เปิด ทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง หลักคิดแห่งการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

ทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง

ทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง

ศาสตร์พระราชาความสุขอย่างยั่งยืน ลองปรับใช้ไม่จนแน่นอนทฤษฏีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง เป็นแนวทางที่ใช้ลำดับขั้นเพื่อเดินตามไปทีละขั้น ค่อยๆ ก้าวไปแบบยั้งยืนและมั่นคง ซึ่งหากใครทำตามได้ รับรองว่าไม่มีจนแน่นอน โดยแต่ละขั้นจะมีดังนี้

บันไดขั้นที่ 1-4 คือ เศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน

ขั้นที่ 1 พอกิน

พื้นฐานที่สุดของมนุษย์ คือ ความต้องการปัจจัย 4 และประการสำคัญที่สุดของปัจจัย 4 คือ อาหาร ขั้นที่ 1 ของแนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืนคือ ตอบคำถามให้ได้ว่า “ทำอย่างไรจึงจะพอกิน” โดยให้ความสำคัญกับ ข้าวปลาอาหาร ไม่ให้ความสำคัญกับเงิน ซึ่งเป็นเพียงแค่ “ตัวกลาง” ในการแลกเปลี่ยนตามมาตรฐานสากล โดยยึดหลักว่า “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิของจริง”

เกษตรกรต้องเริ่มจากการอยู่ให้ได้โดยไม่ใช้เงิน มีอาหารพอมี พอกิน ด้วยการปลูกพืช ผัก ผลไม้ ให้พอกิน ชาวนาต้องเก็บข้าวไว้ให้เพียงพอสำหรับการมีกินทั้งปี ไม่ขายข้าวเปลือกเพื่อนำเงินไปซื้อข้าวสาร

นอกจากนั้น หัวใจสำคัญของ “พอกิน” ยังมีความหมายรวมไปถึงความปลอดภัยในอาหาร กินอย่างไรให้มีสุขภาพดี ไม่สะสมเอาความเจ็บไข้ได้ป่วยไว้ในร่างกาย นี่คือความหมายของบันไดขั้นที่ ๑ ที่เกษตรกรต้องก้าวข้ามให้ได้

ขั้นที่ 2-4 พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น

เกิดขึ้นได้พร้อมกัน ด้วยคำตอบเดียวคือ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ซึ่งป่า 3 อย่างจะให้ทั้ง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม สมุนไพรสำหรับรักษาโรค ทั้งโรคคน โรคพืช โรคสัตว์ ให้ไม้สำหรับทำบ้านพักที่อยู่อาศัย และให้ความร่มเย็นกับบ้าน กับชุมชน กับโลกใบนี้ ซึ่งเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรไทย

ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถแก้ปัญหาได้จริง และยังสามารถย้อนกลับไปแก้ไขปัญหาหนี้สินซึ่งสะสมพอกพูนจากการทำ เกษตรเชิงเดี่ยว ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ปัญหาความขาดแคลนนำ ภัยแล้ง ทั้งหมดล้วนแก้ไขได้จากแนวคิดป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่างขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

บันไดขั้นที่ 5-9 คือ เศรษฐกิจพอเพียงขั้นก้าวหน้า

ขั้นที่ 5-6 บุญและทาน

เครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียง เชื่อมั่นว่าสังคมไทยเป็นสังคมบุญ สังคมทาน ไม่เน้นการแลกเปลี่ยนทางการค้า แต่เน้นการทำบุญ ไม่เน้นการสะสมเป็นของส่วนตัว แต่เน้นการให้ทานและสะสมโดยมอบให้เป็นทรัพย์สินส่วนรวมโดยวัด หรือศาสนสถานตามแต่ละศาสนาเป็นศูนย์กลาง

เป็นการฝึกจิตใจ ให้ละซึ่งความโลภ และกิเลสในการอยากได้ ใคร่มี ลดปัญหาช่องว่างระหว่างชนชั้น ตามความหมายอันลึกซึ้งของคำ “ยิ่งทำยิ่งได้ ยิ่งให้ยิ่งมี” การให้ไปคือได้มา และเชื่อมั่นในฤทธิ์ของทาน ว่าทานมีฤทธิ์จริง และจะส่งผลกลับมาเป็นเพื่อน เป็นกัลยาณมิตร เป็นเครือข่ายที่ช่วยเหลือกันในทุกสถานการณ์ แม้ในวันที่โลกนี้ประสบกับวิกฤตการณ์

ขั้นที่ 7 เก็บรักษา

ขั้นต่อไปหลังจากสามารถพึ่งตนเองได้ พอมี พอเหลือทำบุญ ทำทานแล้ว คือการรู้จักเก็บรักษา ซึ่งเป็นการตั้งอยู่ในความไม่ประมาท และการรู้จักเก็บรักษา ยังเป็นการสร้างรากฐานของการเอาตัวรอดในเวลาเกิดวิกฤตการณ์ โดยยึดแนวทางตามวิถีชีวิตชาวนาสมัยก่อนซึ่งเก็บรักษาข้าวไว้ในยุ้งฉางเพื่อ ให้พอมีกินข้ามปี คัดเลือกและเก็บรักษา “ข้าวพันธุ์” ไว้สำหรับเป็นพันธุ์ข้าวในปีต่อไป

ทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง

ซึ่งผิดกับวิถีชาวนาในปัจจุบันที่ใช้วิธีการขายข้าวทั้งหมด แล้วนำเเงินที่ขายได้ไปซื้อพันธุ์ข้าวเพื่อปลูกในปีต่อไป ส่งผลให้เกิดการขาดความมั่นคงและเปรียบเสมือนการใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางสาย ความประมาท เพราะหากเกิดภัยแล้ง น้ำท่วม ผลผลิตไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้ ย่อมหมายถึงปัญหาหนี้สินและการขาดแคลนพันธุ์ข้าวสำหรับปลูกในปีต่อไป

นอกจากเก็บพันธุ์ข้าวแล้ว ยังเน้นให้รู้จักวิธีการถนอมอาหาร การสะสม อาหารไว้กินในยามหน้าแล้ง ด้วยการแปรรูปอาหารหลากชนิด อาทิ ปลาร้า ปลาแห้ง มะขามเปียก พริกแห้ง หอม กระเทียม เพื่อเก็บไว้กินในอนาคต

ขั้นที่ 8 ขาย

เนื่องจากเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เศรษฐกิจการค้า แต่ก็ไม่ใช่เศรษฐกิจหลังเขา การค้าขายสามารถทำได้ แต่ทำภายใต้การรู้จักตนเอง รู้จักพอประมาณ และทำไปตามลำดับ โดยของที่ขาย คือ ของที่เหลือจากทุกขั้นแล้วจึงนำมาขาย เช่น ทำนาอินทรีย์ ปลูกข้าวปลอดสารเคมี ไม่ทำลายธรรมชาติ ได้ผลผลิตเก็บไว้พอกิน เก็บไว้ทำพันธุ์ ทำบุญ ทำทาน แล้วจึงนำมาขายด้วยความรู้สึกของการ “ให้” อยากที่จะให้สิ่งดีๆ ที่เราปลูกเอง เผื่อแผ่ให้กับคนอื่นๆ ได้รับสิ่งดีๆ นั้นๆ ด้วย

การค้าขายตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นการค้าที่มองกลับด้าน “เพราะรักคุณจึงอยากให้คุณได้รับในสิ่งดีๆ” พอเพียงเพื่ออุ้มชู เผื่อแผ่ แบ่งปัน ไปด้วยกัน

ขั้นที่ 9 เครือข่าย กองกำลังเกษตรโยธิน

คือการสร้างกองกำลังเกษตรโยธิน หรือการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงทั้งประเทศ เพื่อขยายผลความ สำเร็จตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิวัติแนวคิด และวิถีการดำเนินชีวิตของคนในสังคม ในชุมชน เพื่อการแก้ปัญหาวิกฤต 4 ประการ อันได้แก่ วิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม ภัยธรรมชาติ วิกฤตการณ์โรคระบาดทั้งในคน สัตว์ พืช วิกฤตเศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพงวิกฤตความขัดแย้งทางสังคม

ทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง เป็นแนวคิดของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่นำหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเปรียบเทียบกับการไต่บันไดทีละขั้น เพื่อพัฒนาแนวคิดและพฤติกรรมให้เกิดความพอเพียงอย่างยั่งยืน


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ฝุ่น PM 2.5 คืออะไร ? รู้จักให้มากขึ้นใน 5 นาที

ฝุ่น PM 2.5 คืออะไร ? รู้จักให้มากขึ้นใน 5 นาที

ฝุ่น PM 2.5 คืออะไร

ในยุคที่ปัญหามลพิษทางอากาศกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น ชื่อของ “ฝุ่น PM 2.5” คงจะคุ้นหูกันเป็นอย่างดี แต่ฝุ่นPM 2.5 คืออะไรกันแน่? และทำไมมันถึงเป็นอันตรายต่อสุขภาพ? เรามาทำความรู้จักกันใน 5 นาทีนี้ !

ฝุ่น PM 2.5 คืออะไร?

PM 2.5 เป็นชื่อเรียกของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือเล็กกว่าความกว้างของเส้นผมมนุษย์ถึง 20 เท่า ฝุ่นชนิดนี้เล็กจนสามารถลอยอยู่ในอากาศได้นาน และสามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของเราได้ง่าย

แหล่งที่มาของฝุ่น PM 2.5

ฝุ่น PM 2.5 เกิดจากหลายแหล่ง ทั้งแหล่งที่เกิดตามธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ ได้แก่

  • การเผาไหม้  เช่น การเผาขยะ เผาป่า หรือการเผาไหม้เชื้อเพลิงในยานพาหนะ
  • โรงงานอุตสาหกรรม  การปล่อยควันจากกระบวนการผลิตต่างๆ
  • การก่อสร้าง  ฝุ่นจากการรื้อถอนหรือสร้างอาคาร
  • แหล่งธรรมชาติ  ฝุ่นจากดิน ทราย หรือการปะทุของภูเขาไฟ

ผลกระทบของฝุ่น PM 2.5 ต่อสุขภาพ

เนื่องจาก PM 2.5 มีขนาดเล็กมาก มันจึงสามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดของเราได้ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • ระบบทางเดินหายใจ  เกิดอาการไอ หายใจลำบาก หรือเสี่ยงต่อโรคปอดเรื้อรัง
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • กลุ่มเปราะบาง  เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น หอบหืด หรือโรคหัวใจ มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป

เราจะป้องกันตัวเองจากฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างไร?

ในช่วงที่คุณภาพอากาศไม่ดีและค่าฝุ่นละออง PM 2.5 พุ่งสูงขึ้น การดูแลสุขภาพของตัวเองและคนรอบข้างจึงเป็นสิ่งสำคัญ ฝุ่น PM 2.5 มีขนาดเล็กมากจนสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือดได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น โรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และปัญหาสุขภาพอื่นๆ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงจากฝุ่น PM 2.5 ได้ด้วยวิธีการง่ายๆ และได้ผลดังนี้

  • วมหน้ากากอนามัยที่เหมาะสม  เลือกหน้ากาก N95 หรือหน้ากากที่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็กได้
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง  โดยเฉพาะในวันที่ค่าฝุ่น PM 2.5 สูง
  • ใช้เครื่องฟอกอากาศ  ในบ้านหรือที่ทำงานเพื่อปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคาร
  • ติดตามสถานการณ์  ตรวจสอบค่าฝุ่นในพื้นที่ผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

PM 2.5 กับชีวิตของเรา

ฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหาที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และรัฐบาล เพื่อควบคุมและลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของเรา การรู้จักและเข้าใจฝุ่น PM 2.5 เป็นก้าวแรกที่จะช่วยให้เราปรับตัวและดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสมในยุคที่คุณภาพอากาศเป็นเรื่องสำคัญ

ใช้เวลาเพียง 5 นาทีในการรู้จักฝุ่น PM 2.5 แค่นี้ คุณก็พร้อมรับมือกับภัยร้ายจากอากาศที่มองไม่เห็นแล้ว!


บทความที่น่าสนใจ

หมดปัญหากวนใจ สูตรน้ำยาไล่นกพิราบ ทำง่ายใช้ได้ผล

หมดปัญหากวนใจ สูตรน้ำยาไล่นกพิราบ ทำง่ายใช้ได้ผล

สูตรน้ำยาไล่นกพิราบ

ปัญหาใหญ่ของ หลายๆ บ้านที่อยู่ในพื้นที่ ที่มีนกพิราบอาศัยอยู่จำนวนมากนั้น   นกพิราบทำรังเต็มระเบียง ไหนจะมูลนกที่เลอะเทอะส่งกลิ่นเหม็น ไล่นกพิราบก็ไม่ไป มาพร้อมกับเชื้อโรคมากมาย อันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก เพราะนกพิราบถือว่าเป็นพาหะนำโรคและมีเชื้อโรคอยู่มากมายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์โดยตรง ซึ่งหากไปสัมผัสนกพิราบหรืออยู่ใกล้บริเวณที่มีมูลนกพิราบ ไม่สะอาด สะสมกองมูลเยอะมาก อาจจะก่อให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือโรคปอดอักเสบได้ วันนี้เราเลยหา สูตรน้ำยาไล่นกพิราบ ใช้ได้ผลหายไปนานจนลืม มาฝากกันครับ

เตรียมวัสดุอุปกรณ์ดังต่อไปนี้

  • ผงซักฟอก 2 ช้อนโต๊ะ
  • ไฮเตอร์ 3 ช้อนโต๊ะ (มีกลิ่นแรงติดทนนาน)
  • น้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1ช้อนโต๊ะ
  • น้ำสะอาด 1- 2 ลิตร

วิธีทำ

ผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ใส่สเปย์ที่ฉีดพ่นไปฉีดจุดที่มีนกพิราบอยู่แนวรั้ว

สำคัญ นำสูตรนี้ใส่ปืนฉีดน้ำไป ฉีดบริเวณนกพิราบอยู่ ฉีดที่หลังคา ซึ่งข้อดีของการใส่ปืนฉีดน้ำนั้น จะยิงไปได้ไกลยิงโดนนกพิราบแม่นยำมากโดนจุดที่นกพิราบอยู่ หรือ อาจจะนำสูตรนี้ใส่ไปในถุง ปาขึ้นหลังคา ให้ถุงแตก ไล่นกพิราบดีมาก กลิ่นจะติดทนอยู่บนหลังคานานมาก

สูตรน้ำยาไล่นกพิราบ 2

สำหรับสูตรนี้เป็นที่ง่ายๆ ส่วนประกอบไม่กี่อย่าง แต่รับลองได้ผลเกินคาดแน่นอนครับ จะมีอะไรบ้างไปดูส่วนประกอบกันเลย

เตรียมวัสดุอุปกรณ์ดังต่อไปนี้

  • น้ำเปล่า 5 ลิตร
  • การบูร 1 กก.
  • น้ำมันมวย 1 ขวด

วิธีการทำและการใช้งาน

ปั่นให้เข้ากัน และปั่นจนการบูรละลาย ตักราด ใส่ฟอกกี้ ใส่เครื่องฉีด ให้ทั่ว หรือจะใส่ถุงแล้วปาให้แตก กรณีจุดที่เราเข้าไปไม่ถึง

เทคนิคไล่นกพิราบหลายคนไม่รู้!!!

📌ไล่นกพิราบต้องไล่ตอนเย็นๆ ค่ำค่ำ ซึ่งนิสัยนกพิราบจะบินกลับบ้านตอนค่ำให้ฉีดไล่นกพิราบ เน้นไล่ตอนค่ำค่ำ เพื่อไม่ให้นกพิราบกลับมานอน อาศัยอีกต่อไป ทำตามนี้เลยเห็นผลจริง

Cr.รูปภาพ วิชา วันนี้


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ชีวิตพอเพียง การใช้ชีวิตแบบง่าย โดย คุณโจน จันได

ชีวิตพอเพียง การใช้ชีวิตแบบง่าย โดย คุณโจน จันได

ชีวิตพอเพียง

        โจน จันได หรือที่หลายคนรู้จักเขาในนาม “โจน บ้านดิน” คนจนผู้ยิ่งใหญ่จากรายการ เจาะใจ เมื่อหลายปีก่อน มาวันนี้ เขาคือผู้เชี่ยวชาญในการสร้างบ้านดินของประเทศไทย โจน จันได เป็นผู้ปลุกกระแสบ้านดินให้ฟีเวอร์ในปัจจุบัน เขาเดินทางไปรอบโลกเพื่อนำเสนอแนวทางในการสร้างบ้านดิน โดยเรียนรู้ชีวิตผ่านประสบการณ์ตรงนอกระบบการศึกษา จนแตกแขนงออกเป็นเครือข่ายคนสร้างบ้านดินในทุกวันนี้

        เดิมที โจน จันได เกือบจะได้เป็นนักกฎหมาย เมื่อครั้งจากบ้านที่ยโสธรเข้ามาร่ำเรียนศาสตร์สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่กรุงเทพมหานคร เขาใช้ชีวิตอยู่วัด กินข้าววัด และทำงานพิเศษเพื่อหาเงินค่าเล่าเรียนเอง แต่แล้วลูกอีสานคนนี้ ก็ตัดสินใจทิ้งอนาคตนักกฎหมาย และลาสังคมเมืองที่หลายคนหลงใหล ด้วยเหตุว่าถามหาความสุขที่แท้จริงให้ชีวิตไม่เจอ 

       ย้อนกลับไปวัยเด็ก แม้ลมหายใจแรกของเขาจะเคยได้พบกับคำว่า “พึ่งตัวเอง” จากวิถีชีวิตพออยู่พอกินของหมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดยโสธร  แต่กระแสการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ เกิดขึ้น กลับทำให้คนที่เติบโตในครอบครัวชาวนามีความอับอายในชีวิตที่เป็นอยู่ และตัดสินใจพาตัวเองห่างออกจากความเป็นอยู่เดิม โดยมุ่งหน้าไปยังชีวิตที่ “ศิวิไลซ์” เหมือนๆ กับคนส่วนมากในสมัยนั้น

        จากที่จะไม่ได้เรียนหลังจากจบชั้นประถมศึกษาเนื่องจากครอบครัวไม่มีเงินส่งเสีย เขายอมโกนหัวบวชเณร ณ วัดธรรมมงคล ย่านสุขุมวิท พร้อมๆ กับเข้าไปเรียนต่อโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่สัมพันธวงศ์ศึกษา จนจบระดับ 5 (เทียบเท่ากับมัธยมปลายในปัจจุบัน) ก่อนจะลาสิกขาออกมาเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมๆ กับการทำงานหาเงิน ทั้งพนักงานเสิร์ฟตามร้านอาหาร ไปจนถึงพนักงานทำความสะอาดในโรงแรมต่างๆ

        แต่แล้วความต่างของวิถีชีวิตก็ทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตที่เป็นอยู่ เวลาในแต่ละวันของเขาหมดไปกับการทำงานหนักๆ ให้ได้สิ่งตอบแทนที่เรียกว่า “เงิน” เพียงเพื่อมาจ่ายค่าเช่าบ้าน ทั้งที่ตัวเองมีบ้านโดยไม่ต้องเช่า มาจ่ายค่าอาหารได้เพียงมื้อละจาน เพื่อประทังชีวิตไปวันๆ และมาจ่ายค่าเดินทางไปกลับระหว่างห้องพักกับที่ทำงาน ทั้งๆ ที่เขาสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้จากผืนดินของบ้านตัวเอง

       “แต่ก่อนตอนอยู่กรุงเทพฯ ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเวลา แม้แต่จะไปเยี่ยมพ่อแม่ ผมยังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเวลา ในที่สุด ผมก็ถามตัวเองว่า ผมรีบไปไหน ผมทำงานให้ใคร ในเมื่อผมทำงานแทบเป็นแทบตายแล้วตัวเองไม่มีอยู่ไม่มีกิน แล้วผมจะทำไปให้ใคร พอมาคิดดู ผมรู้สึกแย่มากที่ไม่ได้ทำอะไรให้ตัวเองเลย ผมทำงานให้คนอื่นตลอด ทำแทบเป็นแทบตายเพื่อไปจ่ายค่าเช่าบ้าน ทำแทบเป็นแทบตายเพื่อไปจ่ายค่าข้าวมื้อละจาน ทำแทบเป็นแทบตายเพื่อที่จะมีเงินไปซื้อเสื้อผ้า มีเงินเพื่อจ่ายค่ารถเมล์ แต่มีอะไรบ้างที่ผมทำเพื่อตัวเอง ไม่มีเลย ทำทั้งปีทั้งชาติ เงินก็ไหลออกไหลออก ทำแล้วไม่ได้อะไร ผมจะทำไปทำไม

         ผมก็เลยกลับบ้านที่ยโสธร คราวนี้ผมทำเพื่อตัวเองทั้งหมดเลย ผมอยากกินผัก ก็ปลูกผัก อยากกินปลา ก็เลี้ยงปลา ทำแค่นี้ก็เลี้ยงคนอื่นได้ แม่ น้อง และหลานของผม พวกเขามีอาหารกินเหลือเฟือ ความง่ายมันอยู่ตรงนี้ (เน้นเสียง) ผมมาใช้ชีวิตแบบนี้มันเหลือกินเลย แต่ผมไปทำงานอยู่กรุงเทพฯ ตั้ง 7 ปี ทำแทบตายก็กินไม่เคยอิ่ม พอมาอยู่อย่างนี้มันคิดได้ว่าชีวิตมันง่ายแค่นี้เอง ทำงาน 30 นาทีต่อวัน แต่เลี้ยงคน 6 คนได้ แต่ 8 ชั่วโมง ต่อวันในกรุงเทพฯ กลับเลี้ยงคนๆ เดียวไม่ได้”

         7  ปี ในกรุงเทพฯ กับชีวิตที่ยากและไม่ได้เรียนรู้อะไร ทำให้เขาตัดสินใจออกจากชีวิตที่ทำงานหนักๆ “เพื่อคนอื่น” กลับบ้านเกิด ที่ยโสธร และพาตัวเองคืนสู่สามัญ เริ่มต้นวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายที่เขาคุ้นเคยในวัยเด็ก โดยใช้ชีวิตแบบ “พึ่งตัวเอง” และ “เพื่อตัวเอง”

          จากที่เคยทำงานในกรุงเทพฯ วันละ 8 ชั่วโมง แต่เลี้ยงคนๆ เดียวแทบไม่ได้ ก็เหลือเพียงวันละ 30 นาที ซึ่งสามารถเลี้ยงคน 6 คน ได้สบายๆ และวิถีชีวิตเช่นนั้น ยังเปิดโอกาสให้คนธรรมดาๆ คนหนึ่งมีโอกาสได้เรียนรู้การพึ่งตัวเองในเรื่องที่อยู่อาศัย 1 ในปัจจัย 4 อย่าง “บ้านดิน”

ทุกวันนี้คนกว่าจะได้บ้านหลังหนึ่ง ต้องทำงานเก็บเงินเป็นยี่สิบสามสิบปี แสดงว่าแย่มาก อาหารก็แพงขึ้น และไม่มีความปลอดภัยเลย เราไม่รู้ว่าเขาเอาอะไรมาให้เรากิน

        การพัฒนาที่เป็นอยู่ ชีวิตที่คนทุกวันนี้เป็นอยู่เป็นสิ่งที่หาสาระไม่ได้เลยเราทำไปด้วยความงมงาย ด้วยความไม่รู้เรื่องรู้ราว ทำชีวิตให้ยากขึ้นๆ ๆ ๆ จนลืมไปว่าชีวิตเกิดมาทำไม ครอบครัวเป็นยังไง มีความสำคัญยังไง

ธรรมะคืออะไร ความสุขเป็นยังไง ไม่มีใครสอนเลย คนมีแต่ซื้อๆๆๆ เพื่อให้มีความสุข แต่ความจริงเป็นอย่างนั้นมั้ย ?

“คนบอกว่าอยากมีเสรีภาพ ต้องมีโทรศัพท์มือถือ ต้องมีอะไรมากมาย และจะมีเสรีภาพอย่างที่เขาโฆษณา แต่ความจริงมันคือเสรีภาพจริงๆ มั้ย? มนุษย์ต้องหาเงินเป็นแสนเป็นล้านเพื่อให้มีบ้านสักหลัง ขณะที่ นก หนู สามารถทำรังได้ในวันเดียว

“เมื่อมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าฉลาดที่สุดในโลก แต่ทำไมเราทำในสิ่งที่โง่ที่สุด”

โจนบอกว่ามันผิด ถ้ายากแสดงว่ามันผิด

 “อย่างการมีอาหาร คนทำงานในเมืองวันละ 8-12 ชั่วโมง แต่ไม่พอกินสำหรับคนเดียว ทำเพื่ออะไรกัน แต่ผมทำสวนวันละ 30 นาที ผมมีอาหารเลี้ยงคน 7-8 คนได้สบาย ง่ายมากเลย นี่คือความง่าย”

      “บางคนซื้อเสื้อผ้าตัวละเป็นพันสองพัน ทำงานกี่เดือนถึงจะได้เสื้อทำไมต้องทำให้มันยาก เราหลอกตัวเอง เราทำให้ชีวิตมันยากขึ้นๆอย่าลืมว่าคนเรามีชีวิตไม่ยาวนักบนโลกนี้ อีกไม่นานก็ตายแล้วแต่ทำไมเราเอาเวลาที่มีค่าสูงสุดมาทำสิ่งไร้สาระไม่เป็นประโยชน์กับตัวเรา”

“ใส่เสื้อผ้าสวยๆ รู้สึกยังไง ใส่เสื้อผ้าสวยแค่ไหน คนไม่สวยก็ไม่สวยเหมือนเดิมไม่มีดั้งก็ไม่มีเหมือนเดิม เราหลอกตัวเอง หลอกคนอื่นทำไม”

ที่มา: Youtrube โจน จันใด ชีวิตง่ายๆ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีทำปุ๋ยหมักชีวภาพแบบแห้ง แบบง่ายๆ ไว้ใช้งาน

วิธีทำปุ๋ยหมักชีวภาพแบบแห้ง แบบง่ายๆ ไว้ใช้งาน

วิธีทำปุ๋ยหมักชีวภาพแบบแห้ง

วิธีทำปุ๋ยหมักชีวภาพแบบแห้ง

        โดยทั่วไปเรามักคุ้นเคยกับการทำน้ำหมักชีวภาพไว้ใช้กัน อย่างไรก็ตาม หากอยากจะให้พืชผักเจริญเติบโตดี ก็แนะนำว่านอกจากการใช้น้ำหมักชีวภาพรดแล้ว ก็ควรหมั่นเติมปุ๋ยหมักชีวภาพแบบแห้งลงไปด้วย เพื่อช่วยทั้งบำรุงพืชผัก และช่วยทำให้ดินร่วนซุย ไม่แข็งจนเกินไป

สำหรับวิธีทำก็มีอยู่ด้วยกันหลายสูตร หลายวิธี แต่จะขอเลือกมาแนะนำให้รู้จัก 2 วิธี คือเป็นแบบใช้เวลาไม่มากนัก แต่อาจมีรายละเอียดมากหน่อย กับแบบที่ใช้เวลามากหน่อย แต่ทำได้ง่ายๆ หรือที่ คุณนคร หรือเจ้าชายผักมักเรียกว่าปุ๋ยหมักคนขี้เกียจนั่นเอง

วิธีที่ 1 สูตรนี้ได้มาจากสวนเกษตรดาดฟ้า สำนักเขตหลักสี่

มีส่วนผสม คือ

  • เศษผลไม้หรือเศษผัก 2 ส่วน
  • แกลบดิบ 2 ส่วน
  • รำละเอียด 1 ส่วน
  • มูลสัตว์ 1 ส่วน
  • มูลค้างคาว เปลือกไข่ กากที่เหลือจากการหมักน้ำหมักชีวภาพ (ถ้ามี)
  • หัวเชื้อจุลินทรีย์ และกากน้ำตาล

วิธีทำ

  • 1. นำส่วนผสมต่างๆ มาคลุกเค้าให้เข้ากัน
  • ผสมกากน้ำตาล 2 ช้อนแกง และหัวเชื้อจุลินทรีย์ 2 ช้อนแกง ลงในน้ำ 10 ลิตร คนให้เข้ากัน
  • นำน้ำที่ผสมเข้ากันแล้วในข้อ 2 มารดในกองปุ๋ยให้ทั่ว คลุกเคล้าให้เข้ากัน โดยกะให้มีความชื้นประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ วิธีทดสอบง่ายๆคือถ้ากำปุยไว้ในมือแล้วไม่มีน้ำไหลอออกมาตามง่ามนิ้ว และเมื่อแบมือออก ปุ้ยก็ยังจับกันเป็นก้อน อย่างนี้ถือว่าใช้ได้
  • หากมีที่ก็ให้กองปุยทิ้งไว้โดยให้มีความสูงประมาณ 10 เชนติเมตร หรือหากไม่มีที่ก็ให้ตักปุ๋ยที่ผสมแล้วลงในกระสอบ ทิ้งไว้ 15 วัน ก็สามารถนำมาใช้ได้

วิธีที่ 2 หรือการทำปุยหมักคนขี้เกียจ

         สูตรนี้แบ่งปันมากจากคุณนคร ลิมปคุปตถาวร หรือเจ้าชายผักวิธีทำง่ายๆคือให้สร้างคอกเล็กๆขึ้น แล้วใส่เศษใบไม้ เศษอาหาร กากน้ำหมักชีวภาพ และปุยคอก ลงไปเป็นชั้นๆ หากมีรำละเอียดก็สามารถใส่ลงไปด้วยได้ จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม เหยียบให้แน่น ทิ้งไว้อย่างน้อย 1 เดือน หรืออาจต้องทิ้งไว้นานประมาณ 3-4 เดือนวัสดุต่างๆก็จะค่อยย่อยสลายจากด้านล่าง ให้โกยใต้กองออกมาใช้เป็นปุ๋ยหมักได้

สิ่งสำคัญ คือการทำปุยหมักเหล่านี้ คือควรเก็บกองปุ๋ยไว้ในที่ร่ม ไม่โดนฝน ไม่โดนแดด และปุยหมักที่จะนำมาใช้ก็ควรจะมีการย่อยสลายอย่างสมบูรณ์ และไม่เหลือความร้อนอยู่ เพราะหากปุ๋ยยังย่อยไม่สมบูรณ์จุลินทรีย์ก็อาจต้องเอาอาหารในดินมาใช้ ซึ่งจะเป็นการแย่อาหารจากพืชไปได้ เรียกว่าแทนที่จะช่วยให้พืชเติบโต ก็อาจทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโตไปได้

วิธีนำไปใช้ นอกจากจะสามารถนำไปผสมดินก่อนปลูกแล้ว ก็ควรใส่ปุ๋ยหมักแห้งควบคู่กับน้ำหมักชีวภาพเพื่อบำรุงพืชผักด้วย เรียกว่าแห้งชาม น้ำชาม เวลาใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพแบบแห้งก็จะใช้วิธีโรยไปที่หน้าดินแล้วก็รดน้ำตาม แนะนำว่าให้ใส่ทุก 15 วัน

ข้อดีของปุ๋ยชีวิภาพ คือ จะช่วยให้ดินดีขึ้น ช่วยให้ดินมีสภาพความเป็นกรด-ด่าง ลดลง และทำให้ดินมีความเป็นกลางมากขึ้น สภาพดินดีขึ้น ช่วยให้พืชผัก ผลไม้ สามารถดูดซึมอาหารได้อย่างเต็มที่นั่นเอง จึงถือว่าเป็นเทคโนโลยีอีกชนิดหนึ่งที่เริ่มมีการคิดค้นขึ้นมาในยุคปัจจุบัน

ขอขอบคุณที่มา : www.thaicityfarm.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้างผักแบบต่างๆ เลือกให้เหมาะกับผักที่ปลูก

ค้างผักแบบต่างๆ เลือกให้เหมาะกับผักที่ปลูก

ค้างผักแบบต่างๆ

ค้างผัก ที่เกษตรกรทำกันมีหลายรูปแบบ แต่ละรูปแบบจะมีความเหมาะสมกับพืชแต่ละชนิดที่แตกต่างกัน ค้างผักแบบต่างๆ แต่ข้อดีของการมีค้างผักนั้นมีเยอะพอสมควร ตัวอย่าง เช่น ทำให้พืชให้ผลผลิตสูง, ง่ายต่อการดูแลรักษาพืช, พืชให้อายุการเก็บเกี่ยวได้ยาวนานขึ้น, ผลผลิตที่ได้สวย, ป้องกันแมลงศัตรูที่มากัดกินผลผลิตทางดินได้ และอีกมากมาย ฯลฯ แต่ข้อเสียก็มีอยู่ คือลงทุนสูง ส่วนวัสดุที่ใช้ทำค้างผักก็มีตั้งแต่เสาปูน (ลงทุนสูงระยะยาว), ไม้, ไม้ไผ่(เป็นที่นิยมที่สุด ส่วนเชือกทำค้างก็มีตั้งแต่ลวดหรือสลิง(ถาวรลงทุนสูง), เชื้อไนล่อน, เอน เป็นต้น

1. ค้างแบบเสารั้ว

ค้างแบบเสารั้ว พบง่ายได้ทั่วไป และพบมากที่สุด เพราะทำง่าย ให้ผลผลิตที่ดี

2. ค้างแบบตัว A

ค้างแบบตัว A ค้างแบบนี้ทำง่าย ลงทุนไม่มาก ให้ผลผลิตที่ดีในช่วงแรกๆ แต่พอนานๆ ไป การจัดการเรื่องการตัดแต่ง เก็บผลผลิตยากลำบาก

3. ค้างแบบกระโจม

ค้างแบบกระโจม ค้างแบบนี้คล้ายคลึงกับ แบบตัว A คือ ให้ผลดีในช่วงแรกๆ แต่พอนานๆ ไป การจัดการเรื่องการตัดแต่ง

4. ค้างแบบตัว T

ค้างถั่วแบบตัว T เหมาะสำหรับพื้นที่เชิงเขา ไม่ราบเรียบ แต่สามารถประยุกกต์ใช้กับพื้นที่ราบได้เช่นกัน ข้อดีคือ สามารถจัดการได้ง่าย สะดวกในการเก็บผลผลิต ต้องตัดแต่งโคนต้นด้านล่างให้โล่ง และอาจเพิ่มจำนวนเส้นลวดบนเสาได้

ค้างผักแบบต่างๆ

5. ค้างแบบตัว H

ค้างแบบตัว H ค้างแบบนี้มักพบในแปลงเพาะปลูกที่มีการลงทุนสูง การจัดการดี วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้เป็นเสาปูน หรือโลหะ สามารถใช้ได้นาน ข้อดีคือเก็บผลผลิตได้มาก และเก็บได้นาน

ค้างผักแบบต่างๆ

6. ค้างแบบเสาคู่

ค้างแบบเสาคู่ ให้ผลผลิตที่สูง และเก็บผลผลิตง่าย การจัดการต่างๆ สะดวกสบาย ค้างมีความสมดุล ไม่หนักข้างใด ข้างหนึ่ง จนทำให้เสาล้ม แต่ทิศทางแถวในการปลูก ควรอยู่ในแนวทิศตะวันออก – ตะวันตก เพราแสงจะได้ส่องทั่วถึง

ค้างผักแบบต่างๆ

7. ค้างแบบตารางหมากฮอต

ค้างแบบตารางหมากฮอต ค้างแบบนี้เป็นแบบสุดท้าย ในทุกๆ แบบ ค้างผักแบบนี้สามารถทำได้คุมกว้างเต็มพื้นที่ที่เรามีเลยก็ได้ ค้างแบบนี้ควรมีการตัดแต่งกิ่งที่ไม่มีผล หรือเล็กลีบออก เพืื่อให้โปร่ง แสงแดดส่องถึงป้องกันการเกิดเชื้อรา

ข้อดีของการทำค้างปลูกผัก
ช่วยให้แสงแดดและอากาศถ่ายเทได้สะดวก สามารถระบายน้ำได้ง่าย สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ แต่ก็ควรหมั่นดูแลรดน้ำ ผักไม้เลื้อยมีความต้องการน้ำมากเนื่องจากเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศที่ชื้น ควรให้ปุ๋ย ตัดแต่ง เพื่อให้ผักเจริญเติบโตได้ผลผลิตที่ดี

เป็นอย่างไรละครับกับค้างผักวันนี้ที่เกษตรนานานะมาแนะนำให้เกับพี่น้องทุกท่าน พี่น้องทุกท่านสามารถเลือกทำให้เหมาะสมกับพืชผักที่เราจะปลูกได้เลยนะครับ วัสดุที่ใช้สามารถหาได้จากท้องถิ่นเพื่อความพอเพียง

ภาพ : สวนบ้านหม้อ, www.kasetbanna.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเลี้ยงแกะ มือใหม่เลี้ยงง่ายใช้ต้นทุนต่ำ

การเลี้ยงแกะ มือใหม่เลี้ยงง่ายใช้ต้นทุนต่ำ

การเลี้ยงแกะ

การเลี้ยงแกะ ของเกษตรกรส่วนใหญ่เลี้ยงเป็นรายได้เสริม ลักษณะการเลี้ยงจึงปล่อยให้หากินเองตามธรรมชาติ ไม่มีการใช้หลักวิชาการ เพราะมักเข้าใจว่าแกะสามารถหากินได้เก่ง รวมทั้งต้องการลดต้นทุนการเลี้ยง อย่างไรก็ตามหากผู้เลี้ยงไม่เอาใจใส่ปรับปรุงการเลี้ยงให้ถูกต้อง ผลตอบแทนจากการเลี้ยงจะน้อยลงเป็นเงาตามตัว เช่น สุขภาพทั่วไปไม่สมบูรณ์ ให้ลูกอ่อนแอ อัตราการของลูกระยะก่อนหย่านมสูง เป็นต้น

ดังนั้น เกษตรกรผู้สนใจและคิดจะเริ่มเลี้ยงแกะ จึงควรให้ความเข้าใจการเลี้ยงอย่างถูกต้อง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนกำไรจากการเลี้ยงสูงที่สุด



พันธุ์แกะที่กรมปศุสัตว์ส่งเสริม

1.) แกะพันธุ์คาทาดิน

กรมปศุสัตว์ได้รับการสนับสนุนพ่อพันธุ์นี้จากสถาบันวินร็อค ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ.2532 เป็นแกะเนื้อที่รัปบตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี เลี้ยงปล่อยตามทุ่งหญ้าธรรมชาติได้โดยไม่ต้องเสิรมอาหารข้น ผลัดขนเองเมื่ออากาศร้อน ทนพยาธิภายในมากกว่าแกะพันธุ์อื่น เนื้อแกะคุณภาพดี ไม่มีกลิ่นสาบ น้ำหนักแรกเกิด 2.5-3.1 กก. น้ำหนักหย่านม 18-20 กก. โตเต็มที่ตัวผู้หนัก 90 กก. ตัวเมีย 55-60 กก.

2.) แกะพันธุ์ซานตาอิเนส

เป็นแกะเนื้อ จำเข้าจากประเทศบราซิล ปี พ.ศ.2540 ขนาดใหญ่ใบหูยาวปรก หน้าโค้งนูน มีหลายสี น้ำหนักแรกเกิด 2.5-3.5 กก. น้ำหนักหย่านม 18-20 กก. โตเต็มที่ตัวผู้หนัก 80-90 กก. ตัวเมีย 60 กก.

3.) แกะพันธุ์บาร์บาโดส แบล็คเบลลี

เป็นแกะเนื้อ มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะบาร์บาโดส แถบทะเลแคริบเบียน มีสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม และมีสีดำที่ใต้คาง ใต้ใบหู บอบตา และบิรเวณพื้นท้องลงมาถึงใต้ขา มีลักษณะพิเศษคือให้ลูกดก อัตราการเกิดลูกแฝดสูง 60.8% แม่แกะวัยเจริญพันธุ์หนัก 45 กก. ขนาดครอก 1.5-2.3 ตัวต่อครอก น้ำหนักแรกเกิดลูกเดี่ยว 3.0 กก. ลูกแฝด 2.8 กก. น้ำหนักหย่านมอายุ 4 เดือน ลูกเดี่ยว 1.7 กก. ลูกแฝด 13.4 กก. และน้ำหนักโตเต้ฒที่ เพศผู้ 68-90 กก. เพศเมีย 40-59 กก.

4) แกะเนื้อพันธุ์ดอร์เปอร์

มีลักษณะเนื้อที่มีคุณภาพสูง สามารปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี ทนแล้ง มีลำตัวสีขาว หัวสีดำ ไม่มีเขา

ข้อดีของการเลี้ยงแกะ

การเลี้ยงแกะนั้นมีข้อดีหลายประการ ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรและผู้ที่สนใจเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ ดังนี้

  • ผลผลิตหลากหลาย: แกะให้ผลผลิตที่หลากหลาย ได้แก่
    • เนื้อ: เนื้อแกะเป็นที่นิยมในตลาดอาหารระดับสูง เนื่องจากมีรสชาติอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง
    • ขน: ขนแกะสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และเฟอร์นิเจอร์
    • หนัง: หนังแกะมีคุณภาพดี สามารถนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์หนังต่างๆ เช่น รองเท้า กระเป๋า และเสื้อแจ็คเก็ต
  • เลี้ยงง่าย ใช้พื้นที่น้อย: เมื่อเทียบกับสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดใหญ่ชนิดอื่น เช่น โค และกระบือ แกะต้องการพื้นที่ในการเลี้ยงน้อยกว่า สามารถเลี้ยงในพื้นที่จำกัดได้ และยังเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ไม่ต้องการการดูแลเอาใจใส่มากนัก
  • ให้ผลตอบแทนเร็ว: แกะมีอัตราการเจริญเติบโตที่เร็ว สามารถนำไปจำหน่ายได้เร็วกว่าสัตว์ชนิดอื่น ทำให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนเร็วขึ้น
  • สามารถเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย: แกะสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่หลากหลายได้ดี ทั้งในพื้นที่ราบและพื้นที่สูง
  • ช่วยในการปรับปรุงดิน: การปล่อยให้แกะหากินในทุ่งหญ้า จะช่วยในการปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น

นิสัยการกินอาหารของแกะ

แกะ สามารถกินหญ้าได้หลายชนิดและพุ่มไม้ต่างๆ แต่แพะมีนิสัยชอบเลือกกินหญ้า หรือพืชที่มีลำต้นสั้น ชอบกินหญาที่งอกขึ้นใหม่ๆ หญ้าหมักและใบพืชผัก ตลอดจนพืชหัวประเภทต่างๆ ซึ่งอาจเลี้ยงแกะในแปลงผักต่างๆ หลัการเก็บเกี่ยวได้ แต่ควรปล่อยให้ใบพืชผักเหล่านั้นแห้งน้ำก่อน เนื่องจากถ้ากินในขณะพืชผักนั้นยังสดอยู่ อาจทำให้แกะท้องอืดได้ เพราะพืชผักนั้นมีน้ำมาก และควรระวังยาฆ่าแมลงที่ใช้ในส่วนพืชผักนั้นด้วย

แกะ เดินแทะเล็มหญ้าวนเวียนไม่ซ้ำที่กันแม้จะมีหญ้าอยู่มากก็ตามก็ยังคงเดินต่อไป ยิ่งมีหญ้ามากแกะก็จะเลือกมากเลือกกินแต่หญ้าอ่อนๆ เช่นเดียวกับแพะซึ่งไม่ชอบกินหญ้าในที่เดียวกันเป็นเวลานานๆ การเลี้ยงแกะที่มีอายุมากหรือลูกแกะที่ยังเล็กควรเลี้ยงในแปลงหญ้าที่มีคุณภาพดี เพราะฟันของแกะเหล่านี้ไม่ค่อยดี การดักหญ้ามนแต่ละครึ้งจะได้ปริมาณหญ้าที่น้อย

ในการปล่อยแกะแทะเล็ม ควรปล่อยแกะลงกินหญ้าที่มีความสูงจากพื้นดินอยู่ระหว่าง 4-8 นิ้ว ส่วนแพะชอบกินหญ้าที่มีความสูงมากกว่า 10 นิ้ว จนถึงความสูงที่สุดเท่าที่จะกินได้ ไม้พุ่มไม้หนามแพะจะชอบกินมาก รวมทั้งยอดอ่อนของต้นพืช ส่วนแกะจะเก็บกินหญ้าที่สั้นตามหลัง

อาหารและการให้อาหาร

จากการที่แกะมีทางเดินอาหารที่ซับซ้อน และมีขนาดใหญ่กว่าสัตว์กระเพาะเดี่ยว ประกอบกับมีจุลินทรีย์อาศัยอยู่ในกระเพาะส่วนหน้า จึงทำให้อาหารแกะแตกต่างไปจากสัตว์กระเพาะเดี่ยวทั่วๆ ไป ในด้านชนิดของอาหารและปริมาณที่แกะต้องการจึงแบ่งอาหารได้ 2 ประการ คือ

  • อาหารหยาบ (Roughage)
  • อาหารขัน (Concentrate)

อาหารหยาบ

ได้แก่ พืชที่นำมาไข้เป็นอาหารแกะในรูปของอาหารสพทยาบ อาหารหยาบแห้ง หรืออาหารหยาบหมัก ได้แก่หญ้าอาหารสัตว์ชนิดต่างๆ พืชตระกูลถั่วบางชนิด หรือเศษเหลือจากพืชบางชนิด เช่น ต้นข้าวโพด ฟางข้าว หรือเศษผักต่างๆ และอาจจะมีวัชพืชบางชนิดที่ใช้เป็นอาหารหยาบได้ เช่น ไมยราบยักษ์vเป็นตัน ซึ่งโดยปกติแล้วอาหารหยาบจะเป็นอาหารหลักสำคัญของแกะ เพราะมีราคาถูกหาง่าย

อาหารข้น

อาหารขัน (Concentrate) เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่ไช้เป็นอาหารแกะในบางช่วงระยะเวลาของการผลิตแกะที่ต้องการผลผลิตในปริมาณที่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระยะเวลาที่ต้องการผลผลิตสูงกว่าปกติหรือเร่งด่วน คือ ในช่วงขุนหรือเลี้ยงลูก ซึ่งในขณะนั้นร่างกายมีความต้องการโภชนะต่างๆ สูงกว่าปกติเนื่องจากการให้ผลผลิตสูงอยู่ในช่วงระยะเวลาที่อาหารหยาบมีคุณค่าทางอาหารต่ำ

ลักษณะโรงเรือน

โรงเรือน ควรทำคอกให้อยู่ มีหลังคากันแดดและฝน ยกพื้นสูงเพื่อทำความสะอาดง่าย มีที่ใส่น้ำและอาหาร ความยาวรางอาหารมีพอให้แกะกินได้ครบทุกตัวและ มีที่แบ่งกั้น เพื่อกันตัวอื่นที่แข็งแรงกว่าแย่งกินอาหาร และถ้าเป็นไปได้ควร แบ่งกั้นคอกสำหรับเลี้ยงแกะโต แกะเล็ก แม่อุ้มท้อง แม่เลี้ยงลูก หรือคอกลูกแกะ

การดูแลสุขภาพของแกะ

ผู้เลี้ยงอาจพบปัญหา แกะมีสุขภาพไม่ดี เจ็บป่วย จึงต้องหมั่นเอาใจใส่ดูแลในเรื่องสุขภาพ ดังนี้

  • กำจัดพยาธิภายนอก ได้แก่ เห็บ เหา ไร ซึ่งทำให้สัตว์รำคาญ และขนหลุดเป็นหย่อมๆ หรือเป็นขี้เรื้อนมีผลทำให้สุขภาพไม่ดี ผลผลิตลดลง การป้องกันแก้ไขโดยอาบน้ำและฉีดพ่นลำตัวด้วยยากำจัดพยาธิภายนอก
  • กำจัดพยาธิภายใน ได้แก่ พยาธิตัวกลม ตัวตืด และพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งพยาธินี้จะทำให้ซูบผอม เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ขนและผิวหนังหยาบกร้าน ท้องเสีย ผลผลิตลด ถ้าเป็นรุนแรงทำให้โลหิตจางและตาย การป้องกันปกติถ่ายพยาธิแกะทุก 3 เดือน แต่ถ้าพบว่าบริเวณที่เลี้ยงแกะมีพยาธิชุกชุม ให้ถ่ายพยาธิทุก 1 เดือน
  • การป้องกันโรคระบาด ได้แก่ โรคปากและเท้าเปื่อย โดยฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์กำหนด

โรคที่มักพบในแกะ

ท้องอืด

  • สาเหตุ เกิดก๊าซจากการหมักในกระเพาะอาหารเนื่องจากกินหญ้าอ่อนหรือพืชใบอ่อนถั่วมากเกินไป
  • อาการ กระเพาะอาหารพองลมขึ้นทำให้สวาปทางซ้ายของแกะป่องขึ้น

การป้องกัน

  • ไม่ควรให้แกะกินพืชหญ้าหรือพืชตระกูลถั่วที่ชื้นเกินไป
  • หลีกเลี่ยงอย่าให้แกะกินพืชเป็นพิษ เช่น มันสำปะหลัง หรือไมยราฟยักษ์

การรักษาและควบคุม

  • ถ้าท้องป่องมากอย่าให้แกะนอนตะแคงซ้าย
  • กระตุ้นให้แกะยืนหรือเดิน
  • เจาะท้องที่สวาปซ้ายด้านบนด้วยเข็มเจาะหรือมีดเพื่อระบายก๊าซออก

ปวดบวม

  • สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
  • อาการ จมูกแห้ง ขนลุก มีไข้ ซึม เบื่ออาหาร หายใจหอบ มีน้ำมูกข้น ไอหรือจามบ่อยๆ

การป้องกัน ปรับปรุงโรงเรือนให้อบอุ่น อย่าให้ลมโกรก ฝนสาด
การรักษาและควบคุม ใช้ยาปฏิชีวนะโดยการฉีด 3 วันติดต่อกัน เช่น ไทโลซิน คลอแรมฟินิคอล เตตราซัยคลิน เป็นต้น

โรคกีบเน่า

  • สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
  • อาการ เดินขากะเผลก กีบเน่ามีกลิ่นเหม็น

การป้องกัน

  • รักษาความสะอาด อย่าให้พื้นคอกสกปรก ชื้นแฉะ
  • หลีกเลี่ยงสิ่งของมีคม เช่น ตะปูไม่วางบนพื้น ทำให้กีบเท้าเป็นแผล
  • ตัดแต่งกีบเป็นประจำปกติ

การรักษาและควบคุม

  • ทำความสะอาด ตัดส่วนที่เน่าออก ล้างจุ่มน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น ฟอร์มาลีน 2-3% หรือสารละลายด่างทับทิม 10%
  • ใช้ผ้าพันแผลที่เน่า ป้องกันแมลงและบรรเทาการเคลื่อนไหว

การเลี้ยงแกะ: กิจกรรมที่น่าสนใจและให้ผลตอบแทน

การเลี้ยงแกะเป็นกิจกรรมทางการเกษตรที่น่าสนใจและให้ผลตอบแทนหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อแกะ นมแกะ ขนแกะ หรือแม้แต่ปุ๋ยจากมูลแกะ การเลี้ยงแกะยังเป็นการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์พื้นเมืองและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกด้วย

เหตุผลที่น่าสนใจในการเลี้ยงแกะ

  • ผลตอบแทนหลากหลาย: จากเนื้อ นม ขน และปุ๋ย
  • ตลาดมีความต้องการ: ผลิตภัณฑ์จากแกะมีตลาดรองรับทั้งในและต่างประเทศ
  • การดูแลไม่ซับซ้อน: แกะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยว: ฟาร์มแกะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้
  • อนุรักษ์พันธุ์สัตว์: ช่วยรักษาพันธุ์แกะพื้นเมืองให้คงอยู่

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเริ่มเลี้ยงแกะ

  • ความรู้: ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงแกะ เช่น พันธุ์แกะ โรคของแกะ การให้อาหาร การจัดการคอก
  • งบประมาณ: เตรียมงบประมาณสำหรับซื้อแกะ สร้างคอก ซื้ออาหาร และอุปกรณ์อื่นๆ
  • พื้นที่: มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการเลี้ยงแกะและสร้างคอก
  • แหล่งน้ำ: มีแหล่งน้ำสะอาดเพียงพอสำหรับแกะ
  • ตลาด: หาตลาดสำหรับจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากแกะ

ขั้นตอนการเลี้ยงแกะ

  1. เลือกพันธุ์แกะ: เลือกพันธุ์แกะที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศและวัตถุประสงค์ในการเลี้ยง
  2. เตรียมคอก: สร้างคอกที่แข็งแรง สะอาด และปลอดภัย
  3. จัดหาอาหาร: ให้อาหารแกะให้ครบถ้วนตามความต้องการ
  4. ดูแลสุขภาพ: ตรวจสุขภาพแกะเป็นประจำ ป้องกันและรักษาโรค
  5. จำหน่ายผลิตภัณฑ์: จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากแกะ เช่น เนื้อ นม ขน หรือเปิดฟาร์มให้คนเข้าชม

ผลประโยชน์จากการเลี้ยงแกะ

  • รายได้: ได้รับรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์จากแกะ
  • ปุ๋ย: มูลแกะสามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยได้
  • ความสุข: การเลี้ยงแกะเป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลายและสร้างความสุข
  • ความรู้: ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์และการเกษตร

หากคุณสนใจที่จะเลี้ยงแกะ ขอแนะนำให้ปรึกษาผู้ที่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงแกะ หรือเข้าร่วมกลุ่มผู้เลี้ยงแกะ เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม





บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา ดีไซน์ร่วมสมัย ดูโดดเด่น มีเอกลักษณ์

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา ดีไซน์ร่วมสมัย ดูโดดเด่น มีเอกลักษณ์

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา เป็นแบบบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศไทย โดยมีลักษณะเด่นคือ หลังคาทรงปั้นหยา ที่มี 4 ด้าน ลาดเอียงลงมาพบกันที่ยอดแหลมคล้ายพีระมิด ทำให้บ้านมีความแข็งแรง ทนทานต่อสภาพอากาศ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว



สำหรับบ้านหลังนี้ เป็น บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา สไตล์คอนเทมโพรารี่ ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องนั่งเล่น สร้างที่ บ้านละมุ อ.อุทัย จ.อยุธยา  ซึ่งเป็นของทีมงานช่าง “รวยก่อสร้าง” ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา

มุมหน้าบ้านเลือกรูปแบบงานออกแบบที่ดึงความทันสมัย และร่วมสมัย โดยใช้งานหน้าต่างเป็นแบบกระจกขนาดใหญ่ ส่วนประตูหน้านั้นใช้เป็นประตูไม้บานคู่ขนาดใหญ่ มีความทันสมัยลงตัวมาก

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา

ปลูกสร้างเป็นบ้านพักอาศัยชั้นเดียว ยกพื้นสูงจากที่ดินเล็กน้อย ออกแบบบ้านแนวร่วมสมัย หลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องหลังคาสีน้ำเงินเข้ม ตัวบ้านใช้โทนสีขาวเข้าตัดสีน้ำตาล ดูอบอุ่น สะอาด สบายตา

สำหรับคนที่มองหาไอเดียไปสร้างบ้านกันอยู่ ตามมาดูกันต่อได้เลย

บัญชีราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงงาน ปีงบประมาณ 2563  โดย ​กลุ่มออกแบบและก่อสร้าง สำนักอำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน >>> https://www.yotathai.com/passadu/cost-build-63

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา

บริเวณข้างบ้านและด้านหลังนั้นถูกเทด้วยพื้นคอนกรีต เพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาดและด้านหลังบ้านยังมีประตูขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับตัวบ้าน

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา

ส่วนของภายในบ้านห้องโถงกว้างขวางโทนสีขาวสบายตา ฝ้าเพดานแบบหลุมรูปทรงสวยงาม



ห้องน้ำ

สำหรับห้องน้ำของบ้าน เป็นอีกห้องที่ภายในกว้างขวาง จึงสามารถแบ่งพื้นที่ใช้สอยแบบแห้งและแบบเปียกได้อย่างเป็นสัดส่วน พร้อมกับมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบทุกฟังก์ชันการใช้งาน

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยาเป็นแบบบ้านที่น่าสนใจและมีความคลาสสิก แต่ก่อนตัดสินใจสร้าง ควรพิจารณาถึงงบประมาณ สภาพอากาศในพื้นที่ และความต้องการในการใช้งานของตนเองให้รอบคอบ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก : สร้างบ้านสระบุรี


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้านน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปี




บทความอื่นที่น่าสนใจ

แกงยอดมะพร้าวอ่อนใส่ไก่ รสชาติกลมกล่อมหอมเครื่องแกง

แกงยอดมะพร้าวอ่อนใส่ไก่ รสชาติกลมกล่อมหอมเครื่องแกง

แกงยอดมะพร้าวอ่อนใส่ไก่

แกงยอดมะพร้าวอ่อนใส่ไก่ไม่ใส่กะทิ เป็นอีกหนึ่งเมนูที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการลดปริมาณไขมัน แต่ยังคงความอร่อยของอาหารไทยไว้ได้เป็นอย่างดี ยอดมะพร้าวอ่อนอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ส่วนเนื้อไก่ก็เป็นโปรตีนคุณภาพสูง การนำมาทำแกงจะได้รสชาติที่กลมกล่อม หอมเครื่องแกง และมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มลิ้น โดยเฉพาะไก่บ้าน อาจใช้กระดูกหมูก็ได้ แต่ไก่บ้าน จะให้รสชาติน้ำแกงที่กลมกล่อมกว่า มีวิธีการแกงเช่นเดียวกับแกงอ่อมเนื้อต่างๆ แกงฟักเขียว แกงปลีตาล

ส่วนผสม

  • ยอดมะพร้าวอ่อน 150 กรัม
  • เนื้อไก่บ้าน 100 กรัม
  • ใบมะกรูดฉีก 5 ใบ
  • ผักชีซอย 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • ต้นหอมซอย 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

เครื่องแกง

  • พริกแห้ง 7 เม็ด
  • หอมแดง 3 หัว
  • กระเทียม 5 กลีบ
  • ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • ข่าซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • กะปิ 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1/2 ช้อนชา

วิธีการทำ

1. โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด
2. ผัดเครื่องแกงกับน้ำมันพืช จนมีกลิ่นหอม แล้วนำไก่ลงผัดกับเครื่องแกงให้ไก่สุก
4. เติมน้ำซุป เคี่ยวไก่พอสุกนิ่ม ใส่ยอดมะพร้าว ต้มใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที
5. ใส่ใบมะกรูด คนให้ทั่ว ปิดไฟพร้อมเสริฟครับ

หมายเหตุ ควรแช่ยอดมะพร้าวเมื่อหั่นแล้วลงในน้ำ เพื่อให้ยอดมะพร้าวสีขาวนวลตามธรรมชาติ


บทความที่น่าสนใจ

รีวิวหนังสือ เลิกนิสัยทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง

รีวิวหนังสือ เลิกนิสัยทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง

เลิกนิสัยทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง

ใช้ตัวช่วยให้ดี แล้วเตรียมยื่นใบลาออกจากคนทำอะไรไม่เสร็จได้เลย เชื่อว่าหลายคนน่าจะเจอปัญหาการทำอะไรไม่เสร็จอยู่บ่อย ๆ คือ มีโปรเจคอยากทำมากมาย หลายอันก็เริ่มลงมือทำไปแล้วด้วย แต่สุดท้ายโปรเจคเหล่านั้นก็ถูกทิ้งไว้กลางทางอาจจะเพราะสาเหตุหลายอย่าง โดยเฉพาะความขี้เกียจ ดังนั้นแล้ว เราจึงต้องใช้ ‘ตัวช่วย’

หนังสือ เลิกนิสัยทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง เล่มเล็กว่าด้วยเรื่องของการใช้ตัวช่วยต่าง ๆ เพื่อให้เราทำอะไรเสร็จมากขึ้น ตัวช่วยที่ว่านี้ก็ไล่กันไปตั้งแต่ ระบบการจัดการ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สภาพแวดล้อม การยืมมือคนอื่น รวมไปถึงความคิด ความรู้สึก และร่างกายของเราเอง

เลิกนิสัยทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง เป็นหนังสือแปลญี่ปุ่นโดยผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นอดีตผู้จัดการฝ่ายบุคคลของบริษัทไมโครซอฟท์เขาเป็นคนคัดเลือกบุคลากรชั้นเลิศเข้ามาทำงานในบริษัทไอทียักษ์ใหญ่นี้ แต่ต่อมาก็ลาออกมาเปิดธุรกิจของตัวเอง เป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับจิตวิทยาด้านพฤติกรรม

หนังสือเล่มนี้ก็เหมือนการเอาประสบการณ์การทำงานในไมโครซอฟท์มาผสมกับการทำธุรกิจการให้คำปรึกษา ของผู้เขียนแล้วมาต่อยอดเป็นเทคนิคน่าสนใจ ที่จะช่วยให้เราเป็นคนทำอะไรเสร็จได้ตามต้องการ การเริ่มต้น และการทำอย่างต่อเนื่องคืออุปสรรคสำคัญ 2 ตัวที่ทำให้หลายคนกลายเป็นคนทำอะไรไม่เสร็จสักอย่างและทางเดียวที่จะเอาชนะอุปสรรคทั้ง 2 ได้คือ ‘การใช้ตัวช่วย’ เราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียวจริง ๆ

สุดท้ายนี้ผู้เขียนเน้นย้ำตั้งแต่ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาว่า เขาทำเทคนิคในหนังสือเล่มนี้อยู่เป็นประจำ และทำมันอย่างมีความสุขด้วยนะ ผมขอเลือกเทคนิคการใช้ตัวช่วยเพื่อให้เราลาออกจากการคนทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ที่ชอบเป็นพิเศษมาฝากกัน 6 ข้อนะครับ

1) ไม่ทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว

ลองนึกถึงเหตุการณ์ที่เราอยากชวนเพื่อนมานั่งกินอาหารด้วยกันที่บ้านแต่พอนึกถึงตอนที่ต้องเตรียมของ ออกไปซื้อวัตถุดิบ ทำอาหาร และกลับมาจัดโต๊ะเราก็คงจะเหนื่อย และไม่อยากทำ

วิธีแก้ไขเรื่องนี้ทำได้โดยการ ชวนเพื่อนมาทำกิจกรรมเหล่านั้นด้วยกันตั้งแต่ ออกไปซื้อวัตถุดิบ ทำอาหาร จัดโต๊ะ และกินอาหารเย็นด้วยกันซึ่งเพื่อนเองก็อาจสนุกไปด้วยเพราะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น ดังนั้นแล้วในสถานการณ์ที่เรารู้ว่ามีโอกาสเกิดความขี้เกียจได้มาก หรือมีความไม่อยากทำสูงพยายามหลีกเลี่ยงการทำสิ่งเหล่านั้นด้วยตัวคนเดียว และลองใช้ตัวช่วยเรื่องเพื่อนมาช่วยกันทำสิ่งนั้นให้สำเร็จแทน

2) ให้คำสัญญา

ต่อเนื่องจากการชวนคนอื่นมาทำกิจกรรมร่วมกัน คือการให้พันธะสัญญากับสิ่งที่จะทำไปเลย เช่น ถ้าเรานัดหมอไว้แล้ว ถึงจะขี้เกียจแค่ไหน แต่เราก็คงจะไม่เบี้ยวนัดเพราะเรารู้ว่าอีกคนรอเจอเราอยู่ เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะเรื่องสำคัญ แต่เราอาจบอกกับตัวเอง หรือบอกกับเพื่อนให้ชัดเจนไปเลยว่าเราจะ “ทำสิ่งนี้ วันนี้ เวลานี้ ณ สถานที่แห่งนี้” เพื่อสร้างเป็นพันธะสัญญาให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง

3) เขียนจดหมายถึงร่างกาย

หลายคนใช้ร่างกายอย่างหนักเกินไป จนลืมดูแลกว่าจะรู้ตัวร่างกายตัวเองก็พังไปเสียแล้ว ผู้เขียนจึงแนะนำง่าย ๆ ให้เราลองหันกลับมาดูแลร่างกายตัวเองบ้าง วิธีหนึ่งที่แนะนำ คือการ “เขียนจดหมายขอบคุณร่างกาย” ขอบคุณร่างกายที่ช่วยให้เราทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่นขอบคุณที่อยู่เคียงข้างกันมาตลอด

วิธีนี้จะช่วยให้เราหันกลับมาสนใจร่างกายตัวเองมากขึ้นและเปลี่ยนความรู้สึกที่ว่า ร่างกายไม่ใช่ ‘ของตาย’  ของเราถ้าเราไม่ดูแล ร่างกายก็คงจะทนทานการใช้งานหนักของเราไม่ไหวเหมือนกันและแน่นอนว่าถ้าเราหันมาดูแลร่างกายเราดีขึ้น เราก็จะทำงานได้ต่อเนื่องมากขึ้นประสิทธิภาพงานเราก็จะสูงขึ้นเอง

4) เมื่อเกิดความคิดสะกิดใจแล้ว อย่าไปทำอะไรผัดวันประกันพุ่ง

ถ้าเราทำสิ่งที่เรามีแรงบันดาลใจอยู่แล้ว เราจะทำสิ่ง ๆ นั้นได้สำเร็จง่ายขึ้นแต่คำถามคือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า สิ่งไหนที่เรามีแรงบันดาลใจที่จะทำ หนังสือแนะนำอย่างชัดเจนว่า แรงบันดาลใจของตัวเรา เกิดจากการลงมือทำสิ่งต่าง ๆ เท่านั้นไม่สามารถเกิดขึ้นจากการอ่านหนังสือเฉย ๆ ได้บางครั้ง พอเราทำสิ่งต่าง ๆ แล้วรู้สึกสนุก เราก็อาจจะเกิดความชอบหรือเกิดแรงบันดาลใจกับสิ่ง ๆ นั้นอยู่ลึก ๆ ในเวลาว่าง ๆ ที่สมองเราคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยแรงบันดาลใจที่ซ่อนอยู่ ก็อาจปรากฎออกมาในรูปของ ‘ความคิดสะกิดใจ’เช่น อยู่ ๆ ดีเราก็นึสงสัยถึงเรื่อง ๆ หนึ่ง จนต้องลองเสิร์ชกูเกิ้ลดู หรืออยู่ดี ๆ เราก็นึกอยากทำสิ่ง ๆ หนึ่งขึ้นมากระทันหัน

เคล็ดลับ คือ ถ้าเกิดความคิดสะกิดใจแบบนี้ ให้เราลงมือทำในทันทีเพราะนั่นอาจหมายถึงการที่เรามีแรงบันดาลใจในการทำสิ่ง ๆ นั้นอยู่ลึก ๆ นอกจากการจะได้เริ่มต้นแล้ว การทำสิ่งที่เรามีแรงบันดาลใจเป็นทุนเดิม จะช่วยให้เรามีโอกาสทำมันสำเร็จมากขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดความคิดสะกิดใจขึ้น จงลงมือทำทันที !

5) วิเคราะห์ความรู้สึกในแง่ลบ

เวลาเราเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ อาจเกิดความรู้สึกขึ้น 2 ประเภทที่เป็นความรู้สึกด้านลบคือ รู้สึกว่าเขาไม่ได้เก่งจริง อาจประสบความสำเร็จแค่ดวงเฉย ๆหรือ รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ที่เราไม่ได้อย่างคนนั้นบ้าง

ความรู้สึกด้านลบเหล่านี้แท้จริงอาจเป็นตัวบ่งชี้ว่า เราอินกับเรื่อง ๆ นั้นมาก ๆ เช่น ถ้าเราเห็นคนขึ้นบรรยายได้อย่างเพอร์เฟ็ค แล้วเกิดความรู้สึกทั้ง 2 ข้างต้นนั่นก็อาจเป็นเพราะเราอินกับเรื่องการบรรยายมาก ๆ นั่นเอง

ดังนั้นการเกิดความรู้สึกด้านลบก็อาจเป็นเพราะ เรามีแรงบันดาลใจด้านนั้นอยู่ลึก ๆ และกำลังรอวันปลดปล่อยมันออกมาก็เป็นได้ความรู้สึกด้านลบจึงเป็นตัวบ่งชี้ดี ๆ ถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ เพียงแต่เราต้องเริ่มจากการกำจัดความรู้สึกด้านลบที่กดทับเราอยู่ก่อนแล้วมุ่งไปที่แรงบันดาลใจที่เรามีถ้าเราทำได้ เราก็จะเติบโต และทำอะไรก็ตามได้ดียิ่งขึ้น

6) พูดเจตจำนงในใจว่า “ทำ…ได้แล้ว + ขอบคุณ”

กาตั้งเจตจำนงก่อนเริ่มทำอะไร จะทำให้เราเห็นภาพสิ่งที่เราคาดหวังชัดเจนมากขึ้นเราอาจลองพูดในใจดูว่า “ทำ…ได้แล้ว ขอบคุณมากเลยนะ”เช่น ถ้าเราทำงานที่สัมผัสได้ถึงแรงบันดาลใจเราก็อาจลองพูดกับตัวเองว่า “ฉันหางานที่ได้สัมผัสถึงแรงบันดาลใจได้แล้ว ขอบคุณมากเลยนะ”

ตามหลักวิทยาศาสตร์ การประกาศเจตจำนงในใจเป็นการหลอกสมองว่าสิ่งนั้นได้เกิดขึ้นไปแล้ว และถูกบันทึกลงในความทรงจำ พอเราเริ่มทำจริง เราก็จะทำสิ่งนั้นได้ราบลื่นขึ้นผู้เขียนแนะนำว่าลองประกาศ ‘เจตจำนงของความสนุก’ เช่น การประชุมวันนี้จะต้องสนุกแน่ ๆ เลย หรือ การเขียนแผนงานจะต้องสนุกแน่ ๆ เลย

วิธีนี้ช่วยให้เรารู้สึกสนุกตอนเริ่มประชุม หรือเริ่มเขียนแผนงานจริง ๆ และความสนุกนี่เองจะช่วยทำให้เราทำสิ่งต่าง ๆ ให้ได้ผลลัพธ์ตามที่หวังมากขึ้น

 


ผู้เขียน: โทโยคาซึ สึรุตะ ผู้แปล: กมลวรรณ เพ็ญอร่าม จำนวนหน้า: 188 หน้า สำนักพิมพ์: Shortcut เดือนปีที่พิมพ์: 2/2020 แนวหนังสือ: พัฒนาตัวเอง


บทความที่น่าสนใจ