บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา ดีไซน์ร่วมสมัย ดูโดดเด่น มีเอกลักษณ์

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา ดีไซน์ร่วมสมัย ดูโดดเด่น มีเอกลักษณ์

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา เป็นแบบบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศไทย โดยมีลักษณะเด่นคือ หลังคาทรงปั้นหยา ที่มี 4 ด้าน ลาดเอียงลงมาพบกันที่ยอดแหลมคล้ายพีระมิด ทำให้บ้านมีความแข็งแรง ทนทานต่อสภาพอากาศ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว



สำหรับบ้านหลังนี้ เป็น บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา สไตล์คอนเทมโพรารี่ ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องนั่งเล่น สร้างที่ บ้านละมุ อ.อุทัย จ.อยุธยา  ซึ่งเป็นของทีมงานช่าง “รวยก่อสร้าง” ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา

มุมหน้าบ้านเลือกรูปแบบงานออกแบบที่ดึงความทันสมัย และร่วมสมัย โดยใช้งานหน้าต่างเป็นแบบกระจกขนาดใหญ่ ส่วนประตูหน้านั้นใช้เป็นประตูไม้บานคู่ขนาดใหญ่ มีความทันสมัยลงตัวมาก

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา

ปลูกสร้างเป็นบ้านพักอาศัยชั้นเดียว ยกพื้นสูงจากที่ดินเล็กน้อย ออกแบบบ้านแนวร่วมสมัย หลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องหลังคาสีน้ำเงินเข้ม ตัวบ้านใช้โทนสีขาวเข้าตัดสีน้ำตาล ดูอบอุ่น สะอาด สบายตา

สำหรับคนที่มองหาไอเดียไปสร้างบ้านกันอยู่ ตามมาดูกันต่อได้เลย

บัญชีราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงงาน ปีงบประมาณ 2563  โดย ​กลุ่มออกแบบและก่อสร้าง สำนักอำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน >>> https://www.yotathai.com/passadu/cost-build-63

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา

บริเวณข้างบ้านและด้านหลังนั้นถูกเทด้วยพื้นคอนกรีต เพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาดและด้านหลังบ้านยังมีประตูขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับตัวบ้าน

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา

ส่วนของภายในบ้านห้องโถงกว้างขวางโทนสีขาวสบายตา ฝ้าเพดานแบบหลุมรูปทรงสวยงาม



ห้องน้ำ

สำหรับห้องน้ำของบ้าน เป็นอีกห้องที่ภายในกว้างขวาง จึงสามารถแบ่งพื้นที่ใช้สอยแบบแห้งและแบบเปียกได้อย่างเป็นสัดส่วน พร้อมกับมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบทุกฟังก์ชันการใช้งาน

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยาเป็นแบบบ้านที่น่าสนใจและมีความคลาสสิก แต่ก่อนตัดสินใจสร้าง ควรพิจารณาถึงงบประมาณ สภาพอากาศในพื้นที่ และความต้องการในการใช้งานของตนเองให้รอบคอบ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก : สร้างบ้านสระบุรี


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้านน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปี




บทความอื่นที่น่าสนใจ

แกงยอดมะพร้าวอ่อนใส่ไก่ รสชาติกลมกล่อมหอมเครื่องแกง

แกงยอดมะพร้าวอ่อนใส่ไก่ รสชาติกลมกล่อมหอมเครื่องแกง

แกงยอดมะพร้าวอ่อนใส่ไก่

แกงยอดมะพร้าวอ่อนใส่ไก่ไม่ใส่กะทิ เป็นอีกหนึ่งเมนูที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการลดปริมาณไขมัน แต่ยังคงความอร่อยของอาหารไทยไว้ได้เป็นอย่างดี ยอดมะพร้าวอ่อนอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ส่วนเนื้อไก่ก็เป็นโปรตีนคุณภาพสูง การนำมาทำแกงจะได้รสชาติที่กลมกล่อม หอมเครื่องแกง และมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มลิ้น โดยเฉพาะไก่บ้าน อาจใช้กระดูกหมูก็ได้ แต่ไก่บ้าน จะให้รสชาติน้ำแกงที่กลมกล่อมกว่า มีวิธีการแกงเช่นเดียวกับแกงอ่อมเนื้อต่างๆ แกงฟักเขียว แกงปลีตาล

ส่วนผสม

  • ยอดมะพร้าวอ่อน 150 กรัม
  • เนื้อไก่บ้าน 100 กรัม
  • ใบมะกรูดฉีก 5 ใบ
  • ผักชีซอย 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • ต้นหอมซอย 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

เครื่องแกง

  • พริกแห้ง 7 เม็ด
  • หอมแดง 3 หัว
  • กระเทียม 5 กลีบ
  • ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • ข่าซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • กะปิ 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1/2 ช้อนชา

วิธีการทำ

1. โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด
2. ผัดเครื่องแกงกับน้ำมันพืช จนมีกลิ่นหอม แล้วนำไก่ลงผัดกับเครื่องแกงให้ไก่สุก
4. เติมน้ำซุป เคี่ยวไก่พอสุกนิ่ม ใส่ยอดมะพร้าว ต้มใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที
5. ใส่ใบมะกรูด คนให้ทั่ว ปิดไฟพร้อมเสริฟครับ

หมายเหตุ ควรแช่ยอดมะพร้าวเมื่อหั่นแล้วลงในน้ำ เพื่อให้ยอดมะพร้าวสีขาวนวลตามธรรมชาติ


บทความที่น่าสนใจ

รีวิวหนังสือ เลิกนิสัยทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง

รีวิวหนังสือ เลิกนิสัยทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง

เลิกนิสัยทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง

ใช้ตัวช่วยให้ดี แล้วเตรียมยื่นใบลาออกจากคนทำอะไรไม่เสร็จได้เลย เชื่อว่าหลายคนน่าจะเจอปัญหาการทำอะไรไม่เสร็จอยู่บ่อย ๆ คือ มีโปรเจคอยากทำมากมาย หลายอันก็เริ่มลงมือทำไปแล้วด้วย แต่สุดท้ายโปรเจคเหล่านั้นก็ถูกทิ้งไว้กลางทางอาจจะเพราะสาเหตุหลายอย่าง โดยเฉพาะความขี้เกียจ ดังนั้นแล้ว เราจึงต้องใช้ ‘ตัวช่วย’

หนังสือ เลิกนิสัยทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง เล่มเล็กว่าด้วยเรื่องของการใช้ตัวช่วยต่าง ๆ เพื่อให้เราทำอะไรเสร็จมากขึ้น ตัวช่วยที่ว่านี้ก็ไล่กันไปตั้งแต่ ระบบการจัดการ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สภาพแวดล้อม การยืมมือคนอื่น รวมไปถึงความคิด ความรู้สึก และร่างกายของเราเอง

เลิกนิสัยทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง เป็นหนังสือแปลญี่ปุ่นโดยผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นอดีตผู้จัดการฝ่ายบุคคลของบริษัทไมโครซอฟท์เขาเป็นคนคัดเลือกบุคลากรชั้นเลิศเข้ามาทำงานในบริษัทไอทียักษ์ใหญ่นี้ แต่ต่อมาก็ลาออกมาเปิดธุรกิจของตัวเอง เป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับจิตวิทยาด้านพฤติกรรม

หนังสือเล่มนี้ก็เหมือนการเอาประสบการณ์การทำงานในไมโครซอฟท์มาผสมกับการทำธุรกิจการให้คำปรึกษา ของผู้เขียนแล้วมาต่อยอดเป็นเทคนิคน่าสนใจ ที่จะช่วยให้เราเป็นคนทำอะไรเสร็จได้ตามต้องการ การเริ่มต้น และการทำอย่างต่อเนื่องคืออุปสรรคสำคัญ 2 ตัวที่ทำให้หลายคนกลายเป็นคนทำอะไรไม่เสร็จสักอย่างและทางเดียวที่จะเอาชนะอุปสรรคทั้ง 2 ได้คือ ‘การใช้ตัวช่วย’ เราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียวจริง ๆ

สุดท้ายนี้ผู้เขียนเน้นย้ำตั้งแต่ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาว่า เขาทำเทคนิคในหนังสือเล่มนี้อยู่เป็นประจำ และทำมันอย่างมีความสุขด้วยนะ ผมขอเลือกเทคนิคการใช้ตัวช่วยเพื่อให้เราลาออกจากการคนทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ที่ชอบเป็นพิเศษมาฝากกัน 6 ข้อนะครับ

1) ไม่ทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว

ลองนึกถึงเหตุการณ์ที่เราอยากชวนเพื่อนมานั่งกินอาหารด้วยกันที่บ้านแต่พอนึกถึงตอนที่ต้องเตรียมของ ออกไปซื้อวัตถุดิบ ทำอาหาร และกลับมาจัดโต๊ะเราก็คงจะเหนื่อย และไม่อยากทำ

วิธีแก้ไขเรื่องนี้ทำได้โดยการ ชวนเพื่อนมาทำกิจกรรมเหล่านั้นด้วยกันตั้งแต่ ออกไปซื้อวัตถุดิบ ทำอาหาร จัดโต๊ะ และกินอาหารเย็นด้วยกันซึ่งเพื่อนเองก็อาจสนุกไปด้วยเพราะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น ดังนั้นแล้วในสถานการณ์ที่เรารู้ว่ามีโอกาสเกิดความขี้เกียจได้มาก หรือมีความไม่อยากทำสูงพยายามหลีกเลี่ยงการทำสิ่งเหล่านั้นด้วยตัวคนเดียว และลองใช้ตัวช่วยเรื่องเพื่อนมาช่วยกันทำสิ่งนั้นให้สำเร็จแทน

2) ให้คำสัญญา

ต่อเนื่องจากการชวนคนอื่นมาทำกิจกรรมร่วมกัน คือการให้พันธะสัญญากับสิ่งที่จะทำไปเลย เช่น ถ้าเรานัดหมอไว้แล้ว ถึงจะขี้เกียจแค่ไหน แต่เราก็คงจะไม่เบี้ยวนัดเพราะเรารู้ว่าอีกคนรอเจอเราอยู่ เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะเรื่องสำคัญ แต่เราอาจบอกกับตัวเอง หรือบอกกับเพื่อนให้ชัดเจนไปเลยว่าเราจะ “ทำสิ่งนี้ วันนี้ เวลานี้ ณ สถานที่แห่งนี้” เพื่อสร้างเป็นพันธะสัญญาให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง

3) เขียนจดหมายถึงร่างกาย

หลายคนใช้ร่างกายอย่างหนักเกินไป จนลืมดูแลกว่าจะรู้ตัวร่างกายตัวเองก็พังไปเสียแล้ว ผู้เขียนจึงแนะนำง่าย ๆ ให้เราลองหันกลับมาดูแลร่างกายตัวเองบ้าง วิธีหนึ่งที่แนะนำ คือการ “เขียนจดหมายขอบคุณร่างกาย” ขอบคุณร่างกายที่ช่วยให้เราทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่นขอบคุณที่อยู่เคียงข้างกันมาตลอด

วิธีนี้จะช่วยให้เราหันกลับมาสนใจร่างกายตัวเองมากขึ้นและเปลี่ยนความรู้สึกที่ว่า ร่างกายไม่ใช่ ‘ของตาย’  ของเราถ้าเราไม่ดูแล ร่างกายก็คงจะทนทานการใช้งานหนักของเราไม่ไหวเหมือนกันและแน่นอนว่าถ้าเราหันมาดูแลร่างกายเราดีขึ้น เราก็จะทำงานได้ต่อเนื่องมากขึ้นประสิทธิภาพงานเราก็จะสูงขึ้นเอง

4) เมื่อเกิดความคิดสะกิดใจแล้ว อย่าไปทำอะไรผัดวันประกันพุ่ง

ถ้าเราทำสิ่งที่เรามีแรงบันดาลใจอยู่แล้ว เราจะทำสิ่ง ๆ นั้นได้สำเร็จง่ายขึ้นแต่คำถามคือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า สิ่งไหนที่เรามีแรงบันดาลใจที่จะทำ หนังสือแนะนำอย่างชัดเจนว่า แรงบันดาลใจของตัวเรา เกิดจากการลงมือทำสิ่งต่าง ๆ เท่านั้นไม่สามารถเกิดขึ้นจากการอ่านหนังสือเฉย ๆ ได้บางครั้ง พอเราทำสิ่งต่าง ๆ แล้วรู้สึกสนุก เราก็อาจจะเกิดความชอบหรือเกิดแรงบันดาลใจกับสิ่ง ๆ นั้นอยู่ลึก ๆ ในเวลาว่าง ๆ ที่สมองเราคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยแรงบันดาลใจที่ซ่อนอยู่ ก็อาจปรากฎออกมาในรูปของ ‘ความคิดสะกิดใจ’เช่น อยู่ ๆ ดีเราก็นึสงสัยถึงเรื่อง ๆ หนึ่ง จนต้องลองเสิร์ชกูเกิ้ลดู หรืออยู่ดี ๆ เราก็นึกอยากทำสิ่ง ๆ หนึ่งขึ้นมากระทันหัน

เคล็ดลับ คือ ถ้าเกิดความคิดสะกิดใจแบบนี้ ให้เราลงมือทำในทันทีเพราะนั่นอาจหมายถึงการที่เรามีแรงบันดาลใจในการทำสิ่ง ๆ นั้นอยู่ลึก ๆ นอกจากการจะได้เริ่มต้นแล้ว การทำสิ่งที่เรามีแรงบันดาลใจเป็นทุนเดิม จะช่วยให้เรามีโอกาสทำมันสำเร็จมากขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดความคิดสะกิดใจขึ้น จงลงมือทำทันที !

5) วิเคราะห์ความรู้สึกในแง่ลบ

เวลาเราเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ อาจเกิดความรู้สึกขึ้น 2 ประเภทที่เป็นความรู้สึกด้านลบคือ รู้สึกว่าเขาไม่ได้เก่งจริง อาจประสบความสำเร็จแค่ดวงเฉย ๆหรือ รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ที่เราไม่ได้อย่างคนนั้นบ้าง

ความรู้สึกด้านลบเหล่านี้แท้จริงอาจเป็นตัวบ่งชี้ว่า เราอินกับเรื่อง ๆ นั้นมาก ๆ เช่น ถ้าเราเห็นคนขึ้นบรรยายได้อย่างเพอร์เฟ็ค แล้วเกิดความรู้สึกทั้ง 2 ข้างต้นนั่นก็อาจเป็นเพราะเราอินกับเรื่องการบรรยายมาก ๆ นั่นเอง

ดังนั้นการเกิดความรู้สึกด้านลบก็อาจเป็นเพราะ เรามีแรงบันดาลใจด้านนั้นอยู่ลึก ๆ และกำลังรอวันปลดปล่อยมันออกมาก็เป็นได้ความรู้สึกด้านลบจึงเป็นตัวบ่งชี้ดี ๆ ถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ เพียงแต่เราต้องเริ่มจากการกำจัดความรู้สึกด้านลบที่กดทับเราอยู่ก่อนแล้วมุ่งไปที่แรงบันดาลใจที่เรามีถ้าเราทำได้ เราก็จะเติบโต และทำอะไรก็ตามได้ดียิ่งขึ้น

6) พูดเจตจำนงในใจว่า “ทำ…ได้แล้ว + ขอบคุณ”

กาตั้งเจตจำนงก่อนเริ่มทำอะไร จะทำให้เราเห็นภาพสิ่งที่เราคาดหวังชัดเจนมากขึ้นเราอาจลองพูดในใจดูว่า “ทำ…ได้แล้ว ขอบคุณมากเลยนะ”เช่น ถ้าเราทำงานที่สัมผัสได้ถึงแรงบันดาลใจเราก็อาจลองพูดกับตัวเองว่า “ฉันหางานที่ได้สัมผัสถึงแรงบันดาลใจได้แล้ว ขอบคุณมากเลยนะ”

ตามหลักวิทยาศาสตร์ การประกาศเจตจำนงในใจเป็นการหลอกสมองว่าสิ่งนั้นได้เกิดขึ้นไปแล้ว และถูกบันทึกลงในความทรงจำ พอเราเริ่มทำจริง เราก็จะทำสิ่งนั้นได้ราบลื่นขึ้นผู้เขียนแนะนำว่าลองประกาศ ‘เจตจำนงของความสนุก’ เช่น การประชุมวันนี้จะต้องสนุกแน่ ๆ เลย หรือ การเขียนแผนงานจะต้องสนุกแน่ ๆ เลย

วิธีนี้ช่วยให้เรารู้สึกสนุกตอนเริ่มประชุม หรือเริ่มเขียนแผนงานจริง ๆ และความสนุกนี่เองจะช่วยทำให้เราทำสิ่งต่าง ๆ ให้ได้ผลลัพธ์ตามที่หวังมากขึ้น

 


ผู้เขียน: โทโยคาซึ สึรุตะ ผู้แปล: กมลวรรณ เพ็ญอร่าม จำนวนหน้า: 188 หน้า สำนักพิมพ์: Shortcut เดือนปีที่พิมพ์: 2/2020 แนวหนังสือ: พัฒนาตัวเอง


บทความที่น่าสนใจ

 

แกงเห็ดขม สไตล์อีสานแซ่บๆ

แกงเห็ดขม สไตล์อีสานแซ่บๆ

แกงเห็ดขม

      แกงเห็ดขม แบบอีสาน เห็ดขม เห็ดพื้นถิ่นที่ขึ้นตามสวนยูคาลิปตัส มีรสขม ลักษณะก้านดอกสีขาว ดอกด้านบนเป็นสีน้ำตาล คล้ายเห็ดหอมมีเมือกลื่นๆ มีรดชาดขมมาก ต้องนำมาต้มล้างความขมออกก่อนประมาณ 2-3 รอบ และต้องต้มน้ำเทน้ำทิ้งให้หายขมก่อนนำมาแกง รดชาดออกขมนิดๆ เป็นอาหารตามฤดูกาลมีเฉพาะหน้าฝนเท่านั้น วิธีทำแกงดังนี้

ส่วนผสม

  • เห็ดขมต้ม
  • น้ำใบย่านาง
  • ผักตามใจชอบ
  • ชะอมรูดใบ
  • ใบแมงลัก
  • พริกอีสาน
  • ตะไคร้
  • พริกแห้ง
  • น้ำปลาร้าต้มสุก
  • ผงชูรส
  • ข้าวเหนียวแช่น้ำจนนุ่ม (ข้าวเบือ)
  • เกลือ
  • น้ำ

ขั้นตอนการทำ

  1. นำน้ำใบย่านางเทใส่หม้อแกง แล้วตำพริกแกง ใส่กระเทียม หอมแดง ตะไคร้ซอย ตำพอหยาบๆ (ใส่เกลือลงไปนิดหน่อยเพื่อให้ตำง่ายขึ้น
  2. เมื่อน้ำใบย่านางเดือด ใส่บวมหอมลงไป ตามด้วยพริกแกง (เพราะบวมค่อนข้างสุกช้า)
  3. ใส่เห็ดขมลงไป ปรุงรส ด้วย ผงชูรส นำ้ปลาร้า น้ำปลา
  4. ใส่ชะอมที่เด็ดแล้วลงไป ตามด้วยใบแมงลัก ปิดไฟตักเสิร์ฟได้เลย

แกงเห็ดขม เป็นเมนูที่ทำง่ายและอร่อย สามารถรับประทานกับข้าวเหนียวร้อนๆ หรือข้าวสวยก็ได้ นอกจากรสชาติที่อร่อยแล้ว แกงเห็ดขมยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย เพราะเห็ดมีโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย

หมายเหตุ: หากไม่สามารถหาเห็ดขมได้ สามารถใช้เห็ดชนิดอื่นๆ แทนได้ เช่น เห็ดหูหนู เห็ดนางรม แต่รสชาติอาจแตกต่างไปบ้าง




บทความที่น่าสนใจ

ปุ๋ยหมักทำอย่างไร? ดีอย่างไรและใช้อย่างไร

ปุ๋ยหมักทำอย่างไร? ดีอย่างไรและใช้อย่างไร

ปุ๋ยหมักทำอย่างไร

ปุ๋ยหมักทำอย่างไร ปุ๋ยหมัก เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการนำเศษวัสดุเหลือใช้จากพืชและสัตว์มาหมักให้ย่อยสลายจนกลายเป็นปุ๋ยที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ช่วยบำรุงดินและพืชผลทางการเกษตรได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังช่วยลดปริมาณขยะและเป็นการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์อีกด้วย  สามารถทำตามได้เลย ดังนี้ครับ

การทำปุ๋ยหมัก

ควรเลือกวัตถุดิบที่เหมาะสมสำหรับการผลิตปุ๋ยหมัก เช่น เศษพืชสด มูลสัตว์ เศษอาหาร รำหยาบหรือรำละเอียด รวมถึงเศษวัชพืชต่างๆ ที่หาได้ในสวนของเรา และควรเลือกวัตถุดิบที่สมบูรณ์ปลอดสารพิษ นำมาหั่นหรือสับกองรวมกัน หมักไว้ในที่ร่ม ในถัง หรือในบ่อ รดด้วยน้ำที่ผสมด้วยกากน้ำตาลเพื่อให้เกิดความชื้นพอประมาณ  ผ่านไปประมาณ 6 เดือน เมื่อเห็นว่าย่อยสลายดีแล้วก็สามารถนำไปใช้ได้เลยครับ

การใช้ปุ๋ยหมัก

  • ใช้รองพื้นหลุมก่อนปลูก
  • โรยรอบต้นไม้ที่เราปลูก
  • ใช้ผสมปุ๋ยเคมี (เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการสูญเสีย)

ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก

1.ช่วยบำรุงสัตว์ในดิน 

ปุ๋ยหมักช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการดำรงชีวิตของสัตว์ในดิน เช่น ใส้เดือน เชื้อรา และสัตว์เล็กสัตว์น้อยชนิดต่างๆ ที่อาศัยในดินที่มีส่วนผสมของปุ๋ยหมัก

2.ช่วยปรับสภาพดิน 

ปุ๋ยหมักช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์และช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดิน ช่วยเพิ่มออกซิเจนในดิน ทำให้ดินในสวนของเรามีการถ่ายเทอากาศได้ดี ส่งผลให้ระบบรากพืชเจริญเติบโตได้ดีขึ้น ทำให้พืชโตไวมีใบเขียวสด

3.ช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดิน

ปุ๋ยหมักเป็นแหล่งของธาตุอาหารที่สำคัญสำหรับพืช เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ที่ช่วยให้พืชเติบโตแข็งแรงและมีความต้านทานต่อโรคและแมลงได้ดีขึ้น

4.ช่วยรักษาความชื้นในดิน

ปุ๋ยหมักช่วยล็อกความชื้นในดินและลดการระเหยของน้ำ ทำให้ดินดี ดินร่วนซุย ดินมีความชุ่มชื้น ทำให้ต้นไม้ที่เราปลูกมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องนั่นเองครับ.

เคล็ดลับในการทำปุ๋ยหมัก

  • รักษาความชื้น ปุ๋ยหมักต้องมีความชื้นพอเหมาะ ไม่แห้งเกินไปหรือเปียกเกินไป
  • รักษาอุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการหมักอยู่ที่ประมาณ 30-40 องศาเซลเซียส
  • อัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน วัสดุที่ใช้ทำปุ๋ยหมักควรมีอัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจนที่เหมาะสม เพื่อให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตได้ดี
  • หลีกเลี่ยงวัสดุที่เป็นพิษ ไม่ควรนำวัสดุที่ปนเปื้อนสารเคมีหรือโลหะหนักมาทำปุ๋ยหมัก

บทความอื่นที่น่าสนใจ

อ่อมหอยขม เมนูอีสานรสแซ่บถึงใจ

อ่อมหอยขม เมนูอีสานรสแซ่บถึงใจ

อ่อมหอยขม

อ่อมหอยขม หอยจูบหรือหอยขม ที่เรารู้จักและคุ้นเคยกัน เป็นอาหารอีสานที่มีรสชาติจัดจ้าน เป็นที่นิยมมาก เพราะมีรสเปรี้ยว เค็ม เผ็ด และหอมกลิ่นใบชะพลู ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญที่ช่วยให้เมนูนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หอยขมที่นำมาทำอ่อมมักจะเป็นหอยจูบ ซึ่งมีเนื้อแน่นและหวาน ทำให้เมนูนี้มีรสชาติที่กลมกล่อมยิ่งขึ้น

วันนี้จึงนำสูตรการทำง่ายๆ มาฝากกัน เผื่อใครผ่านไปเจอที่ตลาด อยากจะนำมาทำทานที่บ้าน

ส่วนผสม : ในการทำอ่อมหอย เราจะต้องเตรียมผัก และส่วนผสมต่างๆ ดังนี้

  • ใบผักอี่ตู่ (แมงลัก)
  • เกลือ
  • ข่า
  • ตะไคร้
  • ข้าวเบือ (ข้าวเหนียวแช่)
  • พริก
  • กระเทียม
  • หอมแดง
  • ต้นผักกะแยง
  • น้ำปลา
  • น้ำปลาร้า
  • ใบผักอีเลิศ (ใบชะพลู)

อ่อมหอยขม

วิธีทำ

  • นำหอยขมมาต้มแล้วแกะเอาเฉพาะตัวเพื่อให้รับประทานง่าย แล้วล้างให้สะอาด
  • ตั้งหม้อด้วยไฟปานกลาง ใส่หอย พริก ตะใคร่ เกลือ ผงชูรส น้ำปลาร้า เติมน้ำเปล่าเล็กน้อย คนให้เข้ากัน
  • พอหอยเริ่มสุก แล้วลดไฟ ใส่ข้าวคั่ว ใบแมงลัก ผักชีลาว และผักหอม และผักต่างๆที่เตรียมไว้ (ชิมรสตามชอบ)
  • พอผักเริ่มสุก ก็พร้อมเสิร์ฟได้เเล้ว




บทความที่น่าสนใจ

แกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน อาหารพื้นบ้าน เมนูง่ายๆ

แกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน อาหารพื้นบ้าน เมนูง่ายๆ

แกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน

แกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน เป็นเมนูที่ทำกินได้ทุกฤดูกาล โดยเฉพาะเห็ดฟางเป็นเห็ดมีขายอยู่ทุกฤดูกาล หาซื้อได้ตามตลาดทั่วไป ซึ่งจะไม่เหมือนเห็ดที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ที่มีเฉพาะฤดูฝนหรือหน้าฝนเท่านั้น แกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน จังเป็นอีกหนึ่งเมนูยอดนิยม เพราะเชื่อว่าสามารถป้องกันโรคหวัด ช่วยการไหลเวียนของเลือดและโรคกระเพาะได้ดี

ส่วนผสมสำหรับทำแกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน

  • ผักหวาน 3 กรัม
  • เห็ดฟาง 3 กรัม
  • พริกหรือพริกแดงสดตามชอบ (ถ้าชอบเผ็ดสามารถเพิ่มได้) 4-5 เม็ด
  • ตะไคร้ 1 ต้น
  • ใบแมงลัก 1 กำมือ
  • น้ำปลาร้า 2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ
  • หอมหัวแดง 5 หัว

วิธีทำแกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน

  • ตำพริกและหอมหัวแดงพอหยาบแล้วเด็ดผักหวานตามด้วยผ่าเห็ดฟางรอไว้ก่อน
  • ตั้งกระทะหรือหม้อใส่น้ำประมานครึ่งกระทะหรือหม้อ รอให้น้ำเดือดแล้วนำพริกและหอมหัวแดงที่ตำเสร็จลงกตามด้วยตะไคร้แล้วนำเห็ดที่ผ่าครึ่งลงกระทะ
  • รอน้ำเดือดปรุงรสด้วยเกลือ,น้ำปลาร้า,น้ำปลา,และผงปรุงรส ชิมดูชอบแบบไหนสามารถปรุงเพิ่มได้
  • นำผักหวานลงตามด้วยใบแมงลัก (ห้ามปิดฝาเพราะจะทำให้ผักหวานเหลืองสีไม่สวย)
  • ตักใส่ถ้วยพร้อมเสริฟ

แกงเห็ดฟางใส่ผักหวาน เป็นอาหารพื้นบ้าน เมนูง่ายๆ อาหารยอดนิยม สามารถหาได้ง่ายๆ ตามท้องถิ่น ผักหวานจะออกมากในช่วง ต้นฤดูฝน อาหารอร่อยๆ สำหรับคนคิดถึงบ้าน ก็ทำอาหารกิน แต่วัตถุดิบอย่างผักหวาน คงหายากหน่อยในเมืองหลวง แต่เห็ดคงไม่ยาก อาหารอร่อยๆ ให้หายคิดถึงบ้าน




บทความที่น่าสนใจ

กบคอนโด เลี้ยงอย่างไร

กบคอนโด เลี้ยงอย่างไร

กบคอนโด

การเลี้ยง กบคอนโด คือการเลี้ยงโดยการนำยางรถยนต์เก่าๆ ที่ใช้งานได้แล้ว นำมาเป็นที่เลี้ยงกบ การที่เรียกเลี้ยงกบแบบ คอนโดนั้น ไม่ใช่การเลี้ยงกบในตึกสูงๆ ที่เรียกคอนโดเพราะมีการวางยางรถเป็นชั้นๆ คล้ายตึกสูงๆ คลายคอนโนมิเนียม นั้นเอง

การเอาวิธีการเลี้ยงกบคอนโดมาแนะนำให้ได้รู้จักกันและ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นชาวเกษตรเท่านั้นที่จะเลี้ยงกบนี้ได้แต่บุคลทั่วไปชาวบ้านหาเช้ากินต่ำก็สามารถทำอาชีพนี้ได้ง่ายๆ สบายๆ พื้นที่ใช้ในการเลี้ยงกบก็ไม่มาก สะดวกไม่ต้องขุดสระ สามารถเลี้ยงในบริเวณรอบๆบ้านได้เลย นับว่าเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับคุณเป็นอย่างดี

วัสดุอุปกรณ์ในการเลี้ยงกบคอนโด

  • ยางรถยนต์
    • ขนาด รถแทรกเตอร์ เลี้ยงได้  100  ตัว
    • ขนาด รถ 10 ล้อ เลี้ยงได้  50  ตัว
    • ขนาด รถ 6 ล้อ เลี้ยงได้  30  ตัว
    • ขนาด รถ 4 ล้อ เลี้ยงได้  20  ตัว
  • ทรายหยาบ
  • ผ้าพลาสติก
  • กบพันธุ์
  • อาหารปลาดุก
  • ฝาตาข่ายหรือฝาตะแกรง

การเพาะพันธุ์กบ

โดยธรรมชาติ กบจะเริ่มจับคู่ ผสมพันธุ์และวางไข่ในฤดูฝน ถ้เกษตรกรมีพ่อแม่พันธุ์อยู่แล้วก็จะนำพ่อแม่พันธุ์ที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป และเป็นกบที่จับคู่กันแล้วนำไปเลี้ยงในบ่อเพาะแต่อย่าจับผิดคู่กันเพราะกบที่ จับคู่กันแล้วถูกแยกออกเป็นคนละตัวและนำไปเลี้ยงในบ่อเพาะถ้าไม่ใช่คู่ของมันแล้วมันจะไม่ผสมพันธุ์กันการดูลักษณะเพศของกบ



ถ้าเป็นกบตัวผู้จะเห็นกล่องเสียงอยู่ใต้ภางทั้งสองข้าง ขากรรไกรเป็นลักษณะวงกลมสีคล้ำเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ กบตัวผู้จะส่งเสียงร้อง ส่วนของกล่องเสียงนี้จะพองโปนแต่ลักษณะนี้จะไม่มีในกบตัวเมียซึ่งตัวเมียนั้น เมื่อถึงฤคูผสมพันธุ์ที่ส่วนท้องจะขยายใหญ่ และกบตัวเมียที่ยังมีไข่อยู่ในท้องจะมีความสากข้างลำตัวทั้งสองด้าน เมื่อใช้นิ้วสัมผัสจะรู้สึกได้และเมื่อไข่ออกจากท้องไปแล้ว ปุ้มสากเหล่านี้ก็จะหายไป อนึ่ง กบตัวเมียก็จะส่งเสียงร้องเช่นกัน แต่เป็นเสียงที่เบามาก และกบตัวเมียที่รู้ตัวว่ามีไข่แก่อยู่ในท้องจะเป็นผู้เดินทางมาหาตัวผู้เดินทางมาหาตัวผู้ตามเสียงร้อง

วิธีการเลี้ยง

  • หาพื้นที่เลี้ยงกบโดยให้มีแดดส่องรำไร
  • ใช้ทรายหยาบถม หนา ประมาณ 6 นิ้ว ใช้ผ้าพลาสติกปูทับกองทรายแล้ววางคอนโด (ยางรถ 3-4 เส้น วางทับกันขึ้นไป ยางเส้นสุดท้ายเจาะรูแล้วต่อท่อเพื่อระบายน้ำทิ้ง
  • ปล่อยกบลงคอนโด ใส่น้ำลงไปครึ่งคอนโดแต่ละชั้น (ล้อยางแต่ละล้อ)
  • นำฝาตะแกรงปิดปากคอนโดด้านบนป้องกันกบกระโดดออกและป้องกันศัตรูเข้าไป เช่น งู แมว

กบคอนโด

อาหารและการให้อาหาร

  • ใช้อาหารปลาดุก ให้อาหารกบช่วง เช้า-เย็น โดยวางไปบนพลาสติกด้านล่างคอนโด เสริมผักบุ้งหั่นฝอย ทุก 2-3 วัน ต่อ ครั้ง ใส่น้ำ 2 คอนโด (ชั้นที่ 1 และ 2) เปลี่ยนถ่ายน้ำทุก 2-3 วัน
  • ล้างคอนโดให้สะอาดด้วยน้ำหมักจุดินทรีย์
  • ใช้ไฟส่องล่อแมลงให้กบกินเป็นอาหารเสริม
  • เลี้ยงประมาณ 20 วัน แยกคัดขนาดกบ

ข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  • เลี้ยงในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่จำกัดได้ดี และดีกว่าการเลี้ยงแบบใส่ขวดพลาสติก
  • ลงทุนต่ำ กว่าเลี้ยงในบ่อปูน
  • ให้อาหารกบได้ง่ายและทั่วถึง ไม่เปลืองอาหาร
  • ควบคุมโรคได้ง่าย ถ่ายน้ำสะดวก และใช้น้ำน้อยกว่า
  • เหมาะกับผู้เริ่มทดลองเลี้ยงเพื่อศึกษา ไม่หวังผลกำไร

ข้อเสีย

  • ยากต่อการสังเกตและดูแล หากเลี้ยงในปริมาณมากๆ
  • ไม่เหมาะกับการเลี้ยงจริงจังเชิงพาณิชย์ ที่ต้องมีปริมาณผลผลิตต่อเดือนสูง

บทความอื่นที่น่าสนใจ

เลี้ยงไก่แจ้สวยงาม สร้างรายได้เสริม พร้อมวิธีการเลี้ยง

เลี้ยงไก่แจ้สวยงาม สร้างรายได้เสริม พร้อมวิธีการเลี้ยง

เลี้ยงไก่แจ้สวยงาม

เลี้ยงไก่แจ้สวยงาม


ไก่แจ้ เป็นสัตว์อีกหนึ่งชนิดที่สร้างรายได้ดีเหมาะต่อการเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้เสริม ด้วยรูปร่างที่สวยงาม วันนี้เรามีวิธี เลี้ยงไก่แจ้สวยงาม มาบอกต่อกันครับ เกษตรกรหลายคนก็หันมาเลี้ยงเป็นอาชีพหลักกันบ้างแล้ว เพราะว่ามีราคาขายที่สูงกว่าพันธุ์ไข่หรือพันธุ์เนื้อมาก โดยราคาที่ซื้อขายกันเป็นพันเป็นหมื่นบาทกันเลยครับ




ไก่แจ้ในประเทศไทยเรามีหลากหลายสี ทั้ง สีสร้อยสุวรรณ สีกาบอ้อย สีกาบหมาก สีดอกโสน หรือเบญจรงค์ เป็นต้น ซึ่งแต่ละสีก็มีความงดงามแตกต่างกันไป และปัจจุบันก็มีไก่แจ้พันธุ์ผสม ที่ได้รับการปรับปรุงสายพันธุ์ จนได้รูปลักษณะที่งดงามขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ตลาดการขายไก่แจ้งดงามยิ่งขยายตัวมากขึ้น

ประโยชน์ของการเลี้ยงไก่แจ้

  • ผู้เลี้ยงมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเลี้ยงเสริมร่วมกับการทำงานเกษตรกรรมชนิตอื่นๆ
  • มีผลตอบแทนเร็ว และมีโอกาสขยายสายพันธุ์ได้ไวมาก ซึ่งการเลี้ยงไก่แจ้ใช้เวลาประมาณ 7-8 สัปดาห์
  • นอกจากนั้นเป็นการช่วยฝึกเด็ก คนว่างงาน และบุคคลทุพพลภาพบางประเภทให้มีงานทำ ช่วยสร้างนิสัยแก่เด็ก ให้เป็นคนเอางานเอาการและมีจิตใจรักสัตว์
  • มูลไก่สามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยคอกได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ดินซึ่งไม่เหมาะแก่การปลูกพืช เป็นการลดรายจ่ายในการซื้อปุ๋ยเคมีสำหรับใส่พืชผลด้วย

พันธุ์ไก่แจ้

ไก่แจ้ที่นิยมเลี้ยงมีทั้งไก่แจ้สากลและไก่แจ้ไทย ส่วนสีที่นิยมเลี้ยง ได้แก่ สีขาว สีดำ สีทอง สีกระดำ สีเทา สีขาวหางดำ สีประดู่ สีบาร์ สีโกโก้ และสีลายดอกหมาก รูปพรรณไก่แจ้ที่ดีทั่วไป ควรมีลักษณะเหมือนหยดน้ำ หน้าดี สีสวย กระรวยดั้ง หางดอก อกกลมสมส่วนเกษตรกรสามารถหาซื้อได้จากฟาร์มเลี้ยงไก่แจ้ทั่วไป

การคัดเลือกไก่แจ้

ควรมีการคัดเลือกพันธุ์ที่ดี มีสีที่สวย และมีความสมบูรณ์แข็งแรง โดยการเลี้ยงไก่แจ้จะเลี้ยงเพื่อความเพลิดเพลิน เลี้ยงเพื่อเป็นการค้า โดยเลือกสีไก่ตามความชอบของผู้เลี้ยง ในส่วนของการเลี้ยงเพื่อประกวด ต้องคัดเลือกไก่โดย พิจารณาตั้งแต่ความยาวของขา รูปทรงสายพันธุ์ที่ดี และมีลักษณะแข็งแรง ควรจะพิจารณาเลือกไก่จากฟาร์มที่เชื่อถือได้

การจัดการพ่อแม่พันธุ์และการผสมพันธุ์ไก่แจ้

ควรคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่แข็งแรงสมบูรณ์และนำมาเข้าคู่ในกรงผสม โดยใช้ตัวผู้ 1 ตัวต่อตัวเมีย 2 ตัว และควรที่จะใช้พ่อแม่พันธุ์ความสมบูรณ์ การคัดเลือกสายพันธุ์แท้นั้น ก็จึงเริ่มทำการผสมพันธุ์และควรจัดกลุ่มไก่แจ้ของตนให้เป็นไปตามแต่ละสายพันธุ์ขนาดรูปร่าง ฝูงความสามารถในการออกไข่และนิสัยของไก่แจ้การเลี้ยงไก่แจ้นั้นควรเลี้ยงแยกตามสีอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการผสมข้ามพันธุ์ลูกไก่ที่มีสีตรงตามพันธุ์จะจำหน่ายได้ราคาดีกว่าเสมอ ซึ่งพ่อพันธุ์ที่ใช้ควรมีอายุ 7-8 เดือน ส่วนแม่พันธุ์ควรเริ่มที่ อายุ 5 เดือนขึ้นไป

การจัดการลูกไก่เล็ก-ไก่รุ่น

ควรมีการแยกลูกไก่เล็กออกมาอนุบาลในกล่องกระดาษหรือในกล่องสำหรับใส่ลูกไก่เล็ก และมีหลอดไฟให้ความอบอุ่นสำหรับลูกไก่โดยอยู่ในกล่องประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้ลูกไก่แข็งแรง อาหารที่ใช้ควรเป็นอาหารสำเร็จรูปหนาดเล็ก น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำสะอาด ส่วนไก่รุ่น ควรมีการคัดเลือกลูกไก่ที่มีขาสั้นเพื่อแยกออกมาขุน โดยการเลี้ยงไก่เล็กนับว่าเป็นการเลี้ยงระยะที่สำคัญมากที่สุด ต้องมีการเลี้ยงดูเอาใจใส่เป็นอย่างดี

การสร้างโรงเรือน

การสร้างโรงเรือนสำหรับเลี้ยงไก่มีความจำเป็นมาก เพราะลักษณะของโรงเรือนที่ดีจะทำให้ไก่ไม่เกิดความเครียดเนื่องจากอากาศร้อน ทำให้การเจริญเติบโตดีขึ้น ไก่มีสุขภาพดีลดปัญหาการเกิดโรค และจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ เช่น กรงของไก่แจ้ควรสร้างหันหน้าไปทางที่มีหน้าต่าง หรือประตูหันออกสู่ด้านนอก กรงไก่แจ้นั้นควรอยู่ในที่ที่ค่อนข้างมีทั้งร่มเงา และแสงแดดแล้วก็ต้องบังฝนได้เพื่อไม่ให้ไก่แจ้เป็นหวัด และอากาศต้องถ่ายเทสะดวก แต่ต้องไมโดนลมแรง ๆ

วัสดุรองพื้น และอุปกรณ์ที่จำเป็น

การเลี้ยงไก่แจ้นิยมใช้ทรายเป็นวัสดุรองพื้น เพราะง่ายต่อการทำความสะอาด คือจำเป็นต้องมีรางอาหาร ที่ตักอาหาร กระปุกน้ำตามขนาดของไก่กล่อง หรือกรง และหลอดไฟแขวน สำหรับลูกไก่และไก่รุ่น ควรมีอุปกรณ์ในการทำความสะอาดทั่ว ๆ ไป เช่น ไม้กวาดตะแกรงร่อนทราย

อาหารสำหรับไก่แจ้

อาหารที่นิยมใช้เป็นอาหารสำเร็จรูปอัดเม็ด ข้าวเปลือกทราย และหญ้า โดยให้ในปริมาณที่เหมาะสม ที่สำคัญน้ำจะต้องมีให้ไก่กินอย่างเพียงพอตลอดเวลา เพราะถ้าหากไก่ขาดน้ำจะมีปัญหาสุขภาพอย่างรุนแรง เพราะน้ำจะช่วยระบายความร้อนให้กับร่างกาย น้ำที่ให้ไก่กินต้องสะอาด และเย็น

การเตรียมไก่เพื่อจำหน่าย

สำหรับการเตรียมไก่เพื่อการจำหน่าย มีความสำคัญต่อผู้เลี้ยงเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นการช่วยเพิ่มราคาให้กับตัวไก่แล้ว ยังช่วยยกระดับฟาร์มให้มีคุณภาพมากขึ้น ผู้เลี้ยงสามารถทำได้โดยทำการคัดเกรดไก่ตั้งแต่ไก่อายุประมาณ 1 เดือนขึ้นไป โดยคัดแยกไก่ขาสั้น กับไก่ขายาวออกจากกัน และคัดไก่ที่มีความต้องการของตลาดมากออกจากไก่ทั่วไป การจัดชุดไก่ควรจัดตามประเภทสีไก่โดยให้อยู่ในสีเดียวกันเท่านั้น เพื่อป้องกันการผสมข้ามสี และป้องกันปัญหาการจิกตีกัน

ปัญหาการติดโรค

หากเมื่อเกิดโรคกับไก่แจ้แล้วนั้นย่อมที่จะส่งผลทำให้สุขภาพของไก่นั้นไม่ดี หรือกระทบมาก จนถึงขั้นพิการหรือเสียรูปร่างของไก่แจ้ได้ ดังนั้นผู้เลี้ยงควรทำการป้องกันก่อนที่ไก่แจ้จะเสียหาย ซึ่งการติดโรคของไก่แจ้อาจเกิดขึ้นจากความไม่สะอาดของโรงเรือน หรือความไม่สมบรูณ์ของไก่แจ้ที่มีภูมิต้านทานโรคน้อย ฉะนั้นต้องแยกไก่ที่ป่วยออกเพื่อเลี้ยงในกรงเดี่ยว

วิธีการป้องกัน

ควรทำวัคซีนป้องกันโรคนิวคาสเชิล หลอดลมกเสบ โรคฝีดาษ และอหิวาต์ ตามโปรแกรมกำหนดและมีการกำจัดพยาธิภายนอก ได้แก่ เหา หมัด ไร โดยวิธีการฉีดบริเวณพื้นบริเวณคอก หรือ ละลายยาแล้วจับตัวไก่จุ่มในน้ำยาเพื่อเป็นการป้องกันควรป้องกันกำจัดพยาธิภายในอาทิพยาธิไส้เดือน ดำเนินการโดยทำความสะอาดคอก กวาดอุจจาระออกบ่อย ๆ อย่าให้คอดขึ้นและมีการถ่ายพยาธิเป็นประจำ

เอกสารคำแนะนำ ไก่แจ้สวยงาม : แนวทางการส่งสริมการเลี้ยงไก่แจ้เพื่อสร้างรายได้. กรณีศึกษา ร่วมสนิทฟาร์มไก่
แจ้สวยงาม หมู่ที่2 ตำบลหัวสะพาน อำเภอท่ศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช.
http://human.nstru.ac.th/student_research/upload_images/20170517195855Lovely%20Bantam.pdf (5
เมษายน 2562)




บทความอื่นที่น่าสนใจ

เมนู แกงไก่ใส่ฟัก ทำกินได้ง่ายๆ พร้อมวิธีทำ

เมนู แกงไก่ใส่ฟัก ทำกินได้ง่ายๆ พร้อมวิธีทำ

แกงไก่ใส่ฟัก

เมนู แกงไก่ใส่ฟัก จัดได้ว่าเป็นเมนูเด็ดของใครหลายๆ คนและยังเป็นเมนูประจำร้านข้าวแกงด้วยรสชาติที่แซ่บ อร่อยถึงใจ อีกทั้งยังหอมผักต่างๆที่ใส่ลงในแกงไก่ด้วย ซึ่งวันนี้เรา จะพาทุท่านมาทำเมนูแกงไก่ใส่ฟัก กันครับ จะมีวัตถุดิบและขั้นตอนการทำอย่างไรกันบ้าง เรามาทำไปพร้อมๆ กันเลยครับ

สำหรับการทำแกงไก่ใส่ฟัก นั้นสามารถใช้ เนื้อไก่ ส่วนไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น น่องไก่ ปีกไก่ หรือสะโพกไก่ เรียกได้ว่าชอยส่วนไหนก็จัดส่วนนั้นก็เลย แต่ที่นิยมมากที่สุดคือ สะโพกไก่ น่องไก่ เพราะกินได้ง่าย และ สะดวก

วัตถุดิบ

  • ไก่บ้าน 300 กรัม
  • ฟักอ่อน
  • ต้นหอมหั่นท่อน
  • ใบแมงลักเด็ด
  • ผงปรุงรส 1 ช้อนชา
  • น้ำปลาร้า 2-3 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า 3 ถ้วย

ส่วนประของพริกแกง

  • พริกแห้ง
  • ตะไคร้หั่น 2 ต้น
  • พริกแห้ง 10 เม็ด
  • หอมแดง 6 หัว
  • กระเทียมไทย 10 กลีบ
  • เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

วิธีทำ

  • เริ่มจากการล้างพริกแห้งแล้วแช่น้ำให้นิ่ม ใส่ครกลงโขลกพร้อมตะไคร้จนแหลกดีแล้วใส่หอมแดง กระเทียม เกลือป่น โขลกต่อจนแหลก
  • จากนั้นนำพริกแกงที่โขลกแล้วลงคั่วใน
  • กระทะให้หอม เติมน้ำเปล่านิดหน่อยเวลาคั่ว จนพริกแกงหอมดีแล้วใส่ไก่สับลงไปผัดคลุกกับพริกแกงสักพักจนเนื้อไก่เริ่มตึงๆ น้ำจากไก่ซึมออกมา
  • เติมน้ำเปล่าให้ท่วมไก่เผื่อน้ำลดลงตอนเคี่ยวด้วย เร่งไฟให้เดือดแล้วลดไฟลง เคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนเนื้อไก่เปื่อย ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า ผงปรุงรส เกลือป่น น้ำปลา
  • ใส่ฟักลงไปจนฟักสุกดีแล้วชิมรสตามชอบ ใส่ใบแมงลักต้นหอมหั่นท่อน ปิดไฟได้

ขอบคุณเจ้าของสูตรสมาชิกพันทิพหมายเลข 3988747




บทความที่น่าสนใจ