การเพาะเลี้ยงปลาตะเพียน

การเพาะเลี้ยงปลาตะเพียน

การเพาะเลี้ยงปลาตะเพียน

ปลาตะเพียนขาว หรือ ที่เรียกติดปากกันสั้น ๆ ว่า “ปลาตะเพียน” ภาคอีสาน เรียกว่า “ปลาปาก” เป็นปลาพื้นเมืองของไทย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Barbonymus gonionotus สำหรับในประเทศไทย เชื่อกันว่าปลาชนิดนี้มีอยู่คู่กับ แม่น้ำ บึงลำคลอง หนอง ในแถบภูมิภาคสวนนี้มานานหนักหนาแล้ว นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยหรืออาจจะก่อนกว่านั้น



ปลาตะเพียน หรือตะเพียนขาว เป็นปลาที่สามารถนำมาเลี้ยงและเพาะขยายพันธุ์ได้ง่าย จึงเป็นปลาพื้นเมืองที่ได้รับการคัดเลือก ให้ส่งเสริมในการเพาะเลี้ยงอีกชนิดหนึ่ง การเพาะเลี้ยงปลาตะเพียนนั้น ได้ดำเนินการเป็นครั้งแรก ก่อนปี พ.ศ.2503 ที่สถานีประมง (บึงบอระเพ็ด) นครสวรรค์ ต่อมาการเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้ ได้รับการพัฒนา ทั้งวิธีเลียนแบบธรมชาติและผสมเทียม ซึ่งสามารถเผยแพร่และจำหน่ายอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

นิสัยการกินอาหารของ ปลาตะเพียน

นิสัยการกินอาการ กล่าวกันว่าลูกปลาตะเพียน วัยอ่อน กินสาหร่ายเซลล์เดียวและแพลงก์ตอนขนาดเล็ก ส่วนพวกปลาขนาด 3 – 5 นิ้ว กินพวกพืชน้ำ เช่น แหนเป็ด สาหร่ายพุงชะโด ผักบุ้งสำหรับปลาขนาดใหญ่สามารถกินใบพืชบก เช่น ใบมันเทศ ใบมันสำปะหลัง หญ้าขน ๆลๆ พบว่าปลาตะเพียนหาอาหารกินในเวลากลางวันมากกว่ากลางคืน

การเพาะพันธุ์ ปลาตะเพียน

ในการเพาะพันธุ์ปลาตะเพียนควรเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เอง บ่อขุนเลี้ยงพ่อแม่พันธ์ ควรเป็นบ่อดินขนาดประมาณ 400 ตารางเมตร ถึง 1 ไร่ โดยปล่อย ปลาเพศผู้เพศเมีย แยกบ่อกันในอัตราประมาณ 800 ตัว/ไร่ ให้ผักต่างๆ หรือ อาหารผสมในอัตราประมาณร้อยละ 3 ของน้ำหนักตัว การเลี้ยงพ่อแม่ปลา อาจจะเริ่มในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน โดยคัดปลาอายุประมาณ 8 เดือน แยกเพศและปล่อยลงบ่อ เมื่ออากาศเริ่มอุ่นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ควรตรวจ สอบพ่อแม่ปลา ถ้าอ้วนเกินไปก็ต้องลดอาหาร หากผอมเกินไปก็ต้องเร่งอาหาร ทั้งนี้ควรจะถ่ายน้ำบ่อยๆ เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของไข่และน้ำเชื้อ การเพาะพันธุ์ จะเริ่มได้ประมาณเดือนมีนาคมถึงกันยายน โดยพ่อแม่พันธุ์จะพร้อมที่สุด ในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน

การคัดพ่อแม่พันธุ์ ปลาตะเพียน

ปลาเพศมียที่มีไข่แก่จัดจะมีท้องอูมโปงและนิ่ม ผนังท้องบาง ช่องเพศและช่องทวารค่อนข้างพองและยืน ส่วนปลาเพศผู้แทบจะไม่มีปัญหา เรื่องความพร้อมเนื่องจากสร้างน้ำเชื่อได้ดีเกือบตลอดปี

การผสมพันธุ์ การผสมพันธุ์ทำได้ 2 วิธี

1.ปล่อยให้พ่อแม่ปลาผสมพันธุ์กันเอง เมื่อฉีดฮอร์โมนเสร็จ ก็จะปล่อยพ่อแม่ปลาลง ในบ่อเพาะรวมกัน โดยใช้อัตราส่วนแม่ปลา 1 ตัว/ปลา เพศผู้ 2 ตัว บ่อเพาะควรมีพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 3 ตารางเมตร ลึกประมาณ 1 เมตร บ่อขนาดดังกล่าว จะปล่อยแม่ปลาได้ประมาณ 3 ตัว เพื่อความสะดวกในการแยกพ่อแม่ปลา ควรใช้อวนช่องตาห่าง ปูในบ่อไว้ชั้นหนึ่งก่อน แล้วจึงปล่อยพ่อแม่ปลาลงไป แม่ปลาจะวางไข่หลังการฉีดประมาณ 6 ชั่วโมง โดยจะไล่รัดกันจนน้ำแตกกระจาย เมื่อสังเกตว่าแม่ปลาวางไข่หมดแล้ว ก็ยกอวนที่ปูไว้ออก พ่อแม่ปลาจะติดมาโดยไข่ปลาลอดตาอวนลงไปรวมกันในบ่อ จากนั้นก็รวบรวมไข่ปลา ไปฟักในกรวยฟัก การผสมพันธุ์วิธีนี้มี ข้อดีในเรื่องคุณภาพของไข่ที่ได้ มักจะเป็นไข่ที่สุกพอดีนอกจากนั้นผู้เพาะยังไม่ต้องเสียเวลารอด้วย

2 วิธีการผสมเทียม หลังจากฉีดประมาณ 6-8 ชั่วโมง จะสามารถรีดไข่ปลาได้ โดยปลา จะมีอาการกระวนกระวายว่ายน้ำไปมารุนแรงผิดปกติ บางตัวอาจจะขึ้นมาฮุบ อากาศบริเวณผิวน้ำ เมื่อพบว่าปลามีอาการดังกล่าวก็ควรตรวจดูความพร้อม ของแม่ปลา โดยจับปลาหงายท้องขึ้นโดยตัวปลายังอยู่ในน้ำและบีบบริเวณใกล้ช่องเพศเบาๆ หากพบว่าไข่พุ่งออกมาอย่างง่ายดายก็นำแม่ปลามารีดไข่ได้ รีดไข่ลง ในภาชนะที่แห้งสนิท จากนั้นนำปลาตัวผู้มารีดน้ำเชื้อลงผสม ในอัตราส่วนของ ปลาตัวผู้ 1- 2 ตัว ต่อไข่ปลาจากแม่ไข่ 1 ตัว ใช้ขนไก่คนไข่กับน้ำเชื้อจนเข้ากันดี แล้วจึงเติมน้ำสะอาดเล็กน้อยพอท่วม จากนั้นจึงเดิมน้ำจนเต็มภาชนะถ่ายน้ำเป็นระยะๆ เพื่อล้างไข่ให้สะอาด ไข่จะค่อยๆ พองน้ำและขยายขนาดขึ้นจนพองต็มที่ภายในเวลา ประมาณ 20 นาที ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวต้องคอยถ่ายน้ำอยู่เสมอ เพื่อป้องกัน ไม่ให้ไข่บางสวนเสีย เมื่อไข่พองเต็มที่แล้วก็สามารถนำไปฟักในกรวยฟักได้



การอนุบาลลูกปลา

บ่อที่ใช้เป็นบ่อดินขนาดประมาณครึ่งไรถึงหนึ่งไร่ ความลึกประมาณ 1 เมตร ก่อนปล่อยลูกปลาต้องเตรียมบ่อให้ดีเพื่อกำจัดศัตรูและเพิ่มอาหารของลูกปลาในบ่อ การอนุบาลลูกปลาตะเพียนนี้ระดับน้ำในบ่ออนุบาลขณะเริ่มปล่อยลูกปลาควรอยู่ในระดับ 30-40 เซนติเมตร แล้วค่อยๆ เพิ่มระดับน้ำ สัปดาห์ละ 10 เซนติเมตร เพื่อรักษาคุณสมบัติน้ำ ส่วนการใส่ปุ๋ยนั้นหากวางแผนจะอนุบาลด้วยอาหารสมทบเพียงอย่างเดียวก็ไม่ต้องเติมปุ้ยในบ่อ การขนย้ายลูกปลาลงบ่อดินเมื่อย้ายลูกปลาลงบ่อดินแล้วให้อาหาร ซึ่งอาจใช้ไข่ต้มเอาแต่ไข่แดงนำไปละลายน้ำและกรองผ่านผ้าโอลอนแล้วสาดให้ทั่วบ่อ เมื่อลูกปลาโตขึ้น ในวันที่ 5 จะเริ่มลดอาหารไข่และให้รำละเอียด โดยค่อย ๆ โรยทีละน้อยรอบ 1 บ่อกะให้รำแผ่กระจายเป็นพื้นที่กว้างประมาณ 1 วา จากขอบบ่อ เพราะลูกปลาส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในบริเวณนี้

ปลาตะเพียน

เมื่ออนุบาลไปได้ประมาณ 2 สัปดาห์ลูกปลาจะเริ่มขึ้นมากินอาหารที่ผิวน้ำจะสังเกตการกินอาหารได้ง่ายขึ้นโดยจะโรยรำด้านเหนือลม รำจะค่อยๆลอยโปร่งตรงข้ามต้องคอยสังเกตว่าเศษรำ ที่ลอยมาติดขอบบ่อ มีมากน้อยเพียงใด ถ้ามีมาก ก็แสดงว่าให้อาหารมากเกินไป ต้องลดอาหารลงอาหารที่ให้ การให้รำอาจจะให้วันละ 3 – 4 ครั้ง ในระยะแรก ๆ และลดลงเหลือ 2 ครั้ง ในเวลาต่อมาโดยทั่วไปเมื่ออนุบาล ได้ 4-6 สัปดาห์ จะได้ลูกปลาขนาดประมาณ 1นิ้ว อัตรารอดประมาณร้อยละ 30-50%

การเลี้ยงปลาตะเพียน

ปลาตะเพียน สามารถเจริญเติบโตได้ดี ในแหล่งน้ำทั่วไป เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย กินพืชเป็นอาหารอาศัยอยู่ได้ดี ทั้งในแหล่งน้ำไหลและแหล่งน้ำนิ่ง การเลี้ยงปลาตะเพียนมีรูปแบบการเลี้ยง หลายลักษณะได้แก่ การเลี้ยงในบ่อดิน ในนาข้าว ในร่องสวนและการเลี้ยงปลาในกระชัง ส่วนมากนิยมเลี้ยงในบ่อดิน

  • บ่อเลี้ยง ควรเป็นบ่อขนาด 400 ตารางเมตร จนถึงขนาด 1 ไร่ หรือ มากกว่านั้น ความลึกของน้ำในบ่อควรให้ลึกกว่า 1 เมตรขึ้นไป ใช้เลี้ยงลูกปลา ที่มีขนาดยาว 5 – 7 เซนติเมตรขึ้นไป ในอัตราส่วน 3-4 ตัวต่อตารางเมตร หรือ 5,000 ตัวไร่

  • บ่อใหม่ หมายถึง บ่อที่เพิ่งขุดใหม่และจะเริ่มการเลี้ยงเป็นครั้งแรก บ่อในลักษณะเช่นนี้ ไม่ค่อยมีปัญหา เรื่องโรคพยาธิที่ตกค้างอยู่ในบ่อ เพียงแต่บ่อใหม่ จะมีอาหารธรมชาติอยู่น้อย หากภายในบ่อมีคุณสมบัติของดินและน้ำไม่เหมาะสมก็ต้องทำการปรับปรุง เช่น น้ำและดิน มีความเป็นกรดเป็นด่างต่ำกว่า 6.5 ก็ต้องใช้ปูนขาวช่วยในการปรับสภาพ โดยระบายน้ำเข้าให้มีระดับประมาณ 10 เซนติเมตร ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์จึงใส่ปุ้ยคอกหรือปุ้ยวิทยาศาสตร์จากนั้น ก็ระบายน้ำเข้าให้มีระดับประมาณ 50 เซนติเมตรทิ้งไว้อีก 5-7 วันจึงปล่อยน้ำ ให้ได้ระดับตามต้องการประมาณ 1- 1.5 มตร จึงปล่อยปลาลงเลี้ยง
  • บ่อเก่า หรือบ่อที่ผ่านการเลี้ยงมาแล้ว หลังจากจับปลาแล้วทำการสูบน้ำออกให้แห้ง ทิ้งไว้ไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน จากนั้นใส่ปูนขาวฆ่าเชื้อโรคและพยาธิ พร้อมทั้งปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของก้นบ่อ แต่ถ้าเป็นบ่อที่มีเลนอยู่มาก ควรทำการลอกเลนขึ้นก่อนแล้วจึงค่อยใส่ปูนขาว จากนั้นตากบ่อทิ้งไว้อีก 7 วันแล้วจึงปฏิบัติเหมือนกับบ่อใหม่ แต่ถ้าไม่สามารถสูบน้ำให้แห้งได้จำเป็นต้องกำจัด ศัตรูปลาให้หมดเสียก่อนศัตรูของปลาตะเพียน ได้แก่ พวกปลากินเนื้อ เช่น ปลาช่อน ปลาดุก กบ เขียด และงู ควรใช้โล่ ติ๊นสด 1กิโลกรัมต่อปริมาณน้ำ 100 ลูกบาศก์เมตร วิธีใช้คือทุบหรือบดโล่ติ๊นให้ละเอียดนำลงแช่น้ำลึก 1 หรือ 2 ปีบขยำโลติ๊นเพื่อให้น้ำสีขาวออกมาหลายๆ ครั้งจนหมดแล้วนำลงไปสาดให้ทั่วบ่อ ศัตรูพวกปลาดังกล่าวก็จะตายลอยขึ้นมา ต้องเก็บออกทิ้ง อย่าปล่อยให้เน่าอยู่ในบ่อ ก่อนที่จะปล่อยปลาลงเลี้ยง ควรทิ้งระยะไว้ประมาณ 10 วัน เพื่อให้ฤทธิ์ของโล่ติ๊นสลายตัวเสียก่อน ส่วนน้ำที่จะระบายเข้ามาใหม่ ควรใช้ตะแกรง กรองเอาเศษต่างๆ และปลาอื่นๆ ไม่ให้เข้ามาในบ่อได้

การใส่ปุ๋ยในบ่อเลี้ยงปลา

อัตราการใส่ปุ๋ยคอกที่นิยมใช้กันส่วนใหญ่ อยู่ในระดับ 150-200 กิโลกรัม /ไร่ ใส่ทุก ๆช่วง 2 – 3 เดือน ปริมาณแตกต่างกันไปตามสภาพของบ่อ และความหนาแน่นของปลาที่เลี้ยง สำหรับอัตราการใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ก็จะ แตกต่างกันไปตามชนิดของปุ๋ยคือ ปุ๋ยฟอสเฟต เป็นที่นิยมใช้กันมากที่สุด พอสรุปได้ว่าควรใช้ประมาณ 25 – 30 กิโลกรัมต่อ 6 ไร่ ทุกๆ 6 เดือน ปุ๋ยไนโตรเจน อัตราการใช้ไม่ค่อยแน่นอนแตกต่างกันไปแต่ละท้องถิ่น เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียเหลว มีไนโตรเจนอยู่ 20 เปอร์เซ็นต์ ใช้ 150 ลิตรต่อ 6 ไร่

การเลี้ยงปลาตะเพียนในบ่อดิน

บ่อที่เหมาะสมควรมีขนาดเนื้อที่ที่ผิวน้ำ มากกว่า 400 ตารางเมตร ขึ้นไป ลึกประมาณ 1- 1.5 เมตร หลังจากเตรียมบ่อ ดังได้กล่าวมาแล้ว ปล่อยลูกปลาขนาด 1.5 – 2 เซนติเมตร ในอัตรา 3 – 4 ตัว/ตารางเมตร ให้อาหารวันละ 2 เวลา เช้า – เย็น ในอัตรา 3 – 4 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัวปลา รูปแบบบ่อที่ใช้เลี้ยงควรมีระบบการระบายน้ำที่ดี

การเลี้ยงปลาตะเพียนในนาข้าว

ควรมีเนื้อที่ประมาณ 10 – 15 ไร่ การดัดแปลงพื้นที่นาให้เป็นนาปลาก็สามารถปฏิบัติได้ง่ย โดยขุดดินในพื้นที่นา รอบๆ ถมเสริมคันดินให้สูงขึ้นทำให้มีความแข็งแรงจะทำให้เกิดคูรอบคันดิน สามารถเก็บกักน้ำให้ขังอยู่ในพื้นที่นา ใช้สำหรับเลี้ยงปลา คูที่ขุดนี้ควรมีขนาด กว้างไม่น้อยกว่า 50 ซม. ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร คันดินควรสูงประมาณ 75 – 100 เซนติเมตร เหลือให้คันดินสูงกว่าระดับน้ำสูงประมาณ 60 เชนติเมตร กว้าง 50 เชนติเมตร มุมที่จะเป็นทางระบายน้ำออกจากนาควรเป็นด้านที่ต่ำสุด ถ้าเป็นไปได้ขุดหลุมกว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร ลึก 60 – 70 เซนติเมตร ไว้เพื่อ สะดวกในการจับปลา โดยปลาจะมารวมกันเองในหลุมนี้เมื่อเวลาน้ำลดในฤดูเก็บเกี่ยว

การเลี้ยงปลาตะเพียนในนาข้าว

ขนาดของปลาที่ปล่อยลงเลี้ยง

ใช้ขนาด 3 – 5 เซนติเมตรขึ้นไป ปล่อยอัตรา 400 – 600 ตัว/ไร่ การใส่ปุ๋ยและการให้อาหารจะใช้น้อยกว่าการเลี้ยงแบบอื่นๆ เราจะให้อาหารเพียงวันละครั้ง การปล่อยปลาจะปล่อยหลังจากดำกล้าประมาณ 7 วัน ปล่อยน้ำเข้านาให้สูงประมาณ 1 ฟุต ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณ 3 – 4 เดือน ซึ่งจะพอดีกับข้าวสุก ปลาก็โตมีขนาดพอนำไปจำหน่ายตาม ท้องตลาดได้

การเลี้ยงปลาตะเพียน สามารถเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นได้ เพื่อเป็นการใช้ประโยชน์ภายในบ่อให้ได้เต็มที่ ปลาแต่ละชนิดที่ปล่อยลงเลี้ยงร่วมกัน จะต้องโตได้ขนาดตลาดในเวลาพร้อมกัน เพื่อสะดวกในการเก็บเกี่ยวผลผลิตปลาที่เหมาะสมกับการเลี้ยงปลาตะเพียน จะต้องไม่มีนิสัย ที่ชอบทำร้ายปลาชนิดอื่นและไม่ควรเป็นพวกปลากินเนื้อ

ต้นทุนและผลผลิตของการเลี้ยงปลาตะเพียน

ปลาตะเพียน ที่เลี้ยงกันตามอัตราการปล่อยปลา ที่กล่าวมาแล้ว จะมี ผลผลิตไร่ละประมาณ 800 -1,000 กิโลกรัม ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 6-7 เดือน มีน้ำหนักประมาณ 3-4 ตัว/กิโลกรัม โดยมีต้นทุนประมาณ 8,000-10,000 บาทไร่ และตันทุนที่สำคัญคือค่าอาหาร ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 45% ของต้นทุนทั้งหมด ราคาจำหน่าย ประมาณ 20-25 บาท/กิโลกรัม

การเพาะเลี้ยงปลาตะเพียน

โรคพยาธิและการป้องกันรักษา

ปลาตะเพียนมีการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ค่อนข้างไว เช่นการเปลี่ยนอุณหภูมิในรอบวัน ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ ความเป็นกรด – ด่างของน้ำ ตลอดจน สารพิษต่าง ๆที่มากระทบ ดังนั้น การจัดการด้านคุณภาพน้ำที่ใช้เลี้ยงปลา มีความจำเป็นเพราะเป็นการป้องกัน การเกิดโรคไว้ล่วงหน้าก่อน

สาเหตุที่ทำให้ปลาเป็นโรค

  • นำลูกปลาติดโรค – พยาธิมาเลี้ยงโดยไม่ได้กำจัดโรคพยาธิเสียก่อน
  • เลี้ยงปลาหนาแน่นเกินไป
  • ให้อาหารมากเกินไป
  • น้ำมีคุณภาพเสื่อมโทรมลง
  • คุณภาพอาหารต่ำหรือไม่สด

ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ

ปัญหาทั่วไปที่มักจะพบ ได้แก่ ปลา ไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร ทั้งนี้ เพราะไม่ได้ถ่ายเทน้ำเป็นประจำจึงทำให้เกิดเห็บปลาและหนอนสมออันเป็นพยาธิ ของปลา หรือโรคจากบักเตรี ซึ่งเกิดจากการเลี้ยงปลาแน่นเกินไป ศัตรูของปลาตะเพียน ได้แก่ ปลาซ่อน ปลาชะโด ปลาดุก กบ เขียด งูกินปลา และนก ฯลฯปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่ง คือ การลักขโมยซึ่งมีวิธีการหลายอย่าง เช่ น ใช้ตาข่าย แห กระชัง ลอบ ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาประสบการขาดทุนมาก หลายรายแล้ว อนึ่ง ปัญหาเหล่านี้ ผู้เลี้ยงควรศึกษาและแก้ไขโดยใกล้ชิด พร้อมทั้ง ปฏิบัติตามคำแนะนำในด้านวิชาการจากเจ้าหน้าที่ของกรมประมงอย่างเคร่งครัด

แนวโน้มของการเลี้ยงปลาตะเพียน

ปลาตะเพียนเป็นปลาพื้นบ้านของคนไทย ประชาชนนิยมบริโภค อย่างแพร่หลาย ส่วนของผู้เลี้ยงปลาตะเพียนเป็นปลาที่เลี้ยงง่ายเจริญเติบโต เร็วเป็นที่ต้องการของตลาด สำหรับต้นทุนการผลิตก็ไม่สูงมาก ดังนั้น การเลี้ยงปลาชนิดนี้จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอีกทางหนึ่ง

 ที่มา : เอกสารเผยแพร่ กรมประมง กระทรวงเกษตรละสหกรณ์ www.fisheries.go.th, www.withikaset.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก เลี้ยงง่ายต้นทุนต่ำ

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก เลี้ยงง่ายต้นทุนต่ำ

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก


การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก ปลาดุกอุย หรือ ปลาดุกนา หรือ ปลาอั้วะชื้อ อังกฤษ : Broadhead catfish, Gunther’s walkingcatfish; ชื่อวิทยาศาสตร์: Clarias macrocephalus เป็นปลาน้ำจืดในวงศ์ Claridae มีกระดูกท้ายทอยยื่นแหลมออกไปลักษณะคล้ายรูปสามเหลี่ยม ลำตัวสั้นป้อมกว่าปลาดุกด้าน (C. batrachus) ซึ่งอยู่ในสกุลเดียวกัน ลำตัวมีสีดำปนเหลือง มีจุดขาวเล็ก ๆ เรียงเป็นแถวขวางลำตัวหลายแถว มีครีบหลังสูงกว่าปลาทั่วไปมาก สามารถเคลื่อนที่บนบกได้เป็นระยะทางสั้น ๆ โดยใช้ครีบช่วย พบได้ในพื้นที่แถบประเทศไทยไปจนถึงเวียดนาม และมีการนำไปเลี้ยงในประเทศจีน, มาเลเซีย, เกาะกวม และฟิลิปปินส์

ปลาดุก เป็นปลาที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืด น้ำที่ค่อนข้างกร่อย หรือแม้แต่ในหนองน้ำที่มีน้ำเพียงเล็กน้อยเพราะว่าปลาดุกเป็นปลาที่มีอวัยวะพิเศษช่วยในการหายใจเช่นเดียวกับปลาชอนจึงสามารถดำรงชีวิตอยู่ในน้ำที่มีออกชิเจนเพียงเล็กน้อย ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเป็นปลาน้ำจืดที่คนไทยนิยมรับประทาน ปลาดุกจะพบได้ทั่วไปในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศอินเดีย พม่า ไทย ลาว กับพูชา ฟิลิปปีนส์ เวียดนาม และมาเลเซีย สำหรับประเทศไทยพบปลาดุกในคลอง หนอง บึง ต่าง ๆ ทั่วทุกภาค เป็นปลาที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดทั่วไป ปลาดุกที่พบในประเทศไทยมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5 ชนิดด้วยกัน แต่ที่เป็นที่รู้จักมีเพียง 2 ชนิด คือปลาดุกอุย และปลาดุกด้านปลาดุกที่นิยมเลี้ยงคือ ปลาดุกด้าน เพราะเนื้อปลาดุกด้านค่อนข้างแข็ง ทำให้สามารถขนส่งได้ในระยะทางไกล ๆประกอบกับปลาดุกด้านเลี้ยงง่าย โตเร็ว จึงเป็นที่นิยมเลี้ยงกันมาก แต่สำหรับผู้บริโภคแล้ว จะนิยมปลาดุกอุยเพราะให้รสชาติดี เนื้อปลานุ่ม ฟู กลิ่นดี เกษตรกรรายย่อยที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและขาดแคลนน้ำ หรือในเขตพื้นที่สูง ฐานะยากจนมักประสบปัญหาขาดแคลนอาหารโปรตีน ดังนั้นการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยในบ่อพลาสติก เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวที่ยากจนไม่ให้ขาดแคลนอาหารโปรตีน





ปัจจุบันปลาดุกเป็นที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงเพราะ เจริญเติบโตเร็วเพราะเป็นปลาที่กินเก่ง อีกทั้งยังทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อม เป็นที่นิยมบริโภคของประชาชนเนื่องจากรสชาติดี และราคไม่แพง สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินบ่อซีเมนต์ และบ่อพลาสติก ถ้ามีพื้นที่จำกัด การเลี้ยงในบ่อพลาสติกก็เป็นทางออกที่ดี และประหยัด โดยที่ในบ่อพลาสติกจะมีอายุการใช้งานประมาณ 3 – 5 ปี

ข้อดีของการเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก

  • ใช้พื้นที่เลี้ยงน้อย และสามารถเลี้ยงได้ทุกพื้นที่
  • การก่อสร้างบ่อเลี้ยงง่าย สะดวกและรวดเร็ว
  • ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงสั้น แต่ละรุ่นใช้เวลาเสี้ยงเพียง 90 – 120 วัน
  • ปลาดุกเป็นปลาที่อดทนต่อสภาพน้ำได้ดี
  • ปลาดุกสามารถเลี้ยงและดูแลรักษาได้สะดวก นอกจากจับมาบริโภคในครัวเรือนแล้วส่วนที่เหลือก็นำไปขายเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว

การเลือกสถานที่สร้างบ่อ

  • อยู่ใกล้บ้าน
  • อยู่ที่ร่มหรือมีหลังคา มีแหล่งน้ำสำหรับการเปลี่ยนถ่ายน้ำได้สะดวก

การเตรียมพันธุ์ปลาและการปล่อยปลา

  • ควรจัดซื้อพันธุ์ปลาจากฟาร์มที่เชื่อถือได้
  • ปลาที่ปล่อยควรมีขนาตใกล้เคียงกัน
  • ก่อนปล่อยปลาควรปรับอุณหภูมิน้ำในถุงบรรจุปลา โดยลอยถุงปลาในบ่อ 20-30 นาที แล้วจึงค่อยปล่อยปลาลงในบ่อ

วิธีการเลี้ยง

  • ขนาดปลาที่จะนำมาเลี้ยง ควรมีขนาดความยาวประมาณ 2 – 3 เซนติเมตรขึ้นไป ไม่ควรนำปลามาเลี้ยงในฤดูหนาวเพราะปลามีความต้านทานต่อโรคต่ำ
  • อัตราการเลี้ยง ปล่อยลูกปลาในอัตรา 100 ตัว/ตารางเมตร
  • การปล่อยปลา ควรแช่ถุงลูกปลาไว้ในบ่อเลี้ยง 30 นาที จึงค่อย ๆ ปล่อยลงบ่อ ในช่วงแรกที่ปล่อย ให้เติมน้ำลงบ่อมีความสูงประมาณ 10 เซนติเมตร แล้วค่อยเพิ่มระดับน้ำขึ้นไปเรื่อย ๆ ทุก ๆอาทิตย์ จนมีระดับสูงสุด 30 – 50 เซนติเมตร

การจัดการน้ำในบ่อเลี้ยง

  • ในช่วงแรกที่ปล่อยปลา ให้เติมน้ำลงในบ่อให้มีความสูงประมาณ 30 ซม. แล้วค่อยๆ เพิ่มระดับน้ำขึ้นไปเรื่อย ๆ จนมีระดับสูงสุด 50-70 ชม. (เพิ่มระดับน้ำ 5 ชม.ต่อสัปดาห์)
  • ระหว่างการเลี้ยงปลา ให้ใช้ :M สาดให้ทั่วบ่อ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อบำบัดน้ำ ซึ่งการเลี้ยงแบบนี้ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำตลอดระยะเวลาการเลี้ยง





การให้อาหาร

  • เริ่มแรกให้อาหารเม็ดเล็กและบุบพอแตกสำหรับปลาเล็ก อาหารสดพวกเศษเนื้อสับให้ปลากินได้ตัวปลวก แมลงเม่าและแมลงอื่น ๆ โปรยให้ปลากิน ควรให้อาหารเป็นเวลา วันละ 2 มื้อ เช้า-เย็น ไม่ควรให้อาหารปลามากเกินไปเพราะจะทำให้น้ำเน่าเสีย เมื่ออากาศครึ้มหรือฝนตก งด ให้อาหารปลา
  • การให้อาหาร ผู้เลี้ยงต้องอาศัยการสังเกต ตรวจสอบพฤติกรรมการกินของสัตว์น้ำเพื่อเป็นข้อมูลในการปรับเปลี่ยนปริมาณและความถี่ของการให้อาหารให้ถูกต้องเหมาะสม
  • สำหรับปลา เมื่อให้อาหารแล้วอาหารที่ให้ควรหมดภายในเวลา 15 – 20 นาที ดังนั้นเพื่อให้ง่ายในการปฏิบัติ ควรสังเกตจากมื้อแรกที่ให้อาหารแล้วปรับปริมาณการให้ทุก 7 วัน เช่น มื้อแรกให้อาหารปลา ประมาณ 300 กรัม
    – ถ้าภายใน 20 – 30 นาที ปลากินหมด แสดงว่าอาหารไม่พอ ให้เพิ่มอาหารเล็กน้อย
    – ถ้าภายใน 20 – 30 นาที ปลากินไม่หมด ให้ลดอาหารลง
  • เมื่อครบ 7 วัน ให้ปรับอาหารใหม่ เพิ่มอีก 50 กรัม เป็น 350 กรัม จนครบ 7 วัน ให้ปรับการให้อาหารอีก คือปรับเพิ่มอาหารทุก 7 วัน

ผลผลิต

  • ระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 3 – 4 เดือน ได้ปลาขนาด 100 – 250 กรัม/ตัว
  • อัตรารอดประมาณ 80 – 95 %

การทำอาหารปลาดุก

ส่วนผสม

  • รำละเอียด 2 กระสอบปุ๋ย
  • ปลาป่น 6 กิโลกรัม
  • จุลินทรีย์ EM 1 ลิตร
  • น้ำมันพืช 1 – 2 ลิตร
  • กากมะพร้าว 1 กระสอบปุ๋ย
  • กากถั่วเหลือง 6 กิโลกรัม
  • กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม

วิธีทำ

  • นำส่วนผสมข้อ 1 1 กระสอบ ข้อ 2,3,4 คลุกให้เข้ากัน
  • นำส่วนผสม ข้อ 5,6 ผสมน้ำ 20 ลิตร เพื่อคลุกเคล้าส่วนผสม ข้อ 1 หมักไว้ 12 ชั่วโมง
  • นำส่วนผสมที่หมักไว้ในข้อ 1,2 ผสมกับรำละเอียด 1 กระสอบและน้ำมันพืช 1 – 2 สิตร คลุกเคล้านำเข้าเครื่องอัดเม็ดผึ่งแดด 2 วัน เก็บไว้ได้ 2 เดือน

เกร็ดความรู้

  • การซื้อพันธุ์ปลาก่อนการเคลื่อนย้ายให้ปลาอดอาหาร 1 – 2 วัน เพื่อป้องกันปลาดิ้นและทำให้ปลาไส้ขาดเวลาเลี้ยงปลาจะไม่โต
  • การเคลื่อนย้ายปลาให้เตรียม น้ำมันพืช 30 ซีซี : เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากันตักใสในถุงหรือที่มีพันธุ์ปลา อยู่ประมาณ 1 ช้อนชา เพื่อป้องกันปลาบาดเจ็บ
  • การป้องกันปลาหนีจากบ่อเวลาฝนตก ใช่วิธีหากมีฝนตกให้หว่านอาหารให้ปลากิน สัก 2 – 3 ครั้ง เพื่อหลอกว่าเวลาฝนตกจะได้กินอาหารแล้วปลาจะไม่หนี
  • การเปลี่ยนถ่ายน้ำให้ดูดน้ำออก 1 ส่วน ใน 3 ส่วน และนำน้ำที่ใส่ใหม่ให้ทำเป็นละอองฝอยโดยใช้สายยางเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้แก่ปลา
  • การจับปลาเพื่อบริโภคโดยใช้วิธีใช้สายยางฉีดน้ำเหมือนกับฝนตกปลาจะเล่นน้ำ จากนั้นใช้สวิงตักปลา ที่เล่นน้ำทันที ปลาจะไม่รู้สึกถึงอันตรายและจะกินอาหารต่อและไม่หนี

โรคปลาดุก

ในกรณีที่มีการป้องกันอย่างดีแล้วแต่ปลาก็ยังป่วยเป็นโรค ซึ่งมักจะแสดงอาการให้เห็น โดยแบ่งอาการของโรคเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้

  • การติดเชื้อจากแบคที่เรีย จะมีการตกเลือด มีแผลตามลำตัวและครีบ ครีบกร่อน ตาขุ่น หนวดหงิก กกหูบวม ท้องบวมมีน้ำในช่องท้องกินอาหารน้อยลงหรือไม่กินอาหาร ลอยตัว
  • อาการจากปรสิตเข้าเกาะตัวปลา จะมีเมือกมาก มีแผลตามลำตัว ตกเลือด ครีบเปื่อย จุดสีขาวตามลำตัว สีตามลำตัวซีดหรือเข้มผิดปกติเหงือกซีดว่ายน้ำทุรนทุราย ควงสว่านหรือไม่ตรงทิศทาง
  • อาการจากอาหารมีคุณภาพไม่เหมาะสม คือ ขาดวิตามินบี กะโหลกร้าว บริเวณใต้คางจะมีการตกเลือดตัวคด กินอาหารน้อยลง ถ้าขาดวิตามินบีปลาจะว่ายน้ำตัวเกรงและชักกระตุก
  • อาการจากคุณภาพน้ำในบ่อไม่ดี ปลาจะว่ายน้ำขึ้นลงเร็วกว่าปกติลอยหัวครีบกร่อนเปื่อย หนวดหงิกเหงือกซีดและบวม ลำตัวซีด ไม่กินอาหาร ท้องบวม มีแผลตามตัว

ที่มา : Sarakaset.com, กรมประมง




บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์นอร์ดิก สุดแนวดีไซน์เรียบง่ายสวยงาม

บ้านสไตล์นอร์ดิก บ้านสวยสุดแนว ขนาด 2 ห้อง 2 ห้องน้ำ ดีไซน์เรียบง่ายสวยงาม

บ้านสไตล์นอร์ดิก

บ้านสไตล์นอร์ดิก





แบบบ้านมินิมอล เป็นบ้านที่ตกเเต่งเรียบง่าย เน้นความเรียบ เรียบง่าย แต่ทันสมัย ใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นโล่งโปร่งสบาย เน้นความสะอาด ปลอดโปร่ง โล่งสบาย จึงทำให้เป็นบ้านสไตล์มินิมอลนั้นเป็นที่โดนใจหนุ่มสาวรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก จนกลายเป็นสไตล์บ้านที่ได้รับความนิยมมาก ไม่เเพ้บ้านสไตล์โมเดิร์นเลยก็ว่าได้ครับ

ที่มา : Achara Aryachu

บ้านสไตล์นอร์ดิก

แบบบ้านชั้นเดียวมีการยกพื้นสูง ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ครัว 1 ห้องพระ 1 ห้องนั่งเล่น เพียงเท่านั้นยังไม่พอตัวบ้านหลังนี้ก็ยังมีชานหน้าบ้านที่ค่อนข้างกว้าง เรียกได้ว่าเป็นมุมโปรดของเจ้าบ้านที่สามารถออกมานั่งเล่นรับลมจากตรงนี้ได้เลย ส่วนภายในบ้านก็มีการจัดแปลนบ้านได้เป็นอย่างดีทำให้มีมุมใช้สอยที่ครบครันและยังสวยงามไม่น่าอึดอัดอีกด้วย

บ้านสไตล์นอร์ดิก

บ้านสไตล์นอร์ดิก

บ้านสไตล์นอร์ดิก




ฝ้าหลุมซ่อนไฟ และติดโคมไฟดูสวยหรู



สำหรับห้องครัว ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งต่อจากห้องโถงหลักของบ้านมีประตูบานเลียนเชื่อมต่อกัน ภายในมีเคาน์เตอร์ที่กว้างยาว จึงสะดวกสบายสำหรับทำอาหารของแม่บ้านเป็นอย่างมาก

เว็บไซต์ www.esanbanna.com เป็นเพียงสื่อกลางในการแบ่งปันไอเดียเกี่ยวกับบ้านและเขียนบทความทางด้านการเกษตรให้เพื่อนๆ ได้ชมเท่านั้น มิได้รับสร้างบ้านหรือออกแบบบ้านใดๆ ทั้งสิ้น และเราจะสรรหาไอเดียดีๆ มาแบ่งปันเพื่อนๆ ทุกวัน ขอขอบคุณที่ติดตามกันครับ

***หากท่านใดสนใจสามารถติดต่อสอบถามจากเจ้าของโดยตรงตามข้อมูลในแต่ละบทความ***

รูปภาพที่ได้นำมาลงในเว็บไซต์นี้ ก็ต้องขออนุญาตและขอขอบคุณเจ้าของลิขสิทธิ์มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ทางเว็บไซต์ไม่ได้มีเจตนานำมาดัดแปลง ลอกเรียนแบบ หรือใช้ในการค้าเพื่อหวังผลกำไรแต่อย่างใด หากแต่ใช้เพื่อเป็นไอเดียสร้างสรรค์ที่ได้แรงบันดาลใจจากท่านเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ได้นำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ทางเว็บไซต์จึงขออนุญาตรวบรวมไอเดียดีๆ ของท่านเพื่อให้ชาวเน็ตได้รับชมครับ หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยเป็นอย่างสูงครับ






บทความอื่นที่น่าสนใจ

เมนู ผัดดอกหอมใส่ไก่ ทำง่ายๆ อร่อยแน่นอน

เมนู ผัดดอกหอมใส่ไก่ ทำง่ายๆ อร่อยแน่นอน

ผัดดอกหอมใส่ไก่

ผัดดอกหอมใส่ไก่


ดอกหอม (Onion Flower Stem) เป็นพืชล้มลุก อยู่วงค์เดียวกับกระเทียม มีหัวอยู่ใต้ดิน ลำต้นจะถูกห่อหุ้มด้วยกาบใบโดยรอบๆ มีสีเขียว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ มีสีเขียว มีกลิ่นฉุนแรง ดอกออกเป็นช่อ แทงออกมาจากตรงกลางลำต้น ก้านช่อดอกยาวกลมข้างในกลวง ดอกมีลักษณะแบบซี่ร่ม ทรงกลมแล้วจะบานออก มีดอกย่อยเล็กๆอยู่บนก้านจำนวนมาก กลีบดอกมีสีขาว มีกลิ่นหอม ก้านมีสีเขียว มีรสชาติหวานกรอบ มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียกลาง เป็นที่นิยมปลูกกันทั่วไป ในหลายประเทศทั่วโลก เป็นพืชสมุนไพรไทยที่มีมาแต่โบราณ มีประโยชน์และสรรพคุณ ทางยาหลายอย่าง นำมาประกอบอาหาร เมนูต่างๆได้หลายเมนู





การปลูกและขยายพันธุ์ดอกหอม

ดอกหอมเจริญได้ในดินทุกชนิด ชอบดินร่วนซุย ดินร่วนปนทรายจะเจริญได้ดี การปลูกโดยใช้เมล็ด และใช้หัวจะนิยมมากกว่า ปลูกลงในแปลงดินที่เตรียมไว้ ปลูกให้ระยะห่างประมาณ 10 ซม. แล้วรดน้ำให้เพียงพอ

ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบและวิธีการทำผัดคอกหอมใส่ไก่

วัตถุดิบผัดดอกหอมใส่ไก่

  • ดอกหอม  1 กำ
  • เนื้อไก่ช่องสะโพก 2 ชิ้น
  • รากผักชี 2 ราก
  • พริกไทยขาว ( เม็ด ) 1 ½ ช้อนชา
  • กระเทียม 5 กลีบ
  • น้ำมันพืช สำหรับผัด 3 ช้อนโต๊ะ

เครื่องปรุงรส ผัดดอกหอมใส่ไก่

  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ½  ช้อนชา
  • ผงปรุงรส 1 ½  ช้อนชา
  • ซอสปรุงรส     1 ช้อนชา
  • ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนและวิธีการทำ

  • ขั้นตอนแรก ให้ล้างดอกหอมให้สะอาด แล้วหั่นเป็นท่อนยาวประมาณ 2 นิ้ว เสร็จแล้วพักไว้
  • จากนั้นให้นำไก่มาล้างน้ำให้สะอาด แล้วเลาะกระดูกออก จากนั้นให้หั่นเนื้อไก่ตามขนาดที่ต้องการ เสร็จแล้วพักไว้
  • ขั้นตอนต่อมาให้โขลกรากผักชี กระเทียม และ พริกไทย ให้ละเอียด พักไว้
  • จากนั้นให้นำกระทะตั้งไฟ ใช้ไฟกลางในการผัด ใส่น้ำมันลงไปในกระทะ แล้วตามด้วย รากผักชีกระเทียม พริกไทย ที่โขลกไว้ลงไปผัด ให้มีกลิ่นหอม จากนั้นให้ใส่ไก่ลงไปผัดให้สุก เมื่อไก่สุกแล้วให้ใส่ดอกหอมลงไปผัด พอสลด แล้วปรุงรสชาติ ด้วยน้ำปลา น้ำตาลทราย ซอสหอยนางรม ซอสปรุงรส ผงปรุงรส ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง ชิมรสชาติตามต้องการ เสร็จแล้วปิดไฟ ตักใส่ชามพร้อมรับประทานค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง : Thai Food , sarakaset.com
เรียบเรียงโดย : นงนุช




บทความอื่นที่น่าสนใจ

การกำจัดข้าวดีดด้วย เชื้อราไตรโคเดอร์มา ร่วมกับจุลินทรีย์หน่อกล้วย

การกำจัดข้าวดีดด้วย เชื้อราไตรโคเดอร์มา ร่วมกับจุลินทรีย์หน่อกล้วย

การกำจัดข้าวดีดด้วย เชื้อราไตรโคเดอร์มา ร่วมกับจุลินทรีย์หน่อกล้วย

ข้าวดีดและข้าวที่เพาะปลูก

เป็นพืชในตระกูลเดียวกันย่อมยุ่งยากต่อการกำจัดให้หมดไป จากแปลงนาโดยวิธีการฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัดวัชพืช เพราะการใช้ยากำจัดวัชพืชที่ใช้กำจัดข้าวดีดย่อมส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าว ที่เพาะปลูกด้วยเช่นกัน การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาร่วมกับจุลินทรีย์หน่อยกล้วยในการหมักฟางหลังเก็บเกี่ยวช่วยแก้ปัญหาข้าวดีดลงได้มาก





วิธีจัดการ

  • ไขน้ำออกจากแปลงนาก่อนเกี่ยวผลผสิตข้าวเปลือกอย่างน้อย 2 สัปดาห์
  • หลังเกี่ยวข้าวแล้วเกลี่ยกระจายฟางให้ทั่วแปลงนา
  •  ถ้าต้องการปลูกข้าวให้ได้ 100 ถังต่อไร่จะหว่านสารปรับปรุงดินนาข้าว 25 ก.ก. + ปุ๋ย 18-46-0 จำนวน 10 ก.ก.+ปุ๋ย 0-0-60 จำนวน  5 ก.ก. ต่อพื้นที่นา 1 ไร่ ก่อนทำการหมักฟาง
  •  ผสมจุลินทรีย์หน่อกล้วยขยาย 10 สิตร + เชื้อราไตรโคเดอร์มาขยาย 10 ลิตรกับน้ำ 40 ลิตร ฉีดพ่นทับฟางให้เปียกทั่วถึงที่ฟางหนาก็ฉีดพ่นมากหน่อยต่อพื้นที่นา 1 ไร่
  • ไขน้ำเข้านา 5 ช.ม. ใช้ขลุบย่ำกดฟางให้จมติดแค่หน้าดินแช่ฟางให้จมอยู่ในน้ำหมักไว้ 7 วัน เมื่อหมักครบ 7 วัน แล้วขน้ำเข้านา 5 ช.ม. พร้อมใส่จุลินทรีย์หน่อกล้วยและเชื้อราไตรโคเดอร์มาขยายอีกอย่างละ 5 ลิตรต่อไร่ ย่ำหมักฟางต่ออีก 7 วัน จากนั้นทำเทือกหว่านข้าวได้เลย
  • กรณีที่ใช้รถจอบหมุนหรือรถตีดินปั่นฟางอย่าไถกลบตอซังก่อนโดยเด็ดขาดเพราะจะฝังเมล็ดข้าวดีดเอาไว้
  •  ต้องหว่านปุ๋ยรองพื้นและสารปรับปรุงดินนาก่อนแล้วไขน้ำเข้านา 5 ช.ม. พร้อมใส่จุลินทรีย์หน่อกล้วยและเชื้อราไตรโคเดอร์มาขยายอย่างละ 10 ลิตร ต่อไร่หมักฟางไว้ 7 วัน จากนั้นไขน้ำเข้านา 5 ซ.ม.พร้อมใส่จุลินทรีย์หน่อกล้วยและเชื้อราไตรโคเดอร์มขยายลงไปด้วยอีกอย่างละ 5 ลิตร ต่อไร่หมักฟางต่ออีก7 วัน จึงใช้รถตีดินปั่นฟางทำเทือกหว่านข้าวได้เลย
  • ควรทำการหมักฟางอย่างช้าภายใน 3 วัน  หลังเกี่ยวข้าวเพราะฟางยังสดกรอบทำให้เกิดแผลเป็นช่องทางให้จุสินทรีย์เข้าแผลได้ง่ายขึ้นช่วยเร่งการย่อยสลายได้เร็วขึ้นทั้งกดให้จมลงติดดินได้โดยง่ายไม่เหนียวแข็งเด้งขึ้นเหมือนอย่างที่ปล่อยให้ตอซังแห้ง

ประโยชน์ของการหมักฟาง

  1.  กำจัดข้าวดีดซึ่งความจริงก็รวมทั้งหญ้าด้วย
  2. กำจัดโรคข้าวที่ตกค้างในแปลงนาไปพร้อมๆกันกับการหมักฟางด้วยจุสินทรีย์หน่อกล้วยและเชื้อราไตรโคเดอร์มาโดยไม่ต้องเผาฟางเพื่อกำจัดโรค
  3. การหมักฟางช่วยให้ทำนาได้โดยไม่ต้องไถประหยัดค่าตีดินปั่นฟางทั้งค่าไถด้วย
  4. ช่วยให้ดินนุ่มรากหยั่งลงได้ลึกเชื้อราไตรโคเดอร์มาคุ้มครองระบบรากให้แข็งแรงให้สามารถหาแร่ธาตุสารอาหารมาเลี้ยงต้นได้มากทั้งช่วยให้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเช่นกระทบร้อนกระทบหนาวขาดปุ้ยเป็นต้น
  5. การหมักฟางคืนสู่ดินนาทำให้ไม่ต้องใส่ธาตุอาหารในส่วนที่มีอยู่ในฟางจึงช่วยประหยัดการใช้ปุ๋ยเพราะสามารถลดการใช้ปุ๋ยส่วนที่อยู่ในฟางนั้นนั่นเอง
  6. ลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเนื่องจากในระหว่างการหมักฟางจะเกิดการตรึงแก๊สไนโตรเจนจากอากาศ
  7. ฟางที่หมักดีแล้วเป็นเสมือนตู้เย็นเก็บสำรองแร่ธาตุสารอาหารที่ใส่ลงไปให้ต้นข้าวมีไว้ใช้กินทุกวันต้นข้าวเขียวทนเขียวนานเขียวทุกวันจนวันเกี่ยวโดยจุลินทรีย์ช่วยจัดหาแร่ธาตุสารอาหารมาให้ในทุกวัน ซึ่งต้นข้าวจะใช้ธาตุสารอาหารทั้งชนิดและปริมาณแต่ละอย่างในแต่ละช่วงของการเจริญเติบโตที่ไม่เท่ากันตามที่ต้นข้าวต้องการจะใช้ในระยะนั้นๆ ฟางที่หมักยังเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและอาหารของจุสินทรีย์ ช่วยให้ดินนามีชีวิต
  8. ประหยัดการใช้น้ำเพราะสามารถให้น้ำแบบเปียกสลับแห้งได้เนื่องจากฟางที่หมักดีแล้วช่วยให้ดินเก็บอุ้มน้ำได้ดีให้น้ำน้อยแค่ 5 ซ.ม. ปล่อยแห้งลึกลงไปในดิน 15 ช.ม. จึงค่อยให้น้ำใหม่ไม่ต้องให้น้ำบ่อยต้นข้าวแตกกอดีแข็งแกร่งไม่ล้มง่าย โรคแมลงไม่ค่อยรบกวนรวงใหญ่ดีมีน้ำหนัก
  9. หมักฟางแก้จนได้แน่เพราะผลผลิตจะเพิ่มขึ้นขณะที่ตันทุนลดกำไรเพิ่มเหลือเงินใช้หนี้หมดหนี้ได้จริง

เชื้อราไตรโคเดอร์มา (Trichoderma spp.)

  • ช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุได้รวดเร็ว
  • ป้องกันกำจัดโรคพืชจากเชื้อราที่มากับฝนหมอกและน้ำค้าง
  • ปกป้องระบบรากพืชจากเชื้อโรคในดินรากแข็งแรงหากินเก่งพืชโตเร็ว
  • กระตุ้นพืชสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานต่อการทำลายของโรคพืช

การขยายเชื้อราไตรโคเดอร์มา

ละลายกากน้ำตาล 1 ก.ก. ในน้ำ 20 ลิตร โรยหัวเชื้อราไตรโคเดอร์มา 20 กรัม ลงไปคนให้เข้ากันปิดฝาถังหมักไว้  48 ช.ม.  ไม่ต้องคนถ่ายใส่ขวดหรือถังมีฝาปิดเก็บไว้ใช้

หมักฟาง
ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาขยายร่วมกับจุลินทรีย์หน่อกล้วยขยายอย่างละ 10 ลิตรต่อไร่ หมักไว้ 7 วัน ใส่เพิ่มอีกอย่างละ 5 ลิตรต่อไร่ หมักต่ออีก 7 วัน จากนั้นทำเทือกได้

ที่มา : เอกสารเผยแพร่ โดยจังหวัดอ่างทอง สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดอ่างทอง สำนักงานเกษตรจังหวัดย่างทอง องค์การบริหาวส่วนจังหวัดอ่างทอง , www.kasetbanna.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ

เมนู แกงสายบัวใส่ปลาทู ทำทานเองได้ง่ายๆ อร่อยนอน

เมนู แกงสายบัวใส่ปลาทู ทำทานเองได้ง่ายๆ อร่อยนอน

แกงสายบัวใส่ปลาทู

แกงสายบัวใส่ปลาทู


สวัสดีค่ะวันนี้แอดมีเมนูแซ่บ ๆ  มาฝากค่ะ นั่นคือเมนู แกงสายบัวใส่ปลาทู แบบอีสาน ที่มีรสชาติ เปรี้ยว เค็ม เผ็ด ด้วยรสชาติของสมุนไพร และน้ำปลาร้า ที่ทำให้หลายๆ คนติดใจในรสชาติ  และแถมยังเป็นเมนูที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย สายบัวถือเป็นผักหาทานได้ไม่ยาก  ยิ่งแถวชนบทด้วยแล้วยิ่งหาทานสายบัวได้ง่าย เพราะเป็นพืชพื้นบ้านดั้งเดิมที่คนไทยรู้จักคุ้นเคยมาเนิ่นนานนั่นเอง




สมุนไพรบัวสาย มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า  บัวสายกิน, บัวกินสาย, สายบัว, บัวขม, บัวขี้แพะ, บัวแดง, บัวสายสีชมพู,  บัวจงกลนี, จงกลนี, สัตตบรรณ, สัตตบุษย์, ปริก, ป้าน, ป้านแดง, รัตอุบล, เศวตอุบล และยังมีชื่อเรียกต่างกันไปตามสีของดอก  โดยดอกสีชมพูจะเรียก ลินจง หากเป็นดอกสีขาวจะเรียก กมุท กุมุท โกมุท เศวตอุบล และถ้าดอกเป็นสีม่วงแดงจะเรียกว่า สัตตบรรณ รัตนอุบล

       ลักษณะของบัวสาย ต้นบัวสาย บัวสายนั้นมีถิ่นกำเนิดในเขตที่ราบลุ่มของทวีปเอเชีย ซึ่งรวมไปถึงประเทศไทยด้วย  จึงเป็นพืชพื้นบ้านดั้งเดิมที่คนไทยรู้จักคุ้นเคยมาเนิ่นนานแล้ว และจัดเป็นพืชน้ำอายุหลายปี เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมของไทย มีเหง้าอยู่ใต้ดินรากฝักอยู่ในโคลนเลน ก้านอยู่ใต้น้ำ ส่วนก้านดอกอ่อนมีเปลือกลอกออกได้เป็นสายใย ผิวเกลี้ยงและไม่มีหนาม  เจริญเติบโตได้ในดินเหนียวที่มีอินทรียวัตถุสูง และเจริญเติบโตได้ดีในระดับน้ำลึกประมาณ 0.3-1 เมตร  ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เหง้าและเมล็ด

ประโยชน์ของปลาทู

  1. โปรตีนสูง ในเนื้อของปลาทูนั้น อุดมไปด้วยโปรตีนมากมาย โดยในปลาทู 100 กรัม จะมีโปรตีนอยู่ถึง 24.9 กรัม ซึ่งโปรตีนจากเนื้อปลาทูจะช่วยเสริมสร้างร่างกายให้เจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง และ สุขภาพดี
  2. ช่วยบำรุงประสาทและสมอง ในปลาทูนั้นมีไขมันโอเมก้า 3 โอเมก้า 6 ไอโอดีน และกรดไขมัน DHA ที่ช่วยในเรื่องของความจำ การพัฒนาของระบบประสาทและสมอง และ ช่วยบำรุงสายตา
  3. ช่วยลดไขมันตัวร้ายในเลือด ปลาทูมีกรดไขมันชนิด PUFA กรดไขมันที่สำคัญ ซึ่งมีอยู่ในปลาทู ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ลดความเสี่ยงโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคหัวใจ และโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด นอกจากนี้ยังมีกรดไขมัน EPA ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้อีกด้วย
  4. ป้องกันโรคซึมเศร้า ในปลาทูมีไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นกรดไขมัน ที่จำเป็นต่อร่างกายและสมอง หากได้รับน้อยเกินไปอาจเป็นสาเหตุของโรคซึมเศร้าหรือโรคสมาธิสั้นได้ โดยเฉพาะเด็ก ๆ ในวัยเรียนที่ต้องการสารอาหารที่สำคัญ อาจส่งผลต่อการพัฒนา ทางด้านการอ่านการเขียน ช้ากว่าเด็กคนอื่นๆได้ ดังนั้นควรรับประทานอาหารที่มีโอเมก้าสูงๆ อย่างเช่นปลาทู ให้พอเหมาะสมกับปริมาณ ที่ร่างกายต้องการ
  5. มีวิตามินที่หลากหลาย นอกจากปลาทูจะมีโปรตีนสูงแล้ว ยังเต็มไปด้วยวิตามินต่างๆ เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี 1 บี 2 กรดไขมันจำเป็น ไนอะซิน ถึงแม้จะมีปริมาณอย่างละนิดแต่ก็เป็นสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย ช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างเต็มที่ ช่วยบำรุงประสาทและสมอง และยังช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ในปลาทูมี แคลเซียมและฟอสฟอรัส สารอาหารที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้กระดูกและฟัน

เราจะเห็นได้ว่าทั้งในสายบัว และปลาทูนั้นมีประโยชน์มากมาย ถ้าเช่นนั้นเราก็มาลงมือทำและเตรียมวัตถุดิบเมนู ต้มสายบัวใส่ปลาทู กันค่ะ

วัตถุดิบ แกงสายบัวใส่ปลาทู

  • สายบัวปลอกเปลือกแล้ว หั่นเป็นท่อนๆ   2  ถุง
  • ปลาทูนึ่ง ( แกะก้างแล้ว )                         4  ตัว
  • มะขามเปียก , น้ำมะขามเปียก 1 ก้อน  1/ 2 ทัพพี
  • น้ำสะอาด 
  • น้ำปลาร้า 3  ทัพพี
  • น้ำปลา 2  ช้อนโต๊ะ
  • ผงชูรส ½  ช้อนโต๊ะ
  • พริกขี้หนู       10 เม็ด
  • หัวหอมแดง 5  หัว
  • ต้นหอม 2  ต้น
  • ใบแมงลัก 1 กำ

วิธีการทำ แกงสายบัวใส่ปลาทู    

  • เริ่มจาก ล้างสายบัวให้สะอาด แล้วพักไว้ก่อน
  • แกะก้างปลาทู เรียบร้อยเสร็จแล้วพักไว้ *** ถ้าไม่แกะก้างปลาทู ก็ได้ สามารถใส่ได้ทั้งตัวได้เลย ***
  • จากนั้นโขลกพริก กับ หัวหอมแดง แค่พอแหลก พักไว้
  • ล้างต้นหอม ให้สะอาด ตัดรากออก แล้วหั่นเป็นท่อน พักไว้
  • จากนั้นก็ล้างใบแมงลัก แล้วเด็ดใบให้เรียบร้อย เสร็จแล้วพักไว้
  • จากนั้น นำหม้อตั้งไฟกลางๆ ใส่น้ำสะอาดลงไป รอให้น้ำเดือดแล้วจึงใส่พริกแกงลงไป
  • เสร็จแล้วตามด้วยสายบัวที่เตรียมไว้ ใส่ลงไปในหม้อรอให้สายบัวสุกและยุบตัวลง
  • แล้วจึงปรุงรสชาติด้วย น้ำปลาร้า น้ำปลา มะขามเปียก หรือ น้ำมะขามเปียก ผงชูรส คนให้เข้ากัน ชิมรสชาติ
  • จากนั้นจึงใส่ปลาทูตามลงไป รอให้เดือนประมาณ 3 นาที ให้ปลาทูสุก
  • เสร็จแล้ว จึงใส่ต้นหอมหั่นท่อน และ ใบแมงลัก ลงไปคนให้เข้ากัน แล้วปิดไฟ
  • ตักใส่ถ้วย พร้อมรับประทาน จะเป็นข้าวสวย หรือ ข้าวเหนียวตามสะดวกเลยจ้า

ข้อมูลอ้างอิง : medthai

เรียบเรียง : นงนุช




บทความที่น่าสนใจ

สูตรเมนู ตำไหลบัวกุ้งสด น้ำปลาร้านัวๆแซ่บๆ แบบอีสาน

สูตรเมนู ตำไหลบัวกุ้งสด น้ำปลาร้านัวๆแซ่บๆ แบบอีสาน

ตำไหลบัวกุ้งสด

ตำไหลบัวกุ้งสด


สวัสดีค่ะ วันนี้แอดมีเมนูอีสานแซ่บๆ นัวปลาร้ามาฝากกันค่ะ นั่นคือเมนู ตำไหลบัวกุ้งสด หรือ ตำสายบัวกุ้งสด นั่นเองค่ะ แอดเชื่อว่าตำไหลบัวกุ้งสดเมนูอีสานที่เกือบทุกท่านนั้นชอบและนิยมทานกันมากเลยทีเดียว ซึ่งเมนูตำไหลบัวกุ้งสดนั้น สามารถหาทานได้ตามร้านขายส้มตำทั่วไป ซึ่งมีหลายร้านให้เลือกชิม ลักษณะของไหลบัวจะเป็นเส้นสายยาวๆ ขาวๆ อวบ ๆ และมีความกรอบ และมีความหวานมีความขมบางๆในตัว จึงเป็นที่นิยมกันมาก

ไหลบัว หรือหลดบัว อีกหนึ่งวัตถุดิบที่คนไทยนิยมรับประทานมายาวนาน มีประโยชน์และสรรพคุณที่ดีต่อร่างกาย  การปรุงเมนูไหลบัว ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีมาก เพราะไหลบัวนั้นมีรสขมบางๆ จึงถูกจัดเป็นอาหารฤทธิ์เย็น ซึ่งจะช่วยคลายความร้อนในร่างกาย ปรับสมดุลร่างกายได้ดี  ไหลบัวนั้นเป็น “หน่อของบัว” (ต้นอ่อน) หรือส่วนที่งอกขึ้นมา และจะเจริญเป็นลำต้นใหม่ต่อไป สีของไหลบัว จะเป็นสีขาว ไหลบัวที่เรานิยมนำมากินนั้นเป็น บัวหลวง หรือบัวบูชาพระ และจะมีความกรอบกว่าสายบัว นิยมนำมาทำแกงส้ม หรือผัดน้ำมันกับเนื้อสัตว์ต่าง ๆ

เรามาเตรียมวัตถุดิบและลงมือทำ ตำไหลบังกุ้งสดกันค่ะ

วัตถุดิบ ตำไหลบัวกุ้งสด

  • ไหลบัว 1 ถุง
  • กุ้งขาวสด ตัวใหญ่ 10 – 15 ตัว
  • พริกขี้หนูสด 7 เม็ด
  • พริกขี้หนูแห้ง 5 เม็ด
  • กระเทียม 3 กลีบ
  • น้ำมะนาว 1 ลูก
  • น้ำปลา 2 โต๊ะ
  • น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนชา
  • น้ำปลาร้าต้มสุก หรือน้ำปลาร้าขวด 3 ช้อนโต๊ะ
  • ผงชูรส ตามใจชอบ
  • มะเขือเทศลูกเล็ก 4 ลูก
  • โซดา 1  ขวด

ขั้นตอนการทำ ตำไหลบัวกุก้งสด

  • ขั้นตอนแรกให้นำกุ้งมาล้างด้วยเกลือ แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด จากนั้น แกะเปลือกกุ้ง และเด็ดหัวกุ้งออก จากนั้นผ่าหลังกุ้งดึงเส้นดำออก
  • จากนั้นให้นำกุ้งใส่ถ้วย แล้วเทโซดาลงไป แช่ทิ้งไว้ประมาณ 5 – 10 นาที
  • จากนั้นนำไหลบัวมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วเด็ดไหลบัวให้เป็นท่อนๆ ตามขนาดที่ต้องการ เสร็จแล้วพักไว้
  • ขั้นตอนต่อมา ให้นำพริกขี้หนูสด พริกขี้หนูแห้ง กระเทียม ใส่ลงไปในครก ตำพริกกับกระเทียมแค่พอแหลก จากนั้นให้ใส่น้ำตาลมะพร้าว ผงชูรส แล้วตำให้เข้ากัน จากนั้นให้ใส่ น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำปลาร้า น้ำมะขามเปียก มะเขือเทศ โคเล โคเล ให้เข้ากัน
  • จากนั้นให้ใส่ไหลบัว และกุ้งสดลงไป ขั้นตอนนี้ไม่ต้องตำแล้ว ให้ใช้ทัพพีคลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากัน ชิมรสชาติที่ต้องการ เมื่อได้รสชาติที่ต้องการแล้ว ตักใส่จานพร้อมรับประทานค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง : mthai.com, sarakaset.com

เรียบเรียงโดย : นงนุช


บทความที่น่าสนใจ

ตำกระท้อน (Meliaceae) พร้อม 10 คุณประโยชน์ของกระท้อน

ตำกระท้อน (Meliaceae) พร้อม 10 คุณประโยชน์ของกระท้อน

ตำกระท้อน

ที่มา: https://www.tvpoolonline.com/

ตำกระท้อน


สวัดดีครับ วันนี้เรามีเมนู ตำกระท้อน หรือ ภาษาอีสานเรียกตำบักต้องนั่นเองครับ ซึ้งเป็นเมนูตำผลไม้ที่อร่อยและแซ่บมากเลยที่เดียวครับ และมีขั้นตอนการทำที่ไม่ยุ่งยากด้วยครับ มือใหม่ก็สามารถทำตำกินได้ง่ายๆเลย





ความรู้เกี่ยวกับกระท้อนนะครับ

กระท้อน เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งขึ้นอยู่ในเขตร้อนครับ ใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบครับ การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเรียงสลับครับ ใบย่อยรูปรีแกมไข่จนถึงขอบขนาน ขนาดประมาณ กว้าง 6 – 15 ซม. ยาว 8 – 20 ซม. เมื่อใบแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงดอกออกเป็นช่อ ที่ซอกใบบริเวณปลายกิ่ง ดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกสีเหลืองนวลครับ

ตำกระท้อน

“ผล” ผลอ่อนสีเขียวมีน้ำยางสีขาว เมื่อผลแก่เปลือกผลจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและมีน้ำยางลด น้อยลง รูปกลมแป้น ผิวมีขนแบบกำมะหยี่อ่อนนุ่ม ขนาดประมาณ 5 – 15 เชนติเมตร เมล็ดรูปรี มีปลอกเหนียวห่อหุ้ม มี 2 – 8 เมล็ด ภายในผลจะมีเมล็ด 3-5 เมล็ด และมีปุยสีขาวหุ้มอยู่ ซึ่งลักษณะ ของปุยและรสชาติจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละพันธุ์

เรามาดูกันว่ามีขั้นตอนการทำอย่างไหร่กันบ้างครับ

เริ่มจากการเตรียม วัตถุดิบ ซึ่งมีดังนี้

  • กระท้อน 1 -2 ลูก
  • น้ำปลาร้า(ซื้อแบบเป็นขวด)
  • น้ำตาลปี๊บ2 ช้อนชา (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ขึ้นอยู่กับความชอบ)
  • น้ำมะนาว1-2 ลูก
  • พริกขี้หนู เม็ด
  • มะเขือเทศ
  • กระเทียมไทย 2 กลีบ
  • ผงชูรส 1 ช้อนชา
  • ปูเค็ม 2 ตัว

วิธีทำ

  • นำครกใส่กระเทียม+พริกแดง ตำให้แหลก
  • ใส่มะเขือเทศบดพอแหลก
  • ใส่ปลาร้า+น้ำตาลปี๊บ+ผงชูรส+ปูเค็ม บุบให้เข้ากัน ใส่เนื้อกระท้อนตำพอช้ำ เคล้าให้เข้ากัน จัดเสิร์ฟ

คุณประโยชน์ดีๆ ของกระท้อน แน่นอนว่ามีดีมากกว่ารสชาติ แน่นอนจะมีอะไรบ้างไปดูกัน

  1. ลดคอเลสเตอรอลไม่ดี (LDL)
    กระท้อนอุดมไปด้วยเพกติน (เส้นใยที่ละลายน้ำได้) มันมีโคเลสเตอรอลที่ดี (HDL) ที่ช่วยจับโคเลสเตอรอลแย่ๆ ในลำไส้ ช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันถูกดูดซึมเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตของเรา หากร่างกายเรามีคอเลสเตอรอลไม่ดี (LDL) สูง ก็อาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงมในการเกิดโรคร้ายได้ อาทิ โรคหัวใจ ดันโลหิตสูง เป็นต้น
  2. ป้องกันโรคเบาหวาน
    กระท้อนเป็นผลดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพราะมันเต็มไปด้วยเส้นใย และมีน้ำตาลต่ำ โดยไฟเบอร์จะช่วยชะลอการย่อยอาหาร นั่นจึงช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่เลือด ทำให้น้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับที่ดี
  3. ป้องกันโรคมะเร็ง
    สารต้านอนุมูลอิสระในกระท้อนป้องกันการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง มีงานวิจัยงานหนึ่งที่ใช้หนูที่มีเนื้องอกมารับสารสกัดจากกระท้อนทุกวัน หลังจากใช้เวลาระยะหนึ่งปรากฏว่า ขนาดของเนื้องอกก็ลดลงมากเลยทีเดียว
  4. ควบคุมน้ำหนัก
    อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่ากระท้อนนั้นเต็มไปด้วยเส้นใย (ทั้งละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ) อาหารที่อุดมไปด้วยเส้นใยมักช่วยให้เรารู้สึกอิ่มนานขึ้น และความอยากอาหารลดลง ทำให้น้ำหนักตัวไม่พุ่งปรี๊ด ทั้งยังลดปัจจัยในการเกิดโรคอ้วนอีกด้วย
  5. ป้องกันโรคริดสีดวงทวาร
    เส้นใยต่างๆ ในกระท้อนช่วยทำให้อุจจาระอ่อน ทำให้คุณขับถ่ายได้ง่าย ไม่ต้องแปลกใจเลยถ้าวันไหนคุณรับประทานกระท้อนแล้วคุณจะรู้สึกสบายท้อง
  6. เสริมระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง
    ในกระท้อนมีสารเคอร์ซิตินซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของเราให้แข็งแรงขึ้นได้ ช่วยป้องกันความเสียหายของเซลล์ เพื่อให้เซลล์เจริญเติบโตให้อย่างปกติ นอกจากนั้นกระท้อนยังมีวิตามินซีที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอีกด้วย
  7. บรรเทาอาการท้องเสียและท้องผูก
    ไฟเบอร์ที่อยู่ในกระท้อนช่วยให้กระบวนการถ่ายอุจจาระง่ายขึ้น เส้นใยสามารถดึงน้ำออกจากลำไส้ของเราหรือดูดซับน้ำส่วนเกินจากอุจจาระ เพื่อให้อุจจาระนิ่มนั่นเอง
  8. บำรุงกระดูกและฟัน
    ใครจะรู้ว่ากระท้อนมีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่ช่วยรักษามวลความหนาแน่นของกระดูกให้แข็งแกร่ง ส่งผลให้คุณห่างไกลจากโรคกระดูกพรุน และยังช่วยบำรุงฟันให้แข็งแรง
  9. บำรุงผิวสวย
    กระท้อนเป็นแหล่งคอลลาเจนจากธรรมชาติชั้นดี ที่ช่วยบำรุงผิวของคุณให้ชุ่มชื้นและสดชื่นตลอดเวลา นอกจากนั้นยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินซีสูง ที่ช่วยบำรุงผิวของคุณให้เต่งตึง แลดูอ่อนเยาว์
  10. ป้องกันโรคความจำเสื่อม
    จากงานวิจัยพบว่า การดื่มน้ำกระท้อนเป็นประจำสามารถลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคความจำเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ได้ เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้ชนิดนี้ช่วยบำรุงสมอง ต่อสู้กับเซลล์สมองเสื่อมที่เกิดจากความชรา

ขอบคุณที่มา https://www.gourmetandcuisine.com,ตำกระท้อน, www.withikaset.com




บทความที่น่าสนใจ

วิธีการปลูกข่า เทคนิคง่ายๆ รายได้ดี

วิธีการปลูกข่า เทคนิคง่ายๆ รายได้ดี

วิธีการปลูกข่า

วิธีการปลูกข่า


ข่า เป็นพืชที่มีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่า “เหง้า” มีข้อ และปล้องเห็นได้ชัดเจน เนื้อในมีสีเหลือง และมีกลิ่นหอมเฉพาะลำต้นที่อยู่เหนือพื้นดินสูงถึง ๒ เมตร ใบสีเขียวออกสลับข้างกัน ดอกออกเป็นช่อที่ยอด ส่วนที่ใช้บริโภค คือ เหง้า ดอก หน่ออ่อน




การขยายพันธุ์ ขยายพันธุ์โดยหัว(เหง้า) ใต้ดิน

พันธุ์ที่ปลูก ข่าหยวก เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกและเป็นที่ต้องการของตลาด

การปลูกข่า

ควรเริ่มปลูกข่าในช่วงฤดูฝน ประมาณเตือนพฤษภาคม – มิถุนายน

  • เตรียมพันธุ์ โดยเลือกจากแปลงที่ปลูกเดิม เลือกเหง้าอ่อนที่มีการแทงยอดพร้อมเจริญเติบโตประมาณ 4 – 5 ต้น
  • เตรียมหลุมปลูก ระยะ 1 เมตร x 1 เมตรโดยปลูกแบบสลับฟันปลา เตรียมหลุมปลูก ขนาดกว้าง40 – 50 เซนติเมตร หลุมลึกประมาณ 10 เชนติเมตร หรือขุดลึกประมาณ 1 หน้าจอบ
  • รองกันหลุม ด้วยปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ประมาณ 1- 2 ช้อนแกง หรือ 1 กำมือ
  • ปลูกแล้ว ใช้ฟางหรือเศษหญ้าคลุมโคนต้น
  • รดน้ำ 7 – 10 วัน ต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ แต่การปลูกข่าบนคันบ่อ ไม่ต้องกังวลเรื่องการให้น้ำเพราะข่าจะได้รับความชื้นจากบ่อปลาอยู่แล้ว

การใส่ปุ๋ย

ใส่ครั้งเดียวเมื่อรองกันหลุมจนกระทั่งเริ่มเก็บเกี่ยว หลังจากนั้นจะใส่ทุกครั้งที่ทำการเก็บเกี่ยวโดยจะใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ ปุ๊ยอินทรีย์อัดเม็ด หรือปุ๋ยหมัก ประมาณ 1 กำมือ บางรายอาจใช้ปุ๋ยน้ำหมักในการบำรุงต้น โดยจะรดปุ๋ยน้ำหมักหลังจากทำการเก็บเกี่ยว เช่นกัน

การเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยวซ่าของจังหวัดสมุทรปราการจะเก็บข่าอ่อนเพื่อจำหน่ายเพราะสามารถขายได้ราคาดีกว่าข่าแก่ โดยจะเริ่มเก็บเกี่ยวหลังจากปลูกข่าได้ ประมาณ 8 เดือน แต่จะไม่ขุดทั้งกอ ขุดเฉพาะข่าอ่อนเท่านั้น เมื่อขุดแล้วจะเอาดินกลบหลุมแล้วตัดย่อยใบข่าที่ตัดออกเอาไปกลบโคนกอข่าแล้วรดด้วยน้ำหมักชีวภาพหลังจากนี้อีกประมาณ 3 – 4 เดือน ก็จะขุดข่าได้อีกครั้ง

  • เลือกส่วนที่จะทำการเก็บเกี่ยว โดยเลือกส่วนที่อยู่รอบนอกกอที่แตกออกมา ส่วนต้นไม่ควรมีใบเกิน 5 ใบ แล้วตัดใบส่วนนั้นทิ้ง เพื่อความสะดวกในการขุด
  • ขุดข่า โดยขุดเอาเฉพาะข่าอ่อนส่วนที่ต้องการออกมา แล้วตัดส่วนลำต้นให้เหลือประมาณ 10 – 25 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยแล้วกลบหลุมด้วยใบข่าที่ตัดทั้งหรือถางหญ้าบริเวณรอบ ๆ โคนกอข่า วิธีนี้ช่วยทำให้ได้ข่าอ่อนที่มีสีขาว ยอดอ่อนสีแดงสวย
  • นำข่าที่ขุดมาล้างเอาดินออกด้วยเครื่องฉีดน้ำอัดแรงตัน แล้วตัดแต่งลอกเอาเปลือกที่มีสีดำและส่วนที่ไม่ต้องการออก ตัดแต่งแล้วแช่ในน้ำสารส้ม (เอาสารสัมมาละลายน้ำ) ประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง วิธีนี้เป็นการล้างยางข่าที่ไหลออกมาหลังจากทำการตัดแต่ง และจะทำให้ข่าดูขาวมากขึ้น แล้วนำไปบรรจุใส่ถุงเพื่อจำหน่าย

การขุดข่า สามารถขุดเก็บผลผลิตได้ทุกวันแล้วแต่ความต้องการและข้อตกลงระหว่างเกษตรกรกับผู้รับซื้อ ดังนั้นเกษตรกรจะทำการขุดข่าประมาณวันละ 15 – 20 กอ แล้วหมุนเวียนไปกอใหม่ไม่ได้ขุดกอเดิมทำให้ข่ามีช่วงเวลาในการเจริญเติบโต สามารถเก็บเกี่ยวได้นาน

การจำหน่าย

บรรจุถุงพลาสติกใส ขนาดถุงละ 5 กิโลกรัม และ 10 กิโลกรัม ขายให้กับผู้รับซื้อ โดยผู้รับซื้อจะเข้ามารับข่าที่เกษตรกรเตรียมไว้ถึงบ้าน แต่จะเข้ามารับผลผลิต 2 วันต่อครั้ง (วันเว้นวัน) ทำให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวข่าตามช่วงเวลาที่ผู้รับซื้อกำหนดด้วย ราคาขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาด

ที่มา : เทคโน…เกษตร, สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรปราการ, www.sarakaset.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ

ถั่วพู ผักพื้นบ้านปลูกง่ายรสชาติอร่อย

ถั่วพู ผักพื้นบ้านปลูกง่ายรสชาติอร่อย

ถั่วพู

ถั่วพู (ชื่อวิทยาศาสตร์: Psophocarpus tetragonolobus) เป็นพืชล้มลุก ดอกสีขาวอมม่วง ผลเป็นฝักแบนยาวมี 4 ปีก ความยาวของฝักประมาณ 3-4 นิ้ว ภายในมีเมล็ดกลมเรียบ นิยมนำถั่วพูมาประกอบอาหารประเภทยำหรือกินสด ถั่วพูเป็นผักที่เสียเร็ว เหี่ยวง่ายและเกิดสีน้ำตาลเร็ว เก็บได้ไม่นาน คุณค่าทางอาหาร ถั่วพูมีคาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน ไขมัน แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินเอ ซี อี บี1 บี2 ไนอะซิน สรรพคุณทางยาบำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย บรรเทาอาการปวดเมื่อย แก้ตัวร้อน ลดไข้




สรรพคุณทางยาถั่วพู

ถั่วพูมีสรรพคุณทางยาดังนี้ หัวถั่วพูใช้บำรุงร่างกาย แก้อาการอ่อนเพลีย แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไข้กาฬ แก้โรคลมพิษกำเริบ ในตำรายาโบราณมีการนำเมล็ดถั่วพูมาต้มรับประทานหรือนำเมล็ดที่ต้มสุกแล้วมาบดให้ละเอียดผสมกับน้ำสุก ใช้ดื่มก่อนอาหาร 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น ช่วยบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงและเพิ่มกำลังวังชา

การเพาะเมล็ด

นำเมล็ดถั่วพูมาแช่น้ำอุ่นไว้ เป็นเวลา 1 คืน แล้วนำมาเพาะลงในถุงหรือกระบะเพาะชำ ใส่เมล็ดถั่วพูลงไปประมาณ 2-3 เมล็ด หลังจากนั้นประมาณ 15 วัน ต้นกล้าก็จะเริ่มงอกและแตกใบอ่อนออกมา 3 ใบ ทำการย้ายไปปลูกในหลุมที่ขุดไว้ โดยใช้ระยะห่างระหว่างหลุม ประมาณ 5-6 เมตร

ระยะปลูก

ขุดหลุมปลูกระยะ 1X 1 เมตร

การเตรียมดิน

ไถพรวนดิน ตากดินไว้ 5-7 วัน แล้วจึงไถดินครั้งที่ 2

การปลูก

นำเมล็ดพันธุ์หยอดหลุมละ 5 เมล็ด เมื่อเมล็ดงอกจนมี

ใบจริงให้ถอนแยกเหลือหลุมละ 2 ต้นต่อหลุม เมื่อถั่วพูมีอายุ

15 วัน จึงปีกค้างให้ถั่วพู

การให้น้ำ

ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ และเพียงพอ วันละ 1 ครั้ง

การใส่ปุ๋ย

หลังจากย้ายต้นกล้าของถั่วพูเป็นเวลาประมาณ 2 เดือน ถั่วพูจะเริ่มแทงช่อดอก ให้ผู้ปลูกใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 เพื่อเร่งการออกดอก และทำการใส่ปุ๋ยทุกๆ 15 วัน หลังจากนั้นประมาณ 3 เดือนก็จะเก็บฝักถั่วได้ตลอดระยะเวลา 6-12 เดือน โดยถั่วพู 1 ต้น จะให้ผลผลิตประมาณ 300-500 กรัมต่อวัน ถั่วพูมีราคาขายในท้องตลาดอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 บาท

การป้องกันจำกัด

  • วัชพืช กำจัดวัชพืชทุกครั้งที่มีการใส่ปุ๋ย หรือเมื่อเกิดวัชพืชขึ้น
  • โรคราแป้งรดด้วยน้ำสกัดชีวภาพสูตรสมุนไพรป้องกันกำจัดเชื้อรา ในอัตรา 30-50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ทุก 5-7 วัน

การเก็บเกี่ยว

อายุการเก็บเกี่ยว ประมาณ 60 วัน เก็บเกี่ยว วัน-เว้นวัน นิยมเก็บฝักอ่อนเพราะราคาดีกว่าฝักแก่

ที่มา : withikaset.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ