การทำก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ อย่างละเอียด

การทำก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ อย่างละเอียด

ก๊าซชีวภาพ คืออะไร

ก๊าซชีวภาพ คือ ก๊าซที่เกิดจากมูลสัตว์ หรือสารอินทรีย์ต่างๆ ถูกย่อยสลายโดยเชื้อจุลินทรีย์ในสภาพไม่มีอากาศ ทำให้เกิดก๊าซขึ้น ซึ่งก๊าซที่เกิดขึ้นเป็นก๊าซที่ผสมกันระหว่างก๊าซชนิดต่างๆได้แก่ มีเทน (CH4) ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซไนโตรเจน (N2) และก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) แต่ส่วนใหญ่แล้วจะประกอบด้วยก๊าซมีเทนเป็นหลัก ซึ่งมีคุณสมบัติติดไฟได้

ทำไมถึงต้องมีก๊าซชีวภาพ

บ่อก๊าซชีวภาพ สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากรักษาสภาพแวดล้อมแล้วยังได้ก๊าซชีวภาพมาเป็นแหล่งพลังงานในการหุงต้ม และให้แสงสว่างในครัวเรือนซึ่งจะช่วยให้ประหยัดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง บ่อก๊าซชีวภาพยังให้ปุ๋ยอินทรีย์ที่สามารถนำมาใช้ปรับปรุงดินเพิ่มผลผลิตพืชได้อีกด้วย หรือนำมาใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพใช้ปุ๋ยเคมีให้เป็นประโยชน์กับพืชมากขึ้น ทำให้ลดการขาดดุลทางการค้าในการสั่งปุ๋ยจากต่างประเทศได้อีกทางหนึ่ง

อุปกรณ์

1. ถังพลาสติกขนาดบรรจุ 200 ลิตร 1 ใบ พร้อมฝาปิด
2. ถังพลาสติกขนาดบรรจุ 200 ลิตร 1 ใบ เปิด
3. ถังพลาสติกขนาดบรรจุ 180 ลิตร 1 ใบ
4. ท่อ PVC ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว
5. ข้อต่อท่อ PVC ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้วเกลียวนอกและเกลียวใน จำนวน 4 ตัว ข้อต่องอ 1 ตัว
6. ท่อ PVC 4 เกลียวนอกเกลียวใน วาวเปิด-ปิด
7. ท่อยางน้ำสายอ่อน
8. กาวซิลิโคน

วิธีทำถังหมักก๊าซ

  • เจาะถังด้านบนเพื่อใส่มูลโค ท่อ PVC ขนาด 2 นิ้ว ยาวเกือบถึงก้นถัง ด้านบนที่เติมมีฝาปิด เพื่อใส่เศษอาหารแต่ละมื้อ กับช่องประคองแกนกวนปฏิกูล
  • เจาะถังด้านข้างถัง ขนาด 2 นิ้ว เพื่อให้สิ่งปฏิกูลที่ย่อยสลายแล้วไหลออกและใช้ข้อต่องอสูงขึ้นบน
  • เจาะรูถังด้านบน ขนาด 4 หุน ใส่วาวปิดปิดด้านบนเพื่อนำแก๊สไปใช้หรือเก็บ
  • ถังสำหรับใส่สิ่งปฏิกูล เป็นถังหูหิ่ว
  • สายยางอ่อนเพื่อใช้ต่อสายไปใช้และเก็บ

วิธีทำถังเก็บก๊าซ

  • นำถัง 200 ลิตร เปิดฝาและใส่น้ำให้เต็ม
  • ใช้ถัง 180 ลิตร เปิดฝาและคว้ำลงในถังแรก
  • เจาะรูก้นถัง 180 ลิตร 1 รู เพื่อใช้แก๊สและเก็บ

วิธีหมักมูลสัตว์ที่ทำให้เกิดแก๊ส

  • ใช้มูลโคสด ผสมกับน้ำเปล่าอัตราส่วนผสมครั้งแรก น้ำเปล่า 35 ลิตร/มูลโคสด 35 ลิตร ผสมให้เข้ากัน ใส่ครั้งต่อไปอาทิตย์ละ 1 ครั้ง อัตรา น้ำเปล่า 5 ลิตร/มูลโคสด 5 ลิตร ผสมกันให้เข้ากัน เปิดช่องทางระบายด้านข้างเพื่อให้ปฏิกูลส่วนเกินไหลออกมา ปริมาณ 1 กก.
  • เกิดการย่อยสลาย สามารถนำไปทำเป็นปุ๋ยได้เป็นอย่างดี

ผลที่ได้รับ 

  • เป็นการส่งเสริมแนวความคิดในการประยุกต์ใช้พลังงาน และการใช้สิ่งปฏิกูลให้เกิดประโยชน์
  • ประยุกต์ใช้ในครัวเรือน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการใช้แก๊สหุงต้มในครัวเรือน ในระยะเวลา 3 ปี จะประหยัดกว่าการซื้อแก๊สขนาดบรรจุ 15 กก. คิดเป็นเงิน 1,800 – 2,300 บาท)

การทำก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์


บทความอื่นที่น่าสนใจ

สูตรอาหารเสริมสำหรับเลี้ยงกบพ่อ-แม่พันธุ์

สูตรอาหารเสริมสำหรับเลี้ยงกบพ่อ-แม่พันธุ์

สูตรอาหารเสริมสำหรับเลี้ยงกบพ่อ-แม่พันธุ์

สูตรอาหารเสริมสำหรับเลี้ยงกบพ่อ-แม่พันธุ์ เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงกบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องการบำรุงพ่อ-แม่พันธุ์ให้สมบูรณ์แข็งแรง พร้อมต่อการผสมพันธุ์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการรอดของลูกกบ และได้กบที่โตเร็ว แข็งแรง ลดความเสี่ยงเรื่องโรคได้มากยิ่งขึ้น สูตรนี้ใช้งบไม่มาก ทำเองได้ง่าย ๆ ที่บ้าน โดยใช้วัตถุดิบที่หาได้ทั่วไป พร้อมทั้งผสมกับสูตรปรามโรคที่ช่วยเสริมภูมิต้านทานให้กับกบไปในตัว

วัตถุดิบ

  • ปลาซิวสด 1 กิโลกรัม
  • สูตรปรามโรค 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

นำมาปลาซิวสดๆ 1 กิโลกรัม มาหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆพอดีคำสำหรับให้กบกิน จากนั้นนำสูตรปรามโรค 2 ช้อนโต๊ะ คลุกเคล้าให้เข้ากันหมักทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้ตัวยาในสูตรซึมเข้าเนื้อปลาซิว เมื่อครบเวลา ก็สามารถนำไปใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับเลี้ยงกบพ่อ-แม่พันธุ์ได้เลย

วิธีนำไปใช้และประโยชน์

นำอาหารเสริมที่ได้หว่านลงในบ่อทีละน้อย ให้กบค่อยๆกินจนหมด ไม่ควรให้ปริมาณมากเพราะอาหารที่เหลืออาจเน่าเสียในบ่อได้ ใช้เลี้ยงสำหรับเป็นอาหารเสริมเพียงสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะช่วยให้กบที่เกษตรกรเตรียมสำหรับใช้ทำพ่อ-แม่พันธุ์มีความสมบูรณ์ แข็งแรง ผสมพันธุ์ได้เร็วขึ้น ต้านทานโรค ซึ่งจะส่งผลทำให้เกษตรได้ลูกกบในปริมาณที่มากขึ้น มีความแข็งแรงสมบูรณ์เหมือนพ่อ-แม่พันธุ์ดังกล่าว

สูตรปรามโรค (ใช้คลุกกับอาหาร)

ส่วนผสม

  • หัวเชื้อจุลินทรีย์หน่อกล้วย 1 ส่วน
    • ทำโดยการสับหน่อกล้วยใบธงทั้งรากและเหง้า (ประมาณ 3 กิโลกรัม)
    • ผสมกับกากน้ำตาล 1 กิโลกรัม
    • หมักใส่ถังปิดฝาทิ้งไว้ 7 วัน
    • จากนั้นคั้นเอาแต่น้ำมาใช้เป็นหัวเชื้อ
  • กากน้ำตาล 1 ส่วน
  • น้ำส้มสายชูกลั่น 5% (แนะนำยี่ห้อ อสร.) 1 ส่วน
  • เหล้าขาว 35 ดีกรี 1 ส่วน

วิธีทำ

  • นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วหมักไว้ในภาชนะปิดฝาประมาณ 24 ชั่วโมง
  • เมื่อครบกำหนดแล้วสามารถนำไปใช้งานได้ทันที โดยใช้คลุกกับอาหารเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันให้กับกบ

สูตรอาหารเสริมสำหรับกบพ่อ-แม่พันธุ์นี้ เป็นแนวทางที่เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้จริง เห็นผลชัดเจนในเรื่องความแข็งแรงของกบและผลผลิตลูกกบที่เพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือใช้วัตถุดิบพื้นบ้าน ประหยัด และทำเองได้ง่าย ๆ เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการเลี้ยงกบอย่างยั่งยืน ใครที่กำลังเตรียมพ่อ-แม่พันธุ์กบอยู่ ลองนำสูตรนี้ไปใช้ดู รับรองว่ากบสมบูรณ์และให้ลูกดกแน่นอน!


บทความอื่นที่น่าสนใจ

แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร เคยได้ยินคำนี้กันใช่ไหม?

แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร เคยได้ยินคำนี้กันใช่ไหม?

แพ้เป็นพระ-ชนะเป็นมาร

คำๆนี้มันหมายถึงใจนะ
พระก็คือผู้สละสิ่งที่มีค่าทางโลกอยากได้ ออกไป
มารก็คือผู้ที่อยากได้สิ่งมีค่าทางโลก เข้ามา

ใจมารมันอยากชนะทุกคน
แต่ใจพระจะแพ้ให้ผู้อื่นได้

พระอยู่วัดใช่ไหม? คำว่าวัด จึงหมายถึงการวัดจิตใจ
เข้าวัดจึงหมายถึง เข้ามาวัดจิตใจกันว่าใจจะสละทิ้งสิ่งที่ให้ค่าได้เพียงใด

การจะสละจากใจได้ ต้องเกิดจากการที่ใจเห็นโทษในสิ่งๆนั้น
สิ่งๆ นั้นจึงไม่มีค่าต่อจิตใจเราให้เกิดทุกข์อีกตลอดกาล

คำว่าทุกข์ที่เห็นนั้น คือการเวียนวนซ้ำๆ ซากๆ
สิ่งใดเวียนวนซ้ำซากสิ่งนั้นเป็นทุกข์

ดังนั้นไก่จึงเห็นว่าทุกข์ที่น่ากลัวที่สุด
คือทุกข์ที่วนเวียนหาทางออกไม่ได้

แล้วกิเลสทั้งปวงก็หลอกจิตดวงนี้ตกอยู่ใต้อำนาจของมัน
ให้เราวนเวียนอยู่สังสารวัฎใช่หรือป่าวหล่ะ
เด๋วไปนรก เด๋วไปสวรรค์ เด๋วไปมนุษย์
วนเวียนซ้ำซากไม่มีที่สิ้นสุด ใช่ไหมหล่ะ

คำสอนของพุทธองค์ ก็เพื่ิอให้จิตใจท่าน
ออกจากสิ่งวนเวียนซ้ำซากโดยการทิ้ง การสละ นั่นหล่ะ

หากสุขของท่านยัง เกิดดับ วนเวียน ไม่มั่นคง
เนื้อแท้ของสุขที่กิเลสหลอกท่านให้เห็นว่าดีนั้น ก็ คือทุกข์
ก็เป็นแค่กับดักอันนึงของกิเลส ให้ท่านไปหลงยึดดีเท่านั้นเอง

กล้าสละสิ่งที่เห็นว่าดีออกได้ ใจก็เริ่มเป็นพระหล่ะ
เพราะที่ทุกคนมันยึด ก็เพราะเห็นว่ามันดี!
หากไม่มีดี ก็ไม่มีไม่ดี..

นั่นจึงจะเรียกว่าดีจริง..ดีจริงต้องไม่ทุกข์
อยากฝึกใจเป็นมารก็หาเข้าสะสม
มันก็สุขแปบเดียวที่ได้แรกๆเด๋วก็กลายเป็นทุกข์

อยากฝึกใจเป็นพระก็สละออกไป มันจะทุกข์ตอนแรก
แต่มันจะไม่มีสิ่งนั้นให้ทุกข์อีก นั่นหล่ะสุขของจริงที่มั่นคง!
สุขจากการไม่มี…!

ที่มา : กุ๊กไก่ บรรลัยการช่าง

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ สไตล์เรียบหรู สวยทันสมัย น่าอยู่ทุกมุมมอง

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ สไตล์เรียบหรู สวยทันสมัย น่าอยู่ทุกมุมมอง

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

ในยุคที่ไลฟ์สไตล์ของผู้คนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมีบ้านที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องดีไซน์ ความสะดวกสบาย และบรรยากาศที่ผ่อนคลาย กลายเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในแบบบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องก็คือ บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ หรือบ้านสไตล์ร่วมสมัย ที่สามารถผสมผสานความเรียบง่ายแบบโมเดิร์นเข้ากับความอบอุ่นในแบบบ้านไทยได้อย่างลงตัว

วันนี้เรามี บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ สไตล์เรียบหรู สวยทันสมัย น่าอยู่ทุกมุมมอง มาฝากกันอีกเช่นเคย สำหรับบ้านหลังนี้ มีขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง 1 ห้องครัว 1 ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอยแบบไม่รวมชายคาและฟุตบาท 121 ตารางเมตร ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก GP HOME LANDSCAPE CHIANG RAI ยกพื้นสูงจากที่ดินเล็กน้อย ประมาณ 60-80 ซม. จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่หลังนี้ออกแบบอย่างลงตัว ด้วยเส้นสายที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความทันสมัย โดดเด่นด้วยโครงสร้างหลังคาทรงปีกนกที่ลาดเอียงสวยงาม ให้ความรู้สึกโปร่งสบาย และยังช่วยระบายน้ำฝนได้ดี ภายนอกเน้นโทนสีขาว-เทา ตัดกับไม้ตกแต่งแนวตั้งบริเวณหน้าบ้านและเสารับโครงหลังคาโรงจอดรถ ทำให้บ้านดูอบอุ่นและมีมิติ

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

บริเวณหน้าบ้านใช้หน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่ช่วยให้แสงธรรมชาติเข้ามาได้อย่างเต็มที่ พร้อมเสริมด้วยผนังตกแต่งลายหินเทียมเพิ่มความหรูหราอย่างพอดี พื้นที่เฉลียงหน้าบ้านถูกยกระดับเล็กน้อย เชื่อมต่อกับบันไดทางขึ้นที่ออกแบบมาอย่างลงตัว เสริมบรรยากาศต้อนรับผู้มาเยือน

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

ด้านข้างของบ้านยังมีโรงจอดรถพร้อมหลังคาแยกต่างหากที่ดูทันสมัยและใช้งานได้จริง โครงสร้างเหล็กสีดำตัดกับเสาไม้เทียมช่วยเพิ่มความกลมกลืนระหว่างความทันสมัยและธรรมชาติ

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

ห้องโถงของบ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่หลังนี้ ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้เป็นศูนย์กลางของบ้านที่ดูโปร่งโล่ง สบายตา และรองรับการใช้งานได้หลากหลาย ภายในเน้นโทนสีขาวสะอาดตา ช่วยเพิ่มความรู้สึกกว้างขวางและสว่างไสวตลอดทั้งวัน ผนังสีอ่อนตัดกับบัวพื้นสีน้ำตาลเข้ม เพิ่มความหรูหราอย่างลงตัว

ฝ้าเพดานเป็นแบบหลุม (ฝ้าหลุมซ่อนไฟ) ที่มาพร้อมกับไฟ LED สีวอร์มไลท์ให้บรรยากาศอบอุ่น อีกทั้งยังติดโคมไฟระย้าดีไซน์โมเดิร์นตรงกลาง ยิ่งเสริมให้ห้องดูโดดเด่นและมีระดับ เหมาะสำหรับใช้เป็นทั้งห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น หรือแม้กระทั่งห้องอเนกประสงค์สำหรับสมาชิกในครอบครัว

หน้าต่างบานใหญ่แบบกระจกใสบานเลื่อน ช่วยให้แสงธรรมชาติเข้ามาได้อย่างเต็มที่ พร้อมม่านทูโทนสีเทา-ขาวที่สามารถปรับแสงหรือปิดเพื่อความเป็นส่วนตัวได้อย่างสะดวก พื้นกระเบื้องแกรนิตโต้สีขาวเงางาม ให้สัมผัสที่เรียบลื่นและดูสะอาดง่ายในการดูแล

ห้องนอน นั้นถูกออกแบบให้มีห้องน้ำภายในตัวและเน้นโทนสีอ่อน ๆ ทั้งผนังและพื้น ตัดบัวพื้นสีเข้ม ฝ้าเพดานใช้เป็นฝ้าเรียบทาสีขาว พร้อมกับมีหน้าต่างไว้เปิดระบายอากาศ

ห้องครัวนั้นตกแต่งด้วยโทนสีเทาอ่อน กระเบื้องพื้นลายไม้สีน้ำตาล มาพร้อมกับเคาน์เตอร์ครัว Built in ติดผนัง ตกแต่งด้วยกระเบื้องสีดำ และที่สำคัญบริเวณใต้เคาน์เตอร์ยังมีช่องไว้ให้สำหรับเก็บของเครื่องครัวได้อีกมากมาย พร้อมหน้าต่างระบายอากาศ ติดกันมีประตูทาง เข้า-ออก อีกทางไปยังโซนด้านหลังบ้าน

ห้องน้ำของบ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่หลังนี้ ออกแบบอย่างเรียบง่ายแต่หรูหราในทุกมุมมอง ด้วยการเลือกใช้โทนสีเทาเข้มตัดกับสีขาวสะอาดตา ให้บรรยากาศที่ดูทันสมัยและสะอาดอยู่เสมอ ผนังกรุด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้เงางามทั้งด้านข้างและพื้น เพิ่มความหรูหรา และทำให้ดูแลรักษาง่าย

โซนแห้งและโซนเปียกถูกแยกออกจากกันอย่างชัดเจนด้วยฉากกั้นกระจกใส ช่วยให้ใช้งานสะดวกและไม่ทำให้พื้นลื่น พื้นที่อาบน้ำติดตั้งฝักบัวแบบเรนชาวเวอร์ เพิ่มความรู้สึกผ่อนคลายเหมือนอยู่ในสปาส่วนตัว พร้อมช่องวางของแบบเจาะผนังที่ดูเรียบเนียนและใช้งานได้จริง

อ่างล้างหน้าแบบสี่เหลี่ยมทันสมัยวางบนเคาน์เตอร์สีดำ พร้อมกระจกเงาบานใหญ่เต็มผนัง ช่วยขยายมิติให้ห้องดูกว้างขวางยิ่งขึ้น โถสุขภัณฑ์แบบชิ้นเดียวที่ดูเรียบง่ายแต่สะดวกสบาย ติดตั้งอย่างเป็นระเบียบ

เพดานห้องน้ำมีฝ้าแบบหลุมซ่อนไฟ LED แสงสีวอร์ม ช่วยเพิ่มบรรยากาศอบอุ่นแม้ในห้องน้ำ ทำให้พื้นที่นี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์การใช้งาน แต่ยังให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และสะท้อนสไตล์ที่ทันสมัยได้อย่างลงตัว

สนใจสามารถติดต่อทีมงานได้ตามรายละเอียดด้านล่างเลยครับ
ผลงานการออกแบบ : รับสร้างบ้านและสวน เชียงราย จี พี โฮม
โทร. 097-3053808, 089-2611942, Line ID : praewpy309


หมายเหตุ : ทางเว็บไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปักหมุด ที่เที่ยวกาญจนบุรี 2568 เช็คอินสถานที่ท่องเที่ยวกาญจนบุรี

ปักหมุด ที่เที่ยวกาญจนบุรี 2568 เช็คอินสถานที่ท่องเที่ยวกาญจนบุรี

กาญจนบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันตกที่มีผู้คนนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวเต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีตที่น่าสนใจ เป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เป็นสถานที่ตั้งของสะพานข้ามแม่น้ำแควซึ่งเป็นสถานที่สำคัญ ทางประวัติศาสตร์ของไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีแหล่งก่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นป่าเขาลำเนาไพร ถ้ำหรือน้ำตก

กาญจนบุรี แบ่งการปกครองออกเป็น 13 อำเภอ คือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา อำเกอด่านมะขามเตีย อำเภอพนนมทวน อำเกอไทรโยก อำเภอทองผาภูมิ อำเภอสังขละบุรี อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอบ่อพลอย อำเกอหนองปรือ อำเภอเลาขวัญ อำเภอห้วยกระเจา

1. สะพานข้ามแม่น้ำแคว

เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ ที่สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 โดยหยาดเหงื่อแรงงานรวมทั้งชีวิตของเชลยศึกพันธมิตรนับหมื่นคน เพื่อให้ได้มา ซึ่งทางรถไฟที่มีความยาวถึง 415 กิโลเมตร เริ่มต้นจากสถานีชุมทางหนองปลาดุก จังหวัดราชบุรี ไปสู่ปลายทางที่เมืองทันบูชายัค ประเทศเมียนมาร์ การสร้างก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เชลยศึกจำนวนมากเสียชีวิตลงเพราะโรคภัย ขาดสารอาหาร และถูกทารุณอย่างแสนสาหัสมีการเปรียบเทียบกันว่า “หนึ่งไม้หมอนของทางรถไฟสายมรณะ เทียบเท่ากับชีวิตหนึ่งชีวิต” การได้มาเดินบนรางรถไฟนสะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งมีระยะทาง 300 เมตร เป็นจุดถ่ายรูปและเป็นจุดชมวิวแม่น้ำแคว ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน – ต้นเดือนธันวาคมของทุกปี  ยังมีงานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแคว เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม (เป็นแลนด์มาร์กอันดับต้นๆ ของจังหวัดกาญจนบุรี)

  • เปิดทุกวัน 06.00-19.00 น
  • ตั้งอยู่ ต.ท่ามะขาม อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก

2. สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก

สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก หรือที่ชาวจังหวัดกาญจนบุรีเรียกว่า “ป่าช้าอังกฤษ” เป็นสุสานขนาดใหญ่บนพื้นที่ 16 ไร่ ที่บรรจุศพเชลยศึกที่เสียชีวิตในระหว่างการสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะ มากถึง 6,982 หลุม จัดเป็นสถานที่ที่ไว้รับรู้ถึงความโหดร้ายของสงคราม และรำลึกถึงเหล่าทหารผู้เหนื่อยล้าที่ได้หลับใหลอย่างสงบในที่พื้นที่ที่สวยงาม

  • เปิดทุกวัน 8.00 – 17.00 น.
  • ตั้งอยู่ ต.บ้านใต้ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

อุทยานประวัติศาสตร์สงคราม 9 ทัพ

3. อุทยานประวัติศาสตร์สงคราม 9 ทัพ

เป็นสถานที่รวบรวมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สงคราม 9 ทัพ ซึ่งเป็นสงครามครั้งสำคัญและยิ่งใหญ่ของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เพื่อป้องกันการรุกรานของพระเจ้าปดงกษัตริย์เมียนมาร์ในปี พ.ศ.2328 ชัยชนะในสงครามครั้งนี้โดยเฉพาะในสมรภูมิทุ่งลาดหญ้า ทำให้ประเทศไทยสามารถรักษาเอกราชและดำรงความเป็นชาติ มาถึงปัจจุบัน ภายในอาคารจัดเป็นตู้จำลองเหตุการณ์และโต๊ะทรายแสดงภูมิประเทศจำลองเส้นทางการเดินทัพของข้าศึก นอกจากนี้ยังมีหอสังเกตการณ์ เพื่อให้ผู้ที่มีความสนใจ ประวัติศาสตร์เข้าใจการเลือกใช้ภูมิประเทศในการเดินทัพและจุดสกัดกั้นทัพเมียนมาร์ได้ชัดเจนขึ้น

  • เปิดให้เข้าชม ทุกวันจันทร์-ศุกร์
  • ตั้งแต่เวลา 10.00-16.00 น.
  • วันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น.
  • ตั้งอยู่ ต.ช่องสะเดา อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

4. ต้นจามจุรียักษ์

ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี ต้นจามจรียักษ์เป็นต้นไม้มีอายุยืนยาวมากกว่า 100 ปี ขนาดของลำต้นโดยรอบประมาณ 10 คนโอบ ถือเป็นอีกหนึ่งต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่แผ่กิ่งก้านน้อยใหญ่ปกคลุมสร้างร่มเงาให้ความร่มรื่นไปรอบ บริเวณของพื้นที่ของพุ่มประมาณ 1 ไร่เศษ ปัจจุบันมีการทำสะพานไม้ทางเดินเป็นวงกลมล้อมรอบต้นจามจุรียักษ์ เป็นทางเดินเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมรอบๆ แบบไม่ต้องเหยียบรากต้นไม้ให้ได้รับความเสียหาย พร้อมทั้งปรับภูมิทัศน์รอบๆ ตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับอย่างสวยงามเพื่อเป็นอีกจุดพักผ่อนหย่อนใจแวะถ่ายรูปสวยๆ เก็บไว้เป็นที่ระลึกคู่กับจามจุรียักษ์ต้นนี้

  • เปิดทุกวัน 08.30 – 16.30 น.
  • ตั้งอยู่ ในพื้นที่รับผิดชอบของกองการสัตว์และ
  • เกษตรกรรมที่ 1 กรมการสัตว์ทหารบก
  • บ้านกสิกรรม ต.เกาะสำโรง อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

5. น้ำตกไทรโยคน้อย (Sai Yok Noi Waterfall)

น้ำตกไทรโยคน้อย หรือมีอีกชื่อว่า “น้ำตกเขาพัง” เป็นน้ำตกที่มีลักษณะเป็นหินปูนพื้นผิวสาก ไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก และน้ำไม่ลึก สูงประมาณ 15 เมตร สามารถเดินจากถนนเข้าไปได้ด้วยระยะทาง 100 เมตร ซึ่งทางเดินจะถูกขนาบด้วยต้นไม้ร่มรื่น สายเที่ยวธรรมชาติห้ามพลาด เหมาะกับการไปเที่ยวพักผ่อนสุดๆ

  • เวลาทำการ : ทุกวัน 08.00-17.00 น.
  • ที่อยู่ : ต.ท่าเสา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี
  • ค่าเข้าสถานที่ : ผู้ใหญ่ 60 บาท เด็ก 30 บาท

พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด

6. พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดสร้างขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้เชลยศึกชาวออสเตรเลียและฝ่ายพันธมิตร ที่ถูกบังคับให้สร้างทางรถไฟยาว 415 กิโลเมตร จากประเทศไทยไปยังประเทศเมียนมาร์ เพื่อเป็นเส้นทางหลักสำหรับการส่งกำลังของกองทัพบกญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เชลยศึกโดยส่วนใหญ่เป็นเซลยชาวออสเตรเลียชาว อังกฤษและดัตช์ รวมทั้งเชลยพลเรือนชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถูกบังคับให้สร้างทางรถไฟสายช่องเขาขาด จากความคิดริเริ่มของอดีตเชลยศึก Mr.Tom Morris โดยการสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลียร่วมมือกับรัฐบาลไทยสร้างอนุสรณ์สถานแห่งนี้ เพื่อรำลึกถึงคนที่เสียชีวิตตามเส้นทางรถไฟสายไทย-เมียนมาร์ต่อมาได้รับความช่วยเหลือจากกระทรวงการทหารผ่านศึกประเทศออสเตรเลีย ในการทำนุบำรุงอนุสรณ์สถานที่ช่องเขาขาด ทำการถางป่า จัดทำทางเดิน และมีการพัฒนาเขตอนุสรณ์สถานเรื่อยมา รวมถึงทางเดินบันได้ในเวลาต่อมา

  • เปิดทุกวัน 09.00 – 16.00 น.
  • ตั้งอยู่ กองการเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ต.ท่าเสา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี

7. น้ำตกไทรโยคน้อย

มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าน้ำตกเขาพัง เป็นน้ำตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติไทรโยค เป็นน้ำตกที่สวยงาม บริเวณโดยรอบร่มรื่น เป็นน้ำตกชั้นเดียวขนาดไม่ใหญ่มากนัก ช่วงฤดูฝนประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม จะมีน้ำมากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จประพาสน้ำตกแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.2431 และบริเวณน้ำตกมีหัวรถจักรไอน้ำสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแสดงไว้เพื่อรำลึกถึงการสร้างเส้นทางรถไฟสาประวัติศาสตร์ ไทย-เมียนมาร์ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สร้างผ่านบริเวณน้ำตกไปสู่ประเทศเมียนมาร์

  • เปิดทุกวัน 08.30 – 18.00 น.
  • ตั้งอยู่ อุทยานแห่งชาติไทรโยค ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี

8. พุน้ำร้อนหินดาด

หรือน้ำพุร้อนกุยมั่ง บ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ เป็นน้ำพุร้อนพุ่งออก มาจากเนินย่อมๆ กว้างพอประมาณช่วยให้ผู้มาเยือนอาบน้ำ เล่นน้ำได้สะดวก ปัจจุบันในช่วงฤดูแล้งจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาอาบน้ำแร่ที่นี่กันมาก น้ำพุร้อนหินดาด เป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติ ริมลำธาร อุณหภูมิประมาณ 45-55 องศาเซลเชียลค้นพบโดย ทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นคุมเชลยศึกมา สร้างทางรถไฟสายมรณะผ่านไปในเส้นทางโดยบังเอิญ

  • เปิดทุกวัน 06.00 – 22.00 น.
  • ตั้งอยู่ บ้านกุยมั่ง หมู่ 6 ต.หินดาด อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

9. เขาแหลมสกายวอล์ค

เป็นสะพานทางเดินกระจกใส ที่ใสจนมองเห็นพื้นด้านล่าง โดยอยู่สูงจากพื้นดิน 8 เมตร และยาวประมาณ 34 เมตร จากบนนี้เราสามารถชมวิวทิวทัศน์ได้กว้างไกล รับลมเย็นธรรมชาติ พร้อมสูดอากาศสดชื่นแบบเต็มปอด บริเวณปลายสะพานมีม่านน้ำตกอันสวยงาม ซึ่งในยามค่ำคืนจะทำการเปิดไฟส่องแสงระยิบระยับ อีกทั้งทางด้านขวามือของสกายวอล์คยังมีสไลเดอร์เนินหญ้า เพื่อสร้างความสนุกสนานให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวอีกด้วย

  • เปิดทุกวัน 06.00 – 21.00 น.
  • ตั้งอยู่ ภายในเขื่อนวชิราลงกรณ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

ไม่ว่าคุณจะเป็นสายประวัติศาสตร์ ชอบเรื่องราวเก่า ๆ ที่ทรงคุณค่า หรือเป็นสายธรรมชาติที่หลงใหลในป่าเขา น้ำตก และอากาศบริสุทธิ์ จังหวัดกาญจนบุรีก็พร้อมตอบโจทย์คุณทุกด้าน ด้วยเสน่ห์ที่ผสมผสานทั้งอดีตและปัจจุบันไว้อย่างลงตัว

ที่นี่มีทั้งสะพานข้ามแม่น้ำแควสุดคลาสสิก ต้นจามจุรียักษ์ที่แผ่กิ่งก้านอย่างสง่างาม น้ำตกสวยๆ ให้เล่นน้ำคลายร้อน รวมไปถึงพิพิธภัณฑ์และอนุสรณ์สถานมากมาย ที่ช่วยให้เราได้เรียนรู้และระลึกถึงเรื่องราวในอดีตได้อย่างลึกซึ้ง

ถ้าใครกำลังวางแผนท่องเที่ยวในปี 2568 นี้ อย่าลืมปักหมุดกาญจนบุรีไว้ในลิสต์ เพราะที่นี่ไม่ได้มีดีแค่ธรรมชาติ แต่ยังเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวที่รอให้คุณมา “เที่ยวให้ถึง เข้าใจให้ลึก และเก็บความทรงจำกลับไปเต็มหัวใจ” แล้วมาเจอกันที่กาญจนบุรีนะครับ 


บทความที่เกี่ยวข้อง

ขั้นตอนการซื้อ พรบ.ออนไลน์ ซื้อได้จากช่องทางไหนบ้าง?

ขั้นตอนการซื้อ พรบ.ออนไลน์ ซื้อได้จากช่องทางไหนบ้าง?

ขั้นตอนการซื้อ พรบ.ออนไลน์

ในยุคที่ทุกอย่างหมุนเร็วแบบนี้ ใครๆ ก็อยากได้ความสะดวกและรวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่องสำคัญอย่าง “พรบ.รถยนต์” หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ที่เป็นเอกสารจำเป็นตามกฎหมาย ทุกคันต้องมีเพื่อความปลอดภัยของทั้งเจ้าของรถและบุคคลภายนอก

แต่ถ้าจะต้องไปต่อที่สำนักงานขนส่งทุกปี คงเป็นเรื่องน่าเบื่อและเสียเวลาน่าดู ยิ่งคนทำงานหรือมีภารกิจแน่นเอี้ยดแทบไม่มีเวลา วันหยุดก็น้อย จะลางานไปต่อพรบ.ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ข่าวดีคือ ตอนนี้ การซื้อ พรบ.ออนไลน์ กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมที่ทั้งง่าย สะดวก และรวดเร็วแบบสุดๆ

มาดูกันว่า…ทำไมใครๆ ถึงหันมาซื้อ พรบ. ออนไลน์กันมากขึ้น และมีข้อดีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

ข้อดีของการต่อ พรบ.ออนไลน์

1. ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ไม่ต้องออกจากบ้านให้วุ่นวาย

เมื่อก่อนจะต่อ พรบ. ทีต้องเตรียมตัวสารพัด ต้องหาเวลาว่าง ลางาน หรือรีบไปช่วงพักกลางวัน ไหนจะต้องเจอกับรถติด หาที่จอดไม่ได้ แถมยังต้องรอคิวอีกต่างหาก เสียเวลา เสียเงิน เสียพลังงานแบบไม่จำเป็น

แต่พอมี พรบ.ออนไลน์ ทุกอย่างก็ง่ายขึ้นเยอะ เพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ ก็สามารถเข้าเว็บหรือแอปฯ แล้วทำรายการได้ทันที ไม่ว่าจะอยู่บ้าน ที่ทำงาน หรือแม้แต่นั่งจิบกาแฟชิลๆ ก็จัดการได้เลย สะดวกกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!

2. เข้าถึงง่าย ช่องทางหลากหลายให้เลือกเพียบ

ปัจจุบันมีช่องทางซื้อ พรบ. ออนไลน์เยอะมาก ไม่ใช่แค่ผ่านเว็บไซต์ของบริษัทประกันภัยเท่านั้น แต่ยังมีตัวแทนประกัน, นายหน้า, และแพลตฟอร์มออนไลน์ชื่อดัง เช่น แอปฯ ประกันภัย, เว็บรวมบริการต่อภาษี/พรบ., ไปจนถึงแอปธนาคารบางแห่งก็เริ่มให้บริการแล้ว

ทางเลือกที่หลากหลายแบบนี้ ทำให้คุณสามารถเลือกซื้อจากผู้ให้บริการที่คุณมั่นใจ เปรียบเทียบเงื่อนไขต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญบางแพลตฟอร์มยังมีโปรโมชั่นหรือส่วนลดพิเศษให้ด้วยนะ

3. ตรวจสอบข้อมูลก่อนจ่ายจริง มั่นใจได้ 100%

หลายคนอาจกังวลว่า ซื้อพรบ.ออนไลน์จะกรอกข้อมูลผิดหรือเปล่า? จะเช็กความถูกต้องได้ไหม? ขอบอกเลยว่า ระบบสมัยนี้ออกแบบมาให้ใช้งานง่ายมาก มีช่องให้กรอกครบชัดเจน พร้อมฟีเจอร์ให้ตรวจสอบรายละเอียดทั้งของรถและของเจ้าของก่อนกดยืนยัน

แถมยังมีระบบช่วยตรวจสอบหมายเลขทะเบียน เลขตัวถัง ฯลฯ ให้แน่ใจว่าไม่ผิดพลาด พอซื้อเสร็จ ก็จะได้รับเอกสารพรบ.ทางอีเมลหรือสามารถดาวน์โหลดได้ทันที ง่ายและแม่นยำสุดๆ

4. เปรียบเทียบราคาได้ง่าย เลือกข้อเสนอที่คุ้มสุด

การซื้อ พรบ. ผ่านระบบออนไลน์ ทำให้เราสามารถเปรียบเทียบราคาและเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกันได้ภายในไม่กี่คลิก บางแพลตฟอร์มถึงกับแสดงตารางเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ เลยว่าเจ้าไหนคุ้มที่สุด

สิ่งนี้ช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างฉลาด ไม่ต้องเสี่ยงซื้อแพง หรือเลือกแบบที่ไม่ได้ความคุ้มครองที่เหมาะสมกับรถของเรา แถมบางเจ้ายังมีของแถมหรือแต้มสะสมให้ด้วย คุ้มในคุ้ม!

สำหรับ ขั้นตอนการซื้อ พรบ.ออนไลน์ ทางเลือกใหม่ที่ใช่สำหรับยุคนี้

จากที่ได้กล่าวไปทั้งหมด จะเห็นว่า การซื้อพรบ.ออนไลน์ เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่แบบสุดๆ ทั้งในเรื่องของความสะดวก ความประหยัดเวลา ไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องรอคิว แถมยังตรวจสอบข้อมูลได้ละเอียด เปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจได้อีกต่างหาก

หากคุณกำลังจะต่อ พรบ.ในเร็วๆ นี้ ลองเปลี่ยนมาใช้บริการแบบออนไลน์ดู แล้วคุณจะรู้ว่าแค่ไม่กี่นาที ก็สามารถทำเรื่องสำคัญให้เสร็จสิ้นได้ง่ายๆ ด้วยปลายนิ้ว ไม่ต้องเสียเวลา เสียค่าเดินทาง หรือปวดหัวกับการหาที่จอดรถอีกต่อไป


บทความที่น่าสนใจ

การเพาะเห็ดหูหนูบนท่อนไม้ สำหรับมือใหม่ เริ่มต้นได้ที่บ้าน

การเพาะเห็ดหูหนูบนท่อนไม้ สำหรับมือใหม่ เริ่มต้นได้ที่บ้าน

การเพาะเห็ดหูหนูบนท่อนไม้

เห็ดหูหนู เป็นเห็ดที่ประชาชนทั่วไปรู้จักเป็นอย่างดี สามารถ เจริญเติบโตได้ดีในสภาพ ดินฟ้าอากาศของประเทศไทย เป็นเห็ดที่มีรสชาติดี กลิ่นหอมอร่อยและมีคุณสมบัติ พิเศษคือคงสภาพภาพความกรอบและคุณค่าทางอาหาร ทั้งยังปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ธรรมชาติของเห็ดหูหนู

ในสภาพธรรมชาติ เห็ดหูหนูจะเจริญได้ดีในเขตร้อน โดยเฉพาะภูมิอาศเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โคยเติญเติบโตบขอนไม้ที่เริ่มเปื่อยทั้ง ชาวจีนเชื่อว่าเห็ดหูหนูเป็นยาอายุวัฒนะสามารถรักษาโรคคอเจ็บโรคโลหิตจางและแก้โรคร้อนในได้เป็นอย่างดี ชาวจีนนับเป็นชาติแรกที่รู้จักเพาะและบริโภคเห็ดหูหนูในสมัยก่อนขาวจีนเพาะเห็ดหนูโดยการตัดไม่ไม่ไอ้กเป็นท่อม มาเพาะแต่สำหรับประหาศไทยได้ทดลองเพาะ เห็ดหนูโดยการตัดไม้แคมากองสุมกันไว้พอถึงฤดูฝนไม้จะเริ่มผมและมีเห็ดทุนเกิดขึ้น จากนั้นก็สามารถเก็บดอกเห็ดหูหนูได้เรื่อย ๆ จนเน่าชอบไม้จะผู้ แต่ในปัจจุบันนิยมการเพาะก็ดูหนู ในถุงพลาสติกกันมากเพราะมีความสะดวก หาวัสดุเพาะได้ง่าย

อุปกรณ์ การเพาะเห็ดหูหนูบนท่อนไม้

  • สว่านเจาะรูท่อนไม้
  • ฝาหรือจุกพลาสติกปิดรูที่เจาะ
  • ท่อนไม้ เช่น ไม้ยางพารา ไม้กระถิน ไม้แค ไม้ข่อย ไม้งิ้ว ไม้นุ่น ไม้ไทร ไม้มะม่วง ไม้ขนุน และไม้ก้ามปู
  • เชื้อเห็ดหูหนู

การเตรียมท่อนไม้

ท่อนไม้ที่จะนำมาเพาะเห็ดควรมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10-12 ซม. และมีความยาวประมาณ 1 เมตร ควรเป็นท่อนไม้ที่ตัดมาใหม่ ๆ และไม่มียาง ถ้าเป็นท่อนไม้ยางพาราควรทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้ยางแห้ง

การเจาะรูบนท่อนไม้

โดยทั่วไปใช้วิธีการเจาะ 2 แบบ คือ แบบใช้เหล็กตอกปะเก็นหรือค้อนสำหรับเจาะรูเห็ดหูหนู กับการใช้สว่านไฟฟ้าขนาดดอกสว่านที่ใช้ 4-5 หุน ควรเจาะท่อนไม้ให้ลึกพอประมาณและให้รอยเจาะอยู่ห่างกัน 8-10 ซม. ให้เป็นแถวโดยแต่ละแถวห่างกัน 6-8 ชม. เจาะให้มีลักษณะเป็นแถวสลับแบบฟันปลา

การใส่เชื้อในท่อนไม้

ใช้ลวดแข็ง ๆ ที่สะอาดและเผาไฟฆ่าเชื้อเเล้วตีเชื้อเห็ดที่เจริญนบนบเลื่อยให้ละเอียด พร้อมกับค่อนเทใส่รูที่เจาะบนท่อนไม้ จากนั้นให้ใช้ตะเกียบที่สะอาดลนไฟฆ่าเชื้อ แล้วกระทุ้งเชื้อเห็ดที่ใส่ในรูให้เชื้ออัดค่อนข้างแน่น แล้วอุดจุกด้วยยางสำเร็จรูป และใช้ค้อนทุบจุกกยางให้แน่นหลังจากนั้นให้อุดด้วยขี้ผึ้งไม่ให้น้ำเข้าไปถูกเชื้อเห็ด

การพักท่อนเชื้อ (การบ่มเชื้อ)

การบ่มหรือพักท่อนเชื้อให้บ่มในที่ร่ม โดยวางท่อนไม้แบบการวางหมอนรถไฟ ให้แต่ละท่อนห่างกกัน 1-2 ชม. หรือจะวางซ้อนกันก็ได้ ในระยะที่บ่มท่อนเชื้อต้องคอยระมัดระวังด้านความสะอาด ความชื้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวจำเป็นต้องรดน้ำให้กับท่อนเชื้อบ้าง และควรมีการกลับท่อนเชื้อ โดยนำท่อนเชื้ออยู่ข้างล่างขึ้นข้างบน และท่อนเชื้อที่อยู่ข้างบนลงล่าง หลังบ่มท่อนเชื้อได้ 30-45 วัน เส้นใยจะเจริญเต็มท่อนไม้ ขั้นตอนต่อไปหลังจากการบ่มเชื้อแล้วก็คือ

การทำให้เกิดดอก

        โดยย้ายไม้เข้าโรงเรือนเปิดดอก ซึ่งภายในโรงเรือนจะมีราวไม้สำหรับพาดท่อนไม้ ราวไม้แต่ละแถวห่างกันประมาณ 1.5 เมตร นำไม้ที่ผ่านระชะบ่มเชื้อแล้วมาแช่น้ำประมาณ 12-20 ชั่วโมง น้ำที่ใช้แช่ไม่ควรมีคุณหภูมิประมาณ 13-18 องศาเซลเซียส เพื่อกระตุ้นให้เห็ดอออกดอกเร็วขึ้น และจะทำให้ไม้อ่อนตัวลง หลังจากแช่น้ำแล้วใช้ค้อนทุบตรงหัวไม้เรือนเปิดดอก ใช้ผาพลาสติกคลุมกองไม้ไว้3-4 วัน หรือจนกระทั่งออกดอกแต่บางแห่งนิยมคลุมไว้เพียง 1-2 วัน แล้วจึงเปิดพลาสติกออก ดอกเห็ดจะเกิดขึ้นหลังจากเอาไม้เข้าไปในโรงเรือนแล้วประมาณ 4-5 รดน้ำวันละ 2 ครั้ง และผลผลิตจะเก็บได้หลังจากนั้นไปอีกประมาณ 4-5 วัน

       ระยะเวลาในการเก็บจะเก็บได้เรื่อย ๆ ประมาณ 10-12 วัน และเมื่อสังเกตว่าดอกเห็ดมีน้อยลงหรือมีแต่ดอกเล็ก ๆ ให้เริ่มต้นขั้นตอนการพักไม้หรือบ่มเชื้อไม้ ทำเช่นนี้เรื่อยไปจนกว่าไม้จะผุ ซึ่งถ้าปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างถูกวิธีแล้ว ไม้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10-15 เซนติเมตร ยาว 1 เมตร จะเก็บผลผลิตได้ประมาณ 6-10 กิโลกรัม

การเพาะเห็ดหูหนูบนท่อนไม้

การเก็บดอกเห็ดหูหนูที่เพาะจากท่อนไม้

ให้เลือกเก็บเมื่อคอกเห็ดโตเต็มที่แต่ยังไม่สร้างสปอร์ จะได้น้ำหนักเห็ดดีที่สุด ทำการเก็บเห็ดอออกจากท่อนไม้มาทั้งกระจุก เพื่อที่จะให้คอกเห็ดรุ่นต่อไปเจริญออกมาใหม่ได้ และสามารถเก็บดอกเห็ดได้ประมาณ 5-6 เดือน ดอกเห็ดก็จะเริ่มหมด แต่ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดดอกเห็ดอีก โดยใช้ค้อนทุบด้านบนของท่อนไม้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เส้นใยเจริญเติบโตใหม่

การปฏิบัติหลังการเก็บดอกเห็ดหูหนู

  • การล้างทำความสะอาดดอกเห็ดหูหนู
  • การนำดอกเห็ดแช่น้ำ 3-4 ชั่วโมง
  • นำดอกเห็ดมาผึ้งลมบนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ 30-45 นาที
  • การบรรจุเห็ดหูหนูสดเพื่อรอการจำหน่าย

บทความอื่นที่น่าสนใจ

เล่าประสบการณ์ การทำสวนยางพารา ฝากข้อคิด

เล่าประสบการณ์ การทำสวนยางพารา ฝากข้อคิด

การทำสวนยางพารา

ถ้าพูดถึง “สวนยางพารา” หลายคนอาจนึกถึงภาพชีวิตสบาย ๆ ตื่นสายได้ ไม่ต้องเร่งรีบ ทำงานไม่กี่วันก็มีเงินใช้ หรือไม่ก็คิดว่าแค่กรีดยางแล้วเอาไปขายก็อยู่ได้ตลอดปี แต่ความจริงแล้ว…ชีวิตชาวสวนยางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบขนาดนั้นครับ ผมเองก็เพิ่งก้าวเข้าสู่วงการนี้ไม่นาน เลยอยากมาเล่าให้ฟังแบบตรงไปตรงมา เผื่อใครกำลังคิดจะเปลี่ยนชีวิตมาเป็นชาวสวนยาง จะได้มองเห็นทั้งข้อดี ข้อเสีย และความจริงที่บางทีเราอาจไม่เคยได้ยินจากคนที่ทำอยู่แล้ว เพราะอาชีพนี้…มีทั้งวันที่ได้เงินก้อนใหญ่ และวันที่ต้องกัดฟันประหยัดสุด ๆ เหมือนกัน

การทำสวนยางพารา มีข้อดีมากมาย แต่บางทีคนที่มาใหม่ อาจจะไม่ทันได้คิด ซึ่งหาเป็นเช่นที่ผมคิดอยู่นี้ ท่านอาจจะผิดหวังก็ได้ ดังนั้น การจะเปลี่ยนชีวิตตัวเองมาเป็นชาวสวนยาง ก็ขอฝากข้อคิดบางอย่างไว้ด้วยนะครับ

สิ่งที่เรามักได้ยินว่าการทำสวนยางพารา

หลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างที่เราเคยได้ยินได้ฟังจากคนมีทำสวนยางพารามาก่อนพูดให้เราฟังนั้น ไม่รู้จะจริงหรือไม่จริง เราก็ได้แต่รับฟังไว้พิจาราณา ซึ่งหลักๆ นั้นเราก็อาจจะมีคำถามมากมายในใจที่หาคำตอบยังไม่ได้

  • ราคาเท่าไร เราก็อยู่ได้ เพราะลงทุนครั้งเดียวแต่ได้กินตลอดชีวิต
  • ของมันต้องใช้ ยังไงก็ต้องขายได้
  • ทำได้ 8 วัน เอาไปขายจะได้…… บาท (ซึ่งเยอะ) เดือนหนึ่งขายได้ 3 ครั้ง
  • เป็นอาชีพที่นอนกิน อยากได้เงินเมื่อไรก็เอาไปขาย
  • ลงทุนแค่ มีดกรีดยาง 1 เล่ม หินลับมีด 2 อัน แค่นี้แหละ ก็สบายละ

แต่สิ่งที่อยากจะฝากไว้ ควรใส่ใจคือ

  • ถ้าสนใจทำสวนยาง ควรถามคนที่ไม่ทำสวนยางบ้าง ว่าการเงินจะเป็นอย่างไร
  • ถ้ามีอาชีพตัดยาง/กรีดอย่างอย่างเดียว จะอยู่รอดไหม เพราะ จะหยุดกรีดยางตอนที่ยางผลัดใบ ปลายกุมภาฯ ถึง ปลาย พฤษภาคม สามถึงสี่เดือนเลยนะ
  • ถ้าฤดูฝน แล้วฝนตกตลอด ก็จะหยุดกรีดเช่นเดียวกัน เพราะขืนกรีดไป แล้วน้ำฝนอาบต้นยาง จะทำให้น้ำยางไม่ไหลลงไปตามร่องเพื่อลงสู่จอกรับน้ำยาง นั่นจะเป็นเหตุให้สูญเปล่า คิดดูว่า อาจจะเสียโอกาสได้เงินเฉลี่ย เป็นเดือนๆ ก็ได้
  • มีอาชีพอื่น รองรับด้วยหรือไม่ หากไม่ได้เงินจากสวนยาง อันนี้สำคัญมาก เพราะสรุปจริงๆ แล้ว อาจจะได้จากมันแค่เพียงครึ่งปีก็ได้
  • มีสวนยางจำนวนมากหรือไม่ ถ้าคุณมีเป็น 80 ไร่ หรือ หลายร้อยไร่ ก็ทำแค่สวนยางก็ได้ โดยมีคนงานเป็นคนทำ คุณเป็นเจ้าสวนเป็นผู้จัดการไป ไม่ต้องลงแรง
  • แต่ถ้ามีสวนยางขนาดเล็กกว่านั้นล่ะก็ ชีวิตตั้งอยู่บนความเสี่ยงทันที่ (หากคิดจะมีแต่สวนยางเพียงอย่างเดียว) เพราะรายได้ไม่เพียงพอที่จะให้คุณมีกินได้ตลอดปีนะ

เรามาดูรายจ่ายสำหรับคนทำสวนยาง คร่าวๆ ในที่นี้จะนำเอารายจ่ายหลักๆ ที่จะต้องใช้เป็นค่าบำรุงรักษาสวนนะครับ

  • ค่าปุ๋ย ปีละ 2 ครั้ง ตกต่อไร่ต่อปีประมาณเองเอง กระสอบล่ะ 50 ก.ก. ราคาอยู่ที่ 750 – 900 บาท
  • หากต้องการเสริมด้วยปุ๋ยชีวภาพ ก็จะเสียเงินเพิ่มอีก (ราคา  380 – 500 บาท)
  • ยาฆ่าหญ้า หากมีหญ้าขึ้นในสวนจำนวนมาก (ขวดละประมาณ 120 บาท)
  • ปูนสำหรับทาหน้ายาง ทำประจำนะครับ ราคาไม่แพง
  • ถุงมือยาง หากเป็นผู้หญิงนี่จำเป็นมาก เพราะหากไม่ใส่ เล็บและนิ้วจะดำมาก (ซื้อไว้เป็นโหลๆ)
  • นำกรดหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า น้ำส้ม เพื่อทำให้ยางแข็งตัวไว มีน้ำหนัก จะดีมาก หากกรีดแล้วฝนจะตก ต้องรีบใส่น้ำส้มนี้ เพื่อให้ยางแข็งตัว แพ็คละ 6 ขวด ราคา 90 บาท
  • ค่าดำเนินการอื่นๆ

จะเห็นว่ามีค่าใช้จ่ายหลากหลายด้าน แต่ไม่สามารถนำมาลงไว้ได้ทั้งหมดเช่น ถ้าต้นยางตายนึ่ง จะแก้ไขอย่างไร ต้นยางแตก, เป็นขุย, ตายยอด จะแก้ไขอย่างไร นี่เป็นกรณีๆ ไปนะครับ ยังมีค่าใช้จ่ายซ่อนเร้นอื่นๆ อีก นะคิดให้ดีนะครับพี่น้อง

การทำสวนยางพารา

ป้องกันความยากจน

ณ ตอนนี้ ส่วนตัวผมก็เพิ่งจะเริ่มเป็นชาวสวนยางพาราครับ จึงมองไปข้างหน้าว่า เงินที่จะหาจากสวนนั้นไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายอย่างแน่นอน เพราะจะว่าไปแล้วอาจจะได้เงินจากมันแค่ครึ่งปี แล้วอีกครึ่งปี ก็ อด จึงต้องทำอยู่หลายอย่าง

  • ประหยัด
  • หาเงินจากแหล่งอื่น
  • มีอาชีพเสริม

หากผมไม่สามารถจะทำอย่างที่คิดนี้ไว้ละก็ จะมีแต่รายจ่ายเท่านั้นแหละในชีวิตนี้ แต่ผมถลำมาทำอย่างนี้แล้ว ผมก็จะทำให้มันสมกับที่ได้ตั้งใจไว้และจะทำให้ดีที่สุด ไม่ใช่นั้นก็จะอายคนอื่นเขาแหละครับ

สุดท้ายนี้ การทำสวนยางพาราไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าเรารู้จักวางแผน เตรียมตัว และมองความจริงให้ครบทุกมุม อาชีพนี้ก็สามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างมั่นคง หลายคนอยู่ได้เพราะรู้จักบริหารรายได้และมีอาชีพเสริมควบคู่กันไป ผมเองก็ยังอยู่ในเส้นทางนี้ พร้อมเรียนรู้และปรับตัวทุกวัน หวังว่าประสบการณ์เล็ก ๆ ที่ผมเล่ามานี้ จะช่วยให้ใครที่กำลังคิดจะเข้าสวนยาง ได้มองไกลกว่าความฝัน และพร้อมรับมือกับความจริง เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของชาวสวนยางไม่ได้วัดกันแค่ “มีสวนกี่ไร่” แต่ขึ้นอยู่กับ “เราบริหารชีวิตอย่างไร” มากกว่า

แหล่งที่มา : https://para-buy.blogspot.com/2013/06/SpecialReport1.html


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ดีไซน์เรียบหรูทันสมัย โทนสีอบอุ่น ดูแข็งแรง ฟังก์ชันครบ

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ดีไซน์เรียบหรูทันสมัย โทนสีอบอุ่น ดูแข็งแรง ฟังก์ชันครบ

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

หากคุณกำลังมองหาแบบบ้านที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องความสวยงาม ความสะดวกสบาย และการใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ “บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น” คือคำตอบที่ไม่ควรมองข้าม ด้วยแนวคิดการออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความหรูหรา “ดีไซน์เรียบหรูทันสมัย” กลายเป็นจุดเด่นที่ทำให้บ้านแนวนี้ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นคู่รักที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตครอบครัว หรือครอบครัวขนาดเล็กที่ต้องการบ้านอยู่อาศัยที่สบายและดูแลรักษาง่าย

นอกจากความโดดเด่นด้านรูปลักษณ์แล้ว บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นยังออกแบบให้ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ด้วย “ฟังก์ชันครบ” ครบครันทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องรับแขก พื้นที่ทำครัว และมุมพักผ่อนภายในบ้าน ทุกส่วนถูกจัดวางอย่างลงตัว เปิดโล่ง โปร่งสบาย ใช้แสงธรรมชาติได้ดี ช่วยประหยัดพลังงาน และสร้างบรรยากาศที่น่าอยู่ในทุกวัน

ไม่ว่าจะสร้างในเมืองหรือต่างจังหวัด บ้านสไตล์นี้ก็สามารถปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างกลมกลืน เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการบ้านที่ดูดี มีสไตล์ และใช้งานได้จริงในทุกตารางเมตร

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านหลังนี้เป็น แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ตัวบ้านมีขนาดชั้นเดียว มีพื้นที่ใช้สอย ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ครัวในบ้าน นอกบ้าน โถงเอนกประสงค์ ระเบียงพักผ่อนหน้า สวย จบ ครบทุกความต้องการ  การออกแบบดีไซน์จะมีรูปทรงที่สวยงามทันสมัย ตกแต่งผนังในโทนสีขาวยืนพื้น แซมด้วยสีน้ำตาลเพื่อเพิ่มลูกเล่น  ซึ่งพี่ณรงค์ออกแบบบ้านมาใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายในวัยเกษียณ ด้วยงบประมาณ 1.45 ล้าน

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

ด้านหน้าบ้านมีบันไดทางขึ้นพร้อมราวจับสแตนเลสเงางาม เพิ่มความปลอดภัยและความหรูหรา ส่วนเฉลียงหน้าบ้านออกแบบให้โปร่งโล่ง เหมาะสำหรับเป็นมุมนั่งเล่นรับลมหรือจัดสวนกระถางเล็ก ๆ สร้างบรรยากาศสดชื่น ตัวเสาและผนังตกแต่งด้วยหินเทียม และท่อเหล็กแนวตั้งสีส้มแดงเพิ่มลูกเล่นให้ดูทันสมัยไม่จำเจ

ห้องโถงรับแขกของตัวบ้านมีขนาดกว้างขวาง พื้นที่ห้องเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า จากประตูด้านหน้าลึกไปจนถึงห้องครัว ที่อยู่ทางด้านหลัง มีหน้าต่างด้านข้างช่วยรับแสงสว่างและเปิดรับลมระบายอากาศจากภายนอก

ส่วนของห้องครัวที่อยู่ทางด้านหลังมีขนาดกว้างขวาง ก่อเคาน์เตอร์ครัวแบบบิวท์อิน รูปตัวแอล (L) ติดกับผนังสองข้างที่มุมด้านหลัง กรุด้วยกระเบื้องสีขาวเป็นโทนเดียวกับผนังห้อง มองแล้วดูสบายตาสบายใจสำหรับแม่บ้านมากครับ

เจ้าของบ้าน | คุณณรงค์, คุณทิพย์ ชวนมา
ก่อสร้างโดย | ส.การช่างแพร่ (0843687135)
ที่มา : ส.การช่าง รับเหมาก่อสร้างบ้าน งานต่อเติมบ้าน จังหวัดแพร่

หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

แกงป่าใส่เนื้อหมู รสจัดจ้าน หอมสมุนไพร เผ็ดร้อนจนโล่งคอ

แกงป่าใส่เนื้อหมู รสจัดจ้าน หอมสมุนไพร เผ็ดร้อนจนโล่งคอ

แกงป่าใส่เนื้อหมู

แกงป่าใส่เนื้อหมู สุดยอดอาหารจานเด็ดของไทย ที่เน้นเครื่องสมุนไพร ผัก และพริกแกงรสเด็ด จัดเป็นอาหารไทยรสจัดจ้าน ที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบทานอาหารสชาติเข้มข้น โดยสันนี้เราจะมาแบ่งปันวิธีการทำเมนูอาหารจานนี้ให้กับเพื่อน ๆ ทุกคน ใครอยากรับประทานอาหารไทยอร่อย ๆ ทานแล้วไม่อ้วน ทั้งยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย ต้องจัดเมนูนี้เลย วิธีการทำไม่ยาก วัตถุดิบในการทำก็เป็นวัตถุดิบ ส่วนผสมทั่วไปที่หาซื้อได้ตามท้องตลาด

วัตถุดิบแกงป่าหมู 

ก่อนจะเข้าครัว ก็ต้องมาดูกันก่อนว่ามีวัตถุดิบอะไรบ้าง ที่ต้องเตรียมให้พร้อม ไม่ให้ขาด

  1. หมูสันใน 300 กรัม
  2. น้ำมัน 2 ช้อนโต๊ะ
  3. มะเขือเปราะผ่าซีก 2 ลูก
  4. ข้าวพาดอ่อน 3 ฝัก
  5. พริกแกงป่า 3 ช้อนโต๊ะ
  6. เห็ดฟาง 1/2 ถ้วย
  7. ใบกระเพรา 1/2 ถ้วย
  8. กระชายหั่นเป็นเส้น 1/2 ถ้วย
  9. ถั่วฝักยาว 1/2 ถ้วย
  10. ใบมะกรูดฉีก 4 ใบ
  11. พริกไทยสดแบบเม็ด 1 ช้อนโต๊ะ
  12. พริกชี้ฟ้าหั่นเฉียง 8-10 เม็ด
  13. ฟักทองหั่นเป็นชิ้น 1/2 ถ้วย

วิธีทำ

  1. ตั้งกระทะใช้ไฟระดับปานกลาง ใส่น้ำมันลงไป พอน้ำมันก็ทำการผัดพริกแกงให้หอม นำหมูสันในที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำลงไปผัด จนหมูเริ่มสุกดี
  2. ใส่น้ำเปล่าลงไป ต้มให้พอเดือด ปรุงรสชาติด้วยเกลือ น้ำตาลเล็กน้อย และน้ำปลา หรือไม่อยากใส่น้ำตาลก็ได้ เพราะปกติจะมาใส่กัน
  3. ใส่วัตถุดิบต่าง ๆ ลงไป ได้แก่ ข้าวโพดอ่อน มะเขือเปราะ เห็ดฟาง ถั่วฝักยาว ฟักทอง และพริกไทยสดเม็ดลงไป ต้มสักพักล้วนำกระชายหั่นเส้นใส่ลงไป ตามด้วยใบมะกรูดฉีก ซึ่งจะให้ความหอมสมุนไพร และเพิ่มความเผ็ดร้อนของน้ำแกง
  4. ใส่ใบกระเพรา และพริกชี้ฟ้าหั่นเฉียง ลงไป ปิดไฟ ยกลงจากเตา ตักใส่ถ้วย พร้อมเสิร์ฟความอร่อยกันได้ทั้งครอบครัว

แกงป่า สูตรเด็ดเลิศรส ก็มีกรรมวิธีการทำเพียงเท่านี้ ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมว่า เมนูยอดฮิตจะทำได้ง่ายมาก ง่ายชนิดแทบว่าไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่หั่นผัก หั่นหมู ผัดพริกแกง แล้วก็ต้ม ปรุงรสชาติ ก็กลายเป็นอาหารสุดอร่อยแล้ว รับประทานพร้อมกับข้าวสวยร้อน ๆ ซดน้ำแกงเต็มช้อน บอกเลยฟินสุด ยิ่งช่วงอากาศเย็น ๆ ฝนตกพรำ ๆ น้ำแกงร้อนจัดจ้านช่วยให้ร่างกายอบอุ่น กระปรี้กระเปร่าเลยเชียวแหละ อย่าลืมนะหากใครอยากทาน เพียงแค่ทำตามสูตรที่นำมาแบ่งปันวันนี้เท่านั้น รับรองว่าอร่อยไม่ต้องไปนั่งทานที่ร้านอาหารอีกต่อไป

อ้างอิงรูปภาพ : www.easycookingmenu.com


บทความที่น่าสนใจ