พันธุ์หอมแดง วิธีการปลูกหอมแดงแบบง่ายๆ และการดูแลรักษา

พันธุ์หอมแดง วิธีการปลูกหอมแดงแบบง่ายๆ และการดูแลรักษา

พันธุ์หอมแดง

หอมแดง เป็นพืชล้มลุก มีลำต้นใต้ดินเรียกว่าหัวสะสมอาหาร หอมแดงสามารถขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินร่วน ที่มีความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ประมาณ 5.0 – 6.5 และความชื้นในดินควรสูงในขณะที่เจริญเติบโต แต่เมื่อหัวเริ่มแก่ดินและอากาศต้องแห้ง ช่วงที่ปลูกได้ผลดี คือ ตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน – มีนาคม

พันธุ์หอมแดง พันธุ์ของหอมแดงที่นิยมปลูกในบ้านเรา คือ

  • หอมแดงพันธุ์พื้นเมืองภาคเหนือ ทางภาคเหนือเรียก หอมบั่ว เป็นหอมแดงที่มีเปลือกนอกสีเหลืองปนส้มขนาดหัวปานกลาง ลักษณะกลมรี ใน 1 หัวแยกได้ 2-3 กลีบ กลิ่นไม่ฉุนจัด รสหวาน ระหว่างการเจริญเติบโตไม่มีดอกและเมล็ด เมื่อปลูก 1 หัว จะแตกกอให้หัวประมาณ 5-8 หัว อายุเมื่อหัวแก่เต็มที่ในฤดูหนาว 90 วัน และฤดูฝน 45 วัน ผลผลิตที่ได้ประมาณ 2000-3000 กิโลกรัม/ไร่ ขึ้นอยู่กับฤดูปลูกและการดูแลรักษา คุณภาพในการเก็บรักษาไม่ค่อยดี เพราะมีเปอร์เซ็นต์แห้งฝ่อ และเน่าเสียหายมากถึง 60%
  • หอมแดงพันธุ์บางช้าง หรือหอมแดงศรีสะเกษ เป็นหอมแดง ที่มีเปลือกนอกสีม่วงปนแดง เปลือกหนาและเหนียว ขนาดหัวใหญ่ สม่ำเสมอ หัวมีลักษณะกลมใน 1 หัว มี 1-2 กลีบ กลิ่นฉุนจัด มีรสหวาน ระหว่างการเจริญเติบโตจะสร้างดอกและเมล็ดมาก ซึ่งจะต้องหมั่นตรวจดูและเด็ดทิ้งให้หมด มิฉะนั้นจะทำให้ได้ขนาดหัวเล็กและจำนวนหัวน้อย โดยทั่วไปเมื่อปลูก 1 หัวจะแตกกอให้หัวประมาณ 8-10 หัว การแตกกอและลงหัวช้ากว่าหอมบั่วเล็กน้อย มีอายุเมื่อหัวแก่เต็มที่ให้ฤดูหนาว 100 วันขึ้นไป และฤดูฝน 45 วัน ให้ผลผลิตแตกต่างกันไปตามฤดูปลูกและการดูแลรักษาได้ประมาณ 1000-5000 กิโลกรัม/ไร่ คุณภาพในการเก็บรักษาดีกว่าหอมบั่ว

การเพาะปลูกหอมแดง

การเตรียมดิน

       หอมแดงมีระบบรากตื้น ชอบดินร่วน มีการระบายน้ำดี แปลงปลูกควรไถพรวนหรือขุดด้วยจอบพลิกดินตากแดดไว้ก่อน 2-3 วัน แล้วย่อยดินให้เป็นก้อนเล็ก อย่าให้ละเอียดมากเพราะจะทำให้ดินแน่น หอมลงหัวยากควรใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยมูลสัตว์ลงไปคลุกเคล้าให้ทั่ว เก็บเศษวัชพืช หรือรากหญ้าอื่นๆ ออกให้หมดแล้วรองพื้นก่อนปลูกด้วยปุ๋ยวิทยาศาสตร์สูตร 15-15-15 ในปริมาณ 20-50 กิโลกรัม/ไร่

การเตรียมพันธุ์หอม

       หัวหอมพันธุ์ที่จะใช้ปลูกควรเตรียมไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 2 เดือน เพราะหัวหอมที่จะใช้ปลูกควรมีระยะพักตัวอยู่สักระยะหนึ่ง แต่ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 6 เดือน เพราะระยะนี้หอมจะเริ่มแดงยอดอ่อนสีเขียวพ้นหัวเก่ามาแล้ว ให้นำหัวหอมพันธุ์มาตัดแต่งทำความสะอาด ตัดเล็มรากเก่า และใบแห้งทิ้งให้หมด หากเห็นว่ายอดอ่อนยาวอาจตัดทิ้งเสียสัก 1 ใน 10 เพื่อเร่งให้งอกไวเมื่อปลูกแล้ว ในพื้นที่ปลู 1 ไร่จะใช้หัวหอมพันธุ์ประมาณ 200 กิโลกรัม ก่อนปลูกหากเห็นว่าหัวหอมพันธุ์เป็นโรคราดำ หรือมีเน่าปะปนมา ต้องฉีดพ่นหรือจุ่มน้ำสารละลายป้องกันกำจัดเชื้อราจำพวกมาเนบ หรือซีเนบ ตามอัตราที่กำหนดในฉลาก และผึ่งลมให้แห้งก่อนนำไปปลูก

พันธุ์หอมแดง

ระยะปลูก

       นิยมปลูกเป็นแปลงขนาดกว้าง 1-1.5 เมตร ความยาวของแปลง เป็นไปตามความสะดวกในการปฏิบัติงานควรปลูกเป็นแถว ระยะปลูก 15-20 ซม.หรือ 20-20 ซม.

การปลูก

       ก่อนปลูกควรรดน้ำแปลงปลูกให้ดินชุ่มชื้นไว้ล่วงหน้า นำหัวหอมพันธุ์มาปลูกลงในแปลง โดยเอาส่วนโคนหรือที่เคยเป็นที่ออกรากเก่าจิ้มลงไปในดินประมาณครึ่งหัว ระวังอย่ากดแรงนักจะทำให้ลำต้นหรือหัวช้ำทำให้ไม่งอก หรืองอกรากช้า เมื่อปลูกทั่วทั้งแปลงให้คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้งหรือแกลบหนาพอสมควรเป็นการรักษาความชุ่มชื้นและคุมวัชพืช จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม ต้นหอมจะงอกออกมาภายใน 7-10 วัน หากหัวใดไม่ลอกให้ทำการปลูกซ่อมทันที

การดูแลรักษา

       การให้น้ำ หอมแดงต้องการน้ำมากและสม่ำเสมอในระยะเจริญเติบโตและแตกกอ หากปลูกในที่ ๆ มีอากาศแห้งและลมแรง อาจต้องคอยให้น้ำบ่อย ๆ เช่น ภาคอีสาน ช่วงอากาศแห้งมาก ๆระยะแรกอาจให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น ในภาคเหนือเกษตรกรจะให้น้ำประมาณ 3-7 วันต่อครั้ง

การให้ปุ๋ย

  • เมื่ออายุ 14 วันหลังปลูก ควรใส่ปุ๋ยยูเรียหรือแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา 20-25 กิโลกรัม/ไร่
  • เมื่ออายุ 35-40 วัน ให้ใส่ปุ๋ย 15-15-15 ในอัตรา 20-50 กิโลกรัม/ไร่ การใส่ปุ๋ยใช้วิธีโรยห่างๆ ต้นห่างจากต้นราว 7 ซม. หรือใช้วิธีโรยให้ทั่วแปลงก็ได้ หลังจากให้ปุ๋ยให้รดน้ำหรือเอาน้ำเข้าแปลงให้ชุ่ม

การกำจัดวัชพืช

        ควรกำจัดวัชพืชบ่อย ๆ เมื่อวัชพืชยังเล็ก หากโตแล้วจะทำการกำจัดยากและจะกระทบกระเทือนรากหอมแดงได้มาก ปัจจุบันนิยมใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชมากขึ้นเพราะประหยัดแรงงานกว่า ตัวอย่างสารเคมีที่ใช้กำจัดวัชพืชในแปลงหอมแดงได้แก่ อลาคลอร์ อัตราการใช้ให้ใช้ตามที่ระบุในฉลากยา

การเก็บเกี่ยวหอมแดง

โดยปกติหอมแดงที่ปลูกในฤดูหนาว จะแก่จัดเมื่ออายุ 70-110 วัน ถ้าปลูกในฤดูฝนจะสามารถเก็บได้เมื่ออายุประมาณ 45 วัน แต่ผลผลิตของหอมแดงทั้ง 2 ฤดูแตกต่างกัน คือในฤดูหนาวจะให้ผลผลิตมากเป็น 2-3 เท่าของในฤดูฝน จึงเป็นเหตุให้หอมแดงในฤดูฝนมีราคาสูงกว่า

หอมแดงที่เริ่มแก่แล้วจะสามารถสังเกตได้จากสีของใบจะเขียวจางลง ปลายใบเริ่มเหลืองและใบมักจะถ่างออก เอนล้มลงมากขึ้น ถ้าบีบส่วนคอ คือบริเวณโคนใบต่อกับหัวหอมจะอ่อนนิ่ม ไม่แน่นแข็ง แสดงว่าหอมแก่แล้ว

หลังจากเก็บเกี่ยว มีการปฏิบัติคล้ายกระเทียม คือหอมแดงที่ถอนแล้วต้องนำมาผึ่งลมในที่ร่มให้ใบเหี่ยวแห้งจากนั้นก็มัดเป็นจุก คัดขนาดและทำความสะอาด คัดพันธุ์แล้วนำไปแขวนไว้ในที่ร่ม เช่นใต้ถุนบ้าน ให้มีลมโกรก เพื่อระบายความชื้นจากหัวและใบหอม ไม่ให้ถูกแดด ฝนหรือน้ำค้าง หอมแดงหากเก็บไว้ในอากาศอบอ้าวจะเกิดโรคราสีดำ และเน่าเสียหายเช่นเดียวกับกระเทียม

การเก็บหอมแดงไว้ทำพันธุ์

หอมแดงที่แก่จัดหากเก็บรักษาดีจะฝ่อแห้งเสียหาย เพียง 35-40% ควรคัดเลือกหอมแดงที่จะใช้ทำพันธุ์ แยกออกมาต่างหากจากส่วนที่จะขาย และฉีดพ่นยากันรา เช่น เบนเลท ให้ทั่ว และนำไปผึ่งลมจนแห้งสนิทจึงนำไปเก็บรักษาไว้ทำพันธุ์ (ไม่ควรนำมารับประทาน) จะช่วยป้องกันไม่ให้หอมแดงเน่าเสียหายง่าย

ขอบคุณที่มาจาก กรมส่งเสริมการเกษตร


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี ท่องเที่ยวเชิงทางธรรมชาติ 2569

ทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี ท่องเที่ยวเชิงทางธรรมชาติ 2569

ทะเลบัวแดง

ทะเลสาบหนองหานกุมภวาปี ที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีชมพูของดอกบัวแดงนับล้านดอกบานสะพรั่งรับแสงยามเช้า สวย อ่อนโยน และตราตรึงใจ เพียงปีละครั้ง “ทะเลบัวแดง” หรือ “หนองหาน กุมภวาปี” แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัดอุดรธานี โดยในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ของทุกปี ดอกบัวแดง หรือ บัวสาย ในบึงหนองหานจะโผล่พ้นน้ำออกดอกเบ่งบานให้เราได้ชมกัน และจะมีปริมาณมากที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ น้ำในบึงก็ใสสะอาดมองเห็นถึงรากบัว ความสูงของพื้นน้ำประมาณหนึ่งเมตรกว่า ๆ ซึ่งเป็นระดับที่บัวสามารถชูช่อและสังเคราะห์แสงได้ดี

ท่าเรือให้บริการหลัก (อัปเดต 2026)

  • ท่าบ้านเดียม
  • ท่าบ้านดอนคง
  • ท่าบ้านแชแล
  • ท่าบ้านเชียงแหว

ทะเลบัวแดง

กิจกรรมไฮไลต์

  • ล่องเรือชมทะเลบัวแดงยามเช้า
  • ถ่ายภาพบัวแดง บรรยากาศธรรมชาติ
  • ชมวิถีชีวิตชุมชนและการประมงพื้นบ้าน

🕕 ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเที่ยว

  • 06.00 – 11.00 น. (ดอกบัวบานสวยที่สุด)

ทะเลบัวแดง

การเดินทางสะดวก เลือกได้หลายรูปแบบ

  • รถส่วนตัว
  • รถตู้เช่าเหมาพร้อมคนขับ
  • โปรแกรมทัวร์แบบครึ่งวัน – 1 วัน

ค่าล่องเรือชมทะเลบัวแดง

  • เรือหางยาวเล็ก นั่งได้ 2 คน ราคา 300 บาท ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
  • เรือใหญ่ นั่งได้ 6 คน ราคา 500 บาท ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง
    สอบถามรายละเอียดที่ โทร. 08 1964 5420 และ 08 9395 0871

แนะนำเที่ยวช่วง: ธันวาคม – กุมภาพันธ์ มาสัมผัสเสน่ห์ธรรมชาติที่ต้องมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง แล้วคุณจะหลงรัก “ทะเลบัวแดงอุดรธานี”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ททท.สำนักงานอุดรธานี  042-325-407


บทความที่เกี่ยวข้อง

เพิ่มอัตราการรอดของ “ลูกอ๊อด” ด้วยทางมะพร้าว

เพิ่มอัตราการรอดของ “ลูกอ๊อด” ด้วยทางมะพร้าว

ลูกอ๊อด

ปัญหาใหญ่ ที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกบต้องประสบ คือ ช่วงที่ลูกอ๊อดเปลี่ยนไปเป็นลูกกบ มักไม่มีชีวิตรอด เกษตรกรจำนวนมากจึงมีวิธีแก้ปัญหาด้วยการนำทางมะพร้าวมาใช้ ซึ่งจะช่วยลดอัดอัตราการตายของลูกอ๊อดได้มาก ทั้งยังช่วยประหยัดต้นทุนและไม่ทำให้เสียเวลาช่วงลูกอ๊อดไม่รอดอีกด้วย

วิธีการ คือ การเตรียมทำบ่อกบ ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร กั้นสังกะสีสูง 0.8 เมตร นำสแลนมาคลุมล้อมรอบเพื่อกันสุนัขหรือแมวเข้าไป จากนั้นให้นำลูกลูกอ๊อดระยะปลายมาปล่อยลงในบ่อดิน แล้วใช้ทางมะพร้าวพาดทแยงตรงกลางของบ่อดิน วิธีการนี้ช่วยให้ลูกอ๊อดที่ขาเริ่มงอกใช้เป็นจุดทรงตัวได้ดีกว่าการใช้แผ่นโฟมลอยน้ำ เพราะไม่ว่าระดับน้ำจะเพิ่มหรือลดลง ลูกอ๊อดระยะขาเริ่มงอกเป็นลูกกบจะมีที่เกาะ เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของลูกกบมากกว่าร้อยละ 90

ลูกอ๊อด

เมื่อลูกอ๊อดขางอกเต็มที่กลายเป็นลูกกบแล้ว นำกะละมังกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 60 เซนติเมตร มาวางไว้ข้างบ่อใส่น้ำให้เต็ม ให้อาหารแบบเดียวกับปลาดุกและปลานิล คือไส้ปลาสับละเอียด บ่อละ 3 ขีด โดยให้วันละครั้ง ช่วงพลบค่ำ กบจะกระโดดเข้าไปกินในกะละมังเอง

ลูกอ๊อด

ด้านข้างบ่อดินนำกระเบื้องลอนคู่มาวางไว้ เพื่อให้ลูกกบหลบซ่อนตัวตามสัญชาตญาณ แต่ต้องระมัดระวัง อย่าให้กบอยู่อย่างแออัดเกินไป เพราะกบอาจ จะกินกันเอง และให้เปิดไฟนีออนเพื่อล่อแมลงมาเป็นอาหารในช่วงกลางคืนแต่ไม่ควรเปิดทิ้งไว้ทั้งคืนเหมือนบ่อปลา เนื่องจากกบไม่ชอบแสงไฟ ถ้าเปิดไฟทิ้งไว้ กบจะไม่ออกมาจากที่หลบมากินอาหารทำให้ตายได้ ควรเปิดไว้ 1 ชั่วโมงช่วงหัวค่ำที่มีแมลงมากก็พอ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปุ๋ยมูลค้างคาว สูตรเด็ด เคล็ด (ไม่) ลับ

ปุ๋ยมูลค้างคาว สูตรเด็ด เคล็ด (ไม่) ลับ

ปุ๋ยมูลค้างคาว

ผืนนาของนายบุญธรรมกับนางทองสุข เสนาอุดร เกษตรกรบ้านโคกล่าม ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี จากเดิมเคยใช้ทำนาเพียงปีละครั้ง ปัจจุบันนี้ได้ปลูกพืชหมุนเวียนตลอดทั้งปี ปลูกฟักทอง แตงกวา โหระพา ผักบุ้ง ถั่วลิสง ตะไคร้ มะเขือ กะเพรา แค มะม่วง ฯลฯ พืชผักทุกอย่างที่ปลูกก็ล้วนเติบโตงอกงามด้วยสูตรเด็ดเคล็ดลับ “ปุ๋ยหมักขี้ค้างคาว สูตรบ้านโคกล่าม” ที่ครอบครัวเสนาอุดรพัฒนาต่อยอดจากปุ๋ยหมักจากขี้หมูของปิดทองฯ ที่เลี้ยงไว้มาผนวกกับประสบการณ์ ภูมิปัญญาดั้งเดิมและความรู้ที่ได้จากปู่ ย่า ตา ยาย กลายเป็นสูตรใหม่ที่พิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วว่าเห็นผลดีจริง ทุกวันนี้ ผืนดินที่เคยแตกระแหง กลายเป็นผืนนาเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา หลังนาก็กลายเป็นแปลงพืชแปลงผักที่ให้ผลผลิตน่าชื่นใจ

เพราะมูลค้างคาวอุดมไปด้วยธาตุอาหารที่พืชต้องการ และมีฟอสฟอรัสมากเป็นพิเศษ เหมาะกับการนำมาใช้ในพืชผัก พืชไร่ พืชสวน นอกจากให้ผลผลิตงอกงามแล้ว ยังช่วยปรับปรุงดินให้ร่วนซุยด้วย

น้ำหมักสูตรขี้ค้างคาว สูตรเฉพาะ บ้านโคกล่าม

สูตรที่ 1

วิธีทำ มูลค้างคาว 1 กิโลกรัม ต่อน้ำเปล่า 10 ลิตร หมักทิ้งไว้ประมาณ 20 วัน
อัตราการใช้  น้ำหมักมูลค้างคาว 10 มิลลิลิตร ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นอาทิตย์ละ 1 ครั้ง

สูตรที่ 2

ส่วนผสม

  • มูลค้างคาว จำนวน 1 กิโลกรัม
  • กากน้ำตาล จำนวน 1 ลิตร
  • ผักใบเขียว จำนวน 1 กิโลกรัม
  • น้ำเปล่า จำนวน 10 ลิตร

วิธีทำ นำทั้งหมดผสมเข้าด้วยกัน หมักไว้ 20 วัน แล้วเติมน้ำเพิ่ม 10 ลิตร หมักต่ออีก 30-90 วัน
อัตราการใช้ น้ำหมักมูลค้างคาว 10 มิลลิลิตร ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นอาทิตย์ละ 1 ครั้ง

ติดตามอ่านและดาวน์โหลดหนังสือคู่มือเกษตรกร…รู้ไว้ใช้จริง ชุด การเพาะปลูก พืช – ผัก โดย สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เทคนิคน็อกเย็น ไม่ต้องมีห้องเย็นก็รักษาความสดของผักได้

เทคนิคน็อกเย็น ไม่ต้องมีห้องเย็นก็รักษาความสดของผักได้

เทคนิคน็อกเย็น

ประเทศไทยเป็นเมืองที่มี 3 ฤดู ใน 1 ปี คือ ฤดูร้อน ฤดูร้อนมากและฤดูร้อนที่สุด ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ มีปัญหาในการจัดเก็บผลผลิตเพื่อรอส่งขาย ยิ่งเป็นประเภทผักแล้ว หากเจออากาศร้อนเข้าไป อาจจะทำให้ผลผลิตเสียหาย ขายไม่ได้ราคา

ดังนั้น การเก็บรักษาความสดของผักและผลผลิตถือเป็น อีกเรื่องหนึ่งที่เกษตรกรไม่ควรมองข้าม เพื่อให้คุณภาพของสินค้าเป็น เครื่องการันตีถึงฝีมือของผู้ผลิตและความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งหากเป็นเกษตรกรรายใหญ่หรือบริษัทห้างร้าน จะมีการลงทุนห้องเย็นเพื่อรักษาความสดของผลผลิต แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ ต้นทุนที่สูงมากขึ้นและต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างมาก หากเกษตรกรสามารถใช้วิธีง่ายๆ ต้นทุนต่ำ ที่สามารถทำเองได้ ก็ถือเป็นเรื่องดีไม่น้อย

เทคนิคน๊อกเย็น

  • ผักที่เก็บจากแปลง เตรียมรอขอส่งและขาย
  • เตรียมน้ำเย็น โดยใช้น้ำแข็งแช่ลงในน้ำให้ได้อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส หากจุ่มมือลงไปแล้วมือชาถือว่าใช้ได้
  • นำผักลงไปแช่ประมาณ 5-10 วินาที
  • นำผักที่แช่แล้ว มาจัดใส่กระบะหรือภาชนะบรรจุ สำหรับจัดเก็บหรือขนส่ง วิธีนี้จะช่วยคงความสดไว้ได้นาน 7 วัน

การเก็บรักษาความสด กรอบของผักสด เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เกษตรกรควรให้ความสนใจ ยิ่งในยุคที่สามารถซื้อขายออนไลน์ และต้องมีการจัดส่งสินค้าไปถึงผู้บริโภคในเวลาอันจำกัด การรักษาความสดของผักก่อนจัดส่งจึงเป็นเรื่องที่เกษตรกรไม่ควรมองข้าม ทั้งนี้ก็เพื่อให้คุณภาพของสินค้าเป็นเครื่องการันตีถึงฝีมือของผู้ผลิตและความพึงพอใจของลูกค้า

บทความจาก คู่มือเกษตรกร…รู้ไว้ใช้จริง การเพาะปลูกพืช-ผัก
จัดทำโดย สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เฝ้าระวัง ด้วงหนวดยาวอ้อย ในอ้อย

ระวัง ด้วงหนวดยาวอ้อย ในอ้อย

ด้วงหนวดยาวอ้อย

ในช่วงนี้ขอให้ชาวไร่อ้อยเฝ้าระวังการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อย โดยตัวหนอนของด้วงหนวดยาวอ้อยจะเริ่มเข้าทำลายตั้งแต่ระยะเริ่มปลูกอ้อยด้วยการเจาะไชเข้าไปกัดกินเนื้ออ้อยภายในท่อนพันธุ์ ทำให้ท่อนพันธุ์ไม่งอก หน่ออ้อยอายุ 1–3 เดือนจะถูกกัดกินตรงส่วนโคนที่ติดกับเหง้าให้ขาดออก ทำให้หน่ออ้อยแห้งตาย หากอ้อยมีลำแล้วพบการเข้าทำลายของด้วงหนวดยาวอ้อยจะทำให้กาบใบและใบอ้อยแห้งตายทั้งต้นหรือทั้งกออ้อย หนอนที่มีขนาดเล็กจะกัดกินบริเวณเหง้าอ้อยทำให้การส่งน้ำและอาหารจากรากไปสู่ลำต้นและใบน้อยลง เมื่อหนอนมีขนาดใหญ่ขึ้นจะเริ่มเจาะไชจากส่วนโคนลำต้นขึ้นไปกินเนื้ออ้อย ทำให้ลำต้นเป็นโพรงเหลือแต่เปลือก ทำให้ลำต้นอ้อยหักล้มและแห้งตาย

คำแนะนำ

สำหรับอ้อยปลูกใหม่หากพบการเข้าทำลายของด้วงหนวดยาวให้ป้องกันกำจัดด้วยวิธีผสมผสาน คือไถพรวนดินแล้วเก็บตัวหนอนและดักแด้ของด้วงหนวดยาวอ้อยตามรอยไถ หากพบการเข้าทำลายไม่มากให้ป้องกันกำจัดด้วยศัตรูธรรมชาติ โดยโรยเชื้อราเขียวเมตาไรเซียม อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ บนท่อนพันธุ์พร้อมปลูกแล้วกลบดิน ส่วนในพื้นที่มีการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อยอย่างรุนแรง ให้ป้องกันกำจัดด้วยสารเคมีตามคำแนะนำ สารเคมีชนิดน้ำพ่นสารฆ่าแมลง ฟิโพรนิล 5% SC อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ อัตรา 320 มิลลิลิตรต่อไร่ บนท่อนพันธุ์อ้อยพร้อมปลูกแล้วกลบดิน สารเคมีชนิดเม็ด โรยสารฆ่าแมลง ฟิโพรนิล 0.3% GR อัตรา 6 กิโลกรัมต่อไร่ บนท่อนพันธุ์อ้อยพร้อมปลูกแล้วกลบดิน

สำหรับอ้อยระยะแตกกอ

หากพบการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อยให้ทำการป้องกันกำจัดด้วยวิธีผสมผสาน ถ้าพบหน่ออ้อยแห้งตายให้ขุดกออ้อยและจับตัวหนอนและดักแด้ของด้วงหนวดยาวอ้อยออกมาทำลายนอกแปลง การป้องกันกำจัดด้วยศัตรูธรรมชาติให้ปิดร่องอ้อยแล้วโรยเชื้อราเขียวเมตาไรเซียม อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ให้ชิดกออ้อยแล้วกลบดิน ส่วนในพื้นที่มีการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อยอย่างรุนแรง ให้ป้องกันกำจัดด้วยสารเคมีตามคำแนะนำ การใช้สารเคมีชนิดน้ำให้เปิดร่องอ้อยแล้วพ่นสารฆ่าแมลง ฟิโพรนิล 5% SC อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อัตรา 320 มิลลิลิตรต่อไร่ ให้ชิดกออ้อยแล้วกลบดิน ส่วนการใช้สารเคมีชนิดเม็ดให้เปิดร่องอ้อยแล้วโรยสารฆ่าแมลง ฟิโพรนิล 0.3% GR อัตรา 6 กิโลกรัมต่อไร่ ให้ชิดกออ้อยแล้วกลบดิน

ด้วงหนวดยาวอ้อย พบการระบาดเข้าทำลายได้ทั้งอ้อยที่ปลูกใหม่และอ้อยที่อยู่ในระยะแตกกอ จึงขอให้เกษตรกรหมั่นสำรวจไร่อ้อยหากพบการระบาดไม่มากให้ป้องกันกำจัดด้วยวิธีกลและวิธีผสมผสาน แต่หากพบการระบาดรุนแรงให้ใช้สารเคมีชนิดและอัตราการใช้ตามคำแนะนำ กรณีการใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียมและสารเคมีขณะใช้ดินต้องมีความชื้นหรือเป็นพื้นที่ที่สามารถให้น้ำได้ และในช่วงที่ฝนเริ่มตกด้วงหนวดยาวอ้อยจะออกเป็นตัวเต็มวัยให้เฝ้าระวังเมื่อฝนตกหนักครั้งแรกให้สำรวจตัวเต็มวัยในช่วงพลบค่ำ ถ้าไม่พบตัวเต็มวัยให้รอฝนตกซ้ำครั้งที่ 2 ด้วงหนวดยาวอ้อยจะออกจากดักแด้เป็นตัวเต็มวัยให้ทำกับดักหลุมในแปลงอ้อยเพื่อจับตัวเต็มวัยหรือเดินเก็บตัวเต็มวัยในแปลงอ้อยช่วงค่ำ”

แนวทางป้องกันและแก้ไข ทำการป้องกันกำจัดด้วยวิธีผสมผสาน ได้แก่

  • การป้องกันกำจัดด้วยวิธีกล
       –  ไถพรวนดินแล้วเก็บตัวหนอนและดักแด้ของด้วงหนวดยาวอ้อยตามรอยไถ ก่อนปลูกอ้อย
       –  อ้อยระยะแตกกอ ถ้าพบกออ้อยที่มีหน่ออ้อยแห้งตายให้ขุดกออ้อย และเก็บตัวหนอนด้วงหนวดยาวอ้อย ออกไปทำลาย
  • การป้องกันกำจัดด้วยศัตรูธรรมชาติ
       – โรยเชื้อราเขียวเมตาไรเซียม อัตรา ๑๐ กิโลกรัมต่อไร่ บนท่อนพันธุ์พร้อมปลูก(สำหรับอ้อยปลูก)
       – เปิดร่องอ้อยแล้วโรยเชื้อราเขียวเมตาไรเซียม อัตรา ๑๐ กิโลกรัมต่อไร่ ให้ชิดกออ้อยแล้วกลบดิน (สำหรับอ้อยตอ)
  • การป้องกันกำจัดด้วยสารเคมี ในพื้นที่ที่มีการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อยอย่างรุนแรง ให้ป้องกันกำจัดด้วยสารเคมี
    การใช้สารเคมีชนิดน้ำ
         – พ่นสารฆ่าแมลง ฟิโพรนิล ๕% เอสซี อัตรา ๘๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ อัตรา ๓๒๐ มิลลิลิตรต่อไร่ บนท่อนพันธุ์อ้อยพร้อมปลูกแล้วกลบดิน (สำหรับอ้อยปลูก)
         – เปิดร่องอ้อยแล้วพ่นสารฆ่าแมลง ฟิโพรนิล ๕% เอสซี อัตรา ๘๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ อัตรา ๓๒๐ มิลลิลิตรต่อไร่ ให้ชิดกออ้อยแล้วกลบดิน (สำหรับอ้อยตอ)
    การใช้สารเคมีชนิดเม็ด
         – โรยสารฆ่าแมลง ฟิโพรนิล ๐.๓% จี อัตรา ๖ กิโลกรัมต่อไร่ บนท่อนพันธุ์อ้อยพร้อมปลูกแล้วกลบดิน (สำหรับอ้อยปลูก)
         – เปิดร่องอ้อยแล้วโรยสารฆ่าแมลง ฟิโพรนิล ๐.๓% จี อัตรา ๖ กิโลกรัมต่อไร่ ให้ชิดกออ้อยแล้วกลบดิน (สำหรับอ้อยตอ)
    หมายเหตุ
         – กรณีการใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียม และสารเคมี ขณะใช้ดินต้องมีความชื้น หรือเป็นพื้นที่ที่สามารถให้น้ำได้

ที่มา : กรมวิชาการเกษตร


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ไผ่บงหวาน พืชทางเลือกใหม่ รสชาติหวานกรอบ ดูแลง่าย

ไผ่บงหวาน พืชทางเลือกใหม่ รสชาติหวานกรอบ ดูแลง่าย

ไผ่บงหวาน

ไผ่บงหวาน


ไผ่ เป็นพืชที่เราคุ้นเคยมานาน เป็นพีชมงคลชนิดหนึ่งที่ควรหามาปลูกประดับบ้าน บางพื้นที่ก็ปลูกเพื่อการบริ โภคหน่อ บ้างก็ปลูกเชิงการด้าเป็นไม้ใช้สอยเป็นพืชที่ มีประโยชน์นานับประการ ผลผลิตจากผ่ที่สำคัญคือ หน่อไม้ ซึ่งเป็นอาหารที่คนไทยนิยมกันมาก โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสานสามารถนำหน่อไม้มาทำอาหาร ได้ทั้งประเภทแกง ผัด ต้มหรือใช้ถนอมอาหารเก็บไว้กินได้นานๆ

ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว หน่อไม้ที่ใช้รับประทาน มักจะต้องต้มหรือนึ่ง เพื่อเอารสขื่นทิ้งไป แล้วจึงจะนำมาปรุงอาหารหรือรับประทาน แต่ขังมีหน่อไม้อีกพันธุ์หนึ่งที่เราสามารถรับประทานดิบได้ โดยไม่ต้องต้มเอารสขมทิ้งไปก่อน และมีความหวานกรอบ คล้ายยอดมะพร้าว นั่นคือ ไผ่บงหวาน ด้วยคุณลักษณะเด่นของไผ่ชนิดนี้ น่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่มือนาคตให้แก่เกษตรกร หากมีการรวมกลุ่มหรือปลูกกันอย่างจริงจัง

ข้อคำนึงก่อนตัดสินใจปลูกไผ่หวาน

  • ไม่ควรเป็นพื้นที่น้ำท่วมขัง หรือพื้นที่ลุ่มต่ำ
  • จะต้องมีแหล่งน้ำเพียงพอ
  • ระขะปลูกที่เหมาะสม ต้องพิจารณาเพื่อให้เข้าไปปฏิบัติดูแลได้สะดวก

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ควรมีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย ถ้าเป็นดินเหนียว หรือดินโคกลูกรังจะต้องปรับปรุงดินก่อนปลูกด้วยการใส่ปุ๋ขคอกและปุ๋ขหมัก มีการเตรียมดินก่อนปลูก ด้วยการไถตากหน้าดินทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคและกำจัดวัชพืช หลังจากนั้นให้ไถอีกครั้งเพื่อปรับสภาพดินให้ร่วนซุย เหมาะต่อการปลูกไผ่

การเตรียมพื้นที่ปลูก

โดยเตรียมพื้นที่ไว้ตั้งแต่ฤดูแล้ง ซึ่งจะทำงานได้สะดวก สามารถลงมือปลูกได้ทันใบต้นฤดูฝน ถ้าเป็นพื้นที่ที่เป็นแอ่ง ที่ลุ่มน้ำขัง มีเนินหรือมีตอไม้อยู่ต้องไถบุกเบิกกำจัดตอออกให้หมด ปรับสภาพพื้นที่ให้เรียบแต่ถ้าเป็นพื้นราบอยู่แล้ว แค่ไถพรวนกำจัดวัชพืชอย่างเดียวก็พอแล้ว พื้นที่ที่จะปลูก ควรเป็นที่ โล่งไม่มีไม้ใหญ่ เพราะจะบังแสงและแย่งอาหารจาก ไผ่ ถ้าได้พื้นที่ใกล้แหล่งน้ำจะดีมาก เพราะไผ่เป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก แต่ไม่ชอบน้ำขังในแหล่งที่สามารถมห้น้ำได้ตลอดทั้งปี สามารถปลูกไผ่หวานได้ตลอดปีเช่นกัน เริ่มโดยการไถดะ ตากดินไว้สัก 7-10 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรค แล้วไถพรวนให้ดินร่วนซุย แล้วขุดหลุมปลูกส่วนระยะปลูก จะใช้ระยะระหว่างต้นเท่าใด ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ปลูก พิจารณาดังนี้

  • ระยะปลูก 3 x 3 เมตร จะใช้ต้นพันธุ์ 178 ต้นต่อไร่
  • ระยะปลูก 3.5 x 3.5 เมตร จะใช้ต้นพันธุ์ 131 ต้นต่อไร่
  • ระยะปลูก 4 x 4 เมตร จะใช้ต้นพันธุ์ 100 ต้นต่อไร่

การปลูกระยะห่าง 2×4 เมตร และ 3×3 เมตร ถือว่าสะดวก และเหมาะสมกับการจัดการกับแปลงปลูกควรปลูกไผ่บงหวานในช่วงก่อนเข้าฤดูฝน คือเดือนมีนาคม-เมษายน เพราะต้น ไผ่จะมีการเจริญเติบโตเร็วกว่าการปลูกในช่วงฤดูฝน เหตุผลคือ ต้นไผ่จะตั้งตัวและออกรากก่อนเข้าฤดูฝน เมื่อฝนมาก็จะทำให้ไผ่เจริญเติบโตเร็วมาก แต่หากปลูกในช่วงฤดูฝน ต้น ไผ่ก็ต้องการปรับสภาพในช่วงแรก บางครั้งฝนตกมากน้ำขังแฉะ ก็ทำให้ต้นไผ่ชะงัก การเจริญเติบโตบ้าง วิธีการปลูกก่อนฤดูฝนจะดีกว่าปลูกในฤดูฝน

ไผ่บงหวาน

วิธีการปลูก

ขุดหลุมปลูกขนาด กว้าง x ยาว x ลึก 30-50 x 30-50 x 30-50 เซนติเมตร แล้วใช้ปุ๋ยหินฟอสเฟต 1 กระป๋องนม (ประมาณ 300-500 กรัม) ต่อหลุมผสมปุ๋ยคอกเก่าที่สลายตัวแล้วประมาณ / กิโลกรัม และสารฆ่าแมลงฟูราคาน 1 ช้อนแกง (10 กรัม) คลุกเกล้ากับดินคนให้ทั่ว แล้วใส่ลงไปในหลุมส่วนหนึ่งแล้วจึงนำถุงต้นกล้าไผ่หวาน ใช้ดินส่วนที่เหลือกลบให้ถึงโคนจนพูน กลบโคนให้แน่น อนึ่ง ก่อนปลูกควรนำกล้าพันธุ์วางไว้กลางแจ้งสัก 2 – 4 สัปดาห์ เพื่อให้ต้นกล้าพันธุ์ชินกับสภาพแสงแดด ช่วงที่ปลูกใหม่ๆ หากไม่มีฝนตกต้องช่วยรดน้ำประมาณ 2 – 3 วัน/ครั้ง

การให้น้ำ

ให้น้ำด้วยการขังให้ท่วมแปลงแล้วปล่อยให้แห้งภายใน 1 วัน หรือให้ด้วยระบบสปริงเกอร์ก็ได้ซึ่งการให้ด้วยระบบสปริงเกอร์ จะช่วยให้มีออกซิเจนในอากาศเพิ่มขึ้น ทำให้บรรยากาศในสวนปลอดโปร่ง มีส่วนช่วยให้ไผ่ออกหน่อดกมากขึ้น การให้น้ำ ควรดูตามสภาพอากาศช่วงปกติ ให้น้ำวันละครั้งช่วงผลิตนอกฤดู กวรให้น้ำเพิ่มเป็น 2-3 ครั้ง วัน แต่ให้ในระยะเวลาสั้นๆ ถ้าเป็นช่วงฤดูฝน ถ้าฝนตกเรื่อยๆดินขึ้นตลอด ไม่ต้องให้น้ำ ถ้าฝนขาดช่วง สังเกตว่าดินแห้ง จึงค่อยให้น้ำ

การให้ปุ๋ย

ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเช่น มูลวัว มูลควาย มูลไก่ มูลหมู และวัสดุที่เหลือจากภาคเกษตรกรรมเช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด แกลบ ขี้เถ้า กากถั่วเหลือง ใบไม้แห้ง เป็นต้น ใส่ที่ โคนไผ่กอละประมาณ 5-10 กิโลกรัม ร่วมกับปุ๋ยยูเรีย และจะใส่ปุ๋ยยูเรียสูตร 8-24-24 หรือ 13-13-21 ใส่สลับกับปุ๋ยยูเรีย กอละ 0.5-1 ขีด เพื่อเพิ่มความหวานให้หน่อไผ่ ใส่ปุ๋ยปีละ 3-4 ครั้ง ใส่ครั้งแรกช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม แล้วให้น้ำตามและ 2-3 เดือน ก็ใส่อีกครั้ง โดยใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักร่วมกับปุ๋ยเคมีทุกครั้ง การนำปุ๋ยหมักมาเป็นวัสดุใส่โคนไผ่ เพื่อช่วยในการอุ้มน้ำให้มีความชุ่มชื้น และช่วยทำให้ดินร่วนซุย สามารถแทงหน่อออกมาได้ง่าย จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำเจือจางรดผสมร่วมไปด้วยก็ได้

การดูแลรักษาที่เน้นเป็นพิเศษ

  • ในช่วง 1 ปีแรก ต้องหมั่นตัดหญ้าต้องดูแลให้ส่วนไผ่สะอาด และไปร่งอยู่อย่างสม่ำเสมอแต่เมื่อไผ่มีอาย 2 ปีขึ้นไป ต้นไผ่มีใบปกคลุมให้ร่มเงาแล้ว แสงแดดส่องไม่ถึงหญ้าก็จะไม่ขึ้น ก็จะลดภาระการตัดหญ้าลงไป
  • เรื่องการสางก่อไผ่ ไผ่จะมีการแตกหน่อเจริญเป็นลำไผ่ และจะมีกิ่งแขนงเล็กๆ ที่แตกออกมาตาม ส่วนต่างๆมากมาย จะต้องใช้มีดหรือกรรไกรตัดแต่งกึ่งแขนงเหล่านั้นออกให้หมด ให้กอไผ่มีแต่ลำไผ่หลักเท่านั้น ต้องหมั่นสางกอให้ทรงต้นโปร่ง แปลงสะอาดอยู่เป็นประจำ
  • การพิจารณาเลือกไว้ลำไผ่นั้นให้เลือกลำไผ่ที่อวบใหญ่ และมีทิศทางการเจริญเติบโตเป็นกอใหญ่และมีหน่อมากขึ้นในฤดูถัดไป
  • สิ่งที่สำคัญคือ ต้องหมั่นระวังไฟป่า หรือมีแนวกันไฟรอบสวนไผ่จะดีมาก

ไผ่บงหวาน

การทำให้ออกหน่อนอกฤดู

ประมาณเดือนพฤศจิกาขน ของปีที่ 2 ที่เริ่มปลูกไผ่ให้เริ่มทำการตัดแต่งกิ่ง ตัดแต่งต้น โดย 1 กอ จะเหลือลำหลังการตัดแต่งกิ่งเพียง 8-12 ลำเท่านั้น วิธีตัด ให้ตัดชิดพื้นดิน เลือกลำต้นที่สมบูรณ์คงไว้หลังการตัดแต่งเสร็จ ให้ขุดดินรอบๆ กอ ลึก 1 หน้าจอบ ใส่ปุ๋ขกอก กอละ 1-2 กิโลกรัม และปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24 หรือ 13-13-21 กอละ 1-2 ขีดร่วมกับปุ๋ยหมัก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพความสมบูรณ์ของแต่ละกอ กลบดินให้แน่น ระหว่างนี้ดินยังมีความชื้นอยู่ ปุ๋ยที่ถูกฝังไว้จะค่อยา ละลายและปลดปล่อยธาตุอาหารไปเรื่อยๆ ให้น้ำสม่ำเสมอประมาณต้นเดือนมีนาคม ไผ่หวานจะเริ่มทยายเเทงหน่อออกมา โดยธรรมชาติของไผ่จะมีความทะวายอยู่แล้วแม้ไม่ได้รคน้ำ ก็สามารถออกหน่อได้ตามปกติ เพียงแต่ปริมาณและคุณภาพอาจจะไม่มาก หรือดีเท่ากับการให้น้ำเพียงพอและสม่ำเสมอ

ศัตรูที่สำคัญ

  • หนู จะกัดกินหน่ออ่อน วิธีป้องกันและกำจัดควรใช้กับดัก ถ้าระบาดมาก อาจจะมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมี เช่น ซิงฟอสไฟด์ ราคูมิน แต่ไม่ควรใช้ในแปลงที่อยู่ในบริเวณบ้าน เพราะอาจสร้างปัญหากับสัตว์เลี้ยงได้
  • ตุ่น อ้น เม่น กัดกินหน่ออ่อน เหง้า ทำให้ไผ่ตายได้ วิธีการป้องกันกำจัดให้ใช้กับดักหรือเบ็ดคักในรูตุ่นหรืออ้น
  • เพลี้ยแป้ง และเพลี้ยหอย จะดูดกินน้ำเลี้ยง ที่กาบหน่ออ่อนจะทำให้เนื้อแข็งและมีเส้นใย ซึ่งอาจจะเป็นเหตุให้หน่อไม้ไผ่หวานรสชาติเปลี่ยนไป วิธีการป้องกัน คือ รักษาแปลงให้สะอาด ตัดแต่งกอให้โปร่งและควรลอกกาบที่มีเพลี้ยเกาะอยู่ ไม่ควรใช้สารเคมี เพราะจะมีผลต่อผู้บริโภค
  • ด้วงงวง เจาะดูดกินน้ำเลี้ยงและวางไข่ในหน่ออ่อน ทำให้หน่อเหี่ยวตาย วิธีการป้องกันและกำจัดคือ ให้รักษาแปลงให้สะอาด เมื่อพบตัวแก่ให้จับไปทำลาย ไม่ควรใช้สารเคมีฉีดพ่น

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เกษตรผสมผสาน แค่ 1 ไร่ สร้างรายได้ปีละ 2 แสน | เกษตรสัญจ

เกษตรผสมผสาน แค่ 1 ไร่ สร้างรายได้ปีละ 2 แสน | เกษตรสัญจร


“ลุงสุชล สุขเกษม” กับแนวคิดการทำอาชีพเกษตรกร 1 ไร่ หายจน ด้วยทฤษฎีเกษตรผสมผสาน บนพื้นที่ 1 ไร่ทำรายได้ 200,000 ต้องทำอย่างไร ต้องปลูกอะไรบ้าง จัดการพื้นที่แบ่งสัดส่วนการใช้พื้นที่ และใช้ต้นทุนเท่าไหร่ในหารบริหารจัดการ รวมถึงการสร้างรายได้ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยอาศัยผลผลิตจากการทำการเกษตรของพื้นที่ 1 ไร่ของเรา วันนี้เกษตรสัญจได้รวมทุกอย่างให้คุณแล้วอยากให้ดูจนจบจริง ๆ และถ้ายังสงสัยเรื่องอื่นๆ ที่เข้าข้นกว่าในคลิปที่เกษตรสัญจร

ที่มา | เกษตรสัญจร สื่อเกษตรยุคใหม่ แหล่งข้อมูลสาระที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง


ระบบเกษตรกรรมที่จะนำไปสู่การเกษตรยั่งยืน โดยมีรูปแบบที่ดำเนินการมีลักษณะใกล้เคียงกัน และทำให้ ผู้ปฏิบัติมีความสับสนในการให้ความหมายและวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ได้แก่ระบบเกษตรผสมผสานและระบบ ไร่นาสวนผสม

ระบบเกษตรผสมผสาน (Integrated Farming System)

เป็นระบบการเกษตรที่มีการเพาะปลูกพืชหรือการเลี้ยงสัตว์ต่าง ๆ ชนิดอยู่ในพื้นที่เดียวกันภายใต้การเกื้อกูล ประโยชน์ต่อกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยอาศัยหลักการอยู่รวมกันระหว่างพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อมการอยู่รวมกันอาจจะอยู่ในรูปความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับพืช พืชกับสัตว์หรือสัตว์กับสัตว์ได้ ระบบ เกษตรผสมผสานจะประสบผลสำเร็จได้ จะต้องมีการวางรูปแบบ และดำเนินการ โดยให้ความสำคัญต่อกิจกรรม แต่ละชนิดอย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพเศรษฐกิจ สังคม มีการใช้แรงงาน เงินทุน ที่ดิน ปัจจัย การผลิตและทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพตลอดจนรู้จักนำวัสดุเหลือใช้จากการผลิชนิดหนึ่งมาหมุน เวียนใช้ประโยชน์กับการผลิตอีกชนิดหนึ่งกับการผลิตอีกชนิดหนึ่งหรือหลายชนิด ภายในไร่นาแบบครบวงจร ตัวอย่างกิจกรรมดังกล่าว เช่น การเลี้ยงไก่ หรือสุกรบนบ่อปลาการเลี้ยงปลาในนาข้าว การเลี้ยงผึ้งในสวนผลไม้ เป็นต้น

แบ่งตามกิจกรรมที่ดำเนินการอยู่เป็นหลัก

  • ระบบเกษตรผสมผสานที่ยึดกิจกรรมพืชเป็นหลัก ซึ่งกิจกรรมที่ดำเนินการนี้จะมีพืชเป็นรายได้หลัก
  • ระบบเกษตรผสมผสานที่ยึดกิจกรรมเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก ซึ่งการดำเนินการเลี้ยงสัตว์จะเป็นรายได้หลัก
  • ระบบเกษตรผสมผสานที่ยึดกิจกรรมประมงเป็นหลัก ซึ่งจะมีกิจกรรมเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นรายได้หลัก
  • ระบบกษตรผสมผสานแบบไร่นาป่าผสมหรือวนเกษตรเป็นระบบที่มีการจัดการป่าไม้เป็นหลักร่วมกับการเกษตร ทุกแขนง อาจประกอบด้วยการปลูกพืชเกษตรในสวนป่า

การปลูกพืชเกษตรร่วมกับการเลี้ยงสัตว์ในสวนป่าระบบนี้มุ่ง หวังที่จะให้เป็นตัวกลางเพื่อผ่อนคลายความต้องการที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมกับความต้องการป่าไม้ เพื่อควบคุมสิ่ง แวดล้อมให้สามารถดำเนินควบคู่กันไปโดยคำนึงถึงสภาพทางสังคมเศรษฐกิจและวัฒนธรรมประเพณี รวมทั้งช่วย พัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรที่เกี่ยวข้องระบบวนเกษตรที่ดีควรสามารถเพิ่มการซึมชับน้ำ รักษาน้ำใต้ดิน ลดการสูญ เสียดิน ลักษณะพันธุ์พืชที่ใช้ควรเป็นทรงพุ่มเพื่อลดความรุนแรงของเม็ดฝนที่ตกกระทบผิวดินสามารถรักษาสภาพดุลย์ ของสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมกับพืชที่ปลูกร่วม เช่น บังร่มเงา พายุ ฝน

อีกทั้งควบคุมสภาพความชุ่มชื้นและอุณหภูมิ ให้ดี พันธุ์ไม้ที่ปลูกควรมีรากลึกพอที่สามารถหมุนเวียนธาตุอาหารในระดับที่ลึกขึ้นมาสู่บริเวณผิวดิน เป็นประโยชน์ต่อ พืชรากตื้นที่ปลูกร่วม โดยรวมทั้งระบบควรให้ผลตอบแทนแก่กษตรกรหลายด้าน เช่น ผลผลิตในรูปอาหาร ยารักษา โรค ไม้ฟืน ไม้สร้างบ้านและรายได้ สิ่งสำคัญที่สุดควรเป็นระบบที่อนุรักษ์ดินและน้ำได้ดีปลูกได้หลายสภาพแวดล้อม และง่ายต่อการปฏิบัติในสภาพของกษตรกรวันเกษตรที่พอประยุกใช้ในประเทศไทยมีอยู่ 3 ระบบใหญ่ คือ ระบบป่า ไม้-ไร่นา, ระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์ และระบบเลี้ยงสัตว์-ป่าไม้-ไร่นา ซึ่งวิธีการนำแต่ละระบบไปประยุกตใช้ย่อมขึ้นอยู่กับ สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ของพื้นที่เป็นเกณฑ์


บทความอื่นที่น่าสนใจ

สูตรน้ำจิ้มลูกชิ้นมะขามเปียก พริกแห้งหอมๆ

สูตรน้ำจิ้มลูกชิ้นมะขามเปียก พริกแห้งหอมๆ

สูตรน้ำจิ้มลูกชิ้นมะขามเปียก

ถ้าพูดถึงเมนูของกินเล่นยอดฮิตอย่าง “ลูกชิ้นปิ้ง ลูกชิ้นทอด” สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ น้ำจิ้มรสเด็ด ที่ช่วยชูรสให้อร่อยขึ้นเป็นเท่าตัว โดยเฉพาะน้ำจิ้มลูกชิ้นมะขามเปียก ที่มีรสเปรี้ยวหวานเค็มเผ็ดกำลังดี หอมกลิ่นพริกแห้งคั่วและหอมแดงเจียว ยิ่งได้จิ้มกับลูกชิ้นร้อน ๆ บอกเลยว่าฟินสุด ๆ

วันนี้เรามี สูตรน้ำจิ้มลูกชิ้นมะขามเปียก พริกแห้งหอม ๆ สูตรทำง่าย รสเข้มข้น กลมกล่อม สามารถทำกินเองที่บ้านหรือทำขายก็ได้ รับรองว่าถูกใจคนชอบน้ำจิ้มรสจัดแน่นอนค่ะ

ส่วนผสมน้ำจิ้มลูกชิ้นมะขามเปียก

  • หอมแดง 200 กรัม
  • พริกจินดาแห้ง 15 กรัม
  • พริกชี้ฟ้าแห้ง 50 กรัม
  • น้ำมะขามเปียก 400 กรัม
  • น้ำกระเทียมดอง 100 กรัม
  • น้ำเปล่า 600 กรัม
  • น้ำตาลทราย 1,000 กรัม
  • เกลือ 30 กรัม
  • แป้งมัน  1/2 ช้อนโต๊ะ
  • ผักชี 30 กรัม

วิธีทำ

      ตั้งกะทะ เจียวหอมให้เหลืองหอม ทอดพริกให้หอมสวย จากนั้นนำหอมเจียวกับพริกทอดและรากผักชี ไปปั่นรวมกัน จากนั้นนำหม้อมาใส่ น้ำตาล น้ำกระเทียมดอง น้ำมะขามเปียก น้ำเปล่า (สัดส่วนทั้งหมดอยู่ด้านบน) และนำเครื่องปั่นใส่ลงด้วย จากนั้นตั้งเตาใช้ไฟอ่อน เคี้ยวไฟอ่อนไปเรื่อยๆ เคี้ยวน้ำจิ้มจนได้ที่ เติมน้ำแป้งมัน เป็นอันเสร็จเรียบร้อยจ้า

สูตรน้ำจิ้มลูกชิ้นมะขามเปียกสูตรนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งสูตรพื้นฐานที่ทำไม่ยาก แต่ให้รสชาติอร่อยเข้มข้น หอมพริกแห้งและหอมเจียวอย่างลงตัว เปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ครบในถ้วยเดียว จะนำไปจิ้มลูกชิ้น ไส้กรอก หมูปิ้ง หรือของทอดต่าง ๆ ก็เข้ากันได้ดี

ใครกำลังมองหาสูตรน้ำจิ้มอร่อย ๆ ไว้ทำกินเองหรือทำขาย ลองนำสูตรนี้ไปทำดู รับรองว่าได้รสชาติถูกใจ และสามารถปรับความเผ็ดหรือความหวานได้ตามชอบ ทำครั้งเดียวเก็บไว้กินได้หลายมื้อ อร่อยติดใจแน่นอนค่ะ


บทความที่น่าสนใจ

เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย เลี้ยงง่ายโตไว ทนต่อโรค

เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย เลี้ยงง่ายโตไว ทนต่อโรค

เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย

เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย


       ในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า ปลาดุกลูกผสมอุย – เทศ หรือ บิ๊กอุย นั้น เป็นที่นิยมเลี้ยงของเกษตรกร เนื่องจากเลี้ยงง่าย มีการเจริญเติบโตรวดเร็ว อีกทั้งทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อมได้ดี และเป็นที่นิยมบริโภคของประชาชนเนื่องจากมีรสชาติดี ราคาถูก และเป็นอาหารโปรตีนที่ย่อยได้ง่าย

ดุกด้าน ดุกอุย และดุกบิ๊กอุยมันแตกต่างกัน อย่างไรบ้างล่ะ ?

     ปลาดุกอุย และปลาดุกด้านเนี่ยเป็นปลาพื้นเมืองของเราส่วนบิ๊กอุยนะเป็นปลาลูกผสมเกิดจากพ่อปลาดุกรัสเซียหรือดุกเทศ ผสมกับแม่ปลาดุกอุย แต่ละชนิดแยกง่ายๆ  โดยดูที่กะโหลกครับ

แนวทางการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์

     การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ปลาดุกที่นำมาใช้เพาะพันธุ์ควรเป็นปลาที่สมบูรณ์ ไม่บอบช้ำ หรือต้องเป็นปลาที่มีขนาดความยาวเกินกว่า 20 ชม. ขึ้นไป หรือน้ำหนักประมาณ 200 กรัม

     ปลาดุกเพศเมียที่ดีในการเพาะพันธุ์ดูได้จากส่วนท้องจะอูมเป้งไม่นิ่มหรือแข็งจนเกินไป ติ่งเพศจะมีลักษณะกลมสีแดง หรือชมพูอมแดง ถ้าเอามือบีบเบา ๆ ที่ท้องจะมีใช่ลักษณะเป็นเม็ดกลมสีน้ำตาลอ่อนใสไหลออกมาปลาดุกเพศผู้จะมีติ่งเพศยาวเรียว มีสีชมพูเรื่อ ๆ ปลาไม่ควรอ้วนหรือผอมจนเกินไป

พ่อแม่พันธุ์ปลาดุกอุยหาได้จาก 3 แหล่งใหญ่ ๆ คือ

  •  ซื้อจากตลาด ทำได้ดพาะบาลแห่งท่านั้น ควยปืนเหล่งใหญ่ที่เกษตรรราปลามาจำหน่ายโดยตรง เพราะจะมีปลาให้เลือกมาก และไม่ช้ำ แต่ต้องไปตลาดแต่เต่เช้า และแม่ค้าปลามักจะไม่ขอมให้เลือกเพราะเสียเวลา แม่ค้าอีกประเภทหนึ่งที่จะสามารถเลือกปลาได้สะดวกก็คือ แม่ค้ารายย่อยที่เอาปลาท้องนามาขาย แต่มีข้อเสียคือไม่แน่นอน
  • ซื้อจากบ่อเลี้ยง โครคิดต่อบ่อที่เลี้ยงปลาตุกฮุย และคอยไปกัดมือมีการวิดบ่อ วิธีนี้ค่อนข้างไม่สะดวกโดยเฉพาะบ่อเลี้ยงที่เลี้ยงปลาดุกอุยเป็นปลาเสริมโดยอาจเลี้ยงรวมกับปลาอื่น ๆ เช่น ปลาสลิด แม่ปลามักมีใช่แก่จัด ปลามีขนาดใหญ่มาก แต่ถ้าเป็นบ่อเลี้ยงปลาดุกอุยล้วน แม่ปลามักจะอ้วนเกินไป ตัวค่อนข้างเล็ก ไข่ไม่แก่จัด สังเกตได้จากผนังท้องหนา ติ่งเพค่อนข้างแฟบ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะเลี้ยงหนาแน่น และให้อาหารมากเกินไป
  • เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เอง เป็นวิธีที่ที่สุด แต่ก็มีเพียงไม่กี่ฟาร์มท่องพ่อแม่ทันธุ์ลงอาจเป็นเพราะไม่มีที่ขุดบ่อ และต้นทุนสูง การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เองจะทำให้ได้แม่ปลาตามปริมาณที่ต้องการ สะดวกต่อการวางแผนการเพาะ นอกจากนั้นขังสามารถคัดปลาที่มีลักษณะดี เช่น โตเร็วเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้

ขั้นตอนการเลี้ยงปลาดุก

การเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยเพื่อให้ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการนั้น สามารถ เลี้ยงได้ทั้งในบ่อดิน และ บ่อซีเมนต์ โดยมีขั้นตอนการเลี้ยงดังนี้

  • การปล่อยลูกปลา
    ลูกปลาขนาด 2 – 3 เซนติเมตร ควรปล่อย 40 – 100 ตัวต่อตารางเมตร ขึ้นอยู่กับชนิดอาหาร ขนาดบ่อ และระบบการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ปกติอัตราการปล่อยเลี้ยงประมาณ 50 ตัวต่อตารางเมตร ใช้น้ำยาฟอร์มาลินใส่ในบ่อเลี้ยง อัตราความเข้มข้น 30 ส่วนในล้าน (3 ลิตรต่อน้ำ 100 ตัน)
  • การให้อาหาร
    ในวันที่ปล่อยลูกปลายังไม่ต้องให้อาหาร ควรเริ่มให้ในวันรุ่งขึ้น โดยให้อาหารผสมคลุกน้ำปั้นเป็นก้อนให้กิน วันละ 2 ครั้ง หว่านให้กินทั่วบ่อโดยเฉพาะบริเวณขอบบ่อ เมื่อโตขึ้น สามารถให้กินอาหารเม็ดได้หรือจะให้อาหารเสริมชนิดต่างๆ เช่น ไส้ไก่ เศษขนมปัง เศษเส้นหมี่ เศษเลือดหมู เลือดไก่เศษอาหารต่างๆ แต่ควรต้องระวังเรื่องคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงด้วย เมื่อเลี้ยงปลาได้ประมาณ 3 – 4 เดือน จะได้น้ำหนักตัวประมาณ 200 – 400 กรัม ผลผลิตที่ได้ 10 – 14 ตันต่อไร่ อัตรารอดตาย 40 – 70 เปอร์เซ็นต์
  • การถ่ายเทน้ำ
    เมื่อเริ่มเลี้ยง ควรให้น้ำในบ่อมีความลึกประมาณ 30 – 40 เซนติเมตร และค่อยๆ เพิ่มระดับน้ำขึ้นทุก ๆ สัปดาห์จนได้ระดับความลึกของน้ำ 1.20 – 1.50 เมตร การถ่ายเทน้ำควรเริ่มตั้งแต่การเลี้ยงผ่านไปประมาณ 1 เดือน โดยถ่ายน้ำประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของน้ำในบ่อ 3 วันต่อครั้ง ถ้าน้ำในบ่อเริ่มเสียจะต้องถ่ายน้ำมากกว่าปกติ

การป้องกันโรค

    ซึ่งมักเกิดจากปัญหาคุณภาพของน้ำในบ่อเลี้ยงไม่ดีเพราะให้อาหารมากเกินไป อาหารเหลือเน่าเสีย ป้องกันได้โดยหมั่นสังเกตว่าเมื่อปลาไม่กินอาหารแล้วจะต้องหยุดให้ทันที ปริมาณอาหารที่ให้ไม่ควรเกิน 4 – 5 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัวปลา

หมายเหตุ

 การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์

      ควรปรับสภาพของน้ำในบ่อที่เลี้ยงให้มีสภาพเป็นกลางหรือเป็นด่างเล็กน้อย และต้องแน่ใจว่าบ่อซีเมนต์ต้องหมดฤทธิ์ปูน

เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย

การเลี้ยงในบ่อดิน

      ต้องมีการเตรียมบ่อ โดยเริ่มจากการตากบ่อ เพื่อให้พื้นบ่อแห้ง และปรับสภาพพื้นบ่อให้สะอาด จากนั้นใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดินแล้วจึงใส่ปุยดอกเพื่อให้เกิดอาหารธรรมชาติสำหรับลูกปลา จากนั้นทำการระบายน้ำโดยนำน้ำเข้าบ่อ มีการกรองไม่ไม่ให้ศัตองลูกปลาติดเข้ามากับน้ำ เวลาที่เหมาะสมในการปล่อยลูกปลาควรเป็นตอนเย็นหรือตอนเช้า ต้องปรับสภาพคุณหภูมิของน้ำในถุงและในบ่อให้ใกล้เคียงกัน โดยแช่ถุงบรรจุลูกปลาในบ่อเลี้ยงไว้นานประมาณ 20 นาที จึงปล่อยได้

ตลาดและผลตอบแทน

ตลาดรับซื้อมีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ ราคาที่เกษตรกรขายได้จะอยู่ที่ราคาประมาณ 20 – 21 บาท ต่อกิโลกรัม โดยมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ราคาประมาณ 16 บาทต่อกิโลกรัม


บทความอื่นที่น่าสนใจ