เมนู แกงไก่บ้านใส่ฟัก รสชาติแซ่บๆ นัวๆ แบบอีสาน

เมนู แกงไก่บ้านใส่ฟัก รสชาติแซ่บๆ นัวๆ แบบอีสาน

แกงไก่บ้านใส่ฟัก

แกงไก่บ้านใส่ฟัก





ถ้าให้พูดถึงอาหารอีสานเชื่อว่าทุกคน ต้องชื่นชอบในรสชาติที่แซ่บ อร่อย ถึงใจอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นส้มตำปลาร้า ตำลาว ตำซั่ว ตำป่า แกงเห็ด แกงหน่อไม้ แกงอ่อมต่างๆ แกงไก่บ้านใส่ฟัก และเมนูอีสานอีกมากมาย ซึ่งวันนี้เราจะมาทำแกงไก่บ้านใส่ฟัก กันค่ะ แกงไก่บ้านใส่ฟัก เป็นเมนูบ้านๆที่หาวัตถุดิบไม่ยาก เครื่องปรุงน้อย ทำแล้วอร่อยแน่นอน เรามาลงมือทำกันเลยดีกว่าค่ะ

เตรียมวัตถุดิบ

  • ไก่บ้าน 1 ตัว
  • ฟัก 1 ลูก
  • พริกขี้หนู 20 เม็ด
  • หัวหอมแดง 6 หัว
  • ตะไคร้ หั่นซอย 2 ต้น
  • ใบแมงลัก 1 กำ
  • ใบมะกรูด 5 ใบ
  • ต้นหอม 3 ต้น
  • น้ำสะอาด 2 ลิตร

เครื่องปรุง

  • น้ำปลา
  • น้ำปลาร้า
  • ผงชูรส ( ผงนัว )

ขั้นตอนและวิธีทำ

  • เริ่มจากการแล่ไก่ออกเป็นชิ้นๆ เล็กๆพอดีคำ สับตามขนาดที่ต้องการ แล้วล้างน้ำให้สะอาด แล้วใส่เกลือลงไปในไก่บ้าน คลุกเคล้าให้เข้ากัน เพื่อเป็นการลดกลิ่นความของไก่บ้าน ประมาณ 5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง เสร็จแล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  • ปอกเปลือกฟัก หั่นฟักให้เป็นชิ้นๆ ขนาดพอดี แล้วล้างน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ ต่อด้วยล้างใบแมงลักให้สะอาด แล้วเด็ดใบออกมา เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างใบมะกรูด ให้สะอาด แล้วฉีกครึ่งเอาแกนกลางออก เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างต้นหอมให้สะอาด ตัดราก แล้วหั่นเป็นท่อนๆ เสร็จแล้วพักไว้
  • โคลกพริก , หัวหอมแดง , ตะไคร้หั่นซอย ,โคลกทุกอย่างให้เข้ากัน ละเอียดพอประมาณ เสร็จแล้วพักไว้

วิธีทำ

ตั้งหม้อ เปิดไฟกลางๆ ใส่น้ำลงไปในหม้อ 1ทัพพี ( น้ำล้างครก ) แล้วตามด้วย ใส่พริกที่โคลกเตรียมไว้แล้วตามลงไป ผัดให้เข้กัน และเริ่มมีกลิ่นหอมของพริกแกง จากนั้นก็เริ่มใส่ไก่บ้านลงไปในหม้อ รวนไก่บ้านให้สุกประมาณหนึ่ง ตามด้วยน้ำปลาร้า 2 ทัพพี ผัดให้เข้ากันจนมีกลิ่นหอมของน้ำปลาร้า แล้วจึงเติมน้ำสะอาดส่วนที่เหลือลงไปในหม้อทั้งหมด ปิดฝาหม้อ ต้มจนไก่สุก แล้วค่อยใส่ฟักลงไป ปิดฝาหม้ออีกครั้ง รอจนฟักสุกและใสขึ้น ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า , น้าปลา , ผงชูรส ชิมให้ได้รสชาติ ที่ตัวเองต้องการ เสร็จแล้วใส่ต้นหอม , ใบแมงลัก ,ใบมะกูด , ที่เตรียมไว้ ใส่ลงไปในหม้อ คนให้เข้ากัน เสร็จแล้วปิดไฟ ตักใส่ถ้วยพร้อมรับประทาน

ที่มา  : withika.com 




บทความที่น่าสนใจ

เมนู ต้มยำพุงปลาช่อน สูตรบ้านๆ รสชาติจัดจ้าน

เมนู ต้มยำพุงปลาช่อน สูตรบ้านๆ รสชาติจัดจ้าน

สวัสดีค่ะวันนี้เรามีเมนูต้มยำมาฝากกันค่ะ เมนูที่ว่าคือ เมนูต้มยำพุงปลาช่อน ที่ทำแบบบ้านๆ กินตอนร้อนๆ โล่งคอ โล่งจมูก ดีไม่น้อยทีเดียว ด้วยรสชาติที่เปรี้ยว เผ็ด ร้อน เพราะเราใส่เครื่องสมุนไพรไทย แน่นๆเยอะจุใจกันเลยทีเดียว ซึ่งเมนูต้มยำพุงปลาช่อนนั้น หาทานไม่ยาก แต่ราคาอาจจะสูงไปนิด เพราะพุงปลาช่อน 1 ตัว มีแค่ 1 ชิ้น เท่านั้น จึงไม่แปลงใจที่พุงปลาช่อน จะมีราคาที่ค่อยแพง แต่ถ้านานๆ ทานที ก็คงไม่เป็นไร



เรามาลงมือเตรียมวัตถุดิบ ต้มยำพุงปลาช่อน และลงมือทำกันเลยค่ะ

วัตถุดิบ

  • หัวปลาช่อน 1 หัว
  • พุงปลาช่อน 500 กรัม
  • เกลือ สำหรับล้างพุงปลาช่อน
  • น้ำสะอาด 700 ml.
  • ข่า 4 แว่น
  • ตะไคร้ 2 ต้น
  • ใบมะกรูด 5 ใบ
  • หัวหอมแดง 5 – 6 หัว
  • พริกขี้หนูบุบ 10 เม็ด
  • พริกขี้หนูแห้งทอด 5 เม็ด
  • ใบผักชีฝรั่ง 2 ต้น
  • มะเขือเทศ 2 ลูก

เครื่องปรุงรส

  • น้ำปลา 4 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว 5 ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการทำ

  • ขั้นตอนแรก นำพุงปลาช่อน และหัวปลาช่อน มาล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นให้นำเกลือใส่ลงไปในพุงปลาช่อน และหัวปลาช่อน คลุกเกลือให้ทั่วพุงปลาช่อนและหัวปลาช่อน ทิ้งไว้ 2 – 3 นาที แล้วล้างน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วพักไว้ ให้สะเด็ดน้ำ
  • ล้าง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ใบผักชีฝรั่ง มะเขือเทศ หอมหัวแดง พริกขี้หนู ให้สะอาด แล้วพักไว้ เสร็จแล้วนำข่า กับ ตะไคร้ มาหั่น เฉียง
  • แล้วฉีกใบมะกรูด รอ ทุบหอมหัวแดง และ หั่นมะเขือเทศ 1 ลูกแบ่ง เป็น 4 ชิ้น รอเตรียมไว้
  • เสร็จแล้ว นำหม้อตั้งไฟกลางๆ ใส่น้ำสะอาดลงไปในหม้อ แล้วให้รอจนน้ำเริ่มเดือด จึงใส่ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หัวหอมแดงลงไป ทิ้งเดือดประมาณ 5 นาที
  • เสร็จแล้ว นำพุงปลาช่อน และ หัวปลาช่อน ใส่ลงไป ขั้นตอนนี้ห้ามคน เพราะจะทำให้ต้มยำพุงปลาช่อน ของเราคาวได้ ต้มให้พุงปลาช่อนและหัวปลาช่อนสุก
  • ขณะรอพุงปลาช่อนและหัวปลาช่อนสุก ให้คอยตักฟองออกให้หมด เพื่อลดกลิ่นคาวของปลา
  • เมื่อปลาสุกแล้วให้ปรุงรส ด้วยน้ำปลา ผงปรุงรส ชิมรสชาติ
  • จากนั้นให้ใส่ พริกขี้หนูบุบ พริกแห้งทอด มะเขือเทศ และใบผักชีฝรั่งหั่นฝอย ลงไป
  • ปิดไฟ แล้วใส่น้ำมะนาวลงไป ชิมรสชาติตามชอบ ตักใส่ถ้วย พร้อมรับประทาน

เรียบเรียง : นงนุช


บทความที่น่าสนใจ

สูตรวิธีทำ ปลาหมึกย่าง รสเด็ดอร่อยๆ ทำขายเป็นอาชีพได้

สูตรวิธีทำ ปลาหมึกย่าง รสเด็ดอร่อยๆ ทำขายเป็นอาชีพได้

หลายๆคนคงชื่นชอบ ปลาหมึกย่าง รสเด็ดอร่อยๆ เนื้อเด้งๆ หอมๆ เหมาะสำหรับกับแกล้ม หรือใครอยากทำขายเป็นอาชีพก็ไม่ยาก แต่ก็ต้องอย่าลืมทำการล้างทำความสะอาดให้ดีจะทำให้ปลาหมึกมีกลิ่นคาวได้ ดังนั้นวันนี้จึงมีเมนูการทำปลาหมึกย่าง รวมถึงวิธีการทำมาให้ลองกัน รับรองว่ารสชาติไม่แพ้ใครแน่นอน ทำกินก็ได้ทำขายก็ดี




ก่อนที่จะมาเริ่มทำปลาหมึกย่าง นั้นอยากจะแนะนำถึงขั้นตอนการเลือกซื้อปลาหมึกกันก่อน โดยต้องเลือกซื้อจากแหล่งที่สด สะอาดปลอดภัย สิ่งแรกที่ต้องสังเกตคือตาของปลาหมึก หากหมึกสดจะมีตาที่ใสไม่ขุ่น มีลูกตาที่ใสแจ๋วตาดำชัดเจน อันนี้รับรองว่าได้ปลาหมึกสดแน่นอน และที่สำคัญปลาหมึกเนื้อต้องแน่น ดังนั้นเมื่อลองเลือกซื้อให้ลองจับ หากจิ้มลมไปแล้วเนื้อเด้งไม่ย้วย ก็รับประกันได้ว่าปลาหมึกสดแน่นอน

ปลาหมึกย่าง

ขั้นตอนการทำ

  • นำปลาหมึกมาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า
  • ให้เอากระดองหมึกใสๆ ที่เป็นแกน และถุงน้ำหมึกออกให้เรียบร้อย
  • หลังจากนั้นให้นำมีดหั่นตรงส่วนตาของหมึก ออกทั้งสองข้าง
  • ในส่วนหัวหมึกให้เอามีดบั้งเล็กน้อยเพื่อเอาฟันหมึกออก แต่สำหรับใครที่ชอบทานก็ไม่ต้องเอาออกก็ได้นะคะ
  • ล้างด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด
  • ใช้เกลือประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ และแป้งมันหรือแป้งข้าวโพดลงไปผสมในอ่างหมึก จากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากัน ในขั้นตอนนี้พยายามทำความสะอาดหมึก ทีละตัวจนสะอาดแล้วล้างออก
  • ล้างน้ำแป้งและเกลือออกให้หมด ใส่น้ำแข็งลงไปเพื่อน็อคเนื้อหมึกให้มีเนื้อเด้งกรุบ จากนั้นล้างออก
  • ใช้น้ำปูนใส ผสมลงไปในอ่างหมึก จากนั้นขยำเล็กน้อย เพื่อให้น้ำปูนใสช่วยให้เนื้อหมึกเด้งกรุบมากยิ่งขึ้น
  • ล้างน้ำสะอาดอีกรอบ และพยายามเช็คหมึกแต่ละตัวเพื่อไม่ให้มีคราบแป้งหรือน้ำปูนใสตกค้าง
  • จากนั้นนำปลาหมึกมาเสียบไม้ โดยไม้ที่จะใช้เสียบปลาหมึกแนะนำให้แช่น้ำไว้ก่อนอย่างน้อยสัก 10 นาที เพื่อให้ไม้ชุ่มน้ำก่อน เวลาเอาไปย่างจะได้ไม่ไหม้
  • จากนั้นเทน้ำลงไปในอ่างหมึกที่เสียบไม้เอาไว้ และบีบมะนาวลงไป 1-2 ลูก และคลุกเคล้าปลาหมึกกับน้ำมะนาวทิ้งไว้สัก 10-15 นาที ขั้นตอนนี้จะช่วยให้เนื้อหมึกเด้ง หนึบ คงความสดไว้ได้มากยิ่งขึ้น จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด

สูตรน้ำจิ้มซีฟู้ด

ส่วนผสมน้ำจิ้มซีฟู้ด

  • น้ำตาลปี๊บ 500 กรัม
  • เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำร้อน 3½ ถ้วย
  • น้ำมะนาว 4 ถ้วย
  • พริกขี้หนู 200 กรัม
  • กระเทียมไทย 200 กรัม
  • ผักชี 200 กรัม

วิธีทำน้ำจิ้มซีฟู้ด

  • ใส่น้ำตาลปี๊บลงในอ่างผสม ตามด้วยเกลือ และน้ำร้อน คนให้เข้ากันจนให้น้ำตาลปี๊บละลายเป็นน้ำ จากนั้นเติมน้ำมะนาวลงไปคนให้เข้ากัน
    เทส่วนผสมน้ำที่ผสมไว้ลงในเครื่องปั่น ตามด้วยพริกขี้หนู กระเทียม และผักชี ปั่นให้เข้ากันตามความละเอียดที่ต้องการ
    ตักใส่ขวดโหลแก้ว หรือภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด พร้อมเสิร์ฟ

ที่มา  : กับข้าวกับปลาโอ PlaoCooking

เมื่อเราได้เนื้อปลาหมึกที่สดเด้งกรุบแล้ว แนะนำให้ใช้การย่างด้วยเตาถ่าน ปลาหมึกย่าง ที่มีกลิ่นเตาถ่านหอมๆ โดยขั้นตอนการย่าง สามารถเลือกได้ตามชอบจะเป็นแบบแห้งๆ หรือแบบเนื้อเด้งๆ สุกกำลังดี ก็อร่อยได้ไม่แพ้กัน





บทความที่น่าสนใจ

รวมสูตร ” ออส่วน ” พร้อมวิธีทำและสูตรน้ำจิ้มเด็ดๆ

รวมสูตร ” ออส่วน ” พร้อมวิธีทำและสูตรน้ำจิ้มเด็ดๆ

ออส่วน เป็นอาหารจีนชนิดหนึ่ง ประกอบด้วย แป้ง ไข่และหอย พร้อมเครื่องปรุงรส ซึ่งแต่ล่ะสูตรก็จะมีความแตกต่างกันไป ตามต้นตำหรับของแต่ล่ะเจ้า ซึ่งวันนี้เราได้รวบรวมสูตรการทำ ออส่วน มากฝากกันจะมีเจ้าไหนบ้างนั้นไปดูกันเลยครับ



สูตรแรก เป็นของคุณ Tamahan Easy (เปิดสูตรจากภัตตาคารชื่อดัง พร้อมวิธีหมักหอยนางรมให้ฉ่ำน้ำและรสหวานอร่อย)

ส่วนผสม ออส่วน

  • แป้งเท้ายายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ
  • แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยป่น 2 ช้อนชา
  • น้ำเปล่า 5 ช้อนโต๊ะ
  • หอยนางรม 200 กรัม
  • น้ำมันพืช 6 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมไทยสับ 2 ช้อนชา
  • ถั่วงอก 1 ถ้วย
  • ซีอิ๊วขาว 1/2 ช้อนชา
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • ต้นหอมซอย 1 ถ้วย
  • พริกไทยป่น สำหรับโรย
  • ผักชี สำหรับแต่ง

ส่วนผสม น้ำจิ้มออส่วน

  • น้ำจิ้มไก่ 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสพริก 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ ออส่วน

  • มาเริ่มผสมแป้งกันก่อน เริ่มจากใส่แป้งเท้ายายม่อมซึ่งหาซื้อยากหน่อย ตามซูเปอร์ไม่ค่อยมีขาย ผมสั่งออนไลน์เอา ตามซูเปอร์จะเป็นแป้งเท้าหรือแป้งเท้าชั้นดี ซึ่งทำมาจากมันสำปะหลัง แต่ใช้แทนได้ครับ
  • ใส่แป้งข้าวโพดตามลงไปตามด้วยซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ ตัดรสชาติด้วยน้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ หรือจะมากกว่าก็แล้วแต่ชอบเพิ่มกลิ่นหอมด้วยพริกไทยป่น ตามด้วยน้ำเปล่าลงไป คนให้ทุกอย่างเข้ากันและแป้งเท้ายายม่อมละลายจนไม่เหลือเป็นเม็ด ๆ
  • จากนั้นใส่หอยนางรมสดลงไปแล้วคนให้เข้ากัน ทั้งนี้ หอยนางรมควรล้างน้ำให้สะอาดก่อน 1-2 ครั้ง เพราะแกะจากกล่องบางทีไม่สะอาด พักส่วนผสมไว้ 10-15 นาที เพื่อให้หอยนางรมดูดรสชาติเข้าไป หอยจะมีรสอร่อยและฉ่ำน้ำซอส
  • ต่อมาเราก็จะมาผัดถั่วงอกกันครับ เริ่มจากตั้งกระทะด้วยไฟกลาง ใส่น้ำมันลงไป 1 ช้อนโต๊ะ พอน้ำมันเริ่มร้อนก็ใส่กระเทียมสับลงไป 1 ช้อนชา เมื่อกระเทียมสับเริ่มส่งกลิ่นหอม ก็ใส่ถั่วงอกลงไป 1 กำมือ แล้วผัดสัก 10 วินาที จากนั้นเหยาะซีอิ๊วขาวลงไปประมาณ 1/2 ช้อนชา แล้วผัดต่อแค่แป๊บเดียว ก็เอาขึ้นจัดใส่จานได้เลย อย่าผัดนานเพราะถั่วงอกจะเหี่ยว
  • จากนั้นตอกไข่ไก่ลงในกระทะ ขยีหรือคนเบา ๆ ให้ไข่กระจายทั่ว ๆ พอไข่ไก่เริ่มสุกปานกลาง ก็ใส่น้ำแป้งหอยนางรมลงไปในกระทะ ย้ำว่าตอนนี้ใช้ไฟแรงนะครับ
  • รีบคลุกเคล้าแป้งกับไข่ให้เข้ากัน โดยคนไปเรื่อย ๆ ประมาณ 1 นาที แป้งก็จะเริ่มเหนียวข้นขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนด้วย ถ้าคนชอบแป้งออส่วนแบบนิ่ม ๆ ยืด ๆ หน่อย ผัด 1 นาทีก็พอ แต่ถ้าชอบแบบเป็นก้อนออกกรอบนิด ๆ ก็ผัดต่ออีก 1 นาที
  • จากนั้นปิดไฟ แล้วโรยต้นหอมซอยลงไปด้านบน ผัดต่ออีกประมาณ 10 วินาทีก็เอาขึ้นจากกระทะได้เลย วางออส่วนไว้ด้านบนถั่วงอกที่ผัดไว้ โรยพริกไทยป่นและผักชีด้านบนเป็นอันเสร็จ

คลิปวิดีโอแบบระเอียด

ขอบคุณข้อมูลจาก Tamahan Easy




สูตรที่สอง รับรองว่าอร่อยสุด ๆ เป็นสูตรของ Free as the wind

ส่วนผสม ออส่วน

  • หอยนางรมแกะเปลือกแล้วสามกระปุก ไม่ต้องเอาตัวใหญ่นะจ๊ะ ตัวเล็จะอร่อยกว่าจ้า ล้างสะอาด
  • แป้ง ปกติเค้าใช้แค่แป้งมันสำปะหลังสามช้อนโต๊ะ แต่วันนี้จะมาเปิดสูตรระดับเหลาคือแป้งข้าวโพด แป้งท้าวยายม่อมและแป้งมันฮ่องกง อย่างละช้อนโต๊ะครับผสมให้เข้ากัน รับรองว่ารสสัมผัสจะออกมาดีกว่าแน่นอน
  • ไข่ไก่สามฟอง หรือไข่เป็ดสองฟอง
  • ถั่วงอกสองขีด
  • ต้นหอมผักชีซอยละเอียด
  • กระเทียมจีนหกกลีบ ซอยหรือตำละเอียด
  • ซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย พริกไทยเอาไว้ปรุงรส

ส่วนประกอบน้ำจิ้ม

  • น้ำจิ้มไก่ + ซอสพริก สัดส่วนปรุงตามชอบเลยครับชอบหวานก็น้ำจิ้มไก่มากหน่อยชอบเผ็ดก็ซอสพริกเยอะหน่อยจ้า

ขั้นตอนการทำ

  • ใส่น้ำเย็นลงไป ตามด้วยน้ำมันหอย
  • ตั้งน้ำให้เดือด เอาหอยลงไปลวกสักครึ่งนาที ถ้าชอบสุกมากหน่อยก็นาทีนึง อย่าลวกนานเพราะเดี๋ยวต้องเอาไปผัดอีกไม่งั้นหอยนางรมของท่านจะเหนียวเป็นหนังยางนะจ๊ะ เสร็จแล้วเอาลงไปแช่ในน้ำแป้งที่เตรียมไว้ ตั้งน้ำเดือดใส่หอย ลวกสุกตามต้องการ อย่านานเกินนะ
  • แช่น้ำแป้งเตรียมไว้ มาผัดถั่วงอกกัน ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมัน เอากระเทียมลงเจียวครึ่งนึงพอหอมดีแล้วเอาถั่วงอกลงผัดไฟแรง ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวนิดหน่อย เสร็จแล้วเอาใส่จานโลด
  • ได้เวลาผัดหอยจ้า ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมัน เอากระเทียมกับหอมลงเจียว เอาไข่ลงผัดคนเร็วๆให้สุก เทหอยและน้ำแป้งลงไปผัดโลด หมั่นคนนะจ๊ะ อย่าให้แป้งจับตัวเป็นก้อน ถ้ารู้สึกหนืดไปก็เติมน้ำลงไปนิดหน่อย ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว พริกไทย พอได้ที่แล้วตักลงไปบนถั่วงอกที่เตรียมไว้ โรยต้นหอมผักชีพริกไทย

ที่มา : Free as the wind


สูตรที่สาม จาก Youtube : กินได้อร่อยด้วย

ส่วนผสม ออส่วน

  • หอยนางรม 250 กรัม
  • แป้งท้าว 30 กรัม
  • แป้งข้าวจ้าว 15 กรัม
  • น้ำ 150 ml.
  • ซอสหอยนางรม 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา
  • กระเทียม 10 กรัม
  • ถั่วงอก 100 กรัม
  • น้ำปลา 1/2 ช้อนชา
  • พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
  • ต้นหอม, ผักชี ตามชอบ

ส่วนผสม น้ำจิ้ม

  • น้ำจิ้มไก่ 2 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสพริก 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ ออส่วนหอยนางรม

  • ผสมแป้ง ซอสหอยนางรม น้ำปลา น้ำตาลทราย พริกไทยป่น และน้ำเปล่า คนผสมให้ทุกอย่างละลายเข้ากันดี แล้วนำไปกรองให้ละเอียด
  • ล้างทำความสะอาดหอยนางรม แล้วผสมลงในแป้ง พักไว้ ผสมน้ำจิ้มไก่และซอสพริกเข้าด้วยกัน
  • ตั้งกระทะ ใช้น้ำมันพอประมาณ รอให้น้ำมันร้อนจัด แล้วลงกระเทียม เจียวให้หอม แล้วใส่ถั่วงอกตามลงไป ใช้ไฟแรงผัด เติมน้ำปลา และพริกไทยป่นเพิ่มรส ลงไปเล็กน้อย แล้วนำถั่วงอกจัดใส่จานไว้
  • ตั้งกระทะ รอให้น้ำมันร้อน แล้วเจียวกระเทียมให้หอม แล้วใส่ไข่ไก่ลงไป เปิดไฟแรงขึ้น คนเร็วๆ ให้ไข่กระจายตัว เมื่อไข่เซ็ตตัว เทแป้งที่ผสมหอยนางรมลงไป คนไปเรื่อยๆ ให้ทุกอย่างเข้ากันดี
  • เมื่อแป้งเริ่มเซ็ตตัวให้ใส่ต้นหอมลงไป แล้วแต่ความชอบ ผัดต่อตามความสุกที่ชอบ คลุกเคล้าให้เข้ากันดี (ใช้ไฟแรง) ตักเสิร์ฟใส่จาน โรยหน้าด้วยพริกไทย ต้นหอม ผักชี ปริมาณตามชอบ

ขอบคุณคลิปและข้อมูลทั้งหมดจาก FB : กินได้อร่อยด้วย Youtube : กินได้อร่อยด้วย




วิธีการเลี้ยงหมูหลุม ประหยัดต้นทุน ไม่มีกลิ่นเหม็น

วิธีการเลี้ยงหมูหลุม ประหยัดต้นทุน ไม่มีกลิ่นเหม็น

วิธีการเลี้ยงหมูหลุม

วิธีการเลี้ยงหมูหลุม


การเลี้ยงหมูในยุคปัจจุบัน นับว่ามีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากวิธีการเลี้ยงเปลี่ยนแปลงไปเป็นลักษณะเชิงการค้า ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง โดยเฉพาะอาหารซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้นำมาจากภายในท้องถิ่น รวมทั้งวัตถุดิบบางส่วนก็เป็นสารเคมีซึ่งไม่เป็นผลดีนักต่อผู้บริโภค



การเลี้ยงหมูต้นทุนต่ำ หรือหมูหลุมดินชีวภาพเป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาการเกษตรตามแนวทางทฤษฎีใหม่โดยยึดปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียง สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ประมาณร้อยละ 70 เนื่องจากอาหารหลักที่ให้หมู คือผักนานาชนิด และอาหารสำเร็จ หรืออาหารผสมเพียงร้อยละ 30 เท่านั้นโดยที่หมูมีอัตราการเติบโตใกล้เคียงกับหมูที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จเพียงอย่างเดียวสิ่งที่แตกต่างกันคือ กำไรที่ผู้เลี้ยงจะได้รับ เพราะต้นทุนต่ำมาก ประหยัดค่าอาหาร ค่าน้ำล้างคอก อีกทั้งยังได้ปุ๋ยหมักอย่างดีไปใช้ในครัวเรือนอีกด้วย การเลี้ยงแบบนี้ไม่มีกลิ่นเหม็นรบกวนผู้เลี้ยงเพราะจุลินทรีย์ที่ผสมเข้าไปให้หมูกินพร้อมกับน้ำ และที่ใช้ราดวัสดุพื้นคอกนั่นเอง

วิธีการเลี้ยงหมูหลุม

การสร้างโรงเรือน

พื้นที่ใช้ในการสร้างโรงเรือน ควรเป็นที่สูง น้ำท่วมไม่ถึง สร้างโรงเรือนตามแนวทิศตะวันออก และทิศตะวันตก วัสดุที่ใช้ใน การก่อสร้าง ควรเป็นวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่นโครงหลังคาทำด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยหญ้าคา หรือหญ้าแฝก ใบจาก

การสร้างคอกหมูหลุม

หมูหลุม 1 ตัว ใช้พื้นที่ประมาณ 1.5 – 2 ตารางเมตร

  • คอกขนาด 2.5 x 3 เมตร เลี้ยงหมูได้ 4 ตัว
  • คอกขนาด 4 x 4 เมตร เลี้ยงหมูได้ 8 ตัว
  • ถ้าต้องการเลี้ยงหมูหลุม 4 – 6 ตัว ต้องใช้พื้นที่ 2.5 x 4 เมตร
  • ขุดดินออกในส่วนพื้นที่จะสร้างคอก ลึก 90 เซนติเมตร ปรับพื้นที่ให้มีระดับสม่ำาเสมอ ใช้อิฐบล็อกก้ันด้านข้างคอกเหนือขอบหลุมสูง 2 เมตร

การใส่วัสดุรองพื้นคอกหมูหลุม

วัสดุที่ใส่ในคอกหมูหลุม มีหลากหลาย วิธีขึ้นอยู่กับวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น

วิธีที่ 1.

  • ขุยมะพร้าว 100 ส่วน
  • น้ำหมักชีวภาพ

ขั้นตอนทำ ใส่ขุยมะพร้าว ให้มีความสูง 30 ซม. ราดด้วยน้ำาหมัก ชีวภาพ ให้มีความชื้นพอหมาดๆ ทำจนครบ 3 ช้ัน ทิ้งไว้ ประมาณ 7 วัน

วิธีที่ 2.

  • หญ้าแฝก
  • หยวกกล้วย
  • กากน้ำตาล
  • จุลินทรีย์/EM
  • เกลือแกง

ขั้นตอนทำ นำหญ้าแฝกและหยวกกล้วยสับปูรองพื้น ราดด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์/EM กากน้ำตาล และ โรยด้วยเกลือแกง แล้วแกลบ 10 ถุง เกลี่ยให้ทั้วแล้วราดน้ำ (ชั้นละ 10 ถุง) ทำจนครบ 3 ชั้น ชั้นละ 30 เซ็นติเมตร

วิธีที่ 3.

  • แกลบดิน (แกลบขี้หมูเก่า)
  • มูลวัว
  • รำละเอียด
  • จุลินทรีย์/EM
  • แกลบดิน

ขั้นตอนทำ นำวัสดุแต่ละชนิดเกลี่ยให้ทั้วพื้นคอก ให้ทำจนครบ 3 ชั้น ชั้นละ 30 เซ็นติเมตร แล้ว ราดน้ำบนพื้นหน้าวัสดุชั้นสุดท้าย ทิ้งไว้ 5 – 7 วัน จึงนำสุกรเข้าเลี้ยง

หมายเหตุ วัสดุรองพื้น ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ใบไม้แห้ง ฝางข้าว วัสดุเหลือใช้จากการเพาะเห็ด ขุ๋ยมะพร้าว หรือขยะแห้งที่ สามารถย่อยสลายได้

การให้อาหาร

ลูกหมูที่นำมาเลี้ยงควรมีน้ำหนัก 15-20 กก. ในช่วงเดือนแรก ควรให้อาหารสำหรับหมูเล็ก โดยผสมรำอ่อน ปลายข้าว กากถั่วเหลือง ปลาป่น หรือใช้น้ำหอยเชอรี่หมักแทนปลาป่น จนน้ำหนักหมูได้ 30 กก.ขึ้นไป อาหารหมู ได้แก่ เศษอาหารเหลือทิ้งจากมนุษย์เศษพืชต่างๆ หญ้าสด หญ้าหมัก ฟางข้าว ดิน ใบไม้ผุ จุลินทรีย์ท้องถิ้น น้ำหมักจากพืชสีเขียว และแบคทีเรียกลุ่มแลคติก จะใช้อาหาร สำเร็จรูปเพื่อใช้ผสมร่วมกับอาหารที่ทำขึ้นเองบางส่วนเท่านั้น ให้พืชสด ใส่ให้กินในคอกเลย เศษซากพืชบางชนิดต้องหมักก่อนเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพการย่อยก่อน

ตัวอย่างสูตรอาหาร เช่น

สูตร 1

  1. หยวกกล้วย + มะละกอดิบ + ผักบุ้ง + เถามันเทศ + เศษผักหรือวัชพืช สับให้ละเอียด 100 กก.
  2. น้ำตาลทรายแดง 4 กิโลกรัม
  3. เกลือ 1 กิโลกรัม
  4. หมักทิ ้งไว้ 5 ถึง 7 วัน
  5. ผสมหัวอาหาร 3 กิโลกรัม
  6. สามารถเติมน้ำหมักแบคทีเรียแลคติก

สูตร 2

  1. หยวกกล้วย เศษผัก ฯลฯ สับให้เป็นชิ้นเล็กๆ 25 กิโลกรัม
  2. น้ำใส่ถังแล้วโรยด้วยเกลือแกง 200 กรัม
  3. ผสมน้ำหมักชีวภาพ,หัวเชื้อจุลินทรีย์/EM 2 ฝา
  4. น้ำตาลทรายแดง/กากน้ำาล 1 กิโลกรัม (เทผสมแล้วปิ ดฝาทิ้งไว้ 5 – 7 วัน สามารถเก็บได้นาน 30 วัน

ตัวอย่างสูตรอาหารข้น เช่น

สูตร 1

  1. หินฝุ่น 1.5 กิโลกรัม
  2. เกลือแกง 0.35 กิโลกรัม
  3. พรีมิกซ์ 0.25 กิโลกรัม
  4. ไดแคลเซี่ยมฟอสเฟต 0.5 กิโลกรัม
  5. ปลาป่น 1 กิโลกรัม (ผสมส่วนที่ 1-5 ให้เข้ากัน)
  6. ข้าวโพดบด 60 กิโลกรัม
  7. กากถั่วเหลือง 14 กิโลกรัม
  8. รำละเอียด 23 กิโลกรัม

วิธีการนำมาใช้งาน

โดยให้อาหารหมัก 70 % ผสมอาหารข้น 30 % เช้า – เย็น

  • กรณี หมูน้ำหนัก 30 – 60 กก. ใช้อาหารผสม 1 ส่วน ผสมน้ำหมัก 1 ส่วนให้กิน 2 – 3 กิโลกรัม ต่อวัน
  • กรณี หมูน้ำหนัก 60 กก. ขึ้นไป ใช้อาหารผสม 1 ส่วน ผสมน้ำหมัก 1 ส่วน ให้กิน 4 – 6 กิโลกรัม ต่อวัน





น้ำดื้มสำหรับหมูหลุม

ใช้น้ำหมักชีวภาพ โดย นำสมุนไพร เช่น สาบเสือ ตะไคร้ หอม มะกรูด ข่า ขมิ้น สัปประรด หรือผลไม้อื่นๆ นำมาบด หรือสับรวมกัน แล้วผสมน้ำตาลทรายแดง อัตราส่วน สมุนไพรบด 1 กก. น้ำตาลทรายแดง 1 กก. หมักใส่ ถังพลาสติก หรือ ไห ปิดถังหรือไห ด้วยกระดาษ ทิ้งไว้ อย่างน้อย 1 เดือน หลังจากนั้น จึงใช้น้ำหมัก 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ สะอาด 10 ลิตร นำไปให้หมูกินตลอดทั้งวัน ส่วนผสมที่เป็นสมุนไพร ช่วยบำรุงสุขภาพของหมู ส่วนผสมที่เป็นผลไม้ช่วยในการ ขับถ่าย น้ำหมักนี้ สามารถนำไป รดพื้นคอกสัปดาห์ละครั้งเพื่อลดกลิ่น โดยใช้น้าหมักสมุนไพร 3-4 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 20 ลิตร

ขั้นตอนการเตรียมน้ำดื่ม สำหรับสุกร

น้ำดื่มสำหรับหมูหลุม
สำหรับ น้ำ 1 ถัง ( 20 ลิตร) ส่วนผสมน้ำดื่มให้สุกร

  • หัวเเชื้อจุลินทรีย์ผัก หรือผลไม้ 2 ช้อนโต๊ะ
  • นำฮอร์โมน สมุนไพร 2 ช้อนโต๊ะ (เหล้าดองยา)
  • นมเปรี้ยว 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำหมักแคลเซียม 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำสะอาด 20 ลิตร

ผสม ให้ดื่มเป็นประจำทุกวัน หากพื้นคอกสุกรแน่น หรือแข็ง ก็ใช้นดังกล่าวราดบนพื้นคอก จะทำให้เกิดกลิ่นหอม จูงใจให้สุกรขุดคุ้ยเป็นการกลับหน้าดิน ช่วยให้พื้นคอกร่วนโปร่ง มีอากาศถ่ายเท เกิดจุลินทรีย์มากมาย

การทำน้ำหมักผลไม้

วัสดุอุปกรณ์
ผลไม้สุก / ดิบ ,น้ำตาลทรายแดง, ขวดโหล / ถัง / โอ่ง (สำหรับหมัก), เชือกฟาง, กระดาษขาว,

น้ำหมักผลไม้ และยาดองสำหรับเลี้ยงสุกร
วิธีทำ

  1. เตรียมผลไม้ ควรเป็นผลไม้ที่สุกจัด หรือร่วงตกใต้ต้น เช่น มะม่วง องุ่น มะละกอ สับปะรด มะเฟือง กล้วย ฯลฯ ถ้ามีผลไม้ไม่พอก สามารถเติมพืช อื่นเป็นส่วนประกอบได้ เช่น รากผักขม มันแกว มันเทศ แครอท มันสำปะหลัง พืชตระกูลแตง หัวผักกาด เป็นต้น หาก ผักหรือผลไม้ที่ใช้หมัก มีมากพอก็สามารถทำเป็น ชนิดเดียวกัน
  2. ใช้ผลไม้หมัก 1 กิโลกรัม ต่อ น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม (ในฤดูร้อน) ส่วนในฤดูหนาวเพิ่มน้ำตาล ทรายแดง ½ กิโลกรัม (น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกผสมในผลไม้ และส่วนที่ 2 ใช้โรยหน้า)
  3. ล้างภาชนะที่จะใช้หมัก และตากแดงให้แห้ง
  4. ชั้นที่อยู่ก้นภาชนะให้วางเรียงวัตถุดิบเป็นชั้นๆ โรยน้ำตาลทรายแดงปิดทับเป็นชั้นๆ โรยน้ำตาลทราบแดงทับจนหมด (ให้เหลือที่ว่างห่างจากปากภาชนะ 1/3 ของความสูงของภาชนะ) จากนั้น ใช้น้ำตาลส่วนที่เหลือปิดทับด้านหน้าให้หนา เพื่อป้องกันอากาศ ควรใส่ ผลไม้ที่มีความความหวานไว้ด้านล่าง โดยเรียงลำดับตามความหวาน ผลไม้ทีให้ความหวานน้อยทีสุดให้ใส่ชั้นบนสุด ผลไม้ที่เป็นชิ้น เล็กๆ เช่นองุ่น ให้ใช้มือที่สะอาดบีบให้แตกขณะนำไปหมักในโอ่ง หรือภาชนะหมัก
  5. คลุมปากภาชนะด้วยกระดาษขาว และมัดปากภาชนะด้วยเชือก
  6. ในฤดูร้อน กระบวนการหมักใช้เวลา 4 – 5 วัน ส่วนในฤดูฝนกระบวนการหมักใช้เวลา 7 – 10 วัน ส่วนในฤดูหนาว จะใช้เวลาในการหมัก 10-15 วัน
  7. เก็บภาชนะหมักไว้ในที่ร่ม และมีอากาศเย็น ไม่ให้ถูกแสงแดด ไม่ควรปิดภาชนะในระหว่าง กระบวนการหมัก กำลังดำเนินการอยู่

วิธีการนำไปใช้

  • ใช้น้ำหมักในอัตราส่วน 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 10 ลิตร
  • ใช้พ่นกับพืชเมื่อเข้าสู่ระยะเปลี่ยนวัย ( เข้าสู่การออกดอกออกผล)
  • รดพื้นคอก ผสมให้หมูกิน รดผัก

เวลาที่ใช้ในการเลี้ยง

หมูหลุมใช้เวลาในการเลี้ยง ประมาณ 4 เดือน น้ำหนักของหมูจะอยู่ที่ประมาณ 120 กก. / ตัว มูลของหมูหลุมเป็นรายได้ ส่วนหนึ่งที่สามารถนำไปขายได้ ซึ่งเป็นรายได้ส่วนทีเพิ่มขึ้นหรือนำมูลของหมูหลุมไปใส่ต้นไม้ ทำให้ต้นไม้เจริญงอกงาม ซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่ายค่าปุ๋ยอีกทางหนึ่งด้วย

ผลลัพท์จากการเลี้ยงหมูหลุม

การเลี้ยงหมูหลุม เป็นการผลิตที่เหมาะสมกับการทรัพยากรและการบริโภค ในท้องถิ่นทำใ ห้เศรษฐกิจฐานล่างมีความเข้มแข็ง สนับสนุนนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้แก่

  • ด้านเศรษฐกิจ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม พึ่งพาการผลิตการบริโภคในท้องถิ่นเกิดความมั่นคงทางอาหารแก่ชุมชน· ด้านสังคม เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ทำให้ครอบครัวมีงานทำหมุนเวียนตลอด ก่อเกิดรายได้ ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น· ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นการผลิตผสมผสานปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ใช้ทรัพยากร ผืนดินให้เกิดประโยชน์ต่อการผลิต ใช้วงจรชีวภาพหมุนเวียนให้เกิดการผลิตหลายรอบ ไม่เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม· ด้านสุขภาพ การเลี้ยงหมูที่ไม่เครียดทำให้มีสุขภาพดี และการเลี้ยงด้วยหญ้าจะทำให้เนื้อสัตว์มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว ชนิด โอไมก้า 3 ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง และไขมันอุดตันในหลอดเลือดสูง และผลผลิตปลอดภัยปราศจากสารเคมีสังเคราะห์ มีผลทำให้สุขภาพของผู้บริโภคโดยตรง Food Quality ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงเช่นเดียวกับอาหารอินทรีย์

แหล่งข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติม

  1. สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ www.opsmoac.go.th

บทความอื่นที่น่าสนใจ

จุลินทรีย์จาวปลวก มากประโยชน์ เร่งย่อยสลายได้เร็ว

จุลินทรีย์จาวปลวก มากประโยชน์ เร่งย่อยสลายได้เร็ว

จุลินทรีย์จาวปลวก

จาวปลวก คืออะไร

รังเลี้ยงตัวอ่อนหรือคอมบ์ (comb) โครงสร้างเป็นรูพรุนคล้ายฟองน้ำ รูปร่างหยักไปมาคล้ายมันสมองหรือกล้ายปะการัง บางชนิดคล้ายรังผึ้ง




จาวปลวกเป็นสิ่งที่ปลวกสร้างขึ้นมาจากมูลของมันเอง ซึ่งมูลของปลวกมี 2 ชนิด ชนิดแรกเป็นมูลที่ถูกย่อยภายในลำไส้เพียงเล็กน้อยและอยู่ในสภาพเป็นของแข็ง และชนิดที่สองเป็นมูลที่ถูกย่อยภายในลำไส้อย่างดีแล้วและอยู่ในสภาพเป็นของเหลว

จาวปลวก คืออะไร

มูลชนิดแรกประกอบด้วยเศษพืช (เศษไม้) ชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ปลวกกัดกินเข้าไปและผ่านกระเพาะของปลวกออกมาอย่างรวดเร็ว มูลที่ถ่ายออกมาจึงมีรูปร่างเป็นท่อนกลมสั้นๆ ซึ่งต่อมาจะถูกกราม (mandibles) ของปลวกกัดจนเป็นเม็ดเล็กๆ แล้วนำไปสร้างเป็นรังเลี้ยงตัวอ่อน

ในขณะที่ปลวกสร้างรังเลี้ยงตัวอ่อนนี้เองจะมีราเกิดขึ้น โดยเส้นใยของราจะเกาะกันเป็นก้อนกลมสีขาวขนาดเล็ก เรียกว่า Fumgus nodule หรือ Fungal ball เส้นใยนี้จะเป็นอาหารของปลวก และเมื่อปลวกกินเส้นใยของราเข้าไป จะถ่ายมูลชนิดที่สองออกมา ซึ่งปลวกจะนำมูลที่เป็นของเหลวนี้ไปใช้เคลือบผนังด้านในของห้องเห็ด

แต่เมื่อถึงระยะหนึ่งปลวกจะกินน้อยลง และทิ้งรังตัวอ่อนไป ราจะเจริญเส้นใยเพิ่มมากขึ้น และเกิดดอกอ่อน (fruiting primodia) เป็นแท่งยาวโผล่ขึ้นมาจากรังเลี้ยงตัวอ่อน เรียกว่า pseudorhiza และแทงผ่านชั้นดินขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ที่เรารู้จักกันดี นั่นคือ เห็ดโคน

จุลินทรีย์จาวปลวก

จุลินทรีย์จาวปลวก คือ กลุ่มจุลินทรีย์ ที่มีประสิทธิภาพ กลุ่มหนึ่งโดยนำจาวปลวกมาผสมคลุกเคล้ากับปลายข้าวดิบ (ปลายข้าวเหนียวหรือปลายข้าวเจ้า) และน้ำสะอาด (ไม่มีคลอรีน)หมักทิ้งไว้เพียง 7 วัน ก็สามารถนำมาใช้งานได้ ถูกค้นพบโดย คุณจักรภฤต บรรเจิดกิจ ปราชญ์ชาวบ้านผู้ใช้ครัธราคู่ปัญญา จังหวัดพิจิตร

การทำน้ำหมักจุลินทรีย์จาวปลวก

วัตถุดิบและอุปกรณ์

  • จาวปลวกที่ขุดมาใหม่ๆ ประมาณ 1 กก. หรือ หัวเชื้อแบบเข้มข้น จำนวน 1 ลิตร
  • ปลายข้าวหรือข้าวหัก ใช้ได้ทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้า 5 กก.
  • น้ำสะอาดที่ไม่มีคลอรีน ประมาณค่อนถัง ( 170 ลิตร)
  • ถังน้ำมีฝาปิด 1 ใบ ขนาด 200 ลิตร

วิธีทำ

  • นำจาวปลวก (พระแม่ธรณี) มากลุกกับปลายข้าวหรือข้าวท่อน (พระแม่โพสพ)แล้วเทลงในถังพลาสติกที่มีน้ำสะอาดไม่มี คลอรีน (พระแม่คงคา)
  • ใส่ไว้เกือบเต็มถัง เหลือที่ว่าง (พระพาย) จากปากถังประมาณ 1 ฝ่ามือ ปิดฝา ตั้งไว้ในบริเวณที่โดนแดด (พระเพลิง) ตอนเช้า ส่วนตอนบ่ายให้อยู่ในร่ม
  • แล้วหมักทิ้งไว้ 7 วัน โดยคน ไปทางเดียวกันทุกวันจะได้จุลินทรีย์จาวปลวก แบบน้ำ ที่มีลักษณะเป็นน้ำสีขาวใส มีกลิ่นเปรี้ยว พร้อมใช้งาน

เพิ่มเติม

  • ปริมาณข้าว น้ำ และจาวปลวก ไม่มีสูตรตายตัวสามารถนำไปประยุกต์กับขนาดของถังพลาสติกที่มีอยู่ ไม่ควรเทน้ำใส่เต็มถัง เพราะเมื่อผ่านไป 3 วัน จะเกิดฟอง และแรงดันอากาศ ฝ่าอาจจะระเบิดออกได้ ถ้าต้องการขยายเชื้อจุลินทรีย์จาวปลวกให้ได้ปริมาณมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องขุดจอมปลวกเพื่อเอาจาวปลวกอีก เพียงแต่เตรียมปลายข้าว และในน้ำในปริมาณเท่าเดิม และนำน้ำจุลินทรีย์จาวปลวกที่ทำครั้งแรกมาหมักแบบขั้นตอนแรก

การประยุกต์ใช้จุลินทรีย์จาวปลวก

  1. ใช้เพาะเห็ดโคนป่าแบบกึ่งพึ่งพาธรรมชาติ โดยใช้น้ำจุลินทรีย์จาวปลวกแบบเข้มข้น จำนวนไม่จำกัด นำไปรดราดบริเวณโคนจอมปลวกให้ชุ่ม แล้วนำใบไม้เศษหญ้า หรือฟางข้าวคุลมให้มิด รดน้ำให้ชุ่ม

  2. ใช้ย่อยสลายฟางข้าวในแปลงนา โดยใช้จุลินทรีย์จาวปลวกแบบเข้มข้น จำนวน 10 ลิตรต่อไร่ปล่อยไปตามน้ำหรือฉีดพ่นให้กระจายทั่วแปลงนา กรณีปั่นฟางสดหลังเก็บเกี่ยวข้าวทันทีให้ใช้จุลินทรีย์จาวปลวกในอัตราเท่ากัน
  3. ใช้หมักปุ๊ย ฮอร์โมนพืช หรือน้ำหมักสมุนไพร
    • ใช้หมักแบบแห้ง นำใบไม้แห้ง หญ้าหรือฟางข้าว นำไปห่มดินไว้บริเวณใต้ต้นไม้ ราดด้วยจุลินทรีย์จาวปลวกแบบเข้มข้น
    • ทำฮอร์โมนไข่ (ได้ทุกชนิด) 1 ฟอง จุลินทรีย์จาวปลวก 20 ลิตร
    • ทำฮอร์โมนจากผักผลไม้ พืชผักหรือผลไม้ 1 ส่วน ใส่น้ำหมักจุลินทรีย์จาวปลวก 1 ส่วน ฮอร์โมนผลไม้
    • ทำปุ๋ยน้ำจากเศษปลา หอย ปู กุ้งเศษปลา หรือปลาเล็กปลาน้อย หอย กุ้ง ปู 1 ส่วนน้ำจุลินทรีย์จาวปลวก 1 ส่วน หมายเหตุ อัตราส่วน น้ำหมัก 1 ส่วน ต่อน้ำ 20 ส่วน
    • ใช้หมักสมุนไพรควบคุมแมลงศัตรูพืช
      สมุนไพรรสขม เช่น สะเดา (เมล็ด เปลือก ใบ) และบอระเพ็ด พิษของรสขมจะตัดวงจรชีวิตหนอนแมลงศัตรูพืช
      สมุนไพรรสฝาด เช่น เปลือกมังคุดเปลือกประดู่ พิษของรสฝาด ช่วยป้องกันเชื้อไวรัสที่มาทำลายพืขแบบเฉียบพลันอัตราส่วน น้ำหมัก 1 ส่วน ต่อน้ำ 10 ส่วน หมักสมุนไพรรสขมสำหรับใช้กำจัดศัตรพืช
    • ใช้หมักสมุนไพรควบคุมและกำจัดวัชพืช โดยนำสมุนไพรที่มีฤทธิ์คุมการงอกของเมล็คหญ้า ได้แก่ ต้นหงอนไก่ป่า ต้นพวยงู ผักแว่นเปลือกถ่อน และเปลือกมะคึก
    • ใช้หมักสมุนไพรกำจัดวัชพืชใบกว้างในแปลงนา โดยใช้ เกลือทะเล 1 กิโลกรัม และน้ำ 5 ลิตร น้ำจุลินทรีย์จาวปลวกจำนวน 4 ลิตร
    • ใช้เพิ่มผลผลิตข้าวหรือพืชผักผลไม้ โดยนำถ่านมาบดหยาบ หรือใช้แกลบดำ 1 ส่วน น้ำจุลินทรีย์จาวปลวก 1 ส่วน น้ำหมักที่หมักจากน้ำจาวปลวก 1 ส่วน
  4. ใช้กับปศุสัตว์ ผสมในอาหารสัตว์ จุลินทรีย์จาวปลวก100 ซีซี ต่ออาหาร1 กิโลกรัม ใช้ผสมน้ำให้สัตว์กิน จุลินทรีย์จาวปลวก 1 ลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร กำจัดกลิ่นล้างคอก จุลินทรีย์จาวปลวก 1 ลิตร ต่อน้ำ 10 ลิตร
  5. ใช้กับการประมง ผสมในอาหาร ใช้จุลินทรีย์จาวปลวก 100 ซีซี ต่ออาหาร 1 กิโลกรัมเตรียมบ่อ ใช้อัตราส่วน 1 ต่อ 10บำบัดน้ำ ใช้จุลินทรีย์จาวปลวก 1 ลิตร ต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร
  6. ใช้กับสิ่งแวดล้อมและในครัวเรือน อัตราส่วน จุลินทรีย์จาวปลวก 1 ลิตรต่อน้ำ 10 ลิตร
  7. ใช้ย่อยเอนไซม่ 3 ประสาน จากลูกยอ กถ้วยสุก และสับปะรด นำผลไม้เพียงลูกเดียว จุ่มลงในน้ำจุลินทรีย์จาวปลวก นำไปใส่ในโหลแก้ว ปิดฝาให้สนิท หมักทิ้งไว้ 3 วัน
  8. ใช้กับการเพาะเห็ด8.1 ใช้กับการเพาะเห็ดฟาง นำฟางข้าวหรือวัสดุเพาะเห็ดฟางไปแช่น้ำที่ผสมจุลินทรีย์จาวปลวก อัตราส่วน 1 ต่อ 10 ทิ้งไว้ 1 คืน จึงนำฟางข้าวไปเพาะเชื้อเห็ดฟาง จะได้เห็ดฟางปริมาณมากขึ้น และมีน้ำหนักมากขึ้น8.2 ใช้กับเห็ดในถุงพลาสติก นำน้ำจุลินทรีย์จาวปลวก 1 ส่วน ผสมน้ำ 10 ส่วน ฉีดพ่นก้องเชื้อเห็ด จะทำให้เห็ดออกดอกมากขึ้น และมีน้ำหนักมากขึ้น

    8.3 ใช้เพาะเห็ดในขอนไม้ จุลินทรีย์จาวปลวกจะช่วยทำให้ขอนไม้ผุเร็ว ทำเกิดเห็ดในขอนไม้จำนวนมาก เห็ดมีน้ำหนักมาก และขึ้นได้บ่อยครั้ง จนกว่าขอนไม้จะผุ
  9. ใช้ในการเพาะถั่วงอก
    นำเมล็ดถั่วเขียวแช่น้ำจุลินทรีย์จาวปลวก ในอัตราส่วน 1 ต่อ 10 แช่ทิ้งไว้ 1 คืน และจึงนำไปเพาะถั่วงอกตามขั้นตอน จะช่วยให้ถั่วงอกมีรสชาติหวาน กรอบ อวบอ้วน โดยไม่ต้องใช้สารฟอกขาวแต่อย่างใด



ที่มา : จักรภฤต บรรเจิดกิจ. จิตวิ­­าณในธุลี มหัศจรรย์จุลินทรีย์จาวปลวก. เอกสารประกอบการบรรยายเรื่อง จุลินทรีย์จาวปลวก วันที่ 7 มีนาคม 2558 พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. สุมาลี พิช­างกูร. เห็ดโคนและลูกผสมฟิวแสนท์. พิมพ์ครั้งที่ 2. บริษัท สามเจริ­พาณิชย์ (กรุงเทพ) จำกัด. กรุงเทพฯ. 2547. อุทัยวรรณ แสงวณิช, ผศ. ดร. คำอธิบายเรื่องเห็ดโคน. เข้าถึงจาก www.thaimushroomsoc.com/…/Oudemansiella%20ssp%20Uthaiwan.pdf สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. เห็ด โคนกับปลวกและการเพาะเลี้ยงเห็ดโคน. เข้าถึงจาก forprod.forest.go.th/forprod/…/เห็ดโคนกับปลวก/เห็ดโคนกับปลวก.pdf


บทความอื่นที่น่าสนใจ

พืชสมุนไพร ป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

พืชสมุนไพร ป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

พืชสมุนไพร ป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

สมุนไพร ที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ได้แก่ หางไหลขาว (โล่ติ๊น) หางไหลแดง (กะเพียด) ยาสูบ (ยาฉุน) เถาบอระเพ็ด สาบเสือ พริกไทย ข่าแก่ ขมิ้นชัน ตะไคร้หอม ตะไคร้แกง ดีปลี พริก โหระพา สะระแน่ กระเทียม กระชาย กะเพรา ใบผกากรอง ใบดาวเรือง ใบมะเขือเทศ ใบคำแสด ใบน้อยหน่า ใบยอ ใบลูกสบู่ต้น ใบลูกเทียนหยด ใบมะระขี้นก เปลือกว่านหางจระเข้ ว่านน้ำ เมล็ดโพธิ์ เมล็ดแตงไทย เปลือกมะม่วงหิมพานต์ ดอกลำโพง ดอกเฟื่องฟ้าสด กลีบดอกชบา ลูกทุเรียนเทศ รากเจตมูลเพลิงแดง




พืชสมุนไพร ป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ที่มี ประสิทธิภาพป้องกันกำจัดหนอนชนิดต่างๆ ได้แก่ สะเดา (ใบ+ผล) หางไหลขาว (โล่ติ๊น) หางไหลแดง (กะเพียด) หนอนตายหยาก สาบเสือ ยาสูบ (ยาฉุน) ขมิ้นชัน ว่านน้ำ หัวกลอย เมล็ดละหุ่ง ใบและเมล็ดสบู่ต้น ดาวเรือง ฝักคูนแก่ ใบเลี่ยน ใบควินิน ลูกควินิน ใบมะเขือเทศ เถาบอระเพ็ด ใบลูกเทียนหยด เปลือกใบเข็มป่า เปลือกต้นจิกและจิกสวน ต้นส้มเช้า เมล็ดมันแกว ใบยอ ลูกเปลือกต้นมังตาล เป็นต้น

พืชสมุนไพร ป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช สามารถแยกตามชนิดของแมลงศัตรูพืชได้ดังนี้

พืชสมุนไพร ป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

สะเดา (Neem tree)

ประโยชน์ ใช้ได้ผลดีกับหนอนใยผักหนอนชอนใบ หนอนกระทู้ หนอนกอ หนอนใยกะหล่ำปลี หนอนเจาะยอดคะน้า หนอนหนามเจาะสมอฝ้าย หนอนหลอดหอม และหนอนบุ้งปอแก้ว

วิธีการใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช

นำเมล็ดแก่ปริมาณ 1 กิโลกรัม มาบดให้ละเอียด จากนั้นแชนน้ำ 20 ลิตร หมักทิ้งไว้ 24 – 28 ชั่วโมง จึงนำมาใช้ฉีดพ่นป้องกันกำจัดแมลงหรือนำเมล็ดสะเดาแห้งที่ยังคงมีเปลือกหุ้มเมล็ดและเนื้อเมล็ดมาบดให้ละเอียด นำผงที่บดได้ปริมาณ 1 กิโลกรัม ใส่ไว้ในถุงผ้าขาวบาง แล้วนำไปแชในน้ำ 20 ลิตร ทิ้งไว้นาน 24 – 28 ชั่วโมง ใช้มือบีบถุงตรงส่วนของผงสะเดาเพื่อให้สาร Azadirachtin ที่อยู่ในผงสะเดาละลายออกมาให้มากที่สุด นำไปฉีดป้องกันกำจัดแมลง อาจผสมสารจับใบเพื่อให้สารจับกับใบพืชได้ดีขึ้น ใช้ฉีดพ่น 5 – 7 วันต่อครั้ง โดยเวลาฉีดพ่นควรทำในตอนเย็นจึงจะได้ผลดีเพราะสารนี้จะสลายตัวได้ง่ายเมื่อถูกแสงแดด

พืชสมุนไพร ป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

ยาสูบ (Tobacco)

ประโยชน์ ใช้ในการป้องกันและกำจัดเพลี้ยอ่อน เพลี้ยกระโดด เพลี้ยไฟ หนอนกอ หนอนกะหล่ำ หนอนชอนใบหนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนผีเสื้อ ด้วงหมัดกระโดด และไรต่างๆ

วิธีการใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช

ใช้ใบยาสูบแห้งปริมาณ 1 กิโลกรัม แช่ในน้ำ 2 ลิตร เป็นเวลา 24 – 48 ชั่วโมง เวลานำไปใช้กรองเอาแต่น้ำหมักแล้วเติมน้ำลงไปอีก 60 ลิตร นำไปฉีดพ่น โดยหลังจากฉีดพ่นแล้ว 3 – 4 วัน จึงสามารถนำผลผลิตไปบริโภคได้

ตะไคร้หอม (Citronella grass)

ประโยชน์ ใช้ป้องกันและกำจัดหนอนกระทู้ หนอนใยผัก ยุง เห็บ หมัดและแมลงสาบ ใช้ในการล่อแมลงวันทอง ตัวผู้ และขับไล่มอดข้าวเปลือก

วิธีการใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช

ใช้ใบแก่สดผสมกับเหง้าข่าสดและใบสะเดาสดอย่างละ 1 กิโลกรัม นำมาผสมกันแล้วบดให้ละเอียด จากนั้นแช่ในน้ำ 10 ลิตร เป็นเวลา 24 – 48 ชั่วโมงเวลานำไปใช้กรองเอาเฉพาะน้ำปริมาณ 150 มิลลิลิตร ผสมกับน้ำ20 ลิตร ฉีดพ่นป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช หรือนำใบตะไคร้หอมมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วบดให้ละเอียดประมาณ 1 กิโลกรัม แชในน้ำ 10 ลิตร เป็นเวลา 24 – 48 ชั่วโมง จากนั้นกรองเอาแต่น้ำผสมสารจับใบ เช่น สบู่ หรือแชมพู ฉีดพ่นป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช ส่วนน้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้จากใบของตะไคร้หอมใช้ผสมกับน้ำมันหอมระเหยชนิดอื่นๆ เช่น ขมิ้นชัน วานิลลา ยูคาลิปตัสลาเวนเดอร์ ฯลฯ ใช้ฉีดพ่นไล่ยุง เห็บ หมัดได้ดี

พืชสมุนไพร ป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

หนอนตายหยาก

ประโยชน์ ใช้เป็นสารป้องกันกำจัดหนอนกัดกินใบ และเพลี้ยอ่อน กำจัดเชื้อสาเหตุโรคพืช เช่น Rhizoctonia solaniและ Ervinia carotovora รวมทั้งการกำจัดลูกน้ำยุง

วิธีการใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช

ใช้รากสดปริมาณ 1 กิโลกรัม บดให้ละเอียดแล้วแชในน้ำ 20 ลิตร เป็นเวลา 24 – 48 ชั่วโมง นำน้ำที่หมักได้ฉีดพ่นป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช

ขมิ้นชัน (Turmeric)

ประโยชน์ ใช้ป้องกันและกำจัดหนอนใยผัก หนอนกระทู้ผัก หนอนหลอดหอม หนอนเจาะยอดกะหล่ำ หนอนผีเสื้อต่างๆ ด้วงถั่วเขียว ด้วงงวงข้าว มอดแป้ง มอดข้าวเปลือก แมลงวันเจาะต้นถั่ว แมลงวันทอง แมลงวันแตง และไรแดง

วิธีการใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช

ใช้เหง้าแก่สดปริมาณ 500 กรัม บดให้ละเอียด แช่ในน้ำ 20 ลิตร เป็นเวลา24 – 48 ชั่วโมง เวลาใช้กรองแต่น้ำฉีดพ่นป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช หรือใช้เหง้าแก่สดปริมาณ 500 กรัม บดให้ละเอียดแช่ในน้ำ 2 ลิตร เป็นเวลา 24 ชั่วโมง กรองแต่น้ำจะได้สารละลายเข้มข้น เวลาใช้นำสารละลายเข้มข้นนี้ผสมกับน้ำ 8 ลิตร ฉีดพ่นป้องกันและกำจัดหนอนใยผัก หนอนหลอดหอม ได้ดี



ดาวเรือง (Marigold)

ประโยชน์ ใช้ป้องกันและกำจัดเพลี้ยกระโดด เพลี้ย จักจั่น เพลี้ยหอยเพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ หนอนใยผัก หนอนผีเสื้อกะหล่ำ ด้วงปีกแข็ง แมลงหวี่ขาว แมลงวัน ตั๊กแตน ไส้เดือนฝอย

วิธีการใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช

นำดอกดาวเรืองมาคั้นกรองเอาแต่น้ำจะได้สารเข้มข้น น้ำคั้นดอกดาวเรืองเข้มข้น 1 ลิตรผสมน้ำ 10 ลิตร ก่อนนำไปใช้ฉีดพ่น ผสมน้ำสบู่หรือแชมพูเล็กน้อย เพื่อเป็นสารจับใบ

บอระเพ็ด (Heart-leaved moonseed)

ประโยชน์ ใช้ป้องกันและกำจัดหนอนกอหนอนกระทู้ ใช้กำจัดโรคของข้าว ได้แก่ โรคตายพราย โรคยอดเหี่ยว โรคข้าวลีบ

วิธีการใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช

นำลำต้นหรือเถาบอระเพ็ดปริมาณ 1 กิโลกรัมมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วทุบให้ละเอียด แชในน้ำ20 ลิตร เป็นเวลา 24 – 48 ชั่วโมง นำน้ำที่หมักได้ฉีดพ่นป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช หรือนำเถาบอระเพ็ดปริมาณ 5 กิโลกรัม สับเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วทุบให้ละเอียด แชในน้ำ 20 ลิตร นาน 2 – 3 ชั่วโมง แล้วนำน้ำที่ได้ไปฉีดพ่นในแปลงเพาะกล้า หรือนำเถาบอระเพ็ดปริมาณ10 กิโลกรัม มาตัดเป็นท่อนๆ ขนาดประมาณ 3 – 5 นิ้ว หว่านในนาข้าวพื้นที่ 1 ไร่ หลังปักดำหรือหว่านข้าวแล้ว 1 สัปดาห์ และเมื่อข้าวอายุ 2 เดือนใช้ควบคุมหนอนกอและหนอนกระทู้ข้าวได้ดี

” พืชสมุนไพร ป้องกันและกำจัดศัตรูพืช “

พริกขี้หนู (Bird chilli)

ประโยชน์ ผลสุกของพริกมีคุณสมบัติในการฆ่าแมลง ใช้ป้องกันและกำจัดหนอนผีเสื้อกะหล่ำ เพลี้ยอ่อนด้วงงวงช้าง ด้วงเต่า มด และแมลงในโรงเก็บ

วิธีการใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช

นำพริกแห้งปริมาณ 100 กรัม ต้มในน้ำ 1 ลิตร ให้เดือด นำพริกมาตำให้ละเอียดแล้วนำไปละลายในน้ำที่ต้ม กรองเอาแต่น้ำและเติมน้ำเพิ่มไปอีก 20 ลิตร ก่อนใช้นำไปใช้ผสมสารจับใบ เช่น น้ำสบู่ แชมพูสามารถฉีดพ่นได้ทุกๆ 7 วัน อย่างไรก็ตามความเข้มข้นที่ใช้ในพืชแต่ละชนิดแตกต่างกัน หากใช้ความเข้มข้นสูงเกินไปอาจทำให้เกิดใบไหม้ได้ จึงควรมีการทตสอบก่อนใช้

ยี่โถ (Oleander)

ประโยชน์ ใช้ป้องกันและกำจัดหนอนกินใบและกินยอดพืช ด้วงปีกแข็งต่างๆมด แมลงกัดกินใบ ในดอกมีสารที่สามารถดึงดูดแมลงวันทองได้

วิธีการใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช

นำดอกและใบยี่โถปริมาณ 1 กิโลกรัม ม้าบดให้ละเอียด แช่ในน้ำ 10 ลิตร เป็นเวลา 48 – 60 ชั่วโมงกรองเอาแต่น้ำไปฉีดพ่นป้องกันและกำจัดแมลงและหนอนหลายชนิด หรือนำใบและเปลือกลำต้นยี่โถปริมาณ 1 กิโลกรัมมาบดให้ละเอียด แช่ในน้ำ 10 ลิตร เป็นเวลา 30 – 60 นาที นำไปฉีดพ่นมดที่อยู่ตามลำต้นของไม้ผลได้ หรือนำใบมาหั่นเป็นฝอย 100 กรัม คลุกกับเมล็ดถั่วเหลือง 2 – 3 กิโลกรัม สามารถเก็บเมล็ดถั่วเหลืองได้นาน 6 เดือน โดยไม่มีแมลงศัตรูเข้า ทำลาย

สาบเสือ (Siam weed)

ประโยชน์ ใช้ป้องกันและกำจัดหนอนและเพลี้ยหลายชนิด

วิธีการใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช

นำต้นและใบสาบเสือมาตากแดดให้แห้งแล้วบดให้ละเอียดเป็นผง แช่ในน้ำโดยใช้อัตราส่วนผงสาบเสือ 100 กรัม ต่อน้ำ 2 ลิตร เป็นเวลา 24 – 48 ชั่วโมง นำสารที่ได้ฉีดพ่นป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชทุก 5 – 7 วัน

ข่า (Galangal)

ประโยชน์ ใช้ป้องกันและกำจัดด้วงงวงข้าว มอดแป้ง แมลงวันทอง

วิธีการใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช

นำเหง้าข่าสดปริมาณ 500 กรัม หรือเหง้าข่าตากแห้งปริมาณ 300 กรัม มาหั่นและบดให้ละเอียด แช่ในน้ำ 20 ลิตร เป็นเวลา 24 – 48 ชั่วโมง กรองเอาแต่น้ำใช้ฉีดพ่นป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช หรือนำเหง้าข่า เมล็ดสะเดา และใบตะไคร้หอมปริมาณชนิดละ 1 กิโลกรัม มาบดให้ละเอียดผสมกันแช่ในน้ำปริมาณ 5 ลิตร เป็นเวลา 24 – 48 ชั่วโมง กรองเอาแต่น้ำได้สารสกัดเข้มข้น เวลาใช้นำสารที่สกัดได้ 1 ลิตร ผสมกับน้ำ 20 ลิตร ใช้ฉีดพ่นป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช

ว่านน้ำ (Sweet flag)

ประโยชน์ ใช้ป้องกันและกำจัดแมลงกัดกินผัก ด้วงหมัดผัก หนอนกระทู้ผัก แมลงวันแตง แมลงวันทอง ด้วงงวงช้าง ด้วงเจาะเมล็ดถั่ว มอดตัวป้อม มอดข้าวเปลือก และแมลงในโรงเก็บเมล็ดพืช

วิธีการใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช

นำเหง้าว่านน้ำสดปริมาณ 50 กรัม มาบดให้ละเอียด แชในน้ำปริมาณ 4 ลิตร เป็นเวลา 24 ชั่วโมง หรือต้มในน้ำนาน 45 นาที กรองเอาแต่น้ำผสมสารจับใบ เช่น น้ำสบู่ หรือแชมพู ใช้ฉีดพ่นป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชวันละ 1 ครั้ง เมื่อพบศัตรูพืช หรือนำเหง้าว่านน้ำแห้งผสมกับเหง้าขมิ้นชันแห้งชนิดละ 1 กิโล่กรัม บดให้ละเอียด แชในน้ำปริมาณ 20 ลิตร เป็นเวลา 24 – 48 ชั่วโมง กรองเอาแต่น้ำฉีดพ่นป้องกันและกำจัดแมลงวันและหนอนกระทู้ในผักได้ หรือนำเหง้าแห้งมาบดเป็นผง คลุกเคล้ากับเมล็ดพันธุ์ในอัตราส่วนเมล็ดพันธุ์ 50 กิโลกรัม ต่อผงว่านน้ำ 1 กิโลกรัม สามารถป้องกันและกำจัดด้วงเจาะเมล็ดถั่ว มอดตัวป้อม มอดข้าวเปลือก และแมลงในโรงเก็บชนิดอื่นๆ ได้ หรือนำเมล็ดถั่ว ข้าวโพด หรือข้าว มาคลุกเคล้ากับน้ำมันหอมระเหยของว่านน้ำในอัตราส่วนเมล็ดพันธุ์ 150กิโลกรัม ต่อน้ำมันหอมระเหยของว่านน้ำ 5 มิลลิลิตร ก่อนเก็บรักษาในโรงเก็บ

หางไหลแดง (Tuba root)

ประโยชน์ ใช้ป้องกันกำจัดแมลงศัตรูที่ทำความเสียหายในโรงเก็บ ด้วงต่างๆตั๊กแตนปาทังก้า มอดดิน หนอนกระทู้หนอนกอข้าว

วิธีการใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช

ใช้รากสดปริมาณ 200 – 300 กรัม นำมาทุบให้เนื้อไม้แตก แชในน้ำ 20 ลิตร เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จึงกรองเอาน้ำไปใช้ฉีดพ่นป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช หรือหั่นรากหางไหลเป็นชิ้นเล็กๆ และทุบให้ละเอียด นำไปหว่านให้ทั่วในนาข้าวและทิ้งไว้นานอย่างน้อย 24 ชั่วโมง วิธีการนี้เหมาะสำหรับนาข้าวที่ไม่มีปลาช่วยป้องกันกำจัดหนอนกอข้าว

ที่มา : ดร.เทิดศักดิ์ โทณลักษณ์ สาขาวิชาวิทยาการสมุนไพร คณะผลิตกรรมการเกษตร โทรศัพท์ 087-0878448 E-mail:th.thonnalak@gmail.com , www.withikaset.com





บทความอื่นที่น่าสนใจ

มาทำความรู้จัก! ประเพณีแห่เทียนพรรษา ประเพณีเก่าแก่ในวันเข้าพรรษา

มาทำความรู้จัก! ประเพณีแห่เทียนพรรษา ประเพณีเก่าแก่ในวันเข้าพรรษา

ประเพณีแห่เทียนพรรษา

ประเพณีแห่เทียนพรรษา


ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญในพุทธศาสนาวันหนึ่ง ที่พระสงค์เถรวาทจะอธิฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดระยะเวลาฤดูฝนที่มีกำหนดเป็นระยะเวลา ๓ เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น หรือที่เรียกติกปากกันโดยทั่วไปว่า จำพรรษา (“พรรษา” แปลว่า ฤดูฝน, “จำ” แปลว่า พักอยู่) พิธีเข้าพรรษานี้ถือเป็นข้อปฏิบัติสำหรับพระสงค์โดยตรง ละเว้นไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตามการเข้าพรรษาตามปกติเริมนับตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ของทุกปี (หรือเดือน ๘ หลัง ถ้ามีเดือน ๘ สองหน)และสิ้นสุดลงในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ หรือวันออกพรรษา สาเหตุที่พระเจ้าทรงอนุญาตการจำพรรษาอยู่ ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งตลอด ๓ เดือนแก่พระสงค์นั้น มีเหตุผลเพื่อให้พระสงฆ์ได้หยุดพักการจาริกเพื่อเผยแพร่ศาสนาไปตามสถานที่ต่าง ซึ่งจะเป็นไปด้วยความยากลำบากในช่วงฤดูฝน




เพื่อป้องกันความเสียหายจากการอาจเดินเหยียบย่ำธัญพืชของชาวบ้านที่ปลูกลงแปลงในฤดูฝน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเวลาจำพรรษาตลอด ๓ เดือนนั้น เป็นช่วงเวลาและโอกาสสำคัญในรอบปีที่พระสงค์จะได้มาอยู่จำพรรษารวมกันในอาวาสหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งเพื่อศึกษาธรรมวินัยจากพระสงฆ์ที่ทรงความรู้ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ด้วย อัตลักษ์ : การที่พระสงฆ์เถวาทจะอธิฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดระยะเวลาฤดูฝน ที่มีกำหนดเป็นระยะเวลา ๓ เดือน เพื่อให้พระสงฆ์ได้หยุดพักการพิจาริกเพื่อเผยแพร่ศาสนาไปตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งจะเป็นไปด้วยความยากลำบากในช่วงฤดูฝนเพื่อป้องกันความเสียหายจากการอาจเดินเหยียบย่ำธัญธัญพืชของชาวบ้านที่ปลูกลงแปลงในฤดูฝน และการหล่อเทียนพรรษาของประชาชนเพื่อถวายแก่พระสงฆ์

ประเพณีแห่เทียนพรรษา

Cr/www.welovesuphan.com

เพื่อใช้ประโยชน์ในช่วงเข้าพรรษาซึ่งสมัยก่อนใช้จุดเพื่อแสงสว่าง เนื่องจากไม่มีไฟฟ้า เรียกว่า “ตามประทีปเพื่อศึกษาหรือบำเพ็ญเพียรสมาธิในสถานที่มืด ถือว่าได้รับอานิสงส์ ทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะได้ธรรมะจากกิจกรรมและได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ความทำคัญและคุณค่าทางสังคม จิตใจ วิถีการดำเนินชีวิตของชุมชน :พุทธศาสนิกชนได้มีโอกาสบำเพ็ญกุศลเป็นการพิเศษ เช่น การทำบุญตักบาตร หล่อเทียนพรรษา ถวายผ้าอาบน้ำฝน รักษาศิล เจริญภาวนา ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม งดเว้นอาบายมุข และมีโอกาสได้ฟังธรรมเทศนาตลอดเวลาเข้าพรรษาเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งการหล่อเทียนพรรษานั้นเป็นประเพณีที่สัมพันธ์ และเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมที่เป็นพุทธบัญญัติ คือ การเข้าพรรษา

ซึ่งพระพุทธเจ้าบัญญัติให้พระสงฆ์ต้องอยู่จำพรรษาตลอดเวลา ๓ เดือน ในช่วงฤดูฝน ต่อมาจึงมีการถวายสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการอยู่พรรษา เช่น ผ้าอาบน้ำฝน เทียนพรรษา รูปแบบ วิธีการของกิจกรรมประเพณี (ดั้งเดิม) แต่เดิมนั้นกิจกรรมมีเพียงแต่ชาวบ้านร่วมกันบริจาค เดิมเป็นการนำรังผึ้งมาต้มเอาขี้ผึ้งไปฟั่นเป็นเทียนนำไปถวายพระภิกษุ เอาเทียนเล่มเล็กๆ หลาย เล่ม มามัดรวมกันเป็นลำต้นคลายกับต้นกล้วย หรือลำไม้ไผ่ แล้วนำไปติดกับฐาน และจัดขบวนแห่ไปถวายพระที่วัด ซึ่งการมัดรวมกันแบบนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่นิยมเรียกกันว่า ต้นเทียน หรือต้นเทียนพรรษา ต่อมามีการตกแต่งต้นเทียนขึ้นโดยภูมิปัญญาชาวบ้าน ใช้ขี้ผึ้งลนไฟหรือตากแดดให้อ่อนแล้วปั้นเป็นรูปดอกดำดวนติดต้นเทียน หรือนำขี้ผึ้งไปต้มให้ละลาย แล้วนำผลมะละกอ หรือผลฟักทองนำมาแกะเป็นลวดลาย ใช้ไม้เสียบนำไปจุ่มในน้ำขี้ผึ้งแล้วนำไปจุ่มในน้ำเย็น แกะขี้ผึ้งออกจากแบบ ตัดและตกแต่งให้สวยงามนำไปติดที่ต้นเทียน ต่อมามีการทำแบบพิมพ์ลงปูนซีเมนต์ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ แล้วนำขี้ผึ้งที่อ่อนตัว ไปกดลงบนแม่พิมพ์ลยไทย นำไปติดกับลำต้นเทียน รูแบบ วิธีการของกิจกรรมประเพณี (ปรับประยุกต์)

ประเพณีแห่เทียนพรรษา ประเพณีเก่าแก่ในวันเข้าพรรษา

Cr/www.welovesuphan.com

ต่อมาจึงมีการแกะสลักลวดลายลงบนต้นเทียนอย่างสวยงาม และในส่วนของฐานมีการสร้างหุ่นแสดงเรื่องราวทางศาสนา ซึ่งต่อมาทำให้เกิดการแยกประเภทต้นเทียนออกเป็น ๒ ประเภท คือ ประเภทพิมพ์ (ตามแบบเดิม) และประเภทแกะสลัก ส่วนการจัดขบวนแห่จะนำของพื้นเมือง เช่น เครื่องแต่งกายขบวนฟ้อนรำจะใช้ผ้าเมืองเป็นหลัก การฟ้อนรำ “ระบำอัปสรา” ซึ่งเป็นการฟ้อนรำด้วยศิลปะพื้นบ้านที่งดงาม อีกทั้งในขบวนแห่เทียนพรรษา จะมีการขับร้องที่สนุกสนานเร้าใจ

ประเพณีแห่เทียนพรรษา

Cr/www.welovesuphan.com

ที่มา: วัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ นางสาววาสนา ไชยพรรณา , www.welovesuphan.com




บทความที่เกี่ยวข้อง

วิธีการเลี้ยงปูนา สำหรับมือใหม่หัดเลี้ยง

วิธีการเลี้ยงปูนา สำหรับมือใหม่หัดเลี้ยง

วิธีการเลี้ยงปูนา

วิธีการเลี้ยงปูนา


“ปูนา” (Rice-field crabs) เป็นสัตว์น้ำจืดที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตชาวนาไทยมาช้านาน ไม่เพียงเป็นแหล่งอาหาร ปูนายังมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ การแพทย์ และวัฒนธรรม แต่ด้วยวิถีการทำนาที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ปริมาณปูนาลดลง จนต้องนำเข้าปูนาจากประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันได้เกิดการส่งเสริมให้เกษตรกรไทยเลี้ยงปูนาเป็นอาชีพเสริม ซึ่งไม่เพียงสร้างรายได้หากยังช่วยอนุรักษ์ปูนาให้อยู่คู่กับสังคมไทย การเริ่มต้นเลี้ยงปูนาเกษตรกรจำเป็นต้องมีความรู้และเข้าใจชีววิทยาและวิถีชีวิตของปูนาและควรทดลองเลี้ยงในบ่อพลาสติก หรือบ่อซีเมนต์ สังเกตพฤติกรรมและทำความเข้าใจปูนาก่อนขยายการเลี้ยง



ในประเทศไทยพบสายพันธุ์ปูนาหลากหลายชนิดตามแต่ละภูมิภาคเช่น ภาคกลาง กลุ่มปูนา Sayamia sp. ถิ่นกำเนิดที่ราบลุ่มภาคกลางสายพันธุ์กำแพงเพชร Sayamia germaini (Rathbun, 1902) สายพันธุ์สมเด็จพระเทพฯ Sayamia bangkokensis (Naiyanetr, 1982)ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มปูนาสกุล Esanthelphusa sp. (Ng & Naiyanetr, 1993 (อีสานเทลพูซา) เป็นพันธุ์พื้นเมืองของภาคอีสาน เช่น สายพันธุ์สุรินทร์ สายพันธุ์เมืองบัว สายพันธุ์บ้านสำโรง เป็นต้น

ทำความรู้จัก ปูนา ก่อนลงมือเลี้ยง

วิธีการเลี้ยงปูนา สำหรับมือใหม่หัดเลี้ยงวิธีการเลี้ยงปูนา สำหรับมือใหม่หัดเลี้ยง

 

“ส่วนท้อง มีกระดองหุ้มลำตัวที่กระดองมีลักษณะเป็นรูปไข่ มีสีน้ำตาลดำ สีน้ำตาลอมแดง หรือน้ำตาลม่วง”

 

รูปแบบการเลี้ยงปูนา

  1. เลี้ยงปูนาในบ่อชีเมนต์


    การเลี้ยงปูนาในบ่อซีเมนต์นั้นมีข้อดีคือ ดูแลง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบน้ำ อาหาร รวมทั้งใช้พื้นที่น้อย โดยการนำวงบ่อปูนมาตั้ง แนะนำให้ตั้งในที่ร่ม เพราะปูไม่ชอบอากาศร้อน แล้วต่อท่อระบายน้ำออกด้านล่าง เทปูนปิดที่ฐานบ่อ ปล่อยทิ้งไว้ 3 วันรอให้ปูนเซ็ตตัวและแห้งสนิทในการทำบ่อซีเมนต์สำหรับเลี้ยงปูนาแล้วแต่ความสะดวกของเกษตร โดยส่วนใหญ่แล้วนิยมทำขนาด 2×3 เมตรจะทำเป็นแบบเทพื้นปูน หรือจะเลี้ยงแบบพื้นดินก็ได้ แต่แนะนำให้ทำแบบพื้นปูนแล้วใส่ดินหน้าประมาณ 20 – 30เชนติเมตร เพื่อให้ปูได้ขุดรู โดยการใส่ดินเข้าไปในบ่อนั้น เทดินแบบลาดเอียง อีกข้างหนึ่งมีน้ำ เลียนแบบบ่อธรรมชาตินั่นเอง หรือจะเทดินทั้งหมด แล้วใส่น้ำในกะละมังก็ได้ แล้วแต่สะดวกปลูกพืชพรรณไม้น้ำเพื่อให้เป็นแหล่งอาศัยและเป็นแหล่งอาหารของปูนา อาทิ ผักบุ้ง ผักตบชวา ทำการต่อสปริงเกอร์ หรือ ถ้าไม่มีก็สามารถใช้สายยางธรรมดาเตรียมไว้คอยฉีดน้ำให้บ่อชุ่มชื่นอยู่เสมอ หาเศษไม้ขอนไม้ หรือทางมะพร้าวมาวางในบ่อ เพื่อให้ปูได้อยู่อาศัยหลบซ่อน จากนั้นเราก็ปล่อยปูนาลงเลี้ยง(หาได้จากธรรมชาติหรือซื้อมาก็ได้) 1 กิโลกรัม/ 1 บ่อ (อัตราส่วนปูตัวผู้และตัวเมียอย่างละเท่าๆกัน)

  2. เลี้ยงปูนาในบ่อดิน

    สำหรับขั้นตอนการเลี้ยงปูนาในบ่อดิน ค่าใช้จ่ายจะมากกว่าการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์และก็ต้องมีพื้นที่เพื่อที่จะขุดบ่อเพราะพื้นที่ในการเลี้ยงปูนาแบบบ่อดินนั้น ต้องมีอวนมุ้งตาถี่ล้อมรอบบ่อเพื่อป้องกันปูนาไต่หนี แต่ข้อสำคัญของบ่อเลี้ยงปูนาแบบในบ่อดินคือ ประมาณ 3 ใน 4 ของพื้นที่ของบ่อดินควรเป็นดินสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อให้ปูนาได้ขุดรูอยู่ด้วย ส่วนที่เป็นพื้นที่ดินนี้จะลาดเข้าหาอีกส่วนหนึ่งที่เป็นน้ำตามความเหมาะสม

    วิธีการเลี้ยงปูนา

    ที่มา | www.thairath.co.th

    แต่หากท่านใดมีบ่อเก่าที่เคยใช้งานมาก่อนแล้วเช่นเคยขุดบ่อเลี้ยงกบหรือเลี้ยงปลาก่อนหน้านั้นก็สามารถนำกลับมาเลี้ยงปูนาได้โดยไม่ต้องขุดบ่อใหม่ จัดการบ่อให้มีสภาพแวดล้อมเลียนแบบธรรมชาติมากที่สุด เช่นปลูกข้าว,ผักบุ้ง,หญ้า,จอกแหน,สาหร่าย ปูนาจะได้มีแหล่งอาหารทางธรรมชาติและก็จะได้เป็นที่หลบซ่อนของปูได้อีกด้วย

การเพาะพันธุ์ปูนา

ปูนาสามารถนำมาเพาะในโรงเพะฟักเพื่อผลิตลูกปูวัยอ่อนได้เช่นเดียวกับปูม้า หรือปูทะเล บ่อที่ใช้จะเป็นบ่อชีเมนต์ ถังพลาสติก หรือ ตู้กระจก ก็ได้ ขนาดของบ่อก็ไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการจัดการของแต่ละท่าน

เทคนิคผสมพันธุ์ เพิ่มผลผลิตปูนา

  • เลือกตำแหน่งที่ตั้งของบ่อพ่อ – แม่พันธุ์ ในบริเวณที่ไม่มีเสียงรบกวนงดให้อาหารและเปลี่ยนถ่ายน้ำให้ใสที่สุดก่อนนำพ่อแม่พันธุ์ปู่ไว้ในบ่อเดียวกัน ในอัตราส่วน ปูตัวผู้ 2 ตัว/ตัวเมีย 10 ตัว การผสมพันธุ์ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง หลังจากนั้นจับแม่ปูออกจากบ่อ
  • จำลองบรรยากาศให้เหมือนช่วงฤดูฝน ใช้วัสดุรักษาสมดุลระดับความชื้น เช่น สังกะสี ใบตาล ใบมะพร้าว โดยมีส่วนดิน ส่วนน้ำ และพันธุ์พืช จำลองธรรมชาติด้วยเทคโนโลยี ติดเครื่องพ่นหมอก เครื่องทำความชื้นติดหัวสปริงน้ำ ติดลำโพงเสียงเลียนแบบเหตุการณ์ ในธรรมชาติของฤดูฝน (เสียงฝนตก ฟ้าร้อง กบเขียด จิ้งหรีด เป็นต้น)

พ่อแม่พันธุ์ปูนา

พ่อแม่พันธุ์ ในระยะแรกก็คงต้องรวบรวมจากธรรมชาติ จะเริ่มเพาะจากพ่อแม่พันธุ์ก็ได้ หรือจะใช้แม่ปูที่มีไข่ที่จับปิ้งและมีลูกปูวัยอ่อนที่ติดกระดองอยู่แล้วมา อนุบาล ก็จะประหยัดเวลาและต้นทุนในการผลิตได้มาก

การอนุบาลลูกปู

ในช่วง 15 วันแรก ควรให้ ไรแดง หนอนแดง เทา หรือไข่ตุ๋น กินเป็นอาหาร หลังจากนั้นควรให้ปลาหรือกุ้งสับอาหารเม็ดที่ใช้เลี้ยงลูกปลาดุกก็ใช้ได้ เมื่อมีอายุประมาณ30วันก็สามารถนำไปปล่อยเลี้ยงในบ่อดินหรือบ่อซีเมนต์เพื่อให้มีขนาดโตเต็มวัยได้ความหนาแน่นที่ปล่อยเลี้ยง ลูกปูในระยะนี้ควรปล่อยเลี้ยงในปริมาณ 10,000 ตัว/เนื้อที่1 ตารางเมตร

การเจริญเติบโต

ปูนามีการเจริญเติบโตโดยการลอกคราบเช่นเดียวกับปูชนิดอื่น ๆ หลังจากฟักเป็นตัวแล้วปูนาจะลอกคราบ ประมาณ 13-15 ครั้งก็จะโตเป็นปูเต็มวัย ได้ขนาดตามที่ตลาดการ ต้องใช้เวลาประมาณ 6-8 เดือน

การลอกคราบ

ปู่ที่จะลอกคราบสังเกตได้จากรอยต่อทางส่วนท้ายของกระดองจะกว้างมากกว่าปกติ เมื่อใกล้จะลอกคราบปูจะนิ่งและเหยียดขาออกไปทั้งสองข้าง จากนั้นรอยต่อทางส่วนท้ายของกระดองก็จะเปิดออก ส่วนท้ายพร้อมกับขาเดินคู่สุดท้ายจะออกมาก่อน ขาคู่ถัดมาจะค่อย ๆ โผล่ออกมาตามลำดับ ส่วนก้ามคู่แรกจะโผล่ออกมาเป็นอันดับสุดท้ายระยะเวลาที่ใช้เวลาลอกคราบทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมง




ศัตรูที่ต้องระวังสำหรับปูนา

นกกระปูด นกแสก หนูนาและพังพอนแมงมุม (ช่วงปูวัยอ่อน)มดคันไฟหรือมดแดง (ช่วงปูลอกคราบ) หรือ เลี้ยงแบบน้ำปนดิน

ปรสิตในปูนา ทั้พาสีไปไผัและบปริงชันทนุดผู้เลี้ยงปูต้องเข้าโจวงจรชีวิตปรสิตของปู เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงการนำสิ่งต่างๆ ที่อาจเป็นพาหะให้ปรสิตอยู่ในตัวปู เฝ้าระวังป้องกันโรคติดต่อจากปรสิตในปู เพื่อลดความเสี่ยงการติดต่อถึงคน รับประทานปูนาแบบปรุงสุก

การขนส่งปูนา

  • ปูพ่อแม่พันธุ์ บรรจุปูแต่ละตัวลงกล่องพลาสติกใสแบบกลมหรือสี่เหลี่ยมขนาดพอดีกับตัวปู ปิดฝาด้วยเทปใส เจาะรูระบายอากาศ นำกล่องพลาสติกวางรวมในกล่องโฟมที่เจาะรูระบายอากาศ โดยรอบและภายในมีกันกระแทกขนาดพอดีกับจำนวนกล่องปู ปิดฝาด้วยเทปกาวที่แข็งแรง
  • ปูสด จำหน่ายที่ตลาด ถ้าต้องให้มีชีวิตสดนาน ไม่ควรล้างดินออกก่อนวางใบไม้คละปนกับปูเพื่อช่วยยืดอายุปู ถ้าในฤดูหนาวควรเพิ่มฟางปกคลุม
  • ปูเพื่อบริโภค ขนส่งปูทางไกล ใช้วิธีน็อคในถังแช่แข็งและจัดส่งผ่านรถห้องเย็นของบริษัทขนส่ง

ราคาขายปูนาสดในตลาด

  • ฤดูฝน 40-60 บาท/กก.
  • ฤดูแล้ง 60-120 บาท/กก.
  • ปูนาเลี้ยงแบบอินทรีย์ คัดเกรดขนาดตัวใหญ่ 150-200 บาท/กก.
  • ปูพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ 50-100 บาท/คู่

ข้อมูลโดย

  • ผศ.ดร.นิภาศักดิ์ คงงาม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
  • โครงการการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงปูนาในระดับชุมชน 2563
  • โครงการการพัฒนชุมชนเขตทุ่งกุลาร้องไห้ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม
  • สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) 111 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถพหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทรศัพท์ 0 2564 7000 โทรสาร 0 2564 7004 อีเมล agritec@nstda.or.th www.nstda.or.th/agritec

บทความอื่นที่น่าสนใจ

สืบสาน ประเพณีบุญบั้งไฟ ตำนานพระยาคันคาก พญาแถน

สืบสาน ประเพณีบุญบั้งไฟ ตำนานพระยาคันคาก พญาแถน ของชาวอีสานบ้านเฮา

ประเพณีบุญบั้งไฟ

ประวัติความเป็นมาของบุญบั้งไฟ

ประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นประเพณีหนึ่งของภาคอีสานของไทยรวมไปถึงลาวโดยมีตำนานมาจาก นิทาน พื้นบ้านของภาคอีสานเรื่องพระยาคันคาก เรื่องผาแดงนางไอ่ ซึ่งในนิทางพื้นบ้านดังกล่าวได้กล่าวถึง การที่ชาวบ้านได้จัดงาน บุญบั้งไฟ ขึ้นเพื่อเป็นการบูชา พระยาแถน หรือเทพวัสสกาลเทพบุตร ซึ่ง ชาวบ้านมีความเชื่อว่า พระยาแถนมีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล และมีความชื่นชอบไฟเป็นอย่างมาก หากหมู่บ้านใดไม่จัดทำการจัดงานบุญบั้งไฟบูชาฝนก็จะไม่ตกถูกต้องตามฤดูกาล อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติกับหมู่บ้านได้ ช่วงเวลาของประเพณี บุญบั้งไฟ คือเดือนหกหรือพฤษภาคมของทุกปี ที่มา : wikipedia




ความเชื่อของชาวบ้านกับ ประเพณีบุญบั้งไฟ

ชาวบ้านเชื่อว่ามีโลกมนุษย์ โลก เทวดา และโลกเทวดา มนุษย์อยู่ใต้อิทธิพลของเทวดา การรำผีฟ้าเป็นตัวอย่างที่แสดงออกทางด้านการนับถือเทวดา และเรียกเทวดาว่า “ แถน” เมื่อถือว่ามีแถนก็ถือว่า ฝน ฟ้า ลม เป็นอิทธิพลของแถน หากทำให้แถนโปรดปราน มนุษย์ก็จะมีความสุข ดังนั้น จึงมีพิธีบูชาแถน การจุดบั้งไฟก็อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่แสดงความเคารพหรือส่งสัญญาณความภักดีไปยังแถนชาวอีสานจำนวนมากเชื่อว่าการจุดบั้งไฟเป็นการขอฝนจากพญาแถน และมีนิทานปรัมปราเช่นนี้อยู่ทั่วไป แต่ความเชื่อนี้ยังไม่พบหลักฐานที่แน่นอน นอกจากนี้ในวรรณกรรมอีสานยังมีความเชื่ออย่างหนึ่งคือ เรื่องพญาคันคาก หรือคางคก พญาคันคากได้รบกับพญาแถนจนชนะแล้วให้พญาแถนบันดาลฝนลงมาตกยังโลกมนุษย์

คำว่า “ บั้งไฟ” ในภาษาถิ่นอีสานมักจะสับสนกับคำว่า “ บ้องไฟ” แต่ที่ถูกนั้นควรเรียกว่า “บั้งไฟ” ดังที่ เจริญชัย ดงไพโรจน์ ได้อธิบายความแตกต่างของคำทั้งสองไว้ว่า บั้งหมายถึง สิ่งที่เป็นกระบอก เช่น บั้งทิง สำหรับใส่น้ำดื่ม หรือบั้งข้าวหลาม เป็นต้น

ส่วนคำว่า บ้อง หมายถึง สิ่งของใดๆ ก็ได้ที่มี 2 ชิ้น มาสวมหรือประกอบเข้ากันได้ส่วนนอกเรียกว่า บ้อง ส่วนในหรือสิ่งที่เอาไปสอดใสจะเป็นสิ่งใดก็ได้ เช่น บ้องมีด บ้องขวาน บ้องเสียมบ้องวัว บ้องควาย ดังนั้น คำว่า บั้งไฟ ในภาษาถิ่นอีสานจึงเรียกว่า บั้งไฟ ซึ่งหมายถึงดอกไม้ไฟชนิดหนึ่งมีหางยาวเอาดินประสิวมาคั่วกับถ่านไม้ตำให้เข้ากันจนละเอียดเรียกว่า หมื่อ (ดินปืน) และเอาหมื่อนั้นใส่กระบอกไม้ไผ่ตำให้แน่นเจาะรูตอนท้ายของบั้งไฟ เอาไผ่ท่อนอื่นมัดติดกับกระบอกให้ใส่หมื่อโดยรอบ เอาไม้ไผ่ยาวลำหนึ่งมามัดประกบต่อออกไปเป็นหางยาว สำหรับใช้ถ่วงหัวให้สมดุลกัน เรียกว่า “ บั้งไฟ” ในทัศนะของผู้วิจัย บั้งไฟ คือการนำเอากระบอกไม้ไผ่ เลาเหล็กท่อเอสลอน หรือเลาไม้อย่างใดอย่างหนึ่งมาบรรจุหมื่อ (ดินปืน) ตามอัตราส่วนที่ช่างกำหนดไว้แล้วประกอบท่อนหัวและท่อนหางเป็นรูปต่างๆ ตามที่ต้องการ เพื่อนำไปจุดพุ่งขึ้นสู่อากาศ จะมีควันและเสียงดัง บั้งไฟ มีหลายประเภท ตามจุดมุ่งหมายของประโยชน์ในการใช้สอย

ส่วนประกอบของบั้งไฟ

  • เลาบั้งไฟ เลาบั้งไฟ คือส่วนประกิบที่ทำหน้าที่บรรจุดินปืน มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกกลมยาวมีความยาวประมาณ 1.5 – 7 เมตร ทำด้วยลำไม้ไผ่เล้วใช้ร้วไม้ไผ่ (ตอก) ปิดเป็นเกลียวเชือกพันรอบเลาบั้งไฟอีกครั้งหนึ่งให้แน่น และใช้ดินปืนที่ชาวบ้านเรียกว่า “หมือ” อัดให้แน่นลงไปในเลาบั้งไฟด้วยวิธีใช้สากตำแล้วเจาะรูสายชนวน เสร็จแล้วนำเลาบั้งไฟ ไปมัดเข้ากับส่วนหางบั้งไฟในสมัดต่อมานิยมนำวัสดุอื่นมาใช้เป็นเลาบั้งไฟแทนไม้ไผ่ ได้แก่ ท่อเหล็ก ท่อพลาสติก เป็นต้น เรียกว่าเลาเหล็กซึ่งสามารถอัดดินปืนได้แน่นและมีประสิทธิภาพในการยิงได้สูงกว่า
  • หางบั้งไฟ หางบั้งไฟถือเป็นส่วนสำคัญทำหน้าที่คล้ายหางเสือ ของเรือคือสร้างความสมดุลให้กับบั้งไฟคอยบังคับทิศทางบั้งไฟให้ยิงขึ้นไปในทิศทางตรงและสูง บั้งไฟแบบเดิมนั้น ทำจากไม้ไผ่ทั้งลำต่อมาพัฒนาเป็นหางท่อนเหล็กและหางท่อนไม้ไผ่ติดกันหางท่อนเหล็กมีลักษณะเป็นท่อนกลมทรงกระบอกมีความยาวประมาณ 8-12 เมตร ทำหน้าท่เป็นคานงัดยกลำตัวบั้งไฟชูโด่งชี้เอียงไปข้างหน้าทำมุมประมาณ 30-40 องศากับพื้นดิน โดยบั้งไฟจะยื่นไปข้างหน้ายาวประมาณ 7-8 เมตรปลายหางด้านหนึ่งตั้งอยู่บนฐานที่ตั้งบั้งไฟ
  • ลูกบั้งไฟ เป็นลำไม้ไผ่ที่นำมาประกอบเลาบั้งไฟโดยมัดรอบลำบั้งไฟบั้งไฟลำหนึ่งจะประกอบด้วยลูกบั้งไฟประมาณ 8-15 ลูก ขึ้นอยู่กับขนาดของบั้งไฟเดิมลูกบั้งไฟมีแปดลูกมีชื่อเรียกเรียงตามลำดับคู่ขนาดใหญ่ไปหาคู่ที่มีขนาดเล็กกว่าได้แก่ ลูกโอ้ ลูกกลางลูกนางและลูกก้อย ลูกบั้งไฟช่วยให้รูปทรงของบั้งไฟกลมเรียวสวยงาม นอกจากนี้ลูกบั้งไฟยังเป็นพื้นผิวรองรับการเอ้หรือการตกแต่งลวดลายปะติดกระดาษ
ประเพณีบุญบั้งไฟ

eerapong worranam / Shutterstock.com

ประเภทของบั้งไฟ

  • บั้งไฟโหวด
    บั้งไฟโบดหรือโหวดเป็นบั้งไฟขนาดเล็กตัวกระบอกจะยาวขึ้น ประมาณ 4-10 นิ้ว บรรจุหมื่อหนักประมาณ 1 ส่วน 8 ถึง 1 ส่วน 2 กิโลกรัม ใช้หางยาวประมาณ 1-4 เมตร มีกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ มัดวางรอบตัวบั้งไฟ นิยมทำประกอบกันในบั้งไฟใหญ่ (บั้งไฟหมื่น, บั้งไฟแสน) ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมทำ เพราะไม่มีช่าง
  • บั้งไฟม้า
    บั้งไฟชนิดนี้เป็นบั้งไฟขนาดเล็กจุดไปตามทิศทางที่กำหนดใช้เส้นลวดเป็นวิถีตรึงไปยังเป้าหมายที่ต้องการ ลักษณะทั่วไปเป็นบั้งไฟที่ทำจากกระบอกไม้ไผ่ 1 ปล้อง ขนาดแล้วแต่ต้องการ โดยทั่วไปเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว ยาวประมาณ 1 ฟุตทางภาคกลางและภาคอีสานเรียกว่า “ ลูกหนู” คล้ายม้าที่กำลังวิ่ง ถ้าติดรูปอะไรก็เรียกชื่อไปตามนั้น เป็นคนขี่ม้า รูปวัว แล้วแต่จะทำรูปอะไร บางครั้งภาคเหนือเรียกว่า บอกไฟยิง
  • บั้งไฟช้าง
    บั้งไฟชนิดนี้ไม่มีหาง มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่ากระโพกหรือตะโพก เวลาจุดไม่ต้องกาให้พุ่งขึ้นไปแต่ต้องการมีเสียงร้องคล้ายกับช้างร้อง วิธีทำบั้งไฟให้ใช้กระบอกไม้ไผ่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

    ยาวเพียงป้องเดียวให้มีข้อปิดทั้ง 2 ด้าน ทุบไม้ไผ่ให้แตกเล็กน้อย เจาะรู เพื่อบรรจุหมื่อแล้วต่อชนวนเข้ารูแท่งหมื่อทำจากหมื่อถ่าน 3-4 อัดลงในไม้ไผ่ขนาดเล็กให้แน่นแล้วผ่าเอาแท่งหมื่อออกมาคล้ายข้าวหลาม ให้ได้แท่งประมาณ 3 นิ้ว การจุดนั้นนิยมต่อพ่วงชนวนบั้งไฟใหญ่เวลาจุดชนวนผ่าจะเกิดเสียงดังเหมือนเสียงช้างร้อง นิยมวางต่อกันเป็นช่วงๆ กระบอก
    ถ้าต้องการจะให้มีเสียงดังอย่างไรก็จะมีเทคนิคในการทำให้เกิดเสียงนั้นๆ
  • บั้งไฟแสน
    บั้งไฟชนิดนี้เป็นบั้งไฟขนาดใหญ่ที่สุด บรรจุดินปืนหนัก 120 กิโลกรัมขึ้นไปบั้งไฟขนาดนี้ทำยากที่สุดจะต้องอาศัยความชำนาญเป็นพิเศษ เพราะบั้งไฟขนาดนี้หากแตกแล้วจะเป็นอันตรายมาก เพราะฉะนั้นก่อนทำบั้งไฟจะต้องมีพิธีกรรมบวงสรวงให้ถูกต้องตามหลักการทำบั้งไฟแสนเสียก่อนจึงจะลงมือทำเมื่อตกบั้งไฟเสร็จเรียบร้อยแล้วจะมีการตกแต่งประดับประดาบั้งไฟ
  • บั้งไฟตะไล
    บั้งไฟชนิดนี้ก็คือบั้งไฟจินายขนาดใหญ่นั่นเอง มีความยาวประมาณ 9-12 นิ้วรูปร่างกลมมีไม้บางๆ แบนๆ เป็นวงกลมครอบหัวท้ายบั้งไฟเมื่อพุ่งขึ้นสู่ฟ้าไปโดยทางขวาง
  • บั้งไฟตื้อ
    บั้งไฟตื้อหรือบั้งไฟกระแตนั่งตอ เป็นบั้งไฟขนาดเล็กมีหางสั้น วิธีทำ ตัดกระบอกไม้ไผ่ขนาด 1 นิ้วครึ่งยาวประมาณ 3 นิ้ว อัดหมื่อให้แน่นประมาณ 2 นิ้ว ใช้หมื่อถ่านสามหรือถ่านสี่อัดด้วยเถียดไม้ให้แน่นต่อหางซึ่งทำจากไม้ไผ่ เหลาเป็นแท่งเล็กๆ ใช้เลื่อยตัดมุมข้อออกจนเห็นหมื่อ เจาะให้เป็นรูเล็กๆ แล้วติดชนวน เวลาจะจุดเอาหางเสียบลงในแท่นที่ตั้งพอให้ตั้งได้ จุดชนวนจากด้านบนบั้งไฟจะพุ่งและหมุนขึ้นสู่อากาศ เกิดเสียงดังตือๆ เวลาหมุนจะไม่ค่อยมีทิศทาง ใช้จุดในงานศพเวลาจุดมีอันตรายมากไม่ค่อยนิยมทำกัน
  • บั้งไฟพลุ
    บั้งไฟพลุ เป็นบั้งไฟที่นิยมจุดในเทศกาลต่างๆ เช่น งาน กฐิน งานบุญมหาชาติ หรือ งานเปิดกีฬา ฯลฯ เป็นบั้งไฟที่จุดแล้วทำให้เกิดเสียงดัง ในอดีตนิยมจุดในงานกฐิน เพื่อเป็นการบอก ข่าว ไปยังพี่น้องประชาชนทั่วไปให้ทราบ
ประเพณีบุญบั้งไฟ

Warinezz / Shutterstock.com

บุญบั้งไฟ นิยมทำกันในเดือนหก ถือเป็นประเพณีสำคัญที่จะขาดไม่ได้ เพราะตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบันชาวอีสานมีความเชื่อว่า ถ้าปีใดไม่จัดงานบุญบั้งไฟ ฟ้าฝนก็จะไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดความแห้งแล้งไม่มีน้ำทำนา แต่ถ้าปีใดจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ ฟ้าฝนก็จะตกต้องตามฤดูกาล เกิดความอุดมสมบูรณ์ปราศจาก โรคภัย งานบุญบั้งไฟจึงถือเป็นงานประเพณี ประจำปีที่สำคัญของชาวอีสานพอใกล้ถึงวันงานชาวอีสานไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะกลับบ้านไปร่วมงานบุญบั้งไฟ ซึ่งเป็นงานที่สร้างความรักความสามัคคีของคนท้องถิ่นเป็นอย่างดี

http://www.dmc.tv/pages/scoop /ประเพณีบุญบั้งไฟ-ประวัติความเป็นมาบุญบั้งไฟ.html, www.kasetbanna.com




บทความที่เกี่ยวข้อง