หรือเป็นงานอดิเรกเวลาว่างก็ตามครับ ซึ่งในบทความนี้ เราจะมาพูดถึงเรื่องของการเลี้ยงกบคอนโดกันครับ รวมทั้งวิธีการหาช่องทางการจำหน่าย ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่มีเนื้อที่ในการเลี้ยงกบที่จำกัดนั้น  การเลี้ยงกบในล้อรถยนต์  ถือได้ว่าตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียวครับ การจัดการก็ง่ายสะดวกสบายเลยทีเดียว

เลี้ยงกบคอนโด

การเลี้ยงกบในล้อรถยนต์ หรือ เลี้ยงกบคอนโด เป็นการนำเอายางรถยนต์เก่ามาเรียงซ้อนกันประมาณ 3 ชั้น แล้วใส่น้ำในล้อรถยนต์เล็กน้อยเพื่อที่กบจะได้เข้าไปอาศัย ทำให้ประหยัดเนื้อที่และงบประมาณมากกว่าการสร้างบ่อซีเมนต์

การเลือกสถานที่เพาะเลี้ยงกบ

สำหรับพื้นที่หรือบริเวณที่เราจะเลี้ยงกบนั้นเป็นสิ่งสำคัญควรเลือกพื้นที่ ที่มีแสงรำไรไม่ร้อนมาก ไม่ควรวางตากแดดและ ควรห่างจากเสียงรบกวนพอสมควรเพื่อกบจะได้พักผ่อนและเติบโตเร็วกบจะได้ไม่เครียด

ปัจจัยที่จำเป็นต้องใช้ในการเพาะเลี้ยงกบ

สำหรับวัสดุอุปกรณืที่จำเป็นในการเลี้ยงกบคอนโดนั้นประกอบไปด้วย

  • ยางรถเก่า ใช้จำนวน 3 เส้น ต่อ 1 บ่อ เลี้ยง ใช้จำนวนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับพื้นที่
  • ทรายหยาบ
  • ตะแกรงขนาดที่สามารถปิดด้านบนยางรถได้ เพื่อป้องกันกบกระโดดออก
  • ปูนขาว
  • พันธุ์กบ ควรเลือกกบนาเพราะเจริญเติบโตเร็ว และเป็นที่นิยมของผู้บริโภค

เลี้ยงกบคอนโด

ขั้นตอนการทำ

  • เริ่มจากการจัดเตรียมพื้นที่ในการวางยางรถเก่า ควรเป็นพื้นที่ราบเสมอ มีแสงแดดส่องรำไร เมื่อได้พื้นที่แล้ว ให้ผู้เลี้ยงทำการปรับพื้นที่ โดยการนำทรายหยาบถมหนาประมาณ 3 นิ้ว
  • เมื่อเราเตรียมพื้นที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้เรานำยางรถที่เราเตรียมไว้ จำนวน 3 เส้น วางซ้อนกันขึ้นไปเป็นคอนโด แล้วใส่น้ำด้านในยางรถชั้นที่ 1 และ 2 และควรถ่ายน้ำทุก 3 วัน
  • แล้วปล่อยกบที่เราได้เตรียมไว้ลงในยางรถ สำหรับอัตราการปล่อยกบนั้นจะขึ้นอยู่กับขนาดยางรถยนต์ (ต่อ 3 เส้น) ยางรถแทรกเตอร์ : 100 ตัว ยางรถสิบล้อ : 50 ตัว ยางรถหกล้อ : 30 ตัว ยางรถสี่ล้อ : 20 ตัว (จากที่กล่าวมาเป็นอัตราการปล่อยแบบคร่าวๆ เท่านั้น) แล้วนำตะแกรงมาปิดด้านบนคอนโด เพื่อป้องกันกบกระโดดออก

การให้อาหารกบ

สำหรับการให้อาหารกบนั้นเราควรให้วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น สำหรับอาหารที่ให้ ได้แก่ ปลาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ปูนา (ที่เด็ดขาเด็ดก้ามแล้ว) หอยโข่ง (ทุบเปลือกออกให้เฉพาะเนื้อใน) อาหารเม็ดสำเร็จรูปที่ใช้เลี้ยงปลาดุกโดยวางภาชนะใส่อาหารไว้ในถาดด้านล่างคอนโด

ระยะเวลาที่เลี้ยง

            ใช้ระยะเวลาเลี้ยง 3-4 เดือน  ก็ได้ขนาด  4-6  ตัว / กิโลกรัม

ข้อดีของการเลี้ยงกบคอนโด

  • เลี้ยงในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่จำกัดได้ดี และดีกว่าการเลี้ยงแบบใส่ขวดพลาสติกฃ
  • ลงทุนต่ำ กว่าเลี้ยงในบ่อปูน
  • ให้อาหารกบได้ง่ายและทั่วถึง ไม่เปลืองอาหาร
  • ควบคุมโรคได้ง่าย ถ่ายน้ำสะดวก และใช้น้ำน้อยกว่า
  • เหมาะกับผู้เริ่มทดลองเลี้ยงเพื่อศึกษา ไม่หวังผลกำไร

ข้อเสีย

  • ยากต่อการสังเกตและดูแล หากเลี้ยงในปริมาณมากๆ
  • ไม่เหมาะกับการเลี้ยงจริงจังเชิงพาณิชย์ ที่ต้องมีปริมาณผลผลิตต่อเดือนสูง

ข้อควรระวัง

  • การเลี้ยงกบคอนโด  จะต้องวางคอนโดในบริเวณที่มีแสงรำไร  (อย่าวางตากแดดเพราะยางจะร้อน  ทำให้น้ำร้อนไปด้วย)  อายุของกบที่นำมาเลี้ยงถ้ามีอายุเกิน  90 วัน  ไปแล้วจะพบปัญหาเรื่องกบเครียด
  • การผสมพันธุ์แต่ละรุ่นควรเปลี่ยน  พ่อพันธุ์ตลอดเพื่อป้องกันปัญหาเลือดชิด
  • การปล่อยกบเพื่อเลี้ยง จำเป็นต้องคอยคัดขนาดของกบให้มีขนาดเท่า ๆ กัน เนื่องจากกบขนาดใหญ่จะรังแกและกัดกินกบเล็ก
  • แนะนำให้ปล่อยในช่วงเช้าตรู่ หรือช่วงเย็น เนื่องจากอากาศไม่ร้อนเกินไป และปริมาณของอาหารที่ให้ เกษตรกรควรสังเกตการกินของกบ โดยปกติกบจะกินอาหารหมดภายใน 20 นาที หากนานกว่านั้นแปลว่าให้อาหารในปริมาณที่มากเกินความต้องการ และให้ในภาชนะที่จัดเตรียมไว้ในกระชัง ไม่โยนให้ทั่วกระชัง เนื่องจากจะทำให้กระชังสกปรก และควรทำความสะอาดภาชนะทุกครั้ง
  • ใช้ไฟส่องล่อแมลง เพื่อให้เป็นอาหารเสริมของกบ หมั่นสังเกตสภาพของกบที่เลี้ยง หากกบมีแผลท้องบวม เบื่ออาหาร ควรจับแยกออกมาเลี้ยงเพื่อสังเกตอาการ และรักษาตามอาการ

ต้นทุน

  • อาหารปลาดุกเล็ก 1 กิโลกรัม    100  บาท
  • อาหารปลาดุกใหญ่ 1 กระสอบ  390  บาท
  • รวม                                            490  บาท

จับกบขายได้ประมาณ 25 กิโลกรัม ๆ ละ 50  บาท     เป็นเงิน  1,250  บาท

หักค่าใช้จ่ายแล้วจะได้กำไร  750  บาท/1 ชุด (3  ล้อ)

ขอบคุณที่มา : www.withikaset.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล บรรยากาศมีกลิ่นอายญี่ปุ่น อบอุ่น หน้าอยู่ โทนน้ำตาลขาว

บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล บรรยากาศมีกลิ่นอายญี่ปุ่น อบอุ่น หน้าอยู่ โทนน้ำตาลขาว

บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล

บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล


บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล เป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะเป็นสไตล์ที่เน้นความเรียบง่าย สะอาดตา และให้ความรู้สึกผ่อนคลาย บ้านสไตล์นี้มักใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ หิน และผ้าลินิน อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการจัดวางเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งอย่างมีระเบียบ เพื่อให้บ้านดูโปร่งโล่งและสบายตา
ซึ่งวันนี้เราได้นำ  บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอลสไตล์นอร์ดิกโทนสีขาว รูปทรงสวยโดดเด่น  เป็นผลงานการออกแบบของทาง “หลองข้าว”จากเพจ Lhong Khao Architecture&Construction  พิกัด บ้านวังผู อ.แม่พริก จ.ลำปาง พื้นที่ใช้สอยรวมทั้งหมด 159 ตรม.  มาให้ทุกท่าชมเพื่อเป็นแนวทาง จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ที่มาและรูปภาพ : Lhong Khao Architecture&Construction
เรียบเรียงโดย : Esanbanna.com

บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล

สำหรับบ้านหลังนี้นั้นมีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งตัวบ้านนั้นถูกเลือกใช้สีขาวเป็นหลักตัดสีของลายไม้ ตัวบ้านถูกยังสูงขึ้นประมาณ 60-70 ซม. บันไดทางขึ้นหน้าบ้านขนาดใหญ่ สำหรับประตูบ้านนั้นเลือกใช้ประตูกระจกขนาดใหญ่ เพื่อให้บ้านดูเป็นสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล

บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล

บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล

ด้านข้างของตัวบ้านนั้นถูกออกแบบพื้นที่ให้มีทางเดินรอบบ้าน และปูด้วยกระเบื้องโทนสีน้ำตาลออกลายไม้สวยงามและเพิ่มความสะดวกสบายให้เจ้าของบ้านด้วย

บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล

ข้อดีของบ้านสไตล์มินิมอล

  • ช่วยให้บ้านดูกว้างและโปร่งสบายตา
  • ช่วยให้บ้านดูสะอาดและเรียบร้อย
  • ช่วยให้บ้านดูมีระเบียบและง่ายต่อการทำความสะอาด
  • ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน

บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล

บริเวณข้างบ้านถูกออกแบบให้มีการติดตั้งกระจกแบบใส เพื่อให้สามารถรับแสงสว่างจากภายนอกได้อย่างทั่วถึง ซึ่งช่วยทำให้บรรยากาศภายในบ้านอยู้แล้วรู้สึกไม่อึดอัด

ภายในตัวบ้านเมื่อเราเปิดประตูเข้ามาจะเจอห้องโถงขนาดใหญ่ยาว เน้นโทนสีขาวตัดกระเบื้องลายไม้และยังมีชุดโชฟาสำหรับรับแขก ด้านบนเป็นฝ้าเรียบติดโคมไฟแบบหลุมเพิ่มแสงสว่างได้เป็นอย่างดี

ภายในถูกตกแต่งด้วยโทนสีขาว ตัดกับโคมไฟโทนสีอบอุ่น จึงทำให้บรรยากาศภายในบ้านดูโปร่งโล่ง อากาศถ่ายเทได้อย่างสะดวก รู้สึกสบายๆ ทุกครั้งที่ได้เข้ามา

สำหรับห้องน้ำนั้น ภายในห้องน้ำ จะมีการเลือกใช้กระเบื้องหินอ่อนผนังที่เป็นลายสีเทาตัดขาว และมีการจัดวางองค์ประกอบภายในได้อย่างเป็นสัดส่วน ซึ่งน่าใช้งานมากๆ  ส่วนกระเบื้องพื้นเป็นสีเทาอ่อนๆ ทำให้ดูแลทำความสะอาดได้ง่าย

บ้านสไตล์มินิมอลสามารถตกแต่งได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความชอบและสไตล์ของแต่ละคน ตัวอย่างบ้านสไตล์มินิมอล เช่น

  • บ้านสไตล์มินิมอลแบบญี่ปุ่น เน้นการใช้โทนสีอ่อนๆ เฟอร์นิเจอร์ไม้ และวัสดุธรรมชาติ
  • บ้านสไตล์มินิมอลแบบนอร์ดิก เน้นการใช้โทนสีอ่อนๆ เส้นสายเรียบง่าย และวัสดุไม้
  • บ้านสไตล์มินิมอลแบบโมเดิร์น เน้นการใช้โทนสีเรียบๆ เส้นสายตรง และวัสดุสมัยใหม่

หากต้องการตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอล ควรคำนึงถึงหลักการตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลเป็นหลัก เพื่อให้บ้านออกมาดูเรียบง่าย สบายตา และน่าอยู่

สำหรับใครที่สนใจและ สามารถติดต่อเจ้าของผลงานได้โดยตรงตามช่องทางการติดต่อด้านล่างนี้

facebook : Lhong Khao Architecture&Construction
สนใจสอบถามรายละเอียด
: inbox หรือ 083-7941648


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บอระเพ็ด สมุนไพรไทยมากสรรพคุณ รักษาเบาหวาน

บอระเพ็ด สมุนไพรไทยมากสรรพคุณ รักษาเบาหวาน

บอระเพ็ด

บอระเพ็ด


สวัสดีค่ะวันนี้นเรามีสมุนไพรไทยช่วยรักษาโรค มาฝากกันค่ะ  สมุนไพรไทยมีประโยชน์มากมายถ้าเรานำมาใช้ให้ถูกวิธี แต่ถ้าเราทานมากเกินไปมันก็อาจจะเป็นโทษได้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าอาหารหรือยาถ้าทานให้พอดี ก็จะเป็นผลดีเสมอค่ะ สมุนไพรไทยในวันนี้คือ บอระเพ็ด รักษาเบาหวาน ถึงบอระเพ็ดจะมีรสชาติที่ขม แต่สรรพคุณทางยานั้นมีมากทีเดียว

บอระเพ็ด เป็นไม้เถาเลื้อยที่จัดอยู่ในประเภทไม้เนื้ออ่อนซึ่งมีคุณค่าทางสมุนไพรชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tinospora cordifolia วงศ์ Menispermaceae ชั้น Magnoliopsida อาณาจักร Plantae

บอระเพ็ดเป็นพืชพื้นเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบมากในประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย จีน และญี่ปุ่น บอระเพ็ดมีลำต้นเป็นเถาเลื้อย ลำต้นอวบน้ำ แตกกิ่งก้านสาขามาก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ ดอกออกเป็นช่อกระจุก ดอกย่อยมีขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาว ผลมีขนาดเล็ก กลม ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อสุกมีสีม่วง

ประโยชน์ของบอระเพ็ด

ช่วยแก้ไข้ได้ทุกชนิด   เนื่องจากมีรสขม ทำให้บอระเพ็ด สรรพคุณ ช่วยดับพิษร้อนในร่างกาย ช่วยแก้ไข้ได้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น ไข้หวัด ไข้จับสั่น ไข้ทรพิษ ไข้เหนือ ไข้สันนิบาต สอดคล้องกับตำรายาไทย ชื่อ พิกัดยาแก้ไข้ 5 ชนิด ที่ระบุชื่อของ บอระเพ็ด ไว้ ร่วมกับสมุนไพรอย่าง รากย่านาง รากคนทา รากชิงชี่ และ ขี้เหล็กทั้ง 5 ชนิด ในการแก้ไข้

 แก้อาการร้อนใน ดับกระหายน้ำ

บอระเพ็ดมีสารสำคัญชื่อ พิโครเรติน (picroretin) ที่นอกจากจะทำให้มีรสขมแล้ว ยังมีฤทธิ์เย็น ช่วยไล่ความร้อนออกจากร่างกาย ทำให้แก้อาการร้อนใน ดับกระหายน้ำ

รักษาอาการเบื่ออาหาร  ตำรายาไทย ระบุไว้ชัดเจนว่า หากนำ บอระเพ็ด มาต้มดื่ม จะช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยย่อย แก้ท้องร่วง ท้องเสีย บำรุงน้ำดี บำรุงไฟธาตุ แก้โรคกระเพาะอาหาร  นอกจากนี้ ใน “พิกัดตรีญาณรส” ก็ยังกล่าวไว้ว่า เถาบอระเพ็ด สามารถช่วยให้กลับมารู้รสอาหารได้ดี คู่กับสมุนไพรอย่าง ไส้หมาก รากสะเดา จึงช่วยรักษาอาการเบื่ออาหารได้

ลดน้ำตาลในเลือด  จากงานวิจัยใหม่ พบว่า เมื่อใช้สารสกัดจากบอระเพ็ดฉีดเข้าไปในหนูทดลอง ที่ได้รับการกระตุ้นให้เป็นโรคเบาหวาน ผลการทดลองพบว่า สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี เช่นเดียวกับ ผลการทดลองในผู้ป่วยโรคเบาหวาน อย่างไรก็ตาม หากใช้รักษาอย่างต่อเนื่อง อาจเพิ่มระดับเอนไซม์ในไตและตับ ทำให้เป็นอันตราย ดังนั้น จึงควรรอการศึกษาเพิ่มเติม และ ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนที่จะนำไปใช้รักษาโรคโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ใช้บำรุงไก่ชน นอกจากรับประทานเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว คนไทยยังนิยมนำมาใช้ในวงการไก่ชน โดยการนำบอระเพ็ดมาหั่นเป็นแว่นชิ้นเล็ก ๆ คลุกกับน้ำผึ้ง หรือ นำไปตากแห้ง แล้วบดเป็นผง ผสมผงฟ้าทลายโจร ปนกับหัวอาหาร ให้ไก่ชนกิน จะช่วยบำรุงไก่ชน ให้มีพละกำลังแข็งแรงและใช้เป็นยาระบายให้กับไก่ชนด้วย

คนไทยนิยมนำ เถาของบอระเพ็ด มากินเพื่อรักษาโรค หรือ ใช้ประโยชน์มากที่สุด โดยหากจะกินให้มีประโยชน์จริง ๆ ควรกินทั้งที่ยังมีรสขม ซึ่งเทคนิคในการเลือกเถาบอระเพ็ด ควรเลือกเถาบอระเพ็ดที่อยู่ในระยะ เถาเพสลาด คือ ไม่อ่อน ไม่แก่ จนเกินไป และ มีรสชาติขมจัด เพราะหากเลือกเถาแก่ ผิวก็จะแตกแห้ง รสเฝื่อน ไม่มีรสขม หรือ ถ้าเลือกเถาที่อ่อนเกินไป ก็จะมีรสไม่ขมมาก

วัตถุดิบ

  1. เครือบอระเพ็ด 1 คืบ
  2. น้ำสะอาด 3 ลิตร
  3. หม้อสแตนเลส 1 ใบ

วิธีการทำ

  1. นำบอระเพ็ดมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เตรียมไว้
  2. ตั้งหม้อสแตนเลส เปิดไฟกลางค่อนไปทางอ่อน จากนั้นใส่น้ำลงไป ตามด้วยบอระเพ็ด ต้มให้เดือด
  3. แล้วกรองเอาแต่น้ำ มารับประทาน

วิธีรับประทาน

  • รับประทานหลังอาหาร เช้า – เย็น     ครั้งละ 1 แก้วกาแฟ ต่อวัน
  • ทานต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลา 41 วัน

ข้อควรระวังที่ควรหลีกเลี่ยง ขณะรับประทานยาสมุนไพรบอระเพ็ด

  • งดอาหารรสหวานทุกชนิด

สิ่งที่ต้องทำทุกครั้งก่อนรับประทาน

  • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดก่อนและหลัง รับประทาน

ข้อมูลอ้างอิง : Sgethai , ศูนย์การเรียนรู้สมุนไพรไทย – หมอพื้นบ้าน วัดคีรีวงก์ ( วัดน้ำตก )

เรียบเรียงโดย : นงนุช


บทความที่น่าสนใจ

สูตร ไข่พะโล้ เนื้อไก่และน่อง พร้อมวิธีทำง่ายๆ อร่อยแน่นนอน

สูตร ไข่พะโล้ เนื้อไก่และน่อง พร้อมวิธีทำง่ายๆ อร่อยแน่นนอน

ไข่พะโล้

เชื่อหลายๆ ท่านต้องเคยรับประทานเมนู ไข่พะโล้ กันบ้างซึ่งสูตรการทำไข่พะโล้ ก็จะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ล่ะพื้นที่แต่รสชาติหลักๆ อาจจะไม่แต่ต่างกันมากนัก ซึ่งวันนี้เรามีสูตรการทำไข่พะโล้ เนื้อไก่และน่อง พร้อมวิธีทำง่ายๆ มาฝากทุกท่านกันครับ เรามาดูกันว่ามีขั้นตอนการทำอย่างไร

เริ่มจาก การเตรียมส่วนผสม

  • ไข่ไก่ต้มประมาณ 5-10 ฟอง
  • เนื้อไก่และน่องไก่
  • รากผักชี
  • กระเทียม
  • ผงพะโล้
  • อบเชย
  • โป๊ยกั๊ก
  • พริกไทยดำ
  • น้ำตาลปี๊บ หรือ น้ำตาลทราย
  • ซีอิ๊วดำหวาน
  • ซอสหอย
  • ซอสปรุงรส
  • ซีอิ๊วขาว
  • น้ำเปล่า
  • ผักชีโรยหน้า เล็กน้อย
  • น้ำมันพืช

วิธีทำ

  • ต้มไข่ให้สุก แล้วปลอกเปลือกไข่พักไว้รอ จากนั้นโขลกรากผักชี กระเทียม พริกไทยดำให้เข้ากัน
  • หม้อตั้งเตาไฟปานกลาง ผัดน้ำมัน เมื่อน้ำมันร้อนใส่ส่วนผสมที่โขลกลงผัด พอหอมจากนั้นใส่ผงพะโล้ อบเชย โป๊ยกั๊ก
  • ใส่น้ำตาลปิ๊บคนพอละลาย ใส่น้ำตาลทราย ผัดให้สีเข้ม เติมน้ำเปล่าเล็กน้อย ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส ซอสหอยนางรม ซีอิ๊วดำหวาน ผัดให้เข้ากัน
  • ใส่เนื้อไก่และน่องไก่คลุกให้ทั่วเติมน้ำพอปริ่มไก่ พอไก่เริ่มสุกเล็กน้อย ใส่ไข่ต้มลงไปแล้วเติมน้ำให้ท่วมไข่ พอน้ำเดือดลดไฟอ่อน ต้มต่ออีก 30 นาที พร้อมตักเสิร์ฟ โรยด้วยผักชี

ประโยชน์ของไข่พะโล้

ไข่พะโล้เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ เช่น วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินบี6 ธาตุเหล็ก ธาตุแคลเซียม เป็นต้น ไข่พะโล้ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี และช่วยให้ระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา : www.withikaset.com


บทความที่น่าสนใจ

(คลิป) เลี้ยงปลาไหลนา ขั้นตอนการเตรียมบ่อ มือใหม่แบบละเอียด

(คลิป) เลี้ยงปลาไหลนา ขั้นตอนการเตรียมบ่อ มือใหม่แบบละเอียด

เลี้ยงปลาไหลนา


เลี้ยงปลาไหลนา ปลาไหลเป็นปลาน้ำจืดที่คุ้นเคยของคนไทย ไม่เพียงเป็นวัตถุดิบชั้นเลิตในเมนูอาหารพื้นบ้าน หากยังเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้ชุมชนปีละหลายล้านบาท แต่จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การขยายพื้นที่ของชุมชนเมืองการทำลายแหล่งน้ำธรรมชาติ และการปล่อยของเสียลงสู่แหล่งน้ำ ทำให้ปริมาณปลาไหลจากแหล่งน้ำธรรมชาติมีจำนวนลดน้อยลง

ปลาไหล มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Monopterus albus Zuiew ปลาไหลที่พบตามแหล่งน้ำธรรมชาติที่ค่อนข้างนิ่ง เช่น คูน้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง เรียกว่า ปลาไหลบึง (swamp ee() ส่วนปลาไหลที่เจริญเติบโตในนาข้าว เรียกว่า ปลาไหลนา (rice-feld ee) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “เอี่ยน” ปลาไหลอาศัยอยู่ตามพื้นโคลนที่มีซากพืชซากสัตว์เน่าเปื่อยสะสม ปกคลุมด้วยวัชพืชที่ชื้นแฉะ ในฤดูแล้งขุดรูลึก 1-1.5 เมตร ฝังตัวในลักษณะจำศีลใต้พื้นโคลน และสามารถอยู่อาศัยในที่แห้งแล้งได้นาน

พ่อพันธุ์แม่พันธุ์

  • เลือกพ่อพันธุ์ที่มีน้ำหนัก 300 – 420 กรัม ลำตัวยาว 60 เซนติเมตร แม่พันธุ์ที่มีน้ำหนัก 70-250 กรัม ลำตัวยาว 29-50 เซนติเมตร ปล่อยพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ในสัดส่วน (เพศผู้ : เพศเมีย) 1 : 3 ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร เมื่อลูกปลาไหลมีอายุ 2 อาทิตย์ นำแม่พันธุ์ออกจากบ่อซีเมนต์ เพื่อป้องกันการกินลูกตัวเอง

ความแตกต่างของปลาไหลนาเพศผู้และเพศเมีย

  • ปลาไหลนาเพศผู้ ลักษณะภายนอกความยาวจะประมาณ 60 เซนติเมตรขึ้นไปและน้ำหนักตัวอยู่ที่ประมาณ 300 กรัม ขึ้นไป ท้องจะไม่อูม ส่วนลำตัวจะยาวเรียว ช่องเพศ สีขาวซีดไม่บวม ลำตัวจะมีสีเหลืองคล้ำ
  • ปลาไหลนาเพศเมีย ลักษณะภายนอกความยาวประมาณ 29.5 ถึง 60 cm น้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 70 ML 250 กรัม ลักษณะช่องท้องจะอูมในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ส่วนลำตัวจะค่อนข้างอ้วนท้องป่อง ช่องเพศ จะมีสีแดงเรื่อ บวม ในช่วงถึงฤดูผสมพันธุ์ ลำตัวของปลาไหลเพศเมียจะเหลืองเปล่งปลั่ง

รูปแบบการวางไข่ปลาไหลนา

  • การวางไข่บริเวณกอหญ้าหรือพืชน้ำ สำหรับปลาไหลเพศเมียและเพศผู้นั้นจะจับคู่ก่อหวอด ซึ่งเพศเมียจะใช้ปากในการดูดไข่ที่ผสมเชื้อแล้วพ่นติดกันหวอด เกาะเป็นกลุ่มบริเวณกอหญ้าบนผิวน้ำ
  • การวางไข่ที่ปากรู สำหรับปลาไหลเพศเมียนั้นจะใช้ลำตัวดำดินปากรูให้เป็นโพรงสูงกว่าระดับน้ำประมาณ 1 milk เพื่อให้ไข่ลอยน้ำอยู่ในโพรงได้ ซึ่งตาหลังเลิกงานจะคอยระวังศัตรูอยู่ภายในรู และเฝ้าดูไข่จนกว่าลูกปลาไหลจะฟักเป็นตัวและเลี้ยงจนมีขนาด 3-4 นิ้ว ซึ่งลูกปลาไหลจะกินซากพืชและสัตว์หรือแมลงตัวเล็กๆเป็นอาหาร

อาหารปลาไหล

ปลาไหลเป็นปลาที่กินเนื้อเป็นอาหาร อาหารธรรมชาติของปลาไหล ได้แก่ หอย ปู กุ้ง กบ เขียด คางคก ปลาขนาดเล็ก และสัตว์น้ำอื่นๆ นอกจากนี้ อาหารปลาไหลที่เลี้ยงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่

  • อาหารสำเร็จรูป
  • อาหารสด

อาหารสำเร็จรูป

อาหารสำเร็จรูปสำหรับปลาไหลมีให้เลือกหลายยี่ห้อ มีทั้งแบบเม็ดและแบบผง อาหารสำเร็จรูปสำหรับปลาไหลมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน ช่วยให้ปลาไหลเจริญเติบโตได้ดี

อาหารสด

อาหารสดสำหรับปลาไหล ได้แก่ หอยเชอรี่ หอยขม หนอนแดง กบ เขียด ปลาขนาดเล็ก และสัตว์น้ำอื่นๆ อาหารสดมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่อาจเป็นแหล่งของโรคได้ จึงควรทำความสะอาดให้สะอาดก่อนนำมาให้ปลาไหลกิน

การให้อาหารปลาไหล ควรให้วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ปริมาณการให้อาหารขึ้นอยู่กับอายุและขนาดของปลาไหล โดยปลาไหลขนาดเล็กให้วันละ 3-5% ของน้ำหนักตัว ปลาไหลขนาดกลางให้วันละ 2-3% ของน้ำหนักตัว และปลาไหลขนาดใหญ่ให้วันละ 1-2% ของน้ำหนักตัว

ควรให้อาหารปลาไหลในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป หากให้อาหารมากเกินไป ปลาไหลอาจอ้วนเกินไปและเสี่ยงต่อโรคต่างๆ หากให้อาหารน้อยเกินไป ปลาไหลอาจเติบโตช้าและขาดสารอาหาร

ควรให้อาหารปลาไหลในบริเวณที่สะอาด ไม่สกปรก เพื่อให้ปลาไหลกินอาหารได้อย่างปลอดภัย

ที่มาภาพประกอบ : sarakaset.com , Youtrube : บ่าวอีสาน เมืองน้ำดำ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวไม่แฉะ อร่อย หอมหวานมัน

ข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวไม่แฉะ อร่อย หอมหวานมัน

ข้าวเหนียวมะม่วง

ถ้าพูดถึงของหวานไทยที่คนทั่วโลกหลงรัก “ข้าวเหนียวมะม่วง” ต้องติดอันดับต้นๆ แน่นอน ด้วยความหอมของข้าวเหนียวมูลกะทิ มันของหัวกะทิ และความหวานฉ่ำของมะม่วงสุก ทำให้เป็นเมนูที่กินเมื่อไรก็สดชื่น บทความนี้เราจะพาคุณมาทำ ข้าวเหนียวมะม่วงสูตรโบราณแบบไทยแท้ ที่ทั้งหอม หวาน มัน นุ่มละมุน พร้อมเคล็ดลับเด็ดที่ทำให้ข้าวเหนียวไม่แฉะ กะทิไม่แตกมัน และมะม่วงสุกหวานกำลังดี

ส่วนผสม

  • ข้าวเหนียว  150-200 กรัม
  • กะทิ 120 -150 กรัม
  • น้ำตาลทราย 60 กรัม
  • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
  • ใบเตย 1 ใบ
  • มะม่วงสุก 2 ลูก
  • น้ำมันพืช 1/2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  • แช่ข้าวเหนียวทิ้งไว้ข้ามคืน (ข้าวเหนียวใหม่แช่ 4-5 ชม. ข้าวเหนียวเก่าแช่ทิ้งไว้ข้ามคืน) ผสมกะทิ น้ำตาลทราย เกลือป่น ให้เข้ากัน ตั้งไฟอ่อนจนเดือด ใส่ใบเตยเพื่อให้มีกลิ่นหอมแล้วพักไว้
  • เทน้ำที่แช่ข้าวเหนียวออก ล้างให้สะอาดแล้วนิ่งให้สุก พอข้าวเหนียวสุกใส่ลงในภาชนะที่มีฝ่าปิด
  • มูนกะทิโดยการเทส่วนผสมน้ำกะทิที่เตรียมไว้ใส่ลงไป ใช้ทัพพีไม้คนให้ทั่ว เพื่อให้น้ำกะทิซึมเข้าสู่ข้าวเหนียวอย่างทั่วถึง แล้วปิดฝาตั้งทิ้งไว้ให้เย็นประมาณ 30 นาที ใส่น้ำมันพืชคนเกลี่ยให้ทั่วอีกครั้ง จัดใส่จานเสิร์ฟ กับมะม่วงสุกหอมๆ

เคล็ดลับ

  • การมูนข้าวเหนียวในคราวหนึ่ง ไม่ควรมีปริมาณน้อยจนเกินไป เพื่อให้ความร้อนจากข้าวเหนียวระอุเพียงพอ จนทำให้กะทิแตกมันสวย
  • ไม่ควรมูนข้าวเหนียวขณะร้อนจัด เพราะจะทำให้ข้าวเหนียว มีลักษณะเหนียวจนเกินไป
  • ถ้าต้องการตกแต่งหน้าด้วยกะทิ ให้ผสมหัวกะทิกับเกลือป่น คนให้ละลายนำไปตั้งไฟให้เดือด หากต้องการให้มีสีสวยงาม อาจจะเติมสีผสมอาหาร หรือน้ำใบเตยเล็กน้อยเพื่อให้ได้สีเข้มอ่อนตามต้องการ

ข้าวเหนียวมะม่วงสูตรโบราณเป็นของหวานไทยที่เรียบง่ายแต่แฝงด้วยเสน่ห์ในทุกขั้นตอน ทั้งความหอมของข้าวเหนียวมูนและกะทิสดที่เข้ากันอย่างลงตัวกับความหวานของมะม่วงสุก ใครที่ได้ลองทำสูตรนี้ รับรองว่าได้รสชาติแบบไทยแท้แทบไม่ต่างจากข้าวเหนียวมะม่วงเจ้าดังเลยค่ะ

ลองชวนคนในบ้านหรือเพื่อนๆ มาทำข้าวเหนียวมะม่วงสูตรโบราณกันดู รับรองว่าแค่กลิ่นหอมของกะทิก็ทำให้บรรยากาศในบ้านอบอวลด้วยความสุข


บทความที่น่าสนใจ

บ้านเดี่ยวทรงโมเดิร์น 1 ชั้นครึ่ง ดีไซน์ยกพื้นสูง โปร่งสบาย เหมาะกับทุกพื้นที่อยู่อาศัย

บ้านเดี่ยวทรงโมเดิร์น 1 ชั้นครึ่ง ดีไซน์ยกพื้นสูง โปร่งสบาย เหมาะกับทุกพื้นที่อยู่อาศัย

บ้านเดี่ยวทรงโมเดิร์น 1 ชั้นครึ่ง

สำหรับใครที่กำลังมองหาแบบบ้านที่ดูทันสมัย ใช้งานได้จริง และตอบโจทย์ทุกสภาพพื้นที่ “บ้านเดี่ยวทรงโมเดิร์น 1 ชั้นครึ่ง” แบบยกพื้นสูงหลังนี้ ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ด้วยดีไซน์ที่ผสมผสานความเรียบเท่ของสไตล์โมเดิร์นเข้ากับการออกแบบเพื่อให้เหมาะกับภูมิอากาศเมืองไทย ไม่ว่าจะสร้างบนพื้นที่ราบ พื้นที่ลาดเอียง หรือพื้นที่เสี่ยงน้ำขัง ก็สามารถอยู่ได้อย่างสบาย โปร่ง โล่ง และเย็นตลอดทั้งวัน

บ้านหลังนี้ยังโดดเด่นด้วยโครงสร้างที่ยกพื้นสูงจากระดับดิน ซึ่งช่วยเพิ่มการระบายอากาศใต้บ้าน ลดความชื้น และยังช่วยป้องกันน้ำท่วมได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับครอบครัวขนาดกลางที่ต้องการบ้านสวย ใช้งานได้จริง และมีความทันสมัยไม่ตกเทรนด์

บ้านเดี่ยวทรงโมเดิร์น 1 ชั้นครึ่ง

บ้านเดี่ยวทรงโมเดิร์นหลังนี้ออกแบบในรูปทรงเหลี่ยมทันสมัย เน้นเส้นสายคมชัดและการเล่นระดับหลังคาเพิงแหงนที่ดูโดดเด่นและมีมิติ ผนังภายนอกเลือกใช้โทนสีเทา–ขาวตัดกันอย่างลงตัว ให้ความรู้สึกเรียบหรูและสะอาดตา ด้านหน้ามีบันไดยกขึ้นสู่ระเบียงกว้างที่เชื่อมต่อกับประตูหลัก เพิ่มความรู้สึกโปร่งและเชิญชวน

บ้านเดี่ยวทรงโมเดิร์น 1 ชั้นครึ่ง

วัสดุที่ใช้ตกแต่งผนังบางส่วนเป็นลายหินทรายสีน้ำตาลอ่อน ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับตัวบ้าน ขณะเดียวกันโครงเหล็กสีดำที่ใช้ในราวระเบียงและกรอบหน้าต่าง ก็ช่วยเสริมให้บ้านดูทันสมัยและแข็งแรงยิ่งขึ้น

ใต้ถุนบ้านเปิดโล่งสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ที่จอดรถ มุมซักล้าง หรือพื้นที่นั่งเล่นยามเย็น รอบตัวบ้านถูกออกแบบให้มีช่องหน้าต่างหลายบาน ช่วยรับแสงธรรมชาติและถ่ายเทอากาศได้ดี เหมาะอย่างยิ่งกับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย

บ้านเดี่ยวทรงโมเดิร์น 1 ชั้นครึ่ง

บ้านเดี่ยวทรงโมเดิร์น

เรารายละเอียดบ้านหลังนี้กันครับ สำหรับบ้านหลังนี้นั้น สร้างที่บ้านซุ้ง อ.นครหลวง จ.อยุธยา มีขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอย 161 ตรม.  ราคา 2,200,000 บาท (ราคาปี 68) สร้างโดยทีมงาน  รวยก่อสร้าง

เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในบ้าน จะพบกับ “ห้องโถงหลัก” ที่ออกแบบให้ดูโปร่งโล่งและสว่างตา ผนังภายในใช้โทนสีขาวสะอาด ให้ความรู้สึกเรียบหรูและช่วยขับให้พื้นที่ดูกว้างขึ้น พื้นปูด้วยกระเบื้องลายหินอ่อนสีขาวแซมเทาเงางาม ช่วยเพิ่มความหรูหราและดูทันสมัยไปในตัว

เพดานออกแบบแบบหลุมฝ้าซ่อนไฟ พร้อมติดตั้งไฟดาวน์ไลท์รอบด้านและโคมไฟดีไซน์โมเดิร์นตรงกลาง ให้แสงสว่างนุ่มนวลและเพิ่มบรรยากาศอบอุ่นยามค่ำคืน รอบห้องมีช่องหน้าต่างกระจกบานใหญ่หลายบาน ช่วยรับแสงธรรมชาติและระบายอากาศได้ดี ทำให้ภายในบ้านเย็นสบายตลอดวัน

ด้านหน้ามีประตูกระจกบานเลื่อนขนาดใหญ่ที่เปิดเชื่อมต่อกับระเบียง ช่วยให้มองเห็นวิวธรรมชาติภายนอกได้อย่างเต็มตา เหมาะสำหรับใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนของครอบครัว หรือจัดวางโซฟา โต๊ะรับแขก เพื่อใช้ต้อนรับแขกได้อย่างลงตัว

ห้องครัวของบ้านตกแต่งด้วยโทนสีขาวสว่าง ดูสะอาดและทันสมัย เคาน์เตอร์ครัวแบบก่อปูนปูด้วยกระเบื้องลายหินอ่อน มีทั้งเตาแก๊สและซิงก์ล้างจานในตำแหน่งใช้งานสะดวก ผนังกรุด้วยกระเบื้องกันคราบ ช่วยให้ดูแลง่ายและคงความใหม่อยู่เสมอ

มีหน้าต่างบานใหญ่เปิดรับแสงและลมธรรมชาติ ทำให้ภายในโปร่งไม่อับชื้น พร้อมชมวิวภายนอกได้เพลินตา ห้องครัวนี้จึงเหมาะกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ทั้งเรียบง่าย สะอาด และตอบโจทย์ทุกการทำอาหารของครอบครัว

ห้องน้ำตกแต่งในสไตล์โมเดิร์น ใช้โทนสีขาวเทาให้ความรู้สึกสะอาดและสบายตา ผนังปูด้วยกระเบื้องลายหินอ่อนสวยงาม ดูหรูหราและดูแลรักษาง่าย แบ่งพื้นที่ใช้งานแบบแห้งและเปียกอย่างเป็นสัดส่วน

ภายในติดตั้งสุขภัณฑ์ครบครัน ทั้งอ่างล้างหน้า โถสุขภัณฑ์ และชุดฝักบัวสีดำทันสมัย พร้อมเครื่องทำน้ำอุ่นเพิ่มความสะดวกสบาย หน้าต่างบานเลื่อนช่วยระบายอากาศได้ดี ทำให้ห้องน้ำโปร่ง ไม่อับชื้น และเหมาะกับการใช้งานในทุกวัน

บ้านเดี่ยวทรงโมเดิร์น 1 ชั้นครึ่งหลังนี้ ถือเป็นแบบบ้านที่ตอบโจทย์ทั้งความสวยงามและการใช้งานจริง ด้วยดีไซน์ยกพื้นสูงช่วยป้องกันความชื้นและระบายอากาศได้ดี ภายในโปร่งโล่งสบาย จัดสรรพื้นที่อย่างลงตัว เหมาะกับทุกทำเล ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือชนบท ก็สามารถสร้างบรรยากาศการอยู่อาศัยที่ผ่อนคลายและอบอุ่นได้อย่างลงตัว เป็นอีกหนึ่งไอเดียบ้านที่ทั้งทันสมัยและน่าอยู่สำหรับครอบครัวยุคใหม่อย่างแท้จริง


ทางเว็บเป็นเพียงสื่อกลางในการแบ่งปันไอเดียเกี่ยวกับบ้านให้เพื่อนๆได้ชมเท่านั้น มิได้รับสร้างบ้านหรือออกแบบบ้านใดๆทั้งสิ้น และเราจะสรรหาไอเดียดีๆมาแบ่งปันเพื่อนๆอีกเรื่อยๆ ตามความเหมาะสม ขอขอบคุณที่ติดตามกันครับ (หากท่านใดสนใจสามารถติดต่อเจ้าของโดยตรงตามข้อมูลในแต่ละบทความได้เลยครับ)


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเลือกซื้ออาหารสัตว์สำเร็จรูป สำหรับมือใหม่

การเลือกซื้ออาหารสัตว์สำเร็จรูป สำหรับมือใหม่

การเลือกซื้ออาหารสัตว์สำเร็จรูป

เกษตรกรที่เลี้ยงสุกรหรือสัตว์ปีกในจำนวนไม่มากหรือเป็นฟาร์มขนาดเล็ก การใช้อาหารสัตว์สำเร็จรูปที่บริษัทผลิตและวางจำหน่ายในท้องตลาดนับเป็นวิธีการที่สะดวก และประหยัดกว่าการผสมอาหารสัตว์ใช้เอง ทั้งนี้เนื่องจากการจัดซื้อวัตถุดิบในบริมาณน้อย เกษตรกรจะซื้อในราคาที่สูงกว่า การซื้อวัตถุดิบในปริมาณมากๆ นอกจากนี้เกษตรกรไม่ต้องจัดหาอุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการบดและผสมวัตถุดิบอาหารสัตว์ ค่าซ่อมบำรุงรักษาเครื่องมือและอุปกรณ์ ค่าไฟฟ้า ค่าแรงงาน ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อวัตถุดิบแต่ละชนิด และการเก็บรักษาวัตถุดิบให้มีคุณภาพ ดังนั้นการซื้ออาหารสำเร็จรูปมาเลี้ยงสัตว์จึงเหมาะกับเกษตรกรรายที่เลี้ยงสัตว์ไม่มากนักหรือเกษตรกรที่ขาดความรู้ ความเข้าใจในการคำนวณสูตรและผสมอาหารสัตว์

อย่างไรก็ตามการซื้ออาหารสัตว์สำเร็จรูป เกษตรกรจะต้องยึดแนฏิปฏิบัติดังนี้

(1) เลือกซื้ออาหารสัตว์ที่เหมาะสมกับนิดสัตว์ และอายุสัตว์

อาหารสัตว์สำเร็จรูปที่ผู้ผลิตและวางจำหน่ายในท้องตลาดนั้นจะผลิตแบ่งตานชนิดสัตว์ และช่วงอายุต่างๆ เช่น อาหารสุกรจะมีการแบ่งเป็น อาหารสุกรพันธุ์ อาหารสุกรก่อนหย่านม หรือเรียกว่าครีฟฟิด (creep feed) อาหารสุกรเล็ก อาหารสำหรับสุกรรุ่น อาหารสำหรับสุกรขุน (น้ำหนักเกิน 60 กิโลกรัม ถึงส่งโรงฆ่า) เป็นต้น หรือ อาหารไก่เนื้อ ก็อาจแบ่งเป็น ไก่เนื้อแรกเกิดถึงอายุ 3 สัปดาห์ และไก่เนื้ออายุเกิน 3 สัปดาห์ขึ้นไป ส่วนอาหารไก่พันธุ์หรือไก่ใช่ก็อาจแบ่งเป็นอาหารไก่พันธุ์หรือไก่ไข่แรกเกิดถึงอายุ 5 สัปดาห์อาหารไก่พันธุ์หรือไกไข่อายุเกิน 5 สัปดาห์ ถึง 12 สัปดาห์ อาหารไก่พันธุ์หรือไข่อายุเกิน 12 สัปดาห์ ถึง เริ่มไข่ อาหารไก่พันธุ์ หรือไก่ไข่ระยะไข่ เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทผู้ผลิต

ดังนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์จำเป็นต้องเลือกชื้ออาหารสัตว์ให้ตรงกับชนิดสัตว์เลี้ยงและขนาดหรืออายุของสัตว์จึงจะทำให้สัตว์เลี้ยงมีประสิทธิภาพการใช้อาหารดีที่สุด และเป็นการลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ เนื่องจากการให้อาหารสัตว์เป็นไปตามที่สัตว์เลี้ยงต้องการไม่น้อยหรือมากเกินไป

(2) เลือกซื้ออาหารสัตว์สำเร็จรูป ที่มีเลขทะเบียนอาหารสัตว์แสดงที่ฉลากรวมทั้งมีชื่อผู้ผลิต สถานที่ผลิต ชัดเจน

เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์จะต้องเลือกชื้ออาหารสัตว์สำเร็จรูปที่มีเลขทะเบียนอาหารสัตว์ สถานที่ผลิต และผู้ผลิต แสดงไว้บนฉลากที่ชัดเจน ทั้งนี้เนื่องจากอาหารสัตว์สำเร็จรูปที่มีเลขทะเบียนอาหารสัตว์ผู้ผลิต และสถานที่ผลิตย่อมแสดงถึงว่าอาหารสัตว์สำเร็จรูปนั้นๆ เป็นอาหารที่ถูกต้องตามกฎหมายที่อนุญาตให้ผลิตเพื่อการจำหน่าย และมีการควบคุมและตรวจสอบคุณภาพจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้มีคุณภาพที่ดี ปลอดภัยต่อสัตว์เลี้ยงตามที่ผู้ผลิตขอขึ้นทะเบียนไว้ ดังนั้น หากเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ซื้ออาหารสัตว์สำเร็จรูปที่มีเลขทะเบียนอาหารสัตว์จึงมั่งมั่นใจได้ว่า จะได้อาหารสัตว์ที่มีคุณภาพและมาตรฐาน เมื่อนำไปเลี้ยงสัตว์ย่อมทำให้สัตว์มีการเจริญเติบโตที่ดี ให้ผลผลิตดี และมีสุขภาพดี ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งในการลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์

(3) เลือกซื้ออาหารสัตว์สำเร็จรูปที่มีสภาพถุงหรือภาชนะที่บรรจุอุยู่ในสภาพใหม่ และไม่มีรอยการถูกเปิด หรือฉีกขาด

เกษตรกรควรซื้ออาหารสำเร็จรูปที่มีสภาพภาชนะบรรจุหรือถุงอยู่ในสภาพเรียบร้อย ไม่มีรอยฉีกขาด ไม่มีรอยเปียกน้ำ และมีสภาพใหม่ เพื่อมั่นใจได้ว่าอาหารสัตว์ที่บรรจุอยู่ในภาชนะนั้นอยู่ในสภาพใหม่ ไม่เสื่อมเสียหายจากการฉีดขาดของภาชนะบรรจุ หรือเปียกน้ำซึ่งอาจทำให้เกิดเชื้อรา หรือจุลินทรีย์หรือหืน ซึ่งหากนำไปเลี้ยงสัตว์อาจก่อให้เกิดผลเสียหายทำให้สัตว์ป่วยตายหรือชะงักการเจริญเติบโต

(4) สังเกตวันที่ผลิต และวันหมดอายุ

เกษตรกรต้องตรวจสอบวันที่ผลิต และหมดอายุบนฉลาก ซึ่งเกษตรกรไม่ควรซื้ออาหารสัตว์ที่หมดอายุ หรือใกล้วันหมดอายุ เนื่องจากจะได้อาหารสัตว์ที่ไม่มีคุณภาพ หรืออาหารสัตว์เสื่อม ไม่สามารถเก็บไว้ใช้ได้นาน

(5) เกษตรกรเมื่อซื้ออาหารสำเร็จรูปมาใช้ควรพิจารณาดูว่ามีข้อห้ามใช้ คำเตือน หรือระยะงดอาหารก่อนส่งตลาดหรือไม่ ซึ่งควรจะปฏิบัติตามข้อห้ามหรือคำเตือนที่ระบุไว้บนฉลากอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะทำให้ผลผลิตสัตว์มีคุณภาพและเพื่อให้เกิดผลดีต่อสัตว์เลี้ยงและผู้บริโภคผลิตภัตภัณฑ์จากสัตว์

การเลือกซื้ออาหารสัตว์สำเร็จรูป สำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่เริ่มต้นเลี้ยงสัตว์ไม่ว่าจะเป็นสุกร ไก่ หรือสัตว์ปีกอื่น ๆ การเลือกใช้อาหารสัตว์สำเร็จรูปนับว่าเป็นทางเลือกที่สะดวก ประหยัด และเหมาะสมที่สุด โดยเฉพาะกับผู้ที่ยังไม่มีความชำนาญในการผสมอาหารเอง สิ่งสำคัญคือ ต้องเลือกซื้ออาหารให้ตรงกับชนิดและช่วงอายุของสัตว์ ตรวจสอบฉลาก วันผลิต วันหมดอายุ รวมถึงความสมบูรณ์ของบรรจุภัณฑ์ และต้องเลือกซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ มีเลขทะเบียนอาหารสัตว์อย่างถูกต้อง

หากเกษตรกรใส่ใจและเลือกซื้ออาหารสัตว์สำเร็จรูปอย่างถูกวิธี ไม่เพียงแค่ช่วยให้สัตว์เติบโตแข็งแรง มีสุขภาพดีเท่านั้น แต่ยังช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรในระยะยาวอีกด้วย


บทความอื่นที่น่าสนใจ