เที่ยวมหาสารคาม 1 วัน ขับรถเที่ยวเอง กิน เที่ยว ไหว้พระ ครบจบในทริปเดียว

เที่ยวมหาสารคาม 1 วัน ขับรถเที่ยวเอง  กิน เที่ยว ไหว้พระ ครบจบในทริปเดียว

หากคุณกำลังมองหาทริปสั้น ๆ ที่ได้ทั้งไหว้พระ ชมธรรมชาติ สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น และอิ่มอร่อยกับอาหารอีสานแบบต้นตำรับ จังหวัดมหาสารคาม คือจุดหมายที่ไม่ควรมองข้าม แม้จะเป็นเมืองรองที่หลายคนมักขับรถผ่าน แต่ที่นี่กลับเต็มไปด้วยเสน่ห์ของวัดสวย โบราณสถานเก่าแก่ แหล่งพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ และวิถีชีวิตเรียบง่ายที่อบอุ่นเป็นกันเอง

บทความนี้จะพาคุณ ขับรถ เที่ยวมหาสารคาม 1 วัน เช็กอิน 6 สถานที่ท่องเที่ยวห้ามพลาด พร้อมแนะนำเส้นทางการเดินทาง จุดถ่ายรูป พิกัด ร้านอาหาร คาเฟ่ และข้อมูลที่ควรรู้ เพื่อให้คุณวางแผนเที่ยวได้ง่าย เที่ยวได้ครบทั้งกิน เที่ยว ไหว้พระ และพักผ่อนในทริปเดียว ไม่ว่าจะมาเที่ยวกับครอบครัว กลุ่มเพื่อน หรือคู่รัก รับรองว่ามหาสารคามจะทำให้คุณได้สัมผัสอีกมุมหนึ่งของภาคอีสานที่น่าประทับใจและอยากกลับมาเยือนอีกครั้ง

วัดป่าวังน้ำเย็น

1 วัดป่าวังน้ำเย็น

วัดสวยงามขนาดใหญ่บนพื้นที่กว้างขวางกว่า 30 ไร่ ที่ ต.เกิ้ง อ.เมือง จ.มหาสารคาม สร้างขึ้นโดย พระอาจารย์สุริยันต์ โฆสปัญโญ ผู้เป็นลูกศิษย์ของ หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ พระภิกษุผู้เป็นที่เคารพรักของชาวอีสาน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 จนกระทั่งได้รับการยกฐานะเป็นวัดอย่างถูกต้องเมื่อปี พ.ศ. 2555

ความโดดเด่นของวัดป่าวังน้ำเย็นคือเจดีย์ศรีมหาสารคาม องค์ใหญ่สีทองงดงาม มองเห็นสวยเด่นแต่ไกล รวมถึงศาลาการเปรียญไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศซึ่งใช้เสาไม้ถึง 112 ต้น ภายในวัดยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่องที่สร้างจากทองคำบริสุทธิ์ 3 องค์ น้ำหนักกว่า 12 กิโลกรัม ซึ่งวัดจะนำออกแห่รอบเมืองในงานทอดกฐินเป็นประจำทุกปี

ปัจจุบันวัดแห่งนี้นอกจากเป็นที่ศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ยังมีชื่อเสียงมากขึ้นด้านการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา จนกลายเป็นจุดหมายห้ามพลาดของจังหวัดที่นักท่องเที่ยวทั่วไปสามารถแวะเวียนเยี่ยมชมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม วัดป่าวังน้ำเย็น มหาสารคาม
ที่ตั้ง : 171  ต.เกิ้ง อ.เมือง จ.มหาสารคาม
ติดต่อ : 043-723219 (สำนักงานการท่องเที่ยวจังหวัดมหาสารคาม)
เวลาเปิด – ปิด : 6.00 – 18.30 น.

2 แก่งเลิงจาน

แก่งเลิงจานตั้งอยู่ทิศตะวันตกของเมืองมหาสารคาม ตำบลแก่งเลิงจาน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งสามารถเดินทางไปเที่ยว ไปเยี่ยมชมบรรยากาศยามเย็นได้ตลอดทั้งปี ภายในบริเวณจะมีสวนสาธารณะ สวนสุขภาพไว้ให้พักผ่อน บริเวณแก่งเลิงจานนั้นจะเป็นบริเวณที่มีพื้นที่ค่อนข้างที่จะกว้างขวาง ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น เหมาะแก่การมาพักผ่อนและออกกำลังกาย แล้วก็ยังมีศาลา พิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ผู้คนที่ผ่านไปมา สามารถแวะเข้ามาเยี่ยมชมและพักผ่อนได้

แก่งเลิงจาน

แก่งเลิงจาน

นอกจากนี้ ยังเป็นที่ตั้งของสถานีการประมง ทำการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ ปลาน้ำจืด ให้หลายจังหวัดในภาคอีสานอีกด้วยแก่งเลิงจานจะเป็นสถานที่ ที่มีผู้คนเดินทางไปพักผ่อนหย่อนใจ คลายเครียด โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนนักศึกษา จะนิยมมานั่งเล่นถ่ายรูปบริเวณรอบ ๆ แก่งเลิงจาน เพราะช่วงเวลาตอนเย็น ตะวันกำลังจะตกดิน จะเป็นบริเวณที่มีแสงสวยงามเหมาะกับการถ่ายรูปมาก

3 พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2542 โดยมีความมุ่งหมายเพื่อสื่อสารถึงอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่มีจุดเริ่มต้นและพัฒนาการอย่างมีความหมายและความสำคัญควบคู่มากับพัฒนาการของสังคม ตั้งแต่ยุคที่เป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม (พ.ศ.2511) จนถึงมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมหาสารคาม (พ.ศ.2517) และเป็นมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (พ.ศ.2537) รวมทั้งเป็นศูนย์กลางแห่งการพัฒนาองค์ความรู้ด้านพิพิธภัณฑ์เพื่อส่งเสริมให้สังคมได้รับผลประโยชน์จากกิจการพิพิธภัณฑ์ ทั้งในด้านการปลูกจิตสำนึกแห่งคุณค่าและความสำคัญของท้องถิ่น การจัดการพิพิธภัณฑ์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อความต้องการของสังคม

พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีปรัชญาคือ สร้างสำนึกในคุณค่า เพื่อสำนึกแห่งการพัฒนาในด้านวิสัยทัศน์ พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อปลูกจิตสำนึกในคุณค่าแห่งตัวตน และสร้างสรรค์องค์ความรู้ด้านพิพิธภัณฑ์เพื่อการพัฒนาสังคม

4 พระพุทธมิ่งเมือง

พระพุทธมิ่งเมือง เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่ชาวมหาสารคามให้ความเคารพศรัทธามาอย่างยาวนาน ตั้งอยู่ภายในเขตศาลากลางจังหวัดมหาสารคามแห่งใหม่ สร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน และเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองของจังหวัด

องค์พระเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ ประดิษฐานอย่างสง่างามบนฐานสูง โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยประยุกต์ที่ผสมผสานศิลปะร่วมสมัยได้อย่างลงตัว รอบบริเวณได้รับการออกแบบให้เป็นลานกว้าง เหมาะสำหรับการประกอบพิธีทางศาสนา การสักการะ และการพักผ่อนของประชาชน

ในแต่ละปี โดยเฉพาะช่วงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันอาสาฬหบูชา จะมีพุทธศาสนิกชนจากทั่วจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียงเดินทางมาทำบุญ เวียนเทียน และขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล ทำให้พระพุทธมิ่งเมืองเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสำคัญต่อชาวมหาสารคามอย่างยิ่ง

จุดเด่น

  • พระพุทธรูปองค์ใหญ่สีทองโดดเด่น
  • จุดชมวิวและถ่ายภาพสวยงาม
  • บรรยากาศสงบ เหมาะแก่การไหว้พระและทำสมาธิ
  • เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัดมหาสารคาม

เวลาเปิด: ทุกวัน 06.00–18.00 น.
ค่าเข้าชม: ฟรี

Google Maps: https://maps.google.com/?q=พระพุทธมิ่งเมือง+มหาสารคาม

การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว

จากตัวเมืองมหาสารคาม ใช้ถนนเลี่ยงเมืองหมายเลข 291 มุ่งหน้าศาลากลางจังหวัดแห่งใหม่ ใช้เวลาประมาณ 10–15 นาที ระยะทางราว 5–6 กิโลเมตร มีลานจอดรถกว้าง รองรับรถยนต์ส่วนตัวและรถบัสนักท่องเที่ยวได้สะดวก

5 กู่สันตรัตน์

กู่สันตรัตน์เป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดมหาสารคาม สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16–17 ตรงกับยุครุ่งเรืองของอาณาจักรขอมโบราณ มีลักษณะเป็นอโรคยศาล หรือสถานพยาบาลตามแนวคิดของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งโปรดให้สร้างกระจายอยู่ทั่วอาณาจักรเพื่อรักษาผู้เจ็บป่วยและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

ตัวปราสาทก่อสร้างด้วยศิลาแลงเป็นหลัก มีการใช้หินทรายในส่วนของกรอบประตูและองค์ประกอบตกแต่ง แม้กาลเวลาจะทำให้โบราณสถานบางส่วนชำรุด แต่ยังคงมองเห็นรูปแบบสถาปัตยกรรมขอมโบราณได้อย่างชัดเจน

ปัจจุบัน กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ พร้อมดำเนินการอนุรักษ์และปรับปรุงภูมิทัศน์ ทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่สำคัญของภาคอีสาน

จุดเด่น

  • โบราณสถานขอมอายุกว่า 800 ปี
  • สถาปัตยกรรมศิลาแลงที่ยังคงสภาพสวยงาม เหมาะสำหรับผู้สนใจประวัติศาสตร์และการถ่ายภาพ บรรยากาศเงียบสงบ รายล้อมด้วยธรรมชาติ

เวลาเปิด: ทุกวัน 08.30–16.30 น.
ค่าเข้าชม: ฟรี

Google Maps: https://maps.google.com/?q=กู่สันตรัตน์+มหาสารคาม

การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว

กู่สันตรัตน์ตั้งอยู่ในอำเภอนาดูน ห่างจากตัวเมืองมหาสารคามประมาณ 65 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 2040 และเชื่อมเข้าสู่ถนนท้องถิ่นตามป้ายบอกทางตลอดเส้นทาง ถนนลาดยางตลอดสาย รถยนต์ทุกประเภทสามารถเดินทางได้สะดวก และมีพื้นที่จอดรถบริเวณหน้าโบราณสถาน

6 วนอุทยานโกสัมพี

วนอุทยานโกสัมพีเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ริมแม่น้ำชี ตั้งอยู่ในอำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ครอบคลุมพื้นที่ป่าธรรมชาติที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ และได้รับการประกาศเป็นวนอุทยานเพื่ออนุรักษ์ระบบนิเวศ พันธุ์ไม้พื้นถิ่น และสัตว์ป่านานาชนิด

วนอุทยานโกสัมพี

ไฮไลต์สำคัญของที่นี่คือ ลิงแสม จำนวนหลายร้อยตัวที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ นักท่องเที่ยวสามารถพบเห็นลิงเดินเล่นตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ภายในวนอุทยานยังมีต้นไม้ขนาดใหญ่ บรรยากาศร่มรื่น และอยู่ติดกับแม่น้ำชี จึงเหมาะสำหรับการพักผ่อน สูดอากาศบริสุทธิ์ และศึกษาธรรมชาติ

ในช่วงฤดูหนาวและฤดูฝน พื้นที่แห่งนี้จะมีความเขียวขจีเป็นพิเศษ ทำให้เป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวและช่างภาพที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติของภาคอีสาน

จุดเด่น

  • ชมลิงแสมในธรรมชาติพร้อมทั้งเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติ พักผ่อนริมแม่น้ำชี ซึ่งเหมาะสำหรับครอบครัวและผู้รักธรรมชาติ จุดถ่ายภาพธรรมชาติสวยตลอดปี

เวลาเปิด: ทุกวัน 08.30–16.30 น.
ค่าเข้าชม: ฟรี

Google Maps: https://maps.google.com/?q=วนอุทยานโกสัมพี+มหาสารคาม

การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว

จากตัวเมืองมหาสารคาม ใช้ทางหลวงหมายเลข 208 มุ่งหน้าอำเภอโกสุมพิสัย ระยะทางประมาณ 35 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40–45 นาที เมื่อถึงอำเภอโกสุมพิสัย ให้ขับตามป้าย “วนอุทยานโกสัมพี” อีกประมาณ 3 กิโลเมตร ถนนเข้าถึงสถานที่เป็นถนนลาดยาง มีลานจอดรถรองรับนักท่องเที่ยวอย่างเพียงพอ

คำแนะนำ: หากมาเที่ยววนอุทยานโกสัมพี ไม่ควรให้อาหารลิงโดยตรง และควรเก็บของมีค่า เช่น แว่นตา โทรศัพท์ หรืออาหารไว้ให้มิดชิด เพราะลิงแสมที่นี่ค่อนข้างคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวและอาจเข้ามาหยิบสิ่งของได้ง่ายครับ

แม้ มหาสารคาม จะเป็นจังหวัดเล็ก ๆ ใจกลางภาคอีสานที่หลายคนมองข้าม แต่เมื่อได้ลองออกเดินทาง คุณจะพบว่าเมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่อบอุ่นและเรียบง่าย ทั้งวัดสวยที่เปี่ยมด้วยแรงศรัทธา โบราณสถานอายุนับร้อยนับพันปี แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เงียบสงบ และผู้คนที่พร้อมต้อนรับนักเดินทางด้วยรอยยิ้มและความเป็นกันเอง

หากวันหยุดครั้งต่อไปคุณกำลังมองหาจุดหมายที่ขับรถเที่ยวได้ง่าย ใช้เวลาไม่นาน งบประมาณไม่สูง และเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย มหาสารคาม คือคำตอบที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะที่นี่ไม่ได้มีเพียงชื่อเสียงด้านการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวซึ่งรอให้คุณออกไปค้นพบด้วยตัวเอง

แล้วคุณอาจจะหลงรัก “เมืองตักสิลา” แห่งนี้โดยไม่รู้ตัว… ลองสตาร์ตรถ เติมน้ำมันให้พร้อม แล้วออกเดินทางมาสัมผัสเสน่ห์ของมหาสารคามสักครั้ง เชื่อว่าทริปเล็ก ๆ ครั้งนี้ จะมอบความประทับใจเกินกว่าที่คุณคาดไว้ และอาจทำให้มหาสารคามกลายเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่คุณอยากกลับมาเยือนซ้ำอีกครั้งอย่างแน่นอน


บทความที่เกี่ยวข้อง

ภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์ สัมผัสทะเลหมอก ชมวิวสุดอลังการ

ภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์ สัมผัสทะเลหมอก ชมวิวสุดอลังการ

ภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์


หากพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดเพชรบูรณ์ ชื่อของ “ภูทับเบิก” คงติดอันดับต้น ๆ ในใจของนักเดินทางหลายคน เพราะที่นี่เป็นจุดชมทะเลหมอกชื่อดังที่มีความสูงประมาณ 1,768 เมตรจากระดับน้ำทะเล และได้รับการขนานนามว่าเป็นจุดที่สูงที่สุดของจังหวัดเพชรบูรณ์ ด้วยอากาศเย็นสบายตลอดปี ทิวทัศน์ภูเขาสลับซับซ้อน และทะเลหมอกสีขาวที่ปกคลุมทั่วหุบเขา ทำให้ภูทับเบิกกลายเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ภูทับเบิกอยู่ที่ไหน?

ภูทับเบิกตั้งอยู่ในตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ห่างจากตัวเมืองเพชรบูรณ์ประมาณ 95 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 2 ชั่วโมง โดยเส้นทางขึ้นภูทับเบิกเป็นถนนลาดยางตลอดสาย สามารถขับรถยนต์ส่วนตัวขึ้นไปได้ แต่มีช่วงทางลาดชันและโค้งค่อนข้างมาก ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบสภาพรถให้พร้อมก่อนเดินทาง

ภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์

จุดเด่นของภูทับเบิกที่ทำให้ใครก็อยากมาเยือน

1. ชมทะเลหมอกสุดอลังการ

ไฮไลต์สำคัญของภูทับเบิกคือทะเลหมอกที่ลอยปกคลุมทั่วหุบเขาในช่วงเช้ามืด โดยเฉพาะหลังฝนตกหรือในช่วงปลายฝนต้นหนาว นักท่องเที่ยวจะได้เห็นทะเลหมอกหนานุ่มสีขาวตัดกับแนวภูเขาสีเขียวอย่างงดงาม

2. อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี

ด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเล ภูทับเบิกจึงมีอากาศเย็นกว่าพื้นที่ราบ โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม อุณหภูมิอาจลดลงเหลือประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส เหมาะแก่การพักผ่อนและสัมผัสอากาศหนาวแบบใกล้กรุงเทพฯ

3. วิวภูเขาแบบพาโนรามา

จากจุดชมวิวบนภูทับเบิก นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นแนวเทือกเขาสลับซับซ้อนและทะเลหมอกได้แบบ 360 องศา เป็นหนึ่งในจุดถ่ายรูปที่สวยที่สุดของจังหวัดเพชรบูรณ์

4. แปลงกะหล่ำปลีบนภูเขา

อีกหนึ่งเสน่ห์ของภูทับเบิกคือแปลงกะหล่ำปลีขนาดใหญ่ที่เรียงตัวไปตามไหล่เขา ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวม้งในพื้นที่ กลายเป็นแลนด์มาร์กที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะถ่ายภาพ

ช่วงเวลาเที่ยวภูทับเบิกที่สวยที่สุด

  • ในช่วงเดือนมิถุนายน – ตุลาคมนั้น ธรรมชาติเขียวขจี มีโอกาสเห็นทะเลหมอกได้บ่อย และอากาศเย็นสบาย
  • เดือนพฤศจิกายน – มกราคม อากาศหนาวเย็นที่สุดเหมาะสำหรับการกางเต็นท์และชมพระอาทิตย์ขึ้นเป็นช่วงท่องเที่ยวคึกคักที่สุดของปี
  • เดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม นักท่องเที่ยวน้อย บรรยากาศเงียบสงบเหมาะกับผู้ที่ต้องการพักผ่อนแบบส่วนตัว

ภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์

การเดินทางไปภูทับเบิกด้วยรถยนต์ส่วนตัว

จากตัวเมืองเพชรบูรณ์ ใช้เส้นทางหมายเลข 21 มุ่งหน้าไปยังอำเภอหล่มเก่า จากนั้นเลี้ยวเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2331 ซึ่งเป็นเส้นทางขึ้นสู่ภูทับเบิก รวมระยะทางประมาณ 95 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง

จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทาง กรุงเทพฯ – สระบุรี – ลพบุรี – เพชรบูรณ์ – อำเภอหล่มเก่า – ภูทับเบิก รวมระยะทางประมาณ 430 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6-7 ชั่วโมง

ระหว่างทางขึ้นภูทับเบิกจะมีจุดชมวิวและร้านอาหารหลายแห่ง สามารถแวะพักรถและถ่ายภาพวิวภูเขาได้ตลอดเส้นทาง

พิกัดแผนที่ภูทับเบิก (Google Maps)

📌 พิกัด Google Maps :
https://maps.google.com/?q=16.8996,101.0998

ภูทับเบิก เพชรบูรณ์ เป็นจุดหมายปลายทางที่ครบทั้งธรรมชาติ ทะเลหมอก อากาศเย็น และวิวภูเขาที่สวยงามตลอดทั้งปี ไม่ว่าคุณจะเดินทางมาในช่วงหน้าฝนหรือหน้าหนาว ที่นี่ก็พร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าประทับใจเสมอ หากกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนใกล้ชิดธรรมชาติและสามารถขับรถเที่ยวเองได้ง่าย ๆ ภูทับเบิกคือหนึ่งในจุดหมายที่ควรปักหมุดและหาโอกาสไปเยือนสักครั้งในชีวิต


บทความที่เกี่ยวข้อง

แกงไก่หน่อไม้ส้ม เมนูบ้านๆ แซ่บนัว หอมปลาร้า อร่อยหลาย

แกงไก่หน่อไม้ส้ม เมนูบ้านๆ แซ่บนัว หอมปลาร้า อร่อยหลาย

แกงไก่หน่อไม้ส้ม

ถ้าพูดถึงอาหารอีสานบ้านเฮาที่ทั้งแซ่บ ทั้งนัว และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวจนใครได้กลิ่นก็ต้องเหลียวมอง “แกงไก่หน่อไม้ส้ม” คงเป็นหนึ่งในเมนูที่หลายคนนึกถึงทันที ด้วยรสชาติเปรี้ยวกำลังดีจากหน่อไม้ส้ม ตัดกับความหอมปลาร้าแบบบ้านๆ ที่พอรวมกันแล้วลงตัวแบบบอกไม่ถูก ยิ่งได้ซดน้ำฮ้อนๆ กับข้าวเหนียวร้อนๆ นี่ บอกเลยว่าฟินจนลืมอิ่ม

เมนูนี้อาจดูธรรมดาในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับคนอีสานแล้ว มันคือรสชาติของความผูกพัน เป็นอาหารที่กินกันได้ทุกวัน ไม่ต้องมีวัตถุดิบหรู แค่ของพื้นบ้านไม่กี่อย่างก็ทำให้อร่อยได้แบบถึงใจ วันนี้เราจะพาไปเบิ่งวิธีทำแกงไก่หน่อไม้ส้มแบบบ้านๆ ที่ใครก็ทำตามได้ รับรองว่าแซ่บนัวจนต้องขอเบิ้ลข้าวเหนียวอีกห่อแน่นอน

วัตถุดิบหลัก

  • เนื้อไก่บ้านหั่นเป็นชิ้น
  • หน่อไม้ดองบีบน้ำออก
  • ใบมะกรูด
  • น้ำปลาร้า
  • ใบแมงลัก
  • ต้นหอมหั่นท่อนยาวๆ

ส่วนผสมเครื่องแกง

  • ข่าหั่นแว่
  • ตะไคร้
  • พริกแห้ง
  • หอมแดง
  • กระเทียมเล็ก
  • เกลือเม็ด

วิธีการทำ

1. โขลกส่วนผสมเครื่องแกงทั้งหมดรวมกันให้ละเอียด
2. ล้างปลาช่อนให้สะอาดจนหมดน้ำคาวปลา ส่วนหน่อไม้ดองล้างน้ำสะอาดแล้วบีบน้ำออก
3. นำน้ำใส่หม้อตั้งไฟให้เดือด พอเดือดใส่เครื่องแกงลงไป ตามด้วยเนื้อไก่ หน่อไม้ดอง ต้มให้เดือดอีกครั้ง
4. ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า โดยค่อยๆ ใส่ทีละน้อย และชิมให้พอดี ใส่ใบมะกรูดฉีก ใบแมงลักและต้นหอม แล้วจึงปิดไฟยกลงจากเตา ตักใส่ชามรับประทานได้

แกงไก่หน่อไม้ส้มอาจเป็นแค่เมนูบ้านๆ ที่ดูเรียบง่าย แต่รสชาติที่ได้บอกเลยว่าไม่ธรรมดา ทั้งความเปรี้ยวกำลังดี ความนัวของปลาร้า และความหอมของสมุนไพรพื้นบ้าน ทุกอย่างผสมกันจนกลายเป็นเมนูที่กินเมื่อไหร่ก็อร่อยเมื่อนั้น แถมยังทำง่าย วัตถุดิบไม่ยุ่งยาก เหมาะทั้งทำกินในครอบครัว หรือจะลองทำขายก็ยังได้

ถ้าใครยังไม่เคยลองทำ บอกเลยว่าพลาด! ลองเข้าครัวทำตามสูตรนี้ดูสักครั้ง แล้วจะรู้ว่าเสน่ห์ของอาหารอีสานแท้ๆ มันแซ่บ นัว และกินแล้วอบอุ่นใจขนาดไหน แล้วอย่าลืมหุงข้าวเหนียวร้อนๆ เตรียมไว้เด้อ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

 

ดินที่เหมาะกับการปลูกพืช มีอะไรบ้าง?

ดินที่เหมาะกับการปลูกพืช มีอะไรบ้าง? รู้จักประเภทของดินแต่ละชนิด

ดินที่เหมาะกับการปลูกพืช

ดินที่เหมาะกับการปลูกพืช มีอะไรบ้าง? ดินเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการเพาะปลูกพืช เพราะดินที่ดีจะช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ซึ่งดินแต่ละประเภทก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ใช้ในการปลูกพืชได้ไม่เหมือนกัน หากใช้ดินผิดประเภท ผลผลิตอาจไม่งอกเงย

ในบทความนี้ จะมาอธิบายให้พี่น้องเกษตรกรไทยทุกคนทราบเองว่า  ดินที่เหมาะกับการปลูกพืชมีอะไรบ้าง? และพาทุกคนมาทำความรู้จักกับประเภทของดินแต่ละชนิดว่ามีข้อดี-ข้อด้อยสำหรับการปลูกพืชอย่างไร

ดินที่เหมาะกับการปลูกพืช มีกี่ประเภท?

หากพูดถึงดินที่เหมาะกับการปลูกพืชนั้น โดยทั่วไปสามารถแบ่งดินออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ตามลักษณะของเนื้อดิน ได้แก่

  • ดินทราย มีลักษณะ เป็นดินที่มีเม็ดดินขนาดใหญ่ เรียกว่า อนุภาคขนาดทราย (เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.0-0.05 มิลลิเมตร) และดินทราย จะมีเม็ดดินที่ไม่เกาะตัวกันดี เป็นดินที่มีการระบายน้ำได้ดี หรือน้ำซึมผ่านได้ง่ายกว่าดินร่วน และดินเหนียว ดินทรายจัดว่าเป็นดินที่มีธาตุอาหารต่ำ หากจะปลูกพืชบนดินทรายควรปลูกพืชที่ต้องการน้ำน้อย เช่น มันสำปะหลัง มะพร้าว ไผ่ หรือกล้วย และก่อนปลูกพืชควรเติมอินทรียวัตถุอย่างเช่นปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักในปริมาณที่เพียงพอ ก็จะช่วยให้พืชที่เราปลูกสามารถเจริญเติบโตได้ดี เพราะปุ๋ยคอกจะช่วยในเรื่องของการปรับโครงสร้างดินให้ดีขึ้น
  • ดินเหนียว มีลักษณะเป็นดินที่มีเม็ดดินขนาดเล็ก เรียกว่า อนุภาคขนาดดินเหนียว (เส้นผ่าศูนย์กลาง เล็กกว่า 0.002 มิลลิเมตร) และดินเหนียว เป็นดินที่มีเนื้อละเอียด ในสภาพดินแห้งจะแตกออกเป็นก้อนแข็งมาก เมื่อเปียกน้ำแล้วจะมีความยืดหยุ่น สามารถปั้นเป็นก้อนหรือคลึงเป็นเส้นยาวได้ มีความเหนียวเหนอะหนะติดมือ เป็นดินที่มีการระบายน้ำ และอากาศไม่ดี แต่สามารถอุ้มน้ำ ดูดยึด และแลกเปลี่ยนธาตุอาหารพืชได้ดี เหมาะที่จะใช้ทำนาปลูกข้าวเพราะเก็บน้ำได้นาน
  • ดินร่วน เป็นดินที่เนื้อดินค่อนข้างละเอียดนุ่มมือ ในสภาพดินแห้งจะจับกันเป็นก้อนแข็งพอประมาณ ในสภาพดินชื้นจะยืดหยุ่นได้บ้าง เมื่อสัมผัสหรือคลึงดินจะรู้สึกนุ่มมือแต่อาจจะรู้สึกสากมืออยู่บ้างเล็กน้อย เมื่อกำดินให้แน่นในฝ่ามือแล้วคลายมือออก ดินจะจับกันเป็นก้อนไม่แตกออกจากกัน เป็นดินที่มีการระบายน้ำได้ดีปานกลาง จัดเป็นเนื้อดินที่มีความเหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกพืชมากที่สุด

โดยดินที่เหมาะกับการปลูกพืช แต่ละประเภทนั้นก็มีข้อดี-ข้อด้อย ที่แตกต่างกันออกไปดังนี้

ดินทราย

ดินทราย คือ ดินที่มีเม็ดดินเป็นทราย มีขนาดเม็ดเล็ก มีลักษณะเนื้อดินที่เกาะตัวกันหลวม ๆ มีความละเอียดต่ำ ถ้าสัมผัสดินจะรู้สึกหยาบ ๆ ที่มือ และเป็นดินที่มีการระบายน้ำ และอากาศได้ดีมาก แต่มีความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำ อีกทั้งมีความอุดมสมบูรณ์ที่ต่ำ เพราะความสามารถในการดูดยึดธาตุอาหารพืชมีน้อย

  • ดินทรายปลูกอะไรได้บ้าง  พืชที่ต้องการน้ำน้อย เช่น พืชทะเลทราย พืชทนแล้ง พืชตระกูลถั่วยืนต้น เช่นกระถิน ทองหลาง หรือพืชไร่ที่ต้องการน้ำน้อยเช่นมันสำปะหลัง พืชผักสวนครัวบางชนิด เช่น คะน้า ผักกาดหอม แตงกวา มะเขือเทศ มะระ เป็นต้น

ดินเหนียว

ดินเหนียว คือ เป็นดินที่มีเนื้อละเอียดที่สุด เมื่ออยู่ในสภาพดินแห้งจะเป็นก้อนแข็ง แต่เมื่อเปียกน้ำจะมีความยืดหยุ่น สามารถปั้นเป็นก้อนหรือรูปทรงต่าง ๆ ได้ โดยเป็นดินที่มีการระบายน้ำ และอากาศได้ไม่ดี แต่สามารถอุ้มน้ำได้ดี เหมาะที่จะใช้ดินเหนียวในการทำนาปลูกข้าว รวมถึงปลูกพืชน้ำชนิดต่าง ๆ

  • ดินเหนียวปลูกพืชอะไรได้บ้าง : ข้าวทุกชนิด พืชลุ่มน้ำ พืชผักสวนครัวบางชนิด เช่นบัวตัดดอกผักบุ้ง ผักกาดขาว ถั่วฝักยาว ฟักทอง ฯลฯ

ดินร่วน

ดินร่วน คือ ดินที่มีเนื้อค่อนข้างละเอียด เมื่ออยู่ในสภาพดินแห้งจะจับกันเป็นก้อนแข็งพอประมาณ ส่วนในสภาพดินชื้นจะยืดหยุ่นได้บ้าง เป็นดินที่มีการระบายน้ำได้ดีทำให้รากพืชสามารถหายใจได้สะดวก จัดเป็นเนื้อดินที่มีความเหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกกับพืชที่สุด อย่างพืชทางการเกษตร ไม้ยืนต้น ไม้ดอกและไม้ประดับ

  • ดินร่วน ปลูกพืชอะไรได้บ้าง : ต้นข้าวทุกชนิด พืชลุ่มน้ำ พืชผักสวนครัว เช่น ผักบุ้ง ผักกาดขาว ถั่วฝักยาว ฟักทอง มันสำปะหลัง ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม การที่จะบอกได้ว่าพื้นที่ใดเป็นดินดีหรือไม่นั้น ยังต้องคำนึงถึงชนิดของพืชที่จะปลูกในบริเวณนั้นด้วย ทั้งนี้เนื่องจากพืชแต่ละชนิดมีความต้องการสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตที่แตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น ข้าว เป็นพืชที่ชอบน้ำ ดังนั้นดินดีที่เหมาะสมสำหรับข้าวจึงควรเป็นดินในพื้นที่ลุ่ม เนื้อดินเป็นดินเหนียวที่มีการระบายน้ำเลว ซึ่งจะช่วยให้สามารถขังน้ำไว้ในนาข้าวได้ แต่ถ้าต้องการปลูกพืชไร่หรือผลไม้ ดินที่ดีสำหรับพืชพวกนี้ควรเป็นดินลึก มีหน้าดินหนา เนื้อดินเป็นพวกดินร่วนหรือพวกที่มีการระบายน้ำดี มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้รากพืชสามารถชอนไชลงไปในดินได้ลึก สามารถต้านทานแรงลมได้ดี เป็นต้น

ดินที่เหมาะกับการปลูกพืช ต้องเป็นดินที่มีคุณสมบัติแบบไหน

ดินที่เหมาะกับการปลูกพืช ต้องมีองค์ประกอบ 4 ส่วน คือ (1) สารอนินทรีย์ 45% (2) อินทรียวัตถุ 5% (3) อากาศ 25% และ (4) น้ำ 25%

  • ดินมีอินทรีย์วัตถุสูง อินทรีย์วัตถุจะช่วยให้ดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี และอุ้มน้ำได้พอดี
  • ดินมีธาตุอาหารพืชเพียงพอ ธาตุอาหารพืชจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช
  • ดินมีสภาพทางเคมีเหมาะสม ดินควรมีสภาพเป็นกรดอ่อนหรือเป็นกลาง (pH 6.0-7.0)
  • ดินมีน้ำอุดมสมบูรณ์ น้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช
  • ดินไม่มีเชื้อโรคหรือแมลงสะสม เชื้อโรคและแมลงอาจทำให้พืชเกิดโรคหรือเสียหายได้
  • ต้องไม่เป็นดินที่เป็นกรด หรือ ดินที่เป็นด่าง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ดินที่เหมาะกับการปลูกพืช

ดินเป็นกรดควรแก้ไขอย่างไร

ดินที่เป็นกรด คือดินที่มีค่า pH ต่ำกว่า 5.5 ซึ่งอาจทำให้พืชขาดธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต เช่น ธาตุไนโตรเจน ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุโพแทสเซียม และธาตุเหล็ก พืชที่ปลูกในดินกรดจัดอาจแสดงอาการผิดปกติ เช่น ใบสีซีด ใบเหลือง ใบไหม้ ต้นแคระแกร็น ผลผลิตลดลง หรืออาจตายในที่สุดและวิธีแก้ดินกรดที่ทาง KUBOTA Argi Solution หรือ KAS แนะนำยังมีอีก 3 วิธีดังนี้

  1. ลดการใช้ปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน
  2. ใช้ปูนขาว โดโลไมท์ เปลือกหอย ขี้เถ้า เพื่อลดความเป็นกรดในดิน
  3. ในกรณีที่มีน้ำเพียงพอ ควรระบายน้ำที่มีความเป็นกรดสูงออกจากแปลง แล้วขังน้ำใหม่ ที่มีสภาพความเป็นกรดน้อยกว่าแทน

ผลกระทบของการที่ดินเป็นกรดจัด

  1. ธาตุบางอย่างจะละลายน้ำในดิน (ที่มีสภาพเป็นกรด) ได้ดีขึ้น ทำให้พืชดูดธาตุนี้เข้าไปในราก-ต้น จนทำให้เกิดเป็นพิษต่อพืช เช่น อะลูมิเนียม จะทำให้รากพืชถูกทำลาย/ไม่เจริญเติบโต, แมงกานีส ใบมีจุดสีเหลือง-น้ำตาล
  2. ในขณะเดียวกัน ทำให้ธาตุอาหารบางอย่างละลายน้ำในดินได้น้อยลงหรือถูกชะล้างไป เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม แมกนีเซียม (ดูแผนภูมิด้านล่าง)
  3. จุลินทรีย์ดินที่ชอบ/ทนสภาพความเป็นกรดจะเพิ่มจำนวน จุลินทรีย์ที่ไม่ทนกรด (ไรโซเบียม ที่ตรึงไนโตรเจน โดยเกิดเป็นปมที่รากของพืชตระกูลถั่ว) จะลดจำนวนตายลง

ดินเป็นด่างควรแก้ไขอย่างไร

ดินที่เป็นด่างจัดจะมีค่า pH มากกว่าหรือเท่ากับ 7.5 ซึ่งอาจทำให้พืชขาดธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต เช่น ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และแมงกานีส พืชที่ปลูกในดินด่างจัดอาจแสดงอาการผิดปกติ เช่น ใบเหลือง ต้นแคระแกร็น เสี่ยงต่อการขาดน้ำเมื่อพบชั้นของปูนในระดับดินตื้น ผลผลิตลดลง หรืออาจตายในที่สุด

วิธีแก้ไขดินที่เป็นด่างคือการลองใส่กรดอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือกรดเกลือ จะช่วยปรับสภาพดินให้เป็นกรดเล็กน้อย อัตราส่วนในการใส่กรดอินทรีย์ขึ้นอยู่กับค่า pH ของดิน โดยทั่วไปจะใส่กรดอินทรีย์ประมาณ 1 ตันต่อไร่ หากค่า pH ของดินสูงกว่า 8.0 หากค่า pH ของดินอยู่ระหว่าง 7.5-8.0 จะใส่กรดอินทรีย์ประมาณ 0.5 ตันต่อไร่

วิธีแก้ไขดินที่เป็นด่างจัด

  1. ใช้ปุ๋ยชีวภาพ พด.12 เพื่อเพิ่มการปลดปล่อยฟอสฟอรัสให้แก่พืช
  2. การใช้ปุ๋ยเคมีต้องคำนึงถึงต้นทุนธาตุอาหารอย่างมาก และควรใส่ในปริมาณที่พอเหมาะกับชนิดพืช
  3. อาจมีความจำเป็นต้องฉีดพ่นปุ๋ยจุลธาตุให้กับพืชทางใบ ในพืชที่มีความอ่อนไหวต่อการขาดจุดธาตุ เช่น ถั่วลิสง
  4. ควรมีการไถกลบต่อซังสม่ำเสมอ หรือเพิ่มเติมอินทรียวัตถุด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด เพื่อรักษาปริมาณอินทรียวัตถุในดิน และช่วยให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
  5. ควรมีการคลุมดิน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการขาดน้ำของพืช

ดินมีกี่ชั้น แต่ละชั้นแตกต่างกันอย่างไร?

ดินที่เหมาะกับการปลูกพืชนั้นสามารถแยกออกมาได้เป็น 2 ชั้น ได้แก่

  • ดินชั้นบน  หรือเรียกว่า “ชั้นไถพรวน” โดยทั่วไปมีความหนาประมาณ 15-30 ซม. จากผิวหน้าดิน ชั้นดินบนนี้เป็นชั้นที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก เพราะเป็นชั้นที่มีอินทรียวัตถุหรือฮิวมัส สูงกว่าชั้นดินอื่นๆ โดยปกติจะมีสีคล้ำหรือดำกว่าชั้นอื่นๆ รากพืชส่วนใหญ่จะชอนไชหาอาหารอยู่ในช่วงชั้นนี้
  • ดินชั้นล่าง  ชั้นดินล่างเป็นชั้นที่มีอินทรียวัตถุน้อยกว่า รากพืชที่ชอนไชลงมาถึงชั้นนี้ส่วนใหญ่จะเป็นรากของไม้ผลหรือไม้ยืนต้นที่มีขนาดใหญ่ ทั้งนี้เพื่อยึดเกาะดินไว้ให้พืชทรงตัวอยู่ได้ ไม่โค่นล้มลงได้ง่ายเมื่อมีลมพัดแรง โดยทั่วไปรากพืชเจริญเติบโตและดูดธาตุอาหารเฉพาะในส่วนที่เป็นดินบนและดินล่าง ซึ่งดินแต่ละชนิดมีความลึกไม่เท่ากัน ดินที่ลึกจะมีพื้นที่ให้พืชหยั่งรากและดูดธาตุอาหารได้มากกว่าดินที่ตื้น การปลูกพืชให้ได้ผลดีจึงควรคำนึงถึงความลึกของดินด้วย จะนับความลึกถัดจากชั้นดินบนลงไปจนถึงชั้นหิน

บทความอื่นที่น่าสนใจ

สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดพัทลุง ที่ไม่ควรพลาด แนะนำว่าคุณต้องไป

สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดพัทลุง ที่ไม่ควรพลาด แนะนำว่าคุณต้องไป

พัทลุง เมืองเก่าแก่โบราณเมืองหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทย ได้ชื่อว่าเป็นเมืองขุนเขาอกทะลุ เพราะเมื่อขับรถเข้าสู่ตัวเมืองพัทลุง นักท่องเที่ยวทุกคนจะได้เห็นขุนเขาอกทะลุอยู่บริเวณกลางเมือง ซึ่งเป็นจุดเด่นประจำจังหวัดเลยก็ว่าได้ อีกทั้งจังหวัดพัทลุง ยังถือเป็นเมืองต้นกำเนิดศิลปะการแสดงของไทยที่ขึ้นชื่อ อย่างมโนห์ราและหนังตะลุงซึ่งตกทอดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของภาคใต้มาอย่างเนิ่นนาน นอกจากนี้แล้วพัทลุงยังมีแหล่งธรรมชาติที่สำคัญระดับประเทศอย่างทะเลน้อย ซึ่งอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย พื้นที่ชุ่มน้ำและทะเลสาบน้ำจืด ที่เป็นแหล่งอาศัยของนกน้ำหลากหลายพันธุ์ ให้นักท่องเที่ยวได้แวะเวียนมาเที่ยวชมอีกด้วย สำหรับบทความนี้จะมาแนะนำ สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดพัทลุง ที่ไม่ควรพลาด แนะนำว่าคุณต้องไป

สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดพัทลุง

1. นาโปแก

นาโปแก ตั้งอยู่ที่ตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นมากกว่าแค่ทุ่งนา แต่เป็นศูนย์การเรียนรู้ธรรมชาติและวิถีชีวิตชาวนาไทยในอดีต ที่นี่คุณจะได้สัมผัสกับบรรยากาศท้องทุ่งนาเขียวขจี เรียนรู้วัฒนธรรม และวิถีเกษตรแบบชาวใต้

2. สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา (สะพานเอกชัย)

สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา หรือ สะพานเอกชัย เป็นสะพานที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ด้วยความยาวประมาณ 5.5 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง และอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา

สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ (สะพานเอกชัย) สะพานข้ามทะเลสาบยาวที่สุดในไทย มูลค่า 549 ล้านบาท มีความยาวถึงประมาณ 5.5 กม. สะพานแห่งนี้จะเริ่มจาก ทะเลน้อยในอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ไปจนถึง อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา

3. ควนนกเต้น

ควนนกเต้น ตั้งอยู่ในตำบลคลองทรายขาว อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง ที่นี่เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกยอดนิยม ที่คุณจะได้สัมผัสกับบรรยากาศธรรมชาติ ป่าเขา และทะเลหมอกในยามเช้า

4. คลองปากประ

คลองปากประ เป็นคลองขนาดใหญ่ในอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เกิดจากแม่น้ำหลายสายไหลมารวมกัน ก่อนไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา ที่นี่คุณจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตชาวบ้านริมน้ำ และชมยอจับปลาขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีการทำนาริมทะเลสาบ หรือที่เรียกว่า “ข้าวนาริมเล” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมานานกว่า 200 ปี

5. อุทยานนกน้ำทะเลน้อย

อุทยานนกน้ำทะเลน้อย เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ที่นี่เป็นแหล่งอาศัยของนกน้ำนานาชนิด และพืชน้ำหลากหลายสายพันธุ์ รู้หรือไม่ครับว่า อุทยานแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ หรือ แรมซาร์ไซต์ (Ramsar site) แห่งแรกของประเทศไทย

“อุทยานนกน้ำทะเลน้อย” หรือ “ทะเลน้อย” แห่งนี้เป็นทะเลสาบน้ำจืด ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทะเลสาบสงขลาตอนใน มีพื้นที่ครอบคลุม 3 จังหวัดคือ พัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราช

ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของที่นี่ จึงทำให้มีพืชน้ำหลายหลายชนิด และยังเป็นแหล่งอาศัยของนกน้ำมากกว่า 180 ชนิดด้วย

กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมเมื่อมาเที่ยวที่นี่ก็คือ การล่องเรือชมบัวในยามเช้า ซึ่งช่วงที่เราจะได้เห็นบัวบานมากที่สุดจะอยู่ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายนของทุกปี หากมีโอกาสต้องไม่พลาดไปชมด้วยตาตัวเองสักครั้งน

6. สำเภาไทย

เอาใจคนรักธรรมชาติ มาเสพบรรยากาศที่ สำเภาไทย สถานที่ท่องเที่ยวและคาเฟ่กลางทุ่งนาโดดเด่นด้วย หุ่นฟางคิงคองยักษ์กำลังลากจูงเรือสำเภาไทยอยู่กลางทุ่งนา มีทางเดินสะพานไม้ตัดทุ่งนา รวมทั้งจุดถ่ายรูปหลายจุด พร้อมมีที่นั่งชิลให้ซึมซับบรรยากาศท้องทุ่ง นั่งห้อยขาจิบกาแฟมองวิวเขาทะลุ สัญลักษณ์ของพัทลุง อย่าลืมชิมเมนูเพื่อสุขภาพอย่างข้าวยำ อาหารไฮไลท์แดนใต้ เสิร์ฟพร้อมไก่ทอด และขนมจีนน้ำยา รับรองว่าต้องออกปากว่าหรอยจังฮู้ สำเภาไทย ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองพัทลุง เสียค่าบริการเข้าชมผู้ใหญ่ 20บาท เด็ก10บาท เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเกษตร ระหว่างทางเดินจะได้ถึงความร่มรื่น ทั้งซุ้มดอกไม้ สวนเกษตร และคอกเลี้ยววัว สัตว์ต่างๆ เข้ามาข้างในมีซุ้มขายเครื่องดื่มโซนนี้จัดสถานที่ออกแนววินเทจนิคๆ ริมทุ่งนามีจุดให้ถ่ายภาพหลายจุดมาก ทั้งเก้าอี้สีแดง แปลตาข่าย ซุ้มหัวใจสีชมพู และที่นั่งตาข่ายวงกลมสีแดง ตัดกับสีเขียวของท้องทุ่ง แถมวิวข้างหน้าคือ สำเภาและหุ่นคิงคองยักษ์ รวมถึงภาพของภูเขาอกทะลุสัญลักษณ์ของพัทลุง บริเวณระหว่างทางเดินสะพานไม้กลางทุ่งนา

ยังมีการจัดทำจุดถ่ายภาพระหว่างทางอีกหลายจุด ทั้งที่นั่งบนฟางประดับด้วยม่านสีขาว ประตูไม้ที่เปิดไปคือ ชฎามโนรา การละเล่นพื้นเมืองของพัทลุงที่มีชื่อเสียงและเป็นแกลัษณ์ กลางทางเดิน คือ ไฮไลท์ของร้าน หุ่นคิงคองยักษ์ลากสำเภาไทย ข้างๆมีหุ่นควายน้อยอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีที่พัก ทั้งห้องพักแบบเต้นท์เอาใจสายแคมป์ที่วิวด้านหลังคือภูเขา รวมทั้งห้องพักแบบบ้านให้ได้พักผ่อนสัมผัสวิวทุ่งนา ข้างเต้นท์ยังมีสไลเดอร์ให้เล่นถูกใจเด็กๆเป็นอย่างมาก สำเภาไทย ตั้งที่อยู่ เลขที่ 214 หมู่ 4 บ้านท่าสำเภาใต้ ตำบลชัยบุรี อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง

7. ตลาดใต้โหนด (หลาดใต้โหนด)

ตลาดใต้โหนด หรือหลาดใต้โหนด ตั้งอยู่ในตำบลดอนทราย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นตลาดนัดชุมชน ที่ไม่ได้มีดีแค่ของกินอร่อยๆ แต่ยังใส่ใจสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน

8. โรงคั่วบ้านป่า (Gong Coffee Hand Roasted)

โรงคั่วบ้านป่า หรือ Gong Coffee Hand roasted ตั้งอยู่ในตำบลบ้านนา อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง ใครเป็นคอกาแฟ ต้องห้ามพลาดที่นี่เลยครับ เพราะคุณจะได้สัมผัสกับบรรยากาศร้านกาแฟในสวนยางพารา และลิ้มรสกาแฟสดใหม่ ที่คั่ว บด ชง ด้วยมือ

9. วัดถ้ำสุมะโน

วัดถ้ำสุมะโน ตั้งอยู่ในตำบลบ้านนา อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผสมผสานความงดงามทางธรรมชาติ เข้ากับความสงบทางจิตวิญญาณ ภายในวัดมีถ้ำน้อยใหญ่หลายแห่ง ทั้งถ้ำหินงอกหินย้อย และถ้ำที่มีห้องโถงกว้างขวาง

10. ขนำคอฟฟี่

ขนำคอฟฟี่ ตั้งอยู่บนถนนมโนราห์ (บายพาส) ตำบลควนมะพร้าว อำเภอเมืองพัทลุง เป็นร้านกาแฟสไตล์บ้านๆ ที่ให้บรรยากาศอบอุ่น เป็นกันเอง ที่นี่คุณจะได้สัมผัสกับบรรยากาศร้านกาแฟกลางทุ่งนา และชมวิวเขาอกทะลุ


บทความที่เกี่ยวข้อง

ถ้ำนาคี นครพนม หินลายเกล็ดพญานาค ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งลุ่มน้ำโขง

ถ้ำนาคี นครพนม หินลายเกล็ดพญานาค ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งลุ่มน้ำโขง

ถ้ำนาคี

อุทยานแห่งชาติภูลังกา” (ครอบคลุมพื้นที่ จ.นครพนม และ จ.บึงกาฬ) เป็นแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจเชื่อมโยงความเชื่อในเรื่องพญานาคกับถ้ำนาคา

ถ้ำนาคี มีลักษณะเป็นเพิงหินขนาดใหญ่และมีลวดลายของเกล็ดพญานาคบนพื้นผิวของหิน (คล้ายถ้ำนาคา) มีก้อนหินใหญ่ลักษณะเหมือนหินหัวงูอยู่ไม่ไกลกัน อีกทั้งหากเดินทางต่อไปอีกราวครึ่งกิโลเมตรก็จะมีจุดชมวิว “ผานาคี” เป็นจุดชมวิวแม่น้ำโขงที่งดงามอีกด้วย

สำหรับ ถ้ำนาคี นครพนม  ไข่พญานาค เศียรพยานาค เป็นจุดท่องเที่ยวที่อยู่ในเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติสายใหม่ ภูลังกาเหนือ หรือ เส้นทางสายธรรม-สายพญานาค (ระยะทางประมาณ 12 กม.) ในเส้นทางจะมีจุดน่าสนใจต่าง ๆ ให้เที่ยวชม ได้แก่ น้ำตกตาดโพธิ์-ถ้ำนาคี-วังนาคี-ผานาคี-หินสาลึคึ-ลานธรรม (หัวภู)-หินพญาศรีสัตตนาคราช-ไข่พญานาค-หินโลมา (วาฬ) -เจดีย์กองข้าวศรีบุญเนาว์ และเศียรพญานาค (องค์ที่ 9) ที่เพิ่งค้นพบใหม่ล่าสุด

ถ้ำนาคี อยู่ห่างจากตัวอำเภอบ้านแพง 8 กิโลเมตร ห่างจากตัวเมืองนครพนม ประมาณ 100 กิโลเมตร และห่างจาก อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ 30 กิโลเมตร

จุดไฮไลต์ห้ามพลาดใน “ถ้ำนาคี”

ตลอดเส้นทาง 2-3 ชั่วโมง คุณจะพบกับจุดอัศจรรย์ทางธรรมชาติมากมาย ได้แก่

  • หินเกล็ดพญานาค ลักษณะหินที่มีพื้นผิวแตกลายคล้าย “เกล็ดงู” หรือ “เกล็ดพญานาค”
  • หินหัวงู (เศียรพญานาค): ก้อนหินขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเหมือน “หัวงู” หรือ “เศียรพญานาค” (บางตำนานว่าเป็นเศียรที่ 9)
  • ผานาคี: จุดชมวิวบนหน้าผา ที่คุณสามารถมองเห็นวิวแม่น้ำโขงและฝั่งลาวได้ไกลสุดลูกหูลูกตา
  • บ่อชุบตัวพญานาคี: โดยมีความเชื่อว่าการได้ชำระร่างกายจากบ่อน้ำนี้จะช่วยชะล้างสิ่งไม่ดีออกจากตัว เสริมความเป็นสิริมงคล และนำสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต อยากไป
  • น้ำตกผางอย: น้ำตกสวย บนเส้นทางแห่งศรัทธา ขี้นไปยังถ้ำนาคี
  • เจดีย์กองข้าวศรีบุญเนาว์: หรือ พระธาตุภูลังกา เป็นเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งอัญเชิญมาจากประเทศเนปาล สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2542 ตั้งอยู่บนลานหินที่มีลักษณะคล้ายภูกองข้าว ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของภูลังกา

ข้อควรรู้เมื่อมาเที่ยวถ้ำนาคึ อุทยานแห่งชาติภูลังกา จ.นครพนม

  • ถ้ำนาคี ปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าทุกเดือนมิถุนายน
  • ค่าเข้าอุทยานภูลังกาคนละ 20 บาท ไม่รวมค่านำรถเข้าอุทยาน รถยนต์ 30 บาท รถมอเตอร์ไซค์ 20 บาท มีลานกางเต็นท์ ค่ากางเต็นท์ 30 บาท ต่อคน ต่อคืน หรือจะเช่าเต็นท์ของอุทยานก็ได้ (ไม่รวมเครื่องนอน) 225 บาท/หลัง/คืน
  • ถ้ำนาคีเปิดให้เข้าตั้งแต่เวลา 7.00-15.00 น. (กลุ่มสุดท้ายเดินขึ้นไม่เกิน 15.00 น.)
  • ไม่ต้องจองคิวเพื่อเข้าเที่ยวถ้ำนาคี สามารถ walk in ได้เลย แต่แนะนำให้มาก่อน 8 โมงเช้า
  • การเข้าชมถ้ำนาคีต้องมีเจ้าหน้าที่อุทยานฯ คอยนำทางตลอดเส้นทางเดิน ซึ่งเป็นข้อกำหนดของอุทยานเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและเพื่อการดูแลพื้นที่ธรรมชาติอย่างเหมาะสม
  • ติดต่อไกด์ท้องถิ่นนำเที่ยวได้ที่อุทยานฯ ค่าไกด์ไม่ได้กำหนด ตามแต่สินน้ำใจ

สำหรับการเดินทางมาเที่ยวถ้ำนาคี อุทยานแห่งชาติภูลังกา อ.บ้านแพง จ.นครพนม ทางเลือกที่สะดวกที่สุดคือ บินตรงจากดอนเมืองมาที่นครพนม จากนั้นให้เช่ารถขับมาที่ถ้ำนาคี 

📌 สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่เพจ อุทยานแห่งชาติภูลังกา จังหวัดนครพนม – Phulangka National Park Thailand สำหรับการติดต่อสอบถาม โทร 042-530-766 (เวลา 8.30 – 12.00, 13.00 – 16.30 น.)

ภาพประกอบจาก : facebook อุทยานแห่งชาติภูลังกา จังหวัดนครพนม


บทความที่เกี่ยวข้อง

จุลินทรีย์หน่อกล้วย

จุลินทรีย์หน่อกล้วย

จุลินทรีย์หน่อกล้วย

จุลินทรีย์หน่อกล้วย เป็นอีกหนึ่งแบบของการลดต้นทุน ที่ผู้ทำการเกษตรสมัยใหม่ จะต้องรู้จักกัน เนื่องจากจุลทรีย์ชนิดนี้ เป็นเหมือนยาครอบจักรวาลก็ว่าได้ เพราะมีประโยชน์ทั้งด้านการปรับปรุง บำรุงดิน และการต่อต้านเชื้อโรคเชื้อราได้หลายชนิด จึงคู่กับการเกษตรทุกชนิดได้เลย ทั้งนาข้าว สวนยางพารา สวนผลไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ เป็นต้น

จุลินทรีย์หน่อกล้วยมีสารที่มีประโยชน์

สารต่างๆ ที่มีอยู่ในจุลินทรีย์หน่อกล้วย ที่เราได้หลังจากการหมักเรียบร้อยแล้ว 
  • ธาตุอาหาร NPK (ปุ๋ยที่มีครบทั้ง ไนไตรเจน, ฟอสฟอรัส โปรแทสเซี่ยม, เซลลูโลส, สารเทนนิน เป็นต้น

วัสดุสำหรับการทำจุลินทรีย์หน่อกล้วย

  1. หน่อกล้วย 3 กิโลกรัม
  2. กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม (หรือ น้ำตาลทรายแดง 350 กรัมผสมน้ำ 1 ลิตร)
  3. ถังสำหรับบรรจุ

การเลือกใช้วัสดุ

ในการเลือกวัสดุหรือวัตถุดิบก็มีความสำคัญนะครับ เช่น หน่อกล้วย ให้เลือกต้นที่สูงไม่เกิน 1 เมตร เพราะเป็นขนาดที่มีสารช่วยในการเจริญเติบโตอยู่จำนวนมากกว่าต้นที่แก่แล้ว ถ้ามีเศษดินติดมากับหน่อกล้วยก็แค่เคาะเบาๆ ให้ดินออกบ้างแต่ไม่ต้องล้าง เพราะเราจะได้จุลินทรีย์ท้องถิ่นติดมาด้วย
กากน้ำตาล ถ้าเป็นไปได้ ก็ใช้น้ำตาลทรายแดงแทน จะดีมาก เพราะให้ความหวานได้มากกว่า (แต่เดิมส่งเสริมให้ใช้กากน้ำตาลเพราะเป็นของเหลือ เขาขายราคาถูก ปัจจุบันแพงมาก)

วิธีทำ

การทำจุลินทรีย์หน่อยกล้วย สามารถทำได้ตามลำดับง่ายๆ ดังนี้

  • นำหน่อกล้วยที่ได้มาสับๆ หั่นๆ ทั้งหมดทั้ง ราก เหง้า ลำต้น ใบ ให้เป็นชิ้นเล็กๆ หรือละเอียดเลยยิ่งดี
  • นำกากน้ำตาลผสมลงไป หรือถ้าเป็นน้ำตาลทรายอาจจะมีน้ำมาช่วยในการละลายเล็กน้อย ไม่ต้องใช้มาก เพราะหน่อกล้วยมีน้ำอยู่แล้ว เดี๋ยวก็จะออกมาเอง
  • หมักไว้ 7 วัน (ถ้าไม่รีบก็หมัก 14 วัน) ใช้งานได้
ท่านอาจจะใช้สูตรเรื่องเวลาในการหมักต่างๆ ได้ตามระยะเวลาข้างล่างนี้ คือ 
  • การหมักพืช ใช้เวลา 14 วัน
  • การหมักสัตว์ เนื้อ ปลา ใช้เวลา 21 วัน

การนำไปใช้

ผสมน้ำ รดผักผลไม้ 40 cc. ต่อน้ำ 20 ลิตร 

คุณสมบัติเฉพาะ

จุลินทรีย์หน่อกล้วยมีสรรพคุณ ใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช รักษาโรคจากเชื้อรา แบคทีเรีย บำรุงดิน ฟื้นฟู ค่า PH กรดด่าง ทั้งในน้ำและดิน ที่จะนำเอาประโยชน์ของ จุลินทรีย์หน่อยกล้วย มาบอกเท่านี้ ถือว่าน้อยมาก เพราะความจริงแล้ว ยังมีอีกมากมายที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดได้อีก เช่น ใช้เป็นจุลินทรีย์ เพื่อทำฮอร์โมนอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็น ฮอร์โมนไข่ ใช้ในการไล่ยุง ไล่แมลง และอื่นๆ อีกมากมาย ติดตามไว้นะครับ จะทยอยนำมาเสนอในภายหลังอีก
จุลินทรีย์หน่อกล้วย ที่เราได้ทำกันนี้ สำหรับชาวสวนยางแล้วละก็ มีเคล็ดลับเพิ่มเติมให้อีกเล็กน้อยนะครับ คือ ให้ใช้เวลาในการหมัก 3 เขียน แล้วจะมีการปรับเปลี่ยนสารให้มีคุณสมบัติเหมือนแก๊สที่เขาใช้ในการเจาะยาง คุณสมบัติคือ “ทำให้น้ำยางไหลได้ดีมากยิ่งขึ้น” ในแนววิถีของ เกษตรอินทรีย์ 
ซึ่งคุณสมบัตินี้ เราไม่ได้ศึกษาอย่างจริงจังการใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วย ในสวนยางนี้ มีเกษตรกรชาวสวนยาง ที่เป็นต้นแบบบางท่าน ได้ทำไว้คือ การใช้ในการทาหน้ายาง โดยทาในวันที่พักกรีด ท่านบอกว่า ทำให้เนื้อปิดไว น้ำยางไหลดี และป้องกันเชื้อรา ได้ผลดีอย่างยิ่ง
วันนี้คงต้องขอจบเรื่องของจุลินทรีย์หน่อกล้วย ไว้ก่อนครับ รอติดตามกันต่อไปนะครับว่า เรื่องใดที่จะเข้าวิน นำมาเล่าให้ฟัง ลืมบอกไปครับ ส่วนตัวผมแล้ว แทบทุกอย่างที่นำมาเผยแพร่ จะเป็นสิ่งที่ผมได้ทดลองทำ และได้ผลเป็นที่น่าพอใจแล้ว จึงนำมาลงนะครับ ไม่เหมือนในคลิปบางคน ไปดูไปอ่านเขามาแล้วทำผิดๆ ทำให้คนไม่รู้ไปทำตาม เสียโอกาสได้ของดีไปใช้ เช่นบางคนทำคลิปสอนทำ ฮอร์โมนนม (ปกติเราทำ ฮอร์โมนนมจืด หรือ นมสด หรือ นมบูด) พี่แกเล่นบอกให้ใช้ “นมข้นหวาน” ป้าาาาาด คิดได้ไง??? ให้พี่น้องเกษตรกรเรา พิจารณาด้วยนะครับ เดี๋ยวเสียของ
ขอบคุณคลิปจาก : Pordoi Organic Farm

บ้านพักอาศัย 1 ชั้น หลังคาทรงจั่วมุง ตกแต่งสไตล์มินิมอล

บ้านพักอาศัย 1 ชั้น หลังคาทรงจั่วมุง ตกแต่งสไตล์มินิมอล 

บ้านพักอาศัย 1 ชั้น

บ้านพักอาศัยชั้นเดียว อาจไม่จำเป็นต้องใหญ่โต แต่ถ้าออกแบบดี ๆ ก็สามารถอบอุ่น น่าอยู่ และตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว เช่นเดียวกับบ้านหลังนี้ บ้านทรงจั่วเรียบง่ายที่โดดเด่นด้วยเส้นสายสะอาดตา หลังคามุงโทนเข้มตัดกับผนังสีอ่อนอย่างลงตัว ให้ความรู้สึกโปร่ง โล่ง และสบายตาตั้งแต่แรกเห็น

ดีไซน์ภายนอกตกแต่งในสไตล์มินิมอล เน้นความเรียบง่ายแต่มีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์ ไม่ว่าจะเป็นช่องลมบล็อกตกแต่ง ซุ้มโค้งหน้าบ้าน หรือระเบียงพักผ่อนที่เชื่อมต่อพื้นที่ภายในกับธรรมชาติรอบบ้านได้อย่างกลมกลืน ยิ่งช่วงเย็นเปิดไฟโทนอุ่น ยิ่งทำให้บ้านดูอบอุ่นและน่าใช้ชีวิตอยู่จริง ๆ

บทความนี้จะพาไปชมรายละเอียดของ บ้านพักอาศัย 1 ชั้น  หลังคาทรงจั่วมุงสไตล์มินิมอลหลังนี้ ว่าอะไรทำให้บ้านดูเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ และเหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการบ้านขนาดพอดี อบอุ่น และใช้งานได้ครบครันในทุกวัน

ผลงาน : W.Space รับสร้างบ้าน รีโนเวทบ้าน (18 กันยายน 2024)

บ้านพักอาศัย 1 ชั้น

รายละเอียดโครงการ พื้นที่ใช้สอยรวม 244 ตร.ม. (รวมโรงรถ) เฉพาะตัวบ้าน 166 ตร.ม. ฟังก์ชั่น 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว พร้อมโภงภายในขนาดใหญ่

  • สถานที่ก่อสร้าง : ต.นาโพธิ์ อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด
  • งบประมาณ : 1.9 ล้านบาท

บ้านพักอาศัย 1 ชั้น

บ้านพักอาศัย 1 ชั้นหลังนี้ออกแบบในสไตล์มินิมอล เรียบง่ายแต่ดูอบอุ่นสะดุดตา ด้วยรูปทรงหลังคาทรงจั่วมุงกระเบื้องโทนสีเทาเข้ม ตัดกับผนังสีขาวครีมอย่างลงตัว ทำให้ตัวบ้านดูสะอาดตา โปร่ง และทันสมัยในเวลาเดียวกัน

บริเวณหน้าบ้านโดดเด่นด้วยซุ้มทรงจั่วเสริมมิติ พร้อมตกแต่งช่องลมบล็อกสีขาวที่ช่วยเพิ่มลูกเล่นให้ผนังไม่ดูเรียบจนเกินไป อีกทั้งยังช่วยระบายอากาศได้ดี บันไดหน้าบ้านปูพื้นโทนไม้สีน้ำตาลอ่อน เชื่อมต่อสู่เฉลียงเล็ก ๆ สำหรับนั่งพักผ่อน รับลมธรรมชาติในช่วงเย็นได้อย่างสบาย ๆ เพิ่มความอบอุ่นด้วยโคมไฟติดผนังแสงโทนอุ่นที่ช่วยสร้างบรรยากาศน่าอยู่ยามค่ำคืน

บ้านพักอาศัย 1 ชั้น

บ้านพักอาศัย 1 ชั้น

ด้านข้างตัวบ้านออกแบบหน้าต่างทรงสูงกรอบสีน้ำตาล เรียงตัวอย่างลงตัว ช่วยรับแสงธรรมชาติให้ภายในบ้านสว่างทั่วถึง พร้อมติดตั้งเครื่องปรับอากาศอย่างเป็นระเบียบ ทำให้ภาพรวมดูเรียบร้อยและใช้งานได้จริง ตัวบ้านยกพื้นเล็กน้อยเพื่อป้องกันความชื้น และเพิ่มความแข็งแรงให้โครงสร้าง

บ้านพักอาศัย 1 ชั้น

อีกหนึ่งจุดเด่นคือพื้นที่เฉลียงด้านข้างที่ต่อเนื่องออกมา สามารถจัดเป็นมุมรับแขกเล็ก ๆ หรือพื้นที่พักผ่อนของครอบครัวได้อย่างลงตัว โครงสร้างโปร่งโล่ง เปิดรับวิวธรรมชาติรอบบ้าน เหมาะกับการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ

โดยรวมแล้ว บ้านพักอาศัย 1 ชั้นหลังนี้เป็นตัวอย่างของบ้านขนาดพอดีที่ออกแบบได้อย่างลงตัว ทั้งความสวยงาม ความเรียบง่าย และฟังก์ชันการใช้งาน เหมาะสำหรับครอบครัวขนาดเล็กหรือผู้ที่ต้องการบ้านบรรยากาศอบอุ่น ใช้ชีวิตอย่างสงบและสบายในทุกวัน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
Tel. : 099-356-6269 /095-161-6338
Line Offcial : https://page.line.me/976numea

  • บริการให้คำปรึกษา และเตรียมเอกสารยื่นกู้สินเชื่อ
  • ให้บริการยื่นขออนุญาตก่อสร้างฟรี
  • ให้บริการออกแบบและประมาณราคาเบื้องต้นฟรี
  • รับประกันงานก่อสร้างตัวบ้าน 1 ปี
  • รับประกันงานโครงสร้างบ้าน 10 ปี 

บทความอื่นที่น่าสนใจ

เทคนิคการจัดการดินและปุ๋ยในพืชและผัก ให้เหมาะสม

เทคนิคการจัดการดินและปุ๋ยในพืชและผัก ให้เหมาะสม

เทคนิคการจัดการดินและปุ๋ยในพืชและผัก

การผลิตผักให้ได้คุณภาพและมีผลผลิตสูงนั้น มีปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่ สถานที่ปลูก การเตรียมดิน สภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน ปุ้ย และพันธ์ที่มีคุณภาพแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงวิธีการปลูก ช่วงฤดูกาล อายุเก็บเกี่ยว ซึ่งมีผลต่อการผลิตผักทั้งสิ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชผักความแตกต่างของสภาพพื้นที่ และท้องถิ่นนั้น ๆ

ดินปลูกผัก

ดินปลูกผัก เป็นปัจจัยสำคัญทั้งเป็นที่อยู่ของรากพืชและแหล่งธาตุอาหารที่พืชใช้ในการเจริญเติบโต ดินปลูกที่ดี ควรมีความโปร่ง ร่วนซุย ระบายน้ำดี มีธาตุอาหารเพียงพอมีอินทรียวัตถุค่อนข้างมาก ไม่มีเชื้อโรค แมลงหรือสัตว์ศัตรูพืช เพราะถ้าดินปลูกไม่ดีจะทำให้ต้นผักขาดน้ำขาดอาหาร จนไม่สามารถให้ผลผลิตที่มาคุณภาพดีต่อไปได้ การปรับปรงดินให้ดีจึงเป็นภารกิจแรกที่ต้องเรียนรู้และลงมือทำ

การเตรียมดิน

การเตรียมดินปลูกผัก ต้องมีการเตรียมดินอย่างดีเพื่อให้เมล็ดผักซึ่งมีขนาดเล็ก และมีระบบรากละเอียดอ่อน หากมีการเตรียมดินไม่ดี จะกระทบกระเทือนความงอกของเมล็ดและการเจริญเติบโตของต้นผักได้

การเตรียมดินควรไถพลิกหน้าดินตากไว้ ประมาณ 7-10 วัน เพื่อกำจัดแมลงและศัตรูพืชบางชนิด หากพื้นที่เป็นดินเหนียว ควรระวังน้ำท่วมขัง ควรยกร่องปลูกสูง 20-30 เซนติเมตร เพื่อระบายน้ำ ควรปรับปรุงดินด้วยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปัยหมัก หรือปัยคอก จะทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุยระบายน้ำและอากาศได้ดี หรือใช้ร่วมกับปุยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน สำหรับในดินเปรี้ยว ใช้วัสดุนเพื่อปรับปรุงดินให้สภาพเหมาะสมในการปลูกผัก ดินร่วนและดินทราย ควรปรับปรุงดินด้วยปุยคอกหรือปุยหมัก จะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน ตลอดจนการใช้วัสดุคลุมดิน เช่น ฟางข้าวใบหญ้าแฝก เพื่อช่วยเก็บรักษาความชื้นไว้ในดิน

เทคนิคการจัดการดินและปุ๋ยในพืชและผัก

1. การใช้ปุ๋ยหมัก

แปลงเพาะกล้า ช่วงเตรียมดินเพาะกล้าใส่ปุ๋ยหมักคลุกเคล้ากับดิน อัตรา 2-4 กิโลกรัม ต่อตารางเมตร
แปลงปลูกผัก ช่วงเตรียมดินปลูก หว่านปุ๋ยหมักทั่วแปลง

  • ดินเหนียว ใช้อัตรา 2-4 ตันต่อไร่
  • ดินร่วน และดินทรายใช้อัตรา 4-6 ตันต่อไร่ แล้วไถกลบ คลุกเคล้ากับดิน

2. การใช้ปุ๋ยคอก

แปลงเพาะกล้า ช่วงเตรียมดินเพาะกล้าใส่ปุ๋ยคอกแห้ง อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อตารางเมตร คลุกเคล้ากับดินให้ทั่วแปลงแปลงปลูกผัก ช่วงเตรียมดินปลูก หว่านกับดิน

เทคนิคการจัดการดินและปุ๋ยในพืชและผัก ให้เหมาะสม

3. การใช้ปัยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน

ควรมีการเก็บตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ค่าความอุดมสมบูรณ์ ความเป็นกรด-ด่าง และลักษณะทางกายภาพ เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับการปลูกพืชผักที่ต้องการ ช่วยให้เกษตรกรให้ปุยถูกสูตรและถูกอัตรา ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิต

4. การใช้วัสดุคลุมดิน

หลังหว่านเมล็ดผัก หรือย้ายกล้าผักลงแปลงปลูกให้ใช้ฟางข้าว หรือตัดใบหญ้าคลุมแปลง เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและรักษาความชื้นในดิน ทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น

5. การใช้วัสดุปรับปรุงดิน

ปูนมาร์ล ปูนขาว ปูนโดโลไมท์ นิยมใช้ในพื้นที่ดินเปรี้ยวใส่ช่วงเตรียมตินก่อนปลูกผักโดยหว่านให้ทั่วแปลงคลุกเคล้ากับดิน หมักไว้อย่างน้อย 7 วัน ในสภาพดินขึ้นเพื่อให้ปูนออกฤทธิ์ ทำให้ความเป็นกรดของดินลดลง


บทความอื่นที่น่าสนใจ

แชร์ไอเดีย ค้างผัก จากไม้ไผ่สำหรับปลูกพืชผัก

แชร์ไอเดีย ค้างผัก จากไม้ไผ่สำหรับปลูกพืชผัก

ค้างผัก

สำหรับใครที่ปลูกผักสวนครัว ไม่ว่าจะเป็นแตงกวา ถั่วฝักยาว บวบ ฟักทอง หรือพืชเถาเลื้อยต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ “ค้างผัก” เพราะค้างที่ดีจะช่วยให้ต้นผักเลื้อยได้สะดวก รับแสงแดดเต็มที่ ลดปัญหาโรคแมลง และทำให้ผลผลิตสะอาด ไม่สัมผัสดินมากเกินไป

หนึ่งในวัสดุที่หาได้ง่าย ราคาประหยัด และเหมาะกับวิถีเกษตรแบบพอเพียง ก็คือ “ไม้ไผ่” นั่นเองค่ะ ไม้ไผ่มีความแข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบา และเข้ากับสวนผักได้อย่างเป็นธรรมชาติ แถมยังสามารถนำมาดัดแปลงทำค้างได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบสามเหลี่ยม แบบซุ้มโค้ง แบบรั้ว หรือแบบตั้งตรงง่าย ๆ ทำเองก็ได้ ไม่ต้องลงทุนสูง

บทความนี้จะพาไปดูไอเดียค้างผักจากไม้ไผ่แบบต่าง ๆ ที่ทำง่าย ใช้งานได้จริง และเหมาะกับทั้งมือใหม่และเกษตรกรที่อยากลดต้นทุนค่ะ

ค้างผัก

โดยสมาชิกเฟซบุ๊คชื่อคุณ Suwan Yimcharoen ได้เผยแพร่ภาพแปลงผักสุดสวย พร้อมแคปชั่นว่า “เตรียมแปลงปลูกผัก…ครับ @ มีนบุรี กทม.” สวยแค่ไหนไปติดตามพร้อมๆกันเลย

ค้างผัก

ค้างผัก

ค้างผัก

หลังจากที่ภาพดังกล่าวเผยแพร่ออกไปทำเอาชาวเน็ตต่างพากันชื่นชอบและแชร์ภาพดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ให้บรรยากาศที่ดีมากๆ สุดยอด ถ้าผักขึ้นแล้ว จะสวยขนาดไหนเป็นอะไรที่น่าติดตามมากๆเลยก็ว่าได้

ภาพ : Suwan Yimcharoen


บทความอื่นที่น่าสนใจ