การเลี้ยงเป็ดเทศ สำหรับมือใหม่

การเลี้ยงเป็ดเทศ สำหรับมือใหม่

การเลี้ยงเป็ดเทศ

การเลี้ยงเป็ดเทศ


เป็ดเทศเป็นเป็ดพื้นเมืองพันธุ์เนื้อที่เลี้ยงง่าย เติบโตเร็วสามารถใช้อาหารและวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นเลี้ยงได้เป็นอย่างดีให้ผลตอบแทนในระยะเวลาอันสั้น สามารถจำหน่ายได้ง่าย ทั้งที่เป็นเป็ดมีชีวิตและเนื้อเป็ดชำแหละ เนื้อเป็นที่นิยมสำหรับผู้บริโภคในท้องถิ่นโดยทั่วไป จึงสามารถจำหน่ายได้ง่ายในตลาดท้องถิ่นเกษตรกรสามารถเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมร่วมกับอาชีพอื่นๆ ได้

ขั้นตอน การเลี้ยงเป็ดเทศ

พันธุ์เป็ดเป็ด

ในปัจจุบันพันธุ์เป็ดเทศที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงและลาดมีความต้องการได้แก่ พันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์บาร์บารี่

  • พันธุ์พื้นเมือง (Native ducks) เป็ดที่นิยมเลี้ยงกันในประเทศไทยมี 2 สายพันธุ์ ได้แก่
    • เป็ดนครปฐม เลี้ยงกันมากในเขตจังหวัดนครปฐม เพชรบุรี สุพรรณบุรี และในพื้นที่ลุ่มในภาคกลางซึ่งเป็นเขตน้ำจืด ตัวเมียมีขนสีลายกาบอ้อย ปากสีเทา เท้าสีส้ม ตัวผู้จะมีสีเขียวแก่ตั้งแต่คอไปถึงหัว รอบดอมีวงรอบสีขาว อกสีแดง ลำตัวสีเทา ปากสีเทา และเท้าสีสัม ตัวผู้เมื่อโตเต็มที่จะมีหนักประมาณ 3.0-3.5 กิโลกรัม ตัวเมียมีน้ำหนักประมาณ 2.5-3.0 กิโลกรัม เริ่มให้ไข่เมื่ออายุประมาณ 6 เดือน
    • เป็ดปากน้ำ เลี้ยงกันมากในเขตจังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทราและชลบุรี ตลอดจนจังหวัดที่อยู่ชายฝั่งทะเลอื่น ๆ เป็นเป็ดพันธุ์เล็ก ตัวเมีย มีปาก เท้า และขนปกคลุมลำตัวสีดำ อกสีขาว ส่วนตัวผู้จะมีขนบนหัวและคอสีเขียวเป็นเหลือบเงา มีลำตัวขนาดเล็กกว่าเป็ดนครปฐม ให้ไข่ฟองเล็กกว่า เริ่มให้ไข่เมื่ออายุประมาณ 5-6 เดือน ตัวผู้ของเป็ดพันธุ์พื้นเมืองนิยมนำไปเลี้ยงเป็นเป็ดเนื้อ
  • เป็ดบาบารี่ เป็นเป็ดที่มีการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างเป็ดเทศพันธุ์พื้นเมือง เพศเมีย กับเป็ดเทศพันธุ์บาบารี่ 100% แล้วนำลูกเป็ดเทสเพศเมีย ที่ได้ไปผสมกับเป็ดเพศพ่อ พันธุ์บาบารี่ 100% อีกครั้งหนึ่ง จะได้เป็ดเทศลูกผสมสายเลือดบาบารี่ 75% มีลักษณะเด่นคือเป็นเป็ดเนื้อลูกผสมที่มีโครงการใหญ่เนื้อมาก ไขมันต่ำ ไร้กลิ่นสาป เนื้อตัวสะอาดทนทานต่อสภาพแวดล้อม เช่นเดียวกับเป็ดพื้นเมืองธรรมดา แต่มีข้อดีคือ เลี้ยงง่าย โตเร็ว สามารถใช้อาหารที่หาตามท้องถิ่นได้ ออกไข่ปีละ 4-5 ชุด ๆ ละประมาณ 20 ฟอง สามารถฟักไข่ได้เอง และเลี้ยงลูกเก่ง ข้อสำคัญ จำหน่ายได้ราคาดีเป็นที่ต้องการของตลาด

โรงเรือนและอุปกรณ์ในการเลี้ยง

โรงเรือนควรทำจากไม้หรือวัสดุที่หาง่ยในท้องถิ่น หลังคามุงด้วยจาก หญ้าคา หรือแฝกขนาดของโรงเรือน 1 ตารางเมตร สามารถใช้เลี้ยงเดเทศได้ 4 ตัว ลักษณะโรงเรือนที่ดีตั้งอยู่ในทิศตะวันออก-ตะวันตก ภายในโรงเรือนต้องมีภาชนะรางน้ำอาหารอย่างเพียงพอกับจำนวนเป็ดที่เลี้ยงต้องมีลานปล่อยสำหรับให้เป็ดเทศออกกำลังกายและหอาหารตามธรรมชาติกิน

การเลี้ยงเป็ดเทศ

การจัดการเลี้ยงดูเป็ด

    โดยทั่วไปการเลี้ยงเป็ดเทศใช้วิธีระบบการเลี้ยงแบบกึ่งขังกึ่งปล่อย ควรเริ่มด้วยการซื้อพ่อพันธุ์มาเลี้ยง อัตราพ่อแม่พันธุ์ที่เหมาะสม ควรใช้พ่อพันธุ์ 1 ตัวต่อแม่พันธุ์ 5-7 ตัว อาหารสำหรับเลี้ยงเป็ดเทศจะใช้อาหารสำเร็จรูปหรือผสมอาหารใช้เองก็ได้ แต่อาหารต้องมีโภชนะตามความต้องการของเป็ดในแต่ละระยะการเจริญเติบโต เสริมด้วยพืชอาหารหยาบเพื่อลดต้นทุนและควรมีการปล่อยเลี้ยง เพื่อให้เป็ดหาอาหารตามธรมชาติเพิ่มเติม แม่เป็ดจะเริ่มให้ไข่เมื่ออายุ 24-28 สัปดาห์ การฟักไข่อาจปล่อยให้แม่เป็ดฟักตามธรรมชาติหรือแยกนำไข่มาฟักโดยใช้ตู้ฟัก

    ซึ่งจะทำให้ผลการฟักออกดีขึ้นแต่ผู้เลี้ยงต้องมีความชำนาญในการใช้ตู้ฟัก โดยเฉลี่ยเป็ดเทศจะให้ลูกได้ปีละ 4 รุ่นๆ ละประมาณ 14-15 ตัว ในการเลี้ยงควรมีน้ำสะอาดและอาหารให้กินตลอดเวลา และหมั่นทำความสะอาดภาชนะใส่น้ำเป็นประจำควรดูแลสุขภาพและทำวัคซีน ตามโปรแกรมที่กำหนตเพื่อให้การเลี้ยงดูประสบผลสำเร็จแสะไต้ผลทำไรเต็มที่ผลผลิตของเป็ดเทศที่จำหน่ายสู่ตลาดอาจจำหน่ายได้ทั้งลูกเป็ดที่ฟักออก หรือเลี้ยงขุนจนเป็ดมีอายุ 70-90 วัน แล้วจำหน่ายเป็ดเนื้อโดยจะมีขนาดน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยตัวละ 2.5-3 กิโลกรัม

การจัดการเลี้ยงดูเป็ดเทศในระยะต่างๆ

  • การเลี้ยงเป็ดเล็ก
    ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 3 สัปดาห์) เมื่อถูกเป็ดเกิดใหม่ๆ จะต้องให้ความอบอุ่นและเลี้ยงดูอย่างดี เพื่อให้ลูกเป็ดแข็งแรง ดังนั้น จึงควรเอาใจใส่ในระยะแรกนี้เป็นพิเศษ โดยปกติลูกเป็ดอายุ แรกเกิด – 3 สัปดาห์ ต้องการความอบอุ่นโดยการกกหรือให้แม่เป็ดเลี้ยงลูกเป็ด รวมทั้งอาหารที่มีคุณภาพ และน้ำสะอาด
  • การเลี้ยงเป็ดเทศรุ่น (อายุ 4 – 12 สัปดาห์)
    ลูกเป็ดอายุครบ 3 สัปดาห์ ความต้องการความอบอุ่นลดลง เพราะลูกเป็ดมีขนขึ้นเต็มลำตัว แตะลูกเป็ดกินอาหารได้ดีจนสามารถสร้างความอบอุ่นชื้นได้เองอย่างพอเพียง ลูกเป็ดอายุ 4 – 8 สัปดาห์ จะมีการเจริญเติบโตสูง ต้องการอาหารจำนวนมาก จึงต้องให้อาหารและน้ำเต็มที่
  • การเลี้ยงดูเป็ดอายุ 13 – 24 สัปดาห์
    จะเข้าสู่วัยหนุ่ม – สาว เป็ดจะกินอาหารมากขึ้นแต่เจริญเติบโตน้อย ดังนั้น ควรให้อาหารเพียงพอสำหรับรักษาขนาดให้มีน้ำหนักเพิ่มเล็กน้อยและให้หญ้าลด ผักลดหรือผักตบชวาเสริม เพื่อช่วยลดตันทุนการผสิต มีน้ำที่สะอาดตั้งไว้กินอยู่ตลยดเวลา 
  • การเลี้ยงเป็ดเทศพ่อ – แม่พันธุ์
    เป็ดเทศจะเริ่มไข่เมื่อายุ 28 สัปดาห์ (7 เตือน) การเลี้ยงดูช่วงนี้ต้องเอาใจใส่ โดยเฉพาะการให้อาหาร วันหนึ่งให้อาหาร 2 ครั้ง เช้าและเย็น เพื่อให้เป็ดเทศได้กินอาหารและสามารถใช้ประโยชน์ไห้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็ดแม่พันธุ์ช่วงกำลังไข่จะต้องการอาหารมาก แต่เมื่อไข่แล้วปริมาณความต้องการอาหารจะลดลง การไข่ของเป็ดเทศปีหนึ่งๆ จะไข่ประมาณ 4 – 5 ชุด ชุดหนึ่ง 15 -20 พ่อง เป็ดเทศสามารถให้ไข่ได้ดีในช่วงอายุ 2 ปี ของการให้ไข่ หลังจากนั้น การให้ไข่จะลดลง แม่เป็ดชอบไข่ในที่มืดและสงบไม่ชอบให้ตัวอื่นมารบกวนรังไข่ ดังนั้น ในคอกเป็ดพันธุ์ควรจะมีรังไข่ รองรังไข่ด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง รังไข่อาจใช้กระบะไม้ หรือโอ่งจัดไว้ในมุมมืดของคอก รังไข่ 1 รัง ต่อแม่เป็ด 2 -3 ตัว จะช่วยให้เป็ดไข่ใด้ดี และไม่แย่งรังกันไข่มีผัก หญ้าสด หรือผักตบชวา น้ำสะอาดให้กินอยู่ตลอดเวลาจะช่วยลดต้นทุน และประหยัดอาหาร

เลี้ยงเป็ดเทศ

โรคแสะการป้องกันโรค

  • โรคอหิวาต์ ต้องทำวัคชีนอหิวาห์เป็ด ครั้งแรกเมื่อเป็ดอายุ 3 สัปดาห์ และทำช้ำทุก 3 เดือน โดยฉีดเข้ากล้าม ตัวตะ 1 ชีซี
  • โรคกาฟโรคเป็ด จะต้องทำวัคซีนกาฬโรคเป็ดครั้งแรก เมื่อเป็ดอายุ 3 – 4 สัปดาห์ จากนั้นทำวัคชีน ดังรายละเอียดตามตาราง โดยการฉีดเข้ากล้าม ตัวละ 1 ชีชี

ต้นทุนและผลตอบแทน

สำหรับการเลี้ยงเป็ดบาร์บารี่ จำนวน 1 ชุด ประกอบด้วย พ่อพันธุ์ จำนวน 10 ตัว แม่พันธุ์ จำนวน50 ตัว

  • ต้นทุน
    ต้นทุนหลักซึ่งเป็นต้นทุนคงที่จะได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการสร้างโรงเรือนและจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 10,000 -20,000 บาท ส่วนตันทุนผันแปรซึ่งเป็นค่าพันธุ์ ค่อาหารค่าวัคซีนและเวชภัณฑ์ จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 30,000-40,000 บาทต่อปี
  • ผลตอบแทน
    • จะได้จากการจำหน่ายลูกเป็ดเทศที่ผลิตได้ ประมาณ 50-60 ตัวต่อตัวต่อปี ซึ่งจะจำหน่ายได้ในราคาตัวละ 20-25 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 1,200-1,500 บาทต่อแม่ต่อปี
    • การจำหน่ายเป็ดใหญ่ที่เลี้ยงจนโต ขนาดน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยตัวละ 2.5-3 กิโลกรัม จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 50-55 บาท คิดเป็นผลตอบแทนตัวละ 125-165 บาท

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนและผลตอบแทนจากการเลี้ยงสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะการตลาดและแหล่งที่เลี้ยง อาทิ ราคาพันธุ์เป็ดอาหารและราคารับซื้อผลผลิตของแต่ละตลาด และขนาดการผลิตดังนั้น เกษตรกรจะต้องศึกษาข้อมูลและรายละเอียดให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจเลี้ยง

อ้างที่มา : กรมส่งเสริมวิชาการเกษตร , www.sarakaset.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เกษตรทฤษฎีใหม่ หัวใจพอเพียง พอกิน พอใช้รายได้ไม่ขาดมือ

เกษตรทฤษฎีใหม่ หัวใจพอเพียง พอกิน พอใช้รายได้ไม่ขาดมือ

เกษตรทฤษฎีใหม่


ปัญหาหลักของเกษตรกรในอดีตจนถึงปัจจุบันที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การขาดแคลนน้ำเพื่อเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่อาศัยน้ำฝน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศที่อยู่ในเขตที่มีฝนค่อนข้างน้อยและส่วนมากเป็นนาข้าวและพืชไร่ เกษตรกรยังคงทำการเพาะปลูกได้ปีละครั้งในช่วงฤดูฝนเท่านั้น และมีความเสี่ยงกับความเสียหายอันเนื่องมาจากความแปรปรวนของดิน ฟ้า อากาศ และฝนทิ้งช่วง แม้ว่าจะมีการขุดบ่อหรือสระเก็บน้ำไว้ใช้บ้างแต่ก็ไม่มีขนาดแน่นอน หรือมีปัจจัยอื่น ที่เป็นปัญหาให้มีน้ำใช้ไม่เพียงพอรวมทั้งระบบการปลูกพืชไม่มีหลักเกณฑ์ใด ๆ และส่วนใหญ่ปลูกพืชนิดเดียว

เกษตรตามแนว “ทฤษฎีใหม่”

“ทฤษฎีใหม่” เป็นแนวทางหรือหลักในการบริหารจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรินี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบความยากลำบาก ให้สามารถผ่านช่วงวิกฤต โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำได้โดยไม่เดือดร้อนและยากลำบากนัก

การดำเนินงานตามทฤษฎีใหม่มี 3 ขั้นตอน คือ

  • การผลิต ให้พึ่งตนเองด้วยวิธีง่าย ค่อยเป็นค่อยไปตามกำลัง ให้พอมีพอกิน
  • การรวมพลังกันในรูปแบบ หรือ สหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกัน ในด้านการผลิต การตลาด ความเป็นอยู่ สวัสดิการการศึกษา สังคมและศาสนา
  • การดำเนินธุรกิจโดยติดต่อ ประสานงาน จัดหาทุนหรือแหล่งเงินในขั้นแรกที่เป็นการผลิต ถือเป็นขั้นสำคัญที่สุด ให้แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 หมายถึง
    • ขุดสระเก็บกักน้ำ
      พื้นที่ประมาณ 30% ให้ขุดสระเก็บกักน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้สม่ำเสมอตลอดปี โดยเก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง หรือระยะฝนทิ้งช่วง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์ และพืชน้ำต่างๆ เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด โสน ฯลฯ
    • ปลูกผลไม้ ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผัก
      พื้นที่ประมาณ 30 % ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผักพืชสมุนไพร ฯลฯ อย่างผสมผสานกัน และหลากหลายในพื้นที่เดียวกัน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือจากการบริโภคก็นำไปขายได้
    • ปลูกข้าว
      พื้นที่ประมาณ 30 % ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันสำหรับครัวเรือนให้เพียงพอตลอดปี โดยไม่ต้องซื้อหาในราคาแพง เป็นการลดค่าใช้จ่าย และสามารพึ่งตนเองได้
    • เป็นที่อยู่อาศัย และอื่นๆ
      พื้นที่ประมาณ 10 9 ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนนหนทาง คันดิน โรงเรือนและสิ่งก่อสร้างอื่นo รวมทั้งคอกเลี้ยงสัตว์ เรือนเพาะชำ ฉางเก็บผลิตผลการเกษตร ฯลฯ

หลักการและแนวทางสำคัญในการดำเนินงานเกษตรตามแนว “ทฤษฎีใหม่” ที่ควรทราบมีดังนี้

  • เป็นระบบการผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับที่ประหยัดก่อน
  • ต้องมีพื้นที่ส่วนหนึ่งทำนาข้าว เพราะข้าวเป็นปัจจัยหลักที่ทุกครัวเรือนต้องปลูก เพื่อให้มีข้าวพอบริโภคตลอดทั้งปี
  • ต้องมีน้ำสำรองไว้ใช้เพียงพอตลอดปี เพื่อการเพาะปลูกในระยะฝนทิ้งช่วง หรือในฤดูแล้ง
  • ใช้อัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 ในการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ไม่ว่าจะมีพื้นที่ถือครองน้อยกว่าหรือมากกว่า 15 ไร่ คือ
    • 30 % ใช้ขุดสระเก็บกักน้ำ
    • 30 % ใช้ปลูกข้าว
    • 30 % ใช้ปลูกพืชผัก ผลไม้ พืชไร่ ไม้ยืนต้น
    • 10 % ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและอื่นๆ

ประโยชน์ของ “ทฤษฎีใหม่ สรุปได้ดังนี้

  • ประชาชนพออยู่พอกินในระดับประหยัด เลี้ยงตนเองได้ ไม่อดอยาก ตามหลักปรัชญาของ “เศรษฐกิจพอเพียง”
  • ในหน้าแล้งก็สามารถนำน้ำที่เก็บกักไว้ในสระมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องอาศัยชลประทาน
  • ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาล ก็สามารถสร้างรายได้ให้ร่ำรวยได้
  • ในกรณีที่เกิดอุทกภัย ก็สามารถฟื้นตัว และช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง โดยราชการไม่ต้องช่วยเหลือมากนักในการจัดการเกษตรตามแนว “ฤษฎีใหม่” ให้เกิดประสิทธิภาพนั้น ประเด็นสำคัญ คือ การพึ่งตนเอง ประหยัด และมัธยัสถ์ ก่อให้เกิดเศรษฐกิจพอเพียง โดยการจัดการแบ่งพื้นที่ให้สัมพันธ์ และเกื้อกูลกัน ซึ่งเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดิน น้ำ แรงงาน และรักษาสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น อันจะนำไปสู่การผลิตที่เกิดรายได้ และสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ที่มา : Youtrube บ่าวยุทธพาจ้วด เรื่อง | เกษตรทฤษฎีใหม่คือความมั่นคง ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง อ.นาเชือก


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การใช้ปุ๋ยผสมผสาน เพื่อลดตันทุนการผลิตและการเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

การใช้ปุ๋ยผสมผสาน เพื่อลดตันทุนการผลิตและการเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

การใช้ปุ๋ยผสมผสาน

การใช้ปุ๋ยผสมผสาน


ก่อนจะกล่าวถึงเรื่อง “ปุ๋ย” จำเป็นต้องรู้จัก “ดิน” ก่อนว่ามีองค์ประกอบอะไรอยู่ในดินบ้างองค์ประกอบของดิน และสัดส่วนที่ควรมีสำหรับดินที่มีคุณภาพดี

  • แร่ธาตุ หรืออนินทรียวัตถุ (45%) เป็นส่วนที่ได้จากการสลายตัวผุพังของหินและแร่ อันเป็นแหล่งกำเนิดของราตุอาหารให้แก่พืชได้ใช้เพื่อการเจริญเติบโต
  • อินทรียวัตถุ (5%) คือ ซากพืช ซากสัตว์ ที่ถูกย่อยสลายโดยการกระทำของจุลินทรีย์ที่อยู่ในดิน ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมาก จนตาเปล่ามองไม่เห็น จนได้สารอินทรียวัตถุที่อยู่ในรูปที่คงทนต่อการสลายตัวมีประโยชน์ ทำให้ดินมีโครงสร้างที่ดี ได้แก่ ความโปร่งร่วนซุย ดูดซับน้ำ และระบายน้ำ และอากาศได้ดี ทำให้รากพืชชอนไชไปหาธาตุอาหารในดินได้ง่ายขึ้น
  • น้ำ (25%) อยู่ในช่องว่างระหว่างเม็ดดิน ช่วยละลายแร่ราตุอาหารในดิน ให้พืชดูดไปใช้เพื่อการเจริญเติบโต
  • อากาศ (25%) อยู่ในช่องว่างระหว่างเม็ดดิน ช่วยให้ออกซิเจนแก่รากพืชใช้ในการหายใจ

การใช้พื้นที่ทำการเกษตรในการปลูกพืชติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้สัดส่วนขององค์ประกอบดินเปลี่ยนแปลงไป ธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินจะติดไปกับผลผลิตที่เก็บเกี่ยวออกไปจากแปลง การไถพรวนดินครั้งแล้วครั้งเล่าการเผาเพื่อเตรียมที่ดินปลูกพืชฤดูกาลต่อไปทำให้อินทรียวัตถุลดลง ส่งผลให้โครงสร้างของดินเสียไป ดินแน่นทึบ การระบายน้ำถ่ายเทอากาศไม่ดี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปรับปรุงบำรุงดินเพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินในรูปของ “ปุ๋ย”

ความหมายและประเภทของ “ปุ๋ย” ปุ๋ย หมายถึง สิ่งที่ใส่ลงไปในดิน หรือฉีดพ่นให้แก่ต้นพืชเพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้แก่พืช แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ

การใช้ปุ๋ยผสมผสาน

ทำความรู้จักกับ ปุ๋ยเคมี

ปุ๋ยเคมี คือ สารประกอบอนินทรีย์ที่ได้จากหินและแร่ธาตุในธรรมชาติ ส่วนใหญ่นำมาผ่านกระบวนการผลิตทางเคมีวัตถุประสงค์ของการใช้ปุ๋ยเคมี เพื่อให้ธาตุอาหารแก่พืชโดยต้องใส่ลงไปในดินที่มีความชื้นเหมาะสมหรือใส่แล้วต้องรดน้ำเพื่อที่จะละลายให้ธาตุอาหารแก่พืชดูดไปใช้ประโยชน์ได้ทันที เพื่อการเจริญเติบโตแตกกิ่งก้าน สร้างใบ ดอก เมล็ด และผลปุ๋ยเคมี แบ่งเป็น

  • แม่ปุ๋ย หมายถึง ปุ๋ยที่มีความเข้มข้นของธาตุอาหารสูงทั้งในรูปปุ๋ยเชิงเดี่ยว (มีธาตุอาหารหลักไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ธาตุใดราตุหนึ่งเพียงธาตุเดียว) หรือปุ๋ยเชิงประกอบที่มีราตุอาหารหลักตั้งแต่ 2 ธาตุขึ้นไป ไม่มีสารตัวเติมในแม่ปุ๋ย โดยใช้แม่ปุ๋ยผสมเป็นปุ๋ยสูตรต่าง ๆ ซึ่งแม่ปุ๋ยที่นิยมใช้มี 3 สูตร ได้แก่ ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ให้ธาตุอาหารไนโตรเจนปุ๋ยสูตร 0-0-60 ให้ธาตุอาหารโพแทสเซียม และปุ๋ยสูตร 18-46-0ให้ธาตุอาหารฟอสฟอรัส และไนโตรเจน
  • ปุ๋ยผสม หมายถึงปุ๋ยที่มีาตุอาหารหลักตั้งแต่ 2 ธาตุ ขึ้นไปอาจเป็นสารประกอบชนิดเดียว ที่มีธาตุอาหารหลักอยู่รวมกันหรืออาจเป็นปุ๋ยที่นำแม่ปุ๋ย 2 ชนิดขึ้นไปมาผสม แล้วอาจปั้นเม็ดเป็นเนื้อเดียวกัน หรือผสมแบบคลุกเคล้า และมีการใส่สารตัวเติมลงในปุ๋ย เพื่อให้มีน้ำหนักปุ๋ยครบ 100 กิโลกรัม ( เท่ากับปุ๋ย 2 กระสอบ) ตามที่พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 กำหนดซึ่งสารตัวเติมไม่มีจุดประสงค์ในการให้ธาตุอาหารหลัก เช่นปุ๋ยสูตร 16-20-0 มีปริมาณธาตุอาหาร ไนโตรเจน เท่ากับ 36 กิโลกรัมเป็นสารตัวเติมที่ไม่ใช่ราตุอาหารหลัก เท่ากับ 64 กิโลกรัม เป็นต้น

ทำความรู้จักกับ ปุ๋ยอินทรีย์

ปุ๋ยอินทรีย์ คือ ปุ๋ยที่ได้หรือทำมาจากวัสดุอินทรีย์ ซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธีทำให้ชื้น สับ หมัก บด ร่อน สกัดหรือด้วยวิธีการอื่น และวัสดุอินทรีย์ถูกย่อยสลายสมบูรณ์ด้วยจุลินทรีย์ แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยพืชสด วัตถุประสงค์ของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ทำให้ดินโปร่งร่วนซุย

ทำความรู้จักกับ ปุ๋ยชีวภาพ

ปุ๋ยชีวภาพ คือ ปุ๋ยที่ได้จากการนำจุสินทรีย์ที่มีชีวิต ที่สามารถสร้างธาตุอาหารพืชหรือช่วยให้ธาตุอาหารในดินเป็นประโยชน์กับพืชได้มากขึ้น และหมายความรวมถึงหัวเชื้อจุลินทรีย์ด้วยวัตถุประสงค์การใช้ปุ๋ยชีวภาพ เพื่อเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ดิน เพิ่มปริมาณธาตุอาหารพืช และส่งเสริมความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารในดินให้กับพืช ปุ๋ยชีวภาพ จะต้องมีชนิดจุลินทรีย์ และปริมาณที่ระบุไว้ จำนวนแน่นอน ตัวอย่างปุ๋ยชีวภาพ เช่น

  • ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ ช่วยเพิ่มปริมาณ จำนวนรากอย่างน้อย 20 % ทำให้ดูดราตุอาหารและน้ำจากดินมาใช้ได้มากขึ้น และสามารถตรึงในโตรเจนจากอากาศและสร้างสารกระตุ้นการเจริญเติบโต ทำให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้อย่างน้อย 25% และทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น มีผลิตใช้เฉพาะในข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย และมันสำปะหลัง
  • เชื้อไรซเบียม ช่วยในการตรึงในโตรเจนจากอากาศมาให้พืชใช้ประโยชน์ ทำให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมี มีผลิตใช้เฉพาะในพืชตระกูลถั่ว

แนวทางการใช้ปุ๋ยผสมผสาน เพื่อลดต้นทุนการผลิต

  • เก็บตัวอย่างดินส่งตรวจวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการหรือตรวจสอบด้วยตนเองโดยใช้ชุดตรวจสอบดินแบบรวดเร็วเพื่อทราบความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยเฉพาะธาตุอาหารหลัก ( เอ็น พี เค : N P K ) และความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ( พีเอช : pH )
  • ปรับปรุงดินโดยใช้ปัยอินทรีย์ในช่วงเตรียมดินเตรียมหลุมปลูกในไม้ผล ช่วงที่พืชเจริญแล้ว และหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต
  • ใช้วัสดุปรับปรุงดิน เช่น ปูนชนิดต่าง ๆ กรณีดินมีความเป็นกรด (พีเอช) ต่ำกว่า 5.5 แต่ถ้าพืชชอบดินที่เป็นกรด เช่น กาแฟ แตงโม สับปะรด มันฝรั่ง ทนความเป็นกรดได้ถึงระดับพีเอช 5 และยางพารา ชา ทนความเป็นกรดได้ถึงระดับพีเอช 4 อาจไม่ต้องใช้วัสดุปรับปรุงดิน
  • ผสมแม่ปุ๋ยเคมีใช้เอง ( สูตร 46-0-0, 18-4-0, 0-0-60 )ตามคำแนะนำจากผลวิเคราะห์ดิน หรือใช้ปุ๋ยผสมสูตรที่ใกล้เคียงกับคำแนะนำ
  • ใช้ปุ๋ยชีวภาพร่วมด้วย ในพืชที่ใช้ได้ ซึ่งปุ๋ยชีวภาพมีราคาถูก 1 ถุง คลุกเมล็ดข้าวได้ 10 – 15 กิโลกรัมข้าวโพด 3 – 4 กิโลกรัม หรือ 2 ถุง ฉีดพ่นท่อนพันธุ์อ้อยและแช่ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังได้ 1 ไร่ ทำให้ลดการใช้ปุยเคมีลงได้ อย่างน้อย 25% หรือใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีหว่านหลังปลูก

* สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากสำนักงานเกษตรอำเภอหรือศูนย์จัดการดินปุ้ยชุมชนใกล้บ้าน*

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเลี้ยงแพะมือใหม่ ต้องเริ่มต้นยังไงดี

การเลี้ยงแพะมือใหม่ ต้องเริ่มต้นยังไงดี

การเลี้ยงแพะมือใหม่

การเลี้ยงแพะมือใหม่


การเลี้ยงสัตว์กำลังได้รับการสนใจเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากการปลูกพืชแล้ว การเลี้ยงสัตว์ยังเป็นอาชีพหนึ่งที่สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกร ทั้งเป็นรายได้หลักและรายได้เสริม เเพะเป็นสัตว์ที่น่าเลี้ยง ทั้งนี้เพราะแพะนอกจากจะเลี้ยงง่ายขยายพันธุ์ได้เร็วแล้ว ยังมีข้อดีต่าง ๆ อีกมาก เช่น

  • แพะเป็นสัตว์ที่ให้ผลผลิตทั้งเนื้อและนม มีขนาดเล็ก ทำให้ผู้หญิงหรือเด็กก็สามารถให้การดูแลได้
  • แพะเป็นสัตว์ที่หาอาหารกินเองได้เก่ง กินอาหารได้หลายชนิด ดังนั้นถึงเม้ฤดูแล้ง เพะก็สามารถหาวัชพืช ที่โค-กระบือไม่กินกินเป็นอาหารได้
  • แพะมีการเจริญดิบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวได้เร็ว สามารถใช้แพะผสมพันธุ์ได้ตั้งแค่อายุเพียง 8 เดือน
  • แพะมีความสมบูรณ์พันธุ์สูง แม่แพะมักคลอดลูกแฝด และใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงถูกสั้น จึงทำให้สามารถตั้งท้องได้ใหม่
  • แพะเป็นสัตว์ที่ใช้พื้นที่ในการเลี้ยงเพียงเล็กน้อย ทั้งพื้นที่โรงเรือนและพื้นที่สำหรับปลูกพืชอาหารสัตว์สำหรับแพะ

สายพันธุ์แพะ

การที่จะให้การเลี้ยงแพะประสบความสำเร็จ ปัจจัยที่สำคัญอันหนึ่งก็คือพันธุ์เพะที่จะใช้เป็นพ่อ-แม่พันธุ์ เพราะพ่อ-แม่พันธุ์ที่ดีหากเลี้ยงอย่างถูกวิธี จะให้ผลผลิตที่ดีด้วย

การเริ่มต้นในการเลี้ยงแพะ ควรเริ่มจากการเลี้ยงแพะพื้นเมืองหรือเพะลูกผสมระหว่างเพะพันธุ์พื้นเมือง กับแพะพันธุ์ต่างประเทศที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์แล้ว เพราะนอกจากจะเลี้ยงดูง่ายแล้วยังลงทุนต่ำอีกด้วย เมื่อมีความรู้และประสบการณ์แล้วก็เริ่มเลี้ยงแพะพันธุ์แท้ ซึ่งอาจจะใช้แต่พ่อพันธุ์เเพะที่ดีนำมาผสมพันธุ์กับแม่แพะหรือปรับปรุงพันธุ์แพะในฝูงให้ดีขึ้น พันธุ์แพะเนื้อที่นิยมเลี้ยงกันในเขตประเทศไทยมีอยู่หลากหลายพันธุ์ เซ่น พันธุ์บอร์ พันธุ์แองโกร่า พันธ์แคซเมียร์ พันธุ์แบล็ตเบงกอล เป็นต้น

พันธุ์บอร์ (Boer)

             พันธุ์บอร์ (Boer) ปัจจุบันประเทศไทยนิยมเลี้ยงแพะพันธุ์นี้เพื่อผลิตเป็นแพะเนื้อมากขึ้น เพราะเป็นแพะเนื้อที่มีขนาดรูปร่างใหญ่ ล่ำสัน มีลำตัวใหญ่ยาวและกว้าง มีกล้ามเนื้อมาก และมีลักษณะของกระดูกโครงร่างใหญ่แข็งแรง ลักษณะสีลำตัวเป็นสีขาวมีสีน้ำตาลแดงที่หัวและคอ หัวโหนกนูน ดั้งจมูกโด่งและงุ้มลง เขาเอนไปด้านหลังและงอโค้งลงด้านล่าง ใบหูยาวและห้อยลง มีเครา แต่ไม่มีติ่ง (Wattle) ที่ใต้คอ น้ำหนักตัวเฉลี่ยของตัวผู้อยู่ที่ประมาณ 70-90 กิโลกรัม ส่วนตัวเมียมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 50-65 กิโลกรัม แม่แพะมีอัตราการให้ลูก แฝดสูงโดยมีจำนวนลูก 2-3 ตัวต่อดรอก

             แพะพันธุ์นี้มีข้อดีในการเลี้ยงเป็นแพะเนื้อเพราะมีขนาดใหญ่ ให้เนื้อมาก หนังจะมีคุณภาพดี อัตราการเจริญเติบโตดีหากมีการดูแลให้อาหารขันเสริม แต่มีข้อด้อยในเรื่องของการที่แม่แพะให้นมน้อยไม่เพียงพอในการเลี้ยงลูกแฝด

พันธุ์แองโกร่า (Angora)

             แพะพันธุ์แองโกร่า (Angora) เป็นแพะที่มีลักษณะรูปร่างขนาดเล็ก มีความสูงจากหัวไหล่ประมาณ 50-60 เซนติเมตร มีขนค่อนข้างยาวเมื่อเทียบกับพันธุ์อื่นๆ เส้นขนเป็นปุยละเอียดอ่อนนุ่ม ในต่างประเทศจึงนิยมเลี้ยงเพื่อเป็นแพะขน หัวมีลักษณะแบน ดั้งจมูกลาดตรงมีเขาเอนไปด้านหลัง หูตก มีเดรา แต่ไม่มีติ่ง (Wattle) ใต้ดอ น้ำหนักตัวในเพศผู้เฉลี่ยอยู่ที่ 35-55 กิโลกรัม น้ำหนักตัวในเพศเมียเฉลี่ยอยู่ 30-40 กิโลกรัม จำนวนลูก 1 ตัวต่อดรอก

           แพะพันธุ์นี้มีข้อด้อยในแง่ที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักตัวน้อย หากปล่อยให้แทะเล็มอยู่ในแปลงหญ้าจะหากินไม่เก่ง แต่ชอบหากินตามพุ่มไม้ป่าละเมาะมากกว่า และจากการที่เป็นแพะที่มีขนยาว หากเลี้ยงในเขตที่มีอากาศร้อนมากแพะจะเครียดจากความร้อน ขนพันกันทำให้สกปรกง่ายจึงต้องตัดขนปีละ 2 ครั้ง

การเลี้ยงแพะมือใหม่

แพะพันธุ์ซาเเนน

             เป็นแพะนมที่มีขนาดใหญ่ให้ผลผลิตนมสูงกว่าแพะพันธุ์อื่นๆ แพะพันธุ์นี้มีขนสั้น ดั้งจมูกและใบหน้ามีลักษณะตรง ใบหูเล็กและตั้งชี้ไปข้างหน้า ปกติจะไม่มีเขาทั้งในเพศผู้และเพศเมีย แต่เนื่องจากมีแพะกระเทยในแพะพันธุ์นี้มาก จึงควรคัดเฉพาะแพะที่มีเขาไว้เป็นพ่อพันธุ์ เพราะมีรายงานว่าลักษณะกระเทยมีความสัมพันธ์ทางพันธุ์กรรมอยู่กับลักษณะของการไม่มีเขา แพะพันธุ์นี้มีสีขาว สีครีม หรือสีน้ำตาลอ่อนๆน้ำหนักโตเต็มที่ประมาณ 60 กิโลกรัม สูงประมาณ 70-90 เซนติเมตร ให้น้ำนมประมาณวันละ 2 ลิตร ระยะเวลาการให้นมนานถึง 200 วัน มีหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เลี้ยงแพะพันธุ์นี้อยู่มาก เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และประเทศไทย แต่ก็มีปัญหาเพราะว่าแพะพันธุ์นี้ปรับตัวเข้ากับภูมิอากาศในแถบนี้ไม่ค่อยดีนัก แต่ถ้าหากเลี้ยงแพะพันธุ์นี้ไว้ในลักษณะขังคอกตลอดเวลา ก็จะทำให้ปัญหาเรื่องเจ็บป่วยลดลงให้ผลผลิตดี

แพะพื้นเมือง (Native goats)

             แพะพื้นเมือง (Native goats) เป็นแพะที่มีขนาดเล็ก มีการเลี้ยงและขยายพันธุ์กันอย่างแพร่หลายในแถบชนบทในเขตภาคใต้ของประเทศไทย โดยมากแพะพื้นเมืองที่มีอยู่มีการสันนิษฐานว่าการนำแพะเข้ามาเลี้ยงนั้นได้มาจากลายพันธุ์แพะในประเทศอินเดีย และประเทศมาเลเซีย ด้วยเหตุผลของการเผยแผ่ศาสนาและวัฒนธรรมการเลี้ยงแพะของประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลาม การเลี้ยงแพะในเขตภาคใต้ของประเทศไทยนั้น มักจะเป็นการเลี้ยงแบบปล่อยให้หากินไปตามพื้นที่รกร้าง เรือกสวนไร่นา ทุ่งหญ้าสาธารณะ เขตสวนยาง หรือป่าพรุ เป็นต้น

แพะพื้นเมืองเป็นแพะที่มีขนาดตัวเล็ก ลักษณะของแพะมักจะค่อนข้างแปรผันมากทั้งในส่วนของขนาด รูปร่าง และสีสันของลำตัวแพะ คือมีมากมายหลายสีตั้งแต่ สีเหลือง แดงน้ำตาลแดง น้ำตาลเข้ม ดำ หรืออาจมีลักษณะแบบสีผสม เช่น ขาวน้ำตาล ขาวดำ น้ำตาลดำอาจพบลำตัวแพะมีลายจุด หรือลายเป็นวง เป็นแต้ม หรือมีลายกระด่างกระดำ มีการผสมสีกันจนสีของลำตัวดูเปรอะไปทั้งตัว เป็นตัน

ลักษณะนิสัยแพะพื้นเมืองจะค่อนข้างร่าเริงและมีความอดทนสูงต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมหลายอย่าง เช่น สภาพอากาศร้อน หรือความชื้นที่มีมากจากสภาพฝนตกชุกในเขตภาคใต้ของไทย แพะพื้นเมืองมีขนาดเล็กจึงทำให้ปราดเปรียว คล่องตัวในการซอกแซกหากินใบไม้ตามพุ่มไม้และปีนป่ายคล่องแคล่ว เชื่อง ไม่ตื่นคน หากินเก่ง กินอาหารได้หลากหลายทั้งผลพลอยได้ทางการเกษตร เศษพืชผัก หรือเศษอาหารที่เหลือจากครัวเรือน แพะพื้นเมืองจะค่อนข้างเป็นสัดเร็ว แต่ก็เลี้ยงลูกเก่ง สอนลูกให้หากินได้เร็ว ซึ่งถือเป็นลักษณะเด่นของแพะพื้นเมืองนั่นเอง

ลักษณะและวิธีการเลี้ยงแพะ

ลักษณะและวิธีการเลี้ยงแพะโดยทั่วไปสามารถจัดแบ่งออกได้เป็น 4 แบบ ด้วยกันคือ

  • การเลี้ยงแบบผูกล่าม   การเลี้ยงแบบนี้ใช้ช็อกผูกล่มที่คอแพะแล้วนำไปผูกให้แพะหาหญ้ากิน รอบบริเวณที่ผูก โดยปกติเชื่อกที่ใช้ผูกกล่าม แพะมักมีความยาวประมาณ 5-10 เมตร การเลี้ยงแบบนี้ผู้เลี้ยงจะต้องมีน้ำและอหารแร่ธาตุไว้ให้แพะกินเป็นประจำด้วย ในเวลากลางคืนก็ต้องนำแพะกลับไปเลี้ยงไว้ในดอกหรือเพิงที่มีที่หลบฝน การผูกล่ามแพะควรเลือกพื้นที่ที่มีร่มเงาที่แพะสามารถหลบแดดหรือฝนไว้บ้าง หากจะให้ดีเมื่อเกิดฝนตกกวรได้นำแพะกลับเข้าเลี้ยงในดอกโรงเรือนเลี้ยงแพะ

การเลี้ยงแพะมือใหม่

  • การเลี้ยงแบบปล่อย   การเลี้ยงแบบนี้เกษตรกรมักปล่อยแพะให้ออกหาอาหารกินในเวลากลางวัน โดยเจ้าของจะคอยดูแลตลอดเวลาหรือเป็นบางเวลาท่านั้นลักษณะการเลี้ยงเเบบนี้เป็นที่นิยมลี้ยงกันมากในบ้านเรา เพราะเป็นการเลี้ยงที่ประหยัด เกษตรกรไม่ต้องตัดหญ้ามาลี้ยงแพะ การปล่อยแพะหาอาหารกินอาจปล่อยในแปลงผักหลังการเก็บเกี่ยว หรือปล่อยให้กินหญ้าในสวนยาง แต่จะต้องระมัดระวังอย่าให้แพะเที่ยวทำความเสียหายให้แก่พืชที่เกษตรกรเพาะปลูก ทั้งนี้เพราะแพะกินพืชได้หลายชนิด การปล่อยแพะออกหาอาหารกินไม่ควรปล่อยในเวลาที่แดคร้อนจัดหรือฝนตก เพราะแพะอาจเจ็บป๋วยได้ โดยปกติเกษตรกรมักปล่อยแพะหาอาหารกินตอนสายแล้วไล่ต้อนกลับเข้าคอกตอนเที่ยง หรือปล่อยเพะออกหาอาหารกินตอนบ่ายแล้วไถ่ต้อนกลับเข้าคอกตอนเย็น หากพื้นที่ที่มีหญ้าอุดมสมบูรณ์แพะจะกินอาหารเพียง 1-2 ชั่วโมง ก็เพียงพอแล้ว
  • การเลี้ยงแบบขังคอก  การเลี้ยงแบบนี้เกษตรกรขังแพะไว้ในคอก รอบ ๆ คอกอาจมีแปลงหญ้าและมีรั้วรอบแปลงหญ้าเพื่อให้แพะได้ออกกินหญ้าในแปลง บางครั้งเกษตรกรต้องตัดหญ้าเนเปียส์หรือกินนีให้แพะกินบ้าง ในคอกต้องมีน้ำและอาหารข้นให้กิน การเลี้ยงวิธีนี้ประหยัดพื้นที่และแรงานในการดูแลเพะ แต่ต้องลงทุนสูง เกษตรกรจึงไม่นิยมทำการเลี้ยงกัน
  • การเลี้ยงแบบผสมผสานกับการปลูกพืช  การเลี้ยงเเบบนี้ทำการเลี้ยงได้ 3 ลักษณะที่กล่าวข้างต้น แต่การเลี้ยงลักษณะนี้เกษตรกรจะเลี้ยงแพะปะปนไปกับการปลูกพืช เช่น ปลูกยางพารา ปลูกปาล์มน้ำมัน และปลูกมะพร้าว ในภาคใต้ของประเทศไทย มีเกษตรกรจำนวนมากที่ทำการเลี้ยงแพะควบคู่ไปกับการทำสวนยาง โดยให้แพะทากินหญ้าใด้ต้นยางที่มีขนาดโตพอสมควร การเลี้ยงแบบนี้ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้นกว่าการพาะปลูกเพียงอย่างเดียว

โรงเรือนและอุปกรณ์ในการเลี้ยงแพะ

เเพะก็เหมือนสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ คือจะต้องมีสถานที่สำหรับแพะได้พักอาศัย หลบแดด หลบฝน หรือเป็นที่สำหรับนอนในเวลากลางคืน การสร้างโรงเรือนที่ใช้เลี้ยงแพะควรได้ยึดหลักดังต่อไปนี้

  • พื้นที่ตั้งของดอก คอกแพะควรอยู่ในที่เนินน้ำไม่ท่วมชัง แต่ถ้าหากพื้นที่ที่ทำการเลี้ยงแพะมีน้ำท่วมขังเวลาฝนตก ก็ควรสร้างโรงเรือนแพะให้สูงจากพื้นดินตามความเหมาะสม แต่ทางเดินสำหรับแพะขึ้นลงไม่ควรมีความลาดสูงกว่า 46 องศา เพราะหากสูงมากแพะจะไม่ค่อยกล้าขึ้นลงพื้นดอกที่ยกระดับจากพื้นดินควรทำเป็นร่อง โดยใช้ไม้ขนาดหนา 1 นิ้วกว้าง 2 นิ้ว ปูพื้นให้เว้นร่องระหว่างไม้แต่ละอันห่างกันประมาณ 5 เชนติเมตร หรืออางจะใช้พื้นตอนกรีต โดยปูพื้นดอกเพะด้วยสแลตที่ปูพื้นกอกสุกรก็ได้พื้นที่เป็นร่องนี้จะทำให้มูลของแพะตกลงข้างล่าง พื้นคอกจะแท้งและสะอาดอยู่เสมอ
  • ผนังคอก ผนังคอกแพะควรสร้างให้โปร่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ดี ผนังคอกควรมีความสูงไม่ต่ำกว่า 5 เมตร ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้แพะกระโดดหรือปืนข้ามออกไปได้
  • หลังคาโรงเรือน  แบบของหลังคาโรงเรือนเลี้ยงแพะมีหลายเเบบ เช่น เพิงหมาแหงน หรือ แบบหน้าจั่ว เกษตรกรที่จะสร้างควรเลือกแบบที่คิดว่าเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ และทุนทรัพย์ หลังคาโดยปกติมักจะสร้างให้สูงจากพื้นดอกประมาณ 2 เมตร ไม่ควรสร้างโรงเรือนให้หลังคาต่ำเกินไปเพราะอาจทำให้ร้อนและอากาศถ่ายทไม่ดี สำหรับวัสดุที่ใช้มุงหลังคาจะใช้จากหรือแฝก หรือสังกะสีก็ได้
  • ความต้องการพื้นที่ของแพะ แพะมีความต้องการพื้นที่ในการอยู่อาศัยในโรงเรือนประมาณตัวละ 1 ตารางเมตร ส่วนใหญ่ผู้เลี้ยงมักแบ่งภายในโรงเรือนออกเป็นออก ๆ แต่ละคอกขังแพะรวมฝูงกันประมาณ 10 ตัว โดยคัดขนาดของแพะให้ใกล้เคียงกันขังรวมฝูงกัน แต่ถ้าหากเห็นว่าสิ้นเปลืองคำาก่อสร้างก็อาจขังแพะรวมกันเป็นฝูงใหญ่ในโรงเรือนเดียวกันโดยไม่แบ่งเป็นคอก ๆ ก็ได้

อาหารแพะ

แพะสามารถกินหญ้าสด หญ้าแห้ง ใบไม้ จัดให้กินได้เต็มที่ หากเสริมอาหารข้นทำเอง หรือธัญพืชบ้าง และเสริมแร่ธาตุก้อน จะทำให้แพะมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ให้นมสำหรับเลี้ยงลูกมากขึ้น

การดูแลสุขภาพของแพะ

ปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งในการเลี้ยงแพะก็คือ แพะมักมีสุขภาพไม่ดีเจ็บป่วยและตาย ทำให้ผู้เลี้ยงเสียหาย ทางหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหานี้ก็คือผู้เลี้ยงต้องหมั่นเอาใจใส่และดูแลในเรื่องสุขภาพของแพะดังต่อไปนี้

  • กำจัดพยาธิภายนอก พยาธิภายนอกที่สำคัญของแพะได้แก่พวกเห็บ เหา หมัด และไร ซึ่งนอกจากจะทำความรำคาญให้แก่แพะแล้วอาจทำให้ขนแพะหลุดเป็นหย่อม 1 หรือเป็นโรคเรื้อนตามมา หากแพะถูกรบกวนด้วยพยาธิภายนอกดังกถ่าวก็จะทำให้สุขภาพไม่ดี ไห้ผลผลิตต่ำ การกำจัดพยาธิภายนอกนี้ทำได้โดยการหมั่นอาบน้ำและฉีดพ่นบริเวณลำตัวด้วยยากำจัดพยาธิภายนอก
  • กำจัดพยาธิภายใน พยาธิภายในที่สำคัญของแพะได้แก่พยาธิตัวกลม พยาธิตัวตึด และพยาธิไบไม้ในตับ ซึ่งพยาธิเหล่านี้จะทำให้แพะซูบผอม เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ขนและผิวหนังหยาบกร้าน การให้น้ำนมลดลงถ้าเป็นรุนแรงทำให้แพะมีอาการโลหิตจาง และตาย การกำจัดพยาธิภายในทำได้โดยการถ่ายพยาธิเมื่อแพะมีอายุได้ 3 เดือน และทำสม่ำเสมอประมาณ 2 เดือนต่อครั้ง ปัจจุบันมียาถ่ายพยาธิที่สามารถถ่ายพยาธิทั้ง 3 ชนิดในครั้งเดียวได้ จึงทำให้การถ่ายพยาธิสะดวกขึ้นมาก
  • การป้องกันโรคระบาดในแพะ โรคระบาดที่สำคัญในแพะและกรมปศุสัตว์สามารถผลิตวักซึนเพื่อป้องกันโรคได้ มีอยู่ 2 โรคด้วยกันคือ
    • โรคปากและเท้าเปื่อยในแพะ โรคนี้เป็นกับสัตว์ถีบคู่ทุกชนิด เมื่อเป็นแล้วทำให้เกิดความเสียหาย และระบาดแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ผู้เลี้ยงแพะควรทำการฉีดวัคชีนนี้ให้แก่เพะที่เลี้ยงอยู่เสมอโดยครั้งแรกทำการดเมื่อแพะอายุได้ 3 เดือน และฉีดครั้งต่อไปเว้นระยะทุก 4-6 เดือน
    • โรคเฮโมราชิกเขพติกซีเมีย แพะมักป่วยเป็นโรคนี้ในฤดูฝนโรคนี้อาจทำให้แพะตายและสามารถเพร่โรคไปสู่แพะตัวอื่นได้ การป้องกันโรคนี้สามารถทำได้โดยการฉีดวัดซึนป้องกันโรคนี้ตั้งแต่แพะอายุได้ 3 เดือน และฉีดซ้ำทุก 6 เดือน

บทความอื่นที่น่าสนใจ

การผลิตทุเรียนนอกฤดู เพิ่มผลผลิต ราคาดี

การผลิตทุเรียนนอกฤดู เพิ่มผลผลิต ราคาดี

การผลิตทุเรียนนอกฤดู

การผลิตทุเรียนนอกฤดู


ทุเรียน เป็นไม้ผลเมืองร้อนเศรษฐกิจของไทย เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับของชาวต่างประเทศ ทั้งในและ นอกกลุ่มประเทศอาเชียน ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถส่งออกทุเรียนในอันดับต้นๆ ทั้งมีโอกาสขยายตลาดการส่งออกได้ดีมาก ทั้งตลาดเก่าและตลาดใหม่มีความต้องการของตลาดตลอดทั้งปี ทำให้การผลิตทุเรียนนอกฤดูกาลจึงเป็นวิถีทางที่จะช่วยกระจายปริมาณผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดได้ทั้งปี เพิ่มโอกาส ให้ประเทศมีส่วนแบ่งในตลาดโลกได้มากยิ่งขึ้นยังผลให้ประเทศไทยได้ดุลทางการค้าตามไปด้วย เป็นโอกาสที่จะช่วยให้ราคาผลผลิตทุเรียนในช่วงฤดูกาลไม่ตกต่ำ และช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนได้มากยิ่งขึ้น

พันธุ์ทุเรียนเพื่อการผลิตนอกฤดู ได้แก่

  • พันธุ์หมอนทอง

    เป็นทุเรียนพันธุ์ยอดนิยมที่ผู้บริโภคชาวไทยและชาวต่างประเทศชื่นชอบ อีกทั้งตอบสนองต่อการทำนอกฤดูได้ดี ติดผลดก ระยะเวลาสุกแก่ปานกลาง เนื้อหนาสีเหลือง เมล็ดลีบ รสชาติหวานมัน

  • พันธุ์กระดุม

    เป็นทุเรียนพันธุ์เบาที่สามารถทำการผลิตนอกฤดูเพื่อส่งออกในช่วงต้นฤดู ติดผลดก สุกแก่เร็ว ผลเล็ก เนื้อสีเหลืองเข้มละเอียดรสชาติหวานแหลม กลิ่นหอม

อายุที่เหมาะสมต่อการทำการผลิตนอกฤดู

ดังนั้นการทำนอกฤดูจึงต้องคัดเลือกต้นทุเรียนที่มีสภาพต้นสมบูรณ์เต็มที่ ใบเขียวเข้ม หนาแน่น ควรมีอายุอย่างน้อย 8 – 15 ปี ทรงพุ่ม 8 – 12 เมตร

การผลิตทุเรียนนอกฤดู

การเลือกช่วงเวลาการผลิต

สามารถทำได้ 2 ช่วงตามสภาพพื้นที่ ภาคตะวันออกช่วงกุมภาพันธ์ – มีนาคม และภาคใต้ตั้งแต่เดือน ตุลาคม – กุมภาพันซึ่งในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ไม่มีผลผลิตทุเรียนในฤดูกาลและเป็นช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ และคริสมาสต์

วิธีการผลิตนอกฤดู หลังจากได้ทำการคัดต้นที่สมบูรณ์พร้อมจะทำการผลิตนอกฤดูแล้ว ดำเนินการดังนี้

  • การเตรียมพร้อมของต้นทุเรียน แบ่งออกเป็น 2 ระยะดังนี้
    • การกระตุ้นการแตกใบอ่อน ชุดที่ 1
      ปลิดดอกทุเรียนในฤดูกาล ช่วงระยะหัวตาปูและเหยียดตีนหนู ออกให้หมด ใส่สารฮิวมิคแอซิค อัตรา 1,000 มิลลิลิตร ผสมกับปุ้ย 3-20-10 อัตรา 300-500 กรัมผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นลงดินด้วยเครื่องพ่นสารเคมีแรงดันสูง 3 ครั้งทุกๆ 7 วันและ ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตรา3-4 กิโลกรัมต่อต้น ผสมกับปุ้ย 30-0-0 จำนวน 1 กิโลกรัม หรือปุ๋ย15-0-0 โดยคลุกเคล้ากันแล้วหว่านลงดินใต้ทรงพุ่ม ห่างจากโคนต้น50-70 เซนติเมตร ทำการแต่งกิ่งแห้ง กิ่งน้ำค้าง กิ่งฉีกหัก กิ่งแซมในทรงพุ่มออก
    • กระตุ้นเพื่อการแตกใบอ่อนชุดที่ 2 หลังจากใบอ่อน
      ชุดแรกแก่เต็มที่ อายุประมาณ 45 – 60 วันแล้ว ให้ทำการกระตุ้นให้ทุเรียนแตกใบอ่อนชุดที่ 2 โดยการให้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 46-0-0 หรือ30-20-10 หรือ 20-20-20 ฉีดพ่นทางใบ 2 – 3 ครั้ง ห่างกัน 7 – 10 วัน จากนั้นให้สารกระตุ้นการแตกใบอ่อนด้วย นูรโปร อัตรา 300 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร ให้สารเสริมที่มีแมกนีเชียมสูงด้วย เอมอนต์ อัตรา 300 มิลลิลิตร หรือ โดแม็ค อาหารเสริมที่มีสังกะสีสูง 150 – 300 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หลังจากนั้นทุเรียนจะแตกใบอ่อนภายใน 10 – 15 วัน
  • การบังคับการออกดอก ด้วยการพ่นสารพาโคลบิวทราโซล
    • ความเข้มข้นสารพโคลบิวทราโซลที่ใช้ 1,000 – 1,500 ppm (ถ้าสาร ชนิด 10 อัตราที่ใช้ 200 – 300 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร หรือชนิด 25 % อัตรา 80 – 120 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร

การป้องกันกำจัดโรคแมลงที่สำคัญ

แมลงศัตรูสำคัญ ได้แก่

การผลิตทุเรียนนอกฤดู

  • เพลี้ยไก่แจ้
    ป้องกันกำจัดกำจัดในระยะทุเรียนแตกใบอ่อน ควรฉีดพ่นคาร์บาริล (เซฟวิน 85 % WP) อัตรา 60 กรัม/น้ำ 20 ลิตร (ผสมสารจับใบ) หลังฉีดพ่นแล้วยังพบแมลงต้องทำการฉีดซ้ำอีก

  • ไรแดง
    ป้องกันกำจัดโดยการให้ทำการฉีดพ่นด้วยโพรพาร์ไกต์ 30% WP อัตรา 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ เฮกซีไทอะซอกซ์ 2% EC อัตรา 40มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตรหรือ อามีทราซ 20% EC อัตรา 30 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7 – 10 วัน
  • หนอนกัดกินใบอ่อน หนอนเจาะเมล็ดทุเรียน ป้องกันกำจัดโดยให้ฉีดพ่นสารเคมี คาร์บาริล หรือ เซฟวิน 85%WP อัตรา 30 – 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

โรคสำคัญ ได้แก่

  • โรคแอนแทรคโนส
    โดยฉีดพ่นสารเคมีชนิดป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น เบนโนมิล 50 WP อัตรา 15 – 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร แคปแทน 50% WP 30 – 40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 62% WP อัตรา 40 – 110 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
    โรคแอนแทรคโนส
  • โรคจากเชื้อราไฟทอปธอร่า
    การทำลายที่ใบให้พ่นด้วยสารเมทาแลคซิล 25 % WP อัตรา 50 – 60 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ ฟอสเอทธิล อะลูมินั่ม 80% WP อัตรา 80 – 100 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสฟอรัส แอซิด อัตรา 50 มิลลิสิตร/น้ำ 20 ลิตร ให้ทั้งภายในและภายนอกทรงพุ่ม การทำลายที่รากให้ใช้สารเมทาแลคซิล 80% WP อัตรา 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ราดใต้ทรงพุ่มให้ทั่ว และกระตุ้นการเจริญเติบโตของรากด้วยการพ่นปุ้ยเกล็ดที่มีจุลธาตุผสมอยู่ด้วยสูตร 15 – 30 – 15 หรือ 20 – 20 – 20 อัตรา 60 กรัม ผสมกรดฮิวมิค แอซิด อัตรา 100 มิลลิลิตร ในน้ำ 20 ลิตร

การกระตุ้นการออกดอก

ฉีดพ่นด้วยสารไทโอยูเรีย ความเข้มข้น 1,500 ppm (30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร) บริเวณท้องกิ่ง ตรงจุด ที่ดอกอ่อนระยะไข่ปลา ระวังอย่าให้ถูกใบ อาจทำให้ใบไหม้และร่วง

การขึ้นน้ำทุเรียน

ควรปฏิบัติอย่างสำเสมอ เพื่อให้ดอกทุเรียนโตสม่ำเสมอดีควรปฏิบัติอย่างถูกต้อง

  • ระยะช่วงแทงดอก
    การพัฒนาของดอกในระยะไข่ปลาถึงหัวตาปู จะใช้เวลาประมาณ 10 วัน ซึ่งดอกจะยาวประมาณ 1 – 1.5 เซนติเมตร จำเป็นต้องให้น้ำแก่ทุเรียนในปริมาณมาก เพื่อกระตุ้นให้ดอกทุเรียนโตสม่ำเสมอดีแล้ว ควรลดปริมาณการให้น้ำวันเว้นวันในช่วงฝนทิ้งช่วง
  • ระยะก่อนดอกบาน-ดอกบาน
    ระยะดอกหัวกำไลเป็นช่วงที่ทุเรียนต้องการน้ำมาก ประมาณ 5-6 ลิตร/ตารางเมตร ถ้าให้น้ำน้อยไม่เพียงพอทำให้กลุ่มดอกกลางเล็กน้อย น้ำพอดี กลุ่มดอกจะกลางออกปานกลาง หากน้ำมาก กลุ่มช่อดอกโดยก้านช่อดอกกลางออกมากอย่างเห็นได้ชัด
  • ช่วงระยะดอกบาน
    ช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญที่มีผลต่อการติดผลของทุเรียนมาก ถ้ามีฝนตกหรือการให้น้ำมากเกินไปดอกที่กำลังจะบานจะหลุดร่วงมาก ดังนั้นชาวสวนควรให้น้ำระยะนี้ประมาณ 3 ลิตร/พื้นที่ทรงพุ่ม 1 ตารางเมตร/วัน ทั้งนี้หากปลูกทฺเรียนระยะ 8 x 8 พื้นที่ทรงพุ่ม 64 ตารางเมตร ความต้องการใช้น้ำ = 64 x 3 เท่ากับ 192 ลิตรต่อต้น/วัน ควรคุมปริมาณน้ำ ไปจนถึงช่วงระยะดอกบาน จนกลีบดอกร่วงหมดแล้ว ทั้งต้นจึงเพิ่มปริมาณการให้น้ำในปริมาณปกติ

การช่วยผสมเกสร

เพื่อให้ทุเรียนที่ผลิตได้มีคุณภาพดี รูปทรงสวยงามเนื้อมากพูเต็ม เกษตรกรควรทำการผสมเกสรทุเรียนในช่วงเวลาดอกบานเวลาที่เหมาะสมควรเริ่มตั้งแต่ 19.00 – 19.30 น. เป็นต้นไป

การจัดการเพื่อส่งเสริมการติดผล

ตัดแต่งดอกให้เป็นรุ่นเดียวกัน โดยกระจายจำนวนดอกทั้งต้นให้เหลืออยู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับขนาดต้นและทรงพุ่ม และ การให้ปุ๊ยช่วงพัฒนาการออกดอกระยะไข่ปลาถึงดอกบานเพื่อให้ดอกทุเรียนมีการพัฒนาที่สมบูรณ์และติดผลมีคุณภาพ ควรมีการให้ปุ๋ยทางด่วนผสมกับธาตุแคลเซียมในระยะ 1-2 สัปดาห์ ก่อนดอกบาน

การตัดแต่งผล

เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้ผลทุเรียนนอกฤดูมีคุณภาพมีขนาดรูปทรงไม่ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด ดังนั้นการตัดแต่งกึ่งจึงเป็นการกำจัดผลทุเรียนที่ด้อยคุณภาพทิ้งตั้งแต่หลังติดผล ทำให้การกระจายของผลทุเรียนมีความสัมพันธ์กับทรงพุ่มจึงได้ผลสม่ำเสมอ

การเก็บเกี่ยว

การที่จะได้ผลทุเรียนที่มีคุณภาพ ควรเก็บเกี่ยวทุเรียนที่มีความสุกแก่ที่เหมาะสมกับตลาดผู้บริโภค และระยะทางในการขนส่งโดยให้ถึงมือผู้บริโภคแล้วสุกพอดี โดยมีดัชนีการเก็บเกี่ยวทุเรียน ดังนี้

  • โดยนับอายุผลวันดอกบาน – วันเก็บเกี่ยว หมอนทอง 120 – 135 วัน ให้สังเกตก้านผลจะแข็งและด้าน สัมผัสรู้สึกสากมือ ปลิงบวมโต เห็นรอยต่อของปลิงอย่างชัดเจน จับก้านผลแกว่ง รู้สึกก้านผล มีสปริงมากขึ้น หนามใหญ่ ปลายหนามแห้ง สีเขียวอมนวลหรือสีเขียวอมเหลือง
  • เห็นแนวแบ่งกลางพู (เส้นสาแหรก) ได้เด่นชัดเคาะที่กลางพูเสียดังโป่งๆ
  • ชิมน้ำเลี้ยงบริเวณขั้วปลิง (เมื่อตัดขั้วใหม่และยังมีน้ำใส)จะมีรสหวาน แสดงว่าผลทุเรียนแก่จัด แต่ถ้าจืดหรือฝาดแสดงว่าทุเรียนนั้นอ่อนสีเนื้อเปลี่ยนจากสีขาวเป็นเหลืองอ่อนหรือเข้มตามลักษณะประจำพันธุ์
  • สีเปลือกเมล็ดเปลี่ยนจากขาวอมชมพูเป็นสีน้ำตาลเข้ม เนื้อสุกมีรสชาติหวานผลทุเรียนเริ่มสุกที่บนต้นหรือร่วงหล่นลงมา เนื่องจากสุกแก่ตามธรรมชาติ แสดงว่าทุเรียนเริ่มแก่จัดแล้ว

ที่มา: กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ข้อคิดก่อนตัดสินใจลาออกจากงานมาทำอาชีพเกษตร

ข้อคิดก่อนตัดสินใจลาออกจากงานมาทำอาชีพเกษตร

ข้อคิดก่อนตัดสินใจลาออกจากงานมาทำอาชีพเกษตร

วันนี้เราข้อคิดดีๆ จากสวนวสา ในเว็บเกษตรพอเพียงดอทคอมครับ ที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่อยากออกจากงานมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม ลองอ่านให้ดีทั้งหมด ก็น่าจะช่วยป้องกันความเสียหายได้ครับ

เรื่องของ”ที่ดิน” สำหรับทำการเกษตร
การจะเริ่มทำการเกษตรได้นั้น เราควรมีที่ดินเป็นของตัวเอง แต่ก่อนจะลงมือซื้อที่ดินผืนใด ขออนุญาตให้ข้อคิดเกี่ยวกับปัจจัยที่สำคัญก่อนซื้อที่ดินเพื่อทำการเกษตร ดังนี้
  • ในที่ดินต้องมีแหล่งน้ำหรือติดกับแหล่งน้ำที่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งปี เพราะการซื้อที่ดินที่ไม่มีน้ำ ก็เท่ากับไม่มีประโยชน์ในเชิงเกษตร แหล่งน้ำที่ว่านี้อาจจะเป็นคลองชลประทาน อ่างเก็บน้ำ คลองธรรมชาติ แม่น้ำ ฯลฯ
  • ที่ดินควรใกล้กับถนน และไม่ไกลจากบ้านที่อยู่ประจำของคุณมากนัก การไปมาทำได้ง่าย เมื่อการเดินทางสะดวก ก็ทำให้เรารู้สึกอยากไปเยือนบ่อย ๆ โดยเฉพาะเกษตรกร part-time ที่ต้องทำงานในวันธรรมดาและไปทำสวนได้เฉพาะวันหยุด หากคุณต้องขับรถ 500 กม. เพื่อไปสวนในวันเสาร์ และขับกลับอีก 500 กม. ในวันอาทิตย์ คุณจะเหนื่อยและท้อไปในที่สุด ระยะทางที่เหมาะสมน่าจะไม่เกิน 200 กม. จากบ้านคุณ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเรื่องระยะทางนี้ขึ้นกับทุนและความชอบส่วนบุคคล นอกจากนี้ ราคาน้ำมันก็เป็นปัจจัยสำคัญด้วย คำนวณค่าน้ำมันคร่าว ๆ ว่าระยะทาง 200 กม. รถคุณกินน้ำมันเฉลี่ย 8 กิโลลิตร น้ำมันลิตรละ 30 บาท ไป-กลับ จะมีค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าน้ำมัน 1,500 บาทต่อเที่ยว เดือนหนึ่งไป 4 ครั้งก็ประมาณ 6,000 บาท ปีละ 72,000 บาท เทียบกับราคาที่ดินที่อาจจะแพงกว่าแต่ใกล้กว่า อย่างไหนคุ้มกว่ากัน อันนี้ควรคำนวณให้รอบคอบค่ะ
  • ที่ดินควรใกล้ตลาดหรือชุมชน หรือผู้ซื้อรายใหญ่ เพื่อที่จะสามารถขนส่งผลผลิตเพื่อจำหน่ายได้โดยง่าย (หากคิดจะปลูกเพื่อจำหน่าย) เช่น อยากปลูกมะม่วงส่งออกแต่ผู้ปลูกอยู่ภาคใต้ ส่วนผู้ส่งออกอยู่ภาคเหนือและภาคกลาง อย่างนี้ ถ้าปลูกไม่มากพอก็จะไม่มีผู้ซื้อวิ่งไปซื้อแน่ ๆ ค่าน้ำมันทุกวันนี้แพงมาก ๆ ค่ะ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผู้ซื้อมักจะถามก่อนว่าปลูกกี่ไร่ กี่ต้น ผลผลิตกี่ตัน (ถ้าไม่ถึง 4-5 ตัน ส่วนมากรายใหญ่เขาไม่วิ่งมาค่ะ)
  • ควรมีเพื่อนบ้านและสังคมที่ดี ก่อนซื้อที่ดินควรลองไปสำรวจดูว่าเพื่อนบ้านมีอัธยาศัยเป็นอย่างไร ที่ดินบางผืนราคาถูกเพราะเพื่อนบ้านขี้ขโมย ผลผลิตอะไรออกมาหายหมด ติดตั้งปั๊มน้ำก็หาย บางทีเผลออาทิตย์เดียวบ้านทั้งหลังรื้อเอาไปขายก็มี ลองไปถามสถานีตำรวจในพื้นที่ดูว่าคดีลักขโมยมีแยะไหม ใครเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และทัศนคติเขาเป็นอย่างไร
  • ที่ดินควรมีต้นไม้ขึ้นอยู่ในที่บ้าง เพื่อแสดงว่าดินที่นี่ปลูกต้นไม้ได้ บางคนไปซื้อที่ดินที่เตียนโล่งแม้แต่หญ้าก็ไม่ขึ้น แล้วมาดีใจว่าไม่ต้องถางหญ้าปรับที่ดิน ซึ่งแท้ที่จริงเป็นดินเค็มที่เพาะปลูกอะไรไม่ได้ หากเป็นไปได้ลองสังเกตด้วยว่าต้นไม้ที่ขึ้นในที่ดินนั้นเป็นต้นอะไรเพื่อจะได้ทราบว่าที่ดินผืนนั้นเพาะปลูกผลไม้ชนิดใดได้ดีที่สุด
  • ที่ดินทำสวนเกษตรส่วนใหญ่ควรเป็นพื้นราบ เพราะหากเป็นที่ลาดชันเวลารดน้ำต้นไม้ น้ำจะไหลลงเบื้องล่างหมด หากต้องทำขั้นบันไดก็จะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่าที่ดินผืนราบ แต่หากจะปลูกไม้ยืนต้นพวกไม้ป่า ก็เป็นที่เนินเขาได้ค่ะ ทั้งนี้ขึ้นกับพืชที่เลือกจะปลูก
  • ไม่ควรเป็นที่น้ำท่วมขัง ที่ดินบางผืนในช่วงฤดูฝนจะตรงกับแนวน้ำท่วมพอดี อย่างนี้ปลูกพืชอะไรไม่ทันเก็บเกี่ยวก็ตายหมด แล้วอย่ามาดีใจว่าไม่ปลูกพืชก็ได้ไหนๆน้ำมากเลี้ยงปลาเสียเลย ขอโทษค่ะ พอน้ำท่วมขึ้นมาปลาที่เลี้ยงก็หายหมดเหมือนกัน
  • ให้สำรวจหน้าดินของที่ดินที่ซื้อด้วยค่ะ พอดีมีเพื่อนเกษตรกรโทรมาปรึกษา มีที่ดินแต่หน้าดินที่ปลูกพืชได้มีเพียง 1-2 เมตร ลึกลงไปกว่านั้นกลายเป็นดินผสมหินแบบแข็งเลย รากพืชชอนไชลงไปไม่ได้ อย่างนี้หากก่อนซื้อเตรียมแผนไว้ก็คงต้องปรับแผนเพื่อปลูกพืชที่มีระบบรากไม่ลึกมากค่ะ
  • เวลาซื้อที่ดิน อย่ามองแค่ค่าที่ดินอย่างเดียว ให้คำนึงถึงว่าจะต้องมีค่าปรับปรุงที่ดินอีกเท่าไหร่ด้วย เช่น หากที่ดินมีต้นไม้รกเรื้อ หรือมีการขุดร่อง ขุดแนวคันเอาไว้ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเกษตรกร ต้องจ้างรถแมคโครปรับปรุงใหม่อีกเท่าไหร่ ที่ดินมีไฟฟ้า มีถนนถึงหรือยัง หากซื้อที่ดินร่วมกับคนอื่นก็ต้องจ่ายค่าทำถนนเข้าไปยังที่ดินอีกเท่าไหร่ ค่าเดินสายไฟเข้าไปยังที่ดิน ค่าขุดคลองส่งน้ำหรือระบบชลประทาน แล้วยังค่าใช้จ่ายในการแบ่งแยกโฉนดอีก เรื่องพวกนี้รวม ๆ แล้วอาจทำให้ที่ดินไร่ละ 5 หมื่น กลายเป็นไร่ละ 3 แสน ก็เป็นได้ค่ะ
  • การซื้อที่ดินร่วมกับคนอื่น ควรตกลงกันให้แน่ชัดตั้งแต่แรกว่าค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จะร่วมกันรับผิดชอบอย่างไร ค่าโอนที่ดิน ค่าสาธารณูปโภค ฯลฯ นอกจากนี้ถนนที่จะตัดเข้าไปยังที่ดินของแต่ละคนจะตกลงค่าใช้จ่ายและกรรมสิทธิ์กันอย่างไร บางคนเห็นว่าที่ดินตนเองอยู่ด้านหน้าก็ไม่ต้องการร่วมออกค่าถนนกับคนที่ซื้อที่ดินที่ลึกไปด้านหลัง เลยทำให้มีปัญหากันได้ แล้วยังเรื่องน้ำ หากคนที่อยู่ต้นน้ำเก็บกักน้ำ คนที่อยู่ปลายน้ำจะทำอย่างไร ควรมีการทำสัญญากันไว้ให้ชัดเจน และเป็นภาระผูกพันกับที่ดิน เพราะหากวันนี้แม้เชื่อใจกัน ไม่มีปัญหากันก็จริง แต่พอผ่านไปหากคนหนึ่งขายที่ไปให้บุคคลอื่น ปัญหาก็อาจจะเกิดขึ้นได้ค่ะ

ข้อคิดก่อนตัดสินใจลาออกจากงานมาทำอาชีพเกษตร

การเลือกพืชที่จะเพาะปลูก

  • ก่อนจะปลูกอะไร กรุณาสำรวจสภาพดินและน้ำก่อนว่าเหมาะกับพืชในใจคุณหรือเปล่า อย่าบุ่มบ่ามลงมือปลูกตามกระแส หรือตามใจชอบ ตัวอย่างเช่น ที่ดินสวนวสาเป็นดินเปรี้ยวเพาะปลูกพืชตระกูลส้ม-มะนาวได้ดี มะม่วง มะละกอได้ แต่ปลูกทุเรียน ลำไย มังคุดแล้วไม่โต (ลองแล้ว) ถึงกระนั้นก็ตามเวลาเรามี “เกษตรเกิน” (ผู้ที่แสดงตนว่ารู้มากกว่าเกษตรกร) มาเยี่ยมที่สวนก็มักจะแนะนำให้เราลองปลูกมังคุด ปลูกทุเรียนอยู่เสมอ ๆ เพราะส่งนอกได้ราคาดี คนแนะนำส่วนใหญ่ก็คิดแค่นั้น แต่เกษตรกรที่แท้จริงที่เป็นเจ้าของที่ดินควรศึกษาสภาพดินและน้ำก่อนลงมือปลูกอะไร เพื่อจะได้ประหยัดเวลาและทุนที่ถมลงไป
  • ควรเลือกพืชที่จะปลูกมากกว่า 1 ชนิดเพื่อบริหารความเสี่ยง เผื่อชนิดหนึ่งราคาตกหรือขายไม่ออก ชนิดอื่นจะได้ช่วยเฉลี่ยรายได้ แต่ไม่ควรหลายชนิดเกินไปจนปริมาณไม่คุ้มค่าขนส่ง เช่น มีที่ดิน 1 ไร่ แต่อยากปลูกมะม่วง มังคุด ลำไย มะนาว พริกขี้หนู เพื่อส่งออก แบบนี้แนะนำว่าให้ลืมเรื่องส่งออกไปได้เลย ให้ปลูกแบบพอเพียง คือเก็บทานเอง หรือส่งตลาดแถวสวนจะดีกว่าค่ะ
  • พืชแต่ละชนิดมีความต้องการน้ำไม่เท่ากัน หากจะปลูกผสมผสาน ควรเลือกพืชที่ต้องการน้ำ ปุ๋ยและยาคล้าย ๆ กันปลูกไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ปริมาณแสงก็เป็นสิ่งสำคัญ หากพืชชนิดหนึ่งต้องการแสงมาก ก็อย่าปลูกไว้ใกล้ ๆ กับพืชที่ให้ร่มเงา เช่น อย่าปลูกมะละกอไว้ใกล้กอไผ่ เพราะในที่สุดร่มเงาของไผ่จะบังมะละกอทำให้ไม่สามารถเติบโตได้ และเกิดโรคระบาดในที่สุด หรือ หากจะปลูกมะนาวทำนอกฤดู ก็ไม่ควรปลูกใกล้กับพืชที่ต้องการน้ำ เพราะพอเรางดน้ำเพื่อให้มะนาวออกดอก ต้นไม้ข้าง ๆ ก็จะตายไปด้วย ทำนองนี้
  • ตามทฤษฎีพอเพียง ควรปลูกพืชชนิดให้ประโยชน์เกื้อหนุนกับการเกษตรของท่านด้วย เช่น หากปลูกส้มหรือมะนาว ก็ควรเผื่อพื้นที่สำหรับปลูกไผ่ไว้ด้วย เพราะเวลาค้ำต้นมะนาวหรือส้มต้องใช้ไม้ไผ่ แทนที่จะไปซื้อ ก็ปลูกเองประหยัดกว่า นอกจากนี้หากใครคิดทำเกษตรอินทรีย์ ก็ปลูกพวกสะเดา หนอนตายหยาก หรือสมุนไพรอื่น ๆ ไว้ด้วย จะได้เอาไว้ทำเกษตรอินทรีย์ได้ง่ายค่ะ
  • นอกจากนี้ ให้คิดในใจเสมอว่า พื้นที่แต่ละพื้นที่มีลักษณะภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน อย่าคิดว่าการลอกเลียนแบบสวนที่ประสบความสำเร็จแล้วคุณจะประสบความสำเร็จด้วย การเกษตรไม่ใช่บะหมี่สำเร็จรูปที่ต้มกินที่ไหนก็รสชาติเดิม มักจะมีคนถามว่าหากปลูกมะนาวเหมือนสวนวสาต้องใส่ปุ๋ยเดือนไหน ฉีดยาเดือนไหน ฉีดอะไร ซึ่งขอเรียนว่า สวนวสาอยู่นครนายก สภาพภูมิอากาศและดินจะต่างจากสวนที่อยู่ราชบุรี พิษณุโลก หรือ เชียงใหม่ ดังนั้น เวลาที่ฉีดยา ใส่ปุ๋ย เก็บผลผลิตก็จะต่างกัน ช่วงเวลาเดียวกันที่สวนวสาเจอโรคราน้ำค้างแต่สวนอื่นอาจเจอเพลี้ยแป้ง อย่างนี้ยาที่ใช้ก็ต่างกัน ต้องหมั่นสังเกตอาการของพืชแล้วค่อยคิดเรื่องการบำรุงรักษาพืชค่ะ
  • เกษตรกรมือใหม่หลาย ๆ คนมักจะคิดว่า “พืช” ก็เหมือนวัตถุ สิ่งของ ที่ซื้อมาเก็บเอาไว้ก็ไม่เสื่อมสลาย ไม่เปลี่ยนรูป เหมือนเสื้อผ้า โต๊ะ เก้าอี้ ดังนั้น พออ่านประกาศโฆษณาขายเมล็ดพันธุ์หรือกิ่งพันธุ์ชนิดโน้นชนิดนี้ ที่กำลังเป็นสมัยนิยมกัน ก็เกิดความอยากครอบครองเป็นเจ้าของ เลยสั่งมาเก็บไว้ก่อน ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ปลูก บางคนยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ซื้อที่ดินเลยด้วยซ้ำ!!! 
  • การเลือกพืชที่จะปลูก นอกจากความแท้ของสายพันธุ์แล้ว ควรพิจารณาวางแผนการปลูกให้ผลผลิตออกมาเป็นพันธุ์แท้ด้วยค่ะ จะได้ไม่มีปัญหาด้านการตลาด และการขยายพันธุ์ต่อไปในอนาคต ขออนุญาตยกตัวอย่างมะนาวไร้เมล็ด (ซึ่งการขยายพันธุ์ทำโดยการตอนกิ่ง) หากปลูกรวมกันในระยะใกล้กันกับมะนาวมีเมล็ด เช่น มะนาวแป้น ก็มีความเสี่ยงว่าผลที่ออกมาอาจจะมีเมล็ดเนื่องจากเกสรอาจจะผสมกันได้ ทำให้มีปัญหาด้านการตลาดต่อไป เช่นเดียวกับมะละกอ หากปลูกหลายสายพันธุ์ในพื้นที่เดียวกัน ก็อาจทำให้ผลที่ออกมามีรสชาติและกลิ่นแตกต่างไป ทำให้มีปัญหาด้านการตลาดค่ะ การปลูกพืชแนวผสมผสาน ไม่จำเป็นต้องปลูกพืชตระกูลเดียวกันในพื้นที่เดียวกันค่ะ
  • โปรดชิมก่อนปลูก มีลูกค้าจำนวนมาก โทรมาสั่งซื้อกิ่งพันธุ์มะนาวตาฮิติ และเมล็ดมะละกอฮอลแลนด์ของสวนวสา โดยประมาณ 30% ของลูกค้า มักมีคำถามประโยคที่ว่า “รสชาติมันเป็นยังไงครับ/คะ” ซึ่งทำให้ทางเราตอบไปว่า “กรุณาไปที่ซุปเปอร์หรือตลาด แล้วซื้อมาชิมก่อน ถูกใจค่อยมาซื้อกิ่ง/เมล็ดพันธุ์ไปปลูก” เราอยากแนะนำเกษตรกรทุกคนนะคะ ก่อนจะปลูกพืช ผัก ผลไม้อะไร กรุณาชิมก่อน เพราะถ้าคุณซื้อตามกระแส โดยที่ตัวคุณเองก็ไม่ได้ชอบ อย่างนี้เวลาขายของ ลูกค้าถามว่าอร่อยไหม มันดียังไง เจ้าของสวนก็ตอบไม่ได้ แล้วจะขายของอย่างไรกัน และถ้าใจคนปลูกไม่ได้รักสิ่งที่ตนเองปลูก พืชผักมันก็ไม่งามนะคะ 

การตลาด

  • การจะปลูกอะไร (เพื่อการค้า) ให้คิดว่าจะขายได้ที่ไหนก่อน ถ้าปลูกพืชแปลกมากและอยู่ไกลจากตลาด จะทำให้ขายยากค่ะ
  • อย่าเห่อปลูกตามกระแส เกษตรกรที่ดี ควรประเมินสภาพตลาดให้ดีด้วย และอย่าดูเหตุการณ์เพียงจุดเดียว ช่วงปีที่แล้วมะนาวลูกละ 10 บาท เลยเกิดกระแสปลูกมะนาวกันใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้น 5 ปี มีคนฟันมะนาวทิ้งไปทั้งจังหวัดเพราะราคาร้อยละ 20 บาท ไม่คุ้มค่าปุ๋ยค่ายา อยากให้เกษตรกรมองไปข้างหน้ายาว ๆ ก่อนตัดสินใจปลูกอะไร ให้เน้นพืชที่ยังไงก็ขายได้ในพื้นที่ตนเองก่อน เช่น มีคนส่งเสริมปลูกต้นตะกู กฤษณา ฯลฯ ก่อนปลูกให้หาข้อมูลว่าผู้รับซื้อมีกี่ราย ขายยังไง ขายที่ไหน หากผู้รับซื้อรายที่มาส่งเสริมไม่ซื้อ จะเอาต้นดังกล่าวไปทำอะไร สูตรของสวนวสาคือ อย่างน้อยเราเองก็ต้องกินหรือใช้ได้เองด้วย
  • หากสนใจจะปลูกเพื่อการส่งออก ควรมีพื้นที่เพาะปลูกในจำนวนมากเกินกว่า 10 ไร่ หากมีน้อยกว่า 10 ไร่ ปลูกขายในประเทศได้ แต่ปลูกส่งออกไม่คุ้มการลงทุนค่ะ (เว้นแต่ในพื้นที่มีการรวมกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดเดียวกันได้จำนวนมากพอที่ผู้ส่งออกจะสนใจ) มีระบบน้ำที่สม่ำเสมอ ที่ดินควรอยู่ไม่ไกลจากแหล่งส่งออก เกษตรกรต้องจดมาตรฐาน GAP ซึ่งมีกฎค่อนข้างมาก ต้องมีโรงเก็บปุ๋ย ยา แยกกัน มีโรงคัดแยกพืชผลที่แยกต่างหาก มีพื้นปูนไม่สัมผัสดิน ฯลฯ พวกนี้เป็นการลงทุนทั้งนั้นค่ะ ดังนั้น หากพื้นที่ใหญ่หน่อยจะคุ้มกว่าพื้นที่ขนาดเล็กค่ะ อย่างไรก็ตาม ขึ้นกับชนิดของพืชด้วยค่ะ มีสมาชิกบางท่านสามารถปลูกพริกหรือผักส่งออกได้ในพื้นที่ 2 ไร่ ก็มีค่ะ
  • อย่าพยายามคิดการณ์ใหญ่เกินไปค่ะ จะสิ้นเปลืองทุนทรัพย์โดยใช่เหตุ เช่น ปลูกมะม่วงเพียง 5 ไร่ ผลผลิตปีละ 1 ตัน ในพื้นที่ก็ไม่มีคนอื่นเพาะปลูกพืชเหมือน ๆ กัน แต่คิดจะตั้งโรงงานแช่แข็ง หรือ โรงงานแปรรูปทำมะม่วงอบแห้ง หรือ คิดจะไปเซ้งแผงในตลาดไทเพื่อขายผลผลิตของตนเอง (เพราะมีเกษตรเกินมาแนะนำ) พอขายผลผลิตหมดก็ไม่รู้จะหาผลผลิตที่ไหนมาขายต่อ หรือแปรรูปต่อ จะเป็นการลงทุนโดยเสียเปล่าค่ะ หรือการส่งสินค้าเข้าห้างก็เหมือนกันค่ะ ควรศึกษาเงื่อนไขให้ถ่องแท้ค่ะ บางทีนอกจากโดนหักเปอร์เซนต์แล้วเราต้องรับภาระสินค้าที่เน่าเสียหายเอง แถมกว่าจะเก็บเงินได้ต้องมีเครดิต 45 วัน จึงจะได้เงิน นอกจากนี้ บางที่เขามีสัญญาให้ส่งแบบต่อเนื่อง หากส่งไปครั้งสองครั้งแล้วหยุดก็อาจโดนหักเงิน ทำนองนี้
  • เรื่องการตลาดนี่ พอเขียนไปแล้วดูเหมือนจะทำให้หลายคนเครียดเกินไป วันนี้มีลูกค้าโทรมาหารือว่าถ้าผมปลูกมะนาว 20 ต้นจะหาตลาดได้ที่ไหน คำตอบที่สวนวสาให้คือ ให้หาตลาดแถวบ้านตัวเองค่ะ เพราะการปลูกมะนาว 20 ต้นนั้นผลผลิตต่อการเก็บ 1 ครั้งไม่น่าจะถึง 100 กิโลกรัม โดยเฉลี่ยอาจจะแค่ 20-50 กิโลกรัม ดังนั้นหากคิดจะส่งตลาดไท แค่ค่าขนส่งก็มากกว่าค่ามะนาวแล้วค่ะ ส่วนการส่งออกไม่ต้องพูดถึงเลย นอกจากนี้หากมีร้านอาหาร ร้านค้าปลีกแถวบ้านก็สามารถไปติดต่อส่งได้ค่ะ สำคัญที่ขอให้รักษาผลผลิตให้มีป้อนร้านสม่ำเสมอและมีคุณภาพต่อเนื่องเท่านั้นเอง เรื่องการตลาดนี่ ไม่คิดถึงเลยก็ไม่ได้ คิดมากไปก็ไม่ดีค่ะ จะเครียดเปล่า ๆ

การเตรียมตัว/วางแผน

  • เมื่อมีที่ดินแล้ว มีทุนแล้ว ทราบว่าดินเป็นดินชนิดไหน เข้าใจสภาวะอากาศของพื้นที่แล้ว เลือกพืชที่เหมาะกับพื้นที่ได้แล้ว เราก็เริ่มวางแผนกันค่ะ อยากให้เกษตรกรทุกคนวางแผนบนกระดาษก่อนว่าจะแปลนสวนของตนเองอย่างไร บ้านจะอยู่ตรงไหน บ่อน้ำ (ถ้ามี) จะอยู่ตรงไหน และส่วนไหนกะว่าจะปลูกพืชอะไร จำนวนกี่ต้น
  • ระบบน้ำเป็นสิ่งสำคัญค่ะ ก่อนจะลงพืชชนิดใด ๆ ระบบน้ำควรจะพร้อมก่อน หากพื้นที่เป็นสภาพเนินเขา ก็ไม่เหมาะกับการทำระบบร่องน้ำที่มีน้ำหล่อแบบร่องสวนที่ทำกันในพื้นที่ราบ แต่ควรใช้การขุดทางระบายน้ำเพื่อว่าหน้าฝนน้ำสามารถไหลลงมาได้โดยไม่เอ่อขังที่โคนต้นไม้ และใช้ระบบรดน้ำแบบตามท่อน้ำหยดหรือสปริงเกลอร์
  • เมื่อระบบน้ำพร้อมแล้ว ก็มาถึงกิ่งพันธุ์ของพืชที่จะลงค่ะ แนะนำให้ศึกษาจากเว็บไซต์เกษตรพอเพียงและหนังสือเกษตรต่าง ๆ ค่ะ ราคากิ่งพันธุ์พืชชนิดเดียวกัน อาจต่างกันตามผู้ขายค่ะ หากปลูกจำนวนมาก อยากให้ผู้ซื้อแวะไปที่สวนของผู้ขายแต่ละรายค่ะจะได้สัมผัสกับต้นพันธุ์ของจริง รู้ว่าแท้หรือไม่แท้ อย่าดูแต่ในรูปค่ะ เพราะหากปลูกพันธุ์ไม่แท้จะมีปัญหาเรื่องการตลาดค่ะ 
  • การบำรุงรักษา เมื่อปลูกพืชลงไปแล้วแน่นอนว่าจะต้องมีการรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ฉีดยา ตัดแต่งกิ่ง เก็บผลผลิต ตัดหญ้าที่รก ๆ ในแปลง รวมไปถึงการดูแลในกรณีฉุกเฉินต่าง ๆ เช่น เครื่องสูบน้ำพัง ไฟฟ้าตัด น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วม ภาวะฝนแล้ง หนูแทะสายสปริงเกลอร์ฯลฯ 
  • อุปกรณ์การเกษตร ที่จำเป็นต้องใช้ในสวนหลัก ๆ นอกจากพวกจอบ เสียม เครื่องมือพื้นฐานแล้ว ก็มีพวกเครื่องตัดหญ้า เครื่องฉีดยาแบบสะพายหลังหรือแบบลาก ถังหมักหรือผสมปุ๋ย ตะกร้าสำหรับเก็บผลไม้ค่ะ อุปกรณ์การเกษตรพวกนี้เวลาซื้อให้คุยหลาย ๆ ร้านค่ะ 
คนงาน
  • ควรมีให้พร้อมค่ะ แต่อย่าคาดหวังอะไรมากเกินไป เพราะคนงานก็คือคนงานค่ะ ถ้าเขาขยันและฉลาดกว่านี้ เขาก็ไม่มาเป็นคนงานค่ะ การดูแลคนงานให้อยู่กันนาน ๆ บางทีก็ต้องหลับตาข้างหนึ่งค่ะ บางทีเขาอาจจะกินเหล้า เล่นหวย อู้งานบ้าง ตราบใดที่งานที่สั่งไว้เขาทำสำเร็จ ก็พอไปรอดค่ะ ที่สำคัญคือต้องไว้ใจได้ ของในสวนอย่าหาย (อาจมีเก็บไปกินบ้างก็ปล่อย ๆ ไปค่ะ) แต่ประเภทยกมอเตอร์ไปขาย หรือให้เมียเปิดแผงที่ตลาดขายผลไม้ที่ขโมยมาจากในสวนเรา 
  • ค่าจ้างคนงาน ส่วนมากเราใช้จ้างเป็นรายวันค่ะ แต่มีหัวหน้าคนงานที่เราจ่ายเป็นรายเดือน ค่าแรงเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 180-300 บาทค่ะ คนต่างด้าวจะได้ที่ราวๆ 180-250 บาท คนไทยได้ที่ 200-300 บาทค่ะ หากเกิน 5 โมงเย็นก็จะมีค่าล่วงเวลาให้ (ช่วงที่เร่งเก็บผลไม้และคัดแยกน่ะค่ะ) บางทีคนซื้อผลไม้เราเขาก็จะจ่ายค่าแรงให้คนงานเราในวันที่เก็บผลไม้ให้เขา เราก็ประหยัดไปได้ค่ะ

ใครคิดจะลาออกงานมาทำเกษตร ….. ลองอ่านอันนี้ก่อนนะครับ เผื่อจะเปลี่ยนใจ

ติดตามสอบถามสวนวสาเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ แต่ต้องสมัครสมาชิกเว็บก่อน
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=5983.0


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เทคนิคการ ปลูกกระชายดำ และดูแลรักษา

เทคนิคการ ปลูกกระชายดำ และดูแลรักษา

ปลูกกระชายดำ

ปลูกกระชายดำ


กระชายดำ เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในสีม่วงเข้ม มีกลิ่นหอม ใบ เดี่ยวออกเรียงสลับแงออกจากใต้ดิน รูปไข่หรือรูปรึ กว้าง 5-10 ชม. 10-15 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเบี้ยวหรือเว้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบและเป็นคลื่น หลังใบเรียบ ท้องใบเรียบสีม่วงแดง ก้านใบยาวสีม่วงแดง ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ ก้านช่อยาว 5-6 เซนติเมตร กลีบดอกสวนโดนเชื่อมเป็นหลอดยาว 3-3.2 เชนติเมตร ปลายแยกเป็นแฉก เกสรเพศผู้เป็นหมัน สีขาว รูปขอบขนาน กว้าง 3 มิลลิเมตรยาว 10-13 มิลลิเมตร กลีบปากสีม่วงดอกขนาดเล็กสีขาว โดนเชื่อมติดกันมีแต้มสีม่วงเข้ม ที่ปากดอกด้านล่าง มีกาบใบหุ้มดอก

การกระจายพันธุ์

กระชายดำมีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบได้หนาแน่นในแถบมาเลเซีย สุมาตรา เกาะบอร์เนียว อินโดจีน และในประเทศไทย มีเขตการกระจายพันธุ์ทั่วไปในเอเชียเขตร้อน ในประเทศจีนตอนใต้ อินเดีย และพม่า สำหรับประเทศไทยนั้นมีการปลูกกระชายดำมากในจังหวัดเลย ตาก กาญจนบุรี และจังหวัดอื่น ทางภาดเหนือ

ปลูกกระชายดำ

สรรพคุณกระชายดำ

เหง้า รับประทานเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกำลัง บำรุงกำหนัด หรือโขลกผสมกับน้ำหรือสุราเป็นยาแก้ตานซาง รักษาโรคเด็ก แก้บิด และแก้ปวงทุกชนิด เหง้าของกระชายดำจะมีรสขมและ เผ็ดร้อน สามารถบริโภคได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง แต่ให้สรรพคุณแต่ละเพศที่ต่างกันเล็กน้อย ซึ่งถ้าผู้ชายรับประทานในปริมาณที่ เหมาะสม จะช่วยบำรุงฮอร์โมนเพศชายและกระตุ้นประสาทให้มีความกระชุ่มกระชวยมากขึ้น บำรุงกำลังและออกฤทธิ์เป็นยากระษัย ช่วยคลายความปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อ แก้อาการนอนไม่หลับในช่วงเวลากลางคืน และยังมีสรรพคุณด้านการบำรุงหัวใจ โดยทำให้หลอดเลือดหัวใจขยายตัวมากขึ้น รักษาความดันโลหิตสูง บำรุงธาตุในร่างกายได้ดี ขับบิด

ในขณะที่ผู้หญิงรับประทานกระชายดำ จะช่วยบำรุงโลหิตให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น ผิวพรรณจึงแลดูผุดผ่องสดใส ขับประจำเดือนที่มาไม่ปกติให้ทำงานกลับมาปกติ แก้ปัญหาเกี่ยวกับระดูขาว แก้โรคมดลูกพิการหรือมดลูกที่หย่อนดล้อย บรรเทาอาการมือเท้าเย็น รักษาอาการเหน็บชาและปวดตามข้อต่างๆ

การเตรียมการก่อน ปลูกกระชายดำ

การเตรียมดิน

ใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดิน 200-400 กิโลกรัมต่อไร่ ไถกลบทิ้งไว้ 10-15 วัน ไถพรวน 2 ครั้งตากดินไว้ 3 สัปดาห์

การเตรียมพันธุ์

  • พันธุ์กระชายดำจำแนกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือสายพันธุ์ใบแดง มีเนื้อในเหงาสีเข้ม และสายพันธุ์ใบเขียว มีเนื้อในเหงาสีจาง กรมวิชาการเกษตรได้ขึ้นทะเบียนกระชายดำไว้ 2 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ภูเรือ 10 (สายพันธุ์ใบแดง) และภูเรือ 12 (สายพันธุ์ใบเขียว) สายพันธุ์ภูเรือ 10 เป็นพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุดและมีคุณภาพดี
  • ใช้หัวแก่จัด อายุ 1 1-12 เดือน เก็บรักษาในห้องเย็น 1- 3 เดือน

การปลูกกระชายดำ

วิธีปลูกกระชายดำ

  • ยกแปลงกว้าง 1.50 เมตร สูงประมาณ 25 เซนติเมตร ขุดหลุมลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร แล้วนำหัวพันธุ์ลงปลูกประมาณ 2-3 หัว กลบดินให้แน่น รดน้ำให้ชุ่มหัวกระชายดำจะมีหลายแง่ง ให้หักออกมาเป็นแง่งๆ ก่อนนำไปปลูก ควรทารอยแผลของแง่งที่ถูกหักออกมาด้วยปูนกินหมาก หรือจุ่มในน้ำยากันเชื้อรา แล้วผึ่งในที่ร่มจนหมาดหรือแห้งแล้วจึงนำไปปลูก

ระยะปลูก

  • ระยะห่างระหว่างต้น 30×30 เซนติเมตร ใช้หัวพันธุ์ประมาณ 200-250 กิโลกรัมต่อไร่

การดูแลรักษากระชายดำ

การใส่ปุ๋ย

  • ใช้ปุ๋ยคอกมูลไก่ผสมแกลบรองพื้น หรือใช้ปุ๋ยชีวภาพฉีดพ่นพร้อมกับการกำจัดวัชพืชและพรวนดินเมื่อมีใบ 2-3 ใบ และให้อีกครั้งเมื่อกระชายดำเริ่มออกดอก ไม่ควรใช้ปุ๋ยเคมีกับกระชายดำ

การให้น้ำ

  • ให้รดน้ำพอชุ่มแต่ไม่แฉะ และอย่าให้น้ำขัง

ปลูกกระชายดำ

โรคและศัตรูที่สำคัญ

วัชพืช : ไม่พบว่ามีวัชพืชใดทำให้เกิดความเสียหายรุนแรง หากพบให้ถอนทำลาย

โรค : โรคเหี่ยวหรือโรคหัวเน่า เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum จะทำให้ต้นมีอาการใบเหลือง ต้นเหี่ยว และหัวเน่าในที่สุด

การป้องกันกำจัด : หากพบโรคให้ถอนเก็บส่วนที่เป็นโรคเผาทิ้งทำลายนอกแปลงปลูก การป้องกันโรค ใช้ท่อนพันธุ์ที่ปลอดจากโรค ไม่ปลูกช้ำที่เดิม ปลูกหมุนเวียนทุกปีด้วยพืชตระกูลถั่ว หรือพืชหมุนเวียนอื่นๆ ในแหล่งที่มีการระบาดของโรค ให้อบดินฆ่าเชื้อในดินโดยใช้ยูเรีย และปูนขาว อัตรา 80:100 กิโลกรัมต่อไร่โรยและคลุกเคล้าดินในแปลงปลูก แล้วใช้พลาสติกสีดำคลุมแปลงอบดินไว้เป็นเวลา 3 สัปดาห์ก่อนปลูก

การปฏิบัติก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว

  • เก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 240 – 360 วัน สังเกตจากใบและลำต้นจะเริ่มเหี่ยวแห้งและหลุดออกจากต้น โดยใช้จอบหรือเสียมขุดหัวกระชายดำขึ้นมา
  • เคาะดินให้หลุดออกจากหัว จากนั้นตัดราก และนำไปล้างน้ำให้สะอาด ผึ้งลมให้แห้ง นำมาทำแห้งโดยทั่นเป็นชิ้นบางๆ นำไปตากแดด หรืออบให้แห้งโดยใช้เครื่องอบ ด้วยอุณหภูมิ 55 องศาเซลเชียส นำไปบรรจุถุงพลาสติกใส 2 ชั้น ปิดปากให้สนิท นำเข้าเก็บในห้องที่สะอาด ไม่อับชื้น มีอากาศถ่ายเทดี

ประโยชน์ของกระชายดำ

ในปัจจุบันนอกจากเราจะใช้กระชายดำเพื่อเป็นยาสมุนไพรทั้งแบบหัวสดและ แบบแห้ง ยังมีการนำไปบดเป็นผงบรรจุชองไว้ชงกับน้ำร้อนเพื่อใช้เป็นเครื่ องดื่มเสริมสุขภาพ “น้ำกระชายดำ” และยังนำมาทำเป็น “ลูกอมกระชายดำ” แต่ที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบันก็คือการนำมาทำเป็น “ไวน์กระชายดำ” หรือนำไปผลิตเป็นยาสมุนไพร “กระชายตำแคปซูล” (แคปชุลกระชายดำ), “กระชายดำผง”, “ยาน้ำกระชายดำ”หรือแปรรูปเป็น “กาแฟกระชายดำ”

แหล่งสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม

  • สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, เอกสารคู่มือการปลูก
  • สมุนไพรที่เหมาะสม. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก. 2553
  • สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, เอกสารคู่มือการปลูกพืซสมุนไพรเศรษฐกิจ. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์. 2548 ,http://it.doa.go.th/vichakan/news.php?newsid=22 , www.kasetbanna.com

บทความอื่นที่น่าสนใจ

เที่ยว!! สกายวอล์ค เชียงคาน จังหวัดเลย แลนด์มาร์คชมวิว สุดเสียว

เที่ยว!! สกายวอล์ค เชียงคาน จังหวัดเลย แลนด์มาร์คชมวิว สุดเสียว

สกายวอล์ค เชียงคาน

สกายวอล์ค เชียงคาน จังหวัดเลย


สกายวอล์คเชียงคานตั้งอยู่บนเนินเขาภูคกงิ้ว ภายในอำเภอเชียงคาน ใกล้กับบริเวณที่เป็นที่ประดษฐานของพระใหญ่ภูคกงิ้วซึ่งสร้างขึ้นโดยกองทัพภาคที่ 2 ร่วมกับประชาชนเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบ 6 รอบ และในมหามงคลแห่งราชพิธีราชาภิเษก ครบ 50 ปี

โดยหลังจากสร้างองค์พระใหญ่แล้ว ทางจังหวัดเลยก็ได้รับงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนในโครงการสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ จึงมีการจัดสร้างสกายวอล์คเชียงคานขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเลย โดยเริ่มก่อสร้างในวันที่ 14 มิถุนายน 2561 และเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา

ไฮไลท์ที่สำคัญ ก็คือ การได้ชมพระอาทิตย์ตก ในบรรยากาศของธรรมชาติ รายล้อมไปด้วยภูเขา ที่สวยงามของที่นี่นั่นเอง เปิดให้เข้าชม : 07.00-18.00 น. ค่าเข้าชม : ค่ารถขึ้น-ลง ราคา 20 บาท , รองเท้าสำหรับเข้าสกายวอล์ค 30 บาทต่อคู่

สกายวอล์ค

สกายวอล์ค เชียงคาน

สกายวอล์ค

สกายวอล์ค

ข้อมูลเพิ่มเติม
ที่อยู่: ตำบลปากตม อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย
เปิดให้เข้าชม: 07.00-18.00 น.
ค่าเข้าชม: ค่ารถขึ้น-ลง ราคา 20 บาท , รองเท้าสำหรับเข้าสกายวอล์ค 30 บาทต่อคู่
เว็บไซต์: www.facebook.com/สกายวอล์คเชียงคาน


บทความที่เกี่ยวข้อง

ปลูกคะน้า ไว้รับประทานในครัวเรือนใช้พื้นที่น้อย โตไว

ปลูกคะน้า ไว้รับประทานในครัวเรือนใช้พื้นที่น้อย โตไว

ปลูกคะน้า

คะน้า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brassica Oleracea Var alboglabra อยู่ในวงศ์กะหล่ำ (Cruciferac) หรือผักตระกูลกะหล่ำ มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชีย สายพันธุ์ที่นิยมปลูกในไทยเป็นคะน้าจีน มีทั้งคะน้าใบและคะน้ายอดหรือคะน้าก้าน โดยเฉพาะคะน้าฮ่องกงที่ถูกใจคนชอบกินก้านที่สุด โดยไทยสั่งเมล็ดเข้ามาปลูกและปรับปรุงพันธุ์ มี 3 พันธุ์ด้วยกัน ได้แก่

  • พันธุ์ใบกลม : มีลักษณะใบกว้างใหญ่ ปล้องสั้น ปลายใบมนและผิวใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ทนทานต่อดินฟ้าอากาศได้ดี ได้แก่ พันธุ์ฝางเบอร์ 1 ฝางเบอร์ 2 เป็นต้น
  • พันธุ์ใบแหลม : เป็นพันธุ์ที่มีลักษณะใบแคบกว่าพันธุ์ใบกลม ปลายใบแหลม ข้อห่าง ผิวใบเรียบ ได้แก่ พันธุ์ P.L.20 เป็นต้น
  • พันธุ์ยอดหรือก้าน : มีลักษณะใบเหมือนกับคะน้าใบแหลม แต่จำนวนใบต่อต้นมีน้อยกว่า ปล้องยาวกว่า ได้แก่ พันธุ์แม่โจ้ 1 เป็นต้น

วิธีการเพาะกล้า

  • การเตรียมแปลงเพาะ แปลงเพาะกล้าควรมีขนาดกว้าง 1 เมตร ส่วนความยาวตามความเหมาะสม
  • การเตรียมดินบนแปลงเพาะกล้า ควรขุดไถพรวนดินอย่างดี ตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน ย่อยหน้าดิน ให้ละเอียด แล้วใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วให้มาก คลุกเคล้าให้เข้ากับดินให้ทั่ว
  • การเพาะ หว่านเมล็ดให้กระจายสม่ำเสมอทั่วแปลง กลบเมล็ดด้วยดินหรือปุ๋ยคอกที่สลายตัวดีแล้วให้หนาประมาณ 0.6-1 เซนติเมตร คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้งบางๆ รดน้ำให้ชุ่มด้วยบัวรดน้ำ
  • การดูแลต้นกล้า ต้นกล้าจะงอกภายใน 7 วัน ควรดูแลต้นกล้า ถอนต้นที่อ่อนแอ ไม่แข็งแรง หรือเบียดกันแน่นทิ้งไป ผสมสารละลายสตาร์ทเตอร์โวลูชั่นในน้ำแล้วนำไปรด เพื่อให้ต้นกล้าแข็งแรงสมบูรณ์ ดูแลป้องกันโรคแมลงที่เกิดขึ้น เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 25-30 วัน จึงทำการย้ายไปปลูกในแปลงปลูกต่อไป

วิธีการ ปลูกคะน้า  มี 2 แบบ คือ

  • การหว่านเมล็ดพันธุ์ให้กระจายทั่ว ๆ แปลง : วิธีนี้เหมาะสำหรับแปลงปลูกแบบยกร่องมีคูน้ำล้อมรอบ ซึ่งขนาดของร่องแปลงผักกว้าง 5-6 เมตร หลังเตรียมดินแล้วปูฟางข้าวลงบนแปลง จากนั้นหว่านเมล็ดแล้วรดน้ำตามให้ชุ่ม วิธีนี้ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ1- 2 กิโลกรัมต่อไร่
  • การโรยเมล็ดแบบเป็นแถว : เหมาะสำหรับแปลงที่ยกร่องแปลงธรรมดาขนาดแปลงกว้างประมาณ 1 เมตร ร่องน้ำทางเดิน 0.5 เมตร โดยโรยเมล็ดให้ห่างกันพอสมควร ระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 20 เซนติเมตร กลบดินบาง ๆ คลุมด้วยฟางข้าวแล้วรดน้ำให้ชุ่ม ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 800 กรัมต่อไร่ เมื่อผักอายุ 15 – 20 วันให้ทำการถอนแยกครั้งแรก เลือกกล้าที่ไม่สมบูรณ์ออกเหลือระยะห่างระหว่างต้นประมาณ10 เซนติเมตร ถอนแยกครั้งที่ 2 เมื่อผักอายุประมาณ 25 วัน ให้เหลือระยะห่างระหว่างต้น 20 เซนติเมตร การถอนแยกแต่ละครั้งสามารถนำต้นคะน้ามาตัดรากออกส่งขายเป็นยอดผัก

การเตรียมแปลงปลูก มีวิธีการดังนี้

  • ขุดดินให้ลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร แล้วตากดินทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน จากนั้นนำปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วมาใส่ คลุกเคล้าให้เข้ากับดินเป็นการปรับปรุงสภาพทางกายภาพและเพิ่มความอุดม สมบูรณ์ของดิน
  • พรวนย่อยหน้าดินให้มีขนาดเล็ก โดยเฉพาะการปลูกแบบหว่านลงในแปลง เพื่อไม่ให้เมล็ดตกลงไปในดิน เพราะจะไม่งอกหรืองอกยากมาก ถ้าดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับปรุงดินให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม

ในการปลูกคะน้า นิยมหว่านเมล็ดลงบนแปลงปลูกโดยตรงมากกว่าย้ายกล้า โดยมีขั้นตอนดังนี้

  • หว่านเมล็ดให้กระจายทั่วทั้งผิวแปลงโดยให้เมล็ดห่างกันประมาณ 2-3 เซนติเมตร แล้วใช้ดินผสมหรือปุ๋ยคอกที่สลายตัวดีแล้วหว่านกลบเมล็ดให้หนาประมาณ 0.6-1 เซนติเมตร เพื่อเก็บรักษาความชื้นและป้องกันเมล็ดถูกน้ำกระแทกกระจาย
  • คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้งบางๆ รดน้ำให้ทั่วถึงและสม่ำเสมอ ต้นกล้าจะงอกภายใน 7 วัน
  • หลังจากต้นคะน้างอกแล้วประมาณ 20 วัน หรือต้นสูงประมาณ 10 เซนติเมตร ให้เริ่มถอนแยก โดยเลือกต้นที่ไม่สมบูรณ์ออก ทิ้งระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 10 เซนติเมตร ต้นอ่อนของคะน้าที่ถอนแยกออกมาในวัยนี้เมื่อเด็ดรากออกแล้วส่งขายตลาดเป็น ยอดผักได้
  • เมื่อคะน้ามีอายุประมาณ 30 วัน ให้ถอนแยกครั้งที่ 2 ให้เหลือระยะห่างระหว่างต้น 20 เซนติเมตร ต้นอ่อนของคะน้าที่ถอนแยกออกมาในวัยนี้เมื่อเด็ดรากออก แล้วส่งขายตลาดเป็นยอดผักได้ ในการถอนแยกคะน้าแต่ละครั้งควรกำจัดวัชพืชไปด้วย

ที่มา : withikaset.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เที่ยว!! หินสามวาฬ ภูสิงห์ บึงกาฬ ที่เที่ยวธรรมชาติสุด Unseen

เที่ยว!! หินสามวาฬ ภูสิงห์ บึงกาฬ ที่เที่ยวธรรมชาติสุด Unseen

หินสามวาฬ ภูสิงห์ บึงกาฬ


หินสามวาฬ เป็นกลุ่มหินอายุ หลายสิบล้านปีซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงดิบกะลา ป่าภูสิงห์ จังหวัดบึงกาฬ เป็นหน้าผาหินทรายขนาดใหญ่ลักษณะคล้ายกับวาฬพ่อแม่ลูกสามตัว หินสามวาฬเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับชมวิวและกางเต็นท์พักแรม ได้รวมถึง ด้านบน มีขนม ร้านกาแฟ

หินสามวาฬ ตั้งอยู่ในภูสิงห์ ตำบลโคกก่อง อำเภอบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ มีลักษณะเป็นโขดหินทรายขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายปลาวาฬ แยกออกเป็น 3 ก้อน ขนาดลดหลั่นกันไป มองดูแล้วคล้ายเป็นปลาวาฬ พ่อ-แม่-ลูก กำลังว่ายน้ำอยู่เคียงกัน สวยงามแปลกตามากๆ นอกจากนี้ยังเป็นจุดชมวิวและชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม มองเห็นผืนป่ากว้างไกลและยังเห็นแม่น้ำโขงอีกด้วย ซึ่งถ้าใครจะแวะเที่ยวที่นี่ในช่วงหน้าฝน ขอแนะนำให้เลือกใส่รองเท้าที่มีดอกยางเยอะๆ เกาะพื้นได้ดีซักหน่อย จะได้เดินเที่ยวสบายๆ ไม่ต้องกลัวลื่น

หินสามวาฬ

หินสามวาฬ

หินสามวาฬ

หินสามวาฬ

หินสามวาฬ

ที่ตั้ง ต.โคกก่อง อ.บึงกาฬ จ.บึงกาฬ ภูสิงห์
การเดินทาง : ถ้าใครนำรถส่วนตัวเป็นกระบะ 4×4 สามารถนำรถของตัวเองขึ้นไปได้เลย เพราะทางค่อนข้างสมบุกสมบัน แต่ถ้าไม่มีก็สามารถใช้บริการจากเจ้าหน้าที่ราคาคันละ 500 บาท นั่งได้หลายคนทีเดียว
ติดต่อโทร. 0817080734
พิกัด GPS : https://goo.gl/maps/8SPdEiYphNS75LFx9


บทความที่เกี่ยวข้อง