สรุปรีวิวหนังสือ Money Mindset ข้อคิดการเงินส่วนบุคคล 

สรุปรีวิวหนังสือ Money Mindset ข้อคิดการเงินส่วนบุคคล

Money Mindset

Money Mindset เป็นหนังสือที่มุ่งเน้นไปที่การปรับเปลี่ยน ความคิด เกี่ยวกับเงิน ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งมากกว่าความรู้ทางการเงินเพียงอย่างเดียว หนังสือเล่มนี้จะพาคุณไปสำรวจความเชื่อและทัศนคติที่มีต่อเงินของคุณเอง และให้เครื่องมือในการสร้าง Mindset ที่เป็นบวกและมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเงิน

1. ปลายทางคือความมั่นคงทางการเงิน

ความมั่นคงทางการเงิน (financial stability) จะเกิดก็ต่อเมื่อมีรายได้ที่พอกินพอใช้ มีสภาพคล่องทางการเงินที่โอเค ครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้หมด และ สะสมความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามแผนที่วางไว้ มีความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยง เมื่อเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ก็ไม่ทำให้ชีวิตการเงินพังทลาย

2. มีสูตรบริหารเงินเป็นของตัวเอง

สามารถปรับอัตราส่วนเงินออม เงินใช้จ่ายได้ตามใจชอบเช่น 5 : 95 หรือจะเป็น 10 : 90 หรือ 50 : 50 ก็ได้ เอาที่พอไหว นอกจากนี้ควรแบ่งตระกร้าเงินออกเป็น

  • ตะกร้าเงินสำรองฉุกเฉิน ที่ควรมีไว้ขั้นต่ำสำหรับค่าใช้จ่าย 6 เดือน
  • ตะกร้าเกษียณรวย ค่อย ๆ สะสมความมั่งคั่งอย่างปลอดภัย
  • ตะกร้าเกษียณเร็ว ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เพื่อเพิ่มโอกาสเกษียณเร็วขึ้น

3. รายได้มาก ไม่ได้หมายความว่าจะมีความมั่งคั่งมาก

เพราะหลายคนเมื่อรายได้เยอะ ก็มีค่าใช้จ่ายเยอะตามไปด้วยความมั่งคั่ง เป็นเรื่องของการสะสมรายได้ที่เข้ามา และค่อย ๆ ต่อยอดลงทุนให้งอกเงย

แท้จริงแล้วรายได้คือ สิ่งที่เรามอบมูลค่าบางอย่างให้กับสังคมด้วยทักษะของเรา แล้วได้ตอบกลับมาเป็นตัวเงิน รายได้จึงเป็นการเพิ่มโอกาสให้เราสะสมความมั่งคั่งได้มากกว่า รายได้ที่มากยังช่วยให้เรามีโอกาสใช้ชีวิตได้ตามไลฟ์สไตล์ที่เราต้องการได้มากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีเครดิตทางการเงินที่สูงขึ้น และนำไปสร้างหนี้ก้อนโตเพื่อลงทุนระยะยาวได้มากขึ้น

4. เก็บเงินไม่ต้องเยอะ แต่เน้นความสม่ำเสมอ

เพื่อสร้างความรู้สึก “ดีต่อใจ” ให้ตัวเอง ออมเดือนละ 2% หรือ 3% ไม่สำคัญแต่ถ้าเราทำได้อย่างต่อเนื่อง เราจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น รู้สึกภูมิใจที่เราเก็บออมเงินได้ ถ้าใครเป็นหนี้และต้องออมเงินเพื่อแก้หนี้ ความรู้สึกดีต่อใจตัวเองเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมันจะสร้างกำลังใจในระยะยาว

5. ตัดออมอัตโนมัติ 10% ในทันทีที่ได้เงินเดือน อย่าใช้ก่อนแล้วออมทีหลัง

6. ก่อนจะตัดสินใจกู้หนี้ก้อนใหญ่เพื่อสร้างตัว เช่น กู้ซื้อบ้าน ให้ลองถามตัวเองก่อนว่าเงินกู้ก้อนนี้จำเป็นจริง ๆ รึเปล่า เช่น ถ้าเราจะกู้ซื้อบ้าน เราจะยังอาศัยอยู่บ้านเช่าไปก่อนได้มั้ยถ้าจะซื้อรถ เราจำเป็นต้องซื้อรถราคาแพงจริงมั้ย และต้องถามตัวเองด้วยว่าเราพร้อมที่จะชำระคืนได้หมดรึเปล่า ถ้าเรามีรายได้ทางเดียวอยู่ เราควรจะหาช่องทางสร้างรายได้เพิ่มมั้ย

7. อย่าแก้ปัญหาทางการเงิน ด้วยการใช้อารมณ์ว่าอยาก “ตบหน้า” ใครบางคน

หลายคนโดนดูถูกว่าไม่มีทางหาเงินได้มาก ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ ต้องพึ่งญาติคนนั้นคนนี้ เลยเกิดความรู้สึกอยากแก้แค้น ตบหน้าคนพวกนั้น เมื่อตัวเองยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้ และประสบความสำเร็จกว่าคนพวกนั้นแล้ว จากประสบการณ์ตรงของโค้ชหนุ่มที่โดนมาแบบเดียวกันตอนที่สำเร็จแล้ว สุดท้ายก็ไม่ได้อยากไปตบหน้าคนพวกนั้นอยู่ดี เพราะความสุขจากความสำเร็จของตัวเองนั้นหอมหวานพออยู่แล้ว ดังนั้นจงโฟกัสกับความสุขของตัวเองและครอบครัวของตัวเองดีกว่าอย่าไปทำให้การอยากตบหน้าใคร มาทำให้ชีวิตการเงินของเราพังเลย

8. อย่าสร้างภาระหนี้ให้ลูก เพียงเพราะคำว่าอยากทิ้งมรดกไว้

เพราะถ้าตัวเองซื้อบ้านที่เป็นหนี้ระดับ 30-40 ปี แล้วผ่อนไม่ไหว สุดท้ายลูกตัวเองจะลำบาก คุยเปิดอกกันตรง ๆ ดีกว่าลูกอาจไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายจากพ่อแม่ก็ได้

9. ทำความรู้จักกับ 5 วิธีคิดชนะหนี้

  • เชื่อเสมอว่าชีวิตไม่ได้เลวร้ายทุกวัน แม้ในวันที่มีหนี้ เราก็ยังมีความสุขได้จากเรื่องอื่น ๆ มีงานทำ ค้าขายได้ แฟนตอบรับรัก
  • คิดว่าปัญหามันคุ้ม ที่จะสู้เพื่อเอาชนะมันได้
  • คิดไปข้างหน้า และคิดแบบมีคามหวังเสมอ อย่าไปคิดแต่ว่า ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเป็นเรา
  • พาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมที่สิ้นหวังบ้าง
  • เป็นนักฝัน แต่ฝันอย่างมีแผนการ

10. อย่าปล่อยให้หมดวัน โดยที่เราไม่ได้หว่านเมล็ดพันธุ์อะไรเพิ่มเติมเลย

เมล็ดพันธุ์หลายชนิดต้องอาศัยช่วงเวลาและจังหวะที่เหมาะสม รวมไปถึงปัจจัยอื่น ๆ อย่าง แสงแดด น้ำ แร่ธาตุต่าง ๆ เราต้องรู้จักรอเวลาที่เมล็ดพันธุ์ที่เราหว่านไว้จะงอกงามแต่จงอย่าปล่อยเวลาทิ้งไปเฉย ๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลย จงคิดหาอะไรใหม่ ๆ และลงมือทำอะไรใหม่ ๆ ในทุกวัน

11. อย่าเอาหินในกระเป๋าคนอื่นมาใส่ในกระเป๋าเรา

การเดินทางสู่อิสรภาพทางการเงินเป็นการเดินทางอันยาวไกล อย่าแบกของหนักโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะหินหนัก ๆ ที่เป็นของคนอื่น

12. ตระหนักอยู่เสมอว่า โชคร้ายอาจเกิดกับเราได้ในสักวัน

จงวางแผนเตรียมรับมือเรื่องร้าย ๆ ไว้เสมอ ถ้าเกิดวันไหนเราโชคร้ายจริง จะได้ไม่มากระทบกับเรื่องเงิน ๆ ทองๆ ของเรา

13. กล้าใช้เงินบ้าง เพราะเงินคือปัจจัยสนับสนุนการมีชีวิตที่ดี

ไม่ใช่เป้าหมาย การสะสมเงินจึงเป็นการมุ่งสู่เป้าหมายเพื่อให้เรามีชีวิตในแบบที่ต้องการได้ดังนั้นระหว่างทางจงใช้เงินบ้าง อย่าให้เรากลายเป็นคนกลัวไม่กล้าใช้เงินมากเกินไป เงินที่หามาได้ ลองจัดสรรและวางแผนดี ๆ บางส่วนก็เอามาตอบ Want ของเราได้บ้าง ไม่จำเป็นต้องตอบเฉพาะ Need อย่างเดียวและเมื่อใช้ไปแล้วก็อย่าไปคิดมาก จงมีความสุขกับการใช้จ่ายของตัวเองอย่างเต็มที่

14. เมื่อถึงนาทีวิกฤต หรือในจังกหวะที่โอกาสเข้ามา

จงอย่าปิดโอกาสด้วยความคิดและคำพูดของตัวเองถ้าลองทำได้ จงลอง เริ่มเท่าที่ทำได้ และคว้าโอกาสนั้นมาให้เป็นของเรา

15. คุณสมบัติร่วมของคนสำเร็จในการเงิน 3 อย่างได้แก่

  • ความรับผิดชอบทางการเงิน (Money Responsibility) รับผิดชอบต่อทุกปัญหาทางการเงินด้วยตัวเอง รวมไปถึงเป้าหมายของตัวเอง ไม่โทษปัจจัยแวดล้อม
  • ความรู้ทางการเงิน (Money Literacy) ทั้งเรื่องการบริหารค่าใช้จ่าย การหารายได้ การออม การลงทุน การประกันความเสี่ยง รวมถึงเรื่องภาษี
  • วินัยทางการเงิน (Money Discipline) ลงมือทำตามแผนการที่ตัวเองวางไว้อย่างสม่ำเสมอ

16. รู้แล้วไม่ทำ มีค่าเท่ากับไม่รู้ พวกคำคมที่เราเห็นตามโซเชียลมีเดีย จะสำคัญจริงก็ต่อเมื่อเราได้ลงมือทำตาม

17. การลงทุนไม่มี Best solution หรือคำตอบที่ดีที่สุด มีแต่ Optimum solution ที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตแต่ละคน ตามเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่างกัน

18. อะไรที่เหมาะกับตัวเรา ใช้แค่การเล็ง การมองอย่างเดียวไม่พอ ต้องอาศัยการลองทำด้วย เราถึงจะได้รู้หัวใจตัวเองอย่างแท้จริง

19. สนุกไปกับการมีทั้ง Active Income และ Passive Income

อย่าเอาแต่สนใจสร้าง Passive Income จนปล่อยให้ชีวิตเป็นไปอย่างน่าเบื่อเพราะบางครั้ง Active Income ก็ทำให้เรารู้สึกอิ่มเอมใจได้จากคุณค่าที่เราได้สร้างด้วยการทำงานเพื่อผู้อื่น ส่วน Passive Income ก็เป็นเครื่องทุ่นแรงเอาไว้ช่วยให้ชีวิตของเราไปต่อได้ ในวันที่เราเหนื่อยและอยากพัก

20. หมั่นเป็นกำลังใจให้กันและกัน

ในวันที่เราลำบาก สิ่งที่ต้องการมากที่สุดอาจเป็นกำลังใจดี ๆ จากคนรอบข้าง ดังนั้นในวันที่เราเห็นคนอื่นลำบาก ก็จงอย่าลืมที่จะส่งกำลังใจดี ๆ ให้คนรอบข้างด้วยเช่นกัน

รีวิวสั้น ๆ หลังอ่าน

เป็นหนังสือโค้ชหนุ่มอีกเล่มที่แนะนำให้ทุกคนลองซื้ออ่านกันดู เล่มนี้เป็นการเล่าเรื่องปรับ mindset ทางการเงินจากเคสการเงินต่าง ๆ ที่โค้ชหนุ่มเคยเจอมาหนังสือมี 40 บท เป็น 40 เรื่องราวที่ให้ข้อคิดดี ๆ เกี่ยวกับ mindset ทางการเงิน

ถ้าถามว่าเล่มนี้ต่างจาก Money 101 ยังไง ต้องบอกว่า เล่ม Money 101 ค่อนข้างเป็นพื้นฐานด้านการบริหารเงินส่วนบุคคลมากกว่า เล่ม Money Mindset เน้นไปที่เคสต่าง ๆ ซะมากกว่า และเป็นการเรียนรู้ผ่านเคสตัวอย่าง ที่มีทั้งล้มเหลว และน่าชื่นชม

ความยาว 400 กว่าหน้า แต่อ่านแล้วไม่เบื่อเลย หลายบทอ่านแล้วสร้างกำลังใจทางการเงินอย่างดีมาก จนอยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับการออกและการลงทุนของตัวเอง สุดท้ายเรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญ อยากให้ทุกคนลองอ่านหนังสือแนวนี้ดูสักครั้งครับ


ผู้เขียน: จักรพงษ์ เมษพันธุ์ จำนวนหน้า: 424 หน้า สำนักพิมพ์: ซีเอ็ดยูเคชั่น, บมจ. เดือนปีที่พิมพ์: 2022


บทความที่น่าสนใจ

วิธีการปลูกต้นหอม แบบง่ายๆ ไว้กินในครัวเรือน

วิธีการปลูกต้นหอม แบบง่ายๆ ไว้กินในครัวเรือน

วิธีการปลูกต้นหอม

ต้นหอม เป็นวัตถุดิบสำคัญในหลากหลายเมนูอาหารไทยและเทศ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรุงรส เพิ่มกลิ่นหอม หรือใช้ตกแต่งจาน การมีต้นหอมสดๆ ไว้ใช้เองจึงเป็นเรื่องที่สะดวกและช่วยเพิ่มรสชาติให้กับอาหารได้อย่างมาก

ต้นหอมเป็นผักสวนครัวที่ปลูกง่าย โตไว ที่สำคัญสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลายครั้ง เหมาะสำหรับปลูกไว้กินเองในครัวเรือน มาดู วิวิธีการปลูกต้นหอม แบบง่ายๆ กันเลย

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • พันธุ์หัวหอม หรือเมล็ดพันธุ์หอมจากแห่งที่เชื่อถือได้
  • ดินร่วนปนทราย
  • ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก
  • กระถางที่ระบายน้ำได้ดี

วิธีการปลูกต้นหอม

วิธีการปลูกหอม

  • นำดินร่วนปนทราย 2-3 ส่วน ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ผสมให้เข้ากันแล้วกรอกใส่กระถาง หรือแปลงปลูก
  • เลือกพันธุ์หัวหอมที่สมบูรณ์ไม่มีโรค หรือเชื้อรา
  • หากหัวพันธุ์หอมมีหลายกรีบ แยกกรีบหัวหอมออกจากกัน
  • วางหัวหอมลงดิน 2 ใน 3 ส่วนของหัวหอม กดดินให้แน่น ระหว่างต้นให้ห่าง 10-15 เซ็นติเมตร รดน้ำให้ชุ่ม
  • นำกระถางไปวางในที่ที่มีแสงแดดส่องถึง

การดูแล

  • รดน้ำ เช้า-เย็น เมื่อผ่านไป 1 เดือนควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักบ้าง และใส่ปุ๋ยเล็กน้อยทุกๆ สัปดาห์ หมั่นดูแลวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ

การเก็บเกี่ยว

  • ระยะเวลา  โดยทั่วไป ต้นหอมที่ปลูกจากหัวจะสามารถเก็บเกี่ยวใบได้ภายใน 3-4 สัปดาห์ และเก็บเกี่ยวทั้งต้นได้เมื่ออายุประมาณ 60-90 วัน ส่วนต้นหอมที่ปลูกจากเมล็ดจะใช้เวลานานกว่าเล็กน้อย
  • ลักษณะที่พร้อมเก็บเกี่ยว สังเกตจากลำต้นที่สูงประมาณ 20-30 ซม. ใบมีสีเขียวสด และโคนต้นเริ่มอวบขึ้นเล็กน้อย

การเก็บรักษา  ต้นหอมที่เก็บเกี่ยวแล้วสามารถนำไปใช้ประกอบอาหารได้ทันที หรือเก็บไว้ในตู้เย็นในถุงพลาสติกที่มีรูระบายอากาศ จะช่วยให้เก็บได้นานขึ้น

ข้อแนะนำ

  • ควรเลือกพันธุ์หัวหอมที่มีขนาดพอดี ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป
  • ควรปลูกหอมในดินร่วนปนทราย เพราะจะระบายน้ำได้ดี
  • ควรรดน้ำสม่ำเสมอ อย่าดินไม่แห้งเป็นเวลานาน
  • ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดิน
  • ควรระวังเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืช

การปลูกต้นหอมไว้ใช้เองเป็นกิจกรรมที่ง่าย สนุก และให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ไม่ว่าคุณจะมีพื้นที่มากน้อยแค่ไหน ก็สามารถเริ่มต้นปลูกต้นหอมได้ เพียงแค่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อย ตั้งแต่การเลือกวัสดุ การปลูก และการดูแลรักษา คุณก็จะมีต้นหอมสดใหม่ ปลอดภัย ไว้ใช้ปรุงอาหารได้ตลอดเวลา อย่าลังเลที่จะลองลงมือปลูกต้นหอมด้วยตัวเอง แล้วคุณจะพบว่าการมี “สวนครัว” เล็กๆ ในบ้านนั้นเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจและเติมเต็มความสุขในการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างไม่น่าเชื่อ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

โรคมะเร็งในสุนัข โรคยอดฮิตที่ไม่ควรมองข้าง อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกัน

โรคมะเร็งในสุนัข โรคยอดฮิตที่ไม่ควรมองข้าง อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกัน

โรคมะเร็งในสุนัข

สัตว์เลี้ยงของเราไม่ได้เป็นแค่เพื่อนคลายเหงา แต่พวกเค้าคือสมาชิกในครอบครัว เป็นดวงใจที่เราพร้อมจะมอบความรักและความเอาใจใส่ให้เต็มที่ แต่ในขณะที่เราดูแลพวกเค้าอย่างดีที่สุดแล้วนั้น ก็ยังมีภัยเงียบที่คอยคุกคามสุขภาพของเพื่อนรักของเราอยู่เสมอ นั่นก็คือ “โรคภัยไข้เจ็บ” นั่นเองครับ

ในโลกของน้องหมา มีสารพัดโรคที่อาจเข้ามาเยือนโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว บางโรคก็มาแบบไม่ทันให้เราได้เตรียมใจ อย่างเช่น “โรคมะเร็งในสุนัข” ที่ถือเป็นหนึ่งในความกังวลอันดับต้นๆ ของบรรดาเจ้าของน้องหมา เพราะเจ้าร้ายเงียบนี้มักจะมาพร้อมกับอาการที่ไม่ชัดเจน ทำให้การตรวจพบในระยะเริ่มต้นเป็นเรื่องยาก และเมื่อรู้ตัวอีกทีก็อาจจะสายเกินแก้เสียแล้ว

แต่น้องหมาไม่ได้เผชิญกับโรคร้ายเพียงอย่างเดียว บรรดาน้องแมวเหมียวของเราก็มีโรคประจำตัวที่เจ้าของต้องใส่ใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น “โรคในแมว” อย่างโรคระบบทางเดินปัสสาวะที่แสนจะทรมาน โรคไตเรื้อรังที่ค่อยๆ พรากความสดใสไป หรือแม้แต่โรคร้ายอย่างมะเร็งเองก็ตาม การที่เราเข้าใจถึงสัญญาณ อาการ และสาเหตุของโรคเหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถดูแลและสังเกตความผิดปกติของน้องแมวได้อย่างทันท่วงที

แน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้เพื่อนรักของเราต้องเจ็บป่วย แต่การเตรียมพร้อมรับมือและเรียนรู้วิธี “ป้องกันโรคสัตว์เลี้ยง” ต่างๆ นั้นสำคัญยิ่งกว่า เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเรื่องอาหาร การพาไปตรวจสุขภาพ การฉีดวัคซีน หรือการสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ทุกสิ่งที่เราทำด้วยความใส่ใจ จะเป็นเกราะป้องกันภัยร้ายให้แก่เพื่อนสี่ขาของเราได้

บทความนี้จึงตั้งใจที่จะพาเพื่อนๆ ทุกคนไปเจาะลึกถึงโรคมะเร็ง โรคยอดฮิตที่มักพบบ่อยในน้องหมา ที่เจ้าของต้องรู้เท่าทัน พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางและเคล็ดลับในการ “ป้องกันโรคสัตว์เลี้ยง” อย่างรอบด้าน เพื่อให้เพื่อนรักของเรามีสุขภาพที่แข็งแรง อยู่กับเราไปได้นานๆ สร้างความสุขและความทรงจำดีๆ ร่วมกันไปอีกแสนนานครับ

โรคมะเร็งในสุนัข

หนึ่งในโรคร้ายที่น่ากลัวที่สุด ที่เราไม่อยากให้เกิดกับเค้าเลย ก็คือ ‘มะเร็ง’ นี่แหละครับ ฟังดูน่ากลัวใช่ไหม แต่ไม่ต้องตกใจไป ถ้ารู้จักสังเกตอาการเค้าตั้งแต่เนิ่นๆ รู้จักวิธีป้องกัน และถ้าโชคร้ายเป็นขึ้นมาจริงๆ ก็ยังมีแนวทางการรักษาที่เราพอจะช่วยเค้าได้อยู่ครับ มาดูกันแบบละเอียดเลยดีกว่า ว่าเจ้า ‘มะเร็งร้าย’ เนี่ย มันมีพิษสงยังไงบ้าง

อาการที่ต้องสังเกต

    น้องหมาเราพูดไม่ได้เนอะ เวลาเค้าไม่สบาย เค้าจะแสดงออกมาทางพฤติกรรมและร่างกาย เพราะฉะนั้นเราต้องเป็นนักสืบจำเป็น คอยส่องอาการเค้าทุกวัน อาการที่น่าสงสัยว่าอาจจะเป็น มะเร็ง ก็มีหลายอย่างเลยครับ ที่เจอบ่อยๆ ก็คือ

  • คลำเจอก้อนแปลกๆ ใต้ผิวหนัง อันนี้เบสิกเลย! เวลาลูบๆ คลำๆ ตัวเค้า ถ้าเจอก้อนอะไรที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ กดแล้วเจ็บหรือไม่เจ็บก็ตาม อย่าชะล่าใจ! พาไปให้หมอเช็คด่วนๆ
  • น้ำหนักลดฮวบฮาบ  กินก็เยอะ เล่นก็ปกติ แต่ทำไมผอมลงๆ อันนี้ไม่ดีแน่ อาจจะเป็นสัญญาณของมะเร็งบางชนิดที่ทำให้ร่างกายผอมลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เบื่ออาหาร กินน้อยลง  ปกติเห็นอาหารเป็นวิ่งเข้าใส่ แต่วันนี้ดมๆ แล้วก็เมิน อันนี้ก็ต้องสังเกต อาจจะแค่ไม่สบายท้อง แต่ถ้าเป็นนานๆ ก็ไม่ควรปล่อยไว้
  • อ่อนเพลีย ซึมเศร้า  ปกติวิ่งเล่นทั้งวัน แต่วันนี้เอาแต่นอน ไม่กระดิกหาง ไม่สนใจใคร อันนี้ก็เป็นสัญญาณว่าร่างกายเค้าอาจจะมีอะไรผิดปกติ
  • แผลที่ไม่หายสักที  มีแผลตามตัว แล้วรักษายังไงก็ไม่หาย แถมบางทีก็ดูแย่ลง อันนี้ก็อาจจะเป็นสัญญาณของมะเร็งผิวหนังบางชนิดได้
  • เลือดออกผิดปกติ มีเลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน หรือมีเลือดปนมากับอึกับฉี่ อันนี้ต้องรีบพาไปหาหมอเลย
  • ไอเรื้อรัง หายใจลำบาก ไอแบบไม่มีสาเหตุ ไอติดต่อกันนานๆ หรือหายใจหอบๆ เหนื่อยง่าย อาจจะเป็นสัญญาณของมะเร็งในปอดหรือบริเวณทรวงอก
  • ปวด หรือแสดงอาการเจ็บปวด ร้องครางเวลาจับบางส่วนของร่างกาย เดินกะเผลกๆ หรือดูไม่อยากเคลื่อนไหว อันนี้ก็ต้องสังเกตว่าเค้าเจ็บตรงไหน

แนวทางป้องกันมะเร็งร้ายในน้องหมา

  • ถึงแม้ว่ามะเร็งบางชนิดเราจะป้องกันไม่ได้ 100% แต่ก็มีหลายอย่างที่เราทำได้เพื่อลดความเสี่ยงให้น้องหมาของเราครับ
  • พาไปตรวจสุขภาพประจำปี  เหมือนคนเราเลยครับ การตรวจสุขภาพเป็นประจำจะช่วยให้คุณหมอเจอความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ บางทีอาจจะเจอเนื้องอกเล็กๆ ที่ยังไม่ร้ายแรงและรักษาได้ทัน
  • สังเกตเค้าบ่อยๆ อย่างที่บอกไป คอยดูพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของเค้า ถ้ามีอะไรแปลกๆ รีบพาไปปรึกษาหมอ
  • ให้อาหารดี มีคุณภาพ  อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงๆ อาจจะช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิดได้ ปรึกษาคุณหมอเรื่องอาหารที่เหมาะสมกับวัยและสายพันธุ์ของน้องหมา
  • ดูแลน้ำหนักให้ดี ภาวะอ้วนก็เพิ่มความเสี่ยงของโรคหลายอย่าง รวมถึงมะเร็งบางชนิดด้วย ควบคุมอาหารและพาเค้าออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็ง (ถ้าทำได้)  พวกควันบุหรี่ สารเคมีบางชนิด ก็อาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงได้ พยายามให้เค้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี
  • ทำหมัน (ในบางกรณี)  การทำหมันอาจจะช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิดในระบบสืบพันธุ์ได้ ปรึกษาคุณหมอเพื่อดูว่าเหมาะสมกับน้องหมาของคุณหรือไม่

แนวทางการรักษามะเร็งในน้องหมา

  • ถ้าตรวจเจอมะเร็งจริงๆ ก็อย่าเพิ่งหมดหวังนะครับ/คะ เทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยนี้ก้าวหน้าไปเยอะ มีหลายวิธีที่เราจะช่วยน้องหมาของเราได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค และสุขภาพโดยรวมของน้องหมาครับ
  • การผ่าตัด  ถ้าก้อนมะเร็งยังไม่ลุกลาม การผ่าตัดเอาก้อนเนื้อร้ายออกไปก็เป็นวิธีรักษาหลักที่ได้ผลดี
  • เคมีบำบัด (คีโม)  เหมือนในคนเลยครับ การให้ยาเคมีบำบัดจะช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งและชะลอการเติบโตของมัน
  • รังสีรักษา  การฉายรังสีไปยังบริเวณที่เป็นมะเร็งก็เป็นอีกวิธีที่ใช้ในการรักษา
  • การรักษาแบบประคับประคอง  ในกรณีที่มะเร็งลุกลามมาก หรือน้องหมามีสุขภาพไม่แข็งแรงพอที่จะรับการรักษาที่รุนแรง การรักษาแบบประคับประคองก็จะเน้นการบรรเทาอาการปวดและทำให้เค้าสบายตัวที่สุด
  • การรักษาอื่นๆ  ปัจจุบันก็มีการรักษามะเร็งแบบใหม่ๆ เช่น ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ที่อาจจะนำมาใช้ในน้องหมาในอนาคต

สิ่งสำคัญที่สุด

      ไม่ว่าผลการรักษาจะเป็นยังไง สิ่งสำคัญที่สุดคือการให้ความรัก ความเข้าใจ และการดูแลเอาใจใส่น้องหมาของเราอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่เค้าต้องการกำลังใจมากที่สุดครับ/ค่ะ การที่เราอยู่เคียงข้างเค้า ให้เค้ารู้สึกปลอดภัยและสบายตัว นั่นคือสิ่งที่เราทำเพื่อเค้าได้ดีที่สุดแล้วครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

แหนแดง พืชมหัศจรรย์ โรงงานผลิตปุ๋ยไนโตรเจน

แหนแดง พืชมหัศจรรย์ โรงงานผลิตปุ๋ยไนโตรเจน

แหนแดง พืชมหัศจรรย์

แหนแดง พืชมหัศจรรย์


แหนแดง (Azolla) จัดเป็นพืชน้ำขนาดเล็ก อยู่ในตระกูลเฟินชนิดลอยน้ำ มีขนาดเล็กเจริญเติบโตลอยอยู่บนผิวน้ำในเขตร้อนและเขตอบอุ่น สำหรับประเทศไทยพบได้ทั่วไปตามคูคลอง หรือแหล่งน้ำขังตามธรรมชาติ ที่กาบใบบนด้านหลังมีโพรงใบและมีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (Bluegreen algae) อาศัยอยู่’แบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน(symbiosis) เช่น เดียวกับไรโซเบียมในรากพืชตระกูลถั่ว สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินนี้สามารถตรึงก๊าซไนโตรเจนจากอากาศ แล้วเปลี่ยนเป็นสารประกอบในรูปของแอมโมเนียมให้แหนแดงเอาไปใช้ประโยชน์ได้ในอัตรา 200-600 กรัมต่อไร่ต่อวัน แหนแดงจึงเปรียบเสมือนโรงงานผลิตปุยในโตรเจนทางชีวภาพ โดยผ่านกระบวนการตรึงในโตรเจนจากอากาศของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่ชื่อ Anobbeno ozolloe ซึ่งอาศัยอยู่ในโพรงใบของแหนแดง

  • แหนแดงพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้แก่เกษตรกรนั้นให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองถึง 10 เท่า และสามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว ภายใน 30 วัน จะให้ผลผลิตแหนแดงถึงไร่ละ 3 ตัน
  • เมื่อแหนแดงเจริญเติบโตเต็มที่บนผิวน้ำในนาข้าว 1 ไร่ จะให้ผลผลิตถึง 3 ตัน (150 กิโลกรัมแห้ง) ซึ่งเป็นปริมาณไนโตรเจน ประมาณ 6.0-7.5 กิโลกรัม
  • ให้ค่าธาตุอาหารไนโตรเจน 5% สูงกว่า พืชตระกูลถั่ว ซึ่งมี 3%

สภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการเติบโต

  • ควรมีน้ำลึก 5-10 เซนติเมตร แต่ไม่ควรลึกเกิน 1 เมตร
  • อุณหภูมิ 25-32 องศาเซลเซียส
  • ได้รับแสงประมาณ 50% (ร่มรำไร)
  • pH ที่เหมาะสม ในช่วง 5.5-6.5 (ไม่ควรเกิน 8)
  • ธาตุอาหารต่าง ๆ ควรเพิ่มฟอสฟอรัส หากเพาะขยายในดินทรายหรือร่วนทราย และต้องเพิ่มปุยอินทรีย์เล็กน้อย

การนำแหนแดงไปใช้ประโยชน์

  1.  ใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวทดแทนปุ๋ยเคมี ไนโตรเจน โดยหว่านแหนแดง อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร เลี้ยงแหนแดงก่อนปักดำ 3 สัปดาห์ เมื่อแหนแดงขยายเต็มพื้นที่ให้ปล่อยน้ำออกแล้วไถกลบก่อนดำนา แหนแดงในนา 1 ไร่ ให้ผลผลิตแหนแดง 3,000 กิโลกรัม เทียบได้กับปุ๋ยยูเรีย 7-10 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของช้าว
  2. ลดปริมาณของวัชพืชในนาข้าว แหนแดงจะคลุมผิวน้ำ ป้องกันไม่ให้แสงแดดส่องลงไปในน้ำ ทำให้วัชพืชในน้ำเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ การใช้แหนแดง 640 กิโลกรัมต่อไร่ สามารถลดปริมาณวัชพืชในนาหว่านน้ำตมได้ดีที่สุด และยังทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น 19%
  3. ใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์สำหรับ พืชผัก ไม้ผล และไม้ดอก แหนแดงสดใช้คลุกรวมกับวัสดุปลูกได้โดยตรง อัตราแหนแดงสดต่อวัสดุปลูก เท่ากับ 1:1 หรือใช้แหนแดงตากแห้ง 2 วัน จำนวน 20-30 กรัม ผสมกับวัสดุปลูก 1 กิโลกรัม (แหนแดงสด 15 กิโลกรัมตากแห้งแล้วเหลือ 1 กิโลกรัม)
  4. เนื่องจากมีโปรตีนสูง จึงใช้เป็นแหล่งโปรตีนในอาหารเลี้ยงสัตว์จำพวก เป็ด ไก่ ปลา และ สุกร ใช้อัตราแหนแดงสดน้ำหนัก 9 กิโลกรัม ผสมหัวอาหาร 36 กิโลกรัม ใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ปีก

การเพาะเลี้ยงแหนแดงในวงบ่อซีเมนต์

  • เริ่มต้นด้วยการใส่ดินนา หนาประมาณ 10 เซนติเมตร เติมปุ๋ยคอก 1 กิโลกรัม เติมน้ำให้สูงจากระดับดินประมาณ 10 เซนติเมตร
  • นำแม่พันธุ์แหนแดงลงไปในบ่อที่เตรียมไว้ ปริมาณ 50 กรัม แล้วใช้มือกระจายลงในบ่อ
  • เมื่อเพาะเลี้ยงแหนแดงจนเจริญเติบโตเต็มบ่อ ทำการปล่อยน้ำออกจากบ่อ หรือนำไปขยายต่อตามต้องการ
  • กระชังขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณแหนแดง

การเพาะเลี้ยงแหนแดง เกษตรกรจำเป็นต้องทำบ่อแม่พันธ์แหนแดงไว้ เนื่องจากแหนแดงมีในโตรเจนสูง เนื้อเยื่อค่อนข้างบอบบาง และ อ่อนแอ แมลงศัตรูลงทำลายได้ง่าย เพื่อให้เกษตรกรมีแม่พันธุ์แหนแดงขยายพันธุ์สำหรับใช้ต่อไป

ที่มา : ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรลำปาง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1  กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


บทความอื่นที่น่าสนใจ

“เลี้ยงแหนแดงในกะละมัง” สร้างรายได้ง่าย ๆ ภายใน 7-10 วัน

“เลี้ยงแหนแดงในกะละมัง” สร้างรายได้ง่าย ๆ ภายใน 7-10 วัน

เกษตรสัญจรพาไปชม เทคนิค “เลี้ยงแหนแดงในกะละมัง” ที่ใช้เวลาเพียงแค่ 7 – 10 วัน ก็สามารถจำหน่ายได้แล้ว ใครที่กำลังมองหารายได้เสริมอยู่ ต้องไม่พลาดคลิปนี้ครับ

ป้าบัว เกษตรกรผู้เพาะแหนแดงในกะละมัง โดยเริ่มต้นจากการซื้อแหนแดงแค่ 1 กิโลกรัม มาทดลองเลี้ยง ด้วยเงินลงทุนเพียงแค่ 550 บาทเท่านั้น จนปัจจุบันป้าบัวเพาะแหนแดงจำหน่ายสร้างรายได้ โดยมีกะละมังเพาะแหนแดงในฟาร์มมากถึง 4,000 กะละมัง จำหน่ายเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ทุกวัน

การเลี้ยงแหนแดงในกะละมังของป้าบัวมีเทคนิคการเลี้ยงอย่างไรให้โตไว และแตกต่างจากการเลี้ยงแหนแดงในบ่ออย่างไร คลิปนี้อธิบายขั้นตอนการเลี้ยงและเทคนิคจากป้าบัวอย่างละเอียดครับ

สำหรับใครที่สนใจเลี้ยงแหนแดงในกะละมัง หรืออยากได้พันธุ์แหนแดง สามารถติดต่อที่หมายเลข 087-9411591 ที่ป้าบัวได้เลยครับ

แหนแดงคืออะไร

แหนแดง (Azolla spp.) เป็นเฟิร์นน้ำขนาดเล็กพบอยู่ทั่วไป บริเวณน้ำนิ่งมีคุณสมบัติเป็นทั้งปัยพืชสด ปัยชีวภาพ และอาหารสัตว์ เนื่องจากในในในในของแทนแดงมีสาทว่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (Cyanobacteria) อาศัยอยู่ ซึ่งสามารถตรึงในโตรเจนจากอากาศได้ ทำให้แหนแดงเจริญเติบโตได้เร็ว และมีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบสูง

แหนแดง สามารถสลายตัวได้ง่ายและปลดปล่อยไนโตรเจนและธาตุอาหารพืชอื่นๆ ออกมาได้เร็ว จากคุณสมบัติดังกล่าวจึงมีการนำแหนแดงแดงแห้งมาใช้เป็นแหล่งธาตุในโครเจนให้กับผักโดยเฉพาะผักรับประทานใบและล้ำตัน

คุณสมบัติของแหนแดงพันธุ์กรมวิชาการเกษตร

เนื่องจากกาบใบบนด้านหลังของแหนแดงมีโพรงใบและมีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินอาศัยอยู่ในโพรงใบของแหนแดง เมื่อนำมาวิเคราะห์ พบว่ามีในโตรเจนเป็นองค์ประกอบสูงถึง 4.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าพืชตระกูลถั่วที่มีอยู่ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อหว่านแหนแดงไปในนา 1 ไร่ จะมีผลผลิตแหนแดง 3,000 กก. (3 ตัน) เทียบได้กับปุยยูเรีย 7-10 กก. ซึ่ง เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของข้าว

วิธีการใช้แหนแดงในนาข้าว

  • การใช้แหนแดงในระหว่างข้าวเจริญเติบโต : โดยใช้แหนแดงอัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านแหนแดงหลังการปลูกข้าว ข้าวจะได้ปัยไนโตรเจนจากแหนแดงในรอบถัดไป
  • การใช้แหนแดงหลังไถกลบก่อนปลูกข้าว : โดยใช้แหนแดงอัตรา 300 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวจะได้รับปัยในโตรเจนจากแหนแดงทันทีหลังไถกลบ

การขยายพันธุ์แหนแดง

  • ใส่ดินและมูลสัตว์ในสัดส่วนประมาณ 4:1 (ดิน:มูลสัตว์) ให้มีความสูงห่างจากขอบบ่อประมาณ 20-30 เซนติเมตร
  • เติมน้ำให้มีความสูงจากผิวดินประมาณ 5-10 เชนติเมตร จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ให้ตกตะกอน แล้วตักเศษที่ลอยบนผิวน้ำออก
  • ใส่แหนแดงสุดลงในบ่อ เมื่อแหนแดงขยายเต็มบ่อให้ตักออกครึ่งหนึ่ง นำแหนแดงที่ตักออกไปตากแดดประมาณ 2 วัน เพื่อทำแหนแดงแห้งสำหรับใช้เป็นปัยต่อไป
  • เติมมูลสัตว์เพิ่มลงในบ่อประมาณ 100 กรัม ทุกๆ 14 วัน

เลี้ยงแหนแดงในกะละมัง

การเตรียมบ่อแม่พันธุ์แหนแดง

1. เริ่มต้นด้วยการใส่ดินนาประมาณ 10 เซนติเมตร เติมปัยคอก 1 กิโลกรัม เติมน้ำให้สูงจากระดับดินประมาณ 10 เซนติเมตร ใส่แหนแดงลงในบ่อแม่พันธุ์แหนแดง 50 กรัม

2. เมื่อเพาะเลี้ยงแทนแดงจนเจริญเติบโตเต็มบ่อจนแน่น ปล่อยน้ำออกจากบ่อหรือนาไปขยายต่อในที่ต้องการ

3. กระชังขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณแหนแดง

ประโยชน์ของแหนแดง

  • ทดแทน หรือลดการใช้ปุ้ยเคมีในโตรเจน
  • ใช้ควบคุมวัชพืชในนาข้าว ลดปริมาณการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช
  • ใช้ทดแทนปัยเคมี หรือลดการใช้ปัยเดมี มีต้นทนการผลิตลดลดลง
  • เพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน
  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปัยเคมี หากใช้แหนแดงร่วมกับปุยเคมี อัตราแนะนำสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้ประมาณ 15%
  • สามารถใช้เป็นปุยอินทรีย์สำหรับพืชพืชผัก และไม้ผลอื่นๆ ได้
  • สามารถนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์จำพวกเป็ด ไก่ ปลา และสุกรได้
  • มีต้นทุนการผลิตต่ำ

ที่มา | youtrube เกษตรสัญจร ตอน “เลี้ยงแหนแดงในกะละมัง” สร้างรายได้ง่าย ๆ ภายใน 7-10 วัน


บทความอื่นที่น่าสนใจ

6 ขั้นตอนการบำรุงดิน ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เหมาะกับเกษตรกรทุกพื้นที่

6 ขั้นตอนการบำรุงดิน ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เหมาะกับเกษตรกรทุกพื้นที่

6 ขั้นตอนการบำรุงดิน ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์

ดิน คือหัวใจสำคัญของการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้าว พืชผัก หรือไม้ผล หากดินเสื่อมโทรม พืชก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดี แม้จะใส่ปุ๋ยหรือรดน้ำมากแค่ไหนก็ตาม ดังนั้นการ บำรุงดิน จึงเป็นเรื่องที่เกษตรกรทุกคนไม่ควรมองข้าม เพราะดินที่อุดมสมบูรณ์ไม่เพียงแต่ช่วยให้พืชงอกงาม แต่ยังช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ 6 ขั้นตอนการบำรุงรักษาดิน ที่ทำได้ง่าย ๆ ด้วยวัสดุในท้องถิ่น เหมาะกับทั้งเกษตรกรรายเล็กและรายใหญ่ ช่วย ฟื้นฟูดินเสื่อมโทรม ให้กลับมาใช้ปลูกพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง

6 ขั้นตอนการบำรุงรักษาดิน

1. ไถพรวนดินอย่างถูกวิธี

การไถพรวนดินเป็นการจัดระเบียบโครงสร้างของดินให้โปร่งขึ้น ช่วยให้น้ำและอากาศไหลเวียนลงไปได้สะดวก ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตของรากพืช นอกจากนี้ยังช่วยกำจัดวัชพืชและตัดวงจรของศัตรูพืชบางชนิดที่อาศัยอยู่ในชั้นดิน การไถที่ดีควรพิจารณาจากสภาพพื้นที่ เช่น หากมีดินดานตื้น ควรไถลึกให้ทะลุชั้นดานเพื่อเปิดทางให้น้ำซึมได้ การเลือกเครื่องมือก็สำคัญ เครื่องจักรกลที่มีน้ำหนักมากอาจทำให้หน้าดินแน่นและเสื่อมสภาพได้ จึงควรใช้เท่าที่จำเป็น

2. การรักษาความชุ่มชื้นในดิน

การรักษาความชื้นช่วยให้สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในดิน เช่น จุลินทรีย์และไส้เดือนดำรงชีวิตได้ ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการย่อยสลายอินทรียวัตถุ ทำให้ดินมีชีวิตและอุดมไปด้วยธาตุอาหาร วิธีง่าย ๆ เช่น การคลุมดินด้วยฟางแห้ง ใบไม้แห้ง หรือเศษพืชในท้องถิ่น วิธีนี้ช่วยลดการระเหยของน้ำ และยังลดการกระแทกของเม็ดฝนซึ่งเป็นต้นเหตุของการชะล้างหน้าดินได้อีกด้วย

3. การทำนาขั้นบันได

เหมาะกับพื้นที่ที่เป็นเนินเขาหรือมีความลาดเอียงมาก การทำนาขั้นบันไดไม่เพียงช่วยลดการพังทลายของหน้าดินจากน้ำฝน แต่ยังสามารถเก็บความชื้นไว้ในแปลงได้มากขึ้น ช่วยให้พืชได้รับน้ำอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องรดน้ำบ่อย วิธีนี้อาจต้องใช้แรงงานและเวลาในช่วงเริ่มต้น แต่ให้ผลคุ้มค่าในระยะยาว โดยเฉพาะกับเกษตรกรที่ทำการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันตกของไทย

4. ใส่ปุ๋ยลงในดินบ้าง

การใส่ปุ๋ยเป็นการเติมธาตุอาหารให้กับดินที่เริ่มเสื่อมโทรมลง แนะนำให้ใช้ ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยมูลสัตว์ หรือ ปุ๋ยพืชสด (เช่น การไถกลบพืชตระกูลถั่วที่กำลังออกดอก) เพื่อเพิ่มความร่วนซุยให้กับดิน ควบคู่กับ ปุ๋ยเคมี บางส่วน เช่น ปุ๋ยยูเรีย ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต ที่พืชสามารถดูดซึมได้เร็วและเห็นผลไว ทั้งนี้ ควรใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดพืช ไม่มากเกินไป เพราะจะทำให้ดินเสียสมดุลได้

5. ปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อบำรุงดิน

ระบบการปลูกพืชหมุนเวียนช่วยป้องกันการใช้ธาตุอาหารในดินซ้ำซาก เช่น การปลูกข้าวโพดสลับกับพืชตระกูลถั่ว (ถั่วเขียว ถั่วเหลือง) ถั่วจะช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศเข้าสู่ดิน ทำให้ดินมีไนโตรเจนเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยมาก วิธีนี้ช่วยให้ดินฟื้นฟูตัวเอง ลดการสะสมโรคพืชและศัตรูพืช และลดการใช้สารเคมีอย่างมีประสิทธิภาพ

6. ไถกลบตอซังแทนการเผา

หลังการเก็บเกี่ยว หลายคนมักเผาตอซังเพื่อเคลียร์พื้นที่ ซึ่งทำลายอินทรียวัตถุและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศ การไถกลบตอซังข้าวหรือข้าวโพดลงในดินจะช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุ และทำให้ดินร่วนซุยมากขึ้น หากใช้ร่วมกับการหมักฟางแห้ง 15 – 20 วันก่อนไถกลบ จะได้ผลผลิตมากขึ้นถึง 50% โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มมากนัก

การบำรุงรักษาดินไม่ใช่เรื่องยาก หากเราใส่ใจและลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ ดินที่ดีคือพื้นฐานของการเกษตรที่มั่นคงและยั่งยืน ไม่ว่าคุณจะปลูกข้าว ปลูกผัก หรือไม้ผล ก็ต้องอาศัยดินที่อุดมสมบูรณ์เป็นพื้นฐานเสมอ หวังว่า 6 ขั้นตอนการบำรุงดิน ที่นำเสนอในบทความนี้ จะช่วยให้คุณมีแนวทางดูแลดินให้แข็งแรง พร้อมรับการเพาะปลูกได้ทุกฤดูกาล ยิ่งดูแลดินดีเท่าไหร่ ผลผลิตของคุณก็ยิ่งงอกงามมากขึ้นเท่านั้น


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านเดี่ยวสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style) รูปทรงตัวแอล พื้นที่ใช้สอยได้อย่างลงตัว

บ้านเดี่ยวสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style) รูปทรงตัวแอล (L-Shape) เน้นพื้นที่ใช้สอยได้อย่างลงตัว

บ้านสไตล์นอร์ดิก

            บ้านสไตล์นอร์ดิก (Nordic House Style) เป็นรูปแบบบ้านที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมของยุโรปตอนเหนือ ถือเป็นอีกหนึ่งสไตล์บ้านที่กำลังเป็นที่พูดถึงมาก อยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะใครที่ หลงใหล ตกหลุมรัก บ้านดีไซน์สวย เรียบง่าย และชวนผ่อนคลาย รวมถึงการออกแบบที่เหมาะสมกับผู้อยู่อาศัย Nordic House Style คือสไตล์บ้านในฝันที่หลายๆคนหลงใหลและกำลังมองหาอยู่แน่นอน
ผลงานและรูปภาพ : สิริประพันธ์ เฮ้าส์ รับสร้างบ้านครบวงจร ยโสธร ร้อยเอ็ด
ตั้งอยู่ที่ : ต. นาแซง อ. เสลภูมิ จ. ร้อยเอ็ด
เรียบเรียง : esanbanna.com

บ้านสไตล์นอร์ดิก

บ้านสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style) บ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียว ดีไซน์ที่เรียบง่าย ผสมผสานการออกแบบให้กลมกลืนกับสภาพที่ตั้งซึ่งอยู่ในประเทศแถบร้อน เพดานสูงเพื่อโชว์โครงสร้างของหลังคา ด้านการตกแต่ง ผนังภายนอกผสมผสานระหว่างสีขาว สีเทา และสีน้ำตาลที่ให้บรรยากาศอบอุ่นเย็นตา

บ้านสไตล์นอร์ดิก

ทำระแนงปูนบังแดดเพื่อความสวยงาม บังแดดฝน และดึงเสน่ห์สวยๆของแสงเงา มาใช้กับตัวบ้าน

บ้านสไตล์นอร์ดิก

บ้านสไตล์นอร์ดิก

หลังคาจั่วออกแบบสวยๆ 

ส่วนห้องน้ำห้องภายในปูพื้นด้วยกระเบื้องลายหิน ผนังภายในตกแต่งด้วยกระเบื้องสีเทาสลับสีขาวพร้อมติดตั้งหน้าต่างบานเล็กแนวนอน และมีการตกแต่งด้วยชุดเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าสไตล์วินเทจสีขาว พร้อมกระจกส่องหน้ารูปทรงวงกลม

บ้านเดี่ยวสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style) รูปทรงตัวแอล (L-Shape) เน้นพื้นที่ใช้สอยได้อย่างลงตัว สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลาง ในส่วนเรื่องราคา สามารถสอบถามได้จากข้อมูลด้านล่างหรือหากมีข้อสงสัยประการใดสามารถติดต่อทีมงานผู้สร้างได้ทันที

ช่องทางการติดต่อ

สิริประพันธ์ เฮ้าส์ รับสร้างบ้านครบวงจร ยโสธร ร้อยเอ็ด
โทร | 061 695 2366
Line | @SRPHOUSE101
Instagram | siripraphan_house


หมายเหตุ: ทางเว็บ ไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ผึ้งโพรงไทย (Indian honey bee) ในสวนเกษตรผสมผสาน

ผึ้งโพรงไทย (Indian honey bee) ในสวนเกษตรผสมผสาน ใครๆก็เลี้ยงได้ประโยชน์ล้วนๆ

ผึ้งโพรงไทย (Indian honey bee)


ผึ้งโพรงไทย (Indian honey bee)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Apis Cerana

           ทานตะวัน มะม่วงหิมพานต์ พืชตระกูลแตง พริก พืชผักที่ต้องการผลิตเมล็ดพันธุ์ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว เป็นต้น

นอกจากนี้ สมัยโบราณได้กล่าวไว้ว่า น้ำผึ้งเป็นยาอายุวัฒนะสามารถบำรุงร่างกาย ไขผึ้งนำมาทำเทียนจุดให้แสงสว่าง นำผึ้งและ ไขผึ้งสามารถนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย

          ผึ้งโพรงไทย เป็นผึ้งพื้นเมืองอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศไทย ชอบอาศัยในที่มืด สร้างรวงผึ้งเรียงกันตั้งแต่ 5 – 15 รวง มีประชากรผึ้ง ประมาณ 5,000 – 30,000 ตัวต่อรัง ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและความอุดมสมบูรณ์ของอาหารผึ้ง ได้แก่ น้ำผึ้งและเกสรดอกไม้ ผึ้ง 1 รังให้น้ำผึ้งเฉลี่ย 5 – 6 กิโลกรัมต่อปี ผึ้งโพรงไทยมีนิสัยอพยพย้ายรัง ไปตามแหล่งอาหารหรือมีศัตรูรบกวน การเลี้ยงผึ้งโพรงไทย ผู้เลี้ยงจะต้องเข้าใจพฤติกรรมและสภาพความเป็นอยู่ของผึ้งจะต้องอดทน ช่างสังเกต เมื่อมีประสบการณ์และมีการจัดการรังผึ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้การเลี้ยงผึ้งโพรงประสบความสำเร็จ

ผึ้งโพรงไทย (Indian honey bee)

ชีวิตและพฤติกรรมของผึ้ง

  1. นางพญา (Queen) ภายในรังจะมีนางพญา 1 ตัว หลังจากบินขึ้นไปผสมพันธุ์กับตัวผู้เรียบร้อยแล้วก็จะมีหน้าที่

วางไข่และควบคุมรัง

  1. ผึ้งตัวผู้ (Drone) มีหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือผสมพันธุ์กับนางพญาผึ้งพรหมจรรย์เท่านั้น
  2. ผึ้งงาน (Worker) เป็นผึ้งเพศเมียซึ่งถูกสารของนางพญาผึ้งควบคุมไม่ให้ผสมพันธุ์และวางไข่ จะมีหน้าที่ตามอายุ

ของผึ้งงาน ได้แก่ ทำความสะอาดรัง ดูแลและผลิตอาหารป้อนให้แก่นางพญาผึ้งและตัวหนอน ผลิตไขผึ้งเพื่อสร้างรัง ป้องกันรังและออกไปหาอาหาร (น้ำหวานและเกสร) ยางไม้ และน้ำ

การเลี้ยงผึ้งโพรง สามารถทำได้ 3 วิธี

1.วิธีการซื้อผึ้ง เป็นวิธีการที่ไม่นิยม เนื่องจากผึ้งโพรงไทยมีนิสัยไม่ชอบการรบกวนหรือขนย้ายรังจากที่อื่นมาตั้งใน

สภาพแวดล้อมที่อาจไม่เหมาะสม ผึ้งที่ซื้อมาก็จะอพยพย้ายรัง

2.วิธีการล่อ ธรรมชาติของผึ้งโพรงไทยจะมีการแยกขยายพันธุ์เมื่อภายในรังมีประชากรหนาแน่นและอพยพย้ายรังผึ้งโพรงไทยจะอพยพย้ายรังไปตามแหล่งอาหารผึ้งในธรรมชาติแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกันตามชนิดพืชและปริมาณ การจัดทำรังล่อแล้วไปวางในสถานที่ที่จะมีผึ้งโพรงไทยอพยพ เข้าไปอาศัยในรังล่อที่เตรียมไว้ก็คือช่วงที่เริ่มหมดฤดูฝนและพืชกำลังออกดอก รังล่อผึ้งโพรงไทยอาจทำจากไม้หรือวัสดุอื่นก็ได้รังล่อจะทาด้วยไขผึ้งให้มีกลิ่นไขผึ้ง ด้านหน้ามีรูให้ผึ้งเข้าออกได้

ควรตั้งให้สูงจากพื้นดินประมาณ 50 เซนติเมตร – 1 เมตร เพื่อป้องกันศัตรูผึ้ง หมั่นตรวจสอบรังทุก 7 – 10 วัน

3.วิธีการจับผึ้งเข้าคอน

  • สำรวจพบรังผึ้งที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติหรือในรังล่อควรทำการจับผึ้งเข้าคอนในตอนที่เก็บน้ำผึ้ง ใช้กระป้องพ่นควันเตือนผึ้ง แล้วเปิดรังผึ้งโพรงให้เห็นรวงรัง ตัดรวงผึ้งทีละรวง พร้อมจับนางพญาผึ้งใส่ที่ขัง
  • นำรวงผึ้งตัวอ่อนและดักแด้ และรวงอาหาร 1 รวง มาทาบกับคอนที่ขึงลวดไว้ แล้วใช้มีดบากร่อง ประมาณครึ่งหนึ่ง ของความหนาของรวงตามเส้นลวด และดันเส้นลวดเข้าไป เสร็จแล้วใช้เชือกหรือหนังยางรัดเพื่อป้องกันรวงผึ้งหลุดออกมา
  • นำนางพญาผึ้งที่ขังไว้มาแขวนให้อยู่ระหว่างคอนหนอนกับคอนดักแด้ภายในกล่อง ทำการกอบผึ้งใส่รังใหม่ให้มากที่สุด แล้วตั้งรังใหม่ให้อยู่ใกล้หรือตำแหน่งเดิมของรังเก่า ผึ้งงานจากรังเก่าที่เหลือจะตามเข้าไปอยู่ในรังใหม่ ประมาณ 1 – 2 วัน ผึ้งงานจะซ่อมรวงที่ชำรุดให้ติดกับคอนและคุมเส้นลวดแล้วก็ให้แกะหนังยางที่รัดไว้
  • ถ้าต้องการย้ายรังต้องปิดผึ้งเวลากลางคืนและย้ายไปเลี้ยงในที่ต้องการแล้วเปิดรังเลี้ยงหลังจากขังนางพญาผึ้งประมาณ 2 – 3 วัน ก็จะต้องปล่อยนางพญาผึ้งออกจากที่ขังเพื่อทำหน้าที่วางไข่ต่อไป

ศัตรูของผึ้งและการป้องกัน

ศัตรูของผึ้ง ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ต่าง ๆ เช่น คางคก จิ้งจก ตุ๊กแก กิ้งก่า มด เป็นต้น ป้องกันโดยการกำจัดศัตรูเหล่านั้น และถากถางบริเวณที่ตั้งรังให้สะอาด ไม่ให้มีวัชพืชปกคลุม ศัตรูของผึ้งที่เป็นอันตรายมากก็คือ ยาฆ่าแมลง อาจจะทำให้ผึ้งตายทั้งหมดก็ได้ ป้องกันได้ โดยย้ายกล่องเลี้ยงผึ้งไปตั้งไว้ที่อื่นชั่วคราว

การเก็บน้ำผึ้ง

การเก็บน้ำผึ้งควรเก็บในช่วงที่มีน้ำผึ้งปริมาณมากๆ น้ำผึ้งที่ได้ต้องมีความชื้นไม่เกิน ร้อยละ 21

  1. การเก็บน้ำผึ้งจากรังส่อ ผึ้งจะสร้างรวงอยู่ใต้ฝารังหงายฝารัง ตัดเอาเฉพาะรวงน้ำผึ้ง ส่วนรวงตัวอ่อนและดักแด้ ให้นำเข้าคอนแล้วเก็บไว้ในรัง นำส่วนที่เป็นน้ำผึ้งมาสับลงบนตะแกรงกรองสแตนเลส เพื่อให้น้ำผึ้งไหลออกมาแล้วกรองน้ำผึ้งให้สะอาด
  2. การเก็บน้ำผึ้งจากรังที่นำรวงผึ้งใส่คอน
    • ตัดเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำผึ้งแล้วนำไปสับบนตะแกรง เพื่อให้น้ำผึ้งไหลออกมา แล้วกรองน้ำผึ้งให้สะอาด
    • ในกรณีมีถังสลัด นำรวงที่มีน้ำผึ้งมาปาดไขผึ้งที่ปิดหลอดรวงออกทั้งสองด้านแล้วนำไปใส่ถังสลัดน้ำผึ้ง แรงเหวี่ยงจะทำให้น้ำผึ้งกระเด็นออกมา กรองด้วยที่กรองสแตนเลส

หมายเหตุ : ควรกรองด้วยผ้ากรองอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ได้น้ำผึ้งที่สะอาดปราศจากสิ่งเจือปน แล้วนำไปบรรจุในภาชนะที่สะอาด มีฉลากที่บ่งบอกครบถ้วนและสวยงาม


ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ www.doae.go.th , Youtrube หวนคืนรัง EP เพาะเลี้ยงผึ้งโพรงป่า ในสวนเกษตรผสมผสาน ใครๆก็เลี้ยงได้! ประโยชน์ล้วนๆ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การผลิตมะนาวนอกฤดู (ฤดูแล้ง) ในบ่อซีเมนต์

การผลิตมะนาวนอกฤดู (ฤดูแล้ง) ในบ่อซีเมนต์

การผลิตมะนาวนอกฤดู (ฤดูแล้ง) ในบ่อซีเมนต์

รู้จัก การผลิตมะนาวนอกฤดู (ฤดูแล้ง) ในบ่อซีเมนต์

การผลิตมะนาวนอกฤดูในบ่อซีเมนต์ เป็นเทคนิคการบังคับต้นมะนาวให้ออกผลพร้อมเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตมะนาวในตลาดมีน้อยและมีราคาสูงถึงผลละประมาณ 2-7 บาท นับเป็นทางเลือกด้านการประกอบอาชีพที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่จำกัดหรือมีสภาพดินไม่เหมาะจะปลูกพืชชนิดอื่นๆ รวมทั้งผู้ที่สนใจปลูกมะนาวเป็นอาชีพเสริมรายได้

เทคนิคการผลิตมะนาวนอกฤดูในบ่อซีเมนต์ เป็นวิธีการบังคับมะนาวให้ออกผลนอกฤดูที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถบังคับให้ออกดอกติดผลตามวันเวลาที่ต้องการได้ 100% เนื่องจากผู้ปลูกสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมเพื่อให้มะนาวออกผลนอกฤดูได้นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ทำให้กำจัดวัชพืชได้ง่าย และต้นมะนาวก็ได้รับน้ำและปุ้ยอย่างเต็มที่ โดยผลผลิตมะนาวที่ได้จะอยู่ระหว่าง 25 – 1,000 ผลต่อต้น ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ที่ปลูก อายุต้น สภาพแวดล้อม และการบำรุงดูแลรักษา

วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ คำแนะนำ ขั้นตอนและวิธีการปลูกมะนาวนอกฤดูในวงบ่อ ซีเมนต์ มีดังนี้

วัสดุและอุปกรณ์

  • กิ่งพันธุ์มะนาว
  • วงบ่อซีเมนต์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 80-100 ชม. สูง 40 – 60 ซม. พร้อมฝาซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับวงบ่อ
  • ดินผสม
  • ระบบท่อน้ำ / ท่อน้ำหยด
  • ปุ๋ยเคมีบำรุงต้น ดอก และผล
  • สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง

การคัดเลือกพันธุ์มะนาว

มะนาวในวงบ่อซีเมนต์สามารถใช้ได้ทุกพันธุ์ แต่ที่สำคัญต้องเป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการมีการออกดอก ติดผลง่าย ให้ผลดก ผลขนาดใหญ่ เปลือกบาง น้ำมาก กลิ่นหอม และทนทานต่อโรคแมลง พันธุ์มะนาวที่ตลาดนิยม ได้แก่ พันธุ์แป้นรำไพ แป้นจริยา พิจิตร 1 และตาฮิติ โดยพันธุ์พิจิตร 1 และพันธุ์ตาฮิติ เป็นมะนาวที่ทนทานต่อโรคแคงเกอร์ ที่ผล ใบ และลำต้น ได้ดีกว่าทุกพันธุ์

การผลิตมะนาวนอกฤดู (ฤดูแล้ง) ในบ่อซีเมนต์

ตัวอย่าง พันธุ์มะนาวที่ตลาดนิยมในปัจจุบัน ได้แก่

  • พันธุ์แป้นรำไพ : ใบค่อนข้างเล็ก หนามสั้น ผลแป้น โตและดก เปลือกบาง มีน้ำมากกลิ่นหอม เมล็ดน้อย แต่มีข้อเสียคือ อ่อนแอต่อโรคแคงเกอร์
  • พันธุ์พิจิตร 1 : ใบใหญ่หนาสีเขียวเข้ม หนามยาวโตเร็ว ดูแลง่าย ทนทานต่อโรคแคงเกอร์ผลแป้นขนาดใหญ่และดก มีน้ำมาก กลิ่นหอม แต่เปลือกผลจะหนากว่าพันธุ์แป้นรำไพ

  • พันธุ์ตาฮิติ : ใบใหญ่หนาสีเขียวเข้ม ปลูกง่าย โตไว ทนทานต่อโรคแคงเกอร์ผลกลมหรือรีขนาดใหญ่และดก เปลือกค่อนข้างหนาและนิ่ม ไม่มีเมล็ด มีน้ำมากและรสเปรี้ยว มีกลิ่นหอมน้อยกว่ามะนาวแป้น
  • พันธุ์มะนาวไข่ : ใบใหญ่ เมล็ดน้อย ผลเล็ก เปลือกบาง น้ำมาก และมีกลิ่นหอมแต่ไม่ทนทานต่อโรคแคงเกอร์
  • พันธุ์มะนาวพวง : ใบใหญ่ หนามยาว ผลรูปไข่ เปลือกหนา เมล็ดน้อย มีกลิ่นหอมเล็กน้อย
  • พันธุ์น้ำหอม : ใบรูปรี ใบใหญ่ หนามสั้น เปลือกบาง น้ำเยอะ ดอกมีสีขาวปนม่วงมีกลิ่นหอม

การเตรียมวงบ่อซีเมนต์

ควรใช้วงบ่อซีเมนต์ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 80-100 ชม. สูง 40-60 ชม. พร้อมฝาซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับวงบ่อหรือใหญ่กว่าวงบ่อเล็กน้อย โดยฝ่าซีเมนูต์ดังกล่าวจะใช้วางด้านล่างวงบ่อ เพื่อทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้รากมะนาวหยั่งลงดินด้านล่าง

ระยะการวางบ่อซีเมนต์

เพื่อความสะดวกในการดูแลรักษาและปฏิบัติงาน ควรวางวงบ่อเป็นแถว หากมีพื้นที่จำกัดควรวางแถวเดี่ยวระยะ 2 x 2 เมตร หรือ 2 x 3 เมตร แต่ถ้ามีพื้นที่เพียงพอ ควรวางวงบ่อแบบแถวคู่ระยะ 3 x 3 เมตร โดยให้แต่ละคู่ห่างกันประมาณ 4 เมตร

การผลิตมะนาวนอกฤดู (ฤดูแล้ง) ในบ่อซีเมนต์

การเตรียมดินปลูก

ดินที่ใช้ผสมเป็นดินปลูกควรเป็นดินชั้นบนที่มีลักษณะเป็นดินร่วน มีความอุดมสมบูรณ์สูง โดยเลือกใช้สัดส่วนการผสมสูตรใดสูตรหนึ่งดังนี้

  • ดินร่วน : ปุ๋ยคอก/ปุ๋ยหมัก : แกลบดำ ในอัตรา 3 : 2 : 1
  • ดินร่วน : ปุ๋ยคอก : ปุ๋ยหมัก : แกลบดำ ในอัตรา 3: 1 : 1 : 1

เมื่อได้ส่วนผสมที่ต้องการแล้ว ให้คลุกเคล้าให้เข้ากัน

วิธีการปลูกและการดูแลบำรุงรักษา

  • วางวงบ่อซีเมนต์พร้อมฝาด้านล่าง ในบริเวณพื้นที่ที่เตรียมไว้ โดยมีระยะห่างตามเกณฑ์ และต้องเป็นที่ที่มีแสงแดดตลอดวัน
  • ตักดินที่ผสมแล้วใส่ลงในวงบ่อ กดดินหรือขึ้นเหยียบดินโดยเฉพาะบริเวณขอบบ่อด้านล่างให้แน่น พูนดินสูงจากปากบ่อประมาณ 20-30 ชม. เผื่อดินยุบตัว
  • ขุดหลุมเล็กน้อย ผสมคลุกเคล้าปุ๋ยเคมีสูตร 15 -15 -15 ในอัตรา 100 – 150 กรัมต่อหลุม (ประมาณครึ่งกำมือ) ในวงบ่อ จากนั้นนำกิ่งมะนาวปลูกลงกลางบ่อ กลบดินเล็กน้อย แล้วใช้ไม้ไผ่ปักเป็นหลักกันลมโยกต้นมะนาว และรดน้ำให้ชุ่ม
  • หลังจากปลูกแล้วควรใช้เศษฟางข้าว หญ้าแห้ง แกลบดิบ กาบมะพร้าว ฯลฯคลุมโคนต้น เพื่อรักษาความชุ่มชื้นและคลุมวัชพืชในวงบ่อ
  • การให้น้ำ ใช้สายยาง หรือระบบน้ำสปริงเกอร์ หรือระบบน้ำหยด ให้น้ำต้นมะนาววันละ 1 – 2 ครั้ง หรือวันละ 1 ครั้ง เฉพาะตอนเช้า
  • การให้ปุ๊ย หลังปลูกมะนาวได้ 1 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ ๑16-16-16 + ปุ๋ยยูเรียเล็กน้อย อัตรา 100-150 กรัมต่อต้น เพื่อเร่งการเจริญเติบโตจากนั้นให้ปุ๋ยสูตรเดียวกันนี้เดือนละ 1 ครั้ง ส่วนในระยะบังคับให้ออกดอกควรใส่ปุ๋ยสูตร 12-24-12 หรือใส่ปุ๋ยที่มีตัวกลางสูงในอัตรา 100-140 กรัมต่อต้น
  • หมั่นตัดแต่งกิ่งมะนาวที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง ถ้าต้นมะนาวสมบูรณ์ดี จะแตกกิ่งเล็กๆ เป็นจำนวนมาก ควรตัดกิ่งที่ไม่เป็นระเบียบ กิ่งที่ซ้อนกัน กิ่งที่อยู่ด้านล่างของต้น รวมทั้งกิ่งที่เป็นโรคและแมลงทำลายออก เหลือไว้เพียงกิ่งหลักๆ ให้กระจายไปทั่วต้น ไม่ควรหนักไปทางทิศใดทิศหนึ่งมากเกินไป เพราะเมื่อมะนาวติดผลกิ่งอาจหักหรือต้นโค่นล้มได้
  • การค้ำกิ่ง มะนาวที่ปลูกในวงบ่อจะมีการกระจายของรากจำกัดเฉพาะในวงบ่อทำให้ต้นโค่นล้มได้ง่ายกว่าต้นมะนาวที่ปลูกลงดินโดยตรง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีลมแรงดังนั้น หากมะนาวติดผลดกมากควรใช้ไม้ไผ่ค้ำยันกิ่งและลำต้นไว้ ในลักษณะนั่งร้านสี่เหลี่ยมหรือปักเป็นกระโจมสามเหลี่ยม การใช้ไม้ปักค้ำยันกิ่งและลำต้นมะนาวในระยะติดผล เพื่อป้องกันกิ่งหักหรือต้นโค่นล้ม
  • หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตและการตัดแต่งมะนาวในแต่ละปีแล้ว ควรเพิ่มดินปลูกลงในวงบ่อให้เต็มปากบ่อโดยมีลักษณะพูนสูงขึ้นเล็กน้อย โดยใช้ส่วนผสม ดินร่วน : ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยคอก : ขี้เถ้าแกลบดำ ในอัตราส่วน 2:1:1 หรือ ดินร่วน : ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยคอก 2 : 1 + ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ปริมาณ 100-150 กรัม
  • ควรหมั่นตรวจดูโรคและแมลง หากพบควรฉีดพ่นยาฆ่าแมลง หรือ สารป้องกันโรคพืชอย่างสม่ำเสมอ

โรคและแมลง กับแนวทางป้องกัน

โรคที่สำคัญของมะนาว

  • โรคแคงเกอร์ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สามารถเกิดขึ้นได้แทบทุกส่วนของต้น ลักษณะอาการของโรคจะคล้ายกันคือ เป็นแผลกลม แล้วจะขยายใหญ่ขึ้น ฟูนูนคล้ายฟองน้ำสีเหลือง ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแตกเป็นสะเก็ด มีวงแหวนสีเหลืองล้อมรอบแผลเมื่อเกิดโรคมากต้นมะนาวจะโทรม แคระแกร็น ใบร่วง ผลผลิตลดลง กิ่งและต้นจะแห้งตายในที่สุดการป้องกันโรคแคงเกอร์ ทำได้โดยการเลือกใช้พันธุ์ทนทานต่อโรคนี้มาปลูก เช่น พันธุ์พิจิตร ๑พันธุ์ตาฮิติ หากเป็นโรคให้ใช้วิธีการกำจัดโดยตัดกิ่งใบและผลที่เป็นโรคไปเผาทำลาย และพ่นสารเคมีกำจัดโรค เช่น สารแคงเกอร์เอ็กซ์ เป็นต้น

  • โรครากและโคนเน่า เกิดจากเชื้อราไฟทอฟทอร่า ซึ่งเข้าทำลายรากฝอย รากแขนงและตามโคนต้น ทำให้มีอาการใบเหลือง โดยเริ่มที่เส้นกลางใบก่อนแล้วค่อยลุกลามไปส่วนอื่นๆ ของใบจากนั้นใบจะร่วง กิ่งแห้งตาย ผลร่วงหล่นง่าย ถ้าเป็นโรคมากต้นมะนาวอาจตายได้
    สามารถป้องกัน โรคนี้ได้โดยไม่ปลูกมะนาวลึกเกินไป ไม่นำปุ๋ยคอกหรือปุ้ยหมักสดที่ยังไม่สลายตัวดีมาเป็นวัสดุปลูก การกำจัดโรคให้ใช้สารเมทาแลคซิลละลายน้ำรดบริเวณโคนต้นที่เป็นโรค
  • โรคอื่น ๆ ได้แก่ โรคยางไหล โรคใบแก้ว โรคทริสเทซ่า และโรคราดำใช้วิธีป้องกันและกำจัดเช่นเดียวกับพืชสกุลส้มทั่วไป

แมลงที่สำคัญ

  • หนอนชอนใบ การป้องกันกำจัด ควรตัดแต่งยอดอ่อนใบอ่อนที่มีไข่หรือหนอนไปเผาทำลายหรือพ่นสารเคมี เช่น สารคาร์บาริล หรือสารคาร์โบซัลแฟน
  • เพลี้ยไฟ การป้องกันกำจัด ให้พ่นสารเคมีคาร์โบซัลแฟน หรือ อิมิดาโคลฟริด
  • ไรแดง การป้องกันกำจัด ให้พ่นกำมะถันผงชนิดละลายน้ำในช่วงตอนเช้าหรือเย็น หรือพ่นด้วยสารไดโคฟอล เช่น เคลเทน เป็นต้น เพื่อรักษาผิวมะนาวไม่ให้ขรุขระหรือกระด้างไม่น่ารับประทาน
  • เพลี้ยหอย การป้องกันกำจัด ให้ตัดแต่งกิ่งที่พบเพลี้ยหอยระบาดไปเผาทำลายหรือพ่นสารปีโตรเลียม สเปรย์ออยล์

การบังคับต้นมะนาวให้ออกผลผลิตนอกฤดู (ฤดูแล้ง)

ตามปกติแล้วมะนาวจะออกดอกและติดผลในช่วงฤดูฝน (พฤษภาคม – สิงหาคม)และจะเก็บผลผลิตในช่วงกลางฤดูฝนถึงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีผลผลิตมะนาวในตลาดมากและราคาจำหน่ายค่อนข้างต่ำ ส่วนการบังคับให้มะนาวออกผลผลิตนอกฤดูจะทำให้มะนาวออกผลผลิตหลังจากฤดูปกติ คือช่วงฤดูแล้ง (กุมภาพันธ์ – เมษายน) ที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ราคาที่เกษตรกรจำหน่ายได้จึงสูงกว่าปกติหลายเท่าตัว

สำหรับเทคนิควิธีการบังคับให้มะนาวออกนอกฤดู มีดังต่อไปนี้

  • มะนาวที่จะบังคับให้ออกผลผลิตนอกฤดูควรมีอายุการปลูกในวงบ่อซีเมนต์ 8 เดือน หรือ 1 ปีขึ้นไป
  • ในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ให้เด็ดดอกและผลมะนาวในฤดูออกให้หมด
  • ช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ให้นำแผ่นพลาสติก ขนาดกว้างประมาณ 1 – 1.5 เมตร ยาว 1.5 – 2 เมตร มาคลุมให้รอบวงบ่อด้านบนให้มิดชิดโดยให้ชายพลาสติกด้านหนึ่งมัดติดกับโคนต้นมะนาวสูงจากพื้นดินปากบ่อ 20 – 30 ชม. เพื่อกันไม่ให้น้ำฝนไหลลงดินในวงบ่อ ส่วนชายอีกด้านหนึ่งให้มัดติดไว้โดยรอบปากบ่อ ทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 วันเมื่อมะนาวเริ่มมีอาการใบเหี่ยวและสลัดใบทิ้งไปประมาณ 45 – 80% ให้นำพลาสติกที่คลุมอยู่ออก
  • บำรุงต้นมะนาวโดยการให้น้ำ พร้อมปุ้ยสูตร 12-24-12 ในอัตรา 100-150 กรัมต่อต้น ซึ่งถ้าต้นมะนาวสมบูรณ์ดี หลังจากให้น้ำและปุยแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ต้นมะนาวจะเริ่มแตกใบอ่อนและผลิตาดอก จากนั้นจะเริ่มออกดอกติดผล ช่วงนี้เกษตรกรต้องหมั่นดูแลรักษาไม่ให้โรคแมลงทำลาย โดยเฉพาะเพลี้ยไฟ ไรแดง และหนอนชอนใบ
  • ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอโดยวิธีการโปรยน้ำ อย่าให้หน้าดินแข็ง

การเก็บเกี่ยว

หลังจากมะนาวออกดอกและติดผลนอกฤดูได้ 4 – 5 เดือน เกษตรกรก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตมะนาวที่แก่ได้ที่แล้วออกจำหน่ายในตลาดได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายนโดยระยะเวลาการเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ปลูกและช่วงเดือนที่บังคับ อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยผลมะนาวที่แก่แล้วอยู่บนต้นนานๆ เพราะจะเป็นการสิ้นเปลืองสารอาหารที่ใช้เลี้ยงผล และอาจจะทำให้ต้นทรุดโทรมได้ ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยแล้วต้นมะนาวจะมีอายุการให้ผลผลิตประมาณ 5-7 ปี

ที่มา : งานวิชาการเกษตร ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ Mail- spkphusing@hotmail.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ต้มปลาช่อนใส่ไข่มดแดง อร่อยแซ่บๆ แบบอีสานบ้านนา

ต้มปลาช่อนใส่ไข่มดแดง อร่อยแซ่บๆ แบบอีสานบ้านนา

ต้มปลาช่อนใส่ไข่มดแดง

ต้มปลาช่อนใส่ไข่มดแดง อร่อยแซ่บๆ แบบอีสานบ้านนา อร่อยแซ่บมากขอบอกอยากให้ลองๆ เชื่อว่าถ้าได้ลองแล้วต้องร้องอยากกินอีกแน่นอนว่าแต่ต้องใช้อะไรบ้างสำหรับทำเมนู ต้มยำปลาซ่อนใส่ไข่มดแดง มาดูกันค่ะ
ส่วนประกอบ
  • ปลาช่อน 1 ตัว
  • ไข่มดแดงเอาตัวมดแดงด้วย
  • ตะไคร้
  • ข่า
  • หอมแดง
  • ใบมกรูด
  • ต้นหอม 3 ต้น
  • ผักหวาน 1กำ
  • พริกสด 7 – 10 เม็ด
เครื่องปรุง
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1 ช้อนชา
  • ผงชูรส

วิธีการทำ

สำหรับขั้นตอนในการทำต้มปลาช่อนใส่ไข่มดแดง นั้นก็มีวิธีการทำที่ไม่ยุ่งยากมากนักมือใหม่ก็สามารถทำตามได้เลยที่สำคัญอร่อยด้วยค่ะ เรามาดูวิธีการทำกันเลยค่ะ
  • เริ่มจากการนำปลาช่อนมาล้างทำความสะอาดให้ดี แล้วถอกเกร็ดและหั่นเป็นท่อนๆ ให้เรียบร้อยล้างเลือดออกให้หมด แล้วพักใส่จานไว้ไว้
  • จากนั้นเรามาล้างทำความสะอาดพวกผักต่างๆของเรา ไม่ว่าจะเป็น ผักหวาน ตะไคร้ ใบมะกรูด ข่า หอมแดงแกะแล้ว พริกสด ลงไปล้างทำความสะอาดให้เอี่ยมแล้วก็พักไว้รอเช่นกันกับปลา ในระหว่างที่รอน้ำเดือดนี้ ให้เราทำการทุบตะไคร้ แล้วหั่นเป็นท่อนๆ ทุบหอมแดง ซอยข่าเป็นแว่นๆ ทุบพริกให้แตก เตรียมไว้รอใส่หม้อ พอน้ำเดือดได้ที่แล้วก็จัดการใส่ ตะไคร้ ข่า หอมแดง พริก ลงไปต้มจ้า ใส่เกลือ น้ำปลา ที่เราเตรียมรอเอาไว้ และหั่นต้นหอมเป็นท่อนๆยาวประมาณ 2 นิ้ว รอไว้
  • เมื่อน้ำเดือดสัก 5 นาที แล้วให้เราใส่ปลาช่อนที่เราเตรียมไว้ลงไป ปิดฝาหม้อรอจนน้ำเดือด อย่าพึ่งคนนะคะ เดี๋ยวปลาจะคาวค่ะ ต้องรอให้น้ำเดือดก่อน
  • เมื่อน้ำเดือดแล้ว เนื้อปลาเริ่มสุก จึงใส่ผักหวานและใบมะกรูด ต้นหอมลงไป ตามด้วยไข่มดแดงที่มีตัวมดแดงอยู่้ด้วยลงไป เหตุที่ต้องใส่ตัวมดแดงลงไปด้วยนั้นเนื่องจากต้องการความเปรี้ยวของตัวมดค่ะ
  • ลองซิมก่อนแล้วปรุงรสเพิ่มเติมตามใจปากและความชอยได้เลย ผงชูรสอีกนิดหน่อย เป็นอันว่าใช้ได้แล้วล่ะค่ะ

สำหรับเมนูต้มปลาช่อนใส่ไข่มดแดง นั้นถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ชาวอีสานชอบทำกินกันเป็นประจำเวลาที่ออกไปท้องไร่ท้องนา และถือได้ว่าเป้นเมนูเด็ดเลยที่เดียวค่ะ สำหรับใครที่ยังไม่เคยลองทานก็สามารถลองทำทานได้เลยนะค่ะรับรองติดใจแน่นอน สำหรับบทความนี้ต้องขอจบไว้แค่นี้ก่อนนะค่ะ ครั้งน่าจะมีเมนูอะไรมาฝากอีกก็ติดตามทางเว็บได้เลยค่ะ

เรียบเรียง : นงนุช