ปลูกเมลอนในกระถาง ทำได้จริงหรือ? วิธีปลูก ดูแล สำหรับมือใหม่

เมื่อพูดถึง เมลอน หลายคนมักนึกถึงผลไม้ราคาแพงที่ปลูกอยู่ในโรงเรือนขนาดใหญ่ ต้องใช้พื้นที่เยอะและมีอุปกรณ์ครบครัน จึงทำให้หลายคนคิดว่าหากมีเพียงพื้นที่เล็ก ๆ อย่างหน้าบ้าน ระเบียง หรือสวนข้างบ้าน ก็คงไม่มีโอกาสปลูกเมลอนได้
แต่ความจริงแล้ว เมลอนสามารถปลูกในกระถางได้ และได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่กว้าง ขอเพียงมีกระถางที่เหมาะสม ดินที่ดี แสงแดดเพียงพอ และดูแลอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถเก็บเกี่ยวเมลอนลูกโต รสหวาน เนื้อกรอบ ไว้รับประทานเองได้
ข้อดีของการปลูกเมลอนในกระถางคือสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการให้น้ำ การใส่ปุ๋ย หรือการจัดการโรคและแมลง อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นปลูกพืช เพราะสามารถดูแลต้นได้อย่างทั่วถึง และหากเกิดปัญหาก็แก้ไขได้ง่ายกว่าการปลูกลงแปลงขนาดใหญ่
หลายคนที่เริ่มปลูกเมลอนในกระถางอาจตั้งเป้าหมายเพียงอยากมีผลไม้ปลอดสารไว้กินเอง แต่เมื่อปลูกจนมีประสบการณ์ ก็สามารถต่อยอดเป็นงานอดิเรกหรือปลูกสร้างรายได้เสริมได้อีกด้วย
บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักการปลูกเมลอนในกระถางแบบละเอียด ตั้งแต่การเลือกสายพันธุ์ การเลือกกระถาง การเตรียมดิน เทคนิคการปลูก ไปจนถึงการดูแลให้เมลอนออกผลสวย หวานอร่อย แม้จะมีพื้นที่เพียงเล็กน้อยก็ตาม
เมลอนปลูกในกระถางได้จริงหรือ?
คำตอบคือ “ได้จริง” และหลายคนก็ประสบความสำเร็จมาแล้ว
เมลอนเป็นพืชที่มีระบบรากไม่ลึกมาก หากได้รับพื้นที่ให้รากเจริญเติบโตอย่างเพียงพอ มีดินที่โปร่ง ระบายน้ำดี และได้รับธาตุอาหารครบถ้วน ก็สามารถเติบโตและออกผลได้ไม่ต่างจากการปลูกลงแปลง สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปลูกในกระถางหรือปลูกลงดิน แต่อยู่ที่การดูแลในแต่ละช่วงของการเจริญเติบโต ไม่ว่าจะเป็นการให้น้ำ การใส่ปุ๋ย การทำค้าง การตัดแต่งกิ่ง และการผสมเกสร หากดูแลถูกวิธี เมลอนในกระถางก็สามารถให้ผลผลิตคุณภาพดีได้เช่นกัน
ปัจจุบันยังมีเกษตรกรและผู้ปลูกจำนวนไม่น้อยที่ใช้กระถางหรือถุงปลูกในการผลิตเมลอนเชิงการค้า เพราะช่วยควบคุมดินและลดปัญหาโรคที่เกิดจากดินเดิมได้ง่ายขึ้น
ข้อดีของการปลูกเมลอนในกระถาง
- เหมาะกับบ้านพื้นที่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นบ้านจัดสรร ทาวน์โฮม คอนโดที่มีระเบียง หรือสวนเล็ก ๆ ก็สามารถปลูกเมลอนได้ เพราะใช้พื้นที่เพียงไม่กี่ตารางเมตร
- ดูแลง่าย การปลูกในกระถางช่วยให้ควบคุมปริมาณน้ำ ปุ๋ย และสภาพดินได้ง่าย ลดความเสี่ยงจากน้ำขังหรือดินเสื่อมสภาพ
- ลดปัญหาโรคจากดิน หากใช้ดินปลูกใหม่ที่สะอาด จะช่วยลดโอกาสเกิดโรครากเน่าและโรคที่สะสมอยู่ในดินได้มาก
- เคลื่อนย้ายได้สะดวก หากฝนตกหนักหรือแดดจัดเกินไป สามารถย้ายกระถางไปยังจุดที่เหมาะสมได้ ต่างจากการปลูกลงแปลง
- ได้ผลผลิตปลอดภัย คุณสามารถควบคุมการใช้ปุ๋ยและการป้องกันแมลงได้เอง จึงมั่นใจได้ว่าเมลอนที่เก็บมารับประทานมีความปลอดภัยมากขึ้น
เลือกสายพันธุ์เมลอนแบบไหนดี
การเลือกสายพันธุ์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการปลูก เพราะเมลอนแต่ละพันธุ์มีลักษณะเด่นแตกต่างกัน ทั้งเรื่องความหวาน ขนาดผล อายุการเก็บเกี่ยว และความทนทานต่อสภาพอากาศ
สำหรับผู้เริ่มต้น ควรเลือกพันธุ์ที่ปลูกง่าย แข็งแรง และให้ผลผลิตดีในสภาพอากาศของประเทศไทย
1. กรีนเน็ต (Green Net)
เป็นสายพันธุ์ยอดนิยม เนื้อสีเขียวอ่อน เปลือกมีลายตาข่ายสวยงาม รสหวาน เนื้อแน่น มีกลิ่นหอม เหมาะสำหรับผู้ที่ปลูกครั้งแรก เพราะดูแลง่ายและให้ผลผลิตค่อนข้างสม่ำเสมอ ข้อดี ปลูกง่าย รสหวาน ผลขนาดกำลังดี ตลาดนิยม
2. ฮันนี่ดิว (Honey Dew)
ฮันนี่ดิวเป็นเมลอนเปลือกเรียบ ไม่มีลายตาข่าย เนื้อสีเขียวอ่อน รสหวานฉ่ำ เหมาะกับผู้ที่ชอบเมลอนเนื้อนุ่มและน้ำเยอะ ข้อดี เปลือกเรียบ ดูแลง่าย เนื้อฉ่ำน้ำ หวานสดชื่น โตค่อนข้างเร็ว
3. ออเรนจ์เมลอน
จุดเด่นคือเนื้อสีส้มสวย มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ รสหวานจัด นิยมรับประทานสดและใช้ทำของหวาน ข้อดี สีสวย หวานมาก กลิ่นหอม ราคาจำหน่ายค่อนข้างดี
4. เมลอนญี่ปุ่น
เมลอนญี่ปุ่นเป็นสายพันธุ์ที่หลายคนใฝ่ฝันอยากปลูก เพราะมีเนื้อละเอียด หวานจัด และเปลือกมีลายตาข่ายสวยงาม แต่ต้องการการดูแลที่ละเอียดมากกว่าสายพันธุ์ทั่วไป ข้อดี คุณภาพสูง เนื้อแน่นละเอียด หวานจัด มูลค่าสูง
5. เมลอนลูกเล็ก
เหมาะสำหรับการปลูกในกระถาง เพราะใช้พื้นที่น้อย น้ำหนักผลไม่มาก ต้นรับน้ำหนักได้ง่าย และให้ผลเร็ว
ข้อดี เหมาะกับพื้นที่จำกัด ดูแลง่าย เก็บเกี่ยวเร็ว เหมาะสำหรับมือใหม่
ควรเลือกพันธุ์ไหนสำหรับมือใหม่?
หากเพิ่งเริ่มปลูกเมลอนครั้งแรก แนะนำให้เลือก กรีนเน็ต หรือ เมลอนลูกเล็ก เพราะเป็นพันธุ์ที่แข็งแรง ปรับตัวกับสภาพอากาศได้ดี ดูแลไม่ซับซ้อน และมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นแล้วจึงค่อยทดลองปลูกสายพันธุ์ที่ต้องการการดูแลละเอียด เช่น เมลอนญี่ปุ่น
การเลือกกระถาง
หลายคนคิดว่ากระถางแบบไหนก็ใช้ปลูกเมลอนได้ แต่จริง ๆ แล้ว ขนาดและวัสดุของกระถางมีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นไม่น้อย เพราะเมลอนเป็นพืชที่ต้องการพื้นที่ให้รากแผ่ขยายและต้องการการระบายน้ำที่ดี ขนาดกระถาง ควรเลือกกระถางที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 18–24 นิ้ว หรือมีความจุประมาณ 40–60 ลิตร เพื่อให้รากมีพื้นที่เพียงพอในการเจริญเติบโต หากใช้กระถางที่เล็กเกินไป รากจะอัดแน่น ส่งผลให้ต้นโตช้าและผลมีขนาดเล็ก ควรลึกอย่างน้อย 30–40 เซนติเมตร เพราะระบบรากของเมลอนจะหยั่งลึกพอสมควร หากกระถางตื้นเกินไป ต้นอาจไม่แข็งแรงและต้องรดน้ำบ่อยกว่าปกติ
จำนวนต้นต่อกระถาง
เพื่อให้ต้นได้รับสารอาหารและพื้นที่อย่างเต็มที่ ควรปลูก 1 ต้นต่อ 1 กระถาง การปลูกหลายต้นในกระถางเดียวจะทำให้รากแย่งน้ำและธาตุอาหารกัน ส่งผลให้ต้นไม่สมบูรณ์และผลผลิตลดลง
การเตรียมดินปลูก
การเตรียมดินปลูกเมลอนเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ต้นแข็งแรงและติดผลดี โดยแนะนำให้ผสม ดินร่วน ปุ๋ยคอกเก่า แกลบดำ ขุยมะพร้าว เพื่อให้ดินมีความร่วนซุย ระบายน้ำและอากาศได้ดี พร้อมอุ้มน้ำในระดับที่เหมาะสม ปุ๋ยคอกช่วยเพิ่มธาตุอาหาร แกลบดำช่วยลดการอัดแน่นของดิน ส่วนขุยมะพร้าวช่วยรักษาความชื้น ก่อนปลูกควรตรวจสอบรูระบายน้ำของกระถาง และรองก้นกระถางด้วยหินหรือเศษอิฐ เพื่อป้องกันน้ำขังและลดความเสี่ยงของโรครากเน่า ทำให้เมลอนเจริญเติบโตแข็งแรงและให้ผลผลิตคุณภาพดี.
สูตรผสมดิน สำหรับผู้เริ่มต้น สามารถใช้สูตรง่าย ๆ ดังนี้
- ดินร่วน 2 ส่วน
- ปุ๋ยคอกเก่า 1 ส่วน
- แกลบดำ 1 ส่วน
- ขุยมะพร้าว 1 ส่วน
คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน จากนั้นรดน้ำพอชุ่มและพักดินไว้ประมาณ 5–7 วัน ก่อนนำมาปลูก วิธีนี้จะช่วยให้จุลินทรีย์ในดินเริ่มทำงานและทำให้ดินมีสภาพเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเมลอนตั้งแต่เริ่มต้น
เมื่อเตรียมดินและกระถางอย่างเหมาะสมแล้ว ก็ถือว่าได้วางรากฐานที่ดีให้กับต้นเมลอน เพราะต้นที่เริ่มต้นแข็งแรง มักจะเติบโตได้ดี ดูแลง่าย และมีโอกาสให้ผลผลิตที่มีคุณภาพมากกว่าต้นที่เริ่มต้นจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม
วิธีเพาะเมล็ดเมลอน
การเริ่มต้นที่ดีมีผลต่อการเจริญเติบโตของเมลอนในระยะยาว หากเมล็ดแข็งแรง งอกดี และต้นกล้าสมบูรณ์ ก็จะช่วยให้การย้ายปลูกง่าย ต้นตั้งตัวได้เร็ว และมีโอกาสออกผลคุณภาพดีมากขึ้น แม้หลายคนจะเลือกหยอดเมล็ดลงกระถางโดยตรง แต่สำหรับมือใหม่ แนะนำให้เพาะเมล็ดในถาดเพาะหรือถ้วยเพาะก่อน เพราะสามารถดูแลความชื้นได้ง่าย ต้นกล้าแข็งแรงกว่า และคัดเลือกต้นที่สมบูรณ์ที่สุดมาปลูกได้
ก่อนนำเมล็ดไปเพาะ ควรแช่เมล็ดในน้ำสะอาดประมาณ 2–4 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้เมล็ดดูดซับน้ำและกระตุ้นการงอก หากเป็นเมล็ดใหม่และมีคุณภาพดี บางคนอาจไม่แช่ก็ได้ แต่การแช่เมล็ดจะช่วยให้ต้นงอกสม่ำเสมอมากขึ้น
หลังแช่เสร็จ นำเมล็ดขึ้นมาพักบนกระดาษทิชชูหรือผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ประมาณ 12–24 ชั่วโมง เมล็ดบางส่วนจะเริ่มมีรากขาวเล็ก ๆ โผล่ออกมา ซึ่งเป็นสัญญาณว่าพร้อมนำไปเพาะแล้ว
เคล็ดลับ: อย่าแช่เมล็ดนานเกินไป เพราะอาจทำให้เมล็ดขาดอากาศและเกิดการเน่าได้
เพาะเมล็ดในถาดเพาะ
เตรียมถาดเพาะหรือแก้วพลาสติกเจาะรูระบายน้ำ แล้วใส่วัสดุเพาะ เช่น ดินเพาะเมล็ด หรือพีทมอส จากนั้นหยอดเมล็ดลงไปลึกประมาณ 1–2 เซนติเมตร แล้วกลบดินบาง ๆ รดน้ำด้วยฝอยละเอียดให้ดินชุ่ม แต่ไม่แฉะ จากนั้นนำถาดเพาะไปวางในที่มีแสงรำไร อากาศถ่ายเทสะดวก โดยทั่วไป เมล็ดเมลอนจะเริ่มงอกภายใน 3–7 วัน ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและคุณภาพของเมล็ด
หลังจากเมล็ดงอกแล้ว ควรย้ายต้นกล้าไปไว้ในบริเวณที่ได้รับแสงแดดยามเช้าหรือแสงแดดประมาณครึ่งวัน เพื่อป้องกันต้นยืดและลำต้นอ่อนแอ ในช่วงนี้ควรรดน้ำวันละ 1 ครั้ง หรือเมื่อหน้าดินเริ่มแห้ง ไม่ควรรดน้ำมากจนดินแฉะ เพราะอาจทำให้โคนต้นเน่าได้ หากต้นกล้ามีใบจริงเริ่มออก 2–3 ใบ แสดงว่าต้นเริ่มแข็งแรงและพร้อมสำหรับการย้ายปลูก
วิธีปลูกเมลอนในกระถางทีละขั้นตอน
เมื่อเตรียมกระถาง ดิน และต้นกล้าเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาลงมือปลูก โดยสามารถทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
Step 1 เตรียมกระถาง
เลือกกระถางขนาด 18–24 นิ้ว มีรูระบายน้ำหลายจุด หากใช้กระถางใหม่ ควรล้างทำความสะอาดก่อนใช้งาน รองก้นกระถางด้วยเศษอิฐ กรวด หรือกาบมะพร้าวเล็กน้อย เพื่อช่วยให้น้ำไหลผ่านได้ดีและลดปัญหารากแช่น้ำ
Step 2 เติมดินปลูก
นำดินที่เตรียมไว้ใส่ลงในกระถางประมาณ 80–90% ของความสูงกระถาง ไม่ควรใส่จนเต็ม เพราะจะทำให้รดน้ำลำบากและดินไหลออกนอกกระถาง กดดินเบา ๆ เพื่อให้ดินแน่นพอประมาณ แต่ไม่ควรกดแรงจนดินอัดตัวแน่นเกินไป
Step 3 ย้ายต้นกล้าลงกระถาง
ขุดหลุมเล็ก ๆ ให้พอดีกับก้อนดินของต้นกล้า วางต้นกล้าลงอย่างระมัดระวัง กลบดินให้แน่นพอประมาณ แล้วจัดลำต้นให้ตั้งตรง หลังย้ายปลูกแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการขยับต้นบ่อย ๆ เพื่อให้รากเริ่มยึดเกาะกับดินใหม่
Step 4 รดน้ำ
หลังปลูกเสร็จ รดน้ำให้ชุ่มทันที เพื่อให้ดินแนบกับรากและลดช่องอากาศภายในดิน ในช่วง 3–5 วันแรก ควรรักษาความชื้นของดินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้ต้นตั้งตัวได้เร็ว
Step 5 ทำค้างให้ต้นเลื้อย
เมื่อต้นเริ่มมีความสูงประมาณ 30–40 เซนติเมตร ควรทำค้างทันที สามารถใช้ไม้ไผ่ เชือกไนลอน หรือโครงเหล็กเป็นค้างให้ต้นเลื้อยขึ้นด้านบนการทำค้างช่วยให้ต้นได้รับแสงทั่วถึง ลดโรคจากความชื้น และช่วยประหยัดพื้นที่
Step 6 แขวนผลเมลอน
เมื่อผลเริ่มมีขนาดประมาณลูกเทนนิส ควรใช้ตาข่าย เชือก หรือถุงตาข่ายช่วยรองรับน้ำหนักผล หากปล่อยให้ผลห้อยอยู่กับขั้วเพียงอย่างเดียว เมื่อผลโตขึ้นอาจทำให้ขั้วฉีกหรือหลุดก่อนถึงเวลาเก็บเกี่ยว
Step 7 ผสมเกสร
หากปลูกในพื้นที่ที่มีผึ้งหรือแมลงช่วยผสมเกสร ก็สามารถปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติได้ แต่หากปลูกบนระเบียงหรือในโรงเรือน แนะนำให้ผสมเกสรด้วยมือ โดยใช้พู่กันขนนุ่มหรือเด็ดดอกตัวผู้มาสัมผัสกับดอกตัวเมียในช่วงเช้า เพื่อเพิ่มโอกาสติดผล
Step 8 ดูแลจนเก็บเกี่ยว
หลังจากติดผลแล้ว ควรเลือกไว้เพียง 1 ผลต่อต้น สำหรับมือใหม่ เพื่อให้ต้นส่งอาหารไปเลี้ยงผลได้เต็มที่ หมั่นตัดแต่งกิ่งที่ไม่จำเป็น ตรวจสอบโรคและแมลงอย่างสม่ำเสมอ พร้อมให้น้ำและปุ๋ยตามระยะการเจริญเติบโต เพียงเท่านี้ก็มีโอกาสได้เมลอนลูกใหญ่ รสหวาน และคุณภาพดี
การทำค้างและแขวนผลเมลอน
เมลอนเป็นพืชตระกูลแตงที่มีลักษณะเป็นเถาเลื้อย หากปล่อยให้เถาเลื้อยไปตามพื้น นอกจากจะเปลืองพื้นที่แล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงที่ผลจะสัมผัสกับดิน ทำให้เกิดโรค เชื้อรา หรือแมลงเข้าทำลายได้ง่าย
การทำค้างจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ต้นเมลอนเติบโตได้อย่างเต็มที่ ได้รับแสงแดดทั่วถึง อากาศถ่ายเทสะดวก และยังช่วยให้ผลมีรูปทรงสวยงามอีกด้วย
วิธีทำค้างเมลอนแบบง่าย ๆ
การทำค้างไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง หากปลูกเพียงไม่กี่ต้น สามารถใช้วัสดุที่หาได้ง่ายภายในบ้าน เช่น ไม้ไผ่, ท่อ PV, เหล็กเส้น, เชือกไนลอน, เชือกฟาง, ตาข่ายสำหรับปลูกพืช สำหรับการปลูกในกระถาง นิยมปักไม้ไผ่ 2–3 ต้น แล้วผูกเชือกด้านบนให้เป็นรูปสามเหลี่ยมหรือทรงตัว A จากนั้นใช้เชือกช่วยพยุงลำต้นให้เลื้อยขึ้นด้านบน หากมีพื้นที่มากขึ้น สามารถทำโครงเหล็กหรือโครงท่อ PVC แล้วขึงตาข่ายปลูกพืชให้เถาเมลอนเกาะขึ้นไปได้
การผสมเกสรเมลอน
แม้ว่าต้นเมลอนจะมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน แต่การปลูกในบ้านหรือบนระเบียงที่มีแมลงน้อย อาจทำให้การผสมเกสรไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้ดอกหลุดร่วงหรือผลบิดเบี้ยว การผสมเกสรด้วยมือจึงเป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มอัตราการติดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมลอนผสมเกสรเองได้ไหม?
หากปลูกในพื้นที่เปิดที่มีผึ้ง ผีเสื้อ หรือแมลงช่วยผสมเกสร เมลอนสามารถติดผลได้เองตามธรรมชาติ แต่หากปลูกในโรงเรือน ระเบียง หรือบริเวณที่มีแมลงน้อย ควรช่วยผสมเกสรด้วยมือ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ดอกติดผล
เวลาเหมาะสมในการผสมเกสร
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ เวลา 06.00–09.00 น. เพราะเป็นช่วงที่ดอกบานเต็มที่ ละอองเกสรยังสดและมีโอกาสติดผลสูง หากผสมในช่วงสายหรือบ่าย เกสรอาจเสื่อมคุณภาพ ทำให้อัตราการติดผลลดลง
เมลอนใช้เวลากี่วันจึงเก็บเกี่ยวได้
หลังจากดูแลต้นเมลอนอย่างต่อเนื่อง หลายคนคงเฝ้ารอวันที่จะได้ชิมผลผลิตจากฝีมือตัวเอง ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เมลอนจะใช้เวลาประมาณ 70–90 วัน นับตั้งแต่เพาะเมล็ดจนถึงเก็บเกี่ยว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ สภาพอากาศ และการดูแล
หากเป็นเมลอนลูกเล็กหรือบางสายพันธุ์ที่โตเร็ว อาจเก็บเกี่ยวได้ภายในประมาณ 65–70 วัน ส่วนสายพันธุ์ที่มีผลใหญ่หรือเมลอนญี่ปุ่นบางชนิด อาจใช้เวลานานถึง 85–90 วัน
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรดูเฉพาะจำนวนวันเพียงอย่างเดียว แต่ควรสังเกตลักษณะของผลร่วมด้วย เพื่อให้ได้เมลอนที่มีรสชาติหวานและคุณภาพดีที่สุด
การปลูกเมลอนในกระถางไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่หลายคนคิด เพียงเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม เตรียมกระถางและดินให้พร้อม รวมถึงดูแลเรื่องแสงแดด การให้น้ำ การใส่ปุ๋ย และการตัดแต่งกิ่งอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถปลูกเมลอนให้เติบโตแข็งแรงและให้ผลผลิตที่มีคุณภาพได้ แม้จะมีพื้นที่จำกัดก็ตาม
สำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นปลูกเมลอนไว้รับประทานเองหรือเป็นงานอดิเรก การปลูกในกระถางถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะใช้พื้นที่ไม่มาก ดูแลง่าย และเมื่อได้เก็บเกี่ยวเมลอนหวาน ๆ จากฝีมือตัวเอง ก็เป็นความภาคภูมิใจและความคุ้มค่าที่สัมผัสได้อย่างแท้จริง
บทความอื่นที่น่าสนใจ





