เลี้ยงปลาหมอ อย่างไรให้รอดและโตไว แนะนำวิธีเลี้ยงสำหรับมือใหม่

เลี้ยงปลาหมอ อย่างไรให้รอดและโตไว แนะนำวิธีเลี้ยงสำหรับมือใหม่

เลี้ยงปลาหมอ

เลี้ยงปลาหมอ อย่างไรให้รอดและโตไว


“ปลาหมอ” ปลาเศรษฐกิจยอดนิยมที่เลี้ยงง่าย โตไว และเป็นที่ต้องการของตลาด ด้วยรสชาติที่อร่อย เนื้อแน่น และคุณค่าทางโภชนาการสูง ทำให้ปลาหมอเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ สำหรับเกษตรกรและผู้ที่ต้องการเลี้ยงปลาเพื่อบริโภคเอง อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงปลาหมอให้ประสบความสำเร็จนั้น ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และเทคนิคที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงปลาหมอแบบประหยัดต้นทุน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและคุ้มค่ากับการลงทุน ในบทความนี้ เราจะมาเผยเคล็ดลับการเลี้ยงปลาหมอให้รอดและโตไว พร้อมทั้งเทคนิคการลดต้นทุนที่เกษตรกรทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้

ในบทความนี้ เราจะมาแนะนำเทคนิคการเลี้ยงปลาหมอให้รอดและโตไว โดยใช้ต้นทุนต่ำที่สุด ตั้งแต่การเลือกบ่อเลี้ยง อาหาร ไปจนถึงการจัดการน้ำและการป้องกันโรค เพื่อช่วยให้คุณสามารถเลี้ยงปลาหมอได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างกำไรได้สูงสุด

การเตรียมบ่อเลี้ยงปลาหมอแบบประหยัด

การเตรียมบ่อเป็นขั้นตอนสำคัญที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของปลาหมอ หากจัดการบ่อให้เหมาะสมตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ปลาหมอเติบโตได้ดี ลดปัญหาโรค และประหยัดต้นทุนในการดูแล

การเลือกสถานที่และประเภทของบ่อที่เหมาะสม

ก่อนสร้างบ่อ ควรเลือกสถานที่ที่เหมาะสม โดยควรอยู่ในที่ที่มีแหล่งน้ำสะอาด ไม่อยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมหรือบริเวณที่มีสารเคมีปนเปื้อน ควรเป็นพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมง่ายและสามารถระบายน้ำได้สะดวก

บ่อเลี้ยงปลาหมอมีหลายประเภท แต่ละแบบมีข้อดีและข้อเสียที่ต่างกัน

  1. บ่อดิน (ประหยัดต้นทุนที่สุด)
    • ใช้ดินขุดเป็นบ่อธรรมชาติ ค่าใช้จ่ายต่ำ
    • น้ำมีสารอาหารธรรมชาติช่วยให้ปลาหมอเติบโตดี
    • เหมาะกับการเลี้ยงจำนวนมาก
    • ข้อเสีย: ควบคุมคุณภาพน้ำยาก ต้องดูแลเรื่องการพังทลายของบ่อ
  1. บ่อซีเมนต์ (ทนทาน ใช้งานได้นาน)
    • ควบคุมคุณภาพน้ำได้ดี ดูแลง่าย
    • ป้องกันศัตรู เช่น งู และสัตว์อื่นๆ ได้ดี
    • เหมาะสำหรับการเลี้ยงเชิงพาณิชย์
    • ข้อเสีย: มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า ต้องมีระบบกรองน้ำที่ดี
  1. บ่อพลาสติก หรือบ่อผ้าใบ (สะดวก ราคากลางๆ)
    • ติดตั้งง่าย ใช้พื้นที่น้อย
    • ควบคุมคุณภาพน้ำได้ดีกว่าบ่อดิน
    • เหมาะสำหรับการเลี้ยงในพื้นที่จำกัด เช่น เลี้ยงหลังบ้าน
    • ข้อเสีย: อายุการใช้งานสั้นกว่าแบบซีเมนต์

หากต้องการประหยัดต้นทุนที่สุด บ่อดิน เป็นตัวเลือกที่ดี แต่หากมีงบประมาณและต้องการควบคุมคุณภาพน้ำ บ่อซีเมนต์ หรือ บ่อพลาสติก ก็น่าสนใจ

การเตรียมบ่อและการปรับสภาพน้ำให้เหมาะสมกับการเลี้ยงปลาหมอ

เมื่อเราเลือกบ่อที่เหมาะสมกับพื้นที่ในการเลี้ยงปลาหมอของเราได้แล้วก็จะมาถึงขั้นตอนการเตรียมบ่อในรูปแบบต่างๆกันครับ ซึ่งอาจจะมีขั้นตอนที่แตกต่างกันไปบ้าง เรามาดูกันว่ามีอะไรบ้างครับ

เลี้ยงปลาหมอ

การเตรียมบ่อดิน

การเตรียมบ่อดินสำหรับเลี้ยงปลาหมอมีขั้นตอนสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเพื่อให้ปลาเจริญเติบโตได้ดี โดยขั้นตอนที่สำคัญดังนี้

  • ขุดบ่อให้มีความลึกประมาณ 1.2-1.5 เมตร เพื่อให้ปลามีพื้นที่ว่ายน้ำและซ่อนตัว
  • โรยปูนขาว (ปูนโดโลไมท์) ประมาณ 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร เพื่อปรับสภาพดินและฆ่าเชื้อโรค
  • ตากบ่อไว้ 5-7 วัน ก่อนเติมน้ำ

การเตรียมบ่อซีเมนต์

การเตรียมบ่อซีเมนต์สำหรับเลี้ยงปลาหมอมีขั้นตอนสำคัญที่ต้องทำอย่างถูกต้องเพื่อให้ปลาสามารถเติบโตได้ดี และลดปัญหาน้ำเสียหรือสารพิษที่อาจเกิดขึ้นจากซีเมนต์ใหม่ โดยมีขั้นตอนดังนี้

  • บ่อซีเมนต์ใหม่ ต้องล้างคราบปูนออกก่อน โดยแช่น้ำและเปลี่ยนน้ำหลายๆ รอบ หรือใช้ใบตองแช่ไว้ 3-5 วัน เพื่อลดความเป็นด่าง แล้วใส่น้ำสะอาด ปรับสภาพน้ำโดยเติม EM (จุลินทรีย์ที่ดี) หรือ ใบหูกวางแช่น้ำ เพื่อลดค่า pH และทำให้น้ำเหมาะสมกับการเลี้ยงปลา พักน้ำไว้ 2-3 วัน ก่อนปล่อยปลา

การเตรียมบ่อเลี้ยงปลาหมอให้ประหยัดต้นทุน ควรเลือกบ่อที่เหมาะสมกับพื้นที่และงบประมาณ ใช้วัสดุธรรมชาติช่วยปรับสภาพน้ำ และเตรียมบ่อให้พร้อมก่อนปล่อยปลา การวางแผนที่ดีตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ปลาหมอเติบโตแข็งแรง ลดการตาย และช่วยให้การเลี้ยงมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เลือกพันธุ์ปลาหมอให้โตไวและแข็งแรง

การเลือกพันธุ์ปลาหมอเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเจริญเติบโต อัตรารอด และคุณภาพของเนื้อปลา หากเลือกพันธุ์ที่ดีและมีสุขภาพแข็งแรง จะช่วยให้ปลาหมอเติบโตเร็ว แข็งแรง และลดต้นทุนในการเลี้ยงได้ ในหัวข้อนี้ เราจะมาดูว่าสายพันธุ์ไหนเหมาะสม แหล่งซื้อพันธุ์ที่คุ้มค่า และเทคนิคการเลือกพันธุ์ปลาหมอที่โตไวที่สุด

สายพันธุ์ปลาหมอที่นิยมเลี้ยง

ในประเทศไทย มีปลาหมอหลายสายพันธุ์ที่นิยมนำมาเลี้ยงเพื่อการบริโภค แต่ละสายพันธุ์มีลักษณะเด่นแตกต่างกัน สายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมและเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย มีดังนี้
ปลาหมอไทย

  • ปลาหมอไทย (Thai Red Tilapia)
    ปลาหมอไทยเป็นสายพันธุ์ที่ผสมขึ้นมาเพื่อให้มีสีสันสวยงาม เช่น สีแดงหรือสีชมพู แต่ยังคงคุณสมบัติโตเร็วและแข็งแรงเหมือนปลาหมอเทศ หลายคนชอบเลี้ยงเพราะดูแลง่ายและขายได้ราคาดี
  • ปลาหมอเทศ (Nile Tilapia)
    ปลาหมอเทศเป็นสายพันธุ์ที่นิยมมากที่สุดในประเทศไทย เพราะโตเร็ว อึดทน และปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมต่างๆ นอกจากนี้ยังมีเนื้อเยอะ เหมาะสำหรับการทำอาหารหลากหลายเมนู
    ปลาหมอชุมพร 1
  • ปลาหมอชุมพร 1
    เป็นสายพันธุ์ปลาหมอที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ให้โตเร็ว เลี้ยงง่าย และทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี มีลำตัวใหญ่ เนื้อแน่น รสชาติดี เหมาะสำหรับการเลี้ยงเชิงพาณิชย์ สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์ จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับเกษตรกรที่ต้องการปลาที่เลี้ยงง่ายและให้ผลผลิตสูง
  • ปลาหมอโคราช (พันธุ์ลูกผสม) โตไว อัตราการรอดสูง มีเนื้อแน่น รสชาติดี เป็นพันธุ์ที่นิยมในฟาร์มเลี้ยงเชิงพาณิชย์

สายพันธุ์ที่แนะนำสำหรับการเลี้ยงเชิงพาณิชย์ ปลาหมอชุมพร 1 และ ปลาหมอโคราช เพราะโตไว อัตราการรอดสูง และให้ผลผลิตเร็ว

แหล่งซื้อพันธุ์ปลาคุณภาพดีในราคาประหยัด

การเลือกแหล่งซื้อพันธุ์ปลาหมอที่ดีจะช่วยให้ได้ลูกปลาที่แข็งแรง โตไว และลดอัตราการสูญเสีย ซึ่งสามารถเลือกซื้อได้จากแหล่งต่อไปนี้ เช่น ศูนย์เพาะพันธุ์ปลาของกรมประมง, ฟาร์มเพาะพันธุ์ปลาที่เชื่อถือได้, ซื้อจากเกษตรกรโดยตรงมักได้ราคาที่ถูกกว่าฟาร์มใหญ่ การสั่งซื้อจำนวนมากอาจจะช่วยลดต้นทุนต่อตัวได้และควรซื้อพันธุ์ปลาที่มีอายุเหมาะสม (ประมาณ 3-4 สัปดาห์) เพราะปรับตัวง่ายและรอดสูง

การเลือกพันธุ์ปลาหมอให้ดีตั้งแต่ต้น จะช่วยให้การเลี้ยงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดต้นทุน และได้ผลผลิตที่คุ้มค่ามากที่สุด

อาหารปลาหมอแบบต้นทุนต่ำ

การเลือกอาหารให้ปลาหมอเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโต สุขภาพของปลา และต้นทุนในการเลี้ยง อาหารที่ดีต้องให้สารอาหารครบถ้วน ช่วยให้ปลาหมอโตเร็ว แข็งแรง และลดอัตราการสูญเสีย เราจะเปรียบเทียบระหว่างอาหารสำเร็จรูปกับอาหารทำเอง พร้อมทั้งแนะนำสูตรอาหารปลาหมอจากวัตถุดิบธรรมชาติ และเทคนิคให้อาหารกันครับ

อาหารปลาสำเร็จรูป

เป็นอาหารที่ผลิตจากโรงงาน มีสารอาหารครบถ้วนตามที่ปลาต้องการและสะดวกต่อการใช้งาน แต่มีต้นทุนสูงกว่าการทำอาหารเอง

ข้อดี มีสารอาหารครบถ้วน ช่วยให้ปลาหมอเติบโตเร็ว ควบคุมปริมาณโปรตีน ไขมัน และวิตามินได้ดี ใช้งานสะดวก ประหยัดเวลา

ข้อเสีย ราคาสูง ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มขึ้น บางยี่ห้ออาจมีสารเคมีหรือฮอร์โมนเร่งโต ต้องมีการเก็บรักษาให้ดี มิฉะนั้นอาจขึ้นรา

อาหารทำเอง

ข้อดี ประหยัดต้นทุนกว่าการใช้อาหารสำเร็จรูป ปลอดภัยจากสารเคมีและฮอร์โมนเร่งโต สามารถปรับสูตรให้เหมาะกับปลาหมอในแต่ละช่วงวัย

ข้อเสีย ต้องใช้เวลาในการเตรียมอาหารนานหน่อยและ อาจต้องมีความรู้ในการปรับสูตรให้เหมาะสม

สูตรอาหารปลาหมอทำเองจากวัตถุดิบธรรมชาติ

การทำอาหารปลาหมอเองไม่ยากเลย! เพียงแค่คุณใช้วัตถุดิบที่มีประโยชน์และหาได้ง่ายในท้องถิ่น มาดูสูตรอาหารปลาหมอที่นิยมใช้กัน

สูตรที่ 1 กากถั่วเหลือง + รำข้าว + ปลายข้าว

ส่วนผสม

  • กากถั่วเหลือง 50% (แหล่งโปรตีนสูง)
  • รำข้าว 30% (คาร์โบไฮเดรตและไฟเบอร์)
  • ปลายข้าว 20% (เพิ่มพลังงาน)

วิธีทำ
นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นนำไปตากแดดจนแห้ง แล้วบดให้ละเอียด เก็บใส่ถุงไว้ให้อาหารปลาได้นานหลายวัน

สูตรที่ 2 ผักสด + ปลาป่น

ส่วนผสม

  • ผักสด เช่น ใบตำลึง ผักบุ้ง หรือฟักทอง (แหล่งวิตามินและแร่ธาตุ)
  • ปลาป่น หรือเศษปลาสด (แหล่งโปรตีน)

วิธีทำ

หั่นผักสดเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมกับปลาป่นหรือเศษปลาสด นำไปตากแดดให้แห้ง แล้วบดเป็นผงละเอียด

สูตรที่ 3 ข้าวสุก + รำข้าว + ปลาป่น

ส่วนผสม

  • ข้าวสุก 40% (คาร์โบไฮเดรต)
  • รำข้าว 40% (ไฟเบอร์และพลังงาน)
  • ปลาป่น 20% (โปรตีน)

วิธีทำ
ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ปั้นเป็นก้อนเล็กๆ หรือแผ่นแบน แล้วนำไปตากแดดจนแห้ง

เคล็ดลับเพิ่มเติม  ควรตรวจสอบว่าวัตถุดิบที่ใช้สะอาดและปลอดภัยจากสารเคมี อาหารที่ทำเองควรถูกเก็บในที่แห้งและเย็นเพื่อป้องกันการเน่าเสีย

การให้อาหารให้เหมาะสมเพื่อลดการสูญเสีย

การให้อาหารปลาหมออย่างถูกวิธี จะช่วยลดการสูญเสียอาหารและเพิ่มประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของปลา โดยการให้อาหารปลาหมอควรได้รับอาหารวันละ 2-3 ครั้ง เช่น เช้า กลางวัน และเย็น โดยเว้นระยะห่างระหว่างมื้ออาหารอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง และให้อาหารในปริมาณที่ปลาสามารถกินหมดภายใน 10-15 นาที หากพบว่าอาหารเหลือหลังจากเวลาดังกล่าว แสดงว่าคุณให้อาหารมากเกินไป

เลี้ยงปลาหมอ

เลี้ยงปลาหมอแล้วขายที่ไหน? ช่องทางการจำหน่ายปลาหมอ

เมื่อคุณเลี้ยงปลาหมอจนโตและพร้อมเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว สิ่งสำคัญต่อไปคือการหาตลาดหรือช่องทางในการจำหน่ายปลา เพื่อให้คุณสามารถสร้างรายได้จากความพยายามที่ลงทุนไป มาดูกันว่ามีช่องทางใดบ้างที่คุณสามารถใช้ในการขายปลาหมอ และแต่ละช่องทางมีข้อดีอย่างไร!

  1. ขายในชุมชนไกล้เคียง

การขายในชุมชนเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและใกล้ตัวที่สุด โดยเฉพาะถ้าคุณอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีความต้องการบริโภคปลาสูง เช่น หมู่บ้าน ตลาดนัด หรือชุมชนรอบตัวก็สามารถนำปลาไปขายได้

  1. ขายส่งให้ร้านอาหารหรือตลาดสด

หากคุณเลี้ยงปลาหมอจำนวนมาก การขายส่งให้ร้านอาหารหรือตลาดสดอาจเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะคุณสามารถขายปลาได้ครั้งละมากๆ และมีรายได้แน่นอน โดยการติดต่อเจ้าของร้านอาหารท้องถิ่น เช่น ร้านต้มยำ ร้านส้มตำ หรือร้านอาหารตามสั่ง หรือเสนอขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสด

  1. ขายออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดีย

ในยุคดิจิทัล การขายปลาหมอผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นอีกช่องทางที่ได้รับความนิยม เพราะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขวางและสะดวก โดยการโพสต์ขายปลาหมอใน Facebook, Instagram, หรือ LINE เป็นต้น


บทความอื่นที่น่าสนใจ

สูตรกำจัดแมลงเร่งด่วน ผสมแล้วใช้ได้ทันที

สูตรกำจัดแมลงเร่งด่วน ผสมแล้วใช้ได้ทันที

สูตรกำจัดแมลงเร่งด่วน

เบื่อไหมกับปัญหาแมลงกวนใจที่เข้ามารุกรานบ้าน ไม่ว่าจะเป็นมด, แมลงสาบ หรือยุง ที่สร้างความรำคาญและอาจเป็นพาหะนำโรค? หลายครั้งผลิตภัณฑ์กำจัดแมลงตามท้องตลาดอาจมีสารเคมีรุนแรง ส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม วันนี้เราขอแนะนำ สูตรกำจัดแมลงเร่งด่วน ที่สามารถ ผสมและใช้งานได้ทันที ปลอดภัย ใช้วัตถุดิบง่ายๆ ที่หาได้ในบ้าน พร้อมกำจัดแมลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลองทำตามสูตรนี้ แล้วบอกลาปัญหาแมลงกวนใจไปได้เลย!

อัตราส่วนผสมนะครับ

  • น้ำเปล่า 1 ลิตร
  • สุราขาว 5 ซีซี
  • น้ำส้มสายชู 5 ซีซี
  • น้ำส้มควันไม้ 5 ซีซี

ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปใช้ฉีดพ่นใบพืชรวมทั้งพื้นดินรอบต้นพืชทุก 7-15 วัน เพื่อขับไล่แมลงในช่วงเวลาเย็นหลัง 17.00 น. เป็นต้นไป

สรรพคุณ

  • กลิ่นฉุนขอบสุราจะช่วยขับไล่แมลง
  • ความเป็นกรดของน้ำส้มสายชูจำทำให้แมลงระคายเคืองและบินหนีไป

ประโยชน์ของน้ำส้มควันไม้

  • นอกจากขับไล่แมลง ยังมีส่วนป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าจากเชื้อราในพืช
  • ช่วยในการฟื้นฟูและปรับสภาพดินให้ร่วนซุย เหมาะแก่การปลูกพืช
  • ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของรากพืช กระตุ้นความต้านทานโรคในพืช
  • ช่วยในการเร่งให้พืชออกดอกและติดผลง่ายขึ้น ไม่หลุดร่วงง่าย
  • ช่วยในการสังเคราะห์น้ำตาลของพืชทำให้ผักและผลไม้มีรสดีและหวาน
  • มีคุณสมบัติเป็นสารจับใบ

ที่มา : เพจ กลุ่มศูนย์รวมความรู้เกษตร


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปลูกพืช 9 ทิศ ใน 1 หลุม หรือ หลุมพอเพียง ไล่แมลง พืชดูแลกันเอง

ปลูกพืช 9 ทิศ ใน 1 หลุม หรือ หลุมพอเพียง ไล่แมลง พืชดูแลกันเอง

หลุมพอเพียง

ทำความรู้จัก หลุมพอเพียง คืออะไร?

หลุมพอเพียง ฟังชื่อแล้วหลายท่านอาจจะยังไม่ค่อยรู้จัก หลุมพอเพียงนั้นเป็นแนวคิดในการปลูกต้นไม้หลายชนิดรวมกันหนึ่งหลุม ให้ต้นไม้แต่ละชนิดช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน พึ่งพาอาศัยข้อดีของกันและกัน เช่น ต้นไม้ใหญ่ เป็นร่มเงาให้ต้นไม้เล็ก พืชเลื้อยคลุมหน้าดินลดการระเหยของน้ำในหน้าดิน ช่วยให้พืชในหลุมทนแล้งได้ดี หรือ พืชสมุนไพรที่มีฤทธิ์แสบร้อย ช่วยขับไล่แมลงที่จะบุกรุกเข้ามาในสวน วันขอนำเสนอตัวอย่างหลุมพอเพียงซึ่งมีชื่อว่า “หลุมส้มตำ” จะเป็นอย่างไรนั้นไปดูกันเลย หลุมส้มตำ ประกอบด้วย ต้นกล้วย มะละกอ มะเขือ มะนาว พริก ที่ตั้งชื่อว่าหลุมส้มตำเนื่องจากพืชที่ปลูกนี้เป็นส่วนประกอบของส้มตำอาหารยอดนิยมของคนไทยนั้นเอง ซึ่งพืชจำพวกนี้เมื่อปลูกหลุมเดียวกันจะช่วยเกื้อกูลกันในด้านต่าง ๆ มากมาย

แนวทางการปลูกพืช 9 ทิศ หรือ เรียกง่ายๆ ว่า หลุดพอเพียง นั้นเอง มีอะไรบ้าง ปลูกยังไง เริ่มจากไหน บทความนี้เรามีคำตอบครับ

  • ตรงกลาง
    ปลูกพืชพี่เลี้ยง เช่น กล้วย 1-2 ต้น ให้ความชุ่มชื้น กับไม้ทั้ง 8 ต้น บังแดดตอนบ่ายให้พืชอื่นๆ เมื่อปลูก 1 ปี จะได้กล้วยเครือแรกให้ตัดทิ้ง ปล่อยหน่อใหม่ให้เกิดขึ้นมา
  • ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
    ปลูกไม้หลัก ปลูกห่างจากกล้วย อย่างน้อย 50 ซม. ให้กล้วยเป็นพี่เลี้ยง ให้ความชื้นบังแดดจนกว่าจะโต เช่น ขนุน มะม่วง มะนาว กระท้อน
  • ทิศตะวันออก
    ปลูกไม้ดอก ที่ชอบแดดช่วงเช้า ปลูกเพื่อล่อผึ้งมาผสมเกสร
  • ทิศตะวันออกเฉียงใต้
    ปลูกผักสวนครัว ที่ชอบแดดเช้า ปลูกใกล้ไม้ดอก เช่น พริก มะเขือ กะเพรา ผักต่างๆ ที่เป็นไม้พอกิน เก็บผลได้ไว
  • ทิศใต้
    ปลูกไม้หัวใต้ดิน ทิศใต้ได้รับแดดบ่ายมาก เอาไม้ห้วใต้ดินไม่กลัวแดด ต้องการน้ำน้อย ช่วยคลุมดินได้ไว เช่น มัน เผือก ข่า ขิง กระชาย ขมิ้น เป็นต้น
  • ทิศตะวันตกเฉียงใต้
    ปลูกไม้เบิกนำ ทิศนี้รับแดดบ่ายเต็มที่ เลือกพืช โตไว ต้องการน้ำน้อย หนึ่งปีได้กิน ตัดแต่งทรงไม่ให้สูง ให้เก็บดอก ยอดกินง่าย กิ่งใบ ย่อยสลายเป็นปุ๋ยให้หลุมได้ง่าย เช่น แค มะรุม ขี้เหล็ก เป็นต้น
  • ทิศตะวันตก
    ปลูกพืชคลุมดิน ทิศนี้ก็รับแดดบ่ายเต็มๆ ปลูกไม้พอกิน ไม้พุ่ม ไม้เตีย ใบเยอะ ช่วยบังแดดให้ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทิศเหนือ ตัดใบมาคลุมหลุมแทนฟางได้ เช่น อ้อย อ้อยดำ ตะไคร้ หญ้าหวาน ข้าวโพด
  • ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
    ปลูกผักอายุยืน ผักพื้นบ้าน ที่ปลูกครั้งเดียวแล้วเก็บกินได้ตลอด เป็เช่น ผักไชยา ผักชะอม ผักหวาน ดีปลาช่อน ผักหลอด เหรียง เป็นต้น
  • ทิศเหนือ
    ปลูกสมุนไพร เช่น สาบเสือ ฟ้าทะลายโจร เป็นต้น ดูน้อยลง

หลุมพอเพียง

ข้อดีของการปลูกพืชแบบหลุมพอเพียง

ถือเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งที่ทำให้พืชหลักที่ต้องการปลูก เช่น ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ป่ายืนต้น เจริญเติบโตและมีโอกาสรอดสูง เพราะผู้ปลูกจะคอยห่วงใยหมั่นดูแล ทำให้พืชหลัก ดังกล่าวเจริญเติบโตดีกว่าปกติอีกด้วยและหากพืชชนิดใดชนิดหนึ่งจะเบียดเบียนพืชอื่นมากเกินไปก็คอยควบคุมให้เหมาะสมตัดแต่งทรงพุ่มจัดพืชหรือเถาเลี้อยให้เหมาะสมตัดแต่งทรงพุ่มจัดพืชหรือเถาเลี้อยให้เหมาะสม สำหรับพืชพี่เลี้ยงก็ไม่ต้องใส่ใจมาก


บทความอื่นที่น่าสนใจ

สูตรปุ๋ยฮอร์โมนจากเปลือกไข่ ช่วยเพิ่มธาตุแคลเซียมบำรุงราก เร่งดอกให้กับ

สูตรปุ๋ยฮอร์โมนจากเปลือกไข่ ช่วยเพิ่มธาตุแคลเซียม บำรุงราก เร่งดอกให้กับพืช

สูตรปุ๋ยฮอร์โมนจากเปลือกไข่

ปุ๋ยฮอร์โมนจากเปลือกไข่ คืออะไร?

ปุ๋ยฮอร์โมนจากเปลือกไข่เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ช่วยบำรุงดินและพืชให้แข็งแรงขึ้น เปลือกไข่มีธาตุอาหารสำคัญที่พืชต้องการ เช่น แคลเซียม โพแทสเซียม และกัมถัน ซึ่งมีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของพืชทุกชนิด โดยเฉพาะพืชผักสวนครัว ไม้ดอก และไม้ผล

วิธีทำปุ๋ยฮอร์โมนจากเปลือกไข่

เตรียมวัตถุดิบ

  • เปลือกไข่ที่ล้างสะอาดและตากแห้ง
  • เกลือป่นเล็กน้อย
  • ผงชูรสเล็กน้อย (ช่วยเร่งการดูดซึมของพืช)

วิธีการทำ

  • นำเปลือกไข่มาบดให้ละเอียด (สามารถใช้ครกหรือเครื่องบดช่วยได้)
  • ผสมเกลือและผงชูรสลงไปในเปลือกไข่ที่บดแล้ว

นำไปใช้

  • โรยรอบๆ โคนต้นไม้ หรือคลุกผสมกับดินปลูก
  • รดน้ำตามเพื่อช่วยให้สารอาหารซึมเข้าสู่ดิน

ระยะเวลาออกฤทธิ์

  • ประมาณ 7 วัน เปลือกไข่จะเริ่มย่อยสลาย และสารอาหารจะถูกปล่อยออกมาให้พืชดูดซึมไปใช้ได้

สารอาหารที่อยู่ในเปลือกไข่ และประโยชน์ต่อพืช

  • แคลเซียม
    • ช่วยให้ลำต้นแข็งแรง ลดการหักโค่นของพืช
    • ป้องกันผลแตกในพืชที่ออกผล เช่น มะเขือเทศ พริก มะนาว
  • โพแทสเซียม
    • ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของรากและใบ
    • ส่งเสริมการเจริญเติบโตของผักกินใบ ทำให้ใบกรอบ สีเขียวเข้ม น่ารับประทาน
  • กัมถัน
    • มีฤทธิ์ช่วยขับไล่แมลงศัตรูพืชบางชนิด
    • ช่วยลดการเกิดโรครากเน่าและเชื้อราในดิน

ข้อดีของปุ๋ยฮอร์โมนจากเปลือกไข่

  • เป็นปุ๋ยอินทรีย์ ไม่มีสารเคมีตกค้าง ปลอดภัยกับคนและสิ่งแวดล้อม
  • ช่วยลดขยะอินทรีย์ นำเปลือกไข่มาใช้ประโยชน์แทนการทิ้ง
  • ต้นทุนต่ำ ทำเองได้ง่ายจากวัตถุดิบที่มีในครัวเรือน
  • ช่วยปรับปรุงดิน เพิ่มธาตุอาหารให้ดิน ช่วยให้ดินร่วนซุย เหมาะสำหรับการปลูกพืช

ข้อเสียและข้อควรระวัง

  • ใช้มากเกินไปอาจทำให้ดินเค็ม เนื่องจากมีเกลือเป็นส่วนประกอบ ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม
  • ต้องใช้เวลาย่อยสลาย เปลือกไข่ไม่ได้ให้ผลทันที ต้องรอให้สลายตัวก่อนที่พืชจะดูดซึมไปใช้ได้
  • อาจดึงดูดสัตว์ฟันแทะ หากไม่ล้างเปลือกไข่ให้สะอาดก่อนนำไปใช้ อาจมีกลิ่นที่ดึงดูดหนูหรือแมลงบางชนิด

ปุ๋ยฮอร์โมนจากเปลือกไข่เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการบำรุงพืชแบบธรรมชาติ มีประโยชน์หลายด้าน ช่วยให้พืชเติบโตแข็งแรง ดอกและผลดกขึ้น แต่ก็ควรใช้อย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันผลกระทบต่อดินและพืช หากใช้ถูกต้องจะช่วยเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ห่มดิน เลี้ยงดินให้มีชีวิต ฟื้นชีวิตให้แผ่นดิน

050ห่มดิน เลี้ยงดินให้มีชีวิต ฟื้นชีวิตให้แผ่นดิน

ห่มดิน

การ “ห่มดิน” หรือ “คลุมดิน” โดยใช้ฟาง เศษหญ้า หรือใบไม้ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ และใส่อาหารให้แก่ดิน ด้วยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพลงไป เพื่อให้อาหารแก่ดิน แล้วดินจะปล่อยธาตุอาหารให้พืช โดยกระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์เรียกหลักการนี้ว่า “เลี้ยงดิน ให้ดินเลี้ยงพืช” การปฏิบัติเช่นนี้ จะทำให้ดินกลับมามีชีวิต เป็นการ “คืนชีวิตให้แผ่นดิน”

ประโยชน์ของการห่มดิน

  • เป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์
  • เป็นอาหารให้สัตว์หน้าดิน เช่น ไส้เดือน กิ้งกือ ฯลฯ ซึ่งช่วยพรวนดิน และถ่ายมูลเป็นปุ๋ยให้พืช
  • เก็บรักษาความชื้น
  • เมื่อย่อยสลายจะกลายเป็นฮิวมัส ซึ่งเป็นปุ๋ยให้กับพืช

จุลินทรีย์?

จุลินทรีย์ (Microorganism) คือ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ช่วยในการส่องดู จุลินทรีย์มีหลายประเภท เช่น แบคทีเรีย ไวรัส รา โปรโตซัว และสาหร่ายขนาดเล็ก ซึ่งสามารถพบได้ในดิน น้ำ อากาศ อาหาร และร่างกายของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

ประโยชน์ของจุลินทรีย์

  • ช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศ ซึ่งในอากาศมีก๊าชไนโตรเจนอยู่ถึง 78%
  • ช่วยย่อยสลายซากพืช ซากสัตว์
  • ช่วยย่อยแร่ธาตุที่อยู่ในหิน ลูกรัง ทราย เช่น ธาตุอาหาร กลุ่ม เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ฟอสฟอรัส เป็นต้น
  • ช่วยผลิตฮอร์โมนให้พืช
  • ช่วยผลิตสารป้องกันโรคพืช

วิธีการห่มดิน

  • ห่มดินด้วยฟาง เศษหญ้า หรือใบไม้ รอบโคนต้นไม้ประเภทไม้ยืนต้น โดยเว้นให้ห่างจากโคนต้นไม้ 1 คืบ ห่มหนา 1 คืบ–1 ฟุต ทำเป็นวงเหมือนโดนัท โรยด้วยปุ๋ยคอก (มูลสัตว์) บาง ๆ และรดด้วยน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำเจือจาง อัตราส่วน 1 : 50-100
  • ห่มดินในที่ดินผืนใหม่ที่เพิ่งขุดปรับพื้นที่ หรือดินที่เสื่อมสภาพ เพื่อปรับปรุงคุณภาพของดินก่อนเริ่มการเพาะปลูก ด้วยการห่มฟาง เศษหญ้า หรือใบไม้ ให้หนาอย่างน้อย 1 ฟุต ทั้งแปลง โรยด้วยปุ๋ยคอก แล้วราดรดด้วยน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำเข้มข้น อัตราส่วน 1 : 10
  • โดยวิธีนี้ เป็นการระเบิดดินที่แห้งแข็ง ให้มีความชุ่มชื้น (ฟางห่มคลุมดินเพื่อลดการระเหยของน้ำในดิน ปุ๋ยคอกที่ใส่เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ

น้ำหมักทำหน้าที่ย่อยสลายทั้งปุ๋ยและฟาง ให้กลายเป็นอินทรียวัตถุได้เร็วขึ้น) ซึ่งวิธีนี้อาจต้องใช้เวลา 3 เดือนขึ้นไป โดยยังไม่ควรปลูกพืชใด ๆ เพราะน้ำหมักที่เข้มข้นอาจทำให้ต้นไม้ตายได้

อ้างอิง :


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เปิด ทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง หลักคิดแห่งการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

ทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง

ทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง

ศาสตร์พระราชาความสุขอย่างยั่งยืน ลองปรับใช้ไม่จนแน่นอนทฤษฏีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง เป็นแนวทางที่ใช้ลำดับขั้นเพื่อเดินตามไปทีละขั้น ค่อยๆ ก้าวไปแบบยั้งยืนและมั่นคง ซึ่งหากใครทำตามได้ รับรองว่าไม่มีจนแน่นอน โดยแต่ละขั้นจะมีดังนี้

บันไดขั้นที่ 1-4 คือ เศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน

ขั้นที่ 1 พอกิน

พื้นฐานที่สุดของมนุษย์ คือ ความต้องการปัจจัย 4 และประการสำคัญที่สุดของปัจจัย 4 คือ อาหาร ขั้นที่ 1 ของแนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืนคือ ตอบคำถามให้ได้ว่า “ทำอย่างไรจึงจะพอกิน” โดยให้ความสำคัญกับ ข้าวปลาอาหาร ไม่ให้ความสำคัญกับเงิน ซึ่งเป็นเพียงแค่ “ตัวกลาง” ในการแลกเปลี่ยนตามมาตรฐานสากล โดยยึดหลักว่า “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิของจริง”

เกษตรกรต้องเริ่มจากการอยู่ให้ได้โดยไม่ใช้เงิน มีอาหารพอมี พอกิน ด้วยการปลูกพืช ผัก ผลไม้ ให้พอกิน ชาวนาต้องเก็บข้าวไว้ให้เพียงพอสำหรับการมีกินทั้งปี ไม่ขายข้าวเปลือกเพื่อนำเงินไปซื้อข้าวสาร

นอกจากนั้น หัวใจสำคัญของ “พอกิน” ยังมีความหมายรวมไปถึงความปลอดภัยในอาหาร กินอย่างไรให้มีสุขภาพดี ไม่สะสมเอาความเจ็บไข้ได้ป่วยไว้ในร่างกาย นี่คือความหมายของบันไดขั้นที่ ๑ ที่เกษตรกรต้องก้าวข้ามให้ได้

ขั้นที่ 2-4 พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น

เกิดขึ้นได้พร้อมกัน ด้วยคำตอบเดียวคือ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ซึ่งป่า 3 อย่างจะให้ทั้ง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม สมุนไพรสำหรับรักษาโรค ทั้งโรคคน โรคพืช โรคสัตว์ ให้ไม้สำหรับทำบ้านพักที่อยู่อาศัย และให้ความร่มเย็นกับบ้าน กับชุมชน กับโลกใบนี้ ซึ่งเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรไทย

ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถแก้ปัญหาได้จริง และยังสามารถย้อนกลับไปแก้ไขปัญหาหนี้สินซึ่งสะสมพอกพูนจากการทำ เกษตรเชิงเดี่ยว ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ปัญหาความขาดแคลนนำ ภัยแล้ง ทั้งหมดล้วนแก้ไขได้จากแนวคิดป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่างขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

บันไดขั้นที่ 5-9 คือ เศรษฐกิจพอเพียงขั้นก้าวหน้า

ขั้นที่ 5-6 บุญและทาน

เครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียง เชื่อมั่นว่าสังคมไทยเป็นสังคมบุญ สังคมทาน ไม่เน้นการแลกเปลี่ยนทางการค้า แต่เน้นการทำบุญ ไม่เน้นการสะสมเป็นของส่วนตัว แต่เน้นการให้ทานและสะสมโดยมอบให้เป็นทรัพย์สินส่วนรวมโดยวัด หรือศาสนสถานตามแต่ละศาสนาเป็นศูนย์กลาง

เป็นการฝึกจิตใจ ให้ละซึ่งความโลภ และกิเลสในการอยากได้ ใคร่มี ลดปัญหาช่องว่างระหว่างชนชั้น ตามความหมายอันลึกซึ้งของคำ “ยิ่งทำยิ่งได้ ยิ่งให้ยิ่งมี” การให้ไปคือได้มา และเชื่อมั่นในฤทธิ์ของทาน ว่าทานมีฤทธิ์จริง และจะส่งผลกลับมาเป็นเพื่อน เป็นกัลยาณมิตร เป็นเครือข่ายที่ช่วยเหลือกันในทุกสถานการณ์ แม้ในวันที่โลกนี้ประสบกับวิกฤตการณ์

ขั้นที่ 7 เก็บรักษา

ขั้นต่อไปหลังจากสามารถพึ่งตนเองได้ พอมี พอเหลือทำบุญ ทำทานแล้ว คือการรู้จักเก็บรักษา ซึ่งเป็นการตั้งอยู่ในความไม่ประมาท และการรู้จักเก็บรักษา ยังเป็นการสร้างรากฐานของการเอาตัวรอดในเวลาเกิดวิกฤตการณ์ โดยยึดแนวทางตามวิถีชีวิตชาวนาสมัยก่อนซึ่งเก็บรักษาข้าวไว้ในยุ้งฉางเพื่อ ให้พอมีกินข้ามปี คัดเลือกและเก็บรักษา “ข้าวพันธุ์” ไว้สำหรับเป็นพันธุ์ข้าวในปีต่อไป

ทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง

ซึ่งผิดกับวิถีชาวนาในปัจจุบันที่ใช้วิธีการขายข้าวทั้งหมด แล้วนำเเงินที่ขายได้ไปซื้อพันธุ์ข้าวเพื่อปลูกในปีต่อไป ส่งผลให้เกิดการขาดความมั่นคงและเปรียบเสมือนการใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางสาย ความประมาท เพราะหากเกิดภัยแล้ง น้ำท่วม ผลผลิตไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้ ย่อมหมายถึงปัญหาหนี้สินและการขาดแคลนพันธุ์ข้าวสำหรับปลูกในปีต่อไป

นอกจากเก็บพันธุ์ข้าวแล้ว ยังเน้นให้รู้จักวิธีการถนอมอาหาร การสะสม อาหารไว้กินในยามหน้าแล้ง ด้วยการแปรรูปอาหารหลากชนิด อาทิ ปลาร้า ปลาแห้ง มะขามเปียก พริกแห้ง หอม กระเทียม เพื่อเก็บไว้กินในอนาคต

ขั้นที่ 8 ขาย

เนื่องจากเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เศรษฐกิจการค้า แต่ก็ไม่ใช่เศรษฐกิจหลังเขา การค้าขายสามารถทำได้ แต่ทำภายใต้การรู้จักตนเอง รู้จักพอประมาณ และทำไปตามลำดับ โดยของที่ขาย คือ ของที่เหลือจากทุกขั้นแล้วจึงนำมาขาย เช่น ทำนาอินทรีย์ ปลูกข้าวปลอดสารเคมี ไม่ทำลายธรรมชาติ ได้ผลผลิตเก็บไว้พอกิน เก็บไว้ทำพันธุ์ ทำบุญ ทำทาน แล้วจึงนำมาขายด้วยความรู้สึกของการ “ให้” อยากที่จะให้สิ่งดีๆ ที่เราปลูกเอง เผื่อแผ่ให้กับคนอื่นๆ ได้รับสิ่งดีๆ นั้นๆ ด้วย

การค้าขายตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นการค้าที่มองกลับด้าน “เพราะรักคุณจึงอยากให้คุณได้รับในสิ่งดีๆ” พอเพียงเพื่ออุ้มชู เผื่อแผ่ แบ่งปัน ไปด้วยกัน

ขั้นที่ 9 เครือข่าย กองกำลังเกษตรโยธิน

คือการสร้างกองกำลังเกษตรโยธิน หรือการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงทั้งประเทศ เพื่อขยายผลความ สำเร็จตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิวัติแนวคิด และวิถีการดำเนินชีวิตของคนในสังคม ในชุมชน เพื่อการแก้ปัญหาวิกฤต 4 ประการ อันได้แก่ วิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม ภัยธรรมชาติ วิกฤตการณ์โรคระบาดทั้งในคน สัตว์ พืช วิกฤตเศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพงวิกฤตความขัดแย้งทางสังคม

ทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง เป็นแนวคิดของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่นำหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเปรียบเทียบกับการไต่บันไดทีละขั้น เพื่อพัฒนาแนวคิดและพฤติกรรมให้เกิดความพอเพียงอย่างยั่งยืน


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ฝุ่น PM 2.5 คืออะไร ? รู้จักให้มากขึ้นใน 5 นาที

ฝุ่น PM 2.5 คืออะไร ? รู้จักให้มากขึ้นใน 5 นาที

ฝุ่น PM 2.5 คืออะไร

ในยุคที่ปัญหามลพิษทางอากาศกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น ชื่อของ “ฝุ่น PM 2.5” คงจะคุ้นหูกันเป็นอย่างดี แต่ฝุ่นPM 2.5 คืออะไรกันแน่? และทำไมมันถึงเป็นอันตรายต่อสุขภาพ? เรามาทำความรู้จักกันใน 5 นาทีนี้ !

ฝุ่น PM 2.5 คืออะไร?

PM 2.5 เป็นชื่อเรียกของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือเล็กกว่าความกว้างของเส้นผมมนุษย์ถึง 20 เท่า ฝุ่นชนิดนี้เล็กจนสามารถลอยอยู่ในอากาศได้นาน และสามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของเราได้ง่าย

แหล่งที่มาของฝุ่น PM 2.5

ฝุ่น PM 2.5 เกิดจากหลายแหล่ง ทั้งแหล่งที่เกิดตามธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ ได้แก่

  • การเผาไหม้  เช่น การเผาขยะ เผาป่า หรือการเผาไหม้เชื้อเพลิงในยานพาหนะ
  • โรงงานอุตสาหกรรม  การปล่อยควันจากกระบวนการผลิตต่างๆ
  • การก่อสร้าง  ฝุ่นจากการรื้อถอนหรือสร้างอาคาร
  • แหล่งธรรมชาติ  ฝุ่นจากดิน ทราย หรือการปะทุของภูเขาไฟ

ผลกระทบของฝุ่น PM 2.5 ต่อสุขภาพ

เนื่องจาก PM 2.5 มีขนาดเล็กมาก มันจึงสามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดของเราได้ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • ระบบทางเดินหายใจ  เกิดอาการไอ หายใจลำบาก หรือเสี่ยงต่อโรคปอดเรื้อรัง
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • กลุ่มเปราะบาง  เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น หอบหืด หรือโรคหัวใจ มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป

เราจะป้องกันตัวเองจากฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างไร?

ในช่วงที่คุณภาพอากาศไม่ดีและค่าฝุ่นละออง PM 2.5 พุ่งสูงขึ้น การดูแลสุขภาพของตัวเองและคนรอบข้างจึงเป็นสิ่งสำคัญ ฝุ่น PM 2.5 มีขนาดเล็กมากจนสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือดได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น โรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และปัญหาสุขภาพอื่นๆ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงจากฝุ่น PM 2.5 ได้ด้วยวิธีการง่ายๆ และได้ผลดังนี้

  • สวมหน้ากากอนามัยที่เหมาะสม  เลือกหน้ากาก N95 หรือหน้ากากที่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็กได้
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง  โดยเฉพาะในวันที่ค่าฝุ่น PM 2.5 สูง
  • ใช้เครื่องฟอกอากาศ  ในบ้านหรือที่ทำงานเพื่อปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคาร
  • ติดตามสถานการณ์  ตรวจสอบค่าฝุ่นในพื้นที่ผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

PM 2.5 กับชีวิตของเรา

ฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหาที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และรัฐบาล เพื่อควบคุมและลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของเรา การรู้จักและเข้าใจฝุ่น PM 2.5 เป็นก้าวแรกที่จะช่วยให้เราปรับตัวและดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสมในยุคที่คุณภาพอากาศเป็นเรื่องสำคัญ

ใช้เวลาเพียง 5 นาทีในการรู้จักฝุ่น PM 2.5 แค่นี้ คุณก็พร้อมรับมือกับภัยร้ายจากอากาศที่มองไม่เห็นแล้ว!


บทความที่น่าสนใจ

หมดปัญหากวนใจ สูตรน้ำยาไล่นกพิราบ ทำง่ายใช้ได้ผล

หมดปัญหากวนใจ สูตรน้ำยาไล่นกพิราบ ทำง่ายใช้ได้ผล

สูตรน้ำยาไล่นกพิราบ

ปัญหาใหญ่ของ หลายๆ บ้านที่อยู่ในพื้นที่ ที่มีนกพิราบอาศัยอยู่จำนวนมากนั้น   นกพิราบทำรังเต็มระเบียง ไหนจะมูลนกที่เลอะเทอะส่งกลิ่นเหม็น ไล่นกพิราบก็ไม่ไป มาพร้อมกับเชื้อโรคมากมาย อันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก เพราะนกพิราบถือว่าเป็นพาหะนำโรคและมีเชื้อโรคอยู่มากมายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์โดยตรง ซึ่งหากไปสัมผัสนกพิราบหรืออยู่ใกล้บริเวณที่มีมูลนกพิราบ ไม่สะอาด สะสมกองมูลเยอะมาก อาจจะก่อให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือโรคปอดอักเสบได้ วันนี้เราเลยหา สูตรน้ำยาไล่นกพิราบ ใช้ได้ผลหายไปนานจนลืม มาฝากกันครับ

เตรียมวัสดุอุปกรณ์ดังต่อไปนี้

  • ผงซักฟอก 2 ช้อนโต๊ะ
  • ไฮเตอร์ 3 ช้อนโต๊ะ (มีกลิ่นแรงติดทนนาน)
  • น้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1ช้อนโต๊ะ
  • น้ำสะอาด 1- 2 ลิตร

วิธีทำ

ผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ใส่สเปย์ที่ฉีดพ่นไปฉีดจุดที่มีนกพิราบอยู่แนวรั้ว

สำคัญ นำสูตรนี้ใส่ปืนฉีดน้ำไป ฉีดบริเวณนกพิราบอยู่ ฉีดที่หลังคา ซึ่งข้อดีของการใส่ปืนฉีดน้ำนั้น จะยิงไปได้ไกลยิงโดนนกพิราบแม่นยำมากโดนจุดที่นกพิราบอยู่ หรือ อาจจะนำสูตรนี้ใส่ไปในถุง ปาขึ้นหลังคา ให้ถุงแตก ไล่นกพิราบดีมาก กลิ่นจะติดทนอยู่บนหลังคานานมาก

สูตรน้ำยาไล่นกพิราบ 2

สำหรับสูตรนี้เป็นที่ง่ายๆ ส่วนประกอบไม่กี่อย่าง แต่รับลองได้ผลเกินคาดแน่นอนครับ จะมีอะไรบ้างไปดูส่วนประกอบกันเลย

เตรียมวัสดุอุปกรณ์ดังต่อไปนี้

  • น้ำเปล่า 5 ลิตร
  • การบูร 1 กก.
  • น้ำมันมวย 1 ขวด

วิธีการทำและการใช้งาน

ปั่นให้เข้ากัน และปั่นจนการบูรละลาย ตักราด ใส่ฟอกกี้ ใส่เครื่องฉีด ให้ทั่ว หรือจะใส่ถุงแล้วปาให้แตก กรณีจุดที่เราเข้าไปไม่ถึง

เทคนิคไล่นกพิราบหลายคนไม่รู้!!!

📌ไล่นกพิราบต้องไล่ตอนเย็นๆ ค่ำค่ำ ซึ่งนิสัยนกพิราบจะบินกลับบ้านตอนค่ำให้ฉีดไล่นกพิราบ เน้นไล่ตอนค่ำค่ำ เพื่อไม่ให้นกพิราบกลับมานอน อาศัยอีกต่อไป ทำตามนี้เลยเห็นผลจริง

Cr.รูปภาพ วิชา วันนี้


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ชีวิตพอเพียง การใช้ชีวิตแบบง่าย โดย คุณโจน จันได

ชีวิตพอเพียง การใช้ชีวิตแบบง่าย โดย คุณโจน จันได

ชีวิตพอเพียง

        โจน จันได หรือที่หลายคนรู้จักเขาในนาม “โจน บ้านดิน” คนจนผู้ยิ่งใหญ่จากรายการ เจาะใจ เมื่อหลายปีก่อน มาวันนี้ เขาคือผู้เชี่ยวชาญในการสร้างบ้านดินของประเทศไทย โจน จันได เป็นผู้ปลุกกระแสบ้านดินให้ฟีเวอร์ในปัจจุบัน เขาเดินทางไปรอบโลกเพื่อนำเสนอแนวทางในการสร้างบ้านดิน โดยเรียนรู้ชีวิตผ่านประสบการณ์ตรงนอกระบบการศึกษา จนแตกแขนงออกเป็นเครือข่ายคนสร้างบ้านดินในทุกวันนี้

        เดิมที โจน จันได เกือบจะได้เป็นนักกฎหมาย เมื่อครั้งจากบ้านที่ยโสธรเข้ามาร่ำเรียนศาสตร์สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่กรุงเทพมหานคร เขาใช้ชีวิตอยู่วัด กินข้าววัด และทำงานพิเศษเพื่อหาเงินค่าเล่าเรียนเอง แต่แล้วลูกอีสานคนนี้ ก็ตัดสินใจทิ้งอนาคตนักกฎหมาย และลาสังคมเมืองที่หลายคนหลงใหล ด้วยเหตุว่าถามหาความสุขที่แท้จริงให้ชีวิตไม่เจอ 

       ย้อนกลับไปวัยเด็ก แม้ลมหายใจแรกของเขาจะเคยได้พบกับคำว่า “พึ่งตัวเอง” จากวิถีชีวิตพออยู่พอกินของหมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดยโสธร  แต่กระแสการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ เกิดขึ้น กลับทำให้คนที่เติบโตในครอบครัวชาวนามีความอับอายในชีวิตที่เป็นอยู่ และตัดสินใจพาตัวเองห่างออกจากความเป็นอยู่เดิม โดยมุ่งหน้าไปยังชีวิตที่ “ศิวิไลซ์” เหมือนๆ กับคนส่วนมากในสมัยนั้น

        จากที่จะไม่ได้เรียนหลังจากจบชั้นประถมศึกษาเนื่องจากครอบครัวไม่มีเงินส่งเสีย เขายอมโกนหัวบวชเณร ณ วัดธรรมมงคล ย่านสุขุมวิท พร้อมๆ กับเข้าไปเรียนต่อโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่สัมพันธวงศ์ศึกษา จนจบระดับ 5 (เทียบเท่ากับมัธยมปลายในปัจจุบัน) ก่อนจะลาสิกขาออกมาเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมๆ กับการทำงานหาเงิน ทั้งพนักงานเสิร์ฟตามร้านอาหาร ไปจนถึงพนักงานทำความสะอาดในโรงแรมต่างๆ

        แต่แล้วความต่างของวิถีชีวิตก็ทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตที่เป็นอยู่ เวลาในแต่ละวันของเขาหมดไปกับการทำงานหนักๆ ให้ได้สิ่งตอบแทนที่เรียกว่า “เงิน” เพียงเพื่อมาจ่ายค่าเช่าบ้าน ทั้งที่ตัวเองมีบ้านโดยไม่ต้องเช่า มาจ่ายค่าอาหารได้เพียงมื้อละจาน เพื่อประทังชีวิตไปวันๆ และมาจ่ายค่าเดินทางไปกลับระหว่างห้องพักกับที่ทำงาน ทั้งๆ ที่เขาสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้จากผืนดินของบ้านตัวเอง

       “แต่ก่อนตอนอยู่กรุงเทพฯ ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเวลา แม้แต่จะไปเยี่ยมพ่อแม่ ผมยังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเวลา ในที่สุด ผมก็ถามตัวเองว่า ผมรีบไปไหน ผมทำงานให้ใคร ในเมื่อผมทำงานแทบเป็นแทบตายแล้วตัวเองไม่มีอยู่ไม่มีกิน แล้วผมจะทำไปให้ใคร พอมาคิดดู ผมรู้สึกแย่มากที่ไม่ได้ทำอะไรให้ตัวเองเลย ผมทำงานให้คนอื่นตลอด ทำแทบเป็นแทบตายเพื่อไปจ่ายค่าเช่าบ้าน ทำแทบเป็นแทบตายเพื่อไปจ่ายค่าข้าวมื้อละจาน ทำแทบเป็นแทบตายเพื่อที่จะมีเงินไปซื้อเสื้อผ้า มีเงินเพื่อจ่ายค่ารถเมล์ แต่มีอะไรบ้างที่ผมทำเพื่อตัวเอง ไม่มีเลย ทำทั้งปีทั้งชาติ เงินก็ไหลออกไหลออก ทำแล้วไม่ได้อะไร ผมจะทำไปทำไม

         ผมก็เลยกลับบ้านที่ยโสธร คราวนี้ผมทำเพื่อตัวเองทั้งหมดเลย ผมอยากกินผัก ก็ปลูกผัก อยากกินปลา ก็เลี้ยงปลา ทำแค่นี้ก็เลี้ยงคนอื่นได้ แม่ น้อง และหลานของผม พวกเขามีอาหารกินเหลือเฟือ ความง่ายมันอยู่ตรงนี้ (เน้นเสียง) ผมมาใช้ชีวิตแบบนี้มันเหลือกินเลย แต่ผมไปทำงานอยู่กรุงเทพฯ ตั้ง 7 ปี ทำแทบตายก็กินไม่เคยอิ่ม พอมาอยู่อย่างนี้มันคิดได้ว่าชีวิตมันง่ายแค่นี้เอง ทำงาน 30 นาทีต่อวัน แต่เลี้ยงคน 6 คนได้ แต่ 8 ชั่วโมง ต่อวันในกรุงเทพฯ กลับเลี้ยงคนๆ เดียวไม่ได้”

         7  ปี ในกรุงเทพฯ กับชีวิตที่ยากและไม่ได้เรียนรู้อะไร ทำให้เขาตัดสินใจออกจากชีวิตที่ทำงานหนักๆ “เพื่อคนอื่น” กลับบ้านเกิด ที่ยโสธร และพาตัวเองคืนสู่สามัญ เริ่มต้นวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายที่เขาคุ้นเคยในวัยเด็ก โดยใช้ชีวิตแบบ “พึ่งตัวเอง” และ “เพื่อตัวเอง”

          จากที่เคยทำงานในกรุงเทพฯ วันละ 8 ชั่วโมง แต่เลี้ยงคนๆ เดียวแทบไม่ได้ ก็เหลือเพียงวันละ 30 นาที ซึ่งสามารถเลี้ยงคน 6 คน ได้สบายๆ และวิถีชีวิตเช่นนั้น ยังเปิดโอกาสให้คนธรรมดาๆ คนหนึ่งมีโอกาสได้เรียนรู้การพึ่งตัวเองในเรื่องที่อยู่อาศัย 1 ในปัจจัย 4 อย่าง “บ้านดิน”

ทุกวันนี้คนกว่าจะได้บ้านหลังหนึ่ง ต้องทำงานเก็บเงินเป็นยี่สิบสามสิบปี แสดงว่าแย่มาก อาหารก็แพงขึ้น และไม่มีความปลอดภัยเลย เราไม่รู้ว่าเขาเอาอะไรมาให้เรากิน

        การพัฒนาที่เป็นอยู่ ชีวิตที่คนทุกวันนี้เป็นอยู่เป็นสิ่งที่หาสาระไม่ได้เลยเราทำไปด้วยความงมงาย ด้วยความไม่รู้เรื่องรู้ราว ทำชีวิตให้ยากขึ้นๆ ๆ ๆ จนลืมไปว่าชีวิตเกิดมาทำไม ครอบครัวเป็นยังไง มีความสำคัญยังไง

ธรรมะคืออะไร ความสุขเป็นยังไง ไม่มีใครสอนเลย คนมีแต่ซื้อๆๆๆ เพื่อให้มีความสุข แต่ความจริงเป็นอย่างนั้นมั้ย ?

“คนบอกว่าอยากมีเสรีภาพ ต้องมีโทรศัพท์มือถือ ต้องมีอะไรมากมาย และจะมีเสรีภาพอย่างที่เขาโฆษณา แต่ความจริงมันคือเสรีภาพจริงๆ มั้ย? มนุษย์ต้องหาเงินเป็นแสนเป็นล้านเพื่อให้มีบ้านสักหลัง ขณะที่ นก หนู สามารถทำรังได้ในวันเดียว

“เมื่อมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าฉลาดที่สุดในโลก แต่ทำไมเราทำในสิ่งที่โง่ที่สุด”

โจนบอกว่ามันผิด ถ้ายากแสดงว่ามันผิด

 “อย่างการมีอาหาร คนทำงานในเมืองวันละ 8-12 ชั่วโมง แต่ไม่พอกินสำหรับคนเดียว ทำเพื่ออะไรกัน แต่ผมทำสวนวันละ 30 นาที ผมมีอาหารเลี้ยงคน 7-8 คนได้สบาย ง่ายมากเลย นี่คือความง่าย”

      “บางคนซื้อเสื้อผ้าตัวละเป็นพันสองพัน ทำงานกี่เดือนถึงจะได้เสื้อทำไมต้องทำให้มันยาก เราหลอกตัวเอง เราทำให้ชีวิตมันยากขึ้นๆอย่าลืมว่าคนเรามีชีวิตไม่ยาวนักบนโลกนี้ อีกไม่นานก็ตายแล้วแต่ทำไมเราเอาเวลาที่มีค่าสูงสุดมาทำสิ่งไร้สาระไม่เป็นประโยชน์กับตัวเรา”

“ใส่เสื้อผ้าสวยๆ รู้สึกยังไง ใส่เสื้อผ้าสวยแค่ไหน คนไม่สวยก็ไม่สวยเหมือนเดิมไม่มีดั้งก็ไม่มีเหมือนเดิม เราหลอกตัวเอง หลอกคนอื่นทำไม”

ที่มา: Youtrube โจน จันใด ชีวิตง่ายๆ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีทำปุ๋ยหมักชีวภาพแบบแห้ง แบบง่ายๆ ไว้ใช้งาน

วิธีทำปุ๋ยหมักชีวภาพแบบแห้ง แบบง่ายๆ ไว้ใช้งาน

วิธีทำปุ๋ยหมักชีวภาพแบบแห้ง

วิธีทำปุ๋ยหมักชีวภาพแบบแห้ง

        โดยทั่วไปเรามักคุ้นเคยกับการทำน้ำหมักชีวภาพไว้ใช้กัน อย่างไรก็ตาม หากอยากจะให้พืชผักเจริญเติบโตดี ก็แนะนำว่านอกจากการใช้น้ำหมักชีวภาพรดแล้ว ก็ควรหมั่นเติมปุ๋ยหมักชีวภาพแบบแห้งลงไปด้วย เพื่อช่วยทั้งบำรุงพืชผัก และช่วยทำให้ดินร่วนซุย ไม่แข็งจนเกินไป

สำหรับวิธีทำก็มีอยู่ด้วยกันหลายสูตร หลายวิธี แต่จะขอเลือกมาแนะนำให้รู้จัก 2 วิธี คือเป็นแบบใช้เวลาไม่มากนัก แต่อาจมีรายละเอียดมากหน่อย กับแบบที่ใช้เวลามากหน่อย แต่ทำได้ง่ายๆ หรือที่ คุณนคร หรือเจ้าชายผักมักเรียกว่าปุ๋ยหมักคนขี้เกียจนั่นเอง

วิธีที่ 1 สูตรนี้ได้มาจากสวนเกษตรดาดฟ้า สำนักเขตหลักสี่

มีส่วนผสม คือ

  • เศษผลไม้หรือเศษผัก 2 ส่วน
  • แกลบดิบ 2 ส่วน
  • รำละเอียด 1 ส่วน
  • มูลสัตว์ 1 ส่วน
  • มูลค้างคาว เปลือกไข่ กากที่เหลือจากการหมักน้ำหมักชีวภาพ (ถ้ามี)
  • หัวเชื้อจุลินทรีย์ และกากน้ำตาล

วิธีทำ

  • 1. นำส่วนผสมต่างๆ มาคลุกเค้าให้เข้ากัน
  • ผสมกากน้ำตาล 2 ช้อนแกง และหัวเชื้อจุลินทรีย์ 2 ช้อนแกง ลงในน้ำ 10 ลิตร คนให้เข้ากัน
  • นำน้ำที่ผสมเข้ากันแล้วในข้อ 2 มารดในกองปุ๋ยให้ทั่ว คลุกเคล้าให้เข้ากัน โดยกะให้มีความชื้นประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ วิธีทดสอบง่ายๆคือถ้ากำปุยไว้ในมือแล้วไม่มีน้ำไหลอออกมาตามง่ามนิ้ว และเมื่อแบมือออก ปุ้ยก็ยังจับกันเป็นก้อน อย่างนี้ถือว่าใช้ได้
  • หากมีที่ก็ให้กองปุยทิ้งไว้โดยให้มีความสูงประมาณ 10 เชนติเมตร หรือหากไม่มีที่ก็ให้ตักปุ๋ยที่ผสมแล้วลงในกระสอบ ทิ้งไว้ 15 วัน ก็สามารถนำมาใช้ได้

วิธีที่ 2 หรือการทำปุยหมักคนขี้เกียจ

         สูตรนี้แบ่งปันมากจากคุณนคร ลิมปคุปตถาวร หรือเจ้าชายผักวิธีทำง่ายๆคือให้สร้างคอกเล็กๆขึ้น แล้วใส่เศษใบไม้ เศษอาหาร กากน้ำหมักชีวภาพ และปุยคอก ลงไปเป็นชั้นๆ หากมีรำละเอียดก็สามารถใส่ลงไปด้วยได้ จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม เหยียบให้แน่น ทิ้งไว้อย่างน้อย 1 เดือน หรืออาจต้องทิ้งไว้นานประมาณ 3-4 เดือนวัสดุต่างๆก็จะค่อยย่อยสลายจากด้านล่าง ให้โกยใต้กองออกมาใช้เป็นปุ๋ยหมักได้

สิ่งสำคัญ คือการทำปุยหมักเหล่านี้ คือควรเก็บกองปุ๋ยไว้ในที่ร่ม ไม่โดนฝน ไม่โดนแดด และปุยหมักที่จะนำมาใช้ก็ควรจะมีการย่อยสลายอย่างสมบูรณ์ และไม่เหลือความร้อนอยู่ เพราะหากปุ๋ยยังย่อยไม่สมบูรณ์จุลินทรีย์ก็อาจต้องเอาอาหารในดินมาใช้ ซึ่งจะเป็นการแย่อาหารจากพืชไปได้ เรียกว่าแทนที่จะช่วยให้พืชเติบโต ก็อาจทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโตไปได้

วิธีนำไปใช้ นอกจากจะสามารถนำไปผสมดินก่อนปลูกแล้ว ก็ควรใส่ปุ๋ยหมักแห้งควบคู่กับน้ำหมักชีวภาพเพื่อบำรุงพืชผักด้วย เรียกว่าแห้งชาม น้ำชาม เวลาใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพแบบแห้งก็จะใช้วิธีโรยไปที่หน้าดินแล้วก็รดน้ำตาม แนะนำว่าให้ใส่ทุก 15 วัน

ข้อดีของปุ๋ยชีวิภาพ คือ จะช่วยให้ดินดีขึ้น ช่วยให้ดินมีสภาพความเป็นกรด-ด่าง ลดลง และทำให้ดินมีความเป็นกลางมากขึ้น สภาพดินดีขึ้น ช่วยให้พืชผัก ผลไม้ สามารถดูดซึมอาหารได้อย่างเต็มที่นั่นเอง จึงถือว่าเป็นเทคโนโลยีอีกชนิดหนึ่งที่เริ่มมีการคิดค้นขึ้นมาในยุคปัจจุบัน

ขอขอบคุณที่มา : www.thaicityfarm.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ