ไลฟ์สไตล์ » วิธีออมเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือน | 10 เทคนิคออมเงิน เก็บเงินได้จริง

วิธีออมเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือน | 10 เทคนิคออมเงิน เก็บเงินได้จริง

21 กรกฎาคม 2026
11   0

วิธีออมเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือน | 10 เทคนิคออมเงิน เก็บเงินได้จริง

วิธีออมเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือน

ในปัจจุบัน ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้การบริหารจัดการเงินเป็นเรื่องสำคัญสำหรับมนุษย์เงินเดือน หลายคนอาจคิดว่าการมีเงินออมต้องเริ่มจากรายได้ที่สูง แต่ความจริงแล้ว การออมเงินขึ้นอยู่กับการวางแผนและการมีวินัยทางการเงินมากกว่า ไม่ว่าจะมีรายได้เท่าใด หากรู้จักจัดสรรรายรับและควบคุมรายจ่าย ก็สามารถสร้างเงินออมได้อย่างต่อเนื่อง บทความนี้จะพาคุณไปรู้จัก 10 วิธีออมเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือน ที่ทำได้จริง ช่วยสร้างเงินเก็บ วางรากฐานความมั่นคงทางการเงิน และเตรียมพร้อมสำหรับเป้าหมายในอนาคต

1. ตั้งเป้าหมายการออมให้ชัดเจน

การออมเงินจะประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น หากคุณรู้ว่ากำลังออมไปเพื่ออะไร เพราะเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยสร้างแรงจูงใจและทำให้คุณมีวินัยในการเก็บเงินมากขึ้น

ลองเปรียบเทียบระหว่างคำว่า “อยากมีเงินเก็บ” กับ “ต้องการเก็บเงิน 120,000 บาท ภายใน 2 ปี เพื่อเป็นเงินดาวน์รถยนต์” จะเห็นได้ว่าเป้าหมายแบบหลังมีความชัดเจนและวัดผลได้มากกว่า

หลักการตั้งเป้าหมายแบบ SMART

การตั้งเป้าหมายที่ดีควรมีองค์ประกอบดังนี้

  • Specific – ระบุเป้าหมายให้ชัดเจน
  • Measurable – สามารถวัดผลได้
  • Achievable – เป็นเป้าหมายที่ทำได้จริง
  • Relevant – สอดคล้องกับความต้องการ
  • Time-bound – มีระยะเวลาที่กำหนด

ตัวอย่างการตั้งเป้าหมาย

เป้าหมาย จำนวนเงิน ระยะเวลา ต้องออมต่อเดือน
เงินสำรองฉุกเฉิน 60,000 บาท 12 เดือน 5,000 บาท
ซื้อรถ 180,000 บาท 36 เดือน 5,000 บาท
ท่องเที่ยวต่างประเทศ 48,000 บาท 12 เดือน 4,000 บาท
เงินดาวน์บ้าน 300,000 บาท 60 เดือน 5,000 บาท

เมื่อแบ่งเป้าหมายออกเป็นยอดเงินที่ต้องออมในแต่ละเดือน คุณจะเห็นว่าการออมไม่ใช่เรื่องไกลตัว และสามารถวางแผนได้ง่ายขึ้น

2. ใช้กฎออมเงิน 50/30/20

หนึ่งในเทคนิคที่ได้รับความนิยมทั่วโลกคือ กฎ 50/30/20 ซึ่งเป็นแนวทางบริหารเงินที่เรียบง่ายและเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น

หลักการคือแบ่งรายได้สุทธิออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

ประเภท สัดส่วน
ค่าใช้จ่ายจำเป็น 50%
ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 30%
เงินออมและการลงทุน 20%

ค่าใช้จ่ายจำเป็น (50%)

ได้แก่ ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือน เช่น ค่าเช่าที่พัก, ค่าอาหาร, ค่าเดินทาง, ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าอินเทอร์เน็ต, ค่าผ่อนบ้านหรือรถ ควรพยายามควบคุมไม่ให้เกินครึ่งหนึ่งของรายได้

ค่าใช้จ่ายส่วนตัว (30%)

เป็นค่าใช้จ่ายที่ช่วยสร้างความสุขในชีวิต เช่น ดูภาพยนตร์, ร้านกาแฟ, ซื้อเสื้อผ้า, ท่องเที่ยว, งานอดิเรก, สมัครแพลตฟอร์มสตรีมมิง การมีงบประมาณสำหรับความสุขส่วนตัวจะช่วยให้การออมเป็นเรื่องที่ทำได้ต่อเนื่อง โดยไม่รู้สึกว่าต้องตัดทุกอย่างออกจากชีวิต

เงินออมและการลงทุน (20%)

ส่วนนี้ควรถูกโอนออกทันทีเมื่อได้รับเงินเดือน เพื่อใช้สำหรับ เงินสำรองฉุกเฉิน, เงินออมระยะยาว, กองทุนรวม, การลงทุน, เป้าหมายทางการเงินในอนาคต

3. ออมก่อนใช้เสมอ (Pay Yourself First)

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่หลายคนทำคือ “ใช้ก่อน แล้วค่อยออมเงินที่เหลือ” ซึ่งในความเป็นจริง เงินมักจะหมดก่อนที่จะเหลือสำหรับการออม แนวคิด Pay Yourself First หรือ “จ่ายให้ตัวเองก่อน” คือการโอนเงินเข้าบัญชีออมทันทีที่เงินเดือนเข้า ก่อนเริ่มใช้จ่ายในเรื่องอื่น ๆ

วิธีเริ่มต้น

  • ตั้งระบบโอนอัตโนมัติทุกวันที่เงินเดือนเข้า
  • แยกบัญชีเงินออมออกจากบัญชีใช้จ่าย
  • หลีกเลี่ยงการใช้บัญชีออมสำหรับค่าใช้จ่ายประจำ

ตัวอย่าง

หากคุณได้รับเงินเดือนวันที่ 25 ของทุกเดือน ให้ตั้งระบบโอนเงิน 3,000–5,000 บาทเข้าบัญชีออมทันทีในวันเดียวกัน วิธีนี้จะช่วยให้คุณปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายตามเงินที่เหลือ โดยไม่กระทบต่อเป้าหมายการออม

ข้อดีของการออมก่อนใช้

  • สร้างวินัยทางการเงิน
  • ลดโอกาสใช้เงินเกินตัว
  • เงินออมเติบโตอย่างต่อเนื่อง
  • ทำให้บรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น

หลายคนที่ประสบความสำเร็จด้านการเงินใช้หลักการนี้ เพราะเป็นวิธีที่ช่วยให้การออมเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และไม่ต้องอาศัยการตัดสินใจใหม่ทุกเดือน

4. จดบันทึกรายรับ-รายจ่าย

หลายคนรู้ว่าเงินเดือนเข้าวันไหน แต่กลับไม่รู้ว่าเงินหมดไปกับอะไร การจดบันทึกรายรับและรายจ่ายจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เห็นภาพรวมของการเงิน และค้นพบพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ควรปรับปรุง

การบันทึกไม่จำเป็นต้องซับซ้อน คุณสามารถใช้สมุดจด แอปพลิเคชันบนมือถือ หรือโปรแกรมสเปรดชีตก็ได้ สิ่งสำคัญคือการบันทึกอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อทำต่อเนื่องประมาณ 1 เดือน คุณจะเริ่มเห็นรูปแบบการใช้เงินของตัวเอง เช่น อาจพบว่าใช้เงินกับการสั่งอาหารเดลิเวอรีหรือกาแฟมากกว่าที่คิด ซึ่งเป็นจุดที่สามารถปรับลดได้โดยไม่กระทบคุณภาพชีวิตมากนัก การบันทึกรายรับ-รายจ่ายเป็นพื้นฐานของการวางแผนการเงินที่ดี และเป็นนิสัยที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินจำนวนมากแนะนำ

5. ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

หลังจากเห็นภาพรวมของค่าใช้จ่ายแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการพิจารณาว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนใดที่สามารถลดลงได้โดยไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หลายคนอาจคิดว่าการออมต้องเริ่มจากการลดค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ แต่ในความเป็นจริง การลดรายจ่ายเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวันกลับส่งผลต่อเงินออมในระยะยาวอย่างมาก

ตัวอย่างเช่น การซื้อกาแฟวันละ 100 บาท หากทำงาน 22 วันต่อเดือน จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2,200 บาทต่อเดือน หรือกว่า 26,000 บาทต่อปี หากลดความถี่ลงครึ่งหนึ่ง เงินส่วนต่างนี้ก็สามารถกลายเป็นเงินออมได้

เทคนิคช่วยลดรายจ่าย

  • ทำอาหารรับประทานเองสัปดาห์ละ 2–3 วัน
  • พกแก้วน้ำหรือขวดน้ำส่วนตัว
  • ตั้งงบประมาณสำหรับการช้อปปิ้งแต่ละเดือน
  • เปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนซื้อ
  • ใช้โปรโมชันหรือคะแนนสะสมอย่างมีสติ ไม่ซื้อเพียงเพราะเห็นว่าลดราคา

การลดรายจ่ายไม่ใช่การงดใช้เงินทั้งหมด แต่คือการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าและสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของตนเอง

6. สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน

แม้ว่าคุณจะมีงานประจำและรายได้สม่ำเสมอ แต่ก็ไม่มีใครสามารถคาดการณ์เหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ เช่น การเจ็บป่วย อุบัติเหตุ การตกงาน หรือค่าใช้จ่ายเร่งด่วนอื่น ๆ เงินสำรองฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนใหญ่แนะนำให้มีเงินสำรองอย่างน้อย 3–6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน

ตัวอย่าง หากมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท ควรมีเงินสำรองประมาณ 60,000–120,000 บาท

7. แยกบัญชีเงินออม เพื่อป้องกันการใช้เงินเกินตัว

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้หลายคนเก็บเงินไม่อยู่ คือการใช้บัญชีเดียวสำหรับทั้งรับเงินเดือน จ่ายค่าใช้จ่าย และเก็บเงินออม เมื่อยอดเงินทั้งหมดอยู่ในบัญชีเดียวกัน เรามักรู้สึกว่ามีเงินพร้อมใช้ จึงใช้จ่ายมากกว่าที่ตั้งใจไว้

การแยกบัญชีเงินออกตามวัตถุประสงค์ เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยสร้างวินัยทางการเงิน และทำให้บริหารเงินได้อย่างเป็นระบบ

ควรมีบัญชีอย่างน้อย 3 บัญชี

1. บัญชีรับเงินเดือนและใช้จ่ายประจำ

ใช้สำหรับรับเงินเดือนและชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค และค่าผ่อนต่าง ๆ

2. บัญชีเงินออม

ใช้เก็บเงินตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยหลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อกับบัตรเดบิตหรือแอปพลิเคชันที่ใช้จ่ายประจำ เพื่อช่วยลดโอกาสในการถอนเงินออกมาใช้

3. บัญชีลงทุน

เมื่อมีเงินออมเพียงพอแล้ว สามารถจัดสรรเงินส่วนหนึ่งไปยังบัญชีสำหรับการลงทุน เช่น กองทุนรวม หุ้น หรือสินทรัพย์อื่น ๆ ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

การแยกบัญชีอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เป็นเทคนิคที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินหลายคนใช้ เพราะช่วยให้เห็นภาพรวมของเงินแต่ละก้อนได้ชัดเจน และลดการใช้จ่ายตามอารมณ์

8. เพิ่มรายได้เสริม เพื่อเร่งการออมเงิน

แม้ว่าการลดรายจ่ายจะช่วยเพิ่มเงินออมได้ แต่ก็มีข้อจำกัด หากต้องการบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้น การเพิ่มรายได้ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ปัจจุบันมีโอกาสสร้างรายได้เสริมมากมาย โดยเฉพาะงานที่สามารถทำหลังเลิกงานหรือในวันหยุด

ตัวอย่างรายได้เสริมที่ได้รับความนิยม

  • ขายสินค้าออนไลน์
  • รับงานฟรีแลนซ์ เช่น ออกแบบกราฟิก เขียนบทความ แปลภาษา
  • สอนพิเศษหรือสอนออนไลน์
  • สร้างคอนเทนต์บน YouTube, TikTok หรือ Facebook
  • รับถ่ายภาพ ตัดต่อวิดีโอ หรือทำเว็บไซต์
  • ขายสินค้าดิจิทัล เช่น E-book เทมเพลต หรือคอร์สออนไลน์

ตัวอย่างผลลัพธ์ของรายได้เสริม

หากมีรายได้เสริมเดือนละ 5,000 บาท และนำไปออมทั้งหมด

  • 1 เดือน = 5,000 บาท
  • 1 ปี = 60,000 บาท
  • 5 ปี = 300,000 บาท (ยังไม่รวมผลตอบแทนจากการลงทุน)

เงินจำนวนนี้อาจกลายเป็นเงินดาวน์บ้าน เงินทุนเริ่มต้นธุรกิจ หรือเงินสำรองเพื่ออนาคตได้

9. เริ่มลงทุนเมื่อมีเงินออมเพียงพอ

เมื่อคุณมีเงินสำรองฉุกเฉินและสามารถออมเงินได้อย่างสม่ำเสมอ ขั้นตอนถัดไปคือการทำให้เงินเติบโตผ่านการลงทุน

การฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ช่วยรักษาเงินต้นและมีสภาพคล่องสูง แต่ผลตอบแทนอาจไม่เพียงพอที่จะชนะอัตราเงินเฟ้อในระยะยาว การลงทุนจึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างความมั่งคั่ง

ทางเลือกในการลงทุน

  • กองทุนรวม เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น เพราะมีผู้จัดการกองทุนดูแลการลงทุน และสามารถเริ่มต้นด้วยเงินจำนวนไม่มาก
  • หุ้น เหมาะกับผู้ที่สามารถศึกษาข้อมูลบริษัท วิเคราะห์ความเสี่ยง และลงทุนในระยะยาว
  • ETF (Exchange Traded Fund) เป็นกองทุนที่ซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ มีการกระจายความเสี่ยงและค่าธรรมเนียมโดยรวมค่อนข้างต่ำ
  • พันธบัตรรัฐบาล มีความเสี่ยงต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาเงินต้นและรับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ

การลงทุนมีทั้งโอกาสได้รับผลตอบแทนและความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลของผลิตภัณฑ์ทางการเงินและประเมินระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ก่อนตัดสินใจ


10. มีวินัยและทำอย่างต่อเนื่อง

ไม่มีเทคนิคใดที่จะทำให้มีเงินออมได้ หากขาดวินัยในการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ การออมเงินเป็นกระบวนการระยะยาว ไม่ใช่การแข่งขันกับผู้อื่น หลายคนที่ประสบความสำเร็จทางการเงินเริ่มต้นจากการออมเพียงหลักร้อยบาทต่อเดือน แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเมื่อรายได้สูงขึ้น

วิธีสร้างวินัยในการออม

  • ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน
  • ออมทันทีเมื่อได้รับเงินเดือน
  • ตรวจสอบความก้าวหน้าทุกเดือน
  • ให้รางวัลตัวเองเมื่อทำตามเป้าหมายได้
  • ปรับแผนเมื่อรายได้หรือค่าใช้จ่ายเปลี่ยนแปลง

หากบางเดือนออมได้น้อยกว่าที่ตั้งใจ ไม่จำเป็นต้องรู้สึกท้อ สิ่งสำคัญคือการกลับมาทำต่อในเดือนถัดไป เพราะความสม่ำเสมอมีผลต่อความสำเร็จมากกว่าการออมจำนวนมากเพียงช่วงสั้น ๆ

การออมเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือนไม่ใช่เรื่องของรายได้ที่สูงหรือต่ำ แต่เป็นเรื่องของการวางแผนและการสร้างวินัยทางการเงิน หากเริ่มจากการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน แบ่งสัดส่วนรายได้อย่างเหมาะสม ออมก่อนใช้ จดบันทึกรายรับรายจ่าย ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน แยกบัญชีเงินออม เพิ่มรายได้เสริม และศึกษาการลงทุนเมื่อพร้อม คุณจะสามารถสร้างฐานะทางการเงินที่มั่นคงได้ในระยะยาว

จงจำไว้ว่า การออมเงินไม่จำเป็นต้องเริ่มจากจำนวนมาก แต่ควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ เพราะทุกบาทที่ออมอย่างสม่ำเสมอ คือก้าวสำคัญสู่ความมั่นคงและอิสรภาพทางการเงินในอนาคต


บทความที่น่าสนใจ