วิธีออมเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือน | 10 เทคนิคออมเงิน เก็บเงินได้จริง

ในปัจจุบัน ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้การบริหารจัดการเงินเป็นเรื่องสำคัญสำหรับมนุษย์เงินเดือน หลายคนอาจคิดว่าการมีเงินออมต้องเริ่มจากรายได้ที่สูง แต่ความจริงแล้ว การออมเงินขึ้นอยู่กับการวางแผนและการมีวินัยทางการเงินมากกว่า ไม่ว่าจะมีรายได้เท่าใด หากรู้จักจัดสรรรายรับและควบคุมรายจ่าย ก็สามารถสร้างเงินออมได้อย่างต่อเนื่อง บทความนี้จะพาคุณไปรู้จัก 10 วิธีออมเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือน ที่ทำได้จริง ช่วยสร้างเงินเก็บ วางรากฐานความมั่นคงทางการเงิน และเตรียมพร้อมสำหรับเป้าหมายในอนาคต
1. ตั้งเป้าหมายการออมให้ชัดเจน
การออมเงินจะประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น หากคุณรู้ว่ากำลังออมไปเพื่ออะไร เพราะเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยสร้างแรงจูงใจและทำให้คุณมีวินัยในการเก็บเงินมากขึ้น
ลองเปรียบเทียบระหว่างคำว่า “อยากมีเงินเก็บ” กับ “ต้องการเก็บเงิน 120,000 บาท ภายใน 2 ปี เพื่อเป็นเงินดาวน์รถยนต์” จะเห็นได้ว่าเป้าหมายแบบหลังมีความชัดเจนและวัดผลได้มากกว่า
หลักการตั้งเป้าหมายแบบ SMART
การตั้งเป้าหมายที่ดีควรมีองค์ประกอบดังนี้
- Specific – ระบุเป้าหมายให้ชัดเจน
- Measurable – สามารถวัดผลได้
- Achievable – เป็นเป้าหมายที่ทำได้จริง
- Relevant – สอดคล้องกับความต้องการ
- Time-bound – มีระยะเวลาที่กำหนด
ตัวอย่างการตั้งเป้าหมาย
| เป้าหมาย | จำนวนเงิน | ระยะเวลา | ต้องออมต่อเดือน |
|---|---|---|---|
| เงินสำรองฉุกเฉิน | 60,000 บาท | 12 เดือน | 5,000 บาท |
| ซื้อรถ | 180,000 บาท | 36 เดือน | 5,000 บาท |
| ท่องเที่ยวต่างประเทศ | 48,000 บาท | 12 เดือน | 4,000 บาท |
| เงินดาวน์บ้าน | 300,000 บาท | 60 เดือน | 5,000 บาท |
เมื่อแบ่งเป้าหมายออกเป็นยอดเงินที่ต้องออมในแต่ละเดือน คุณจะเห็นว่าการออมไม่ใช่เรื่องไกลตัว และสามารถวางแผนได้ง่ายขึ้น
2. ใช้กฎออมเงิน 50/30/20
หนึ่งในเทคนิคที่ได้รับความนิยมทั่วโลกคือ กฎ 50/30/20 ซึ่งเป็นแนวทางบริหารเงินที่เรียบง่ายและเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น
หลักการคือแบ่งรายได้สุทธิออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
| ประเภท | สัดส่วน |
| ค่าใช้จ่ายจำเป็น | 50% |
| ค่าใช้จ่ายส่วนตัว | 30% |
| เงินออมและการลงทุน | 20% |
ค่าใช้จ่ายจำเป็น (50%)
ได้แก่ ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือน เช่น ค่าเช่าที่พัก, ค่าอาหาร, ค่าเดินทาง, ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าอินเทอร์เน็ต, ค่าผ่อนบ้านหรือรถ ควรพยายามควบคุมไม่ให้เกินครึ่งหนึ่งของรายได้
ค่าใช้จ่ายส่วนตัว (30%)
เป็นค่าใช้จ่ายที่ช่วยสร้างความสุขในชีวิต เช่น ดูภาพยนตร์, ร้านกาแฟ, ซื้อเสื้อผ้า, ท่องเที่ยว, งานอดิเรก, สมัครแพลตฟอร์มสตรีมมิง การมีงบประมาณสำหรับความสุขส่วนตัวจะช่วยให้การออมเป็นเรื่องที่ทำได้ต่อเนื่อง โดยไม่รู้สึกว่าต้องตัดทุกอย่างออกจากชีวิต
เงินออมและการลงทุน (20%)
ส่วนนี้ควรถูกโอนออกทันทีเมื่อได้รับเงินเดือน เพื่อใช้สำหรับ เงินสำรองฉุกเฉิน, เงินออมระยะยาว, กองทุนรวม, การลงทุน, เป้าหมายทางการเงินในอนาคต
3. ออมก่อนใช้เสมอ (Pay Yourself First)
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่หลายคนทำคือ “ใช้ก่อน แล้วค่อยออมเงินที่เหลือ” ซึ่งในความเป็นจริง เงินมักจะหมดก่อนที่จะเหลือสำหรับการออม แนวคิด Pay Yourself First หรือ “จ่ายให้ตัวเองก่อน” คือการโอนเงินเข้าบัญชีออมทันทีที่เงินเดือนเข้า ก่อนเริ่มใช้จ่ายในเรื่องอื่น ๆ
วิธีเริ่มต้น
- ตั้งระบบโอนอัตโนมัติทุกวันที่เงินเดือนเข้า
- แยกบัญชีเงินออมออกจากบัญชีใช้จ่าย
- หลีกเลี่ยงการใช้บัญชีออมสำหรับค่าใช้จ่ายประจำ
ตัวอย่าง
หากคุณได้รับเงินเดือนวันที่ 25 ของทุกเดือน ให้ตั้งระบบโอนเงิน 3,000–5,000 บาทเข้าบัญชีออมทันทีในวันเดียวกัน วิธีนี้จะช่วยให้คุณปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายตามเงินที่เหลือ โดยไม่กระทบต่อเป้าหมายการออม
ข้อดีของการออมก่อนใช้
- สร้างวินัยทางการเงิน
- ลดโอกาสใช้เงินเกินตัว
- เงินออมเติบโตอย่างต่อเนื่อง
- ทำให้บรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น
หลายคนที่ประสบความสำเร็จด้านการเงินใช้หลักการนี้ เพราะเป็นวิธีที่ช่วยให้การออมเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และไม่ต้องอาศัยการตัดสินใจใหม่ทุกเดือน
4. จดบันทึกรายรับ-รายจ่าย
หลายคนรู้ว่าเงินเดือนเข้าวันไหน แต่กลับไม่รู้ว่าเงินหมดไปกับอะไร การจดบันทึกรายรับและรายจ่ายจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เห็นภาพรวมของการเงิน และค้นพบพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ควรปรับปรุง
การบันทึกไม่จำเป็นต้องซับซ้อน คุณสามารถใช้สมุดจด แอปพลิเคชันบนมือถือ หรือโปรแกรมสเปรดชีตก็ได้ สิ่งสำคัญคือการบันทึกอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อทำต่อเนื่องประมาณ 1 เดือน คุณจะเริ่มเห็นรูปแบบการใช้เงินของตัวเอง เช่น อาจพบว่าใช้เงินกับการสั่งอาหารเดลิเวอรีหรือกาแฟมากกว่าที่คิด ซึ่งเป็นจุดที่สามารถปรับลดได้โดยไม่กระทบคุณภาพชีวิตมากนัก การบันทึกรายรับ-รายจ่ายเป็นพื้นฐานของการวางแผนการเงินที่ดี และเป็นนิสัยที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินจำนวนมากแนะนำ
5. ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
หลังจากเห็นภาพรวมของค่าใช้จ่ายแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการพิจารณาว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนใดที่สามารถลดลงได้โดยไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หลายคนอาจคิดว่าการออมต้องเริ่มจากการลดค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ แต่ในความเป็นจริง การลดรายจ่ายเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวันกลับส่งผลต่อเงินออมในระยะยาวอย่างมาก
ตัวอย่างเช่น การซื้อกาแฟวันละ 100 บาท หากทำงาน 22 วันต่อเดือน จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2,200 บาทต่อเดือน หรือกว่า 26,000 บาทต่อปี หากลดความถี่ลงครึ่งหนึ่ง เงินส่วนต่างนี้ก็สามารถกลายเป็นเงินออมได้
เทคนิคช่วยลดรายจ่าย
- ทำอาหารรับประทานเองสัปดาห์ละ 2–3 วัน
- พกแก้วน้ำหรือขวดน้ำส่วนตัว
- ตั้งงบประมาณสำหรับการช้อปปิ้งแต่ละเดือน
- เปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนซื้อ
- ใช้โปรโมชันหรือคะแนนสะสมอย่างมีสติ ไม่ซื้อเพียงเพราะเห็นว่าลดราคา
การลดรายจ่ายไม่ใช่การงดใช้เงินทั้งหมด แต่คือการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าและสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของตนเอง
6. สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน
แม้ว่าคุณจะมีงานประจำและรายได้สม่ำเสมอ แต่ก็ไม่มีใครสามารถคาดการณ์เหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ เช่น การเจ็บป่วย อุบัติเหตุ การตกงาน หรือค่าใช้จ่ายเร่งด่วนอื่น ๆ เงินสำรองฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนใหญ่แนะนำให้มีเงินสำรองอย่างน้อย 3–6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน
ตัวอย่าง หากมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท ควรมีเงินสำรองประมาณ 60,000–120,000 บาท
7. แยกบัญชีเงินออม เพื่อป้องกันการใช้เงินเกินตัว
หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้หลายคนเก็บเงินไม่อยู่ คือการใช้บัญชีเดียวสำหรับทั้งรับเงินเดือน จ่ายค่าใช้จ่าย และเก็บเงินออม เมื่อยอดเงินทั้งหมดอยู่ในบัญชีเดียวกัน เรามักรู้สึกว่ามีเงินพร้อมใช้ จึงใช้จ่ายมากกว่าที่ตั้งใจไว้
การแยกบัญชีเงินออกตามวัตถุประสงค์ เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยสร้างวินัยทางการเงิน และทำให้บริหารเงินได้อย่างเป็นระบบ
ควรมีบัญชีอย่างน้อย 3 บัญชี
1. บัญชีรับเงินเดือนและใช้จ่ายประจำ
ใช้สำหรับรับเงินเดือนและชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค และค่าผ่อนต่าง ๆ
2. บัญชีเงินออม
ใช้เก็บเงินตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยหลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อกับบัตรเดบิตหรือแอปพลิเคชันที่ใช้จ่ายประจำ เพื่อช่วยลดโอกาสในการถอนเงินออกมาใช้
3. บัญชีลงทุน
เมื่อมีเงินออมเพียงพอแล้ว สามารถจัดสรรเงินส่วนหนึ่งไปยังบัญชีสำหรับการลงทุน เช่น กองทุนรวม หุ้น หรือสินทรัพย์อื่น ๆ ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
การแยกบัญชีอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เป็นเทคนิคที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินหลายคนใช้ เพราะช่วยให้เห็นภาพรวมของเงินแต่ละก้อนได้ชัดเจน และลดการใช้จ่ายตามอารมณ์
8. เพิ่มรายได้เสริม เพื่อเร่งการออมเงิน
แม้ว่าการลดรายจ่ายจะช่วยเพิ่มเงินออมได้ แต่ก็มีข้อจำกัด หากต้องการบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้น การเพิ่มรายได้ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ปัจจุบันมีโอกาสสร้างรายได้เสริมมากมาย โดยเฉพาะงานที่สามารถทำหลังเลิกงานหรือในวันหยุด
ตัวอย่างรายได้เสริมที่ได้รับความนิยม
- ขายสินค้าออนไลน์
- รับงานฟรีแลนซ์ เช่น ออกแบบกราฟิก เขียนบทความ แปลภาษา
- สอนพิเศษหรือสอนออนไลน์
- สร้างคอนเทนต์บน YouTube, TikTok หรือ Facebook
- รับถ่ายภาพ ตัดต่อวิดีโอ หรือทำเว็บไซต์
- ขายสินค้าดิจิทัล เช่น E-book เทมเพลต หรือคอร์สออนไลน์
ตัวอย่างผลลัพธ์ของรายได้เสริม
หากมีรายได้เสริมเดือนละ 5,000 บาท และนำไปออมทั้งหมด
- 1 เดือน = 5,000 บาท
- 1 ปี = 60,000 บาท
- 5 ปี = 300,000 บาท (ยังไม่รวมผลตอบแทนจากการลงทุน)
เงินจำนวนนี้อาจกลายเป็นเงินดาวน์บ้าน เงินทุนเริ่มต้นธุรกิจ หรือเงินสำรองเพื่ออนาคตได้
9. เริ่มลงทุนเมื่อมีเงินออมเพียงพอ
เมื่อคุณมีเงินสำรองฉุกเฉินและสามารถออมเงินได้อย่างสม่ำเสมอ ขั้นตอนถัดไปคือการทำให้เงินเติบโตผ่านการลงทุน
การฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ช่วยรักษาเงินต้นและมีสภาพคล่องสูง แต่ผลตอบแทนอาจไม่เพียงพอที่จะชนะอัตราเงินเฟ้อในระยะยาว การลงทุนจึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างความมั่งคั่ง
ทางเลือกในการลงทุน
- กองทุนรวม เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น เพราะมีผู้จัดการกองทุนดูแลการลงทุน และสามารถเริ่มต้นด้วยเงินจำนวนไม่มาก
- หุ้น เหมาะกับผู้ที่สามารถศึกษาข้อมูลบริษัท วิเคราะห์ความเสี่ยง และลงทุนในระยะยาว
- ETF (Exchange Traded Fund) เป็นกองทุนที่ซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ มีการกระจายความเสี่ยงและค่าธรรมเนียมโดยรวมค่อนข้างต่ำ
- พันธบัตรรัฐบาล มีความเสี่ยงต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาเงินต้นและรับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ
การลงทุนมีทั้งโอกาสได้รับผลตอบแทนและความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลของผลิตภัณฑ์ทางการเงินและประเมินระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ก่อนตัดสินใจ

10. มีวินัยและทำอย่างต่อเนื่อง
ไม่มีเทคนิคใดที่จะทำให้มีเงินออมได้ หากขาดวินัยในการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ การออมเงินเป็นกระบวนการระยะยาว ไม่ใช่การแข่งขันกับผู้อื่น หลายคนที่ประสบความสำเร็จทางการเงินเริ่มต้นจากการออมเพียงหลักร้อยบาทต่อเดือน แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเมื่อรายได้สูงขึ้น
วิธีสร้างวินัยในการออม
- ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน
- ออมทันทีเมื่อได้รับเงินเดือน
- ตรวจสอบความก้าวหน้าทุกเดือน
- ให้รางวัลตัวเองเมื่อทำตามเป้าหมายได้
- ปรับแผนเมื่อรายได้หรือค่าใช้จ่ายเปลี่ยนแปลง
หากบางเดือนออมได้น้อยกว่าที่ตั้งใจ ไม่จำเป็นต้องรู้สึกท้อ สิ่งสำคัญคือการกลับมาทำต่อในเดือนถัดไป เพราะความสม่ำเสมอมีผลต่อความสำเร็จมากกว่าการออมจำนวนมากเพียงช่วงสั้น ๆ
การออมเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือนไม่ใช่เรื่องของรายได้ที่สูงหรือต่ำ แต่เป็นเรื่องของการวางแผนและการสร้างวินัยทางการเงิน หากเริ่มจากการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน แบ่งสัดส่วนรายได้อย่างเหมาะสม ออมก่อนใช้ จดบันทึกรายรับรายจ่าย ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน แยกบัญชีเงินออม เพิ่มรายได้เสริม และศึกษาการลงทุนเมื่อพร้อม คุณจะสามารถสร้างฐานะทางการเงินที่มั่นคงได้ในระยะยาว
จงจำไว้ว่า การออมเงินไม่จำเป็นต้องเริ่มจากจำนวนมาก แต่ควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ เพราะทุกบาทที่ออมอย่างสม่ำเสมอ คือก้าวสำคัญสู่ความมั่นคงและอิสรภาพทางการเงินในอนาคต




