การผลิตทุเรียนนอกฤดู เพิ่มผลผลิต ราคาดี

การผลิตทุเรียนนอกฤดู เพิ่มผลผลิต ราคาดี

การผลิตทุเรียนนอกฤดู

การผลิตทุเรียนนอกฤดู


ทุเรียน เป็นไม้ผลเมืองร้อนเศรษฐกิจของไทย เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับของชาวต่างประเทศ ทั้งในและ นอกกลุ่มประเทศอาเชียน ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถส่งออกทุเรียนในอันดับต้นๆ ทั้งมีโอกาสขยายตลาดการส่งออกได้ดีมาก ทั้งตลาดเก่าและตลาดใหม่มีความต้องการของตลาดตลอดทั้งปี ทำให้การผลิตทุเรียนนอกฤดูกาลจึงเป็นวิถีทางที่จะช่วยกระจายปริมาณผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดได้ทั้งปี เพิ่มโอกาส ให้ประเทศมีส่วนแบ่งในตลาดโลกได้มากยิ่งขึ้นยังผลให้ประเทศไทยได้ดุลทางการค้าตามไปด้วย เป็นโอกาสที่จะช่วยให้ราคาผลผลิตทุเรียนในช่วงฤดูกาลไม่ตกต่ำ และช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนได้มากยิ่งขึ้น

พันธุ์ทุเรียนเพื่อการผลิตนอกฤดู ได้แก่

  • พันธุ์หมอนทอง

    เป็นทุเรียนพันธุ์ยอดนิยมที่ผู้บริโภคชาวไทยและชาวต่างประเทศชื่นชอบ อีกทั้งตอบสนองต่อการทำนอกฤดูได้ดี ติดผลดก ระยะเวลาสุกแก่ปานกลาง เนื้อหนาสีเหลือง เมล็ดลีบ รสชาติหวานมัน

  • พันธุ์กระดุม

    เป็นทุเรียนพันธุ์เบาที่สามารถทำการผลิตนอกฤดูเพื่อส่งออกในช่วงต้นฤดู ติดผลดก สุกแก่เร็ว ผลเล็ก เนื้อสีเหลืองเข้มละเอียดรสชาติหวานแหลม กลิ่นหอม

อายุที่เหมาะสมต่อการทำการผลิตนอกฤดู

ดังนั้นการทำนอกฤดูจึงต้องคัดเลือกต้นทุเรียนที่มีสภาพต้นสมบูรณ์เต็มที่ ใบเขียวเข้ม หนาแน่น ควรมีอายุอย่างน้อย 8 – 15 ปี ทรงพุ่ม 8 – 12 เมตร

การผลิตทุเรียนนอกฤดู

การเลือกช่วงเวลาการผลิต

สามารถทำได้ 2 ช่วงตามสภาพพื้นที่ ภาคตะวันออกช่วงกุมภาพันธ์ – มีนาคม และภาคใต้ตั้งแต่เดือน ตุลาคม – กุมภาพันซึ่งในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ไม่มีผลผลิตทุเรียนในฤดูกาลและเป็นช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ และคริสมาสต์

วิธีการผลิตนอกฤดู หลังจากได้ทำการคัดต้นที่สมบูรณ์พร้อมจะทำการผลิตนอกฤดูแล้ว ดำเนินการดังนี้

  • การเตรียมพร้อมของต้นทุเรียน แบ่งออกเป็น 2 ระยะดังนี้
    • การกระตุ้นการแตกใบอ่อน ชุดที่ 1
      ปลิดดอกทุเรียนในฤดูกาล ช่วงระยะหัวตาปูและเหยียดตีนหนู ออกให้หมด ใส่สารฮิวมิคแอซิค อัตรา 1,000 มิลลิลิตร ผสมกับปุ้ย 3-20-10 อัตรา 300-500 กรัมผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นลงดินด้วยเครื่องพ่นสารเคมีแรงดันสูง 3 ครั้งทุกๆ 7 วันและ ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตรา3-4 กิโลกรัมต่อต้น ผสมกับปุ้ย 30-0-0 จำนวน 1 กิโลกรัม หรือปุ๋ย15-0-0 โดยคลุกเคล้ากันแล้วหว่านลงดินใต้ทรงพุ่ม ห่างจากโคนต้น50-70 เซนติเมตร ทำการแต่งกิ่งแห้ง กิ่งน้ำค้าง กิ่งฉีกหัก กิ่งแซมในทรงพุ่มออก
    • กระตุ้นเพื่อการแตกใบอ่อนชุดที่ 2 หลังจากใบอ่อน
      ชุดแรกแก่เต็มที่ อายุประมาณ 45 – 60 วันแล้ว ให้ทำการกระตุ้นให้ทุเรียนแตกใบอ่อนชุดที่ 2 โดยการให้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 46-0-0 หรือ30-20-10 หรือ 20-20-20 ฉีดพ่นทางใบ 2 – 3 ครั้ง ห่างกัน 7 – 10 วัน จากนั้นให้สารกระตุ้นการแตกใบอ่อนด้วย นูรโปร อัตรา 300 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร ให้สารเสริมที่มีแมกนีเชียมสูงด้วย เอมอนต์ อัตรา 300 มิลลิลิตร หรือ โดแม็ค อาหารเสริมที่มีสังกะสีสูง 150 – 300 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หลังจากนั้นทุเรียนจะแตกใบอ่อนภายใน 10 – 15 วัน
  • การบังคับการออกดอก ด้วยการพ่นสารพาโคลบิวทราโซล
    • ความเข้มข้นสารพโคลบิวทราโซลที่ใช้ 1,000 – 1,500 ppm (ถ้าสาร ชนิด 10 อัตราที่ใช้ 200 – 300 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร หรือชนิด 25 % อัตรา 80 – 120 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร

การป้องกันกำจัดโรคแมลงที่สำคัญ

แมลงศัตรูสำคัญ ได้แก่

การผลิตทุเรียนนอกฤดู

  • เพลี้ยไก่แจ้
    ป้องกันกำจัดกำจัดในระยะทุเรียนแตกใบอ่อน ควรฉีดพ่นคาร์บาริล (เซฟวิน 85 % WP) อัตรา 60 กรัม/น้ำ 20 ลิตร (ผสมสารจับใบ) หลังฉีดพ่นแล้วยังพบแมลงต้องทำการฉีดซ้ำอีก

  • ไรแดง
    ป้องกันกำจัดโดยการให้ทำการฉีดพ่นด้วยโพรพาร์ไกต์ 30% WP อัตรา 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ เฮกซีไทอะซอกซ์ 2% EC อัตรา 40มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตรหรือ อามีทราซ 20% EC อัตรา 30 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7 – 10 วัน
  • หนอนกัดกินใบอ่อน หนอนเจาะเมล็ดทุเรียน ป้องกันกำจัดโดยให้ฉีดพ่นสารเคมี คาร์บาริล หรือ เซฟวิน 85%WP อัตรา 30 – 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

โรคสำคัญ ได้แก่

  • โรคแอนแทรคโนส
    โดยฉีดพ่นสารเคมีชนิดป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น เบนโนมิล 50 WP อัตรา 15 – 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร แคปแทน 50% WP 30 – 40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 62% WP อัตรา 40 – 110 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
    โรคแอนแทรคโนส
  • โรคจากเชื้อราไฟทอปธอร่า
    การทำลายที่ใบให้พ่นด้วยสารเมทาแลคซิล 25 % WP อัตรา 50 – 60 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ ฟอสเอทธิล อะลูมินั่ม 80% WP อัตรา 80 – 100 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสฟอรัส แอซิด อัตรา 50 มิลลิสิตร/น้ำ 20 ลิตร ให้ทั้งภายในและภายนอกทรงพุ่ม การทำลายที่รากให้ใช้สารเมทาแลคซิล 80% WP อัตรา 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ราดใต้ทรงพุ่มให้ทั่ว และกระตุ้นการเจริญเติบโตของรากด้วยการพ่นปุ้ยเกล็ดที่มีจุลธาตุผสมอยู่ด้วยสูตร 15 – 30 – 15 หรือ 20 – 20 – 20 อัตรา 60 กรัม ผสมกรดฮิวมิค แอซิด อัตรา 100 มิลลิลิตร ในน้ำ 20 ลิตร

การกระตุ้นการออกดอก

ฉีดพ่นด้วยสารไทโอยูเรีย ความเข้มข้น 1,500 ppm (30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร) บริเวณท้องกิ่ง ตรงจุด ที่ดอกอ่อนระยะไข่ปลา ระวังอย่าให้ถูกใบ อาจทำให้ใบไหม้และร่วง

การขึ้นน้ำทุเรียน

ควรปฏิบัติอย่างสำเสมอ เพื่อให้ดอกทุเรียนโตสม่ำเสมอดีควรปฏิบัติอย่างถูกต้อง

  • ระยะช่วงแทงดอก
    การพัฒนาของดอกในระยะไข่ปลาถึงหัวตาปู จะใช้เวลาประมาณ 10 วัน ซึ่งดอกจะยาวประมาณ 1 – 1.5 เซนติเมตร จำเป็นต้องให้น้ำแก่ทุเรียนในปริมาณมาก เพื่อกระตุ้นให้ดอกทุเรียนโตสม่ำเสมอดีแล้ว ควรลดปริมาณการให้น้ำวันเว้นวันในช่วงฝนทิ้งช่วง
  • ระยะก่อนดอกบาน-ดอกบาน
    ระยะดอกหัวกำไลเป็นช่วงที่ทุเรียนต้องการน้ำมาก ประมาณ 5-6 ลิตร/ตารางเมตร ถ้าให้น้ำน้อยไม่เพียงพอทำให้กลุ่มดอกกลางเล็กน้อย น้ำพอดี กลุ่มดอกจะกลางออกปานกลาง หากน้ำมาก กลุ่มช่อดอกโดยก้านช่อดอกกลางออกมากอย่างเห็นได้ชัด
  • ช่วงระยะดอกบาน
    ช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญที่มีผลต่อการติดผลของทุเรียนมาก ถ้ามีฝนตกหรือการให้น้ำมากเกินไปดอกที่กำลังจะบานจะหลุดร่วงมาก ดังนั้นชาวสวนควรให้น้ำระยะนี้ประมาณ 3 ลิตร/พื้นที่ทรงพุ่ม 1 ตารางเมตร/วัน ทั้งนี้หากปลูกทฺเรียนระยะ 8 x 8 พื้นที่ทรงพุ่ม 64 ตารางเมตร ความต้องการใช้น้ำ = 64 x 3 เท่ากับ 192 ลิตรต่อต้น/วัน ควรคุมปริมาณน้ำ ไปจนถึงช่วงระยะดอกบาน จนกลีบดอกร่วงหมดแล้ว ทั้งต้นจึงเพิ่มปริมาณการให้น้ำในปริมาณปกติ

การช่วยผสมเกสร

เพื่อให้ทุเรียนที่ผลิตได้มีคุณภาพดี รูปทรงสวยงามเนื้อมากพูเต็ม เกษตรกรควรทำการผสมเกสรทุเรียนในช่วงเวลาดอกบานเวลาที่เหมาะสมควรเริ่มตั้งแต่ 19.00 – 19.30 น. เป็นต้นไป

การจัดการเพื่อส่งเสริมการติดผล

ตัดแต่งดอกให้เป็นรุ่นเดียวกัน โดยกระจายจำนวนดอกทั้งต้นให้เหลืออยู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับขนาดต้นและทรงพุ่ม และ การให้ปุ๊ยช่วงพัฒนาการออกดอกระยะไข่ปลาถึงดอกบานเพื่อให้ดอกทุเรียนมีการพัฒนาที่สมบูรณ์และติดผลมีคุณภาพ ควรมีการให้ปุ๋ยทางด่วนผสมกับธาตุแคลเซียมในระยะ 1-2 สัปดาห์ ก่อนดอกบาน

การตัดแต่งผล

เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้ผลทุเรียนนอกฤดูมีคุณภาพมีขนาดรูปทรงไม่ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด ดังนั้นการตัดแต่งกึ่งจึงเป็นการกำจัดผลทุเรียนที่ด้อยคุณภาพทิ้งตั้งแต่หลังติดผล ทำให้การกระจายของผลทุเรียนมีความสัมพันธ์กับทรงพุ่มจึงได้ผลสม่ำเสมอ

การเก็บเกี่ยว

การที่จะได้ผลทุเรียนที่มีคุณภาพ ควรเก็บเกี่ยวทุเรียนที่มีความสุกแก่ที่เหมาะสมกับตลาดผู้บริโภค และระยะทางในการขนส่งโดยให้ถึงมือผู้บริโภคแล้วสุกพอดี โดยมีดัชนีการเก็บเกี่ยวทุเรียน ดังนี้

  • โดยนับอายุผลวันดอกบาน – วันเก็บเกี่ยว หมอนทอง 120 – 135 วัน ให้สังเกตก้านผลจะแข็งและด้าน สัมผัสรู้สึกสากมือ ปลิงบวมโต เห็นรอยต่อของปลิงอย่างชัดเจน จับก้านผลแกว่ง รู้สึกก้านผล มีสปริงมากขึ้น หนามใหญ่ ปลายหนามแห้ง สีเขียวอมนวลหรือสีเขียวอมเหลือง
  • เห็นแนวแบ่งกลางพู (เส้นสาแหรก) ได้เด่นชัดเคาะที่กลางพูเสียดังโป่งๆ
  • ชิมน้ำเลี้ยงบริเวณขั้วปลิง (เมื่อตัดขั้วใหม่และยังมีน้ำใส)จะมีรสหวาน แสดงว่าผลทุเรียนแก่จัด แต่ถ้าจืดหรือฝาดแสดงว่าทุเรียนนั้นอ่อนสีเนื้อเปลี่ยนจากสีขาวเป็นเหลืองอ่อนหรือเข้มตามลักษณะประจำพันธุ์
  • สีเปลือกเมล็ดเปลี่ยนจากขาวอมชมพูเป็นสีน้ำตาลเข้ม เนื้อสุกมีรสชาติหวานผลทุเรียนเริ่มสุกที่บนต้นหรือร่วงหล่นลงมา เนื่องจากสุกแก่ตามธรรมชาติ แสดงว่าทุเรียนเริ่มแก่จัดแล้ว

ที่มา: กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ข้อคิดก่อนตัดสินใจลาออกจากงานมาทำอาชีพเกษตร

ข้อคิดก่อนตัดสินใจลาออกจากงานมาทำอาชีพเกษตร

ข้อคิดก่อนตัดสินใจลาออกจากงานมาทำอาชีพเกษตร

วันนี้เราข้อคิดดีๆ จากสวนวสา ในเว็บเกษตรพอเพียงดอทคอมครับ ที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่อยากออกจากงานมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม ลองอ่านให้ดีทั้งหมด ก็น่าจะช่วยป้องกันความเสียหายได้ครับ

เรื่องของ”ที่ดิน” สำหรับทำการเกษตร
การจะเริ่มทำการเกษตรได้นั้น เราควรมีที่ดินเป็นของตัวเอง แต่ก่อนจะลงมือซื้อที่ดินผืนใด ขออนุญาตให้ข้อคิดเกี่ยวกับปัจจัยที่สำคัญก่อนซื้อที่ดินเพื่อทำการเกษตร ดังนี้
  • ในที่ดินต้องมีแหล่งน้ำหรือติดกับแหล่งน้ำที่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งปี เพราะการซื้อที่ดินที่ไม่มีน้ำ ก็เท่ากับไม่มีประโยชน์ในเชิงเกษตร แหล่งน้ำที่ว่านี้อาจจะเป็นคลองชลประทาน อ่างเก็บน้ำ คลองธรรมชาติ แม่น้ำ ฯลฯ
  • ที่ดินควรใกล้กับถนน และไม่ไกลจากบ้านที่อยู่ประจำของคุณมากนัก การไปมาทำได้ง่าย เมื่อการเดินทางสะดวก ก็ทำให้เรารู้สึกอยากไปเยือนบ่อย ๆ โดยเฉพาะเกษตรกร part-time ที่ต้องทำงานในวันธรรมดาและไปทำสวนได้เฉพาะวันหยุด หากคุณต้องขับรถ 500 กม. เพื่อไปสวนในวันเสาร์ และขับกลับอีก 500 กม. ในวันอาทิตย์ คุณจะเหนื่อยและท้อไปในที่สุด ระยะทางที่เหมาะสมน่าจะไม่เกิน 200 กม. จากบ้านคุณ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเรื่องระยะทางนี้ขึ้นกับทุนและความชอบส่วนบุคคล นอกจากนี้ ราคาน้ำมันก็เป็นปัจจัยสำคัญด้วย คำนวณค่าน้ำมันคร่าว ๆ ว่าระยะทาง 200 กม. รถคุณกินน้ำมันเฉลี่ย 8 กิโลลิตร น้ำมันลิตรละ 30 บาท ไป-กลับ จะมีค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าน้ำมัน 1,500 บาทต่อเที่ยว เดือนหนึ่งไป 4 ครั้งก็ประมาณ 6,000 บาท ปีละ 72,000 บาท เทียบกับราคาที่ดินที่อาจจะแพงกว่าแต่ใกล้กว่า อย่างไหนคุ้มกว่ากัน อันนี้ควรคำนวณให้รอบคอบค่ะ
  • ที่ดินควรใกล้ตลาดหรือชุมชน หรือผู้ซื้อรายใหญ่ เพื่อที่จะสามารถขนส่งผลผลิตเพื่อจำหน่ายได้โดยง่าย (หากคิดจะปลูกเพื่อจำหน่าย) เช่น อยากปลูกมะม่วงส่งออกแต่ผู้ปลูกอยู่ภาคใต้ ส่วนผู้ส่งออกอยู่ภาคเหนือและภาคกลาง อย่างนี้ ถ้าปลูกไม่มากพอก็จะไม่มีผู้ซื้อวิ่งไปซื้อแน่ ๆ ค่าน้ำมันทุกวันนี้แพงมาก ๆ ค่ะ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผู้ซื้อมักจะถามก่อนว่าปลูกกี่ไร่ กี่ต้น ผลผลิตกี่ตัน (ถ้าไม่ถึง 4-5 ตัน ส่วนมากรายใหญ่เขาไม่วิ่งมาค่ะ)
  • ควรมีเพื่อนบ้านและสังคมที่ดี ก่อนซื้อที่ดินควรลองไปสำรวจดูว่าเพื่อนบ้านมีอัธยาศัยเป็นอย่างไร ที่ดินบางผืนราคาถูกเพราะเพื่อนบ้านขี้ขโมย ผลผลิตอะไรออกมาหายหมด ติดตั้งปั๊มน้ำก็หาย บางทีเผลออาทิตย์เดียวบ้านทั้งหลังรื้อเอาไปขายก็มี ลองไปถามสถานีตำรวจในพื้นที่ดูว่าคดีลักขโมยมีแยะไหม ใครเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และทัศนคติเขาเป็นอย่างไร
  • ที่ดินควรมีต้นไม้ขึ้นอยู่ในที่บ้าง เพื่อแสดงว่าดินที่นี่ปลูกต้นไม้ได้ บางคนไปซื้อที่ดินที่เตียนโล่งแม้แต่หญ้าก็ไม่ขึ้น แล้วมาดีใจว่าไม่ต้องถางหญ้าปรับที่ดิน ซึ่งแท้ที่จริงเป็นดินเค็มที่เพาะปลูกอะไรไม่ได้ หากเป็นไปได้ลองสังเกตด้วยว่าต้นไม้ที่ขึ้นในที่ดินนั้นเป็นต้นอะไรเพื่อจะได้ทราบว่าที่ดินผืนนั้นเพาะปลูกผลไม้ชนิดใดได้ดีที่สุด
  • ที่ดินทำสวนเกษตรส่วนใหญ่ควรเป็นพื้นราบ เพราะหากเป็นที่ลาดชันเวลารดน้ำต้นไม้ น้ำจะไหลลงเบื้องล่างหมด หากต้องทำขั้นบันไดก็จะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่าที่ดินผืนราบ แต่หากจะปลูกไม้ยืนต้นพวกไม้ป่า ก็เป็นที่เนินเขาได้ค่ะ ทั้งนี้ขึ้นกับพืชที่เลือกจะปลูก
  • ไม่ควรเป็นที่น้ำท่วมขัง ที่ดินบางผืนในช่วงฤดูฝนจะตรงกับแนวน้ำท่วมพอดี อย่างนี้ปลูกพืชอะไรไม่ทันเก็บเกี่ยวก็ตายหมด แล้วอย่ามาดีใจว่าไม่ปลูกพืชก็ได้ไหนๆน้ำมากเลี้ยงปลาเสียเลย ขอโทษค่ะ พอน้ำท่วมขึ้นมาปลาที่เลี้ยงก็หายหมดเหมือนกัน
  • ให้สำรวจหน้าดินของที่ดินที่ซื้อด้วยค่ะ พอดีมีเพื่อนเกษตรกรโทรมาปรึกษา มีที่ดินแต่หน้าดินที่ปลูกพืชได้มีเพียง 1-2 เมตร ลึกลงไปกว่านั้นกลายเป็นดินผสมหินแบบแข็งเลย รากพืชชอนไชลงไปไม่ได้ อย่างนี้หากก่อนซื้อเตรียมแผนไว้ก็คงต้องปรับแผนเพื่อปลูกพืชที่มีระบบรากไม่ลึกมากค่ะ
  • เวลาซื้อที่ดิน อย่ามองแค่ค่าที่ดินอย่างเดียว ให้คำนึงถึงว่าจะต้องมีค่าปรับปรุงที่ดินอีกเท่าไหร่ด้วย เช่น หากที่ดินมีต้นไม้รกเรื้อ หรือมีการขุดร่อง ขุดแนวคันเอาไว้ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเกษตรกร ต้องจ้างรถแมคโครปรับปรุงใหม่อีกเท่าไหร่ ที่ดินมีไฟฟ้า มีถนนถึงหรือยัง หากซื้อที่ดินร่วมกับคนอื่นก็ต้องจ่ายค่าทำถนนเข้าไปยังที่ดินอีกเท่าไหร่ ค่าเดินสายไฟเข้าไปยังที่ดิน ค่าขุดคลองส่งน้ำหรือระบบชลประทาน แล้วยังค่าใช้จ่ายในการแบ่งแยกโฉนดอีก เรื่องพวกนี้รวม ๆ แล้วอาจทำให้ที่ดินไร่ละ 5 หมื่น กลายเป็นไร่ละ 3 แสน ก็เป็นได้ค่ะ
  • การซื้อที่ดินร่วมกับคนอื่น ควรตกลงกันให้แน่ชัดตั้งแต่แรกว่าค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จะร่วมกันรับผิดชอบอย่างไร ค่าโอนที่ดิน ค่าสาธารณูปโภค ฯลฯ นอกจากนี้ถนนที่จะตัดเข้าไปยังที่ดินของแต่ละคนจะตกลงค่าใช้จ่ายและกรรมสิทธิ์กันอย่างไร บางคนเห็นว่าที่ดินตนเองอยู่ด้านหน้าก็ไม่ต้องการร่วมออกค่าถนนกับคนที่ซื้อที่ดินที่ลึกไปด้านหลัง เลยทำให้มีปัญหากันได้ แล้วยังเรื่องน้ำ หากคนที่อยู่ต้นน้ำเก็บกักน้ำ คนที่อยู่ปลายน้ำจะทำอย่างไร ควรมีการทำสัญญากันไว้ให้ชัดเจน และเป็นภาระผูกพันกับที่ดิน เพราะหากวันนี้แม้เชื่อใจกัน ไม่มีปัญหากันก็จริง แต่พอผ่านไปหากคนหนึ่งขายที่ไปให้บุคคลอื่น ปัญหาก็อาจจะเกิดขึ้นได้ค่ะ

ข้อคิดก่อนตัดสินใจลาออกจากงานมาทำอาชีพเกษตร

การเลือกพืชที่จะเพาะปลูก

  • ก่อนจะปลูกอะไร กรุณาสำรวจสภาพดินและน้ำก่อนว่าเหมาะกับพืชในใจคุณหรือเปล่า อย่าบุ่มบ่ามลงมือปลูกตามกระแส หรือตามใจชอบ ตัวอย่างเช่น ที่ดินสวนวสาเป็นดินเปรี้ยวเพาะปลูกพืชตระกูลส้ม-มะนาวได้ดี มะม่วง มะละกอได้ แต่ปลูกทุเรียน ลำไย มังคุดแล้วไม่โต (ลองแล้ว) ถึงกระนั้นก็ตามเวลาเรามี “เกษตรเกิน” (ผู้ที่แสดงตนว่ารู้มากกว่าเกษตรกร) มาเยี่ยมที่สวนก็มักจะแนะนำให้เราลองปลูกมังคุด ปลูกทุเรียนอยู่เสมอ ๆ เพราะส่งนอกได้ราคาดี คนแนะนำส่วนใหญ่ก็คิดแค่นั้น แต่เกษตรกรที่แท้จริงที่เป็นเจ้าของที่ดินควรศึกษาสภาพดินและน้ำก่อนลงมือปลูกอะไร เพื่อจะได้ประหยัดเวลาและทุนที่ถมลงไป
  • ควรเลือกพืชที่จะปลูกมากกว่า 1 ชนิดเพื่อบริหารความเสี่ยง เผื่อชนิดหนึ่งราคาตกหรือขายไม่ออก ชนิดอื่นจะได้ช่วยเฉลี่ยรายได้ แต่ไม่ควรหลายชนิดเกินไปจนปริมาณไม่คุ้มค่าขนส่ง เช่น มีที่ดิน 1 ไร่ แต่อยากปลูกมะม่วง มังคุด ลำไย มะนาว พริกขี้หนู เพื่อส่งออก แบบนี้แนะนำว่าให้ลืมเรื่องส่งออกไปได้เลย ให้ปลูกแบบพอเพียง คือเก็บทานเอง หรือส่งตลาดแถวสวนจะดีกว่าค่ะ
  • พืชแต่ละชนิดมีความต้องการน้ำไม่เท่ากัน หากจะปลูกผสมผสาน ควรเลือกพืชที่ต้องการน้ำ ปุ๋ยและยาคล้าย ๆ กันปลูกไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ปริมาณแสงก็เป็นสิ่งสำคัญ หากพืชชนิดหนึ่งต้องการแสงมาก ก็อย่าปลูกไว้ใกล้ ๆ กับพืชที่ให้ร่มเงา เช่น อย่าปลูกมะละกอไว้ใกล้กอไผ่ เพราะในที่สุดร่มเงาของไผ่จะบังมะละกอทำให้ไม่สามารถเติบโตได้ และเกิดโรคระบาดในที่สุด หรือ หากจะปลูกมะนาวทำนอกฤดู ก็ไม่ควรปลูกใกล้กับพืชที่ต้องการน้ำ เพราะพอเรางดน้ำเพื่อให้มะนาวออกดอก ต้นไม้ข้าง ๆ ก็จะตายไปด้วย ทำนองนี้
  • ตามทฤษฎีพอเพียง ควรปลูกพืชชนิดให้ประโยชน์เกื้อหนุนกับการเกษตรของท่านด้วย เช่น หากปลูกส้มหรือมะนาว ก็ควรเผื่อพื้นที่สำหรับปลูกไผ่ไว้ด้วย เพราะเวลาค้ำต้นมะนาวหรือส้มต้องใช้ไม้ไผ่ แทนที่จะไปซื้อ ก็ปลูกเองประหยัดกว่า นอกจากนี้หากใครคิดทำเกษตรอินทรีย์ ก็ปลูกพวกสะเดา หนอนตายหยาก หรือสมุนไพรอื่น ๆ ไว้ด้วย จะได้เอาไว้ทำเกษตรอินทรีย์ได้ง่ายค่ะ
  • นอกจากนี้ ให้คิดในใจเสมอว่า พื้นที่แต่ละพื้นที่มีลักษณะภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน อย่าคิดว่าการลอกเลียนแบบสวนที่ประสบความสำเร็จแล้วคุณจะประสบความสำเร็จด้วย การเกษตรไม่ใช่บะหมี่สำเร็จรูปที่ต้มกินที่ไหนก็รสชาติเดิม มักจะมีคนถามว่าหากปลูกมะนาวเหมือนสวนวสาต้องใส่ปุ๋ยเดือนไหน ฉีดยาเดือนไหน ฉีดอะไร ซึ่งขอเรียนว่า สวนวสาอยู่นครนายก สภาพภูมิอากาศและดินจะต่างจากสวนที่อยู่ราชบุรี พิษณุโลก หรือ เชียงใหม่ ดังนั้น เวลาที่ฉีดยา ใส่ปุ๋ย เก็บผลผลิตก็จะต่างกัน ช่วงเวลาเดียวกันที่สวนวสาเจอโรคราน้ำค้างแต่สวนอื่นอาจเจอเพลี้ยแป้ง อย่างนี้ยาที่ใช้ก็ต่างกัน ต้องหมั่นสังเกตอาการของพืชแล้วค่อยคิดเรื่องการบำรุงรักษาพืชค่ะ
  • เกษตรกรมือใหม่หลาย ๆ คนมักจะคิดว่า “พืช” ก็เหมือนวัตถุ สิ่งของ ที่ซื้อมาเก็บเอาไว้ก็ไม่เสื่อมสลาย ไม่เปลี่ยนรูป เหมือนเสื้อผ้า โต๊ะ เก้าอี้ ดังนั้น พออ่านประกาศโฆษณาขายเมล็ดพันธุ์หรือกิ่งพันธุ์ชนิดโน้นชนิดนี้ ที่กำลังเป็นสมัยนิยมกัน ก็เกิดความอยากครอบครองเป็นเจ้าของ เลยสั่งมาเก็บไว้ก่อน ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ปลูก บางคนยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ซื้อที่ดินเลยด้วยซ้ำ!!! 
  • การเลือกพืชที่จะปลูก นอกจากความแท้ของสายพันธุ์แล้ว ควรพิจารณาวางแผนการปลูกให้ผลผลิตออกมาเป็นพันธุ์แท้ด้วยค่ะ จะได้ไม่มีปัญหาด้านการตลาด และการขยายพันธุ์ต่อไปในอนาคต ขออนุญาตยกตัวอย่างมะนาวไร้เมล็ด (ซึ่งการขยายพันธุ์ทำโดยการตอนกิ่ง) หากปลูกรวมกันในระยะใกล้กันกับมะนาวมีเมล็ด เช่น มะนาวแป้น ก็มีความเสี่ยงว่าผลที่ออกมาอาจจะมีเมล็ดเนื่องจากเกสรอาจจะผสมกันได้ ทำให้มีปัญหาด้านการตลาดต่อไป เช่นเดียวกับมะละกอ หากปลูกหลายสายพันธุ์ในพื้นที่เดียวกัน ก็อาจทำให้ผลที่ออกมามีรสชาติและกลิ่นแตกต่างไป ทำให้มีปัญหาด้านการตลาดค่ะ การปลูกพืชแนวผสมผสาน ไม่จำเป็นต้องปลูกพืชตระกูลเดียวกันในพื้นที่เดียวกันค่ะ
  • โปรดชิมก่อนปลูก มีลูกค้าจำนวนมาก โทรมาสั่งซื้อกิ่งพันธุ์มะนาวตาฮิติ และเมล็ดมะละกอฮอลแลนด์ของสวนวสา โดยประมาณ 30% ของลูกค้า มักมีคำถามประโยคที่ว่า “รสชาติมันเป็นยังไงครับ/คะ” ซึ่งทำให้ทางเราตอบไปว่า “กรุณาไปที่ซุปเปอร์หรือตลาด แล้วซื้อมาชิมก่อน ถูกใจค่อยมาซื้อกิ่ง/เมล็ดพันธุ์ไปปลูก” เราอยากแนะนำเกษตรกรทุกคนนะคะ ก่อนจะปลูกพืช ผัก ผลไม้อะไร กรุณาชิมก่อน เพราะถ้าคุณซื้อตามกระแส โดยที่ตัวคุณเองก็ไม่ได้ชอบ อย่างนี้เวลาขายของ ลูกค้าถามว่าอร่อยไหม มันดียังไง เจ้าของสวนก็ตอบไม่ได้ แล้วจะขายของอย่างไรกัน และถ้าใจคนปลูกไม่ได้รักสิ่งที่ตนเองปลูก พืชผักมันก็ไม่งามนะคะ 

การตลาด

  • การจะปลูกอะไร (เพื่อการค้า) ให้คิดว่าจะขายได้ที่ไหนก่อน ถ้าปลูกพืชแปลกมากและอยู่ไกลจากตลาด จะทำให้ขายยากค่ะ
  • อย่าเห่อปลูกตามกระแส เกษตรกรที่ดี ควรประเมินสภาพตลาดให้ดีด้วย และอย่าดูเหตุการณ์เพียงจุดเดียว ช่วงปีที่แล้วมะนาวลูกละ 10 บาท เลยเกิดกระแสปลูกมะนาวกันใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้น 5 ปี มีคนฟันมะนาวทิ้งไปทั้งจังหวัดเพราะราคาร้อยละ 20 บาท ไม่คุ้มค่าปุ๋ยค่ายา อยากให้เกษตรกรมองไปข้างหน้ายาว ๆ ก่อนตัดสินใจปลูกอะไร ให้เน้นพืชที่ยังไงก็ขายได้ในพื้นที่ตนเองก่อน เช่น มีคนส่งเสริมปลูกต้นตะกู กฤษณา ฯลฯ ก่อนปลูกให้หาข้อมูลว่าผู้รับซื้อมีกี่ราย ขายยังไง ขายที่ไหน หากผู้รับซื้อรายที่มาส่งเสริมไม่ซื้อ จะเอาต้นดังกล่าวไปทำอะไร สูตรของสวนวสาคือ อย่างน้อยเราเองก็ต้องกินหรือใช้ได้เองด้วย
  • หากสนใจจะปลูกเพื่อการส่งออก ควรมีพื้นที่เพาะปลูกในจำนวนมากเกินกว่า 10 ไร่ หากมีน้อยกว่า 10 ไร่ ปลูกขายในประเทศได้ แต่ปลูกส่งออกไม่คุ้มการลงทุนค่ะ (เว้นแต่ในพื้นที่มีการรวมกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดเดียวกันได้จำนวนมากพอที่ผู้ส่งออกจะสนใจ) มีระบบน้ำที่สม่ำเสมอ ที่ดินควรอยู่ไม่ไกลจากแหล่งส่งออก เกษตรกรต้องจดมาตรฐาน GAP ซึ่งมีกฎค่อนข้างมาก ต้องมีโรงเก็บปุ๋ย ยา แยกกัน มีโรงคัดแยกพืชผลที่แยกต่างหาก มีพื้นปูนไม่สัมผัสดิน ฯลฯ พวกนี้เป็นการลงทุนทั้งนั้นค่ะ ดังนั้น หากพื้นที่ใหญ่หน่อยจะคุ้มกว่าพื้นที่ขนาดเล็กค่ะ อย่างไรก็ตาม ขึ้นกับชนิดของพืชด้วยค่ะ มีสมาชิกบางท่านสามารถปลูกพริกหรือผักส่งออกได้ในพื้นที่ 2 ไร่ ก็มีค่ะ
  • อย่าพยายามคิดการณ์ใหญ่เกินไปค่ะ จะสิ้นเปลืองทุนทรัพย์โดยใช่เหตุ เช่น ปลูกมะม่วงเพียง 5 ไร่ ผลผลิตปีละ 1 ตัน ในพื้นที่ก็ไม่มีคนอื่นเพาะปลูกพืชเหมือน ๆ กัน แต่คิดจะตั้งโรงงานแช่แข็ง หรือ โรงงานแปรรูปทำมะม่วงอบแห้ง หรือ คิดจะไปเซ้งแผงในตลาดไทเพื่อขายผลผลิตของตนเอง (เพราะมีเกษตรเกินมาแนะนำ) พอขายผลผลิตหมดก็ไม่รู้จะหาผลผลิตที่ไหนมาขายต่อ หรือแปรรูปต่อ จะเป็นการลงทุนโดยเสียเปล่าค่ะ หรือการส่งสินค้าเข้าห้างก็เหมือนกันค่ะ ควรศึกษาเงื่อนไขให้ถ่องแท้ค่ะ บางทีนอกจากโดนหักเปอร์เซนต์แล้วเราต้องรับภาระสินค้าที่เน่าเสียหายเอง แถมกว่าจะเก็บเงินได้ต้องมีเครดิต 45 วัน จึงจะได้เงิน นอกจากนี้ บางที่เขามีสัญญาให้ส่งแบบต่อเนื่อง หากส่งไปครั้งสองครั้งแล้วหยุดก็อาจโดนหักเงิน ทำนองนี้
  • เรื่องการตลาดนี่ พอเขียนไปแล้วดูเหมือนจะทำให้หลายคนเครียดเกินไป วันนี้มีลูกค้าโทรมาหารือว่าถ้าผมปลูกมะนาว 20 ต้นจะหาตลาดได้ที่ไหน คำตอบที่สวนวสาให้คือ ให้หาตลาดแถวบ้านตัวเองค่ะ เพราะการปลูกมะนาว 20 ต้นนั้นผลผลิตต่อการเก็บ 1 ครั้งไม่น่าจะถึง 100 กิโลกรัม โดยเฉลี่ยอาจจะแค่ 20-50 กิโลกรัม ดังนั้นหากคิดจะส่งตลาดไท แค่ค่าขนส่งก็มากกว่าค่ามะนาวแล้วค่ะ ส่วนการส่งออกไม่ต้องพูดถึงเลย นอกจากนี้หากมีร้านอาหาร ร้านค้าปลีกแถวบ้านก็สามารถไปติดต่อส่งได้ค่ะ สำคัญที่ขอให้รักษาผลผลิตให้มีป้อนร้านสม่ำเสมอและมีคุณภาพต่อเนื่องเท่านั้นเอง เรื่องการตลาดนี่ ไม่คิดถึงเลยก็ไม่ได้ คิดมากไปก็ไม่ดีค่ะ จะเครียดเปล่า ๆ

การเตรียมตัว/วางแผน

  • เมื่อมีที่ดินแล้ว มีทุนแล้ว ทราบว่าดินเป็นดินชนิดไหน เข้าใจสภาวะอากาศของพื้นที่แล้ว เลือกพืชที่เหมาะกับพื้นที่ได้แล้ว เราก็เริ่มวางแผนกันค่ะ อยากให้เกษตรกรทุกคนวางแผนบนกระดาษก่อนว่าจะแปลนสวนของตนเองอย่างไร บ้านจะอยู่ตรงไหน บ่อน้ำ (ถ้ามี) จะอยู่ตรงไหน และส่วนไหนกะว่าจะปลูกพืชอะไร จำนวนกี่ต้น
  • ระบบน้ำเป็นสิ่งสำคัญค่ะ ก่อนจะลงพืชชนิดใด ๆ ระบบน้ำควรจะพร้อมก่อน หากพื้นที่เป็นสภาพเนินเขา ก็ไม่เหมาะกับการทำระบบร่องน้ำที่มีน้ำหล่อแบบร่องสวนที่ทำกันในพื้นที่ราบ แต่ควรใช้การขุดทางระบายน้ำเพื่อว่าหน้าฝนน้ำสามารถไหลลงมาได้โดยไม่เอ่อขังที่โคนต้นไม้ และใช้ระบบรดน้ำแบบตามท่อน้ำหยดหรือสปริงเกลอร์
  • เมื่อระบบน้ำพร้อมแล้ว ก็มาถึงกิ่งพันธุ์ของพืชที่จะลงค่ะ แนะนำให้ศึกษาจากเว็บไซต์เกษตรพอเพียงและหนังสือเกษตรต่าง ๆ ค่ะ ราคากิ่งพันธุ์พืชชนิดเดียวกัน อาจต่างกันตามผู้ขายค่ะ หากปลูกจำนวนมาก อยากให้ผู้ซื้อแวะไปที่สวนของผู้ขายแต่ละรายค่ะจะได้สัมผัสกับต้นพันธุ์ของจริง รู้ว่าแท้หรือไม่แท้ อย่าดูแต่ในรูปค่ะ เพราะหากปลูกพันธุ์ไม่แท้จะมีปัญหาเรื่องการตลาดค่ะ 
  • การบำรุงรักษา เมื่อปลูกพืชลงไปแล้วแน่นอนว่าจะต้องมีการรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ฉีดยา ตัดแต่งกิ่ง เก็บผลผลิต ตัดหญ้าที่รก ๆ ในแปลง รวมไปถึงการดูแลในกรณีฉุกเฉินต่าง ๆ เช่น เครื่องสูบน้ำพัง ไฟฟ้าตัด น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วม ภาวะฝนแล้ง หนูแทะสายสปริงเกลอร์ฯลฯ 
  • อุปกรณ์การเกษตร ที่จำเป็นต้องใช้ในสวนหลัก ๆ นอกจากพวกจอบ เสียม เครื่องมือพื้นฐานแล้ว ก็มีพวกเครื่องตัดหญ้า เครื่องฉีดยาแบบสะพายหลังหรือแบบลาก ถังหมักหรือผสมปุ๋ย ตะกร้าสำหรับเก็บผลไม้ค่ะ อุปกรณ์การเกษตรพวกนี้เวลาซื้อให้คุยหลาย ๆ ร้านค่ะ 
คนงาน
  • ควรมีให้พร้อมค่ะ แต่อย่าคาดหวังอะไรมากเกินไป เพราะคนงานก็คือคนงานค่ะ ถ้าเขาขยันและฉลาดกว่านี้ เขาก็ไม่มาเป็นคนงานค่ะ การดูแลคนงานให้อยู่กันนาน ๆ บางทีก็ต้องหลับตาข้างหนึ่งค่ะ บางทีเขาอาจจะกินเหล้า เล่นหวย อู้งานบ้าง ตราบใดที่งานที่สั่งไว้เขาทำสำเร็จ ก็พอไปรอดค่ะ ที่สำคัญคือต้องไว้ใจได้ ของในสวนอย่าหาย (อาจมีเก็บไปกินบ้างก็ปล่อย ๆ ไปค่ะ) แต่ประเภทยกมอเตอร์ไปขาย หรือให้เมียเปิดแผงที่ตลาดขายผลไม้ที่ขโมยมาจากในสวนเรา 
  • ค่าจ้างคนงาน ส่วนมากเราใช้จ้างเป็นรายวันค่ะ แต่มีหัวหน้าคนงานที่เราจ่ายเป็นรายเดือน ค่าแรงเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 180-300 บาทค่ะ คนต่างด้าวจะได้ที่ราวๆ 180-250 บาท คนไทยได้ที่ 200-300 บาทค่ะ หากเกิน 5 โมงเย็นก็จะมีค่าล่วงเวลาให้ (ช่วงที่เร่งเก็บผลไม้และคัดแยกน่ะค่ะ) บางทีคนซื้อผลไม้เราเขาก็จะจ่ายค่าแรงให้คนงานเราในวันที่เก็บผลไม้ให้เขา เราก็ประหยัดไปได้ค่ะ

ใครคิดจะลาออกงานมาทำเกษตร ….. ลองอ่านอันนี้ก่อนนะครับ เผื่อจะเปลี่ยนใจ

ติดตามสอบถามสวนวสาเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ แต่ต้องสมัครสมาชิกเว็บก่อน
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=5983.0


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เทคนิคการ ปลูกกระชายดำ และดูแลรักษา

เทคนิคการ ปลูกกระชายดำ และดูแลรักษา

ปลูกกระชายดำ

ปลูกกระชายดำ


กระชายดำ เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในสีม่วงเข้ม มีกลิ่นหอม ใบ เดี่ยวออกเรียงสลับแงออกจากใต้ดิน รูปไข่หรือรูปรึ กว้าง 5-10 ชม. 10-15 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเบี้ยวหรือเว้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบและเป็นคลื่น หลังใบเรียบ ท้องใบเรียบสีม่วงแดง ก้านใบยาวสีม่วงแดง ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ ก้านช่อยาว 5-6 เซนติเมตร กลีบดอกสวนโดนเชื่อมเป็นหลอดยาว 3-3.2 เชนติเมตร ปลายแยกเป็นแฉก เกสรเพศผู้เป็นหมัน สีขาว รูปขอบขนาน กว้าง 3 มิลลิเมตรยาว 10-13 มิลลิเมตร กลีบปากสีม่วงดอกขนาดเล็กสีขาว โดนเชื่อมติดกันมีแต้มสีม่วงเข้ม ที่ปากดอกด้านล่าง มีกาบใบหุ้มดอก

การกระจายพันธุ์

กระชายดำมีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบได้หนาแน่นในแถบมาเลเซีย สุมาตรา เกาะบอร์เนียว อินโดจีน และในประเทศไทย มีเขตการกระจายพันธุ์ทั่วไปในเอเชียเขตร้อน ในประเทศจีนตอนใต้ อินเดีย และพม่า สำหรับประเทศไทยนั้นมีการปลูกกระชายดำมากในจังหวัดเลย ตาก กาญจนบุรี และจังหวัดอื่น ทางภาดเหนือ

ปลูกกระชายดำ

สรรพคุณกระชายดำ

เหง้า รับประทานเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกำลัง บำรุงกำหนัด หรือโขลกผสมกับน้ำหรือสุราเป็นยาแก้ตานซาง รักษาโรคเด็ก แก้บิด และแก้ปวงทุกชนิด เหง้าของกระชายดำจะมีรสขมและ เผ็ดร้อน สามารถบริโภคได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง แต่ให้สรรพคุณแต่ละเพศที่ต่างกันเล็กน้อย ซึ่งถ้าผู้ชายรับประทานในปริมาณที่ เหมาะสม จะช่วยบำรุงฮอร์โมนเพศชายและกระตุ้นประสาทให้มีความกระชุ่มกระชวยมากขึ้น บำรุงกำลังและออกฤทธิ์เป็นยากระษัย ช่วยคลายความปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อ แก้อาการนอนไม่หลับในช่วงเวลากลางคืน และยังมีสรรพคุณด้านการบำรุงหัวใจ โดยทำให้หลอดเลือดหัวใจขยายตัวมากขึ้น รักษาความดันโลหิตสูง บำรุงธาตุในร่างกายได้ดี ขับบิด

ในขณะที่ผู้หญิงรับประทานกระชายดำ จะช่วยบำรุงโลหิตให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น ผิวพรรณจึงแลดูผุดผ่องสดใส ขับประจำเดือนที่มาไม่ปกติให้ทำงานกลับมาปกติ แก้ปัญหาเกี่ยวกับระดูขาว แก้โรคมดลูกพิการหรือมดลูกที่หย่อนดล้อย บรรเทาอาการมือเท้าเย็น รักษาอาการเหน็บชาและปวดตามข้อต่างๆ

การเตรียมการก่อน ปลูกกระชายดำ

การเตรียมดิน

ใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดิน 200-400 กิโลกรัมต่อไร่ ไถกลบทิ้งไว้ 10-15 วัน ไถพรวน 2 ครั้งตากดินไว้ 3 สัปดาห์

การเตรียมพันธุ์

  • พันธุ์กระชายดำจำแนกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือสายพันธุ์ใบแดง มีเนื้อในเหงาสีเข้ม และสายพันธุ์ใบเขียว มีเนื้อในเหงาสีจาง กรมวิชาการเกษตรได้ขึ้นทะเบียนกระชายดำไว้ 2 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ภูเรือ 10 (สายพันธุ์ใบแดง) และภูเรือ 12 (สายพันธุ์ใบเขียว) สายพันธุ์ภูเรือ 10 เป็นพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุดและมีคุณภาพดี
  • ใช้หัวแก่จัด อายุ 1 1-12 เดือน เก็บรักษาในห้องเย็น 1- 3 เดือน

การปลูกกระชายดำ

วิธีปลูกกระชายดำ

  • ยกแปลงกว้าง 1.50 เมตร สูงประมาณ 25 เซนติเมตร ขุดหลุมลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร แล้วนำหัวพันธุ์ลงปลูกประมาณ 2-3 หัว กลบดินให้แน่น รดน้ำให้ชุ่มหัวกระชายดำจะมีหลายแง่ง ให้หักออกมาเป็นแง่งๆ ก่อนนำไปปลูก ควรทารอยแผลของแง่งที่ถูกหักออกมาด้วยปูนกินหมาก หรือจุ่มในน้ำยากันเชื้อรา แล้วผึ่งในที่ร่มจนหมาดหรือแห้งแล้วจึงนำไปปลูก

ระยะปลูก

  • ระยะห่างระหว่างต้น 30×30 เซนติเมตร ใช้หัวพันธุ์ประมาณ 200-250 กิโลกรัมต่อไร่

การดูแลรักษากระชายดำ

การใส่ปุ๋ย

  • ใช้ปุ๋ยคอกมูลไก่ผสมแกลบรองพื้น หรือใช้ปุ๋ยชีวภาพฉีดพ่นพร้อมกับการกำจัดวัชพืชและพรวนดินเมื่อมีใบ 2-3 ใบ และให้อีกครั้งเมื่อกระชายดำเริ่มออกดอก ไม่ควรใช้ปุ๋ยเคมีกับกระชายดำ

การให้น้ำ

  • ให้รดน้ำพอชุ่มแต่ไม่แฉะ และอย่าให้น้ำขัง

ปลูกกระชายดำ

โรคและศัตรูที่สำคัญ

วัชพืช : ไม่พบว่ามีวัชพืชใดทำให้เกิดความเสียหายรุนแรง หากพบให้ถอนทำลาย

โรค : โรคเหี่ยวหรือโรคหัวเน่า เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum จะทำให้ต้นมีอาการใบเหลือง ต้นเหี่ยว และหัวเน่าในที่สุด

การป้องกันกำจัด : หากพบโรคให้ถอนเก็บส่วนที่เป็นโรคเผาทิ้งทำลายนอกแปลงปลูก การป้องกันโรค ใช้ท่อนพันธุ์ที่ปลอดจากโรค ไม่ปลูกช้ำที่เดิม ปลูกหมุนเวียนทุกปีด้วยพืชตระกูลถั่ว หรือพืชหมุนเวียนอื่นๆ ในแหล่งที่มีการระบาดของโรค ให้อบดินฆ่าเชื้อในดินโดยใช้ยูเรีย และปูนขาว อัตรา 80:100 กิโลกรัมต่อไร่โรยและคลุกเคล้าดินในแปลงปลูก แล้วใช้พลาสติกสีดำคลุมแปลงอบดินไว้เป็นเวลา 3 สัปดาห์ก่อนปลูก

การปฏิบัติก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว

  • เก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 240 – 360 วัน สังเกตจากใบและลำต้นจะเริ่มเหี่ยวแห้งและหลุดออกจากต้น โดยใช้จอบหรือเสียมขุดหัวกระชายดำขึ้นมา
  • เคาะดินให้หลุดออกจากหัว จากนั้นตัดราก และนำไปล้างน้ำให้สะอาด ผึ้งลมให้แห้ง นำมาทำแห้งโดยทั่นเป็นชิ้นบางๆ นำไปตากแดด หรืออบให้แห้งโดยใช้เครื่องอบ ด้วยอุณหภูมิ 55 องศาเซลเชียส นำไปบรรจุถุงพลาสติกใส 2 ชั้น ปิดปากให้สนิท นำเข้าเก็บในห้องที่สะอาด ไม่อับชื้น มีอากาศถ่ายเทดี

ประโยชน์ของกระชายดำ

ในปัจจุบันนอกจากเราจะใช้กระชายดำเพื่อเป็นยาสมุนไพรทั้งแบบหัวสดและ แบบแห้ง ยังมีการนำไปบดเป็นผงบรรจุชองไว้ชงกับน้ำร้อนเพื่อใช้เป็นเครื่ องดื่มเสริมสุขภาพ “น้ำกระชายดำ” และยังนำมาทำเป็น “ลูกอมกระชายดำ” แต่ที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบันก็คือการนำมาทำเป็น “ไวน์กระชายดำ” หรือนำไปผลิตเป็นยาสมุนไพร “กระชายตำแคปซูล” (แคปชุลกระชายดำ), “กระชายดำผง”, “ยาน้ำกระชายดำ”หรือแปรรูปเป็น “กาแฟกระชายดำ”

แหล่งสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม

  • สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, เอกสารคู่มือการปลูก
  • สมุนไพรที่เหมาะสม. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก. 2553
  • สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, เอกสารคู่มือการปลูกพืซสมุนไพรเศรษฐกิจ. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์. 2548 ,http://it.doa.go.th/vichakan/news.php?newsid=22 , www.kasetbanna.com

บทความอื่นที่น่าสนใจ

เที่ยว!! สกายวอล์ค เชียงคาน จังหวัดเลย แลนด์มาร์คชมวิว สุดเสียว

เที่ยว!! สกายวอล์ค เชียงคาน จังหวัดเลย แลนด์มาร์คชมวิว สุดเสียว

สกายวอล์ค เชียงคาน

สกายวอล์ค เชียงคาน จังหวัดเลย


สกายวอล์คเชียงคานตั้งอยู่บนเนินเขาภูคกงิ้ว ภายในอำเภอเชียงคาน ใกล้กับบริเวณที่เป็นที่ประดษฐานของพระใหญ่ภูคกงิ้วซึ่งสร้างขึ้นโดยกองทัพภาคที่ 2 ร่วมกับประชาชนเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบ 6 รอบ และในมหามงคลแห่งราชพิธีราชาภิเษก ครบ 50 ปี

โดยหลังจากสร้างองค์พระใหญ่แล้ว ทางจังหวัดเลยก็ได้รับงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนในโครงการสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ จึงมีการจัดสร้างสกายวอล์คเชียงคานขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเลย โดยเริ่มก่อสร้างในวันที่ 14 มิถุนายน 2561 และเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา

ไฮไลท์ที่สำคัญ ก็คือ การได้ชมพระอาทิตย์ตก ในบรรยากาศของธรรมชาติ รายล้อมไปด้วยภูเขา ที่สวยงามของที่นี่นั่นเอง เปิดให้เข้าชม : 07.00-18.00 น. ค่าเข้าชม : ค่ารถขึ้น-ลง ราคา 20 บาท , รองเท้าสำหรับเข้าสกายวอล์ค 30 บาทต่อคู่

สกายวอล์ค

สกายวอล์ค เชียงคาน

สกายวอล์ค

สกายวอล์ค

ข้อมูลเพิ่มเติม
ที่อยู่: ตำบลปากตม อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย
เปิดให้เข้าชม: 07.00-18.00 น.
ค่าเข้าชม: ค่ารถขึ้น-ลง ราคา 20 บาท , รองเท้าสำหรับเข้าสกายวอล์ค 30 บาทต่อคู่
เว็บไซต์: www.facebook.com/สกายวอล์คเชียงคาน


บทความที่เกี่ยวข้อง

ปลูกคะน้า ไว้รับประทานในครัวเรือนใช้พื้นที่น้อย โตไว

ปลูกคะน้า ไว้รับประทานในครัวเรือนใช้พื้นที่น้อย โตไว

ปลูกคะน้า

คะน้า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brassica Oleracea Var alboglabra อยู่ในวงศ์กะหล่ำ (Cruciferac) หรือผักตระกูลกะหล่ำ มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชีย สายพันธุ์ที่นิยมปลูกในไทยเป็นคะน้าจีน มีทั้งคะน้าใบและคะน้ายอดหรือคะน้าก้าน โดยเฉพาะคะน้าฮ่องกงที่ถูกใจคนชอบกินก้านที่สุด โดยไทยสั่งเมล็ดเข้ามาปลูกและปรับปรุงพันธุ์ มี 3 พันธุ์ด้วยกัน ได้แก่

  • พันธุ์ใบกลม : มีลักษณะใบกว้างใหญ่ ปล้องสั้น ปลายใบมนและผิวใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ทนทานต่อดินฟ้าอากาศได้ดี ได้แก่ พันธุ์ฝางเบอร์ 1 ฝางเบอร์ 2 เป็นต้น
  • พันธุ์ใบแหลม : เป็นพันธุ์ที่มีลักษณะใบแคบกว่าพันธุ์ใบกลม ปลายใบแหลม ข้อห่าง ผิวใบเรียบ ได้แก่ พันธุ์ P.L.20 เป็นต้น
  • พันธุ์ยอดหรือก้าน : มีลักษณะใบเหมือนกับคะน้าใบแหลม แต่จำนวนใบต่อต้นมีน้อยกว่า ปล้องยาวกว่า ได้แก่ พันธุ์แม่โจ้ 1 เป็นต้น

วิธีการเพาะกล้า

  • การเตรียมแปลงเพาะ แปลงเพาะกล้าควรมีขนาดกว้าง 1 เมตร ส่วนความยาวตามความเหมาะสม
  • การเตรียมดินบนแปลงเพาะกล้า ควรขุดไถพรวนดินอย่างดี ตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน ย่อยหน้าดิน ให้ละเอียด แล้วใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วให้มาก คลุกเคล้าให้เข้ากับดินให้ทั่ว
  • การเพาะ หว่านเมล็ดให้กระจายสม่ำเสมอทั่วแปลง กลบเมล็ดด้วยดินหรือปุ๋ยคอกที่สลายตัวดีแล้วให้หนาประมาณ 0.6-1 เซนติเมตร คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้งบางๆ รดน้ำให้ชุ่มด้วยบัวรดน้ำ
  • การดูแลต้นกล้า ต้นกล้าจะงอกภายใน 7 วัน ควรดูแลต้นกล้า ถอนต้นที่อ่อนแอ ไม่แข็งแรง หรือเบียดกันแน่นทิ้งไป ผสมสารละลายสตาร์ทเตอร์โวลูชั่นในน้ำแล้วนำไปรด เพื่อให้ต้นกล้าแข็งแรงสมบูรณ์ ดูแลป้องกันโรคแมลงที่เกิดขึ้น เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 25-30 วัน จึงทำการย้ายไปปลูกในแปลงปลูกต่อไป

วิธีการ ปลูกคะน้า  มี 2 แบบ คือ

  • การหว่านเมล็ดพันธุ์ให้กระจายทั่ว ๆ แปลง : วิธีนี้เหมาะสำหรับแปลงปลูกแบบยกร่องมีคูน้ำล้อมรอบ ซึ่งขนาดของร่องแปลงผักกว้าง 5-6 เมตร หลังเตรียมดินแล้วปูฟางข้าวลงบนแปลง จากนั้นหว่านเมล็ดแล้วรดน้ำตามให้ชุ่ม วิธีนี้ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ1- 2 กิโลกรัมต่อไร่
  • การโรยเมล็ดแบบเป็นแถว : เหมาะสำหรับแปลงที่ยกร่องแปลงธรรมดาขนาดแปลงกว้างประมาณ 1 เมตร ร่องน้ำทางเดิน 0.5 เมตร โดยโรยเมล็ดให้ห่างกันพอสมควร ระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 20 เซนติเมตร กลบดินบาง ๆ คลุมด้วยฟางข้าวแล้วรดน้ำให้ชุ่ม ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 800 กรัมต่อไร่ เมื่อผักอายุ 15 – 20 วันให้ทำการถอนแยกครั้งแรก เลือกกล้าที่ไม่สมบูรณ์ออกเหลือระยะห่างระหว่างต้นประมาณ10 เซนติเมตร ถอนแยกครั้งที่ 2 เมื่อผักอายุประมาณ 25 วัน ให้เหลือระยะห่างระหว่างต้น 20 เซนติเมตร การถอนแยกแต่ละครั้งสามารถนำต้นคะน้ามาตัดรากออกส่งขายเป็นยอดผัก

การเตรียมแปลงปลูก มีวิธีการดังนี้

  • ขุดดินให้ลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร แล้วตากดินทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน จากนั้นนำปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วมาใส่ คลุกเคล้าให้เข้ากับดินเป็นการปรับปรุงสภาพทางกายภาพและเพิ่มความอุดม สมบูรณ์ของดิน
  • พรวนย่อยหน้าดินให้มีขนาดเล็ก โดยเฉพาะการปลูกแบบหว่านลงในแปลง เพื่อไม่ให้เมล็ดตกลงไปในดิน เพราะจะไม่งอกหรืองอกยากมาก ถ้าดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับปรุงดินให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม

ในการปลูกคะน้า นิยมหว่านเมล็ดลงบนแปลงปลูกโดยตรงมากกว่าย้ายกล้า โดยมีขั้นตอนดังนี้

  • หว่านเมล็ดให้กระจายทั่วทั้งผิวแปลงโดยให้เมล็ดห่างกันประมาณ 2-3 เซนติเมตร แล้วใช้ดินผสมหรือปุ๋ยคอกที่สลายตัวดีแล้วหว่านกลบเมล็ดให้หนาประมาณ 0.6-1 เซนติเมตร เพื่อเก็บรักษาความชื้นและป้องกันเมล็ดถูกน้ำกระแทกกระจาย
  • คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้งบางๆ รดน้ำให้ทั่วถึงและสม่ำเสมอ ต้นกล้าจะงอกภายใน 7 วัน
  • หลังจากต้นคะน้างอกแล้วประมาณ 20 วัน หรือต้นสูงประมาณ 10 เซนติเมตร ให้เริ่มถอนแยก โดยเลือกต้นที่ไม่สมบูรณ์ออก ทิ้งระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 10 เซนติเมตร ต้นอ่อนของคะน้าที่ถอนแยกออกมาในวัยนี้เมื่อเด็ดรากออกแล้วส่งขายตลาดเป็น ยอดผักได้
  • เมื่อคะน้ามีอายุประมาณ 30 วัน ให้ถอนแยกครั้งที่ 2 ให้เหลือระยะห่างระหว่างต้น 20 เซนติเมตร ต้นอ่อนของคะน้าที่ถอนแยกออกมาในวัยนี้เมื่อเด็ดรากออก แล้วส่งขายตลาดเป็นยอดผักได้ ในการถอนแยกคะน้าแต่ละครั้งควรกำจัดวัชพืชไปด้วย

ที่มา : withikaset.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เที่ยว!! หินสามวาฬ ภูสิงห์ บึงกาฬ ที่เที่ยวธรรมชาติสุด Unseen

เที่ยว!! หินสามวาฬ ภูสิงห์ บึงกาฬ ที่เที่ยวธรรมชาติสุด Unseen

หินสามวาฬ ภูสิงห์ บึงกาฬ


หินสามวาฬ เป็นกลุ่มหินอายุ หลายสิบล้านปีซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงดิบกะลา ป่าภูสิงห์ จังหวัดบึงกาฬ เป็นหน้าผาหินทรายขนาดใหญ่ลักษณะคล้ายกับวาฬพ่อแม่ลูกสามตัว หินสามวาฬเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับชมวิวและกางเต็นท์พักแรม ได้รวมถึง ด้านบน มีขนม ร้านกาแฟ

หินสามวาฬ ตั้งอยู่ในภูสิงห์ ตำบลโคกก่อง อำเภอบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ มีลักษณะเป็นโขดหินทรายขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายปลาวาฬ แยกออกเป็น 3 ก้อน ขนาดลดหลั่นกันไป มองดูแล้วคล้ายเป็นปลาวาฬ พ่อ-แม่-ลูก กำลังว่ายน้ำอยู่เคียงกัน สวยงามแปลกตามากๆ นอกจากนี้ยังเป็นจุดชมวิวและชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม มองเห็นผืนป่ากว้างไกลและยังเห็นแม่น้ำโขงอีกด้วย ซึ่งถ้าใครจะแวะเที่ยวที่นี่ในช่วงหน้าฝน ขอแนะนำให้เลือกใส่รองเท้าที่มีดอกยางเยอะๆ เกาะพื้นได้ดีซักหน่อย จะได้เดินเที่ยวสบายๆ ไม่ต้องกลัวลื่น

หินสามวาฬ

หินสามวาฬ

หินสามวาฬ

หินสามวาฬ

หินสามวาฬ

ที่ตั้ง ต.โคกก่อง อ.บึงกาฬ จ.บึงกาฬ ภูสิงห์
การเดินทาง : ถ้าใครนำรถส่วนตัวเป็นกระบะ 4×4 สามารถนำรถของตัวเองขึ้นไปได้เลย เพราะทางค่อนข้างสมบุกสมบัน แต่ถ้าไม่มีก็สามารถใช้บริการจากเจ้าหน้าที่ราคาคันละ 500 บาท นั่งได้หลายคนทีเดียว
ติดต่อโทร. 0817080734
พิกัด GPS : https://goo.gl/maps/8SPdEiYphNS75LFx9


บทความที่เกี่ยวข้อง

เปิดวิธีดู โฉนดที่ดินครุฑแดง ว่าดูกันยังไง มีอะไรบ้าง

เปิดวิธีดู โฉนดที่ดินครุฑแดง ว่าดูกันยังไง มีอะไรบ้าง

โฉนดที่ดินครุฑแดง

โฉนดที่ดินครุฑแดง


โฉนดที่ดิน ถือเป็นเอกสารสำคัญในการแสดงกรรมสิทธิ์บนที่ดินนั้นๆ ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับโฉนดทีดินกัน ว่าแต่ละจุดมีความหมายยังไงบ้าง

โฉนดครุฑแดง คือ เป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ที่ชัดเจนที่สุด ออกโดยกรมที่ดินตามประมวลกฎหมาย ผู้ถือครองมีกรรมสิทธิ์ 100% มีสิทธิ์ในการใช้สอย ทำกิน อยู่อาศัย และใช้ประโยชน์เต็มรูปแบบ สามารถซื้อ ขาย โอน จำนอง ได้ ถูกต้องตามกฏหมาย มีระวางรูปถ่ายทางอากาศ เนื้อที่ ขอบเขต และขนาดที่ดินชัดเจน

1. ตำแหน่งที่ดิน

  • ระวาง : เลขแผนที่ดิน ที่โฉนดแปลงนี้ตั้งอยู่ ต้องตรวจสอบทุกครั้งเพื่อทราบการเปลี่ยนแปลงของที่ดินโดยรอบ
  • เลขที่ดิน : ตำแหน่งที่ดินในแผนที่ระวาง ช่วยค้นหาตำแหน่งได้ง่ายและรวดเร็ว
  • หน้าสำรวจ : ลำดับการจัดทำโฉนดของแต่ละตำบล
  • ตำบล : ที่ดินนั้นตั้งอยู่ในตำบลใด?

2. โฉนดที่ดิน

  • เลขที่ : เลขที่โฉนดแปลงนั้น ใช้ทำนิติกรรมกับสำนักงานที่ดิน
  • เล่ม : เลขแฟ้มของสำนักงานที่ดิน ที่รวมโฉนดไว้ ระบุเลขหน้าชัดเจนให้ง่ายต่อการสืบค้น
  • อำเภอ : ที่ดินนั้นตั้งอยู่อำเภอใด
  • จังหวัด : ที่ดินนั้นตั้งอยู่จังหวัดใด

3. ชื่อ-ที่อยู่ เจ้าของที่ดินคนแรก ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในปัจจุบันอยู่ด้านหลัง

4.เนื้อที่ ที่ดินแปลงนี้ หากมีการแบ่งพื้นที่ แยกโฉนดออกไป ตัวเลขนี้จะไม่ถูกแก้ไข ให้ดูที่ตัวเลขด้านหลังโฉนด

5. ตำแหน่งทิศ ตัวอักษร น แสดงทิศเหนือ ใช้ดูว่าที่ดินตั้งอยู่ทิศใด

6. มาตราส่วน

เพื่อเทียบมาตราส่วนการวัดที่ดินจริง
วิธีคำนวณ
เช่น มาตราส่วน 1 : 4000 ใช้ไม้บรรทัดวัดในโฉนดได้ 12 มิลลิเมตร (12×4000 = 48,000 มม. หรือ 48 เมตร)

7. รูปที่ดิน ลายเส้นแสดงขนาดตามอัตราส่วนในโฉนด มีตัวเลข ตัวหนังสือหลักหมุด เขียนกำกับไว้ ตรงกลางมีเลขที่ที่ดินข้างเคียง

8. วันออกโฉนดและลายเซ็นเจ้าพนักงาน

  • ระบุ วัน เดือน ปีพ.ศ.
  • ลายเซ็นเจ้าพนักงานที่ดิน
  • ประทับตราราชการ

9. ด้านหลังโฉนด : บอกความเป็นมาของที่ดินตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน

  • การเปลี่ยนโอนกรรมสิทธิ์
  • ภาระผูกพันธ์ที่ดิน
  • เจ้าของที่ดินในปัจจุบัน

* ทุกการเปลี่ยนแปลงต้องประทับตรา พร้อมลายเซ็นเจ้าหน้าที่ทุกครั้ง *

โฉนดที่ดินครุฑแดง

ข้อมูล สำนักงานกิจการยุติธรรม/ terrabkk.com

การเพาะเลี้ยงไรแดง ในบ่อดินและบ่อซีเมนต์

การเพาะเลี้ยงไรแดง ในบ่อดินและบ่อซีเมนต์

การเพาะเลี้ยงไรแดง

การเพาะเลี้ยงไรแดง


ไรแดง เป็นอาหารธรรมชาติที่ดีสำหรับการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนโดยเฉพาะสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ทั้งปลาสวยงาม และ ปลาเศรษฐกิจ เช่น ปลาปอมปาดัวร์ ปลากัด กุ้งก้ามกราม ปลากะพง ปลาบึก ปลาเทโพ ปลาเทพา และ ปลาดุกอุย เป็นต้น ในอดีตไรแดงส่วนใหญ่รวบรวมได้จากแหล่งน้ำโสโครกตามบ้านเรือน โรงฆ่าสัตว์ หรือ โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีปริมาณไม่แน่นอน ปัจจุบันไรแดง จากธรรมชาติมีปริมาณลดลง เพราะสภาพสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เปลี่ยนไปในขณะที่ความต้องการไรแดงกลับเพิ่มขึ้น ทำให้ประสบปัญหาการขาดแคลนไรแดงในการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนมากขึ้น ซึ่งมีผลโดยตรงกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกรมประมงได้ศึกษาวิจัยและประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงไรแดง ซึ่งเป็นการลดปัญหาการขาดแคลนไรแดง และช่วยส่งเสริมการพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงไรแดง และการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ปัจจัยสำคัญต่างๆ ในการเพาะไรแดง

การเพิ่มผลผลิตของไรแดงในบ่อนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการพลังงานจากแสงแดดเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ที่ทำให้ขบวนการต่าง ๆ ในภาพ ดำเนินไปด้วยดี ปุ๋ยและอาหารต่างๆ จะถูกย่อยสลายโดยบักเตรี ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อการแพร่ขยายของน้ำเขียว อีกทั้งยังทำให้เกิดขบวนการสังเคราะห์แสง ซึ่งจะใช้ของเสียต่างๆจำพวกแอมโมเนีย คาร์บอนไดออกไซด์ และอื่น ๆ ที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต ทำให้คุณสมบัติของน้ำดีขึ้น การหมุนเวียนของน้ำจะเพิ่มปริมาณ ออกซิเจนในน้ำซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อไรแดง การเพิ่มปริมาณน้ำเขียวมากขึ้นและการใส่ยีสต์ก็สามารถช่วยในการเพิ่มผลผลิตของไรแดงได้อย่างมหาศาล เช่นเดียวกัน

ประเภทของไรแดง

ไรแดงมีการสืบพันธุ์ 2 แบบ คือ การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศและการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยไรแดงจะมีการสืบพันธุ์แบบใดนั้นจะขึ้นกับสภาพแวดล้อมในขณะนั้นเป็นตัวแปรสำคัญ ดังนี้

  • การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ คือ การที่ไรแดงเพศเมียไข่ แล้วฟักเป็นตัวโดยไม่ต้องผสมกับไรแดงเพศผู้ จะเกิดในกรณีที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม โดยปกติไรแดงจะมีอายุอยู่ได้ 4-6 วัน ในระหว่างที่มีชีวิตอยู่สามารถแพร่พันธุ์ได้ 1-5 ครั้ง หรือเฉลี่ย 3 ครั้งๆ ละ 19-23 ตัว
  • การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เป็นการสืบพันธุ์ที่เกิดขึ้นในสภาวะที่ผิดปกติ เช่น อุณหภูมิสูงหรือต่ำ ความเป็นกรดด่าง หรือสภาวะขาดแคลนอาหารในสภาพเหล่านี้ ไรแดงจะเพิ่มปริมาณเพศผู้มากขึ้น และไรแดงเพศเมียจะสร้างไข่อีกชนิดหนึ่งขึ้น ซึ่งต้องได้รับการผสมพันธุ์จากเพศผู้ แล้วสร้างเปลือกหุ้มหนา แม่ 1 ตัว จะให้ไข่ ประเภทนี้ 2 ฟอง หลังจากนั้นตัวเมียจะตาย เนื่องจากสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมไข่จะถูกทิ้งไว้บริเวณกันบ่อ ไข่เปลือกที่เข็งแรงหนาแบบนี้จะช่วยให้ทนต่อสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้นาน และไข่จะฟักออกเป็นตัว ต่อเมื่อมีสภาวะที่เหมาะสมและอาหารที่อุดมสมบูรณ์แล้ว

ที่มา : facebook หัวเชื้อน้ำเขียว – Chlorella สำหรับเพาะไรแดง

วิธีการเพาะเลี้ยงไรแดง

การเพาะไรแดงไม่ว่าเป็นรูปแบบใดต้องเริ่มต้นจากการเตรียมอาหารที่ดีสำหรับไรแดง คือขั้นตอนการเตรียมน้ำเขียว ซึ่งประกอบไปด้วยแพลงก์ตอนพืชที่เป็นอาหารสำคัญของไรแดง การเลี้ยงไรแดงสามารถดำเนินการได้ 2 รูปแบบ คือ การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงในบ่อดิน  ซึ่งแต่ละรูปแบบมีขั้นตอนและวิธีการเลี้ยง ดังนี้

การเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อซีเมนต์

วิธีการเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อซีเมนต์ มี 5 ขั้นตอน ซึ่งแต่ละขั้นตอน ในการปฏิบัติจะมีผลต่อปริมาณ และระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ยาวนานขึ้น ดังต่อไปนี้

  • ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมบ่อผลิต กรณีบ่อใหม่ (บ่อซีเมนต์ ขนาด 3×3 และ 3×4 เมตร) จะต้องล้างบ่อให้อยู่ โดยแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 1-3 สัปดาห์ แล้วระบายน้ำทิ้ง ถ้าต้องการลดระยะเวลาให้ใช้กรดน้ำส้มเทียมผสมน้ำในบ่อดินให้เต็ม แช่ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 วัน แล้วระบายน้ำทิ้ง และเปิดน้ำใหม่แช่ทิ้งไว้อีก 24 ชั่วโมง ส่วนบ่อเก่าต้องล้างบ่อแล้วตากบ่อให้แห้ง พื้นก้นบ่อของบ่อไรแดงควรฉาบและขัดมันเพื่อความสะดวกในการหมุนเวียนของน้ำ เพื่อป้องกันการตกตะกอนของน้ำเขียว บ่อซีเมนต์ควรมีทางน้ำเข้าและน้ำออกเพื่อความสะดวกในการเพาะ การล้าง และการเก็บเกี่ยวไรแดง ทั้งนี้การสร้างบ่อซีเมนต์ต้องอยู่กลางแจ้งไม่มีหลังคา
  • ขั้นตอนที่ 2  การระบายน้ำ ระดับน้ำที่ใช้ประมาณ 20-30 เซนติเมตร (เมื่อน้ำเริ่มเขียว หรือลงอาหารไปแล้ว จึงเพิ่มน้ำให้ได้ 60 ซนติเมตร)
  • ขั้นตอนที่ 3  การเตรียมอาหาร น้ำปูนขาวละลายน้ำสาดลงบ่อเพาะไรแดง ปล่อยทิ้ง 1 วัน น้ำปุ๋ย รำ กากน้ำตาล ผสม สาดลงบ่อ เพาะไรแดงแล้วจึงค่อยๆ กวนน้ำในบ่อเพาะทุกวัน เพื่อป้องกันตกตะกอน ประมาณ 3-5 วัน น้ำจึงเริ่มออกสีเขียว
  • ขั้นตอนที่ 4  การลงพันธุ์ไรแดง เติมพันธุ์ไรแดง ไรแดง 30-40 กรัมต่อตารางเมตร
  • ขั้นตอนที่ 5  การเก็บเกี่ยวผลผลิต การเก็บเกี่ยวผลผลิตให้เก็บเกี่ยวเพียงวันละครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั้งหมดคือ ครั้งแรก วันที่ 3 หรือ 5 หลังจากเติมแม่พันธุ์ไรแดงการเติมอาหาร ให้เติมอาหารหมักที่แล้ว 1 ใน 3 ของครั้งแรกทุกวันโดยสังเกตุปริมาณผลผลิตไรแดงในบ่อ

การเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อดิน

บ่อดินที่จะใช้เพาะเลี้ยงไรแดง ควรมีขนาดประมาณ 200-800 ตารางเมตร โดยวิธีดำเนินการดังนี้

  • กำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการภายในบริเวณบ่อและศัตรูต่างๆ ของไรแดงประมาณ 2 วัน
  • กรองน้ำลงบ่อให้มีระดับน้ำสูงจากพื้นบ่อประมาณ 25 40 เซนติเมตร พร้อมกับเติมปุ๋ยและอาหารลงไป สูตรอาหารที่ใช้มีดังนี้

  • ถ้าไม่มีอามิ-อามิ ให้ใช้ มูลไก่ประมาณ 80 กก./800 ตารางเมตร แล้วใส่น้ำเขียวประมาณ 2 ตัน ถ้าไม่มีน้ำเขียวก็หมักทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน
  • เมื่อน้ำในบ่อมีสีเขียวแล้วให้เติมเชื้อไรแดงอย่างดีประมาณ 2 กิโลกรัม
  • เริ่มเก็บเกี่ยวไรแดงได้ใน วันที่ 4-7 ควรเก็บเกี่ยวไรแดงให้ได้มากที่สุด (ควรเก็บเกี่ยวในช่วงเข้าก่อนพระอาทิตย์จะขึ้นจะเก็บเกี่ยวได้สะดวกและได้ปริมาณมาก)  หลังจากนั้นไรแดงจะเริ่มลดลง จึงควรเติมอาหารลงไป อาหารที่ควรเดิมในระยะนี้วรจะเป็นพวกย่อยสลายเร็ว เช่น น้ำถั่วเหลือง น้ำเขียว รำ เลือดสัตว์ ปียวิทยาศาสตร์และปุ้ยคอกเป็นต้น โดยเติมอาหารลดไปจากเดิมครึ่งหนึ่ง ไรแดงจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นอีกภายใน2-3 วัน และจะกลับลดลงไปอีกก็ให้เติมอาหารลงไปเท่ากับครั้งที่ 2 ในกรณีนี้การเกิดไรแดงจะลดจำนวนลงมากถึงจะเติมลงไปอีก

วิธีการทำน้ำเขียวสำหรับเลี้ยงไรแดง

หัวเชื้อน้ำเขียวเกิดจาก น้ำไปโดนแสงแดดจัด เช่นน้ำที่เลี้ยงปลาที่เกิดจากการตากแดด สามารถนำมาเป็นหัวเชื้อน้ำเขียวได้ครับ หลังจากหาได้แล้วมาเริ่มขั้นตอนการทำหัวเชื้อน้ำเขียว สำหรับเลี้ยงไรแดง

  •  อามิอามิ (กากผงชูรส) หรือ , กากน้ำตาล สามารถใช้อย่างใดอย่างหนึ่งทดแทนกันได้
  • ปุ๋ยยูเรีย
  • ปุ๋ยนา สูตร -15-15-15 ถ้าไม่มีปุ๋ยนาสูตรทั่วไปสามารถทดแทนกันได้
  • อาหารปลาดุก หรือ รำละเอียด หรือ ปลาป่น อย่างใดอย่างหนึ่งสามารถทดแทนกันได้ (ปูนขาว ใส่ก็ได้ ไม่ใสก็ได้)

ขั้นตอน การทำน้ำเขียว

นำส่วนผสมทั้งหมด อย่างละเท่าๆกัน 1 แก้ว ประกอบไปด้วย

  • กากน้ำตาล 1 แก้ว
  • ปุ๋ยยูเรีย 1 แก้ว
  • ปุ๋ยนา 1 แก้ว
  • รำละเอียด 1 แก้ว
  • ปูนขาว 1 แก้ว

นำทั้งหมด ผสมให้เข้ากัน หลังจากนั้น เตรียมน้ำที่จะทำน้ำเขียว พยายามเอาบ่อไว้กลางแดดจัดๆ เตรียมน้ำ เปล่าสะอาดไว้ 1/4 ของบ่อ  แล้วนำส่วนผสมทั้งหมดที่เตรียมไว้ กรองผ่านที่ตักปลาหรือกระช้อนลงบน บ่อที่เตรียมจะทำน้ำเขียว

หลังจากนี้ รอประมาณ 2-3 วัน น้ำจะเริ่ม เขียว ระหว่างนี้ พยายามขนน้ำปล่อยๆ ตามเวลาที่ว่างครับพอน้ำเริ่มเขียวได้ที่มีกลิ่นแอมโมเนียฉุนๆ ให้เติ่มน้ำให้เต็มบ่อที่ทำน้ำเขียว หรือ 3/4 ของบ่อ หลังจากนั้นรออีกประมาณ 1-2 วัน กลิ่น แอมโมเนียจะเริ่มหายหาหัวเชื้อไรแดง มาปล่อยลงได้เลย มีเท่าไร ใส่เท่านั้นไม่ต้องใส่เยอะก็ได้  ใช้เวลาหลังจากที่ปล่อยหัวเชื้อไรแดงลงไปในบ่อที่ทำน้ำเขียวไว้ 2-3 วัน ไรแดงจะเต็มบ่อครับ น้ำจะเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาล

การนำไรแดงมาใช้ประโยชน์

การนำไรแดงมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไรแดงที่ได้จากบ่อผลิตในลักษณะนี้จะมีเชื้อโรคที่ทำอันตรายกับสัตว์น้ำน้อยกว่าไรแดงที่ได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติแต่เพื่อความมั่นใจจึงควรล้างด้วยสารละลายด่างทับทิม 0.1 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ซึ่งจะได้สารละลายสีชมพูอ่อน สารละลายนี้จะเพิ่มออกชิเจนให้กับไรแดงและน้ำด้วย เพราะด่างทับทิมเมื่อละลายน้ำจะให้ออกซิเจนในน้ำ

ที่มา : facebook หัวเชื้อน้ำเขียว – Chlorella สำหรับเพาะไรแดง

สำหรับปริมาณไรแดงที่ใช้ในการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน ให้ใช้ในปริมาณ 500-800 กรัม/ลูกปลา จำนวน 100,000 ตัว/วัน โดยแบ่งอาหารให้ 4-5 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 4-6 ชั่วโมง ระวังอย่าให้มีลูกไรแดงเหลือลอยอยู่เพราะลูกไรแดงส่วนมากจะตาย หมักหมมอยู่บริเวณพื้นบ่อ การอนุบาลลูกปลาตั้งแต่ไข่แดงยุบในระยะเวลา 2 สัปดาห์ จะทำให้ได้ลูกปลาดุกอุยขนาดเฉลี่ย 2 เชนติเมตร ในการอนุบาลปลา อาจใช้อาหารสำเร็จรูป เมื่อลูกปลามีอายุได้ 8-10 วัน โดยให้พร้อมกับไรแดงแล้วค่อยๆ ลดปริมาณไรแดงลงและเพิ่มปริมาณอาหารสำเร็จรูป จนกระทั่งลูกปลาสามารถกินอาหารสำเร็จรูปได้ทั้งหมด

ต้นทุนและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของการเลี้ยงไรแดง

ไรแดงสดที่มีชีวิตจะมีราคาสูง ก็โลกรัมละ 80 – 100 บาท ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและไรแดงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่มีปริมาณน้อยลง เนื่องจากแหล่งเกิดไรแดงตามธรรมชาติลดลง แต่ความต้องการไรแดงเพิ่มขึ้น คาดว่าการผลิตไรแดง เพื่อจำหน่ายเป็นอาชีพที่สามารถทำรายได้ให้เกษตรกรได้ดีอีกอาชีพหนึ่ง

เอกสารอ้างอิง

  • จิรศักดิ์ ตั้งตรงไพโรจน์. 2542. คลีนิคสัตว์น้ำ : การผลิตไรแดงเพื่อนุบาลสัตว์น้ำ
  • วัย อ่อน (จบ ). มติชนบท เทคโนโลยีชาวบ้าน ปีที่ 11 ฉบับที่ 219. หน้า 75-76.
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดนราธิวาส. 2559. การเพาะเลี้ยงไร แดง.
  • ศุภชัย นิลวานิช. 2541. เทคโนโลยีการประมง. เพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อดิน งานเสริมรายได้ของเฮีย ตี๋ นครชัยศรี. มติชนบท เทคนโลยีชาวบ้าน ปีที่ 11 ฉบับที่ 203. หน้า 71-72.
  • สำรวจ เสร็จกิจ. 253 1. การทดลองผลิตไขไรแดง. วารสารการประมง ปีที่ 41 ฉบับที่ 5. หน้า 481- 483.
  • สันทนา ดวงสวัสดิ์. 2529. ชีวประวัไรแดง. วารสารการประมง ปีที่ 34 ฉบับที่ 5. หน้า 553-557
  • เอกสารเผยแพร่ศูนย์เรียนรู้ด้านการประมง.2549. การเพาะเลี้ยงไรแดง. กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • http://www.lovebettafish.com/วิธีการทำน้ำเขียวสำหรับเลี้ยงไรแดง และการเพาะขยายพันธุ์ไรแดง

 

การเลี้ยงกบในล้อรถยนต์ หรือ เลี้ยงกบคอนโด ต้นทุนน้อยประหยัดพื้นที่

การเลี้ยงกบในล้อรถยนต์ หรือ เลี้ยงกบคอนโด ต้นทุนน้อยประหยัดพื้นที่

เลี้ยงกบคอนโด

สวัดดีครับ วันนี้จะพามาทำความรู้จักกับการ  เลี้ยงกบคอนโด” หรือ “การเลี้ยงกบในล้อรถยนต์” สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเพาะเลี้ยงสัตว์ไม่ว่าจะเป็นอาชีพหลัก หรือเป็นงานอดิเรกเวลาว่างก็ตามครับ ซึ่งในบทความนี้ เราจะมาพูดถึงเรื่องของการเลี้ยงกบคอนโดกันครับ รวมทั้งวิธีการหาช่องทางการจำหน่าย ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่มีเนื้อที่ในการเลี้ยงกบที่จำกัดนั้น  การเลี้ยงกบในล้อรถยนต์  ถือได้ว่าตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียวครับ การจัดการก็ง่ายสะดวกสบายเลยทีเดียว

เลี้ยงกบคอนโด

การเลี้ยงกบในล้อรถยนต์ หรือ เลี้ยงกบคอนโด เป็นการนำเอายางรถยนต์เก่ามาเรียงซ้อนกันประมาณ 3 ชั้น แล้วใส่น้ำในล้อรถยนต์เล็กน้อยเพื่อที่กบจะได้เข้าไปอาศัย ทำให้ประหยัดเนื้อที่และงบประมาณมากกว่าการสร้างบ่อซีเมนต์

การเลือกสถานที่เพาะเลี้ยงกบ

สำหรับพื้นที่หรือบริเวณที่เราจะเลี้ยงกบนั้นเป็นสิ่งสำคัญควรเลือกพื้นที่ ที่มีแสงรำไรไม่ร้อนมาก ไม่ควรวางตากแดดและ ควรห่างจากเสียงรบกวนพอสมควรเพื่อกบจะได้พักผ่อนและเติบโตเร็วกบจะได้ไม่เครียด

ปัจจัยที่จำเป็นต้องใช้ในการเพาะเลี้ยงกบ

สำหรับวัสดุอุปกรณืที่จำเป็นในการเลี้ยงกบคอนโดนั้นประกอบไปด้วย

  • ยางรถเก่า ใช้จำนวน 3 เส้น ต่อ 1 บ่อ เลี้ยง ใช้จำนวนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับพื้นที่
  • ทรายหยาบ
  • ตะแกรงขนาดที่สามารถปิดด้านบนยางรถได้ เพื่อป้องกันกบกระโดดออก
  • ปูนขาว
  • พันธุ์กบ ควรเลือกกบนาเพราะเจริญเติบโตเร็ว และเป็นที่นิยมของผู้บริโภค

เลี้ยงกบคอนโด

ขั้นตอนการทำ

  • เริ่มจากการจัดเตรียมพื้นที่ในการวางยางรถเก่า ควรเป็นพื้นที่ราบเสมอ มีแสงแดดส่องรำไร เมื่อได้พื้นที่แล้ว ให้ผู้เลี้ยงทำการปรับพื้นที่ โดยการนำทรายหยาบถมหนาประมาณ 3 นิ้ว
  • เมื่อเราเตรียมพื้นที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้เรานำยางรถที่เราเตรียมไว้ จำนวน 3 เส้น วางซ้อนกันขึ้นไปเป็นคอนโด แล้วใส่น้ำด้านในยางรถชั้นที่ 1 และ 2 และควรถ่ายน้ำทุก 3 วัน
  • แล้วปล่อยกบที่เราได้เตรียมไว้ลงในยางรถ สำหรับอัตราการปล่อยกบนั้นจะขึ้นอยู่กับขนาดยางรถยนต์ (ต่อ 3 เส้น) ยางรถแทรกเตอร์ : 100 ตัว ยางรถสิบล้อ : 50 ตัว ยางรถหกล้อ : 30 ตัว ยางรถสี่ล้อ : 20 ตัว (จากที่กล่าวมาเป็นอัตราการปล่อยแบบคร่าวๆ เท่านั้น) แล้วนำตะแกรงมาปิดด้านบนคอนโด เพื่อป้องกันกบกระโดดออก

การให้อาหารกบ

สำหรับการให้อาหารกบนั้นเราควรให้วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น สำหรับอาหารที่ให้ ได้แก่ ปลาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ปูนา (ที่เด็ดขาเด็ดก้ามแล้ว) หอยโข่ง (ทุบเปลือกออกให้เฉพาะเนื้อใน) อาหารเม็ดสำเร็จรูปที่ใช้เลี้ยงปลาดุกโดยวางภาชนะใส่อาหารไว้ในถาดด้านล่างคอนโด

ระยะเวลาที่เลี้ยง

            ใช้ระยะเวลาเลี้ยง 3-4 เดือน  ก็ได้ขนาด  4-6  ตัว / กิโลกรัม

ข้อดีของการเลี้ยงกบคอนโด

  • เลี้ยงในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่จำกัดได้ดี และดีกว่าการเลี้ยงแบบใส่ขวดพลาสติกฃ
  • ลงทุนต่ำ กว่าเลี้ยงในบ่อปูน
  • ให้อาหารกบได้ง่ายและทั่วถึง ไม่เปลืองอาหาร
  • ควบคุมโรคได้ง่าย ถ่ายน้ำสะดวก และใช้น้ำน้อยกว่า
  • เหมาะกับผู้เริ่มทดลองเลี้ยงเพื่อศึกษา ไม่หวังผลกำไร

ข้อเสีย

  • ยากต่อการสังเกตและดูแล หากเลี้ยงในปริมาณมากๆ
  • ไม่เหมาะกับการเลี้ยงจริงจังเชิงพาณิชย์ ที่ต้องมีปริมาณผลผลิตต่อเดือนสูง

ข้อควรระวัง

  • การเลี้ยงกบคอนโด  จะต้องวางคอนโดในบริเวณที่มีแสงรำไร  (อย่าวางตากแดดเพราะยางจะร้อน  ทำให้น้ำร้อนไปด้วย)  อายุของกบที่นำมาเลี้ยงถ้ามีอายุเกิน  90 วัน  ไปแล้วจะพบปัญหาเรื่องกบเครียด
  • การผสมพันธุ์แต่ละรุ่นควรเปลี่ยน  พ่อพันธุ์ตลอดเพื่อป้องกันปัญหาเลือดชิด
  • การปล่อยกบเพื่อเลี้ยง จำเป็นต้องคอยคัดขนาดของกบให้มีขนาดเท่า ๆ กัน เนื่องจากกบขนาดใหญ่จะรังแกและกัดกินกบเล็ก
  • แนะนำให้ปล่อยในช่วงเช้าตรู่ หรือช่วงเย็น เนื่องจากอากาศไม่ร้อนเกินไป และปริมาณของอาหารที่ให้ เกษตรกรควรสังเกตการกินของกบ โดยปกติกบจะกินอาหารหมดภายใน 20 นาที หากนานกว่านั้นแปลว่าให้อาหารในปริมาณที่มากเกินความต้องการ และให้ในภาชนะที่จัดเตรียมไว้ในกระชัง ไม่โยนให้ทั่วกระชัง เนื่องจากจะทำให้กระชังสกปรก และควรทำความสะอาดภาชนะทุกครั้ง
  • ใช้ไฟส่องล่อแมลง เพื่อให้เป็นอาหารเสริมของกบ หมั่นสังเกตสภาพของกบที่เลี้ยง หากกบมีแผลท้องบวม เบื่ออาหาร ควรจับแยกออกมาเลี้ยงเพื่อสังเกตอาการ และรักษาตามอาการ

ต้นทุน

  • อาหารปลาดุกเล็ก 1 กิโลกรัม    100  บาท
  • อาหารปลาดุกใหญ่ 1 กระสอบ  390  บาท
  • รวม                                            490  บาท

จับกบขายได้ประมาณ 25 กิโลกรัม ๆ ละ 50  บาท     เป็นเงิน  1,250  บาท

หักค่าใช้จ่ายแล้วจะได้กำไร  750  บาท/1 ชุด (3  ล้อ)

ขอบคุณที่มา : www.withikaset.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล บรรยากาศมีกลิ่นอายญี่ปุ่น อบอุ่น หน้าอยู่ โทนน้ำตาลขาว

บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล บรรยากาศมีกลิ่นอายญี่ปุ่น อบอุ่น หน้าอยู่ โทนน้ำตาลขาว

บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล

บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล


บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล เป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะเป็นสไตล์ที่เน้นความเรียบง่าย สะอาดตา และให้ความรู้สึกผ่อนคลาย บ้านสไตล์นี้มักใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ หิน และผ้าลินิน อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการจัดวางเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งอย่างมีระเบียบ เพื่อให้บ้านดูโปร่งโล่งและสบายตา
ซึ่งวันนี้เราได้นำ  บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอลสไตล์นอร์ดิกโทนสีขาว รูปทรงสวยโดดเด่น  เป็นผลงานการออกแบบของทาง “หลองข้าว”จากเพจ Lhong Khao Architecture&Construction  พิกัด บ้านวังผู อ.แม่พริก จ.ลำปาง พื้นที่ใช้สอยรวมทั้งหมด 159 ตรม.  มาให้ทุกท่าชมเพื่อเป็นแนวทาง จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ที่มาและรูปภาพ : Lhong Khao Architecture&Construction
เรียบเรียงโดย : Esanbanna.com

บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล

สำหรับบ้านหลังนี้นั้นมีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งตัวบ้านนั้นถูกเลือกใช้สีขาวเป็นหลักตัดสีของลายไม้ ตัวบ้านถูกยังสูงขึ้นประมาณ 60-70 ซม. บันไดทางขึ้นหน้าบ้านขนาดใหญ่ สำหรับประตูบ้านนั้นเลือกใช้ประตูกระจกขนาดใหญ่ เพื่อให้บ้านดูเป็นสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล

บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล

บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล

ด้านข้างของตัวบ้านนั้นถูกออกแบบพื้นที่ให้มีทางเดินรอบบ้าน และปูด้วยกระเบื้องโทนสีน้ำตาลออกลายไม้สวยงามและเพิ่มความสะดวกสบายให้เจ้าของบ้านด้วย

บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล

ข้อดีของบ้านสไตล์มินิมอล

  • ช่วยให้บ้านดูกว้างและโปร่งสบายตา
  • ช่วยให้บ้านดูสะอาดและเรียบร้อย
  • ช่วยให้บ้านดูมีระเบียบและง่ายต่อการทำความสะอาด
  • ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน

บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล

บริเวณข้างบ้านถูกออกแบบให้มีการติดตั้งกระจกแบบใส เพื่อให้สามารถรับแสงสว่างจากภายนอกได้อย่างทั่วถึง ซึ่งช่วยทำให้บรรยากาศภายในบ้านอยู้แล้วรู้สึกไม่อึดอัด

ภายในตัวบ้านเมื่อเราเปิดประตูเข้ามาจะเจอห้องโถงขนาดใหญ่ยาว เน้นโทนสีขาวตัดกระเบื้องลายไม้และยังมีชุดโชฟาสำหรับรับแขก ด้านบนเป็นฝ้าเรียบติดโคมไฟแบบหลุมเพิ่มแสงสว่างได้เป็นอย่างดี

ภายในถูกตกแต่งด้วยโทนสีขาว ตัดกับโคมไฟโทนสีอบอุ่น จึงทำให้บรรยากาศภายในบ้านดูโปร่งโล่ง อากาศถ่ายเทได้อย่างสะดวก รู้สึกสบายๆ ทุกครั้งที่ได้เข้ามา

สำหรับห้องน้ำนั้น ภายในห้องน้ำ จะมีการเลือกใช้กระเบื้องหินอ่อนผนังที่เป็นลายสีเทาตัดขาว และมีการจัดวางองค์ประกอบภายในได้อย่างเป็นสัดส่วน ซึ่งน่าใช้งานมากๆ  ส่วนกระเบื้องพื้นเป็นสีเทาอ่อนๆ ทำให้ดูแลทำความสะอาดได้ง่าย

บ้านสไตล์มินิมอลสามารถตกแต่งได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความชอบและสไตล์ของแต่ละคน ตัวอย่างบ้านสไตล์มินิมอล เช่น

  • บ้านสไตล์มินิมอลแบบญี่ปุ่น เน้นการใช้โทนสีอ่อนๆ เฟอร์นิเจอร์ไม้ และวัสดุธรรมชาติ
  • บ้านสไตล์มินิมอลแบบนอร์ดิก เน้นการใช้โทนสีอ่อนๆ เส้นสายเรียบง่าย และวัสดุไม้
  • บ้านสไตล์มินิมอลแบบโมเดิร์น เน้นการใช้โทนสีเรียบๆ เส้นสายตรง และวัสดุสมัยใหม่

หากต้องการตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอล ควรคำนึงถึงหลักการตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลเป็นหลัก เพื่อให้บ้านออกมาดูเรียบง่าย สบายตา และน่าอยู่

สำหรับใครที่สนใจและ สามารถติดต่อเจ้าของผลงานได้โดยตรงตามช่องทางการติดต่อด้านล่างนี้

facebook : Lhong Khao Architecture&Construction
สนใจสอบถามรายละเอียด
: inbox หรือ 083-7941648


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ