“เลี้ยงแหนแดงในกะละมัง” สร้างรายได้ง่าย ๆ ภายใน 7-10 วัน

“เลี้ยงแหนแดงในกะละมัง” สร้างรายได้ง่าย ๆ ภายใน 7-10 วัน

เกษตรสัญจรพาไปชม เทคนิค “เลี้ยงแหนแดงในกะละมัง” ที่ใช้เวลาเพียงแค่ 7 – 10 วัน ก็สามารถจำหน่ายได้แล้ว ใครที่กำลังมองหารายได้เสริมอยู่ ต้องไม่พลาดคลิปนี้ครับ

ป้าบัว เกษตรกรผู้เพาะแหนแดงในกะละมัง โดยเริ่มต้นจากการซื้อแหนแดงแค่ 1 กิโลกรัม มาทดลองเลี้ยง ด้วยเงินลงทุนเพียงแค่ 550 บาทเท่านั้น จนปัจจุบันป้าบัวเพาะแหนแดงจำหน่ายสร้างรายได้ โดยมีกะละมังเพาะแหนแดงในฟาร์มมากถึง 4,000 กะละมัง จำหน่ายเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ทุกวัน

การเลี้ยงแหนแดงในกะละมังของป้าบัวมีเทคนิคการเลี้ยงอย่างไรให้โตไว และแตกต่างจากการเลี้ยงแหนแดงในบ่ออย่างไร คลิปนี้อธิบายขั้นตอนการเลี้ยงและเทคนิคจากป้าบัวอย่างละเอียดครับ

สำหรับใครที่สนใจเลี้ยงแหนแดงในกะละมัง หรืออยากได้พันธุ์แหนแดง สามารถติดต่อที่หมายเลข 087-9411591 ที่ป้าบัวได้เลยครับ

แหนแดงคืออะไร

แหนแดง (Azolla spp.) เป็นเฟิร์นน้ำขนาดเล็กพบอยู่ทั่วไป บริเวณน้ำนิ่งมีคุณสมบัติเป็นทั้งปัยพืชสด ปัยชีวภาพ และอาหารสัตว์ เนื่องจากในในในในของแทนแดงมีสาทว่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (Cyanobacteria) อาศัยอยู่ ซึ่งสามารถตรึงในโตรเจนจากอากาศได้ ทำให้แหนแดงเจริญเติบโตได้เร็ว และมีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบสูง

แหนแดง สามารถสลายตัวได้ง่ายและปลดปล่อยไนโตรเจนและธาตุอาหารพืชอื่นๆ ออกมาได้เร็ว จากคุณสมบัติดังกล่าวจึงมีการนำแหนแดงแดงแห้งมาใช้เป็นแหล่งธาตุในโครเจนให้กับผักโดยเฉพาะผักรับประทานใบและล้ำตัน

คุณสมบัติของแหนแดงพันธุ์กรมวิชาการเกษตร

เนื่องจากกาบใบบนด้านหลังของแหนแดงมีโพรงใบและมีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินอาศัยอยู่ในโพรงใบของแหนแดง เมื่อนำมาวิเคราะห์ พบว่ามีในโตรเจนเป็นองค์ประกอบสูงถึง 4.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าพืชตระกูลถั่วที่มีอยู่ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อหว่านแหนแดงไปในนา 1 ไร่ จะมีผลผลิตแหนแดง 3,000 กก. (3 ตัน) เทียบได้กับปุยยูเรีย 7-10 กก. ซึ่ง เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของข้าว

วิธีการใช้แหนแดงในนาข้าว

  • การใช้แหนแดงในระหว่างข้าวเจริญเติบโต : โดยใช้แหนแดงอัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านแหนแดงหลังการปลูกข้าว ข้าวจะได้ปัยไนโตรเจนจากแหนแดงในรอบถัดไป
  • การใช้แหนแดงหลังไถกลบก่อนปลูกข้าว : โดยใช้แหนแดงอัตรา 300 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวจะได้รับปัยในโตรเจนจากแหนแดงทันทีหลังไถกลบ

การขยายพันธุ์แหนแดง

  • ใส่ดินและมูลสัตว์ในสัดส่วนประมาณ 4:1 (ดิน:มูลสัตว์) ให้มีความสูงห่างจากขอบบ่อประมาณ 20-30 เซนติเมตร
  • เติมน้ำให้มีความสูงจากผิวดินประมาณ 5-10 เชนติเมตร จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ให้ตกตะกอน แล้วตักเศษที่ลอยบนผิวน้ำออก
  • ใส่แหนแดงสุดลงในบ่อ เมื่อแหนแดงขยายเต็มบ่อให้ตักออกครึ่งหนึ่ง นำแหนแดงที่ตักออกไปตากแดดประมาณ 2 วัน เพื่อทำแหนแดงแห้งสำหรับใช้เป็นปัยต่อไป
  • เติมมูลสัตว์เพิ่มลงในบ่อประมาณ 100 กรัม ทุกๆ 14 วัน

เลี้ยงแหนแดงในกะละมัง

การเตรียมบ่อแม่พันธุ์แหนแดง

1. เริ่มต้นด้วยการใส่ดินนาประมาณ 10 เซนติเมตร เติมปัยคอก 1 กิโลกรัม เติมน้ำให้สูงจากระดับดินประมาณ 10 เซนติเมตร ใส่แหนแดงลงในบ่อแม่พันธุ์แหนแดง 50 กรัม

2. เมื่อเพาะเลี้ยงแทนแดงจนเจริญเติบโตเต็มบ่อจนแน่น ปล่อยน้ำออกจากบ่อหรือนาไปขยายต่อในที่ต้องการ

3. กระชังขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณแหนแดง

ประโยชน์ของแหนแดง

  • ทดแทน หรือลดการใช้ปุ้ยเคมีในโตรเจน
  • ใช้ควบคุมวัชพืชในนาข้าว ลดปริมาณการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช
  • ใช้ทดแทนปัยเคมี หรือลดการใช้ปัยเดมี มีต้นทนการผลิตลดลดลง
  • เพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน
  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปัยเคมี หากใช้แหนแดงร่วมกับปุยเคมี อัตราแนะนำสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้ประมาณ 15%
  • สามารถใช้เป็นปุยอินทรีย์สำหรับพืชพืชผัก และไม้ผลอื่นๆ ได้
  • สามารถนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์จำพวกเป็ด ไก่ ปลา และสุกรได้
  • มีต้นทุนการผลิตต่ำ

ที่มา | youtrube เกษตรสัญจร ตอน “เลี้ยงแหนแดงในกะละมัง” สร้างรายได้ง่าย ๆ ภายใน 7-10 วัน


บทความอื่นที่น่าสนใจ

6 ขั้นตอนการบำรุงดิน ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เหมาะกับเกษตรกรทุกพื้นที่

6 ขั้นตอนการบำรุงดิน ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เหมาะกับเกษตรกรทุกพื้นที่

6 ขั้นตอนการบำรุงดิน ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์

ดิน คือหัวใจสำคัญของการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้าว พืชผัก หรือไม้ผล หากดินเสื่อมโทรม พืชก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดี แม้จะใส่ปุ๋ยหรือรดน้ำมากแค่ไหนก็ตาม ดังนั้นการ บำรุงดิน จึงเป็นเรื่องที่เกษตรกรทุกคนไม่ควรมองข้าม เพราะดินที่อุดมสมบูรณ์ไม่เพียงแต่ช่วยให้พืชงอกงาม แต่ยังช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ 6 ขั้นตอนการบำรุงรักษาดิน ที่ทำได้ง่าย ๆ ด้วยวัสดุในท้องถิ่น เหมาะกับทั้งเกษตรกรรายเล็กและรายใหญ่ ช่วย ฟื้นฟูดินเสื่อมโทรม ให้กลับมาใช้ปลูกพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง

6 ขั้นตอนการบำรุงรักษาดิน

1. ไถพรวนดินอย่างถูกวิธี

การไถพรวนดินเป็นการจัดระเบียบโครงสร้างของดินให้โปร่งขึ้น ช่วยให้น้ำและอากาศไหลเวียนลงไปได้สะดวก ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตของรากพืช นอกจากนี้ยังช่วยกำจัดวัชพืชและตัดวงจรของศัตรูพืชบางชนิดที่อาศัยอยู่ในชั้นดิน การไถที่ดีควรพิจารณาจากสภาพพื้นที่ เช่น หากมีดินดานตื้น ควรไถลึกให้ทะลุชั้นดานเพื่อเปิดทางให้น้ำซึมได้ การเลือกเครื่องมือก็สำคัญ เครื่องจักรกลที่มีน้ำหนักมากอาจทำให้หน้าดินแน่นและเสื่อมสภาพได้ จึงควรใช้เท่าที่จำเป็น

2. การรักษาความชุ่มชื้นในดิน

การรักษาความชื้นช่วยให้สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในดิน เช่น จุลินทรีย์และไส้เดือนดำรงชีวิตได้ ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการย่อยสลายอินทรียวัตถุ ทำให้ดินมีชีวิตและอุดมไปด้วยธาตุอาหาร วิธีง่าย ๆ เช่น การคลุมดินด้วยฟางแห้ง ใบไม้แห้ง หรือเศษพืชในท้องถิ่น วิธีนี้ช่วยลดการระเหยของน้ำ และยังลดการกระแทกของเม็ดฝนซึ่งเป็นต้นเหตุของการชะล้างหน้าดินได้อีกด้วย

3. การทำนาขั้นบันได

เหมาะกับพื้นที่ที่เป็นเนินเขาหรือมีความลาดเอียงมาก การทำนาขั้นบันไดไม่เพียงช่วยลดการพังทลายของหน้าดินจากน้ำฝน แต่ยังสามารถเก็บความชื้นไว้ในแปลงได้มากขึ้น ช่วยให้พืชได้รับน้ำอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องรดน้ำบ่อย วิธีนี้อาจต้องใช้แรงงานและเวลาในช่วงเริ่มต้น แต่ให้ผลคุ้มค่าในระยะยาว โดยเฉพาะกับเกษตรกรที่ทำการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันตกของไทย

4. ใส่ปุ๋ยลงในดินบ้าง

การใส่ปุ๋ยเป็นการเติมธาตุอาหารให้กับดินที่เริ่มเสื่อมโทรมลง แนะนำให้ใช้ ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยมูลสัตว์ หรือ ปุ๋ยพืชสด (เช่น การไถกลบพืชตระกูลถั่วที่กำลังออกดอก) เพื่อเพิ่มความร่วนซุยให้กับดิน ควบคู่กับ ปุ๋ยเคมี บางส่วน เช่น ปุ๋ยยูเรีย ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต ที่พืชสามารถดูดซึมได้เร็วและเห็นผลไว ทั้งนี้ ควรใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดพืช ไม่มากเกินไป เพราะจะทำให้ดินเสียสมดุลได้

5. ปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อบำรุงดิน

ระบบการปลูกพืชหมุนเวียนช่วยป้องกันการใช้ธาตุอาหารในดินซ้ำซาก เช่น การปลูกข้าวโพดสลับกับพืชตระกูลถั่ว (ถั่วเขียว ถั่วเหลือง) ถั่วจะช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศเข้าสู่ดิน ทำให้ดินมีไนโตรเจนเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยมาก วิธีนี้ช่วยให้ดินฟื้นฟูตัวเอง ลดการสะสมโรคพืชและศัตรูพืช และลดการใช้สารเคมีอย่างมีประสิทธิภาพ

6. ไถกลบตอซังแทนการเผา

หลังการเก็บเกี่ยว หลายคนมักเผาตอซังเพื่อเคลียร์พื้นที่ ซึ่งทำลายอินทรียวัตถุและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศ การไถกลบตอซังข้าวหรือข้าวโพดลงในดินจะช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุ และทำให้ดินร่วนซุยมากขึ้น หากใช้ร่วมกับการหมักฟางแห้ง 15 – 20 วันก่อนไถกลบ จะได้ผลผลิตมากขึ้นถึง 50% โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มมากนัก

การบำรุงรักษาดินไม่ใช่เรื่องยาก หากเราใส่ใจและลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ ดินที่ดีคือพื้นฐานของการเกษตรที่มั่นคงและยั่งยืน ไม่ว่าคุณจะปลูกข้าว ปลูกผัก หรือไม้ผล ก็ต้องอาศัยดินที่อุดมสมบูรณ์เป็นพื้นฐานเสมอ หวังว่า 6 ขั้นตอนการบำรุงดิน ที่นำเสนอในบทความนี้ จะช่วยให้คุณมีแนวทางดูแลดินให้แข็งแรง พร้อมรับการเพาะปลูกได้ทุกฤดูกาล ยิ่งดูแลดินดีเท่าไหร่ ผลผลิตของคุณก็ยิ่งงอกงามมากขึ้นเท่านั้น


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านเดี่ยวสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style) รูปทรงตัวแอล พื้นที่ใช้สอยได้อย่างลงตัว

บ้านเดี่ยวสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style) รูปทรงตัวแอล (L-Shape) เน้นพื้นที่ใช้สอยได้อย่างลงตัว

บ้านสไตล์นอร์ดิก

            บ้านสไตล์นอร์ดิก (Nordic House Style) เป็นรูปแบบบ้านที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมของยุโรปตอนเหนือ ถือเป็นอีกหนึ่งสไตล์บ้านที่กำลังเป็นที่พูดถึงมาก อยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะใครที่ หลงใหล ตกหลุมรัก บ้านดีไซน์สวย เรียบง่าย และชวนผ่อนคลาย รวมถึงการออกแบบที่เหมาะสมกับผู้อยู่อาศัย Nordic House Style คือสไตล์บ้านในฝันที่หลายๆคนหลงใหลและกำลังมองหาอยู่แน่นอน
ผลงานและรูปภาพ : สิริประพันธ์ เฮ้าส์ รับสร้างบ้านครบวงจร ยโสธร ร้อยเอ็ด
ตั้งอยู่ที่ : ต. นาแซง อ. เสลภูมิ จ. ร้อยเอ็ด
เรียบเรียง : esanbanna.com

บ้านสไตล์นอร์ดิก

บ้านสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style) บ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียว ดีไซน์ที่เรียบง่าย ผสมผสานการออกแบบให้กลมกลืนกับสภาพที่ตั้งซึ่งอยู่ในประเทศแถบร้อน เพดานสูงเพื่อโชว์โครงสร้างของหลังคา ด้านการตกแต่ง ผนังภายนอกผสมผสานระหว่างสีขาว สีเทา และสีน้ำตาลที่ให้บรรยากาศอบอุ่นเย็นตา

บ้านสไตล์นอร์ดิก

ทำระแนงปูนบังแดดเพื่อความสวยงาม บังแดดฝน และดึงเสน่ห์สวยๆของแสงเงา มาใช้กับตัวบ้าน

บ้านสไตล์นอร์ดิก

บ้านสไตล์นอร์ดิก

หลังคาจั่วออกแบบสวยๆ 

ส่วนห้องน้ำห้องภายในปูพื้นด้วยกระเบื้องลายหิน ผนังภายในตกแต่งด้วยกระเบื้องสีเทาสลับสีขาวพร้อมติดตั้งหน้าต่างบานเล็กแนวนอน และมีการตกแต่งด้วยชุดเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าสไตล์วินเทจสีขาว พร้อมกระจกส่องหน้ารูปทรงวงกลม

บ้านเดี่ยวสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style) รูปทรงตัวแอล (L-Shape) เน้นพื้นที่ใช้สอยได้อย่างลงตัว สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลาง ในส่วนเรื่องราคา สามารถสอบถามได้จากข้อมูลด้านล่างหรือหากมีข้อสงสัยประการใดสามารถติดต่อทีมงานผู้สร้างได้ทันที

ช่องทางการติดต่อ

สิริประพันธ์ เฮ้าส์ รับสร้างบ้านครบวงจร ยโสธร ร้อยเอ็ด
โทร | 061 695 2366
Line | @SRPHOUSE101
Instagram | siripraphan_house


หมายเหตุ: ทางเว็บ ไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ผึ้งโพรงไทย (Indian honey bee) ในสวนเกษตรผสมผสาน

ผึ้งโพรงไทย (Indian honey bee) ในสวนเกษตรผสมผสาน ใครๆก็เลี้ยงได้ประโยชน์ล้วนๆ

ผึ้งโพรงไทย (Indian honey bee)


ผึ้งโพรงไทย (Indian honey bee)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Apis Cerana

           ทานตะวัน มะม่วงหิมพานต์ พืชตระกูลแตง พริก พืชผักที่ต้องการผลิตเมล็ดพันธุ์ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว เป็นต้น

นอกจากนี้ สมัยโบราณได้กล่าวไว้ว่า น้ำผึ้งเป็นยาอายุวัฒนะสามารถบำรุงร่างกาย ไขผึ้งนำมาทำเทียนจุดให้แสงสว่าง นำผึ้งและ ไขผึ้งสามารถนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย

          ผึ้งโพรงไทย เป็นผึ้งพื้นเมืองอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศไทย ชอบอาศัยในที่มืด สร้างรวงผึ้งเรียงกันตั้งแต่ 5 – 15 รวง มีประชากรผึ้ง ประมาณ 5,000 – 30,000 ตัวต่อรัง ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและความอุดมสมบูรณ์ของอาหารผึ้ง ได้แก่ น้ำผึ้งและเกสรดอกไม้ ผึ้ง 1 รังให้น้ำผึ้งเฉลี่ย 5 – 6 กิโลกรัมต่อปี ผึ้งโพรงไทยมีนิสัยอพยพย้ายรัง ไปตามแหล่งอาหารหรือมีศัตรูรบกวน การเลี้ยงผึ้งโพรงไทย ผู้เลี้ยงจะต้องเข้าใจพฤติกรรมและสภาพความเป็นอยู่ของผึ้งจะต้องอดทน ช่างสังเกต เมื่อมีประสบการณ์และมีการจัดการรังผึ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้การเลี้ยงผึ้งโพรงประสบความสำเร็จ

ผึ้งโพรงไทย (Indian honey bee)

ชีวิตและพฤติกรรมของผึ้ง

  1. นางพญา (Queen) ภายในรังจะมีนางพญา 1 ตัว หลังจากบินขึ้นไปผสมพันธุ์กับตัวผู้เรียบร้อยแล้วก็จะมีหน้าที่

วางไข่และควบคุมรัง

  1. ผึ้งตัวผู้ (Drone) มีหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือผสมพันธุ์กับนางพญาผึ้งพรหมจรรย์เท่านั้น
  2. ผึ้งงาน (Worker) เป็นผึ้งเพศเมียซึ่งถูกสารของนางพญาผึ้งควบคุมไม่ให้ผสมพันธุ์และวางไข่ จะมีหน้าที่ตามอายุ

ของผึ้งงาน ได้แก่ ทำความสะอาดรัง ดูแลและผลิตอาหารป้อนให้แก่นางพญาผึ้งและตัวหนอน ผลิตไขผึ้งเพื่อสร้างรัง ป้องกันรังและออกไปหาอาหาร (น้ำหวานและเกสร) ยางไม้ และน้ำ

การเลี้ยงผึ้งโพรง สามารถทำได้ 3 วิธี

1.วิธีการซื้อผึ้ง เป็นวิธีการที่ไม่นิยม เนื่องจากผึ้งโพรงไทยมีนิสัยไม่ชอบการรบกวนหรือขนย้ายรังจากที่อื่นมาตั้งใน

สภาพแวดล้อมที่อาจไม่เหมาะสม ผึ้งที่ซื้อมาก็จะอพยพย้ายรัง

2.วิธีการล่อ ธรรมชาติของผึ้งโพรงไทยจะมีการแยกขยายพันธุ์เมื่อภายในรังมีประชากรหนาแน่นและอพยพย้ายรังผึ้งโพรงไทยจะอพยพย้ายรังไปตามแหล่งอาหารผึ้งในธรรมชาติแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกันตามชนิดพืชและปริมาณ การจัดทำรังล่อแล้วไปวางในสถานที่ที่จะมีผึ้งโพรงไทยอพยพ เข้าไปอาศัยในรังล่อที่เตรียมไว้ก็คือช่วงที่เริ่มหมดฤดูฝนและพืชกำลังออกดอก รังล่อผึ้งโพรงไทยอาจทำจากไม้หรือวัสดุอื่นก็ได้รังล่อจะทาด้วยไขผึ้งให้มีกลิ่นไขผึ้ง ด้านหน้ามีรูให้ผึ้งเข้าออกได้

ควรตั้งให้สูงจากพื้นดินประมาณ 50 เซนติเมตร – 1 เมตร เพื่อป้องกันศัตรูผึ้ง หมั่นตรวจสอบรังทุก 7 – 10 วัน

3.วิธีการจับผึ้งเข้าคอน

  • สำรวจพบรังผึ้งที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติหรือในรังล่อควรทำการจับผึ้งเข้าคอนในตอนที่เก็บน้ำผึ้ง ใช้กระป้องพ่นควันเตือนผึ้ง แล้วเปิดรังผึ้งโพรงให้เห็นรวงรัง ตัดรวงผึ้งทีละรวง พร้อมจับนางพญาผึ้งใส่ที่ขัง
  • นำรวงผึ้งตัวอ่อนและดักแด้ และรวงอาหาร 1 รวง มาทาบกับคอนที่ขึงลวดไว้ แล้วใช้มีดบากร่อง ประมาณครึ่งหนึ่ง ของความหนาของรวงตามเส้นลวด และดันเส้นลวดเข้าไป เสร็จแล้วใช้เชือกหรือหนังยางรัดเพื่อป้องกันรวงผึ้งหลุดออกมา
  • นำนางพญาผึ้งที่ขังไว้มาแขวนให้อยู่ระหว่างคอนหนอนกับคอนดักแด้ภายในกล่อง ทำการกอบผึ้งใส่รังใหม่ให้มากที่สุด แล้วตั้งรังใหม่ให้อยู่ใกล้หรือตำแหน่งเดิมของรังเก่า ผึ้งงานจากรังเก่าที่เหลือจะตามเข้าไปอยู่ในรังใหม่ ประมาณ 1 – 2 วัน ผึ้งงานจะซ่อมรวงที่ชำรุดให้ติดกับคอนและคุมเส้นลวดแล้วก็ให้แกะหนังยางที่รัดไว้
  • ถ้าต้องการย้ายรังต้องปิดผึ้งเวลากลางคืนและย้ายไปเลี้ยงในที่ต้องการแล้วเปิดรังเลี้ยงหลังจากขังนางพญาผึ้งประมาณ 2 – 3 วัน ก็จะต้องปล่อยนางพญาผึ้งออกจากที่ขังเพื่อทำหน้าที่วางไข่ต่อไป

ศัตรูของผึ้งและการป้องกัน

ศัตรูของผึ้ง ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ต่าง ๆ เช่น คางคก จิ้งจก ตุ๊กแก กิ้งก่า มด เป็นต้น ป้องกันโดยการกำจัดศัตรูเหล่านั้น และถากถางบริเวณที่ตั้งรังให้สะอาด ไม่ให้มีวัชพืชปกคลุม ศัตรูของผึ้งที่เป็นอันตรายมากก็คือ ยาฆ่าแมลง อาจจะทำให้ผึ้งตายทั้งหมดก็ได้ ป้องกันได้ โดยย้ายกล่องเลี้ยงผึ้งไปตั้งไว้ที่อื่นชั่วคราว

การเก็บน้ำผึ้ง

การเก็บน้ำผึ้งควรเก็บในช่วงที่มีน้ำผึ้งปริมาณมากๆ น้ำผึ้งที่ได้ต้องมีความชื้นไม่เกิน ร้อยละ 21

  1. การเก็บน้ำผึ้งจากรังส่อ ผึ้งจะสร้างรวงอยู่ใต้ฝารังหงายฝารัง ตัดเอาเฉพาะรวงน้ำผึ้ง ส่วนรวงตัวอ่อนและดักแด้ ให้นำเข้าคอนแล้วเก็บไว้ในรัง นำส่วนที่เป็นน้ำผึ้งมาสับลงบนตะแกรงกรองสแตนเลส เพื่อให้น้ำผึ้งไหลออกมาแล้วกรองน้ำผึ้งให้สะอาด
  2. การเก็บน้ำผึ้งจากรังที่นำรวงผึ้งใส่คอน
    • ตัดเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำผึ้งแล้วนำไปสับบนตะแกรง เพื่อให้น้ำผึ้งไหลออกมา แล้วกรองน้ำผึ้งให้สะอาด
    • ในกรณีมีถังสลัด นำรวงที่มีน้ำผึ้งมาปาดไขผึ้งที่ปิดหลอดรวงออกทั้งสองด้านแล้วนำไปใส่ถังสลัดน้ำผึ้ง แรงเหวี่ยงจะทำให้น้ำผึ้งกระเด็นออกมา กรองด้วยที่กรองสแตนเลส

หมายเหตุ : ควรกรองด้วยผ้ากรองอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ได้น้ำผึ้งที่สะอาดปราศจากสิ่งเจือปน แล้วนำไปบรรจุในภาชนะที่สะอาด มีฉลากที่บ่งบอกครบถ้วนและสวยงาม


ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ www.doae.go.th , Youtrube หวนคืนรัง EP เพาะเลี้ยงผึ้งโพรงป่า ในสวนเกษตรผสมผสาน ใครๆก็เลี้ยงได้! ประโยชน์ล้วนๆ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การผลิตมะนาวนอกฤดู (ฤดูแล้ง) ในบ่อซีเมนต์

การผลิตมะนาวนอกฤดู (ฤดูแล้ง) ในบ่อซีเมนต์

การผลิตมะนาวนอกฤดู (ฤดูแล้ง) ในบ่อซีเมนต์

รู้จัก การผลิตมะนาวนอกฤดู (ฤดูแล้ง) ในบ่อซีเมนต์

การผลิตมะนาวนอกฤดูในบ่อซีเมนต์ เป็นเทคนิคการบังคับต้นมะนาวให้ออกผลพร้อมเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตมะนาวในตลาดมีน้อยและมีราคาสูงถึงผลละประมาณ 2-7 บาท นับเป็นทางเลือกด้านการประกอบอาชีพที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่จำกัดหรือมีสภาพดินไม่เหมาะจะปลูกพืชชนิดอื่นๆ รวมทั้งผู้ที่สนใจปลูกมะนาวเป็นอาชีพเสริมรายได้

เทคนิคการผลิตมะนาวนอกฤดูในบ่อซีเมนต์ เป็นวิธีการบังคับมะนาวให้ออกผลนอกฤดูที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถบังคับให้ออกดอกติดผลตามวันเวลาที่ต้องการได้ 100% เนื่องจากผู้ปลูกสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมเพื่อให้มะนาวออกผลนอกฤดูได้นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ทำให้กำจัดวัชพืชได้ง่าย และต้นมะนาวก็ได้รับน้ำและปุ้ยอย่างเต็มที่ โดยผลผลิตมะนาวที่ได้จะอยู่ระหว่าง 25 – 1,000 ผลต่อต้น ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ที่ปลูก อายุต้น สภาพแวดล้อม และการบำรุงดูแลรักษา

วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ คำแนะนำ ขั้นตอนและวิธีการปลูกมะนาวนอกฤดูในวงบ่อ ซีเมนต์ มีดังนี้

วัสดุและอุปกรณ์

  • กิ่งพันธุ์มะนาว
  • วงบ่อซีเมนต์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 80-100 ชม. สูง 40 – 60 ซม. พร้อมฝาซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับวงบ่อ
  • ดินผสม
  • ระบบท่อน้ำ / ท่อน้ำหยด
  • ปุ๋ยเคมีบำรุงต้น ดอก และผล
  • สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง

การคัดเลือกพันธุ์มะนาว

มะนาวในวงบ่อซีเมนต์สามารถใช้ได้ทุกพันธุ์ แต่ที่สำคัญต้องเป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการมีการออกดอก ติดผลง่าย ให้ผลดก ผลขนาดใหญ่ เปลือกบาง น้ำมาก กลิ่นหอม และทนทานต่อโรคแมลง พันธุ์มะนาวที่ตลาดนิยม ได้แก่ พันธุ์แป้นรำไพ แป้นจริยา พิจิตร 1 และตาฮิติ โดยพันธุ์พิจิตร 1 และพันธุ์ตาฮิติ เป็นมะนาวที่ทนทานต่อโรคแคงเกอร์ ที่ผล ใบ และลำต้น ได้ดีกว่าทุกพันธุ์

การผลิตมะนาวนอกฤดู (ฤดูแล้ง) ในบ่อซีเมนต์

ตัวอย่าง พันธุ์มะนาวที่ตลาดนิยมในปัจจุบัน ได้แก่

  • พันธุ์แป้นรำไพ : ใบค่อนข้างเล็ก หนามสั้น ผลแป้น โตและดก เปลือกบาง มีน้ำมากกลิ่นหอม เมล็ดน้อย แต่มีข้อเสียคือ อ่อนแอต่อโรคแคงเกอร์
  • พันธุ์พิจิตร 1 : ใบใหญ่หนาสีเขียวเข้ม หนามยาวโตเร็ว ดูแลง่าย ทนทานต่อโรคแคงเกอร์ผลแป้นขนาดใหญ่และดก มีน้ำมาก กลิ่นหอม แต่เปลือกผลจะหนากว่าพันธุ์แป้นรำไพ

  • พันธุ์ตาฮิติ : ใบใหญ่หนาสีเขียวเข้ม ปลูกง่าย โตไว ทนทานต่อโรคแคงเกอร์ผลกลมหรือรีขนาดใหญ่และดก เปลือกค่อนข้างหนาและนิ่ม ไม่มีเมล็ด มีน้ำมากและรสเปรี้ยว มีกลิ่นหอมน้อยกว่ามะนาวแป้น
  • พันธุ์มะนาวไข่ : ใบใหญ่ เมล็ดน้อย ผลเล็ก เปลือกบาง น้ำมาก และมีกลิ่นหอมแต่ไม่ทนทานต่อโรคแคงเกอร์
  • พันธุ์มะนาวพวง : ใบใหญ่ หนามยาว ผลรูปไข่ เปลือกหนา เมล็ดน้อย มีกลิ่นหอมเล็กน้อย
  • พันธุ์น้ำหอม : ใบรูปรี ใบใหญ่ หนามสั้น เปลือกบาง น้ำเยอะ ดอกมีสีขาวปนม่วงมีกลิ่นหอม

การเตรียมวงบ่อซีเมนต์

ควรใช้วงบ่อซีเมนต์ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 80-100 ชม. สูง 40-60 ชม. พร้อมฝาซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับวงบ่อหรือใหญ่กว่าวงบ่อเล็กน้อย โดยฝ่าซีเมนูต์ดังกล่าวจะใช้วางด้านล่างวงบ่อ เพื่อทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้รากมะนาวหยั่งลงดินด้านล่าง

ระยะการวางบ่อซีเมนต์

เพื่อความสะดวกในการดูแลรักษาและปฏิบัติงาน ควรวางวงบ่อเป็นแถว หากมีพื้นที่จำกัดควรวางแถวเดี่ยวระยะ 2 x 2 เมตร หรือ 2 x 3 เมตร แต่ถ้ามีพื้นที่เพียงพอ ควรวางวงบ่อแบบแถวคู่ระยะ 3 x 3 เมตร โดยให้แต่ละคู่ห่างกันประมาณ 4 เมตร

การผลิตมะนาวนอกฤดู (ฤดูแล้ง) ในบ่อซีเมนต์

การเตรียมดินปลูก

ดินที่ใช้ผสมเป็นดินปลูกควรเป็นดินชั้นบนที่มีลักษณะเป็นดินร่วน มีความอุดมสมบูรณ์สูง โดยเลือกใช้สัดส่วนการผสมสูตรใดสูตรหนึ่งดังนี้

  • ดินร่วน : ปุ๋ยคอก/ปุ๋ยหมัก : แกลบดำ ในอัตรา 3 : 2 : 1
  • ดินร่วน : ปุ๋ยคอก : ปุ๋ยหมัก : แกลบดำ ในอัตรา 3: 1 : 1 : 1

เมื่อได้ส่วนผสมที่ต้องการแล้ว ให้คลุกเคล้าให้เข้ากัน

วิธีการปลูกและการดูแลบำรุงรักษา

  • วางวงบ่อซีเมนต์พร้อมฝาด้านล่าง ในบริเวณพื้นที่ที่เตรียมไว้ โดยมีระยะห่างตามเกณฑ์ และต้องเป็นที่ที่มีแสงแดดตลอดวัน
  • ตักดินที่ผสมแล้วใส่ลงในวงบ่อ กดดินหรือขึ้นเหยียบดินโดยเฉพาะบริเวณขอบบ่อด้านล่างให้แน่น พูนดินสูงจากปากบ่อประมาณ 20-30 ชม. เผื่อดินยุบตัว
  • ขุดหลุมเล็กน้อย ผสมคลุกเคล้าปุ๋ยเคมีสูตร 15 -15 -15 ในอัตรา 100 – 150 กรัมต่อหลุม (ประมาณครึ่งกำมือ) ในวงบ่อ จากนั้นนำกิ่งมะนาวปลูกลงกลางบ่อ กลบดินเล็กน้อย แล้วใช้ไม้ไผ่ปักเป็นหลักกันลมโยกต้นมะนาว และรดน้ำให้ชุ่ม
  • หลังจากปลูกแล้วควรใช้เศษฟางข้าว หญ้าแห้ง แกลบดิบ กาบมะพร้าว ฯลฯคลุมโคนต้น เพื่อรักษาความชุ่มชื้นและคลุมวัชพืชในวงบ่อ
  • การให้น้ำ ใช้สายยาง หรือระบบน้ำสปริงเกอร์ หรือระบบน้ำหยด ให้น้ำต้นมะนาววันละ 1 – 2 ครั้ง หรือวันละ 1 ครั้ง เฉพาะตอนเช้า
  • การให้ปุ๊ย หลังปลูกมะนาวได้ 1 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ ๑16-16-16 + ปุ๋ยยูเรียเล็กน้อย อัตรา 100-150 กรัมต่อต้น เพื่อเร่งการเจริญเติบโตจากนั้นให้ปุ๋ยสูตรเดียวกันนี้เดือนละ 1 ครั้ง ส่วนในระยะบังคับให้ออกดอกควรใส่ปุ๋ยสูตร 12-24-12 หรือใส่ปุ๋ยที่มีตัวกลางสูงในอัตรา 100-140 กรัมต่อต้น
  • หมั่นตัดแต่งกิ่งมะนาวที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง ถ้าต้นมะนาวสมบูรณ์ดี จะแตกกิ่งเล็กๆ เป็นจำนวนมาก ควรตัดกิ่งที่ไม่เป็นระเบียบ กิ่งที่ซ้อนกัน กิ่งที่อยู่ด้านล่างของต้น รวมทั้งกิ่งที่เป็นโรคและแมลงทำลายออก เหลือไว้เพียงกิ่งหลักๆ ให้กระจายไปทั่วต้น ไม่ควรหนักไปทางทิศใดทิศหนึ่งมากเกินไป เพราะเมื่อมะนาวติดผลกิ่งอาจหักหรือต้นโค่นล้มได้
  • การค้ำกิ่ง มะนาวที่ปลูกในวงบ่อจะมีการกระจายของรากจำกัดเฉพาะในวงบ่อทำให้ต้นโค่นล้มได้ง่ายกว่าต้นมะนาวที่ปลูกลงดินโดยตรง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีลมแรงดังนั้น หากมะนาวติดผลดกมากควรใช้ไม้ไผ่ค้ำยันกิ่งและลำต้นไว้ ในลักษณะนั่งร้านสี่เหลี่ยมหรือปักเป็นกระโจมสามเหลี่ยม การใช้ไม้ปักค้ำยันกิ่งและลำต้นมะนาวในระยะติดผล เพื่อป้องกันกิ่งหักหรือต้นโค่นล้ม
  • หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตและการตัดแต่งมะนาวในแต่ละปีแล้ว ควรเพิ่มดินปลูกลงในวงบ่อให้เต็มปากบ่อโดยมีลักษณะพูนสูงขึ้นเล็กน้อย โดยใช้ส่วนผสม ดินร่วน : ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยคอก : ขี้เถ้าแกลบดำ ในอัตราส่วน 2:1:1 หรือ ดินร่วน : ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยคอก 2 : 1 + ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ปริมาณ 100-150 กรัม
  • ควรหมั่นตรวจดูโรคและแมลง หากพบควรฉีดพ่นยาฆ่าแมลง หรือ สารป้องกันโรคพืชอย่างสม่ำเสมอ

โรคและแมลง กับแนวทางป้องกัน

โรคที่สำคัญของมะนาว

  • โรคแคงเกอร์ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สามารถเกิดขึ้นได้แทบทุกส่วนของต้น ลักษณะอาการของโรคจะคล้ายกันคือ เป็นแผลกลม แล้วจะขยายใหญ่ขึ้น ฟูนูนคล้ายฟองน้ำสีเหลือง ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแตกเป็นสะเก็ด มีวงแหวนสีเหลืองล้อมรอบแผลเมื่อเกิดโรคมากต้นมะนาวจะโทรม แคระแกร็น ใบร่วง ผลผลิตลดลง กิ่งและต้นจะแห้งตายในที่สุดการป้องกันโรคแคงเกอร์ ทำได้โดยการเลือกใช้พันธุ์ทนทานต่อโรคนี้มาปลูก เช่น พันธุ์พิจิตร ๑พันธุ์ตาฮิติ หากเป็นโรคให้ใช้วิธีการกำจัดโดยตัดกิ่งใบและผลที่เป็นโรคไปเผาทำลาย และพ่นสารเคมีกำจัดโรค เช่น สารแคงเกอร์เอ็กซ์ เป็นต้น

  • โรครากและโคนเน่า เกิดจากเชื้อราไฟทอฟทอร่า ซึ่งเข้าทำลายรากฝอย รากแขนงและตามโคนต้น ทำให้มีอาการใบเหลือง โดยเริ่มที่เส้นกลางใบก่อนแล้วค่อยลุกลามไปส่วนอื่นๆ ของใบจากนั้นใบจะร่วง กิ่งแห้งตาย ผลร่วงหล่นง่าย ถ้าเป็นโรคมากต้นมะนาวอาจตายได้
    สามารถป้องกัน โรคนี้ได้โดยไม่ปลูกมะนาวลึกเกินไป ไม่นำปุ๋ยคอกหรือปุ้ยหมักสดที่ยังไม่สลายตัวดีมาเป็นวัสดุปลูก การกำจัดโรคให้ใช้สารเมทาแลคซิลละลายน้ำรดบริเวณโคนต้นที่เป็นโรค
  • โรคอื่น ๆ ได้แก่ โรคยางไหล โรคใบแก้ว โรคทริสเทซ่า และโรคราดำใช้วิธีป้องกันและกำจัดเช่นเดียวกับพืชสกุลส้มทั่วไป

แมลงที่สำคัญ

  • หนอนชอนใบ การป้องกันกำจัด ควรตัดแต่งยอดอ่อนใบอ่อนที่มีไข่หรือหนอนไปเผาทำลายหรือพ่นสารเคมี เช่น สารคาร์บาริล หรือสารคาร์โบซัลแฟน
  • เพลี้ยไฟ การป้องกันกำจัด ให้พ่นสารเคมีคาร์โบซัลแฟน หรือ อิมิดาโคลฟริด
  • ไรแดง การป้องกันกำจัด ให้พ่นกำมะถันผงชนิดละลายน้ำในช่วงตอนเช้าหรือเย็น หรือพ่นด้วยสารไดโคฟอล เช่น เคลเทน เป็นต้น เพื่อรักษาผิวมะนาวไม่ให้ขรุขระหรือกระด้างไม่น่ารับประทาน
  • เพลี้ยหอย การป้องกันกำจัด ให้ตัดแต่งกิ่งที่พบเพลี้ยหอยระบาดไปเผาทำลายหรือพ่นสารปีโตรเลียม สเปรย์ออยล์

การบังคับต้นมะนาวให้ออกผลผลิตนอกฤดู (ฤดูแล้ง)

ตามปกติแล้วมะนาวจะออกดอกและติดผลในช่วงฤดูฝน (พฤษภาคม – สิงหาคม)และจะเก็บผลผลิตในช่วงกลางฤดูฝนถึงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีผลผลิตมะนาวในตลาดมากและราคาจำหน่ายค่อนข้างต่ำ ส่วนการบังคับให้มะนาวออกผลผลิตนอกฤดูจะทำให้มะนาวออกผลผลิตหลังจากฤดูปกติ คือช่วงฤดูแล้ง (กุมภาพันธ์ – เมษายน) ที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ราคาที่เกษตรกรจำหน่ายได้จึงสูงกว่าปกติหลายเท่าตัว

สำหรับเทคนิควิธีการบังคับให้มะนาวออกนอกฤดู มีดังต่อไปนี้

  • มะนาวที่จะบังคับให้ออกผลผลิตนอกฤดูควรมีอายุการปลูกในวงบ่อซีเมนต์ 8 เดือน หรือ 1 ปีขึ้นไป
  • ในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ให้เด็ดดอกและผลมะนาวในฤดูออกให้หมด
  • ช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ให้นำแผ่นพลาสติก ขนาดกว้างประมาณ 1 – 1.5 เมตร ยาว 1.5 – 2 เมตร มาคลุมให้รอบวงบ่อด้านบนให้มิดชิดโดยให้ชายพลาสติกด้านหนึ่งมัดติดกับโคนต้นมะนาวสูงจากพื้นดินปากบ่อ 20 – 30 ชม. เพื่อกันไม่ให้น้ำฝนไหลลงดินในวงบ่อ ส่วนชายอีกด้านหนึ่งให้มัดติดไว้โดยรอบปากบ่อ ทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 วันเมื่อมะนาวเริ่มมีอาการใบเหี่ยวและสลัดใบทิ้งไปประมาณ 45 – 80% ให้นำพลาสติกที่คลุมอยู่ออก
  • บำรุงต้นมะนาวโดยการให้น้ำ พร้อมปุ้ยสูตร 12-24-12 ในอัตรา 100-150 กรัมต่อต้น ซึ่งถ้าต้นมะนาวสมบูรณ์ดี หลังจากให้น้ำและปุยแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ต้นมะนาวจะเริ่มแตกใบอ่อนและผลิตาดอก จากนั้นจะเริ่มออกดอกติดผล ช่วงนี้เกษตรกรต้องหมั่นดูแลรักษาไม่ให้โรคแมลงทำลาย โดยเฉพาะเพลี้ยไฟ ไรแดง และหนอนชอนใบ
  • ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอโดยวิธีการโปรยน้ำ อย่าให้หน้าดินแข็ง

การเก็บเกี่ยว

หลังจากมะนาวออกดอกและติดผลนอกฤดูได้ 4 – 5 เดือน เกษตรกรก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตมะนาวที่แก่ได้ที่แล้วออกจำหน่ายในตลาดได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายนโดยระยะเวลาการเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ปลูกและช่วงเดือนที่บังคับ อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยผลมะนาวที่แก่แล้วอยู่บนต้นนานๆ เพราะจะเป็นการสิ้นเปลืองสารอาหารที่ใช้เลี้ยงผล และอาจจะทำให้ต้นทรุดโทรมได้ ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยแล้วต้นมะนาวจะมีอายุการให้ผลผลิตประมาณ 5-7 ปี

ที่มา : งานวิชาการเกษตร ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ Mail- spkphusing@hotmail.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ต้มปลาช่อนใส่ไข่มดแดง อร่อยแซ่บๆ แบบอีสานบ้านนา

ต้มปลาช่อนใส่ไข่มดแดง อร่อยแซ่บๆ แบบอีสานบ้านนา

ต้มปลาช่อนใส่ไข่มดแดง

ต้มปลาช่อนใส่ไข่มดแดง อร่อยแซ่บๆ แบบอีสานบ้านนา อร่อยแซ่บมากขอบอกอยากให้ลองๆ เชื่อว่าถ้าได้ลองแล้วต้องร้องอยากกินอีกแน่นอนว่าแต่ต้องใช้อะไรบ้างสำหรับทำเมนู ต้มยำปลาซ่อนใส่ไข่มดแดง มาดูกันค่ะ
ส่วนประกอบ
  • ปลาช่อน 1 ตัว
  • ไข่มดแดงเอาตัวมดแดงด้วย
  • ตะไคร้
  • ข่า
  • หอมแดง
  • ใบมกรูด
  • ต้นหอม 3 ต้น
  • ผักหวาน 1กำ
  • พริกสด 7 – 10 เม็ด
เครื่องปรุง
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1 ช้อนชา
  • ผงชูรส

วิธีการทำ

สำหรับขั้นตอนในการทำต้มปลาช่อนใส่ไข่มดแดง นั้นก็มีวิธีการทำที่ไม่ยุ่งยากมากนักมือใหม่ก็สามารถทำตามได้เลยที่สำคัญอร่อยด้วยค่ะ เรามาดูวิธีการทำกันเลยค่ะ
  • เริ่มจากการนำปลาช่อนมาล้างทำความสะอาดให้ดี แล้วถอกเกร็ดและหั่นเป็นท่อนๆ ให้เรียบร้อยล้างเลือดออกให้หมด แล้วพักใส่จานไว้ไว้
  • จากนั้นเรามาล้างทำความสะอาดพวกผักต่างๆของเรา ไม่ว่าจะเป็น ผักหวาน ตะไคร้ ใบมะกรูด ข่า หอมแดงแกะแล้ว พริกสด ลงไปล้างทำความสะอาดให้เอี่ยมแล้วก็พักไว้รอเช่นกันกับปลา ในระหว่างที่รอน้ำเดือดนี้ ให้เราทำการทุบตะไคร้ แล้วหั่นเป็นท่อนๆ ทุบหอมแดง ซอยข่าเป็นแว่นๆ ทุบพริกให้แตก เตรียมไว้รอใส่หม้อ พอน้ำเดือดได้ที่แล้วก็จัดการใส่ ตะไคร้ ข่า หอมแดง พริก ลงไปต้มจ้า ใส่เกลือ น้ำปลา ที่เราเตรียมรอเอาไว้ และหั่นต้นหอมเป็นท่อนๆยาวประมาณ 2 นิ้ว รอไว้
  • เมื่อน้ำเดือดสัก 5 นาที แล้วให้เราใส่ปลาช่อนที่เราเตรียมไว้ลงไป ปิดฝาหม้อรอจนน้ำเดือด อย่าพึ่งคนนะคะ เดี๋ยวปลาจะคาวค่ะ ต้องรอให้น้ำเดือดก่อน
  • เมื่อน้ำเดือดแล้ว เนื้อปลาเริ่มสุก จึงใส่ผักหวานและใบมะกรูด ต้นหอมลงไป ตามด้วยไข่มดแดงที่มีตัวมดแดงอยู่้ด้วยลงไป เหตุที่ต้องใส่ตัวมดแดงลงไปด้วยนั้นเนื่องจากต้องการความเปรี้ยวของตัวมดค่ะ
  • ลองซิมก่อนแล้วปรุงรสเพิ่มเติมตามใจปากและความชอยได้เลย ผงชูรสอีกนิดหน่อย เป็นอันว่าใช้ได้แล้วล่ะค่ะ

สำหรับเมนูต้มปลาช่อนใส่ไข่มดแดง นั้นถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ชาวอีสานชอบทำกินกันเป็นประจำเวลาที่ออกไปท้องไร่ท้องนา และถือได้ว่าเป้นเมนูเด็ดเลยที่เดียวค่ะ สำหรับใครที่ยังไม่เคยลองทานก็สามารถลองทำทานได้เลยนะค่ะรับรองติดใจแน่นอน สำหรับบทความนี้ต้องขอจบไว้แค่นี้ก่อนนะค่ะ ครั้งน่าจะมีเมนูอะไรมาฝากอีกก็ติดตามทางเว็บได้เลยค่ะ

เรียบเรียง : นงนุช

การเลี้ยงเป็ดเทศ สำหรับมือใหม่

การเลี้ยงเป็ดเทศ สำหรับมือใหม่

การเลี้ยงเป็ดเทศ

การเลี้ยงเป็ดเทศ


เป็ดเทศเป็นเป็ดพื้นเมืองพันธุ์เนื้อที่เลี้ยงง่าย เติบโตเร็วสามารถใช้อาหารและวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นเลี้ยงได้เป็นอย่างดีให้ผลตอบแทนในระยะเวลาอันสั้น สามารถจำหน่ายได้ง่าย ทั้งที่เป็นเป็ดมีชีวิตและเนื้อเป็ดชำแหละ เนื้อเป็นที่นิยมสำหรับผู้บริโภคในท้องถิ่นโดยทั่วไป จึงสามารถจำหน่ายได้ง่ายในตลาดท้องถิ่นเกษตรกรสามารถเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมร่วมกับอาชีพอื่นๆ ได้

ขั้นตอน การเลี้ยงเป็ดเทศ

พันธุ์เป็ดเป็ด

ในปัจจุบันพันธุ์เป็ดเทศที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงและลาดมีความต้องการได้แก่ พันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์บาร์บารี่

  • พันธุ์พื้นเมือง (Native ducks) เป็ดที่นิยมเลี้ยงกันในประเทศไทยมี 2 สายพันธุ์ ได้แก่
    • เป็ดนครปฐม เลี้ยงกันมากในเขตจังหวัดนครปฐม เพชรบุรี สุพรรณบุรี และในพื้นที่ลุ่มในภาคกลางซึ่งเป็นเขตน้ำจืด ตัวเมียมีขนสีลายกาบอ้อย ปากสีเทา เท้าสีส้ม ตัวผู้จะมีสีเขียวแก่ตั้งแต่คอไปถึงหัว รอบดอมีวงรอบสีขาว อกสีแดง ลำตัวสีเทา ปากสีเทา และเท้าสีสัม ตัวผู้เมื่อโตเต็มที่จะมีหนักประมาณ 3.0-3.5 กิโลกรัม ตัวเมียมีน้ำหนักประมาณ 2.5-3.0 กิโลกรัม เริ่มให้ไข่เมื่ออายุประมาณ 6 เดือน
    • เป็ดปากน้ำ เลี้ยงกันมากในเขตจังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทราและชลบุรี ตลอดจนจังหวัดที่อยู่ชายฝั่งทะเลอื่น ๆ เป็นเป็ดพันธุ์เล็ก ตัวเมีย มีปาก เท้า และขนปกคลุมลำตัวสีดำ อกสีขาว ส่วนตัวผู้จะมีขนบนหัวและคอสีเขียวเป็นเหลือบเงา มีลำตัวขนาดเล็กกว่าเป็ดนครปฐม ให้ไข่ฟองเล็กกว่า เริ่มให้ไข่เมื่ออายุประมาณ 5-6 เดือน ตัวผู้ของเป็ดพันธุ์พื้นเมืองนิยมนำไปเลี้ยงเป็นเป็ดเนื้อ
  • เป็ดบาบารี่ เป็นเป็ดที่มีการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างเป็ดเทศพันธุ์พื้นเมือง เพศเมีย กับเป็ดเทศพันธุ์บาบารี่ 100% แล้วนำลูกเป็ดเทสเพศเมีย ที่ได้ไปผสมกับเป็ดเพศพ่อ พันธุ์บาบารี่ 100% อีกครั้งหนึ่ง จะได้เป็ดเทศลูกผสมสายเลือดบาบารี่ 75% มีลักษณะเด่นคือเป็นเป็ดเนื้อลูกผสมที่มีโครงการใหญ่เนื้อมาก ไขมันต่ำ ไร้กลิ่นสาป เนื้อตัวสะอาดทนทานต่อสภาพแวดล้อม เช่นเดียวกับเป็ดพื้นเมืองธรรมดา แต่มีข้อดีคือ เลี้ยงง่าย โตเร็ว สามารถใช้อาหารที่หาตามท้องถิ่นได้ ออกไข่ปีละ 4-5 ชุด ๆ ละประมาณ 20 ฟอง สามารถฟักไข่ได้เอง และเลี้ยงลูกเก่ง ข้อสำคัญ จำหน่ายได้ราคาดีเป็นที่ต้องการของตลาด

โรงเรือนและอุปกรณ์ในการเลี้ยง

โรงเรือนควรทำจากไม้หรือวัสดุที่หาง่ยในท้องถิ่น หลังคามุงด้วยจาก หญ้าคา หรือแฝกขนาดของโรงเรือน 1 ตารางเมตร สามารถใช้เลี้ยงเดเทศได้ 4 ตัว ลักษณะโรงเรือนที่ดีตั้งอยู่ในทิศตะวันออก-ตะวันตก ภายในโรงเรือนต้องมีภาชนะรางน้ำอาหารอย่างเพียงพอกับจำนวนเป็ดที่เลี้ยงต้องมีลานปล่อยสำหรับให้เป็ดเทศออกกำลังกายและหอาหารตามธรรมชาติกิน

การเลี้ยงเป็ดเทศ

การจัดการเลี้ยงดูเป็ด

    โดยทั่วไปการเลี้ยงเป็ดเทศใช้วิธีระบบการเลี้ยงแบบกึ่งขังกึ่งปล่อย ควรเริ่มด้วยการซื้อพ่อพันธุ์มาเลี้ยง อัตราพ่อแม่พันธุ์ที่เหมาะสม ควรใช้พ่อพันธุ์ 1 ตัวต่อแม่พันธุ์ 5-7 ตัว อาหารสำหรับเลี้ยงเป็ดเทศจะใช้อาหารสำเร็จรูปหรือผสมอาหารใช้เองก็ได้ แต่อาหารต้องมีโภชนะตามความต้องการของเป็ดในแต่ละระยะการเจริญเติบโต เสริมด้วยพืชอาหารหยาบเพื่อลดต้นทุนและควรมีการปล่อยเลี้ยง เพื่อให้เป็ดหาอาหารตามธรมชาติเพิ่มเติม แม่เป็ดจะเริ่มให้ไข่เมื่ออายุ 24-28 สัปดาห์ การฟักไข่อาจปล่อยให้แม่เป็ดฟักตามธรรมชาติหรือแยกนำไข่มาฟักโดยใช้ตู้ฟัก

    ซึ่งจะทำให้ผลการฟักออกดีขึ้นแต่ผู้เลี้ยงต้องมีความชำนาญในการใช้ตู้ฟัก โดยเฉลี่ยเป็ดเทศจะให้ลูกได้ปีละ 4 รุ่นๆ ละประมาณ 14-15 ตัว ในการเลี้ยงควรมีน้ำสะอาดและอาหารให้กินตลอดเวลา และหมั่นทำความสะอาดภาชนะใส่น้ำเป็นประจำควรดูแลสุขภาพและทำวัคซีน ตามโปรแกรมที่กำหนตเพื่อให้การเลี้ยงดูประสบผลสำเร็จแสะไต้ผลทำไรเต็มที่ผลผลิตของเป็ดเทศที่จำหน่ายสู่ตลาดอาจจำหน่ายได้ทั้งลูกเป็ดที่ฟักออก หรือเลี้ยงขุนจนเป็ดมีอายุ 70-90 วัน แล้วจำหน่ายเป็ดเนื้อโดยจะมีขนาดน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยตัวละ 2.5-3 กิโลกรัม

การจัดการเลี้ยงดูเป็ดเทศในระยะต่างๆ

  • การเลี้ยงเป็ดเล็ก
    ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 3 สัปดาห์) เมื่อถูกเป็ดเกิดใหม่ๆ จะต้องให้ความอบอุ่นและเลี้ยงดูอย่างดี เพื่อให้ลูกเป็ดแข็งแรง ดังนั้น จึงควรเอาใจใส่ในระยะแรกนี้เป็นพิเศษ โดยปกติลูกเป็ดอายุ แรกเกิด – 3 สัปดาห์ ต้องการความอบอุ่นโดยการกกหรือให้แม่เป็ดเลี้ยงลูกเป็ด รวมทั้งอาหารที่มีคุณภาพ และน้ำสะอาด
  • การเลี้ยงเป็ดเทศรุ่น (อายุ 4 – 12 สัปดาห์)
    ลูกเป็ดอายุครบ 3 สัปดาห์ ความต้องการความอบอุ่นลดลง เพราะลูกเป็ดมีขนขึ้นเต็มลำตัว แตะลูกเป็ดกินอาหารได้ดีจนสามารถสร้างความอบอุ่นชื้นได้เองอย่างพอเพียง ลูกเป็ดอายุ 4 – 8 สัปดาห์ จะมีการเจริญเติบโตสูง ต้องการอาหารจำนวนมาก จึงต้องให้อาหารและน้ำเต็มที่
  • การเลี้ยงดูเป็ดอายุ 13 – 24 สัปดาห์
    จะเข้าสู่วัยหนุ่ม – สาว เป็ดจะกินอาหารมากขึ้นแต่เจริญเติบโตน้อย ดังนั้น ควรให้อาหารเพียงพอสำหรับรักษาขนาดให้มีน้ำหนักเพิ่มเล็กน้อยและให้หญ้าลด ผักลดหรือผักตบชวาเสริม เพื่อช่วยลดตันทุนการผสิต มีน้ำที่สะอาดตั้งไว้กินอยู่ตลยดเวลา 
  • การเลี้ยงเป็ดเทศพ่อ – แม่พันธุ์
    เป็ดเทศจะเริ่มไข่เมื่อายุ 28 สัปดาห์ (7 เตือน) การเลี้ยงดูช่วงนี้ต้องเอาใจใส่ โดยเฉพาะการให้อาหาร วันหนึ่งให้อาหาร 2 ครั้ง เช้าและเย็น เพื่อให้เป็ดเทศได้กินอาหารและสามารถใช้ประโยชน์ไห้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็ดแม่พันธุ์ช่วงกำลังไข่จะต้องการอาหารมาก แต่เมื่อไข่แล้วปริมาณความต้องการอาหารจะลดลง การไข่ของเป็ดเทศปีหนึ่งๆ จะไข่ประมาณ 4 – 5 ชุด ชุดหนึ่ง 15 -20 พ่อง เป็ดเทศสามารถให้ไข่ได้ดีในช่วงอายุ 2 ปี ของการให้ไข่ หลังจากนั้น การให้ไข่จะลดลง แม่เป็ดชอบไข่ในที่มืดและสงบไม่ชอบให้ตัวอื่นมารบกวนรังไข่ ดังนั้น ในคอกเป็ดพันธุ์ควรจะมีรังไข่ รองรังไข่ด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง รังไข่อาจใช้กระบะไม้ หรือโอ่งจัดไว้ในมุมมืดของคอก รังไข่ 1 รัง ต่อแม่เป็ด 2 -3 ตัว จะช่วยให้เป็ดไข่ใด้ดี และไม่แย่งรังกันไข่มีผัก หญ้าสด หรือผักตบชวา น้ำสะอาดให้กินอยู่ตลอดเวลาจะช่วยลดต้นทุน และประหยัดอาหาร

เลี้ยงเป็ดเทศ

โรคแสะการป้องกันโรค

  • โรคอหิวาต์ ต้องทำวัคชีนอหิวาห์เป็ด ครั้งแรกเมื่อเป็ดอายุ 3 สัปดาห์ และทำช้ำทุก 3 เดือน โดยฉีดเข้ากล้าม ตัวตะ 1 ชีซี
  • โรคกาฟโรคเป็ด จะต้องทำวัคซีนกาฬโรคเป็ดครั้งแรก เมื่อเป็ดอายุ 3 – 4 สัปดาห์ จากนั้นทำวัคชีน ดังรายละเอียดตามตาราง โดยการฉีดเข้ากล้าม ตัวละ 1 ชีชี

ต้นทุนและผลตอบแทน

สำหรับการเลี้ยงเป็ดบาร์บารี่ จำนวน 1 ชุด ประกอบด้วย พ่อพันธุ์ จำนวน 10 ตัว แม่พันธุ์ จำนวน50 ตัว

  • ต้นทุน
    ต้นทุนหลักซึ่งเป็นต้นทุนคงที่จะได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการสร้างโรงเรือนและจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 10,000 -20,000 บาท ส่วนตันทุนผันแปรซึ่งเป็นค่าพันธุ์ ค่อาหารค่าวัคซีนและเวชภัณฑ์ จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 30,000-40,000 บาทต่อปี
  • ผลตอบแทน
    • จะได้จากการจำหน่ายลูกเป็ดเทศที่ผลิตได้ ประมาณ 50-60 ตัวต่อตัวต่อปี ซึ่งจะจำหน่ายได้ในราคาตัวละ 20-25 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 1,200-1,500 บาทต่อแม่ต่อปี
    • การจำหน่ายเป็ดใหญ่ที่เลี้ยงจนโต ขนาดน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยตัวละ 2.5-3 กิโลกรัม จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 50-55 บาท คิดเป็นผลตอบแทนตัวละ 125-165 บาท

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนและผลตอบแทนจากการเลี้ยงสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะการตลาดและแหล่งที่เลี้ยง อาทิ ราคาพันธุ์เป็ดอาหารและราคารับซื้อผลผลิตของแต่ละตลาด และขนาดการผลิตดังนั้น เกษตรกรจะต้องศึกษาข้อมูลและรายละเอียดให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจเลี้ยง

อ้างที่มา : กรมส่งเสริมวิชาการเกษตร , www.sarakaset.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เกษตรทฤษฎีใหม่ หัวใจพอเพียง พอกิน พอใช้รายได้ไม่ขาดมือ

เกษตรทฤษฎีใหม่ หัวใจพอเพียง พอกิน พอใช้รายได้ไม่ขาดมือ

เกษตรทฤษฎีใหม่


ปัญหาหลักของเกษตรกรในอดีตจนถึงปัจจุบันที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การขาดแคลนน้ำเพื่อเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่อาศัยน้ำฝน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศที่อยู่ในเขตที่มีฝนค่อนข้างน้อยและส่วนมากเป็นนาข้าวและพืชไร่ เกษตรกรยังคงทำการเพาะปลูกได้ปีละครั้งในช่วงฤดูฝนเท่านั้น และมีความเสี่ยงกับความเสียหายอันเนื่องมาจากความแปรปรวนของดิน ฟ้า อากาศ และฝนทิ้งช่วง แม้ว่าจะมีการขุดบ่อหรือสระเก็บน้ำไว้ใช้บ้างแต่ก็ไม่มีขนาดแน่นอน หรือมีปัจจัยอื่น ที่เป็นปัญหาให้มีน้ำใช้ไม่เพียงพอรวมทั้งระบบการปลูกพืชไม่มีหลักเกณฑ์ใด ๆ และส่วนใหญ่ปลูกพืชนิดเดียว

เกษตรตามแนว “ทฤษฎีใหม่”

“ทฤษฎีใหม่” เป็นแนวทางหรือหลักในการบริหารจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรินี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบความยากลำบาก ให้สามารถผ่านช่วงวิกฤต โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำได้โดยไม่เดือดร้อนและยากลำบากนัก

การดำเนินงานตามทฤษฎีใหม่มี 3 ขั้นตอน คือ

  • การผลิต ให้พึ่งตนเองด้วยวิธีง่าย ค่อยเป็นค่อยไปตามกำลัง ให้พอมีพอกิน
  • การรวมพลังกันในรูปแบบ หรือ สหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกัน ในด้านการผลิต การตลาด ความเป็นอยู่ สวัสดิการการศึกษา สังคมและศาสนา
  • การดำเนินธุรกิจโดยติดต่อ ประสานงาน จัดหาทุนหรือแหล่งเงินในขั้นแรกที่เป็นการผลิต ถือเป็นขั้นสำคัญที่สุด ให้แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 หมายถึง
    • ขุดสระเก็บกักน้ำ
      พื้นที่ประมาณ 30% ให้ขุดสระเก็บกักน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้สม่ำเสมอตลอดปี โดยเก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง หรือระยะฝนทิ้งช่วง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์ และพืชน้ำต่างๆ เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด โสน ฯลฯ
    • ปลูกผลไม้ ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผัก
      พื้นที่ประมาณ 30 % ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผักพืชสมุนไพร ฯลฯ อย่างผสมผสานกัน และหลากหลายในพื้นที่เดียวกัน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือจากการบริโภคก็นำไปขายได้
    • ปลูกข้าว
      พื้นที่ประมาณ 30 % ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันสำหรับครัวเรือนให้เพียงพอตลอดปี โดยไม่ต้องซื้อหาในราคาแพง เป็นการลดค่าใช้จ่าย และสามารพึ่งตนเองได้
    • เป็นที่อยู่อาศัย และอื่นๆ
      พื้นที่ประมาณ 10 9 ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนนหนทาง คันดิน โรงเรือนและสิ่งก่อสร้างอื่นo รวมทั้งคอกเลี้ยงสัตว์ เรือนเพาะชำ ฉางเก็บผลิตผลการเกษตร ฯลฯ

หลักการและแนวทางสำคัญในการดำเนินงานเกษตรตามแนว “ทฤษฎีใหม่” ที่ควรทราบมีดังนี้

  • เป็นระบบการผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับที่ประหยัดก่อน
  • ต้องมีพื้นที่ส่วนหนึ่งทำนาข้าว เพราะข้าวเป็นปัจจัยหลักที่ทุกครัวเรือนต้องปลูก เพื่อให้มีข้าวพอบริโภคตลอดทั้งปี
  • ต้องมีน้ำสำรองไว้ใช้เพียงพอตลอดปี เพื่อการเพาะปลูกในระยะฝนทิ้งช่วง หรือในฤดูแล้ง
  • ใช้อัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 ในการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ไม่ว่าจะมีพื้นที่ถือครองน้อยกว่าหรือมากกว่า 15 ไร่ คือ
    • 30 % ใช้ขุดสระเก็บกักน้ำ
    • 30 % ใช้ปลูกข้าว
    • 30 % ใช้ปลูกพืชผัก ผลไม้ พืชไร่ ไม้ยืนต้น
    • 10 % ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและอื่นๆ

ประโยชน์ของ “ทฤษฎีใหม่ สรุปได้ดังนี้

  • ประชาชนพออยู่พอกินในระดับประหยัด เลี้ยงตนเองได้ ไม่อดอยาก ตามหลักปรัชญาของ “เศรษฐกิจพอเพียง”
  • ในหน้าแล้งก็สามารถนำน้ำที่เก็บกักไว้ในสระมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องอาศัยชลประทาน
  • ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาล ก็สามารถสร้างรายได้ให้ร่ำรวยได้
  • ในกรณีที่เกิดอุทกภัย ก็สามารถฟื้นตัว และช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง โดยราชการไม่ต้องช่วยเหลือมากนักในการจัดการเกษตรตามแนว “ฤษฎีใหม่” ให้เกิดประสิทธิภาพนั้น ประเด็นสำคัญ คือ การพึ่งตนเอง ประหยัด และมัธยัสถ์ ก่อให้เกิดเศรษฐกิจพอเพียง โดยการจัดการแบ่งพื้นที่ให้สัมพันธ์ และเกื้อกูลกัน ซึ่งเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดิน น้ำ แรงงาน และรักษาสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น อันจะนำไปสู่การผลิตที่เกิดรายได้ และสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ที่มา : Youtrube บ่าวยุทธพาจ้วด เรื่อง | เกษตรทฤษฎีใหม่คือความมั่นคง ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง อ.นาเชือก


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การใช้ปุ๋ยผสมผสาน เพื่อลดตันทุนการผลิตและการเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

การใช้ปุ๋ยผสมผสาน เพื่อลดตันทุนการผลิตและการเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

การใช้ปุ๋ยผสมผสาน

การใช้ปุ๋ยผสมผสาน


ก่อนจะกล่าวถึงเรื่อง “ปุ๋ย” จำเป็นต้องรู้จัก “ดิน” ก่อนว่ามีองค์ประกอบอะไรอยู่ในดินบ้างองค์ประกอบของดิน และสัดส่วนที่ควรมีสำหรับดินที่มีคุณภาพดี

  • แร่ธาตุ หรืออนินทรียวัตถุ (45%) เป็นส่วนที่ได้จากการสลายตัวผุพังของหินและแร่ อันเป็นแหล่งกำเนิดของราตุอาหารให้แก่พืชได้ใช้เพื่อการเจริญเติบโต
  • อินทรียวัตถุ (5%) คือ ซากพืช ซากสัตว์ ที่ถูกย่อยสลายโดยการกระทำของจุลินทรีย์ที่อยู่ในดิน ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมาก จนตาเปล่ามองไม่เห็น จนได้สารอินทรียวัตถุที่อยู่ในรูปที่คงทนต่อการสลายตัวมีประโยชน์ ทำให้ดินมีโครงสร้างที่ดี ได้แก่ ความโปร่งร่วนซุย ดูดซับน้ำ และระบายน้ำ และอากาศได้ดี ทำให้รากพืชชอนไชไปหาธาตุอาหารในดินได้ง่ายขึ้น
  • น้ำ (25%) อยู่ในช่องว่างระหว่างเม็ดดิน ช่วยละลายแร่ราตุอาหารในดิน ให้พืชดูดไปใช้เพื่อการเจริญเติบโต
  • อากาศ (25%) อยู่ในช่องว่างระหว่างเม็ดดิน ช่วยให้ออกซิเจนแก่รากพืชใช้ในการหายใจ

การใช้พื้นที่ทำการเกษตรในการปลูกพืชติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้สัดส่วนขององค์ประกอบดินเปลี่ยนแปลงไป ธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินจะติดไปกับผลผลิตที่เก็บเกี่ยวออกไปจากแปลง การไถพรวนดินครั้งแล้วครั้งเล่าการเผาเพื่อเตรียมที่ดินปลูกพืชฤดูกาลต่อไปทำให้อินทรียวัตถุลดลง ส่งผลให้โครงสร้างของดินเสียไป ดินแน่นทึบ การระบายน้ำถ่ายเทอากาศไม่ดี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปรับปรุงบำรุงดินเพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินในรูปของ “ปุ๋ย”

ความหมายและประเภทของ “ปุ๋ย” ปุ๋ย หมายถึง สิ่งที่ใส่ลงไปในดิน หรือฉีดพ่นให้แก่ต้นพืชเพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้แก่พืช แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ

การใช้ปุ๋ยผสมผสาน

ทำความรู้จักกับ ปุ๋ยเคมี

ปุ๋ยเคมี คือ สารประกอบอนินทรีย์ที่ได้จากหินและแร่ธาตุในธรรมชาติ ส่วนใหญ่นำมาผ่านกระบวนการผลิตทางเคมีวัตถุประสงค์ของการใช้ปุ๋ยเคมี เพื่อให้ธาตุอาหารแก่พืชโดยต้องใส่ลงไปในดินที่มีความชื้นเหมาะสมหรือใส่แล้วต้องรดน้ำเพื่อที่จะละลายให้ธาตุอาหารแก่พืชดูดไปใช้ประโยชน์ได้ทันที เพื่อการเจริญเติบโตแตกกิ่งก้าน สร้างใบ ดอก เมล็ด และผลปุ๋ยเคมี แบ่งเป็น

  • แม่ปุ๋ย หมายถึง ปุ๋ยที่มีความเข้มข้นของธาตุอาหารสูงทั้งในรูปปุ๋ยเชิงเดี่ยว (มีธาตุอาหารหลักไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ธาตุใดราตุหนึ่งเพียงธาตุเดียว) หรือปุ๋ยเชิงประกอบที่มีราตุอาหารหลักตั้งแต่ 2 ธาตุขึ้นไป ไม่มีสารตัวเติมในแม่ปุ๋ย โดยใช้แม่ปุ๋ยผสมเป็นปุ๋ยสูตรต่าง ๆ ซึ่งแม่ปุ๋ยที่นิยมใช้มี 3 สูตร ได้แก่ ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ให้ธาตุอาหารไนโตรเจนปุ๋ยสูตร 0-0-60 ให้ธาตุอาหารโพแทสเซียม และปุ๋ยสูตร 18-46-0ให้ธาตุอาหารฟอสฟอรัส และไนโตรเจน
  • ปุ๋ยผสม หมายถึงปุ๋ยที่มีาตุอาหารหลักตั้งแต่ 2 ธาตุ ขึ้นไปอาจเป็นสารประกอบชนิดเดียว ที่มีธาตุอาหารหลักอยู่รวมกันหรืออาจเป็นปุ๋ยที่นำแม่ปุ๋ย 2 ชนิดขึ้นไปมาผสม แล้วอาจปั้นเม็ดเป็นเนื้อเดียวกัน หรือผสมแบบคลุกเคล้า และมีการใส่สารตัวเติมลงในปุ๋ย เพื่อให้มีน้ำหนักปุ๋ยครบ 100 กิโลกรัม ( เท่ากับปุ๋ย 2 กระสอบ) ตามที่พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 กำหนดซึ่งสารตัวเติมไม่มีจุดประสงค์ในการให้ธาตุอาหารหลัก เช่นปุ๋ยสูตร 16-20-0 มีปริมาณธาตุอาหาร ไนโตรเจน เท่ากับ 36 กิโลกรัมเป็นสารตัวเติมที่ไม่ใช่ราตุอาหารหลัก เท่ากับ 64 กิโลกรัม เป็นต้น

ทำความรู้จักกับ ปุ๋ยอินทรีย์

ปุ๋ยอินทรีย์ คือ ปุ๋ยที่ได้หรือทำมาจากวัสดุอินทรีย์ ซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธีทำให้ชื้น สับ หมัก บด ร่อน สกัดหรือด้วยวิธีการอื่น และวัสดุอินทรีย์ถูกย่อยสลายสมบูรณ์ด้วยจุลินทรีย์ แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยพืชสด วัตถุประสงค์ของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ทำให้ดินโปร่งร่วนซุย

ทำความรู้จักกับ ปุ๋ยชีวภาพ

ปุ๋ยชีวภาพ คือ ปุ๋ยที่ได้จากการนำจุสินทรีย์ที่มีชีวิต ที่สามารถสร้างธาตุอาหารพืชหรือช่วยให้ธาตุอาหารในดินเป็นประโยชน์กับพืชได้มากขึ้น และหมายความรวมถึงหัวเชื้อจุลินทรีย์ด้วยวัตถุประสงค์การใช้ปุ๋ยชีวภาพ เพื่อเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ดิน เพิ่มปริมาณธาตุอาหารพืช และส่งเสริมความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารในดินให้กับพืช ปุ๋ยชีวภาพ จะต้องมีชนิดจุลินทรีย์ และปริมาณที่ระบุไว้ จำนวนแน่นอน ตัวอย่างปุ๋ยชีวภาพ เช่น

  • ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ ช่วยเพิ่มปริมาณ จำนวนรากอย่างน้อย 20 % ทำให้ดูดราตุอาหารและน้ำจากดินมาใช้ได้มากขึ้น และสามารถตรึงในโตรเจนจากอากาศและสร้างสารกระตุ้นการเจริญเติบโต ทำให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้อย่างน้อย 25% และทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น มีผลิตใช้เฉพาะในข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย และมันสำปะหลัง
  • เชื้อไรซเบียม ช่วยในการตรึงในโตรเจนจากอากาศมาให้พืชใช้ประโยชน์ ทำให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมี มีผลิตใช้เฉพาะในพืชตระกูลถั่ว

แนวทางการใช้ปุ๋ยผสมผสาน เพื่อลดต้นทุนการผลิต

  • เก็บตัวอย่างดินส่งตรวจวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการหรือตรวจสอบด้วยตนเองโดยใช้ชุดตรวจสอบดินแบบรวดเร็วเพื่อทราบความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยเฉพาะธาตุอาหารหลัก ( เอ็น พี เค : N P K ) และความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ( พีเอช : pH )
  • ปรับปรุงดินโดยใช้ปัยอินทรีย์ในช่วงเตรียมดินเตรียมหลุมปลูกในไม้ผล ช่วงที่พืชเจริญแล้ว และหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต
  • ใช้วัสดุปรับปรุงดิน เช่น ปูนชนิดต่าง ๆ กรณีดินมีความเป็นกรด (พีเอช) ต่ำกว่า 5.5 แต่ถ้าพืชชอบดินที่เป็นกรด เช่น กาแฟ แตงโม สับปะรด มันฝรั่ง ทนความเป็นกรดได้ถึงระดับพีเอช 5 และยางพารา ชา ทนความเป็นกรดได้ถึงระดับพีเอช 4 อาจไม่ต้องใช้วัสดุปรับปรุงดิน
  • ผสมแม่ปุ๋ยเคมีใช้เอง ( สูตร 46-0-0, 18-4-0, 0-0-60 )ตามคำแนะนำจากผลวิเคราะห์ดิน หรือใช้ปุ๋ยผสมสูตรที่ใกล้เคียงกับคำแนะนำ
  • ใช้ปุ๋ยชีวภาพร่วมด้วย ในพืชที่ใช้ได้ ซึ่งปุ๋ยชีวภาพมีราคาถูก 1 ถุง คลุกเมล็ดข้าวได้ 10 – 15 กิโลกรัมข้าวโพด 3 – 4 กิโลกรัม หรือ 2 ถุง ฉีดพ่นท่อนพันธุ์อ้อยและแช่ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังได้ 1 ไร่ ทำให้ลดการใช้ปุยเคมีลงได้ อย่างน้อย 25% หรือใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีหว่านหลังปลูก

* สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากสำนักงานเกษตรอำเภอหรือศูนย์จัดการดินปุ้ยชุมชนใกล้บ้าน*

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเลี้ยงแพะมือใหม่ ต้องเริ่มต้นยังไงดี

การเลี้ยงแพะมือใหม่ ต้องเริ่มต้นยังไงดี

การเลี้ยงแพะมือใหม่

การเลี้ยงแพะมือใหม่


การเลี้ยงสัตว์กำลังได้รับการสนใจเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากการปลูกพืชแล้ว การเลี้ยงสัตว์ยังเป็นอาชีพหนึ่งที่สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกร ทั้งเป็นรายได้หลักและรายได้เสริม เเพะเป็นสัตว์ที่น่าเลี้ยง ทั้งนี้เพราะแพะนอกจากจะเลี้ยงง่ายขยายพันธุ์ได้เร็วแล้ว ยังมีข้อดีต่าง ๆ อีกมาก เช่น

  • แพะเป็นสัตว์ที่ให้ผลผลิตทั้งเนื้อและนม มีขนาดเล็ก ทำให้ผู้หญิงหรือเด็กก็สามารถให้การดูแลได้
  • แพะเป็นสัตว์ที่หาอาหารกินเองได้เก่ง กินอาหารได้หลายชนิด ดังนั้นถึงเม้ฤดูแล้ง เพะก็สามารถหาวัชพืช ที่โค-กระบือไม่กินกินเป็นอาหารได้
  • แพะมีการเจริญดิบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวได้เร็ว สามารถใช้แพะผสมพันธุ์ได้ตั้งแค่อายุเพียง 8 เดือน
  • แพะมีความสมบูรณ์พันธุ์สูง แม่แพะมักคลอดลูกแฝด และใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงถูกสั้น จึงทำให้สามารถตั้งท้องได้ใหม่
  • แพะเป็นสัตว์ที่ใช้พื้นที่ในการเลี้ยงเพียงเล็กน้อย ทั้งพื้นที่โรงเรือนและพื้นที่สำหรับปลูกพืชอาหารสัตว์สำหรับแพะ

สายพันธุ์แพะ

การที่จะให้การเลี้ยงแพะประสบความสำเร็จ ปัจจัยที่สำคัญอันหนึ่งก็คือพันธุ์เพะที่จะใช้เป็นพ่อ-แม่พันธุ์ เพราะพ่อ-แม่พันธุ์ที่ดีหากเลี้ยงอย่างถูกวิธี จะให้ผลผลิตที่ดีด้วย

การเริ่มต้นในการเลี้ยงแพะ ควรเริ่มจากการเลี้ยงแพะพื้นเมืองหรือเพะลูกผสมระหว่างเพะพันธุ์พื้นเมือง กับแพะพันธุ์ต่างประเทศที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์แล้ว เพราะนอกจากจะเลี้ยงดูง่ายแล้วยังลงทุนต่ำอีกด้วย เมื่อมีความรู้และประสบการณ์แล้วก็เริ่มเลี้ยงแพะพันธุ์แท้ ซึ่งอาจจะใช้แต่พ่อพันธุ์เเพะที่ดีนำมาผสมพันธุ์กับแม่แพะหรือปรับปรุงพันธุ์แพะในฝูงให้ดีขึ้น พันธุ์แพะเนื้อที่นิยมเลี้ยงกันในเขตประเทศไทยมีอยู่หลากหลายพันธุ์ เซ่น พันธุ์บอร์ พันธุ์แองโกร่า พันธ์แคซเมียร์ พันธุ์แบล็ตเบงกอล เป็นต้น

พันธุ์บอร์ (Boer)

             พันธุ์บอร์ (Boer) ปัจจุบันประเทศไทยนิยมเลี้ยงแพะพันธุ์นี้เพื่อผลิตเป็นแพะเนื้อมากขึ้น เพราะเป็นแพะเนื้อที่มีขนาดรูปร่างใหญ่ ล่ำสัน มีลำตัวใหญ่ยาวและกว้าง มีกล้ามเนื้อมาก และมีลักษณะของกระดูกโครงร่างใหญ่แข็งแรง ลักษณะสีลำตัวเป็นสีขาวมีสีน้ำตาลแดงที่หัวและคอ หัวโหนกนูน ดั้งจมูกโด่งและงุ้มลง เขาเอนไปด้านหลังและงอโค้งลงด้านล่าง ใบหูยาวและห้อยลง มีเครา แต่ไม่มีติ่ง (Wattle) ที่ใต้คอ น้ำหนักตัวเฉลี่ยของตัวผู้อยู่ที่ประมาณ 70-90 กิโลกรัม ส่วนตัวเมียมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 50-65 กิโลกรัม แม่แพะมีอัตราการให้ลูก แฝดสูงโดยมีจำนวนลูก 2-3 ตัวต่อดรอก

             แพะพันธุ์นี้มีข้อดีในการเลี้ยงเป็นแพะเนื้อเพราะมีขนาดใหญ่ ให้เนื้อมาก หนังจะมีคุณภาพดี อัตราการเจริญเติบโตดีหากมีการดูแลให้อาหารขันเสริม แต่มีข้อด้อยในเรื่องของการที่แม่แพะให้นมน้อยไม่เพียงพอในการเลี้ยงลูกแฝด

พันธุ์แองโกร่า (Angora)

             แพะพันธุ์แองโกร่า (Angora) เป็นแพะที่มีลักษณะรูปร่างขนาดเล็ก มีความสูงจากหัวไหล่ประมาณ 50-60 เซนติเมตร มีขนค่อนข้างยาวเมื่อเทียบกับพันธุ์อื่นๆ เส้นขนเป็นปุยละเอียดอ่อนนุ่ม ในต่างประเทศจึงนิยมเลี้ยงเพื่อเป็นแพะขน หัวมีลักษณะแบน ดั้งจมูกลาดตรงมีเขาเอนไปด้านหลัง หูตก มีเดรา แต่ไม่มีติ่ง (Wattle) ใต้ดอ น้ำหนักตัวในเพศผู้เฉลี่ยอยู่ที่ 35-55 กิโลกรัม น้ำหนักตัวในเพศเมียเฉลี่ยอยู่ 30-40 กิโลกรัม จำนวนลูก 1 ตัวต่อดรอก

           แพะพันธุ์นี้มีข้อด้อยในแง่ที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักตัวน้อย หากปล่อยให้แทะเล็มอยู่ในแปลงหญ้าจะหากินไม่เก่ง แต่ชอบหากินตามพุ่มไม้ป่าละเมาะมากกว่า และจากการที่เป็นแพะที่มีขนยาว หากเลี้ยงในเขตที่มีอากาศร้อนมากแพะจะเครียดจากความร้อน ขนพันกันทำให้สกปรกง่ายจึงต้องตัดขนปีละ 2 ครั้ง

การเลี้ยงแพะมือใหม่

แพะพันธุ์ซาเเนน

             เป็นแพะนมที่มีขนาดใหญ่ให้ผลผลิตนมสูงกว่าแพะพันธุ์อื่นๆ แพะพันธุ์นี้มีขนสั้น ดั้งจมูกและใบหน้ามีลักษณะตรง ใบหูเล็กและตั้งชี้ไปข้างหน้า ปกติจะไม่มีเขาทั้งในเพศผู้และเพศเมีย แต่เนื่องจากมีแพะกระเทยในแพะพันธุ์นี้มาก จึงควรคัดเฉพาะแพะที่มีเขาไว้เป็นพ่อพันธุ์ เพราะมีรายงานว่าลักษณะกระเทยมีความสัมพันธ์ทางพันธุ์กรรมอยู่กับลักษณะของการไม่มีเขา แพะพันธุ์นี้มีสีขาว สีครีม หรือสีน้ำตาลอ่อนๆน้ำหนักโตเต็มที่ประมาณ 60 กิโลกรัม สูงประมาณ 70-90 เซนติเมตร ให้น้ำนมประมาณวันละ 2 ลิตร ระยะเวลาการให้นมนานถึง 200 วัน มีหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เลี้ยงแพะพันธุ์นี้อยู่มาก เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และประเทศไทย แต่ก็มีปัญหาเพราะว่าแพะพันธุ์นี้ปรับตัวเข้ากับภูมิอากาศในแถบนี้ไม่ค่อยดีนัก แต่ถ้าหากเลี้ยงแพะพันธุ์นี้ไว้ในลักษณะขังคอกตลอดเวลา ก็จะทำให้ปัญหาเรื่องเจ็บป่วยลดลงให้ผลผลิตดี

แพะพื้นเมือง (Native goats)

             แพะพื้นเมือง (Native goats) เป็นแพะที่มีขนาดเล็ก มีการเลี้ยงและขยายพันธุ์กันอย่างแพร่หลายในแถบชนบทในเขตภาคใต้ของประเทศไทย โดยมากแพะพื้นเมืองที่มีอยู่มีการสันนิษฐานว่าการนำแพะเข้ามาเลี้ยงนั้นได้มาจากลายพันธุ์แพะในประเทศอินเดีย และประเทศมาเลเซีย ด้วยเหตุผลของการเผยแผ่ศาสนาและวัฒนธรรมการเลี้ยงแพะของประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลาม การเลี้ยงแพะในเขตภาคใต้ของประเทศไทยนั้น มักจะเป็นการเลี้ยงแบบปล่อยให้หากินไปตามพื้นที่รกร้าง เรือกสวนไร่นา ทุ่งหญ้าสาธารณะ เขตสวนยาง หรือป่าพรุ เป็นต้น

แพะพื้นเมืองเป็นแพะที่มีขนาดตัวเล็ก ลักษณะของแพะมักจะค่อนข้างแปรผันมากทั้งในส่วนของขนาด รูปร่าง และสีสันของลำตัวแพะ คือมีมากมายหลายสีตั้งแต่ สีเหลือง แดงน้ำตาลแดง น้ำตาลเข้ม ดำ หรืออาจมีลักษณะแบบสีผสม เช่น ขาวน้ำตาล ขาวดำ น้ำตาลดำอาจพบลำตัวแพะมีลายจุด หรือลายเป็นวง เป็นแต้ม หรือมีลายกระด่างกระดำ มีการผสมสีกันจนสีของลำตัวดูเปรอะไปทั้งตัว เป็นตัน

ลักษณะนิสัยแพะพื้นเมืองจะค่อนข้างร่าเริงและมีความอดทนสูงต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมหลายอย่าง เช่น สภาพอากาศร้อน หรือความชื้นที่มีมากจากสภาพฝนตกชุกในเขตภาคใต้ของไทย แพะพื้นเมืองมีขนาดเล็กจึงทำให้ปราดเปรียว คล่องตัวในการซอกแซกหากินใบไม้ตามพุ่มไม้และปีนป่ายคล่องแคล่ว เชื่อง ไม่ตื่นคน หากินเก่ง กินอาหารได้หลากหลายทั้งผลพลอยได้ทางการเกษตร เศษพืชผัก หรือเศษอาหารที่เหลือจากครัวเรือน แพะพื้นเมืองจะค่อนข้างเป็นสัดเร็ว แต่ก็เลี้ยงลูกเก่ง สอนลูกให้หากินได้เร็ว ซึ่งถือเป็นลักษณะเด่นของแพะพื้นเมืองนั่นเอง

ลักษณะและวิธีการเลี้ยงแพะ

ลักษณะและวิธีการเลี้ยงแพะโดยทั่วไปสามารถจัดแบ่งออกได้เป็น 4 แบบ ด้วยกันคือ

  • การเลี้ยงแบบผูกล่าม   การเลี้ยงแบบนี้ใช้ช็อกผูกล่มที่คอแพะแล้วนำไปผูกให้แพะหาหญ้ากิน รอบบริเวณที่ผูก โดยปกติเชื่อกที่ใช้ผูกกล่าม แพะมักมีความยาวประมาณ 5-10 เมตร การเลี้ยงแบบนี้ผู้เลี้ยงจะต้องมีน้ำและอหารแร่ธาตุไว้ให้แพะกินเป็นประจำด้วย ในเวลากลางคืนก็ต้องนำแพะกลับไปเลี้ยงไว้ในดอกหรือเพิงที่มีที่หลบฝน การผูกล่ามแพะควรเลือกพื้นที่ที่มีร่มเงาที่แพะสามารถหลบแดดหรือฝนไว้บ้าง หากจะให้ดีเมื่อเกิดฝนตกกวรได้นำแพะกลับเข้าเลี้ยงในดอกโรงเรือนเลี้ยงแพะ

การเลี้ยงแพะมือใหม่

  • การเลี้ยงแบบปล่อย   การเลี้ยงแบบนี้เกษตรกรมักปล่อยแพะให้ออกหาอาหารกินในเวลากลางวัน โดยเจ้าของจะคอยดูแลตลอดเวลาหรือเป็นบางเวลาท่านั้นลักษณะการเลี้ยงเเบบนี้เป็นที่นิยมลี้ยงกันมากในบ้านเรา เพราะเป็นการเลี้ยงที่ประหยัด เกษตรกรไม่ต้องตัดหญ้ามาลี้ยงแพะ การปล่อยแพะหาอาหารกินอาจปล่อยในแปลงผักหลังการเก็บเกี่ยว หรือปล่อยให้กินหญ้าในสวนยาง แต่จะต้องระมัดระวังอย่าให้แพะเที่ยวทำความเสียหายให้แก่พืชที่เกษตรกรเพาะปลูก ทั้งนี้เพราะแพะกินพืชได้หลายชนิด การปล่อยแพะออกหาอาหารกินไม่ควรปล่อยในเวลาที่แดคร้อนจัดหรือฝนตก เพราะแพะอาจเจ็บป๋วยได้ โดยปกติเกษตรกรมักปล่อยแพะหาอาหารกินตอนสายแล้วไล่ต้อนกลับเข้าคอกตอนเที่ยง หรือปล่อยเพะออกหาอาหารกินตอนบ่ายแล้วไถ่ต้อนกลับเข้าคอกตอนเย็น หากพื้นที่ที่มีหญ้าอุดมสมบูรณ์แพะจะกินอาหารเพียง 1-2 ชั่วโมง ก็เพียงพอแล้ว
  • การเลี้ยงแบบขังคอก  การเลี้ยงแบบนี้เกษตรกรขังแพะไว้ในคอก รอบ ๆ คอกอาจมีแปลงหญ้าและมีรั้วรอบแปลงหญ้าเพื่อให้แพะได้ออกกินหญ้าในแปลง บางครั้งเกษตรกรต้องตัดหญ้าเนเปียส์หรือกินนีให้แพะกินบ้าง ในคอกต้องมีน้ำและอาหารข้นให้กิน การเลี้ยงวิธีนี้ประหยัดพื้นที่และแรงานในการดูแลเพะ แต่ต้องลงทุนสูง เกษตรกรจึงไม่นิยมทำการเลี้ยงกัน
  • การเลี้ยงแบบผสมผสานกับการปลูกพืช  การเลี้ยงเเบบนี้ทำการเลี้ยงได้ 3 ลักษณะที่กล่าวข้างต้น แต่การเลี้ยงลักษณะนี้เกษตรกรจะเลี้ยงแพะปะปนไปกับการปลูกพืช เช่น ปลูกยางพารา ปลูกปาล์มน้ำมัน และปลูกมะพร้าว ในภาคใต้ของประเทศไทย มีเกษตรกรจำนวนมากที่ทำการเลี้ยงแพะควบคู่ไปกับการทำสวนยาง โดยให้แพะทากินหญ้าใด้ต้นยางที่มีขนาดโตพอสมควร การเลี้ยงแบบนี้ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้นกว่าการพาะปลูกเพียงอย่างเดียว

โรงเรือนและอุปกรณ์ในการเลี้ยงแพะ

เเพะก็เหมือนสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ คือจะต้องมีสถานที่สำหรับแพะได้พักอาศัย หลบแดด หลบฝน หรือเป็นที่สำหรับนอนในเวลากลางคืน การสร้างโรงเรือนที่ใช้เลี้ยงแพะควรได้ยึดหลักดังต่อไปนี้

  • พื้นที่ตั้งของดอก คอกแพะควรอยู่ในที่เนินน้ำไม่ท่วมชัง แต่ถ้าหากพื้นที่ที่ทำการเลี้ยงแพะมีน้ำท่วมขังเวลาฝนตก ก็ควรสร้างโรงเรือนแพะให้สูงจากพื้นดินตามความเหมาะสม แต่ทางเดินสำหรับแพะขึ้นลงไม่ควรมีความลาดสูงกว่า 46 องศา เพราะหากสูงมากแพะจะไม่ค่อยกล้าขึ้นลงพื้นดอกที่ยกระดับจากพื้นดินควรทำเป็นร่อง โดยใช้ไม้ขนาดหนา 1 นิ้วกว้าง 2 นิ้ว ปูพื้นให้เว้นร่องระหว่างไม้แต่ละอันห่างกันประมาณ 5 เชนติเมตร หรืออางจะใช้พื้นตอนกรีต โดยปูพื้นดอกเพะด้วยสแลตที่ปูพื้นกอกสุกรก็ได้พื้นที่เป็นร่องนี้จะทำให้มูลของแพะตกลงข้างล่าง พื้นคอกจะแท้งและสะอาดอยู่เสมอ
  • ผนังคอก ผนังคอกแพะควรสร้างให้โปร่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ดี ผนังคอกควรมีความสูงไม่ต่ำกว่า 5 เมตร ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้แพะกระโดดหรือปืนข้ามออกไปได้
  • หลังคาโรงเรือน  แบบของหลังคาโรงเรือนเลี้ยงแพะมีหลายเเบบ เช่น เพิงหมาแหงน หรือ แบบหน้าจั่ว เกษตรกรที่จะสร้างควรเลือกแบบที่คิดว่าเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ และทุนทรัพย์ หลังคาโดยปกติมักจะสร้างให้สูงจากพื้นดอกประมาณ 2 เมตร ไม่ควรสร้างโรงเรือนให้หลังคาต่ำเกินไปเพราะอาจทำให้ร้อนและอากาศถ่ายทไม่ดี สำหรับวัสดุที่ใช้มุงหลังคาจะใช้จากหรือแฝก หรือสังกะสีก็ได้
  • ความต้องการพื้นที่ของแพะ แพะมีความต้องการพื้นที่ในการอยู่อาศัยในโรงเรือนประมาณตัวละ 1 ตารางเมตร ส่วนใหญ่ผู้เลี้ยงมักแบ่งภายในโรงเรือนออกเป็นออก ๆ แต่ละคอกขังแพะรวมฝูงกันประมาณ 10 ตัว โดยคัดขนาดของแพะให้ใกล้เคียงกันขังรวมฝูงกัน แต่ถ้าหากเห็นว่าสิ้นเปลืองคำาก่อสร้างก็อาจขังแพะรวมกันเป็นฝูงใหญ่ในโรงเรือนเดียวกันโดยไม่แบ่งเป็นคอก ๆ ก็ได้

อาหารแพะ

แพะสามารถกินหญ้าสด หญ้าแห้ง ใบไม้ จัดให้กินได้เต็มที่ หากเสริมอาหารข้นทำเอง หรือธัญพืชบ้าง และเสริมแร่ธาตุก้อน จะทำให้แพะมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ให้นมสำหรับเลี้ยงลูกมากขึ้น

การดูแลสุขภาพของแพะ

ปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งในการเลี้ยงแพะก็คือ แพะมักมีสุขภาพไม่ดีเจ็บป่วยและตาย ทำให้ผู้เลี้ยงเสียหาย ทางหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหานี้ก็คือผู้เลี้ยงต้องหมั่นเอาใจใส่และดูแลในเรื่องสุขภาพของแพะดังต่อไปนี้

  • กำจัดพยาธิภายนอก พยาธิภายนอกที่สำคัญของแพะได้แก่พวกเห็บ เหา หมัด และไร ซึ่งนอกจากจะทำความรำคาญให้แก่แพะแล้วอาจทำให้ขนแพะหลุดเป็นหย่อม 1 หรือเป็นโรคเรื้อนตามมา หากแพะถูกรบกวนด้วยพยาธิภายนอกดังกถ่าวก็จะทำให้สุขภาพไม่ดี ไห้ผลผลิตต่ำ การกำจัดพยาธิภายนอกนี้ทำได้โดยการหมั่นอาบน้ำและฉีดพ่นบริเวณลำตัวด้วยยากำจัดพยาธิภายนอก
  • กำจัดพยาธิภายใน พยาธิภายในที่สำคัญของแพะได้แก่พยาธิตัวกลม พยาธิตัวตึด และพยาธิไบไม้ในตับ ซึ่งพยาธิเหล่านี้จะทำให้แพะซูบผอม เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ขนและผิวหนังหยาบกร้าน การให้น้ำนมลดลงถ้าเป็นรุนแรงทำให้แพะมีอาการโลหิตจาง และตาย การกำจัดพยาธิภายในทำได้โดยการถ่ายพยาธิเมื่อแพะมีอายุได้ 3 เดือน และทำสม่ำเสมอประมาณ 2 เดือนต่อครั้ง ปัจจุบันมียาถ่ายพยาธิที่สามารถถ่ายพยาธิทั้ง 3 ชนิดในครั้งเดียวได้ จึงทำให้การถ่ายพยาธิสะดวกขึ้นมาก
  • การป้องกันโรคระบาดในแพะ โรคระบาดที่สำคัญในแพะและกรมปศุสัตว์สามารถผลิตวักซึนเพื่อป้องกันโรคได้ มีอยู่ 2 โรคด้วยกันคือ
    • โรคปากและเท้าเปื่อยในแพะ โรคนี้เป็นกับสัตว์ถีบคู่ทุกชนิด เมื่อเป็นแล้วทำให้เกิดความเสียหาย และระบาดแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ผู้เลี้ยงแพะควรทำการฉีดวัคชีนนี้ให้แก่เพะที่เลี้ยงอยู่เสมอโดยครั้งแรกทำการดเมื่อแพะอายุได้ 3 เดือน และฉีดครั้งต่อไปเว้นระยะทุก 4-6 เดือน
    • โรคเฮโมราชิกเขพติกซีเมีย แพะมักป่วยเป็นโรคนี้ในฤดูฝนโรคนี้อาจทำให้แพะตายและสามารถเพร่โรคไปสู่แพะตัวอื่นได้ การป้องกันโรคนี้สามารถทำได้โดยการฉีดวัดซึนป้องกันโรคนี้ตั้งแต่แพะอายุได้ 3 เดือน และฉีดซ้ำทุก 6 เดือน

บทความอื่นที่น่าสนใจ