การเพาะเลี้ยงกบแบบธรรมชาติ  ประหยัดต้นทุนทำบ่อ กบโตไว

การเพาะเลี้ยงกบแบบธรรมชาติ ประหยัดต้นทุนทำบ่อ กบโตไว

การเพาะเลี้ยงกบแบบธรรมชาติ

การเพาะเลี้ยงกบแบบธรรมชาติ


การเพาะเลี้ยงกบ เป็นอาชีพการเกษตรทางด้านการประมงอีกอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะกบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่เลี้ยงง่าย กินอาหารน้อยเจริญเติบโตเร็ว ต้นทุนการผลิตต่ำ ใช้เวลาเลี้ยงสั้นสามารถบริโภคได้ตั้งแต่ระยะลูกอ๊อด ลูกกบเล็ก ไปจนถึงกบขนาดใหญ่ ทั้งนี้ตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศมีความต้องการกบเพื่อการบริโภคและเพื่อใช้ประโยชน์เพิ่มมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันปริมาณกบในธรรมชาติกลับลดน้อยลงเป็นจำนวนมาก อันเนื่องมาจากการขยายตัวของชุมชน การใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะภาวะโลกร้อน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบทำให้ถิ่นที่อยู่อาศัยในธรรมชาติของกบถูกทำลายไป นอกจากนี้การจับกบในธรรมชาติมาบริโภคอย่างต่อเนื่องยังทำให้วงจรชีวิตของกบขาดหายไป (เทพพิทักษ์ และอภินันท์, 2560)





การเพาะเลี้ยงกบแบบธรรมชาติ สำหรับการเพาะเลี้ยงกบแบบธรรมชาตินั้นเราจะคำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่รอบข้างที่มี นำมาพัฒนาเพื่อให้เกิกประโยชน์สูงสุดในการเพาะเลี้ยงกบโดยอาศัยวิธีการที่เรียบง่าย ประหยัด ที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศมีปลอดภัยจากสารเคมีตกค้างทางการเกษตร และไม่เป็นอันตรายต่อผู้เพาะเลี้ยงที่สำคัญนั้น กบจะแข็งแรงและโตไว ไม่ค่อยเกิดโรค

ข้อดีของการเพาะเลี้ยงกบโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ

  • เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ เป็นมิตรกับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง การทำเกษตรธรรมชาติไม่เพียงแต่จะปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมแต่ยังช่วยให้ระบบนิเวศคืนสู่สภาพปกติ
  • ลดต้นทุนการผลิต เช่น ต้นทุนเลี้ยงของบ่อเพาะเลี้ยง ต้นทุนเรื่องอาหาร ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรงกว่า โตไว
  • ทำได้ในสภาพท้องถิ่นต่างกัน ด้วยหลักการเดียวกันแต่มีวิธีการปฏิบัติหลากหลาย สามารถนำไปทำได้ใน หลายภูมิภาค และจะมีเทคนิคเฉพาะในแต่ละท้องถิ่น
การเพาะเลี้ยงกบแบบธรรมชาติ

ที่มารูปภาพ | ยอดอรุณสมาร์ทฟาร์ม

ทำอย่างไรจึงจะทำให้การเพาะเลี้ยงกบมีประสิทธิภาพสูงสุด

  • การออกแบบบ่อเลี้ยงให้กลมกลืนและเหมาะสมกับวิถีชีวิตของกบให้มากที่สุดโดยการใช้สิ่งที่ธรรมชาติให้มาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • ใช้ อาหารที่ สามารถหาได้จากธรรมชาตินำใช้เลี้ยงร่วมกับอาหารสังเคราะห์ให้ได้มากที่สุด เพื่อประหยัดต้นทุนด้านอาหาร
  • ลดการใช้ยาปฏิชีวนะในการป้องกันรักษาโรคที่ไม่จำเป็น โดยการใช้จุลินทรีย์ที่ดีและมีประโยชน์และมีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมร่วมด้วย
  • ใช้พืชสมุนไพรที่หาได้ในพื้นที่ พื้นที่รอบข้างและพื้นที่ข้างเคียง นำมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะเลี้ยงอย่างถูกวิธี ทดแทนการใช้สารสังเคราะห์อื่นๆ และลดสารตกค้างในสภาพแวดล้อม
  • น้ำเสียที่เกิดขึ้น สามารถนำไปทำเป็นปีขรดต้นไม้ หรือใช้จุลินทรีย์ในการปรับสภาพน้ำเสียก่อนที่จะปล่อยทิ้งหรือก่อนนำกลับมาใช้ใหม่
  • เลี้ยงในปริมาณที่พอดีที่เหมาะสมกับทรัพยากรธรรมชาติและวัสดุที่มีอยู่ การใช้แรงงานในการเพาะเลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการเลี้ยงในครัวเรือน การเลี้ยงแบบเกษตรผสมผสาน หรือการเลี้ยงในลักษณะของผู้ประกอบการ และควรคำนึงในการเลือกใช้ปัจจัยการผลิตจากธรรมชาติให้ถูกชนิดและปริมาณและช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเลี้ยง เพื่อที่ทำให้มีประสิทธิภาพในการเลี้ยงที่จะเกิดผลที่ดีที่สุดในการเลี้ยงกบ

ขั้นตอนการทำบ่อเลี้ยงเพาะเลี้ยงกบแบบธรรมชาติ

การเลี้ยงกบโดยแบบรธรรมชาติ เป้าหมายหลักคือการเลี้ยงในรูปแบบใช้ประโยชน์จากทรัพยากรจากธรรมชาติมาทำบ่อเลี้ยงเพื่อให้มีต้นทุนต่ำ และสามารถใช้ประ โขชน์ได้อย่างสูงสุด ดังนั้นรูปแบบบ่ออาจจะต้องมีการพัฒนานำสิ่งที่ดี หาง่ายในพื้นที่มาใช้ในการทำบ่อ เพื่อที่จะนำมาไปสู่การพัฒนาทำรูปแบบและ วิธีการเพาะเลี้ยงการทำบ่อเลี้ยงอาจทำได้หลายแบบประกอบกัน ได้แก่

การเพาะเลี้ยงกบแบบธรรมชาติ

ที่มารูปภาพ | ยอดอรุณสมาร์ทฟาร์ม

การทำบ่อดิน

บ่อดินมีความเหมาะสมในการใช้เพาะเลี้ยงกบมาก เนื่องจากมีการลงทุนต่ำ สามารถใช้วัสดุธรรมชาติที่หาได้ง่ายในครัวเรือน และมีสภาพคล้ายคลึงธรรมชาติมากที่สุด ซึ่งขนาดของบ่อทำได้ตั้งแต่ขนาด 2.5 x 3.0 ตารางเมตร แต่ไม่ควรใหญ่เกินกว่า 3.0 x 4.0 ตารางเมตร เนื่องจากต้องมีการคัดขนาดกบ และดูแลรักษาจะทำได้ยาก พื้นที่ควรเลือกบริเวณที่มีแดดส่องถึง โดยทำการปรับสภาพพื้นที่เป็นดินให้เรียบล้อมรอบบ่อด้วยตาข่ายในล่อนสีฟ้าสูง เ เมตร ฝังตีนตาข่ายลึกลงไปในดินประมาณ 20 เซนติเมตร เพื่อกันกบมุดหนีหรือสัตรูภายนอกมุดเข้ามาทำอันตรายกบ บริเวณที่เป็นแอ่งน้ำอาจขุดเป็นบ่อน้ำเล็กๆถ้าดินสามารถเก็บน้ำได้ ในกรณีที่เป็นสภาพพื้นที่ไม่เก็บน้ำ ให้ใช้ภาชนะเช่น กะละมังขนาดกลาง หรือถังซีเมนต์กลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 90 เซนติเมตร ด้านบนปากบ่อคลุ่มด้วยตาข่ายไนล่อนสีฟ้าหรือแสลนให้มิดชิดเพื่อ ป้องกันศัตรูธรรมชาติ เช่น จิ้งเหลน นก แมว งู และ คน

ข้อดีและข้อเสียงของบ่อดินลักษณะนี้มี
ข้อดี มีความเหมาะสมสำหรับการใช้ในการเลี้ยงกบเนื้อระยะ 3 -5 เดือน และสามารถใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์กบหรือเลี้ยงกบข้ามฤดูกาลในช่วงฤดูหนาวได้ดี

ข้อเสีย ดูแลรักษาความสะอาดยาก และใช้ขยายพันธุ์ไม่ได้ และยังจบกบเพื่อจำหน่ายยากเนื่องจากมีพื้นที่อิสระและใหญ่




บ่อดินลักษณะกึ่งถาวร

เป็นบ่อดินที่พัฒนาขึ้นมาสามารถทำได้ในลักษณะนี้ โดยการก่อขอบบ่อด้วยอิฐบล็อกสูง 2-3 ก้อน ต่อขอบด้านบนด้วยตาข่ายไนล่อนสีฟ้า ด้านบนปากบ่อมีตาข่ายคลุมปิด เพื่อป้องกันนก ศัตรูธรรมชาติอื่นๆ หรือแมลงปอลงวางไข่ ภายในปรับสภาพพื้นดินให้เรียบขุดบ่อขนาด 1.5 x 1.5 เมตร ลึกลงไปในดินประมาณ 50-70 เซนติมตร ฝังท่อระบายน้ำถ้าสามารถทำได้

อาหารที่ใช้เลี้ยงกบ

  • การเลี้ยงลูกอ๊อด ระยะ 2-3 วันแรกหลังจากที่เป็นลูกอ๊อดไม่ต้องให้อาหาร เพราะถูกอ๊อด ขังมีถุงไข่แดงที่ติดมากับท้องเป็นแหล่งอาหาร ถูกอ๊อคเริ่มกินอาหารครั้งแรกเมื่ออายุ 3 วัน ไรน้ำ เป็นแหล่งอาหารเสริมจากธรรมชาติที่ดีสำหรับลูกอ็อดที่เกษตรกรสามารถเพาะเลี้ยงเองได้ ในกรณีที่มีลูกอ๊อดเป็นจำนวนมาก อาจเสริมการให้อาหารด้วยการให้ผักกาดลวกน้ำร้อนกึ่งสุก เสษปลาต้มสุก รำละเอียด เศษเนื้อปลาบดผสมรำ เศษเครื่องในสัตว์ต้มสุก หรือหอยเชอร์รี่ต้มสุก บดผสมรำละเอียด ร่วมด้วย และเมื่อลูกอ๊อดโตขึ้นอาจให้อาหารสังเคราะห์สำร็จรูปชนิดเม็ดสำหรับใช้ลี้ยงลูกกบโรยให้กินร่วมด้วย การให้อาหารควรให้ทีละน้อยและวางไว้ตลอดเวลาเพราะลูกอ๊อดจะกินอาหารตลอดวัน
  • การเลี้ยงลูกกบ ต้องฝึกให้ลูกกบให้กินอาหารสังเคราะห์ในช่วงแรกก่อน เนื่องจากถ้ำให้ลูกกบกินอาหารธรรมชาติตั้งแต่เริ่มต้น อาจจะก่อให้เกิดปัญหาในกรณีที่มีอาหารธรรมชาติไม่พอเพียง ดังนั้นจึงควรฝึกให้กินอาหารสังเคราะห์ให้เป็นก่อน จากนั้นให้อาหารเสริมจากธรรมชาติ เช่นปลวก ไส้เดือน จิ้งหรีดหรือหนอนนก จากที่เราสามารถเพาะเลี้ยงได้เอง การฝึกเริ่มตั้งแต่ระยะที่ลูกอ๊อดหางหดหมดมีขา 4 ขาเจริญครบสมบูรณ์ เรียกระยะเริ่มขึ้นกระดาน อาหารสังเคราะห์สำเร็จรูปชนิดเม็ดเล็กพิเศษใช้เลี้ยงกบหรือเลี้ยงปลาคุกเล็ก หรือปลาสดบดละเอียดผสมรำที่เกษตรกรผลิตขึ้นเอง 3 – 5 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม มีโปรตีนไม่ต่ำกว่า 30-35 เปอร์เซ็นต์ วิธีฝึกให้ลูกกบกินอาหารทำได้หลายวิธี เช่น ใส่อาหารในภาชนะหรือบนจานแล้ววางปริ่มน้ำ หรือ โรยอาหารเม็ดลงในน้ำ ถ้าโรยอาหารลงในน้ำต้องโรยในบริเวณที่ลูกกบสามารถนั่งได้และหัวไม่จมน้ำ ซึ่งทั้งสองวิธีนี้สามารถใช้ได้ทั้งในกบนาและกบบูลฟร็อก
  • กบรุ่นหรือกบเนื้อ เมื่อลูกกบอายุประมาณ 2 เดือน สามารถให้สังเคราะห์ที่มีขนาดเม็ดใหญ่ขึ้นร่วมกับอาหารธรรมชาติที่เกษตรกรสามารถเพาะเลี้ยงได้เองโดยวิธีง่ายๆ นอกจากนี้การใช้ชนิดของอาหารอาจขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และ วิธีการเลี้ยงของเกษตรกร ถ้ผู้เลี้ยงกบนาอยู่ใกลับริเวณที่สามารถหาปลาสดได้ อาจใช้ปลาสดบดหรือสับเป็นชิ้นวางในภาขนะปริ่มน้ำหรือเหนือน้ำ หรือใช้ปลาสดบดผสมรำในอัตรา 3:1 หรือให้อาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ดที่ใช้เลี้ยงกบหรือเลี้ยงปลาดุก
  • พ่อแม่พันธุ์ กบพ่อแม่พันธุ์และมีอายุ 8-10 เดือน และมีการเจริญเติบโตดีแล้ว ควรลดการให้อาหารให้เหลือเพียงครั้งเดียวในช่วงเวลาเย็น หรือให้อาหารธรรมชาติ เช่น ปลวก ไส้เดือน หนอนนกจิ้งหรีด เป็นต้น

อาหารธรรมชาติที่ผลิตได้เอง

สำหรับอาหารที่สามารถหาได้ตามธรรมชาติ หรือ เพาะเลี้ยงเองได้นั้นมีอยู่ด้วยกันหลายอย่างแต่ที่กบนิยมกินและชอบมากๆ จะเป็นพวก ใส้เดือนดิน ปลวก จิ้งหรีด และแมลงต่างๆ เป็นต้น ซึ่งอาหารตามธรรมชาติเหล่านี้สามารถนำมาเสริมเพื่อลดต้นทุนในการเลี้ยงกบลงได้ อีกทั้งยังไม่เป็นอันตรายต่อกบด้วย ถูกและดีมีในธรรมชาติ

การเจริญเติบโต

การเจริญเติบโตของกบนา จากลูกอ๊อดไปเป็นลูกกบโดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 28 – 45 วัน ในการเลี้ยงถ้าบังคับให้ลูกอ๊อดเจริญไปเป็นลูกกบร็วกว่าปกติจะ ได้ลูกกบมีขนาดเล็ก การฝึกให้กินอาหารยากขึ้นอัตราการรอดต่ำลง ดังนั้นไม่ควรเร่งให้ลูกอ๊อดเจริญเป็นลูกกบเร็วกว่าอัตราการเจริญเติบโตตามปกติ

การเจริญจากลูกกบไปเป็นกบเนื้อใช้เวลา 3-5 เดือน กบเนื้อที่มีอายุประมาณ 4-5 เดือน มีความยาวของลำตัวประมาณ 4 นิ้ว มีน้ำหนักตัวอยู่ระหว่าง 200-300 กรัม (ขึ้นอยู่กับเพศ) กบที่พบว่ามีขนาดใหญ่ในระยะนี้มักจะเป็นเพสเมีย ส่วนที่มีขนาคเล็กจะเป็นเพศผู้

การเจริญเดิบโตของพ่อแม่พันธุ์ใช้เวลา 10- 12 เดือน ทั้งนี้การเจริญเติบโตในแต่ละระยะ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างในด้านการจัดการ เช่น อาหารที่ใช้เลี้ยง การดูแลรักษาความสะอาดของบ่อ ความหนาแน่นที่ปล่อย และ การคัดขนาด เป็นต้น

เลี้ยงกบแล้วไปขายที่ไหนดี?

เกษตรกรเลี้ยงกบหลายๆท่าน ที่เป็นมือใหม่ในการเลี้ยงกบนั้นมักจะประสบปัญหาในการขายกบ เลี้ยงแล้วไม่รุ้จะขายให้ใคร หรือ ขายแล้วราคาไม่ดีบ้าง โดนพ่อค้าที่มารับซื้อกดราคาบ้าง และปัญหาต่างๆมากมาย สำหรับมือใหม่ในการเลี้ยงกบนั้นถ้ายังไม่มีตลาดรับซื้อที่แน่นอนนั้น ควรเริ่มจากการเลี้ยงน้อยไปหามาก โดย เริ่มจำหน่ายในชุมชนท่านก่อน อาจจะเป็นจำหน่ายลูกอ๊อดตัวเล็กๆไปถึงตัวโตเต็มไวก้ได้ แต่ถ้าเลี้ยงเป็นจำนวนมากนั้นจะต้องมีการวางแผนด้านการตลาดให้ดี ว่าจะนำกบไปจำหน่ายที่ไหน เช่น มีพ่อค้าคนกลางมารับ หรือ มีฟาร์มที่เราซื้อลูกอ็อดมาเลี้ยงรับซื้อคืน และปัจบันนั้นได้มีการตลาดออนไลน์เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในการชื้อขายมีกลุ่มซื้อขายเฉพาะทางมากมายเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านนี้ด้วย

ที่มา | ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจาก – พระราชดำริ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

สูตรอาหารไก่ไข่อินทรีย์

สูตรอาหารไก่ไข่อินทรีย์

สูตรอาหารไก่ไข่อินทรีย์

ปัจจุบันแนวโน้มของผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มาจากการทำเกษตรรูปแบบอินทรีย์มากขึ้น เพื่อความปลอดภัยในการบริโภค ดังนั้นวันนี้เรามีสูตรอาหารไก่ไข่อินทรีย์มาฝากกัน วิธีทำจะเป็นอย่างไรไปดูกันะเลย



วัตถุดิบ

  • ข้าวโพดอินทรีย์ (บดหยาบ) 3 กิโลกรัม
  • รำละเอียด 2 กิโลกรัม
  • ถั่วเหลืองอินทรีย์ (บดหยาบ) 1.2 กิโลกรัม
  • ปลายข้าวอินทรีย์ 1 กิโลกรัม
  • ปลาป่น 5 ขีด
  • ถั่วอบ 7 ขีด
  • เปลือกหอย (บดหยาบ) 1.5 กิโลกรัม
  • หินเกล็ด (ขนาดประมาณ 2-3 มิลิเมตร) 5 ขีด
  • เกลือ 20 กรัม
  • น้ำมันพืช/สัตว์ 180 กรัม

วิธีทำ
นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลิกเคล้าให้เข้ากัน โดยใส่ข้าวโพด รำละเอียด เปลือกหอย ถั่วเหลืองอินทรีย์ ปลายข้าวอินทรีย์ ปลาป่น นินเกล็ด น้ำมันพืช และเกลือตามลำดับ จากนั้นนำปให้ไก่รับประทานได้

สูตรอาหารไก่ไข่อินทรีย์


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การผลิตน้ำส้มควันไม้ ไว้ใช้งานในการเกษตรและครัวเรือน

การผลิตน้ำส้มควันไม้ ไว้ใช้งานในการเกษตรและครัวเรือน

การผลิตน้ำส้มควันไม้

การผลิตน้ำส้มควันไม้


น้ำส้มควันไม้ คือ ควันที่เกิดจากการเผาถ่านในช่วงที่กำลังเปลี่ยนเป็นถ่าน เมื่อทำให้เย็นลงจนควบแน่น และกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ของเหลวที่ได้เรียกว่า “น้ำส้มควันไม้” น้ำส้มควันไม้ได้จากการดักเก็บควันอยู่ในช่วง ของการเผาถ่านอุณหภูมิปากปล่องประมาณ 80-150 องศาเซลเซียส หรือสังเกตจากควันที่ปากปล่องจะ มีสีขาวขุ่น กลิ่นฉุนหรือใช้กระเบื้องแผ่นเรียบสีขาวอังบนปากปล่องทิ้งไว้สักครู่ แล้วนำแผ่นกระเบื้องมาดู หยดน้ำที่เกาะบนกระเบื้องจะใสและหรือมีสีเหลืองปนน้ำตาล




ประโยชน์ของน้ำส้มควันไม้

        น้ำส้มควันไม้มีสารประกอบต่างๆ มากมาย เมื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร จะมีคุณสมบัติต่างๆ ดังนี้คือ เป็นสารปรับปรุงดิน สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และสารเร่งการเติบโตของพืชบริเวณส่วนราก ลำต้น หัว ใบและดอกผลของพืชบางชนิด การใช้น้ำส้มควันไม้ราดในดินปลูกพืช จะช่วยเร่งการเจริญเติบโต ของพืชและควบคุมโรคพืชที่มีสาเหตุมาจาก ไส้เดือนฝอย เชื้อรา นอกจากนั้นน้ำส้มควันไม้ยังมีคุณสมบัติ เป็นฮอร์โมนพืช และในบางกรณีเป็นตัวยับยั้งการเจริญเติบโตส่วนต่างๆ ของพืชเมื่อใช้น้ำส้มควันไม้ใน อัตราส่วนที่มากน้อยต่างกันไป น้ำส้มควันไม้จะมีพิษต่อพืชสูงเมื่อราดลงดินในปริมาณมาก หรือนำไปใช้กับ พืชโดยไม่ผสมน้ำให้เจือจางจะเกิดผลเสีย เช่นกัน

        นอกจากนี้ มีการนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม เช่น ใช้ผลิตสารดับกลิ่นตัว ผลิตสารปรับผิวนุ่มผลิตยารักษาโรคผิวหนัง เป็นต้น และเนื่องจากน้ำส้มควันไม้มีความเป็นกรดสูง ดังนั้น ก่อนที่จะนำไปใช้ควรจะนำมาเจือจางให้เกิดสภาวะที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน ดังนี้

การผลิตน้ำส้มควันไม้

มีหลายตำราที่กล่าวถึงการทำน้ำส้มควันไม้ซึ่งก็ไม่แตกต่างกันในเรื่องผลลัพธ์หากแต่วิธีการ จะแตกต่างกัน ซึ่งในเอกสารนี้ขอนำวิธีการผลิตน้ำส้มควันไม้ของศูนย์การศึกษาพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริมาถ่ายทอด

น้ำส้มควันไม้

การผลิตน้ำส้มควันไม้จากการเผาถ่านด้วยเตาเผาถ่าน 200 ลิตร เตาเผาถ่าน 200 ลิตร เป็นเตาที่มีประสิทธิภาพสูง เตาประเภทนี้อาศัยความร้อนไล่ความชื้นในเนื้อไม้ที่มีอยู่ในเตา ทำให้ไม้ กลายเป็นถ่านหรือเรียกว่า กระบวนการคาร์บอนไนเซชั่น นอกจากนี้โครงสร้างลักษณะปิดทำให้สามารถ ควบคุมอากาศได้จึงไม่มีการลุกติดไฟของเนื้อไม้ผลผลิตที่ได้จึงเป็นถ่านที่มีคุณภาพ ขี้เถ้าน้อย และผลพลอยได้จากกระบวนการเผาถ่านอีกอย่างหนึ่งคือ น้ำส้มควันไม้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ในด้านการเกษตรได้

ขั้นตอนการนำไม้เข้าเตาเผาถ่าน

นำไม้ที่ต้องการเผาถ่าน มาจัดแยกกลุ่มตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของไม้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ เรียงไม้ที่มีขนาดเล็กไว้ด้านล่างของเตา ขนาดใหญ่ไว้ด้านบน โดยวางทับไม้หมอนยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร การเรียงไม้นี้มีความสำคัญมาก เนื่องจากอุณหภูมิ ในเตาขณะเผาถ่านไม่เท่ากัน โดยอุณหภูมิด้านล่างเตาจะต่ำ ส่วนอุณหภูมิที่อยู่ด้านบนเตาจะสูงกว่า

ขั้นตอนการเผาถ่าน

ช่วงที่ 1 ไล่ความชื้น หรือคายความร้อน

เริ่มจุดไฟเตา บริเวณที่อยู่หน้าเตา ใส่เชื้อเพลิงให้ความร้อนกระจายเข้าสู่เตาเพื่อไล่อากาศเย็นและ ความชื้นที่อยู่ในเตาและในเนื้อไม้ควันที่ออกมาจากปล่องควันจะเป็นสีขาว ควันจะมีกลิ่นเหม็น ซึ่งเป็นกลิ่นของกรดที่อยู่ในเนื้อไม้ อุณหภูมิบริเวณปากปล่องควันประมาณ 70–75 องศาเซลเซียส อุณหภูมิ ภายในเตา ประมาณ 150 องศาเซลเซียส ใส่เชื้อเพลิงต่อไป ควันสีขาวตรงปล่องควันจะเพิ่มขึ้นอุณหภูมิ บริเวณปากปล่องควันประมาณ 70-75 องศาเซลเซียส อุณหภูมิภายในเตาประมาณ 200-250 องศาเซลเซียส ควันมีกลิ่นเหม็นฉุน

ช่วงที่ 2 เมื่อไม้กลายเป็นถ่าน หรือ ปฏิกิริยาคลายความร้อน

เมื่อเผาไปอีกระยะหนึ่ง ควันสีขาวจะเริ่มบางลง และเปลี่ยนเป็นสีเทา อุณหภูมิบริเวณปากปล่องควัน ประมาณ 80-85 องศาเซลเซียส อุณหภูมิภายในเตาประมาณ 300-400 องศาเซลเซียส ไม้ที่อยู่ในเตาจะคาย ความร้อนที่สะสมเอาไว้เพียงพอที่จะทำให้อุณหภูมิในเตาจะเพิ่มสูงขึ้น ในช่วงนี้ค่อยๆ ลดการ ป้อนเชื้อเพลิงหน้าเตาจนหยุดการป้อนเชื้อเพลิงหน้าเตา จะต้องควบคุมอากาศโดยการหรี่หน้าเตาหรือ ลดพื้นที่หน้าเตาลงให้เหลือช่องพื้นที่หน้าเตา ประมาณ 20-30 ตารางเซนติเมตร สำหรับให้อากาศเข้า เพื่อรักษาระดับของอุณหภูมิในเตาไว้ให้นานที่สุด และยืดระยะเวลาการเก็บน้ำส้มควันไม้ให้นานที่สุด

โดยช่วงที่เหมาะสมกับการเก็บน้ำส้มควันไม้ควรมีอุณหภูมิบริเวณปากปล่องควัน ประมาณ 85-120 องศาเซลเซียส เนื่องจากเป็นช่วงที่สารในเนื้อไม้ถูกขับออกมา จากนั้นควันก็เปลี่ยนจากควันสีเทาเป็นสีน้ำเงิน จึงหยุดเก็บ น้ำส้มควันไม้อุณหภูมิบริเวณปากปล่องควันประมาณ 100-200 องศาเซลเซียส อุณหภูมิภายในเตา ประมาณ 400-450 องศาเซลเซียส

การเก็บรักษาน้ำส้มควันไม้

น้ำส้มควันไม้ที่ได้จากการดักเก็บจะไม่นำไปใช้ประโยชน์ทันทีเนื่องจากการเปลี่ยนจากไม้เป็นถ่าน ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งเตา ดังนั้น ควันที่เกิดขึ้นจึงเป็นควันที่ผสมกันระหว่างควันที่อุณหภูมิต่ำและสูง ซึ่ง จะมีน้ำมันดินและสารระเหยหงายปนออกมาด้วย น้ำมันดินที่ละลายน้ำไม่ได้จะนำไปใช้ประโยชน์ ในการเกษตรไม่ได้เพราะจะไปปิดปากใบของพืช และเกาะติดรากพืชทำให้พืชเติบโตช้าหรือตายได้นอกจากนี้ หากเทลงพื้นดินจะทำให้ดินแข็งเป็นดาน รากพืชไม่สามารถไชลงดินได้จึงแนะนำว่า เมื่อเก็บน้ำส้มควันไม้ แล้วต้องทิ้งช่วงและมีการทำให้น้ำส้มควันไม้บริสุทธิ์ก่อนนำไปใช้ประโยชน์อย่างน้อย 3 เดือน โดยการเก็บใน ที่เย็นร่ม หรือเก็บไว้ในภาชนะทึบแสงและไม่มีสิ่งรบกวน หากเก็บไว้ที่โล่งแจ้งน้ำส้มควันไม้จะทำปฏิกิริยากับ อากาศ และรังสีอุลตร้าไวโอเลตในแสงอาทิตย์กลายเป็นน้ำมันดินซึ่งในน้ำมันดินจะมีสารก่อมะเร็ง และหาก นำไปใช้กับพืช น้ำมันจะจับกับใบไม้ทำให้ต้นไม้ไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ดี



ข้อควรระวังในการใช้น้ำส้มควันไม้

  • ก่อนนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ต้องทิ้งไว้จากการกักเก็บก่อนอย่างน้อย 3 เดือน
  • เนื่องจากน้ำส้มควันไม้มีความเป็นกรดสูง ควรระวังอย่าให้เข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้
  • น้ำส้มควันไม้ไม่ใช่ปุ๋ยแต่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ดังนั้นการนำไปใช้ทางการเกษตรจะเป็นตัวเสริม ประสิทธิภาพ ให้กับพืชแต่ไม่สามารถใช้แทนปุ๋ยได้
  • การใช้เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์และแมลงในดิน ควรทำก่อนเพาะปลูกอย่างน้อย 10 วัน
  • การนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ต้องผสมน้ำให้เจือจางตามความเหมาะสมที่จะนำไปใช้
  • การฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้เพื่อให้ดอกติดผล ควรพ่นก่อนที่ดอกจะบาน หากฉีดพ่นหลังจาก ดอกบานแมลงจะไม่เข้ามาผสมเกสรเพราะกลิ่นฉุนของน้ำส้มควันไม้และดอกจะร่วงง่าย

แหล่งข้อมูลและสอบëามข้อมูลได้ที่ :

  • กรมส่งเสริมการเกษตร
  • ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โทรศัพท์ : 0-3938-8116-8 โทรสาร : 0-3938-8119

บทความอื่นที่น่าสนใจ

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ สวยทันสมัยน่าอยู่

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ สวยทันสมัยน่าอยู่

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น




สวัสดีครับทุกท่านวันนี้เรามี แบบบ้านสวยๆ มาให้เรารับชมกันเช่นเคย ซึ่งวันนี้เป็น แบบบ้านสไตล์โมเดิร์นโทนสีขาว ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 รับแขก 1 ห้องครัว พร้อมระเบียงรอบบ้าน จอดรถได้ 2 คัน เฉพาะตัวบ้านราคา 1.35 ล้านบาท (ฟรีของแถมมากมาย) ตัวบ้านยกพื้นสูง  เป็นผลงานการสร้างของ  กิจเจริญ ไพบูลย์ ก่อสร้าง สถานที่ก่อสร้าง พิกัด บ้านสว่าง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เราไปชมบ้านหลังนี้กันเลย

ขอบคุณข้อมูล | กิจเจริญ ไพบูลย์ ก่อสร้าง

กิจเจริญ ไพบูลย์ ก่อสร้าง

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

สำหรับบรรยากาศรอบบ้านนั้นดูเงียบสงธรรมชาติรอบบ้านน่าอยู่ หลังคาทรงโมเดิร์นเพิงแหงนที่เล่นระดับ มุงด้วยแผ่นเมทัลชีทอย่างดี ฝ้าชายคาสีขาวเป็นแบบที่มีรูระบายอากาศ ผนังปูนฉาบเรียบทาสีขาวเทา โดยฐานขอบล่างเป็นสีฟ้า จากนั้นแต่งเสริมด้วยระแนงยาวสีเทา บ้านหลังนี้ยกพื้นเล็กน้อย เทคอนกรีตที่พื้นรอบๆตัวบ้าน เพื่อเป็นการเสริมฐานให้แข็งแรง และยังง่ายต่อการทำความสะอาดอีกด้วย

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

บันไดทางขึ้นหน้าบ้านขนาดใหญ่ปูด้วยกระเบื้องสีเทาสวยงาม เพิ่มความสะดวกสบายให้เจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น



โรงจอดรถขนาดใหย่ที่สร้างไว้ด้านข้าง นั้นสามารถจอดรถยนต์ได้ 2 คัน และพื้นปูทับด้วยกระเบื้องอย่างดี ออกเป็นโทนสีเทา แต่งเสาที่เป็นโครงสร้างด้วยสีฟ้าที่สดใส ฝังไฟดาวน์ไลท์ไว้ที่ฝ้าเพดาน และโซนด้านหลังนั้นมีประตูไม้เพื่อเข้าภายในตัวบ้านเพิ่มความสะดวกสะบายให้เจ้าของบ้าน

ภายในตัวบ้านนั้นเป็นห้องโถงใหญ่ ประตูบ้านและหน้าต่างเป็นกระจก เปิดมาเป็นห้องโถงที่ภายในปูพื้นด้วยกระเบื้องสีขาวสวยงาม ผนังภายในตกแต่งด้วยโทนสีขาวติดบัวกันเปื้อนน้ำตาล ฝ้าเพดานเป็นแบบหลุมประดับด้วยโคมไฟบนเพดาน และหน้าที่เป็นกระจกขนาดใหญ่



ห้องนอนที่สร้างไว้ตามจุดต่างๆ ประตูห้องเป็นบานไม้สีน้ำตาลที่แข็งแรง และตัดกับสีผนังได้อย่างลงตัว ภายในยังคงแต่งด้วยโทนสีขาวสว่างแบบห้องโถง แต่ฝ้าเพดานเลือกใช้แบบเรียบ หน้าต่างกระจกบานใหญ่ช่างโดดเด่น ตัดกับสีผนังได้อย่างชัดเจน

ภายห้องน้ำนั้น ปูพื้นด้วยกระเบื้องลายเทาตัดดำ ส่วนของผนังภายในนั้นตกแต่งด้วยกระเบื้องสีเทาอ่อนตัดลายด้วยกระเบื้องสีดำ ในห้องมีการติดตั้งตู้เคาน์เตอร์พร้อมติดตั้งอ่างล้างหน้าและกระจกส่องหน้ากรอบที่ดูเข้ากันอย่างดี

จบไปแล้วครับ กับแบบบ้านโมเดิร์นชั้นเดียวหลังนี้ที่สร้างและออกแบบมาได้อย่างลงตัว หากทุกท่านชอบและได้ไอเดียดีๆ ไปใช้กับบ้านของท่าน หากใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ 

โทร. 0661210255, 0964053657
LINE ID: nirabon26

ขอบคุณที่มา: เพจ กิจเจริญ ไพบลูย์ ก่อสร้าง


หมายเหตุ: ทางเว็บไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ





บทความอื่นที่น่าสนใจ

การผลิตปุ๋ยหมัก โดยใช้สารเร่ง ซุปเปอร์ พด.1

การผลิตปุ๋ยหมัก โดยใช้สารเร่ง ซุปเปอร์ พด.1

การผลิตปุ๋ยหมัก

การผลิตปุ๋ยหมัก


ปุ๋ยหมัก เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งเกิดจากการนำซากหรือเศษเหลือจากพืชมาหมักร่วมกัน และผ่านกระบวนการย่อยสลายโดยกิจกรรมจุลินทรีย์จนเปลี่ยนสภาพไปจากเดิมเป็นวัสดุที่มีลักษณะอ่อนนุ่ม เปื่อยยุ่ย ไม่แข็งกระด้าง และมีสีน้ำตาลปนดำ



สารเร่งซุปเปอร์ พด.1

เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการย่อยสลายวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูป ผลผลิตทางการเกษตรเพื่อผลิตปุ๋ยหมักในเวลารวดเร็วเป็นจุลินทรีย์ที่ทนอุณหภูมิสูง ประกอบด้วยเชื้อรา และแอคติโนมัยซีสที่ย่อยสารประกอบเซลลูโลส และแบคทีเรียที่ย่อยไขมัน

ส่วนผสมของวัสดุ ในการกองปุ๋ยหมัก 1 ตัน

  • เศษพืชแห้ง 1,000 กิโลกรัม
  • มูลสัตว์ 200 กิโลกรัม
  • ปุ๋ยไนโตรเจน 2 กิโลกรัม หรือน้ำหมักจากปลา 9 ลิตร
  • สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 1 ซอง

วิธีการกองปุ๋ยหมัก

การกองปุ๋ยหมัก 1 ตัน มีขนาดความกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร สูง 1.5 เมตร การกองมี 2 วิธี ขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุ

  • วัสดุที่มีขนาดเล็กให้คลุกเคล้าวัสดุให้เข้ากัน กองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
  • วัสดุที่มีชิ้นส่วนยาวให้กองเป็นชั้นๆ ประมาณ 3 – 4 ชั้น โดยแบ่งส่วนผสมที่จะกองออกเป็น 3 – 4 ส่วน ตามจำนวนที่จะกอง มีวิธีการกองดังนี้
    • ผสมสารเร่งซุปเปอร์ พด. 1 ในน้ำ 20 ลิตร นาน 10 – 15 นาที เพื่อกระตุ้นให้จุลินทรีย์ออกจากสภาพที่เป็นสปอร์และพร้อมที่จะเกิดกิจกรรมการย่อยสลาย
    • การกองชั้นแรก นำวัสดุที่แบ่งไว้ส่วนที่หนึ่งมากองไว้เป็นชั้นมีขนาดกว้าง 2 เมตรยาว 30 – 40 เชนติเมตร ย่ำให้พอแน่นและรดน้ำให้ซุ่ม
    • นำมูลสัตว์โรยที่ผิวหน้าเศษพืช ตามด้วยปุ้ยไนโตรเจน แล้วราดสารละลาย สารเร่งซุปเปอร์ พด. 1 โดยแบ่งเป็นชั้นๆ
    • หลังจากนั้นนำเศษพืชมากองทับเพื่อทำเป็นชั้นต่อไป ปฏิบัติเเ่หมือนการกองชั้นแรก ทำเช่นนี้อีก 2-3 ชั้น  บนสุดของกองปุ๋ยควรปิดทับด้วยเศษพืชที่เหลืออยู่เพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้น
การผลิตปุ๋ยหมัก

ภาพประกอบจาก : ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

การดูแลรักษากองปุ๋ยหมัก

  • รดน้ำรักษาความชื้นในกองปุ๋ย : ให้มีความชื้น ประมาณ 50 – 60 %
  • การกลับกองปุ๋ยหมัก : กลับกอง 10 วันต่อครั้ง เพื่อเพิ่มออกชิเจน ลดความร้อนในกองปุ๋ยและช่วยให้วัสดุคลุกเคล้ากัน หรือใช้ไม้ไผ่เจาะรูให้ทะลุตลอดทั้งลำ และเจาะรูด้านข้างปักรอบๆ กองปุ๋ยหมักห่างกันลำละ 50 – 70 เซนติเมตร
  • การเก็บรักษากองปุ๋ยหมักที่เสร็จแล้ว : เก็บไว้ในโรงเรือน อย่าตากแดดและฝนจะทำให้ธาตุอาหารพืชในปุ๋ยหมักสูญเสียไปได้

หลักการพิจารณาปุ๋ยหมักที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว

  • สี : มีสีน้ำตาลเข้มจนถึงสีดำ
  • ลักษณะ : อ่อนนุ่ม ยุ่ย ไม่แข็งกระด้างและขาดออกจากกันได้ง่าย
  • กลิ่น : ปุ๋ยหมักที่เสร็จสมบูรณ์จะไม่มีกลิ่นเหม็น
  • ความร้อนในกองปุ๋ย : อุณหภูมิภายในกองปุ๋ยใกล้เคียงกับอุณหภูมิภายนอกกอง
  • การเจริญของพืชบนกองปุ๋ยหมัก : พืชสามารถเจริญบนกองปุ๋ยหมักได้ โดยไม่เป็นอันตรายต่อพืช
  • การวิเคราะห์ทางเคมี : ค่าอัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจนเท่ากับหรือต่ำกว่า 20 :1

ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก

  • ปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน ทำให้ดินร่วนซุย การระบายอากาศและการอุ้มน้ำของดินดีขึ้น รากพืชแพร่กระจายได้ดี
  • เป็นแหล่งธาตุอาหารพืชทั้ง ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและจุลธาตุ
  • ดูดยึดและเป็นแหล่งเก็บธาตุอาหารในดินไม่ให้ถูกชะล้างสูญเสียไปได้ง่ายและ ปลดปล่อยออกมาให้พืชใช้ประโยชน์ทีละน้อยตลอดฤดูปลูก
  • เพิ่มความต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดเป็นด่างของดิน
  • เพิ่มแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ดิน ทำให้ปริมาณและกิจกรรมจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดินเพิ่มขึ้น

ทีมา : สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : กองเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน กรมพัฒนาที่ดินกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทร.02-2579-0679  www.ldd.go.th




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ 

การเพาะเลี้ยงปลาหลด ในบ่อดินและบ่อซีเมนต์

การเพาะเลี้ยงปลาหลด ในบ่อดินและบ่อซีเมนต์

การเพาะเลี้ยงปลาหลด

การเพาะเลี้ยงปลาหลด


ปลาหลด (Macronathus siamensis) เป็นปลาน้ำจืดพื้นบ้านของไทยที่อาศัยอยู่ใน ห้วย หนอง คลอง บึง ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ แพร่กระจายทั่วประเทศ เป็นปลาที่มีความอดทนสูง อาศัยในโคลนตมได้นาน ชอบอาศัยตามพื้นท้องน้ำ และฝังตัวอยู่ในทรายตอนกลางวัน มีนิสัยชอบหากินในเวลากลางคืนเป็นปลากินเนื้อ กินอาหารจำพวกตัวอ่อนแมลง หนอน ไส้เดือน สัตว์เล็กๆ และเศษเนื้อเน่าเปื่อย ปลาหลดมีรูปร่างคล้ายปลาไหล ปลายปากยื่นยาวและสามารถยืดหดได้ มีสีเทาและสีดำ ปากเล็ก ฟันเล็กและคม มีช่องเหงือกเปิดอยู่ใต้หัว ปลาหลดเป็นที่นิยมรับประทานในรูปของปลาสด ตากแห้ง หรือทำเค็มโดยปกติจะมีการซื้อขายในตลาดเป็นจำนวนมากอยู่



ปัจจุบันปลาหลดที่มีจำหน่ายตามตลาดเป็นปลาหลดที่จับได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้ปลาหลดเริ่มหายากมากขึ้น และมีราคาค่อนข้างสูงขึ้นกิโลกรัมละ 70 – 80 บาท (ตามท้องตลาดขายขีดละ 12 – 17 บาท) ในช่วงฤดูฝนจะหาซื้อได้ง่าย เมื่อพ้นระยะนี้ไปแล้วปลาหลดจะลดจำนวนลงเป็นอย่างมาก จะหาซื้อลำบาก ราคาค่อนข้างสูงโดยมีราคาประมาณ 120 – 200 บาท ด้วยเหตุดังกล่าว คณะผู้วิจัยจึงได้มีการศึกษาชีววิทยาของปลาหลดเป็นเบื้องต้น ศึกษาวิธีการสำหรับนำมาเพาะเลี้ยง หรือขยายพันธุ์ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มพูนอาหารประเภทโปรตีน และยังเป็นรายได้แก่ผู้ประกอบการเลี้ยงปลาหรือจับปลาขายเป็นอาชีพอีกด้วย

โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถทำการเพาะเลี้ยงปลาหลดได้อย่างมีประสิทธิภาพภายในชุมชนของเกษตรกรเองไม่ต้องเดินทางไปทำงานต่างถิ่น ช่วยให้สามารถมีรายได้และช่วยพัฒนาชุมชนที่อาศัยอยู่ ไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อชุมชน หรือชุมชนใกล้เคียงและทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ส่งผลให้ประเทศชาติมีการพัฒนาที่ดี

การเพาะพันธุ์ปลาหลด

นำปลาหลดพ่อแม่พันธุ์ที่รวบรวมได้จากธรรมชาติ มาคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีความสมบรูณ์พร้อมที่จะผสมพันธุ์ ซึ่งมีข้อสังเกตได้ในตัวเต็มไว ดังนี้ คือ เพศเมียมีลักษณะลำตัวอ้วนป้อม และโตกว่าเพศผู้ลักษณะแตกต่างที่เห็นได้ชัด คือ ในปลาเพศเมียจะมีติ่งเพศ เมื่อบีบท้องแรงๆ จะมีติ่งเพศยื่นออกมา ในปลาเพศผู้จะไม่มีลักษณะดังกล่าว ลักษณะของช่องเพศ ปลาเพศเมียเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์จะมีเยื่อวุ้นปกคลุมช่องเพศ ท้องจะอูมเป่งและนิ่ม ช่องเพศและติ่งเพศจะขยายตัวมีสีแดงเรื่อๆ เพศผู้ ถ้ากดเบาๆ ตรงส่วนท้อง จะมีน้ำเชื่อสีขาวไหลออกมา เมื่อคัดเพศแล้วทำการผสมพันธุ์ โดยการฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการวางไข่ ดังนี้

เพศเมีย ทำการฉีด 2 ครั้ง
ครั้งที่ 1 ใช้ซุปรีแฟกค์ (Superfact) ความเข้มข้น 25 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ร่วมกับโมทีเลี่ยม (Motilium) 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม พักไว้ 6 ชั่วโมง แล้วจึงฉีดเข็มที่ 2
ครั้งที่ 2 ใช้ซุปรีแฟกค์ความเข้มข้น 50 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ร่วมกับโมทีเลี่ยม 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

เพศผู้ทำการฉีดเพียงครั้งเดียว
โดยฉีดพร้อมเพศเมีย เข็มที่ 2 โดยใช้ซุปรีแฟกค์ความเข้มข้น 20 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ร่วมกับโมทีเลี่ยม 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม แล้วนำพ่อแม่พันธุ์ที่ฉีดฮอร์โมนเรียบร้อยแล้ว ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงในถังเดียวกันเพื่อให้ผสมพันธุ์กันเองตามธรรมชาติ โดยมีพู่ฟางไว้สำหรับให้ไข่ติด และแยกพ่อแม่พันธุ์ปลาหลดออกในตอนเช้า และนำไข่ไปพักในบ่อฟักต่อไป ลูกปลาหลดจะฟักออกเป็นตัวภายใน 40 – 48 ชั่วโมง

การอนุบาลลูกปลาหลด

การอนุบาลลูกปลาหลดมีผู้ศึกษาไว้น้อยมากและศึกษามานานแล้ว ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาพบว่าอาหารที่เหมาะสมสำหรับการอนุบาลลูกปลาหลดที่อายุ 1 – 14 วัน ควรให้ไรแดงจะมีการเจริญเติบโตและมีอัตราการรอดดีที่สุด หลังจากนั้นจะให้ไรแดง หนองแดง หรือไส้เดือนเป็นอาหาร

การเลี้ยงปลาหลด

การเลี้ยงปลาหลดสามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดิน และ บ่อซีเมนต์ หากเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ควรมีขนาด 4 x 4 เมตร ความสูงประมาณ 50 – 70 เซนติเมตร ผิวบ่อฉาบให้เรียบ และทำให้ลาดเอียง ปริมาณครึ่งบ่อเพื่อให้ทรายปนดินเหนียวไว้ก้นบ่อ ใส่ผักบุ้งไว้ส่วนหนึ่งไม่ต้องมากนัก ความสูงของน้ำให้ท่วมบริเวณดินทราย ประมาณ 40 เซนติเมตร ปล่อยปลาขนาดความยาว 3 – 4 นิ้ว จำนวน 2,000 – 2,500 ตัว ควรวางโพรงไม่ไผ่หรือท่อน้ำเก่าๆ ให้ปลาได้หลบอาศัยในการเลี้ยงในบ่อดิน ต้องมีการเตรียมบ่อที่ดีเช่นเดียวกับการเลี้ยงปลาชนิดอื่น อาจมีการกันบนขอบบ่อโดยการใช้มุ้งเขียวล้อมรอบไว้ อาหารในการเลี้ยง คือ หอยเชอรี่ นำมาทุบแล้วสับให้ละเอียดนำไปวางไว้บริเวณชายพื้นรอยต่อทรายกับปูนซีเมนต์ กองไว้ให้อาหาร 2 – 3 วัน เมื่อเหยื่อเริ่มเน่า ปลาหลดจะเข้ามากิน และอาจกินตั้งแต่สดๆได้ พิจารณาดูว่าปลากินเหยื่อหมดใน 2 – 3 วันหรือไม่

อาหารปลาหลด

จะให้เหยื่อในการเลี้ยงเช่นเดียวกับปลาไหล คือ เหยื่อหลักดังนี้

  • หอยเชอรี่ นำมาทุบแยกเปลือกเนื้อหอยแล้วสับให้ละเอียด นำมาวางไว้บริเวณชายพื้นรอยต่อทรายกับผิวปูนซีเมนต์ กองไว้ให้อาหาร 2 – 3 ครั้ง เมื่อเหยื่อเริ่มเน่าปลาหลดจะเข้ามากิน และอาจกินตั้งแต่สดๆ ได้ พิจารณาว่าปลาหลดกินเหยื่อหมดใน 2 – 3 วันหรือไม่ ถ้าหมดควรเพิ่มให้ ถ้าเหลือควรลดลง พยายามอย่ากระทบกระเทือนปลาจะตกใจหนี
    อาหารปลาหลด
  • ไส้เดือน จะเป็นอาหารที่ปลาหลดโปรดปรานมากที่สุด เมื่อนำไส้เดือนให้ จะให้ช่วงเย็น – ค่ำ พอไส้เดือนเคลื่อนตัวตามผิวทราย ปลาหลด 1 ตัวจะกินไส้เดือน 1 – 2 ตัว ก็จะอิ่ม และมีลักษณะความสมบรูณ์ของตัวปลามาก เช่น ปลาจะอ้วน เกล็ดเป็นเงางาม

ระยะเวลาของการเลี้ยง
ปลาหลดเป็นปลาที่จัดว่าโตเร็ว การเลี้ยงจะใช้เวลา 6 – 7 เดือน ก็จะได้ขนาดที่จำหน่ายประมาณ 30 – 40 ตัวต่อกิโลกรัม และอายุ 1 ปีขึ้นไปก็จะให้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้

ราคาปลาสด : ราคากิโลกรัมละ 120-200 บาท




สนใจติดต่อข้อมูล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ 145 หมู่ 15 ถ.สุรินทร์-ปราสาท อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000 โทรศัพท์ 044-511022 , 044-519036 , 081-8763740


บทความอื่นที่น่าสนใจ

หลุมพอเพียง การปลูกพืชผสมผสานในหลุมเดียว

หลุมพอเพียง การปลูกพืชผสมผสานในหลุมเดียว

หลุมพอเพียง

หลุมพอเพียง


หลุมพอเพียง เป็นแนวคิดและแนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นโดยพระมหาสุภาพ พุทธวิริโย เจ้าคณะตำบลจุมจัง ศูนย์พัฒนาคุณธรรม จ.กาฬสินธุ์ วัดป่านาคำ หมู่ ๖ บ้านโคกกลาง ตำบลจุมจัง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อประมาณ ปี ๒๕๕๒




หลุมพอเพียง คือ การปลูกพืชในหลุมที่เตรียมดินโดยใช้ เศษวัสดุ เช่น ฟางข้าว เศษใบไม้ ปุยคอก ใส่ลงไปแล้วกลบด้วยดินเป็นชั้นๆ ปลูกหญ้าแฝกรอบหลุม ปลูกกล้วยตรงกลางเพื่อเป็นพี่เลี้ยง และปลูกพืชแบบหลากหลายชนิด หลายประเภท ในหลุมเดียวกัน เพื่อลดภาระการรดน้ำ การให้ปุย และใช้หลักการเกื้อกูลกัน ของพืชแต่ละชนิดในการป้องกันการทำลายของแมลงศัตรูพืช หลุมพอเพียง มีขนาดกว้างประมาณ 80-100 เซนติเมตร ความลึกตามต้องการ สามารถสร้างได้ทุกที่ที่พอมีพื้นที่ให้ขุดหลุมปลูกต้นไม้ได้ เพื่อลดภาระการปลูก/รดน้ำกำจัดศัตรูพืช/ดูแลรักษา ให้ทุกอย่างเกื้อกูลกันเอง ได้แก่

  • ไม้พี่เลี้ยง คือ ที่ให้ร่มเงา เก็บน้ำ ความชื้น โดยเฉพาะช่วงร้อน/ช่วงแล้ง เช่น หญ้าแฝก กลัวยน้ำว้า ถ้าเป็นกลัวย ควรปลูกทิศเหนือหรือใต้ จะได้ไม่บังแสงพืชที่ปลูกร่วมมากเกินไป ช่วยรักษาความชุ่มชื่นของหลุม ได้กล้วยเครือแรกเมื่อปลูก 1 ปี
  • ไม้ฉลาด / ไม้ข้ามปี คือ ไม้ที่เอาตัวรอดได้ดี เก็บผลนานพอสมควร เช่น ชะอม ผักหวาน มะเขือพวง มะละกอ ผักติ้วผักเม็ก มะตูมแขก เริ่มเก็บกินได้ตั้งแต่ 1 เดือน และเรื่อยๆไป
  • ไม้ปัญญาอ่อน/ไม้รายวัน คือ ม้ล้มลุก ปลูกง่ย ตายเร็ว ต้องคอยปลูกและดูแลใกล้ชิด แต่เก็บผลได้ไว เช่น พริกมะเขือ กระเพรา โหระพา ตะไคร้ ข่า กทอง แตงไทย แตงกวา ผักบุ้งจีน คะน้า ฯลฯ เริ่มเก็บกินได้ตั้งแต่ 15 วัน
  • ไม้บำนาญ คือ ไม้ผลยืนต้นอายุยืน ที่ใช้เวลาปลูกนานหน่อย (2-4 ปี) แต่เมื่อให้ผลผลิตแล้ว สามารถเก็บกิน เก็บขายได้เรื่อยๆ เช่น ขนุน มะม่วง มะนาว มะขาม กระท้อน เงาะ ทุเรียน มังคุด ยางพารา มะนาว (ปลูกได้อย่างใดอย่างหนึ่ง)
  • ไม้มรดก คือ ไม้ใช้สอย ไม้ยืนต้นอายุยืน ที่ใช้เวลาปลูกนาน เก็บไว้ใช้ในขั้นปลายชีวิต หรือเป็นมรดกให้ลูกหลาน ถ้าขายจะได้ เงินก้อนใหญ่ เช่น ประดู่ สักทอง ยางนา สะเดา พยุง ชิงชัน ซึ่งจะเป็นไม้ขนาดใหญ่ ปลูกตรงข้ามกับกล้วย

โดยใช้แนวคิดที่ว่า หากปลูกไม้ยืนต้น/ไม้ผลยืนต้นอย่างเดียว ต้องรออีก 3 – 10 ปี หรือมากกว่านั้นกว่าจะได้ผลผลิต(ระหว่างนั้นจะกินอะไร ? พื้นที่ใต้ร่มเงาหรือบริเวณหลุมที่มีการเตรียมดิน/ใส่ปุย/ปรับปรุงดิน/รดน้ำ/ดูแล ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อีกมาก แทนที่จะปล่อยให้วัชพืชขึ้นเป็นภาระที่ต้องคอยกำจัด การปลูกพืชบางอย่าง(หลายอย่าง)มีกลิ่นเฉพาะที่ ช่วยไล่แมลงศัตรูพืชไม่ให้เข้าทำลายหรือไม่ทำความเสียหาย นอกจากนั้นยังเป็นกุศลบายที่ทำให้พืชหลักที่ต้องการปลูก เช่น ไม้ผลยืนต้น/ไม้ป่ายืนต้น เจริญเติบโตและมีโอกาสรอดสูง เพราะผู้ปลูกจะคอยห่วงใย มั่นดูแล/รดน้ำ/ใส่ปุย/พรวนดิน ทำให้พืชหลัก ดังกล่าวเจริญเติบโตดีกว่าปกติอีกด้วย และหากพืชชนิดใดชนิดหนึ่งจะเบียดเบียนพืชอื่นมากเกินไป ให้คอยควบคุมให้เหมาะสม มีการตัดแต่งทรงพุ่ม จัดพืช/เถาเลื้อยให้เหมาะสม และให้มีกล้วยเพียง 1-2 ต้น เท่านั้น

หลุมพอเพียง

ที่มา : เว็ปไซต์ http:/r01.ldd.go.th/spb/ หรือ หมอดินอาสาใกล้บ้าน




บทความอื่นที่น่าสนใจ

เกษตรทฤษฎีใหม่ คือความมั่นคง ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง

เกษตรทฤษฎีใหม่ คือความมั่นคง ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง อ.นาเชือก


ปัญหาหลักของเกษตรกรในอดีตจนถึงปัจจุบันที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การขาดแคลนน้ำเพื่อเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่เกษตรที่อาศัยน้ำฝน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศที่อยู่ในเขตที่มีฝนค่อนข้างน้อย และส่วนมากเป็นนาข้าวและพืชไร่ เกษตรกรยังคงทำการเพาะปลูกได้ปีละครั้งในช่วงฤดูฝนเท่านั้น และมีความเสี่ยงกับความเสียหายอันเนื่องมาจากความแปรปรวนของดิน ฟ้า อากาศ และฝนทิ้งช่วง แม้ว่าจะมีการขุดบ่อหรือสระเก็บน้ำไว้ใช้บ้างแต่ก็ไม่มีขนาดแน่นอน หรือมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นปัญหาให้มีน้ำใช้ไม่เพียงพอ รวมทั้งระบบการปลูกพืชไม่มีหลักเกณฑ์ใด ๆ และส่วนใหญ่ปลูกพืชชนิดเดียว




ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้พระราชทานพระราชดำริเพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบความยากลำบากดังกล่าว ให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤติ โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำได้โดยไม่เดือดร้อนและยากลำบากนัก

พระราชดำรินี้ ทรงเรียกว่า “ทฤษฎีใหม่” อันเป็นแนวทางหรือหลักการในการบริหารการจัดการที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์ สูงสุด

เกษตรทฤษฎีใหม่

เกษตรทฤษฎีใหม่ คือการจัดการทรัพยากรระดับไร่นา ที่ดิน แหล่งน้ำ เพื่อการเกษตรแบบผสมผสานบนที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด คู่ขนานด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบความยากลำบากให้สามารถผ่านวิกฤติ โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำได้อย่างไม่เดือดร้อนและยากลำบากนัก การดำเนินงานมี 3 ขั้นตอน ดังนี้

ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น

ขั้นที่ 1 ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น (พออยู่พอกิน พึ่งตนเองได้) การจัดสรรพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัย ให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 ประกอบด้วย
ส่วนที่ 1 ให้ขุดสระน้ำเก็บกักน้ำฝนสำรองไว้ใช้ปลูกพืชในฤดูแล้งตลอด จนเลี้ยงสัตว์น้ำ พืชน้ำต่าง ๆ 30%
ส่วนที่ 2 ใช้ปลูกข้าวในฤดูฝน ซึ่งเป็นอาหารหลักให้เพียงพอตลอดปี ลดค่าใช้จ่าย พึ่งพาตนเองได้ 30%
ส่วนที่ 3 ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร เพื่อเป็นอาหารประจำวัน หากเหลือนำไปแบ่งปันเพื่อนบ้านและจำหน่าย 30%
ส่วนที่ 4 ที่อยู่อาศัย สัตว์เลี้ยง และโรงเรือน 10%

ทฤษฎีใหม่ขั้นกลาง

ขั้นที่ 2 ทฤษฎีใหม่ขั้นกลาง (พอมีอันจะกิน ชุมชนเข้มแข็ง) เมื่อเกษตรกรได้ปฏิบัติในที่ดินของตนจนได้ผลแล้วให้รวมพลังร่วมแรงร่วมใจในกลุ่มสหกรณ์ดำเนินการในด้านต่าง ๆ ดังนี้

  • การผลิต : ร่วมมือกันตั้งแต่เตรียมดิน หาพันธุ์พืช ปุ๋ย แหล่งน้ำ และอื่น ๆ
  • การตลาด : เมื่อมีผลผลิตแล้ว ควรเตรียม การโดยรวมกัน ขายให้ได้ประโยชน์สูงสุด
  • ความเป็นอยู่ : เกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร มีปัจจัยพื้นฐาน การดำรงชีพที่พอเพียง
  • สวัสดิการ : ชุมชนควรมีสวัสดิภาพและบริการที่จำเป็น เช่น สถานีอนามัยเมื่อยามป่วยไข้ มีกองทุนไว้กู้ยืม
  • การศึกษา : ชุมชนควรส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียนแก่เยาวชน สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • สังคมและศาสนา : ชุมชนควรเป็นที่รวมในการพัฒนาสังคมและจิตใจ การแบ่งปันปลูกฝังจริยธรรม

ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า

ขั้นที่ 3 ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า (ประสานแหล่งทุน ครอบครัวมั่นคง) เมื่อเกษตรกรได้ดำเนินการผ่านขั้นที่สองแล้ว เกษตรกรจะมีรายได้ดีขึ้นฐานะมั่นคงขึ้น ควรพัฒนาให้ก้าวหน้า คือ ติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุนแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร บริษัทห้างร้านเอกชน มาทำธุรกิจลงทุนพัฒนาและได้ประโยชน์ร่วมกัน ดังนี้

  • เกษตรกรขายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรมไม่ถูกกดราคา
  • บริษัท ธนาคาร ผู้ประกอบการ สามารถซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรงราคาจึงไม่สูงเกินไป
  • เกษตรกรสามารถซื้อเครื่องอุปโภค ปัจจัยการผลิต ในราคาขายส่งเพราะรวมกันซื้อ
  • ธนาคารหรือองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง สามารถกระจายบุคคลากรเข้าดำเนินการ กิจกรรมต่าง ๆ ได้เกิดผลดียิ่งขึ้น

ที่มา : Youtrube บ่าวยุทธพาจ้วด เรื่อง | เกษตรทฤษฎีใหม่คือความมั่นคง ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง อ.นาเชือก




บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีทำ EM BALL บำบัดน้ำเสีย ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ

วิธีทำ EM BALL บำบัดน้ำเสีย ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ

EM BALL บำบัดน้ำเสีย

EM BALL บำบัดน้ำเสีย


เมื่อพูดถึงจุลินทรีย์ EM แล้ว สามารถนำมาเป็นจุลินทรีย์ดีที่นำมาใช้ในการย่อยสลายวัตถุอินทรีย์หรือเป็นหัวเชื้อในการทำปุ๋ยน้ำ ปุ๋ยหมักชีวภาพ แต่อีกการใช้งานอีกแบบหนึ่งที่สามารถนำ EM มาใช้ประโยชน์นั่นก็คือ การขจัดกลิ่นและบำบัดน้ำเสีย อย่างในห้องน้ำถ้ามีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ก็ให้นำน้ำ EM ประมาณ 1 แก้วผสมน้ำ 1 ถังใหญ่เทลงในชักโครกและบริเวณท่อน้ำทิ้งที่ทำให้เกิดกลิ่น หรือถ้าบริเวณน้ำขังที่เน่าเสียก็สาด EMลงไปเพื่อบำบัดน้ำเสีย ส่วนสาเหตุที่นำน้ำ EM มาขจัดกลิ่นได้เนื่องจาก EM เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ย่อยสลายวัตถุเน่าเสีย สิ่งปฏิกูล และขจัดกลิ่นได้เป็นอย่างดี จะเห็นได้ว่าถ้าเราหมักมูลสัตว์ที่มีกลิ่นเหม็นแล้วเติม EM ฉีดพ่นลงไป กลิ่นเหม็นนั้นก็จะหายไปในเวลาไม่นาน ตอนนี้เราก็ได้ทราบถึงประโยชน์ของ EM แล้วนะครับ




แต่เนื่องด้วยบางครั้งบริเวณน้ำเน่าเสียเป็นบริเวณที่ไม่สามารถเทน้ำ EM ลงไปได้ เช่น บริเวณกลางหนองน้ำ กลางห้วย หนอง คลอง บึง เป็นต้น เราก็ต้องมีการทำ EM ball ไว้สำหรับโยนไปในบริเวณที่เราต้องการ เป็นการเติมจุลินทรีย์ที่ดี เพื่อให้ไปช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในบริเวณนั้นด้วย ทั้งนี้เรายังสามารถปั่นก้อน EM เพื่อนำไปโยนในนาข้าว สวนผลไม้หรือเอาไปวางที่ใต้ต้นไม้ที่เราต้องการเติมปุยและวัตถุอินทรีย์ลงดินครับ ส่วนวัตถุที่ต้องเตรียมสำหรับการทำ EM ball มีดังต่อไปนี้

วิธีทำ EM Ball บำบัดน้ำเสีย

วัตถุดิบประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ ๆ

ส่วนที่ 1

  • รำ 1 ส่วน
  • แกลบดิบ 1 ส่วน
  • ดินร่วนหรือดินโคลน 1 ส่วน

EM BALL บำบัดน้ำเสีย

ส่วนที่ 2

  • หัวเชื้อ 10 ช้อน (ประมาณครึ่งแก้ว)
  • กากน้ำตาล 10 ช้อน (ประมาณครึ่งแก้ว)
  • น้ำ 2 ลิตร

EM BALL บำบัดน้ำเสีย

ผมใช้อัตราส่วนที่ 1 แค่อย่างละ 1 ถัง ก็จะใช้น้ำประมาณ 2 ลิตร แต่ถ้าใช้อัตราส่วนที่ 1 อย่างละ กระสอบก็ต้องเพิ่มน้ำเปล่า ,EM ,กากน้ำตาลเพิ่มขึ้นให้เหมาะสมกับวัตถุที่นำมาว่ามีมากน้อยเท่าใด

วิธีทำ 

  • นำส่วนผสมที่ 1 ทั้ง 3 ตัว คลุกเคล้าให้เข้ากัน
  • นำส่วนผสมที่ 2 ผสมกันใช้ไม้คนจนกากน้ำตาลละลาย นำส่วนผสมที่ 2 ค่อยเทลงไปในดินที่เตรียมไว้ ค่อย ๆ เทลงไปอย่าให้แฉะ คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วลองใช้มือปั้นดู ถ้าปั้นได้แสดงว่าใช้ได้
  • ปั้นตามขนาดที่ต้องการ ขนาดลูกปิงปอง ลูกเปตอง ฯ เมื่อปั้นเสร็จแล้ว ทิ้งไว้ในร่มประมาณ 3-5 วัน ให้จุลินทรีย์ขยายตัวใน EM ball แล้วนำไปโยนในแหล่งน้ำที่ต้องการ

ประโยชน์ของจุลินทรีย์ใน EM Ball

  • ช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างในดินและน้ำ
  • ช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย อุ้มน้ำและอากาศผ่านได้ดี
  • ช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ เพื่อให้เป็นปุ๋ยเป็นแก่อาหารพืช
  • ช่วยกำจัดกลิ่นเหม็นจากฟาร์มปสุสัตว์ ไก่และสุกร ได้ภายในเวลา 24 ชม.
  • ช่วยกำจัดน้ำเสียจากฟาร์มได้ภายใน 1-2 สัปดาห์
  • ช่วยกำจัดแมลงวัน โดยการตัดวงจรชีวิตของหนอนแมลงวันไมให้เข้าดักแด้เกิดเป็นตัวแมลงวัน
  • ช่วยป้องกันอหิวาห์และโรคระบาดต่าง ๆ ในสัตว์แทนยาปฏิชีวนะและอื่น ๆ ได้
  • ช่วยปรับสภาพน้ำเสียจากอาคารบ้านเรือน โรงงาน โรงแรมหรือแหล่งน้ำเสีย
  • ช่วยดับกลิ่นเหม็นจากกองขยะที่หมักหมมมานานได้



บทความอื่นที่น่าสนใจ

แบบบ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม ยกใต้ถุนสูง ตกแต่งภายในสวยงามน่าอยู่

แบบบ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม ยกใต้ถุนสูง ภายในตกแต่งน่าอยู่ ราคา 649,000 บาท จบพร้อมอยู่ได้เลย

แบบบ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม





ถึงแม้ว่าจะเป็นรูปแบบบ้านที่ไม่คุ้นตาคนไทยเรามากนัก แต่ก็นับได้ว่าเป็นสไตล์บ้านที่เหมาะกับบรรยากาศของบ้านเราไม่น้อย โดยเฉพาะตามภาคเหนือหรือบนดอย ซึ่งวันนี้ แบบบ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม สวยๆ มาให้เพื่อนๆ ชาวเว็บได้ชมกันซึ่งเป็นผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก เพจ Boonmestudio ออกแบบบ้าน รับเหมาก่อสร้าง จะสวยขนาดไหนตามมาชมกันเลยครับ

  • ที่มาเพจ : Boonmestudio ออกแบบบ้าน รับเหมาก่อสร้าง

แบบบ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม

แบบบ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม

แบบบ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม

บัญชีราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงงาน ปีงบประมาณ 2563 โดย กลุ่มออกแบบและก่อสร้าง สำนักอำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน >>> https://www.yotathai.com/passadu/cost-build-63

แบบบ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม

แบบบ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม

จบไปแล้วนะครับกับการนำเสนอ บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก | Boonmestudio ออกแบบบ้าน รับเหมาก่อสร้าง


หมายเหตุ : ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ