บ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม ยกใต้ถุนสูง ดีไซน์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

เสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร! สัมผัสประสบการณ์ใหม่กับ บ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม ยกใต้ถุนสูง ดีไซน์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

บ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม

       ในยุคที่การสร้างบ้านไม่ได้จำกัดอยู่แค่รูปแบบเดิมๆ อีกต่อไป บ้านน็อคดาวน์ ได้กลายเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ที่มองหาความสะดวก รวดเร็ว และความคุ้มค่า และหากคุณกำลังมองหา บ้านน็อคดาวน์ ที่ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ด้านฟังก์ชัน แต่ยังโดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ บ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ ด้วยรูปทรงสามเหลี่ยมที่เป็นซิกเนเจอร์ มอบความรู้สึกโปร่งโล่ง อบอุ่น และเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว

ยิ่งไปกว่านั้น บ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม ที่ออกแบบให้ “ยกใต้ถุนสูง” ยังเพิ่มมิติให้กับการอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นการช่วยระบายอากาศ ลดความร้อน ป้องกันปัญหาน้ำท่วมขัง หรือการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ใต้ถุนบ้าน ทำให้ บ้านน็อคดาวน์ ประเภทนี้ไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่ยังเปี่ยมไปด้วยประโยชน์ใช้สอยที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของบ้านดีไซน์สวยโดดเด่น ไม่ซ้ำใคร ได้ง่ายกว่าที่คิด

บ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม

วันนี้เรามีไอเดียบ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม ยกใต้ถุนสูง ภายในตกแต่งน่าอยู่ ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม สำหรับบ้านหลังนี้ เป็น แบบบ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม พร้อมฟังก์ชั่น ขนาด 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1ระเบียงดาดฟ้า มาพร้อมกับ โครงสร้างเหล็ก จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ผลงานและรูปภาพ : บ้านน็อคดาวน์ B&B Little House
เรียบเรียง : esanbanna.com

บ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม

บ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม

บ้านน็อคดาวน์จึงมีข้อดีหลายประการ เช่น

  • ใช้เวลาในการก่อสร้างที่รวดเร็ว โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับขนาดและแบบบ้าน
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง เนื่องจากใช้วัสดุและแรงงานน้อยกว่าบ้านทั่วไป
  • ยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนรูปแบบและขนาดได้ตามความต้องการ
  • สามารถเคลื่อนย้ายได้ เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการใช้ชั่วคราวหรือพื้นที่ที่ไม่สามารถก่อสร้างบ้านถาวรได้

บ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม

บ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม

รายละเอียด บ้านน็อคดาวน์ B&B Little House

  • บ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรมปกติวามสูงจะอยู่ที่ 1 เมตร หลังนี้ลูกค้าเพิ่มความสูงเป็น 2 เมตร , เพิ่มอ่างอาบน้ำ
  • ได้มาตรฐาน มีแบบ สามารถขอบ้านเลขที่ได้ด้วย
  • ตัวบ้านกว้าง 3 เมตร ยาว 6 เมตร พร้อมระเบียง ขนาด 4.20 × 2 , 2 × 1.20 บ้านสูง 1 เมตร ราคา 235,000 บาท ไม่รวมรากฐาน  (ส่งฟรี)
  • เพิ่มความสูงเป็น 2 เมตร ราคา 305,000 บาท รวมรากฐาน(ส่งฟรี)
  • ถ้ารับเฉพาะตัวบ้าน สูง 50 ซ.ม. ราคา 185,000 บาท ไม่รวมรากฐาน(ส่งฟรี)
  • ถ้าลูกค้าต้องการอ่างอาบน้ำ เพิ่มอีก15,000 บาท

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับตัวบ้านหลังเล็กๆแบบบ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม พร้อมฟังก์ชั่น การใช้งานที่ทันสมัยสวยงามลงตัว ที่เรานำมาให้ท่านชมกันในวันนี้ ก็หวังว่าจะถูกใจผู้ที่เข้ามาติดตามรับชมกันนะครับ หากท่านใดที่สนใจหรือชื่นชอบก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่โดยตรง

ที่มา | บ้านน็อคดาวน์ B&B Little House
ติดต่อโทร : 096-1490026


หมายเหตุ: ทางเว็บไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

7 โรคยอดฮิตที่มากับหน้าร้อน ที่ไม่ควรมองข้าม

7 โรคยอดฮิตที่มากับหน้าร้อน ที่ไม่ควรมองข้าม

โรคยอดฮิตที่มากับหน้าร้อน

         เมื่อฤดูร้อนมาเยือน นอกจากแสงแดดจ้าและอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นแล้ว ยังมาพร้อมกับภัยเงียบที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นก็คือ “โรคหน้าร้อน” ซึ่งมักระบาดหนักในช่วงอากาศร้อนอบอ้าว โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารและภาวะร่างกายขาดน้ำ เช่น โรคลมแดด (Heat Stroke) ที่เกิดจากการอยู่กลางแดดเป็นเวลานานจนอุณหภูมิร่างกายสูงเกินควบคุม หรือ อาหารเป็นพิษ และ อหิวาตกโรค ที่มากับการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาด นอกจากนี้ยังมี โรคบิด และ อาการท้องเสีย ที่ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย สูญเสียน้ำอย่างรวดเร็ว และไม่ควรละเลย โรคพิษสุนัขบ้า ที่มักพบมากขึ้นในช่วงหน้าร้อนจากสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์จรจัดที่มีพฤติกรรมดุร้ายผิดปกติ เพราะอากาศร้อนมีผลต่อพฤติกรรมสัตว์ด้วย บทความนี้จะพาคุณไปรู้จัก 7 โรคยอดฮิตที่มากับหน้าร้อน พร้อมวิธีป้องกันง่ายๆ ที่ทุกคนควรทราบไว้ เพื่อสุขภาพที่ดีของทั้งตัวเองและคนที่คุณรัก

1.โรคพิษสุนัขบ้า

โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคที่พบในสัตว์เป็นส่วนใหญ่ เกิดจากการติดเชื้อไวรัส โรคสามารถแพร่จากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สุนัข แมว ไปสู่คนได้จากการถูกสัตว์ที่ติดเชื้อไวรัสกัดหรือข่วน หลังได้รับเชื้อมักไม่ปรากฏอาการใดๆ โดยอาการมักเกิดหลังจากถูกกัดประมาณ 7 วันหรือเป็นเดือน เชื้อไวรัสจะจู่โจมประสาทส่วนกลางทำให้เกิดโรคทางระบบประสาท และในหลายกรณีทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ การติดเชื้อแพร่ผ่านทางน้ำลายเข้าสู่บาดแผล ปากหรือดวงตา มักเกิดจากการถูกสัตว์กัด ซึ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดสามารถติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าได้

ควรทำอย่างไรหากถูกสัตว์กัด

หากถูกสัตว์จรจัดกัด ให้ทำความสะอาดบาดแผลทันทีด้วยน้ำและสบู่เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อหลังจากนั้นให้ไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด แพทย์ที่มีประสบการณ์จะบอกได้ว่าผู้ที่ถูกกัดจำเป็นต้องได้รับวัควัคชีนปัองกันโรคพิษสุนัขบ้าหรือที่เรียกว่ายาป้องกันหลังสัมผัสสัตว์ (post-exposure prophylaxis; PEP) หรือไม่ โดยวินิจฉัยจาก

  • สัตว์ที่กัดมีความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่
  • แผลมีความรุนแรงมากพอต่อการได้รับวัคชีน
  • การรักษาจำเป็นต้องใช้อิมมูโนโกลบูลิน (ซึ่งหายากในบางครั้ง) ร่วมกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่ (ในกรณีส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้วิธีการรักษาทั้งสองประเภทร่วมกันเพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพในการป้องกันโรค)

2. โรคลมแดด

      โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก (Heat Stroke) โรคที่ใหม่ในยุคปัจจุบันแต่อาจคร่าชีวิตของคุณ และคนใกล้เคียงได้ โรคลมแดด คือภาวะที่อุณหภูมิในร่างกายสูงเกิน 40.5.องศาเซลเซียส เกิดจากการที่อยู่ในสถานที่ที่อุณหภูมิร้อนมากๆ และร่างกายไม่สามารถปรับตัวลดอุณหภูมิให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ ส่งผลเสียต่อระบบประสาทหัวใจ และไต เป็นเหตุให้เสียชีวิตได้

     สาเหตุของโรคลมแดด นั้นมาจากการอยู่ในสถานที่ที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะขณะที่อากาศร้อนชื้น หรือการออกกำลังกายอย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่ออออกกำลังกายในสถานที่ที่อากาศร้อน อาจมีปัจจัยเสียงอื่นๆ ที่กระตุ้นให้เป็นโรคลมแดดได้ง่ายขึ้น เช่น การสวมใส่เสื้อผ้าที่หนาเกินไปจะทำให้เหงื่อระบายได้ยาก การดื่มแอลกอฮอล์ ร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำ ทานน้ำน้อย เป็นต้น

     กลุ่มคนที่มีโอกาศเป็นโรคลมแดดได้มากกว่าผู้อื่นอาทิ เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ (อายุเกิน 65 ปี) มีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ช้า และเสียงต่อภาวะขาดน้ำได้ง่าย, ทหารที่ต้องฝึกหนัก หรือ นักกีฬาที่ต้องเล่นกีฬาในที่ที่อุณหภูมิร้อนจัด, ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับอากาศร้อน เช่น ต้องเดินทางไปประเทศที่อุณหภูมิอากาศร้อนกว่า หรือเจอมรสุมพายุฤดูร้อน, ผู้ที่ทานยาบางชนิด ได้แก่ ยาลดความดันโลหิตบางประเภท ยาขับปัสสาวะ ยารักษาโรคจิตเวชยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ยาระบาย ยาบ้า โคเคน และผู้ที่มีโรคหัวใจ โรคปอด โรคอ้วน หรือเคยเป็นโรคลมแดดมาก่อน

    อาการของโรคลมแดดที่คุณอาจสังเกต หรือตรวจเช็คได้ง่ายๆ เช่น อุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40.5 องศาเซลเชียส มีอาการผิดปกติทางระบบประสาท ได้แก่ ลุกลี้ลุกลน พูดข้า สับสน ชัก เพ้อ หมดสติ ต่อมเหงื่อทำงานผิดปกติไป เช่น อยู่ในสถานที่ร้อนจัด แต่ไม่มีเหงื่อออก คลื่นไส้ อาเจียน ผิวหนังและหน้าเปลี่ยนเป็นสื่ออกแดงเหนื่อย หายใจเร็ว ใจสัน ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ ปวดศีรษะ หรือไตวาย ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ เอนไซม์ในกล้ามเนื้อสงผิดปกติ

3.อาหารเป็นพิษ

อาหารเป็นพิษ ภาวะที่เกิดจากรับประทานอาหาร หรือนำที่มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียเข้าไป ทำให้มีอาการดลืนไส้อาเจียน ปวดท้องและท้องเสียถ่ายเหลวตามมาอาการแบบนี้สงสัย “อาหารเป็นพิษ”

  • มีไข้ ปวดศีรษะ
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปวดท้อง
  • ถ่ายอุจจาระบ่อย เกินวันละ 3 ครั้ง
  • ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว
  • มีอาการสูญเสียน้ำ เช่น เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย กระหายน้ำ

4.อหิวาตกโรค (Cholera)

ลักษณะโรค เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหารจากแบคทีเรียชนิดเฉียบพลัน เริ่มด้วยอาการถ่ายอจจาระเป็นน้ำอย่างมากโดยไม่มีอาการปวดท้อง บางรายอุจจจาระชาวขุ่นเหมือนน้ำชาวข้าว บางครั้งมีคลื่นไส้ อาเจียน สูญเสียน้ำอย่างรวดเร็วจนเกิดภาวะเป็นกรดในเลือด และการไหลเวียนโลหิตล้มเหลว สำหรับเชื่อโรคอจจาระร่วงอย่างแรง (อหิวาตกโรค) ชนิด El Tor biotype ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการเลยก็ได้ ในรายรุนแรงน้อยอาจพบแต่อาการถ่ายเป็นน้ำ พบได้บ่อยในเด็ก ในรายที่มีอาการรุนแรงและไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยอาจตายในเวลา 2-3 ชั่วโมง และอัตราป่วยตายสูงมากกว่าร้อยละ 50 แต่ถ้าได้รับการรักษาถูกต้องและทันท่วงที อัตราป่วยตายจะลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 1

5. โรคบิด (Dysentery)

โรคบิดคือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือการติดเชื้ออะมีบาในลำไส้ซึ่งก่อให้เกิดอาการท้องเสียชนิดมีเลือดหรือมูกปน การแพร่กระจายของโรคบิดมักเกิดจากสุขอนามัยที่ไม่ดีโดยผู้ป่วยมักได้รับเชื้อ จากการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อน โรคบิดมีอาการที่พบทั่วไป

  • ท้องเสียโดยมีเลือดหรือมูกร่วมด้วย
  • ช่องท้องบีบเกร็ง จนทนไม่ได้
  • รู้สึกคลื่นไส้
  • อาเจียน
  • ปวดท้องบิด
  • มีไข้สูง

โรคบิดเกิดจากอะไร โรคบิดเกิดจากการมีสุขอนามัยที่ไม่ดีและรับประทานอาหารปนเปื้อน โดยทางการแพทย์ได้ จำแนกโรคบิดไว้ 2 ชนิดคือ

  • โรคบิดชนิดไม่มีตัว (shigellosis) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย shigella ในอุจจาระซึ่งมักพบในประเทศที่มีสุขอนามัยไม่ดี
  • โรคบิดที่เกิดจากอะมีบา (amoebiasis) เกิดจากปรสิตเซลล์เดียวที่มีชื่อว่า Entamoeba histolyticaทีมักพบในเขตร้อน ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่เผชิญกับโรคบิดที่เกิดจากอะมีบามักมีอาการรุนแรงมากกว่าผู้ป่วยโรคบิดชนิดไม่มีตัว

6.ไข้รากสาดน้อย

       ไข้รากสาดน้อย หรือ ไข้ไทฟอยด์ (Typhoid fever; Enteric fever) เป็นการเจ็บป่วยที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Salmonella enterica serovar Typhi Wu ได้ทัวโลกโดยติดต่อผ่านทางการรับประทานอาหาร หรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนอจจาระของผู้ป่วยโดยเชื่อแบคทีเรียก่อโรคนี้จะเจาะทะลุผนังลำไส้แล้วถูกจับกินโดยเซลล์แม่โครฟาจ (macrophage) จากนั้นเชื้อ Salmonella typhi จะเปลี่ยนโครงสร้างตัวเองเพื่อดื้อต่อการทำลายและสามารถหลบหนีออกจากแม่โครฟาจได้ กลไกดังกล่าวทำให้เชื้อดื้อดื้อต่อการทำลายโดยแกรนโลไซต์ ระบบบคอมพลีเมนต์ และระบบภูมิคุ้มกัน จากนั้นเชื้อก่อโรคจะกระจายไปทั่วร่างกายผ่านทางน้ำเหลืองขณะที่อยู่ในเซลล์แม่โครฟาจ ทำให้เชื้อเข้าสู่ระบบเรติคูโลเอนโดทีเลียม (reticuloendothelial systern) และไปยังอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย

7.ท้องเสีย

ท้องเสีย หรืออุจจาระร่วง คืออาการถ่ายอุจจาระเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 24 ชม. โดยทั่วไปอาการท้องเสียมักเกิดขึ้น และอาจหายไปได้เองภายใน 2-3 วัน หรือด้วยการทานยาสามัญประจำบ้าน

ท้องเสีย คืออะไร

ท้องเสีย หรืออุจจาระร่วง (Diarthea) คืออาการถ่ายอุจจาระเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป ภายใน 24 ชม. โดยทั่วไปอาการท้องเสียมักเกิดขึ้น และอาจหายไปได้เองภายใน 2-3 วัน หรือด้วยการทานยาสามัญประจำบ้าน เช่น ยาผงถ่านคาร์บอน โดยอาการท้องเสียหรืออุจจาระร่วง มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียไวรัส หรือพยาธิ ในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งในกรณีที่มีอาการรุนแรงอาจทำให้ร่างกายขาดสารน้ำจนอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ ถ้ามีอาการท้องเสียที่มีมูกเลือดปน ตั้งแต่ ๑ ครั้งขึ้นไป ควรรีบพบแพทย์

รู้เท่าทัน ป้องกันโรคได้

จะเห็นได้ว่า โรคที่มากับหน้าร้อนส่วนใหญ่ มักเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงและลดเสี่ยงโรคต่างๆ ในหน้าร้อน เราจึงควรทำดังนี้

  • เลือกกินอาหารที่ปรุงสุก สะอาด ไม่บูด หรือไม่นำวัตถุดิบที่เริ่มเสียมาปรุงอาหาร
  • งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
  • ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ทั้งก่อนและหลังมื้ออาหาร รวมถึงหลังใช้ห้องน้ำ
  • ดื่มน้ำที่สะอาด เช่น น้ำดื่มบรรจุขวดที่มีเครื่องหมาย อย. หรือน้ำต้มสุก
  • ดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว โดยจิบบ่อยๆ ทั้งวัน
  • หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ

บทความที่น่าสนใจ

การเพาะเห็ดฟางในโรงเรือน สำหรับมือใหม่ วิธีทำแบบละเอียด

การเพาะเห็ดฟางในโรงเรือน สำหรับมือใหม่ วิธีทำแบบละเอียด

การเพาะเห็ดฟางในโรงเรือน

การเพาะเห็ดฟางในโรงเรือน กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกยอดนิยมของเกษตรกรยุคใหม่ที่ต้องการสร้างรายได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง เห็ดฟางถือเป็นเห็ดเศรษฐกิจที่มีความต้องการในตลาดสูง ด้วยรสชาติอร่อย กลิ่นหอม และสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ทำให้การเพาะเห็ดฟางกลายเป็นกิจกรรมที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะในรูปแบบของ “การเพาะเห็ดฟางในโรงเรือน” ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ดี มีความสะดวกในการดูแลรักษา ช่วยลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน และเพิ่มโอกาสในการเก็บผลผลิตได้อย่างสม่ำเสมอ

การเพาะเห็ดฟางแบบโรงเรือนยังเหมาะกับทั้งเกษตรกรที่มีพื้นที่จำกัด และผู้ที่เริ่มต้นจากศูนย์ เพราะสามารถออกแบบให้เหมาะสมกับขนาดพื้นที่และงบประมาณได้ อีกทั้งยังสามารถจัดการระบบการให้น้ำ อากาศ ความชื้น และแสงสว่างได้อย่างเหมาะสม ทำให้เห็ดฟางเจริญเติบโตได้ดี ให้ผลผลิตสูง และลดความเสี่ยงจากเชื้อโรคหรือศัตรูพืช เมื่อเทียบกับการเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ยในที่โล่งแล้ว การเพาะเห็ดฟางในโรงเรือนมีความได้เปรียบทั้งในเรื่องของคุณภาพและปริมาณของผลผลิต

บทความนี้จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจขั้นตอนต่างๆ ในการเพาะเห็ดฟางในโรงเรือน ตั้งแต่การเลือกสถานที่ วัสดุเพาะ การดูแลรักษา ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยเน้นเนื้อหาให้เข้าใจง่าย เหมาะกับทั้งผู้เริ่มต้นและผู้ที่ต้องการพัฒนาเทคนิคการเพาะเห็ดฟางให้ได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ใครที่กำลังมองหาแนวทางสร้างอาชีพหรือรายได้เสริม การเพาะเห็ดฟางในโรงเรือนอาจเป็นคำตอบที่คุณตามหาอยู่ก็เป็นได้

1.โรงเรือน

โรงเรือนเพาะเห็ดฟางควรเป็นโรงเรือนที่ปิดมิดชิด สร้างด้วยอิฐบล็อกหรือไม้ไม่ ขนาดโรงเรือน 6 x 8 x 2.5 เมตร มีประตู ปิด-เปิด 2 ด้าน หน้าต่างแบบ ปิด-เปิด เพื่อระบายความร้อนและอากาศเสีย พื้นโรงเรือนควรเทปูนหรือคอนกรีต เพื่อสะดวกในการทำความสะอาด ชั้นเพาะเห็ดมี 4 แถว ๆ ละ 4 ชั้น ๆ ละ 5 ตารางเมตร ขึ้นอยู่กับความยาวและกว้างของแต่ละโรงเรือน แต่ละชั้นห่างกันประมาณ 50 เซนติเมตร

การเพาะเห็ดฟางในโรงเรือน

พื้นชั้นปูด้วยไม้รวกหรือตะแกรงโลหะหรือตะแกรงพลาสติก มีเครื่องกำเนิดไอน้ำที่มีขนาดใหญ่พอที่จะให้ความร้อนภายในโรงเรือนที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2 ชั่วโมง ติดต่อกัน และอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส อีกอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ติดต่อกัน ในโรงเรือนควรมีเทอร์โมมิเตอร์ ที่สามารถวัดอุณหภูมิ ความร้อนระหว่าง 1-100 องศาเซลเซียส พัดลมเป้าดูดและระระบายอากาศ สำหรับระบายอากาศเสีย ในโรงเรือน

ลักษณะโรงเรือน 2 แบบ

  • โรงเรือนแบบที่ใช้ไม้ไผ่และแฝกเป็นส่วนประกอบหลัก
  • โรงเรือนอิฐบล็อก

ข้อแตกต่างของลักษณะโรงเรือนของทั้ง 2 แบบ

  • แบบที่ใช้ไม้ไผ่และแฝกเป็นส่วนประกอบหลัก : ควบคุมอุณหภูมิได้ยากกว่า ไม่ค่อยมั่นคงแข็งแรง แต่ราคาถูก ซึ่งลักษณะโรงเรือนจะเน้นใช้วัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่น (ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรตำบลเจริญธรรมและตำบลคลองเรือ)
  • แบบที่ใช้อิฐบล็อก : สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ดีกว่าและมั่นคงแข็งแรง แต่ราคาสูง เป็นการประยุกต์ใช้วัสดุในการปลูกสร้างที่แข็งแรง ทนทาน แต่ยังคงรูปแบบโรงเรือนเดิมไว้ (ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรตำบลหนองหมู)

2. การเตรียมวัสดุเพาะ

การเตรียมวัสดุเพาะ สำหรับการเพาะเห็ดฟางโรงเรือนขนาด 6x8x2.5 เมตร จำนวน 2 โรง แต่ละโรงเรือนมี 4 แถว ๆ ละ 4 ชั้น ๆ ละ 5 ตารางเมตร จำนวน 32 ชั้น จะต้องเตรียมวัสดุ ดังนี้

  • ขี้ฝ้าย      30     กิโลกรัม
  • ขี้เลื่อย    350   กิโลกรัม
  • กากมันสำปะหลัง    400   กิโลกรัม
  • ชี้ฝ้าย-ขี้เลือยะกากมันสำปะหลัง อัตราส่วน 18:100:100  กิโลกรัม
  • กากถั่วเขียว  140  กิโลกรัม
  • ฟางสับ  40  กิโลกรัม
  • ตอซังข้าว  160  กิโลกรัม
  • ยูเรีย    4   กิโลกรัม
  • ยิบซั่ม   4   กิโลกรัม
  • ปูนหอย  4   กิโลกรัม
  • ปูนขาว  2   กิโลกรัม
  • รำ   40   กิโลกรัม
  • ข้าวโพด   8   กิโลกรัม
  • แป้งข้าวเหนียว   4   กิโลกรัม
  • อาหารเสริม   8   กิโลกรัม
  • เชื้อเห็ด  120  ก้อน

การเพาะเห็ดฟางในโรงเรือน

3. ขั้นตอนการเพาะเห็ดในโรงเรือน

3.1  นำวัสดุเพาะทั้ง 4 ชนิด เป็นวัสดุหลัก 4 กองมาผสมกับอาหารเสริมและวัสดุอื่นๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วหมัก 3 วัน จึงนำไปใช้ได้

  • กองที่ 1 ขี้ฝ้าย 30 กิโลกรัม ผสมกับอาหารเสริมและวัสดุอื่นๆ ดังนี้
    • กากถั่วเขียว  จำนวน  35  กิโลกรัม
    • ฟางสับ  จำนวน  10  กิโลกรัม
    • ข้าวโพดบด  จำนวน   2  กิโลกรัม
    • รำละเอียด  จำนวน  10  กิโลกรัม
    • ยิบซั่ม  จำนวน  1  กิโลกรัม
    • ยูเรีย  จำนวน  1  กิโลกรัม
    • ปูนหอย  จำนวน  1  กิโลกรัม
    • แป้งข้าวเหนียว   จำนวน  1  กิโลกรัม
    • ปูนขาว จำนวน  1-2  กิโลกรัม
    • อาหารเสริม จำนวน 2 กิโลกรัม
  • กองที่ 2  ขี้เลื่อย 350 กิโลกรัมผสมกับอาหารเสริมและวัสดุอื่นๆเหมือนกองที่ 1 (ข้อ 1 -10)
  • กองที่ 3  กากมันสำปะหลัง 400 กิโลกรัมกับอาหารเสริมและวัสดุอื่นๆ เหมือนกองที่ 1(ข้อ 1 -10)
  • กองที่ 4  นำขี่ฝ้าย+ขี้เลือย+กากมันสำปะหลัง อัตราส่วน 18:100:100 กิโลกรัม ผสมกับอาหารเสริมและวัสดุอื่นๆ เหมือนกองที่ 1 (ข้อ 1 – 10)

3.2 วันที่ 2 นำตอชังข้าวที่ใช้เป็นวัสดุรองพื้นขึ้นปูบนชั้นเพาะเห็ด หนาประมาณ 4 – 5 นิ้ว รดน้ำให้ชุ่ม รดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า -เย็น เป็นเวลา 2 วัน

3.3 วันที่ 4 นำวัสดเพาะที่หมักแล้ว 3 วัน ทั้ง 4 กอง ขึ้นวางบนชั้นเพาะที่ปู่ตอซังข้าวไว้เรียบร้อย แล้ว ให้ใส่วัสดุหนาประมาณ 3 – 4 นิ้ว เกลี่ยวัสดุเพาะให้กระจายให้ทั่ว ถึงชั้นเพาะปิดโรงเรือนไว้ 1 วัน

3.4 วันที่ 5 อบไอน้ำเพื่อฆ่าเชื้อในโรงเรือน ที่คุณหภูมิ 65 – 70 องศาเซลเซียส นาน 6 ชั่วโมง ปิดโรงเรือนไว้ 1 คืนเพื่อให้อุณหภูมิในโรงเรือนเข็นลงเหลือประมาณ 35 องศาเซลเซียส

3.5 วันที่ 6 โรยเชื้อเห็ดบนวัสดุเพาะให้กระจายอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งชั้น ที่อุณหภูมิในโรงเรือน 35 องศาเซลเซียส แล้วปิดโรงเรือนทันที

3.6 วันที่ 7-15 ปิดโรงเรือนไว้ตลอด ควบคุมอุณหภูมิในโรงเรือนไม่ให้เกิน 36 องศาเซลเซียส (อุณหภูมิที่เหมาะสมในโรงเรือนไม่ให้เกิน 32 – 36 องศาเซลเซียส) ถ้าอุณหภูมิสูงให้เปิดช่องระบายอากาศออก และให้ใช้วิธีเปิดปิดประตูเร็วๆ 4 – 5 ครั้ง ไปพร้อมกันจะช่วยให้อากาศถ่ายเทได้ดีขึ้น ถ้าตอซังข้าวที่เป็นวัสดุรองพื้นแห้ง ให้รดน้ำโดยการฉีดพ่นฝ่อยเบาๆ แล้วปิดประตูโรงเรือน

3.7 วันที่ 16 เริ่มเก็บผลผลิต เก็บได้นาน 3 วัน ติดต่อกัน หยุด 3 วัน ก็จะเก็บรุ่นที่ 2 ได้อีก 3 วัน ติดต่อกัน

การใช้เตาอบเพื่อให้ความชื้นและปรับอุณหภูมิในโรงเรือนเห็ดฟาง

โดยปกติเกษตรกรทั่วไปมักใช้เศษยางรถยนต์ มาเป็นเชื่อเพลิงในการต้มน้ำเพื่อให้ความชื้นและปรับอุณหภูมิในโรงเรือน แต่เกษตรกรในเขตตำบลหนองหมู มีการใช้เตาที่มีการประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ ซึ่งสามารถควบคุมอุณหภูมิได้ดี ประหยัดเชื่อเพลิง อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเตาอบดังกล่าวยังสามารถเคลื่อนที่ไปใช้ในที่อื่นๆ ได้

ด้านการป้องกันศัตรูของเห็ดในโรงเรือน

  • การใช้น้ำประปาซึ่งมีส่วนผสมของคลอรีน ราดบนพื้นเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรค
  • การใช้น้ำหมักชีวภาพสูตรต่างๆ เช่น สูตรของเห็ดที่เหลือจากการตัดแต่ง เป็นต้น ราดพื้นฆ่าเชื้อราที่เป็นโทษต่อเห็ดฟาง

ขั้นตอน ส่วนผสมในการทำปุ๋ยอินทรีย์น้ำ

  • เศษวัสดุเห็ดฟางจากการตัดแต่งเห็ด 30 กิโลกรัม
  • กากน้ำตาล 10 กิโลกรัม
  • สารเร่ง พด.2 25 กรัม (1 ซอง)
  • น้ำ 10 ลิตร
  • ถังหมัก ขนาด 120 ลิตร

วิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์น้ำ

  • นำเศษวัสดุเหลือใช้เศษเห็ดฟาง คลุกเคล้ากับกากน้ำตาลให้เข้ากัน ละลายสารเร่ง พูด.2 ในน้ำ 10 ลิตร คนให้เข้ากันนาน 5 นาที
  • นำเศษวัสดุเหลือใช้จากเศษเห็ดฟาง ที่คลุกเคล้ากับกากนำตาลเทลงในถังหมักน้ำ 10 ลิตร ที่ละลายสารเร่ง พูด.2 ไว้แล้วคนให้เข้ากันนาน 10 นาที ปิดฝาไม่ต้องสนิททิ้งไว้ 7 วัน สามารถนำมาใช้ประโยชน์กับพืชได้

การพิจารณาปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่ใช้ได้แล้ว

  1. สี มีลักษณะเป็นสีน้ำตาล
  2. ลักษณะวัสดุ มีลักษณะการย่อยสลายตามระยะเวลาที่หมัก
  3. กลิ่น มีกลิ่นเปรี้ยวออกน้ำตาล

ประโยชน์ของปุ๊ขอินทรีย์น้ำโดยการใช้สารเร่ง พด.2

  • ช่วยกำจัดเชื้อรา และกลิ่นภายในโรงเรือนเพาะเห็ดฟาง
  • ช่วยเพิ่มผลผลิตทำให้เห็ดฟางเจริญเติบโตเร็วขึ้นมีขนาดใหญ่ น้ำหนักเพิ่มและดอกเห็ดบานช้าลง

วิธีการใช้

  • ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ปริมาณ 5 ซีซี  (1 ช้อนแกง) ผสมน้ำ 10 ลิตร รดพื้นโรงเรียนเพาะเห็ดฟางหลังจากโรยเชื้อเห็ดฟางเสร็จเรียบร้อยแล้ว
  • ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ปริมาณ 5 ซีซี  (1 ช้อนแกง) ผสมน้ำ 10 ลิตร ฉีดพ่นระหว่างชั้นภายในโรงเรียนเพาะเห็ดฟาง หลังจากเก็บเห็ดฟางวันแรก

3. การใช้ไอน้ำร้อนหรือน้ำที่มีการเดือดให้กระฉอกออก ให้เปียกพื้นโรงเรือนเพื่อฆ่าเชื้อโรคโดยใส่น้ำให้เกือบเต็มถัง

ผลผลิตที่ได้

นำเห็ดฟางที่เก็บได้จากวัสดุเพาะที่ต่างชนิดกัน นำมาตกแต่งทำความสะอาอาด แล้วชั่งน้ำหนัก ซึ่งวัสดุเพาะแต่ละชนิดให้ผลผลิต ดังนี้

  • ขี้ฝ้ายให้ผลผลิต 66 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 40 ตารางเมตร
  • ขี่ฝ้าย+ขี้เลื่อย+กากมันสำปะหลัง ให้ผลผลิต 60 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 40 ตารางเมตร
  • กากมันสำปะหลัง ให้ผลผลิต 58.7 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 40 ตารางเมตร
  • ขี้เลื่อย ให้ผลผลิต 53 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 40 ตารางเมตร

การใช้ประโยชน์จากวัสดุที่เหลือใช้การเพาะเห็ดฟาง

การนำเศษเหลือจากการตัดแต่งเห็ดฟาง มาทำเป็นน้ำหมักชีวภาพและนำเศษฟางที่ใช้ เพาะเห็ดฟางแล้ว มาทำปุ๋ยหมักชีวภาพ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์นอร์ดิก เรียบง่ายแต่ดูดี มีเสน่ห์ทุกมุม

บ้านสไตล์นอร์ดิก เรียบง่ายแต่ดูดี มีเสน่ห์ทุกมุม

บ้านสไตล์นอร์ดิก
หากพูดถึงบ้านที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นและมีสไตล์ “บ้านสไตล์นอร์ดิก” คงเป็นคำที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งรูปทรงหลังคาจั่วสูง สีโทนอ่อน เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นแต่ฟังก์ชันครบ ทำให้บ้านแบบนี้กลายเป็นที่นิยมในหมู่คนรักความเรียบง่ายและการใช้ชีวิตที่ไม่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นคนโสด คู่รัก หรือครอบครัวก็สามารถดัดแปลงบ้านสไตล์นี้ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้อย่างลงตัว

ในยุคนี้ บ้านสไตล์นอร์ดิกสมัยใหม่ ยังถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์สภาพอากาศและการใช้ชีวิตของคนไทยมากขึ้น ทั้งเรื่องการระบายอากาศ พื้นที่ใช้สอย และวัสดุที่เหมาะกับบ้านเรา ช่วยให้ความงามแบบยุโรปเหนืออยู่ร่วมกับความเป็นไทยได้อย่างน่าทึ่ง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใครหลายคนถึงตกหลุมรักบ้านสไตล์นี้ตั้งแต่แรกเห็น

บ้านสไตล์นอร์ดิก

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก (Nordics) ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องรับแขก 1 ห้องโถง 2 ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอยรวมโรงรถ 138 ตรม ราคาก่อสร้าง 1.55 ล้านบาท ที่สร้างเสร็จส่งมอบให้ลูกค้า ผลงานสวยๆจากทาง โครงการบ้าน นายช่าง ต่อ รับเหมาก่อสร้าง บ้านเดี่ยว

ผลงานและรูปภาพ : โครงการบ้าน นายช่าง ต่อ รับเหมาก่อสร้าง บ้านเดี่ยว

บ้านสไตล์นอร์ดิก

บ้านสไตล์นอร์ดิก

บ้านสไตล์นอร์ดิก

ภายในห้องนอนตกแต่งแบบเรียบง่ายทันสมัย มาพร้อมกับที่นอนขนาดใหญ่ และ เครื่องอำนวยความสะดวก เช่น แอร์ ดูโล่งโปร่งสบายตา พร้อมกับผนังที่ทาด้วยสีขาวตัดกับกระเบื้องพื้นลายไม้สีน้ำตาลได้อย่างลงตัว

ห้องน้ำสไตล์โมเดิร์นที่ออกแบบอย่างเรียบหรู โดยเลือกใช้โทนสีดำเป็นหลัก ผสมผสานกับผนังลายหินธรรมชาติบริเวณโซนอาบน้ำ เพิ่มความรู้สึกอบอุ่นและมีมิติ ภายในห้องน้ำติดตั้งฝักบัวแบบเรนชาวเวอร์ พร้อมฝักบัวสายอ่อน ช่วยให้การใช้งานสะดวกสบาย พื้นและผนังปูด้วยกระเบื้องสีดำลายหินอ่อน ดูมีระดับและหรูหรา ส่วนสุขภัณฑ์เลือกใช้โถสุขภัณฑ์ทรงโมเดิร์น และอ่างล้างหน้าทรงกลมวางบนตู้เก็บของสีขาวตัดกับผนังได้อย่างลงตัว

เหนืออ่างล้างหน้ามีกระจกติดผนังที่ออกแบบอย่างเรียบง่าย เพิ่มความสะดวกในการใช้งานในชีวิตประจำวัน ภาพรวมของห้องน้ำนี้ให้ความรู้สึกทันสมัย เรียบแต่ดูดี เหมาะกับบ้านสมัยใหม่ที่ต้องการฟังก์ชันและดีไซน์ที่กลมกลืนกันอย่างลงตัว

ที่มา | โครงการบ้าน นายช่าง ต่อ รับเหมาก่อสร้าง บ้านเดี่ยว

ติดต่อโทร : เบอร์ติดต่อ : 06-233-00084


หมายเหตุ : ทางเว็บ ไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านชั้นเดียวสุดชิค สไตล์โมเดิร์น อยู่เองก็สบาย ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

บ้านชั้นเดียวสุดชิค สไตล์โมเดิร์น อยู่เองก็สบาย ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

บ้านชั้นเดียวสุดชิค สไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสุดชิค สไตล์โมเดิร์น ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม หลังนี้ประกอบด้วย ขนาด 3ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้องโถง 1 ห้องพระ 1 ห้องครัว สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลาง ก่อสร้างที่ อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ผลงานการออกแบบและก่อสร้างโดย รับสร้างบ้าน ราคาประหยัด By SK Home ในส่วนเรื่องราคาถ้าสามารถสอบถามได้จากข้อมูลด้านล่างหรือหากมีข้อสงสัยประการใดสามารถติดต่อทีมงานผู้สร้างได้ทันที

ผลงานและรูปภาพ : รับสร้างบ้าน ราคาประหยัด By SK Home
สถานที่ก่อสร้าง : อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี

บ้านชั้นเดียวสุดชิค สไตล์โมเดิร์น

ด้านหน้าบ้านมีเฉลียงขนาดเล็กพร้อมหลังคากันสาดโครงเหล็กสีดำทรงเหลี่ยม ดูแข็งแรงและล้ำสมัย รับกับประตูและหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่ช่วยให้แสงธรรมชาติเข้าสู่ภายในได้อย่างเต็มที่ พร้อมช่วยให้บ้านดูโปร่ง โล่ง และเย็นสบาย

บ้านชั้นเดียวสุดชิค สไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสุดชิค สไตล์โมเดิร์น

ดีไซน์ภายนอกมีการเล่นระดับสีและพื้นผิว โดยใช้ผนังบางส่วนเป็นสีเทาเข้มและส้มสด เสริมด้วยกรอบเส้นสีดำแนวตั้งที่ทำให้ตัวบ้านดูสูง โปร่ง และมีมิติ เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบบ้านสไตล์โมเดิร์นที่ไม่จำเจ และต้องการพื้นที่ที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยและความสวยงามภายนอก

บ้านชั้นเดียวสุดชิค สไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียว สไตล์โมเดิร์น

ช่องทางการติดต่อ

  • Facebook : รับสร้างบ้าน ราคาประหยัด By SK Home (ให้คำปรึกษา งานออกแบบ เขียนแบบก่อสร้าง ฟรี!!!)
  • โทรศัพท์ : 098-0969292
  • ID Line : trust_home
  • E-mail : rattawat2525@gmail.com

หมายเหตุ: ทางเว็บ esanbanna.com ไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ดีไซน์เรียบหรู ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ดีไซน์เรียบหรู ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น กำลังกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมของคนรุ่นใหม่ ด้วยดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความหรูหรา ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า และตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่เน้นความสะดวกสบาย ไม่ซับซ้อน แถมยังสามารถออกแบบให้เข้ากับงบประมาณและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนได้อย่างลงตัว

บ้านหลังนี้เป็นบ้านสไตล์โมเดิร์น ซึ่งจะใช้งบในการสร้างที่ราว ๆ 650,000 บาท โดยเป็นผลงานบ้านของคุณ Chuthongrattana AeySara มาชมรายละเอียดกันเลยครับ

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ที่มีดีไซน์เรียบหรูและโดดเด่นด้วยการใช้สีและเส้นสายอย่างมีเอกลักษณ์ ตัวบ้านมีหลังคาทรงเพิงหมาแหงน (slant roof) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของบ้านสมัยใหม่ ช่วยระบายน้ำฝนได้ดี และเพิ่มความโปร่งโล่งให้กับตัวบ้าน

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

โทนสีหลักของบ้านเป็นสีขาวตัดกับสีเทาเข้ม เสริมความทันสมัยและดูสะอาดตา ส่วนบริเวณหน้าบ้านมีการใช้ระแนงสีส้มสดเพิ่มลูกเล่น ทำให้บ้านดูมีมิติและน่าสนใจยิ่งขึ้น พื้นที่เฉลียงหน้าบ้านกว้างขวาง เหมาะสำหรับใช้พักผ่อนหรือจัดมุมนั่งเล่นยามเย็น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

หน้าต่างกระจกบานเลื่อนทรงสูงช่วยเพิ่มแสงธรรมชาติเข้าสู่ตัวบ้าน และยังทำให้ดูโปร่งสบายมากขึ้นโดยรวม บ้านหลังนี้เหมาะสำหรับครอบครัวเล็กหรือผู้ที่ต้องการบ้านที่อยู่สบาย ใช้งานง่าย และดูดีในทุกมุมมอง

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

สำหรับห้องครัวนั้น เป็นอีกห้องหนึ่งที่ภายในมีพื้นที่ใช้สอยที่พอเหมาะ โปร่งสบายด้วยหน้าต่างบานใหญ่ จึงสามารถทำอาหารที่มีกลิ่นและควันมากได้อย่างสะดวกเลย

ผลงานบ้านของคุณ Chuthongrattana AeySara 

หมายเหตุ : ทางเว็บ www.esanbanna.com ไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปลูกป่าทำ สวนวนเกษตร 30 ปี & รวบรวมปลูกสมุนไพรหายาก

ปลูกป่าทำ สวนวนเกษตร 30 ปี & รวบรวมปลูกสมุนไพรหายาก || อ.อดุลย์ ดีอ้อม

อ.อดุลย์ ดีอ้อม ตำแหน่งพัฒนาการจังหวัดศรีษะเกษ ได้ปลูกป่า ทำวนเกษตร ประมาณ 30 ปี ปัจจุบันได้รวบรวมสมุนไพรที่หายากมาปลูกไว้ที่สวนสมุนไพรฤาษีเดินดง ที่ตำบลธาตุ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์  || ที่มา เอ็นดูฟาร์มรัก Channel

สวนวนเกษตร คืออะไร

วนเกษตร (Agroforestry) คือรูปแบบการทำเกษตรที่จัดสรรพื้นที่ให้ใช้งานได้แบบผสมผสานอย่างเหมาะสมให้ใกล้เคียงกับระบบนิเวศป่าธรรมชาติที่สุด โดยในหนึ่งพื้นที่จะมีการผสมผสานหลายอย่างเข้าด้วยกันทั้งการปลูกพืชผลทางการเกษตร การปลูกไม้ป่า การเลี้ยงสัตว์ การทำประมง และการเลี้ยงสัตว์น้ำที่ไม่ใช่แค่การทำนาหรือปลูกป่าแบบเดี่ยว ๆ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการสร้างความสมดุลต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ไปจนถึงสังคมในระยะยาว

วนเกษตร มีข้อดีอะไรบ้าง

การทำวนเกษตร มีข้อดีหลัก ๆ ที่ตอบโจทย์และเป็นประโยชน์กับทั้งพืช คน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ดังนี้

  • รักษาสภาพแวดล้อมและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากวนเกษตรคือการที่รวมเอาพืชที่หลากหลายและสัตว์ต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศมากขึ้น
  • เพิ่มปริมาณผลผลิต เพราะการทำเกษตรแบบวนเกษตรจะทำให้เกิดการเกื้อกูลซึ่งกันและกันของธาตุอาหารต่าง ๆ ที่พืชและต้นไม้ต้องการ รวมไปถึงแสงแดดที่ส่องมาถึง และปริมาณน้ำในดินที่เพียงพอ อีกทั้งยังนำมูลสัตว์มาเป็นปุ๋ยได้ เพื่อให้ได้รับสารอาหารและแสงแดดในปริมาณที่พอเหมาะทำให้พืชและต้นไม้เจริญเติบโตได้เต็มที่
  • อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งพันธุ์พืช และสัตว์ เนื่องจากวนเกษตรคือพื้นที่เดียวที่รวมพืช ต้นไม้ และสัตว์ต่าง ๆ ไว้ในที่เดียวกัน ทำให้เป็นการอนุรักษ์ทั้งหมดนี้พร้อมกันทีเดียว
  • ลดการบุกรุกป่า พัฒนาพื้นที่ป่ากับการเกษตรให้อยู่ร่วมกันได้ เพราะเมื่อพื้นที่ป่าถูกรวมเข้ากับพื้นที่การเกษตรก็จะทำให้ผู้ที่ตั้งใจมาบุกรุกไม่กล้าลุยเข้าทำลายพื้นที่ที่มีจุดมุ่งหมายในการสร้างผลผลิตและความยั่งยืน

สวนวนเกษตร

วนเกษตร มีกี่รูปแบบ

การทำวนเกษตรหรือการเกษตรแบบที่รวมเอาพืช ต้นไม้ และสัตว์มาไว้ด้วยกันนั้น สามารถทำได้หลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบจะมีความแตกต่างกันที่ลักษณะของพื้นที่และสิ่งเอื้ออำนวยต่าง ๆ ที่ต้องพิจารณาให้ดีก่อนทำวนเกษตร โดยมีหลัก ๆ 5 แบบดังต่อไปนี้

1. วนเกษตรแบบบ้านสวน

เป็นการปลูกต้นไม้และพืชผลหลายชั้นความสูง โดยเน้นปลูกไม้ผลที่ให้ผลที่กินได้ และไม้สำหรับใช้ในครัวเรือนเพื่อมาทำเป็นไม้ฟืนและถ่าน พืชสมุนไพร และผักสวนครัว เช่น ชมพู่ น้อยหน่า ตะไคร้ มะรุม มะยม กระถิน ซึ่งวนเกษตรประเภทนี้เหมาะกับพื้นที่ในการทำวนเกษตรแบบมีจำกัด เช่นในสวนหลังบ้าน

2. วนเกษตรที่มีต้นไม้แทรกในไร่นาหรือทุ่งหญ้า

การทำวนเกษตรแบบมีต้นไม้แทรกในไร่นาหรือทุ่งหญ้า จะเหมาะกับพื้นที่ที่มีลักษณะทั้งสูงและต่ำ โดยจะทำการปลูกต้นไม้เสริมในที่ที่ไม่เหมาะสมกับพืชผล เช่นที่เนิน หรือที่ที่มีน้ำขัง และปลูกพืชในที่ราบหรือที่ที่ไม่สม่ำเสมอ

3. วนเกษตรที่มีต้นไม้ล้อมไร่นา

คือวนเกษตรที่มีต้นไม้ล้อมไร่บริเวณพื้นที่ราบลุ่ม หรือการปลูกต้นไม้ล้อมพื้นที่นาข้าว ซึ่งเป็นที่ที่มีลมแรงและพืชผลมีโอกาสได้รับความเสียหายจากลมพายุโดยตรง การปลูกต้นไม้โตเร็วยืนต้นล้อมรอบคันนาจะเพิ่มความชุ่มชื้น บังแดด บังลมให้กับนาข้าวนั่นเอง โดยต้องระวังไม่ให้ต้นไม้แต่ละต้นที่ล้อมรอบชิดกันมากเกินไป

4. วนเกษตรที่มีแถบต้นไม้และพืชผลสลับกัน

คือวนเกษตรที่เหมาะกับพื้นที่ที่มีความลาดชันเป็นแนวยาว มีน้ำไหลเซาะดินมาก โดยทำแถบต้นไม้ซึ่งปลูกไว้สองถึงสามแถวสลับกับพืชผลเป็นช่วง ๆ ปลูกขวางความลาดชัน เพื่อช่วยรักษาหน้าดินและในอนาคต จะทำให้เกิดขั้นบันไดดินแบบธรรมชาติให้กับพื้นที่ไปยาว ๆ

5. วนเกษตรใช้พื้นที่หมุนเวียนปลูกไม้ยืนต้น พืชผล และเลี้ยงสัตว์

เป็นการทำวนเกษตรที่เหมาะกับพื้นที่ที่มีขนาดกลาง-ขนาดใหญ่ ซึ่งมีพื้นที่พอสำหรับทั้งปลูกพืชผล เป็นแปลงหมุนเวียน มีแปลงไม้ยืนต้น และมีการเลี้ยงสัตว์แบบหมุนเวียนเพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ ให้กับระบบนิเวศและผืนดินแบบครบสูตร


บทความอื่นที่น่าสนใจ

พื้นที่ 1ไร่รายได้ 1แสน!! เกษตรทฤษฎีใหม่ ไร้ความจน

พื้นที่ 1ไร่รายได้ 1แสน!! เกษตรทฤษฎีใหม่ ไร้ความจน

เกษตรทฤษฎีใหม่ คืออะไร

เกษตรทฤษฎีใหม่ คือ แนวคิดการบริหารจัดการที่ดินทางการเกษตรขนาดเล็กประมาณ 10-20 ไร่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยจะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วนดังนี้ 30/30/30/10 ซึ่งจะแบ่งเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำ ปลูกข้าว ปลูกพืชผักผลไม้ เลี้ยงสัตว์ และที่อยู่อาศัย ทำให้เกษตรกรมีพื้นที่ในการทำเกษตรแบบครบถ้วน มีผลผลิตให้เก็บกินตลอดทั้งปี สามารถพึ่งพาอาศัยตัวเองในการดำเนินชีวิต

พื้นที่ 4 ส่วนของเกษตรทฤษฎีใหม่มีดังนี้

1. สระกักเก็บน้ำ

น้ำ คือ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการเพาะปลูก เกษตรทฤษฎีใหม่จึงให้ความสำคัญกับน้ำเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ควรมีการคำนวนต้นทุนน้ำ และความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ เพื่อการขุดสระกักเก็บน้ำตามขนาดที่เหมาะสม โดยทั่วไปสามารถใช้พื้นที่ 30% ขุดสระกักเก็บน้ำ เพื่อช่วยกักเก็บน้ำฝนให้มีเพียงพอต่อการเพาะปลูกทั้งปี และยังสามารถเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น ปลา, กบ, หอย, ปู ฯลฯ ช่วยให้เกษตรกรมีเนื้อสัตว์เพิ่มเติมไว้บริโภค
ในครัวเรือน

2. แปลงปลูกข้าว

ข้าว คือ อาหารหลักของคนไทยที่รับประทานในชีวิตประจำวัน เกษตรทฤษฎีใหม่จึงเห็นควรให้ใช้พื้นที่ 30% ในการเพาะปลูกข้าวในฤดูฝน ส่วนฤดูอื่นให้ปรับปรุงคุณภาพดินเตรียมความพร้อมในการเพาะปลูกครั้งถัดไป เพื่อที่จะได้ข้าวที่มีคุณภาพดี ในปริมาณที่เพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือน และเก็บสะสม ไว้สำรองเพื่อรับประทานได้ตลอดปี

3. เพาะปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผัก

พืชผักผลไม้มีคุณประโยชน์มากมาย ทั้งสามารถนำมาบริโภคคู่กับข้าวเพื่อสร้างรสชาติที่หลากหลาย เกษตรทฤษฎีใหม่จึงแนะนำให้ใช้พื้นที่ 30% ในการเพาะปลูกพืชให้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ผัก ผลไม้ พืชไร่ หรือ สมุนไพร ให้เพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือน เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และช่วยให้ร่างกายแข็งแรง

4. ที่อยู่อาศัย และอื่น ๆ

เกษตรทฤษฎีใหม่ได้จัดสรรที่อยู่อาศัยบนพื้นที่ 10% สุดท้ายเพื่อเป็นที่พักอาศัยให้เกษตรกรพักผ่อนฟื้นคืนเรี่ยวแรง และสามารถสร้างสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น คอกเลี้ยงสัตว์ โรงเก็บผลผลิตเรือนเพาะชำ ฯลฯ โดยจัดแบ่งได้ตามความเหมาะสมในพื้นที่ของเกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรได้รับผลผลิตเพิ่มเติม สามารถเก็บไว้กินภายในครัวเรือน แลกเปลี่ยนกับผลผลิตอื่น ๆ ของเพื่อนบ้าน ขายต่อเพื่อสร้างผลกำไร ช่วยให้ความเป็นอยู่ของเกษตรดีขึ้น

นอกจากวิธีการจัดสรรค์พื้นที่ที่ได้อธิบายไปเบื้องต้นแล้ว เกษตรทฤษฎีใหม่ยังมีแนวคิดของการรวมตัวเพื่อสร้างชุมชนที่แข็งแรง และสามารถต่อรองกับภาครัฐหรือเอกชนในเรื่องของราคาสินค้า รวมไปถึงหาแหล่งเงินทุนในการพัฒนาพื้นที่ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน

ประโยชน์ของการทำเกษตรในรูปแบบเกษตรทฤษฎีใหม่

  • มีความมั่นคงทางด้านอาหาร พออยู่พอกิน เลี้ยงตนเองได้ตามหลักปรัชญาของ “เศรษฐกิจพอเพียง”
  • ลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง ในหน้าแล้งก็สามารถนำน้ำที่กักเก็บไว้ในสระมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยได้โดยไม่ต้องอาศัยน้ำจากชลประทาน
  • ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาล สามารถเก็บผลผลิตที่เหลือจากการบริโภคนำไปขายสร้างรางรายได้ให้เพิ่มขึ้น
  • ที่ดินที่มีอยู่อย่างจำกัดสามารถนำไปไปใช้ประโยชน์ได้อย่างคัมค่า เป็นแนวทางการพัฒนาการเกษตรแบบพึ่งตนเองโดยผสมพสานการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และประมงไว้ด้วยกัน ช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะเน้นความพอยู่พอยู่พอกิน ไม่เป็นหนี้สิน

ที่มา : Youtrube ชาวสวน ยุคใหม่


บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีการทำน้ำหมักชีวภาพ ชนิดต่างๆ บำรุงพืชผักในสวน

วิธีการทำน้ำหมักชีวภาพ ชนิดต่างๆ บำรุงพืชผักในสวน

วิธีการทำน้ำหมักชีวภาพ

น้ำหมักชีวภาพ หรือ น้ำสกัดชีวภาพ หรือ ปุ๋ยน้ำจุลินทรีย์ ตามแต่จะเรียก เป็นสารละลายเข้มข้นที่ได้จากการหมักเศษพืช หรือสัตว์ กับสารที่ให้ความหวาน จนถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ ซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการแล้วจะได้สารละลายเข้มข้นสีน้ำตาล ประกอบไปด้วยจุลินทรีย์ และสารอินทรีย์หลายชนิด

เดิมทีนั้นจุดประสงค์ของการคิดค้น “น้ำหมักชีวภาพ” ขึ้นมา เพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตรโดยเฉพาะ แต่ช่วงหลังก็มีการนำน้ำหมักชีวภาพ มาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในด้านอื่น เช่น

  • ด้านการเกษตร น้ำหมักชีวภาพ มีธาตุอาหารสำคัญ ทั้งไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม แคลเซียม กำมะถัน ฯลฯ จึงสามารถนำไปเป็นปุ๋ย เร่งอัตราการเจริญเติบโตของพืช เพิ่มคุณภาพของผลผลิตให้ดีขึ้น และยังสามารถใช้ไล่แมลงศัตรูพืชได้ด้วย
  • ด้านปศุสัตว์ สามารถช่วยกำจัดกลิ่นเหม็น น้ำเสียจากฟาร์มสัตว์ได้ ช่วยป้องกันโรคระบาดต่าง ๆ ในสัตว์แทนการใช้ยาปฏิชีวนะ ทำให้สัตว์แข็งแรง มีความต้านทานโรค ช่วยกำจัดแมลงวัน ฯลฯ
  • ด้านการประมง ช่วยควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ช่วยแก้ปัญหาโรคพยาธิในน้ำ ช่วยรักษาโรคแผลต่าง ๆ ในปลา กบ จระเข้ได้ ช่วยลดปริมาณขี้เลนในบ่อ ช่วยให้เลนไม่เน่าเหม็น
  • ด้านสิ่งแวดล้อม น้ำหมักชีวภาพ สามารถช่วยบำบัดน้ำเสียจากการเกษตร ปศุสัตว์ การประมง โรงงานอุตสาหกรรม ชุมชน และสถานประกอบการทั่วไป แถมยังช่วยกำจัดกลิ่นเหม็นจากกองขยะ การเลี้ยงสัตว์ โรงงานอุตสาหกรรม และชุมชนต่าง ๆ นอกจากนี้ยังช่วยปรับสภาพอากาศที่เสียให้สดชื่น และมีสภาพดีขึ้น

ประโยชน์ในครัวเรือน เราสามารถนำน้ำหมักชีวภาพ มาใช้ในการซักล้างทำความสะอาดแทน สบู่ ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน รวมทั้งใช้ดับกลิ่นในห้องน้ำ โถส้วม ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ได้ด้วย

เห็นประโยชน์ใช้สอยของ น้ำหมักชีวภาพ มากมายขนาดนี้ ชักอยากลองทำน้ำหมักชีวภาพดูเองแล้วใช่ไหมล่ะ จริง ๆ แล้ว น้ำหมักชีวภาพ มีหลายสูตรตามแต่ที่ผู้คิดค้นขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยต่าง ๆ กัน วันนี้เราก็มี วิธีทำ น้ำหมักชีวภาพ แบบง่าย ๆ มาฝากกันด้วย

วิธีการทำน้ำหมักชีวภาพ เพื่อการเกษตร

เราสามารถเลือกส่วนผสมจาก พืช ผลไม้สุก หรือสัตว์ อย่างหอยเชอรี่ ในการทำน้ำหมักชีวภาพ ได้

ส่วนผสม 

เราสามารถเลือกส่วนผสมจาก พืช ผลไม้สุก หรือสัตว์ อย่างหอยเชอรี่ อย่างใดอย่างหนึ่ง ในการทำน้ำหมักชีวภาพ โดยสับเป็นชิ้นเล็ก 3 ส่วน, กากน้ำตาล 1 ส่วน (อาจใช้น้ำตาลทรายแดง หรือน้ำตาลทรายขาว ผสมน้ำมะพร้าว 1 ส่วนแทนได้) น้ำเปล่า 10 ส่วน

วิธีทำ

  • นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้ากัน แล้วบรรจุลงในถังหมักพลาสติก หรือขวดปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่ม นานประมาณ 3 เดือน แล้วจึงสามารถนำไปใส่เป็นปุ๋ยให้พืชผักผลไม้ได้ โดย
  • ใช้น้ำหมักชีวภาพ อัตราส่วน 10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อบำรุงใบพืชผักผลไม้
  • ใช้น้ำหมักชีวภาพอัตราส่วน 15-20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ให้ดินร่วนซุย
  • ใช้น้ำหมักชีวภาพ อัตราส่วน 1 ส่วน น้ำ 1 ส่วน เพื่อกำจัดวัชพืช

ทั้งนี้ มีเทคนิคแนะนำว่า หากต้องการบำรุงส่วนใบพืช ก็ให้ใช้ส่วนใบยอดพืชมาหมัก หากต้องการบำรุงผล ให้ใช้ส่วนผล เช่น กล้วยน้ำว้าสุก มะละกอสุก เปลือกสับปะรด ฟักทองมาหมัก มะม่วงสุก ฯลฯ หรือหากต้องการใช้กำจัดศัตรูพืข ควรหมักสะเดา ตะไคร้หอม ข่า แยกต่างหากด้วย เมื่อจะใช้ก็นำมาผสมฉีดพ่นพืชผักผลไม้

นอกจากนี้ หากใช้สายยางดูดเฉพาะน้ำใส ๆ จากน้ำหมักชีวภาพที่หมักได้ 3 เดือนแล้วออกมา จะเรียกส่วนนี้ว่า ” หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพ ” เมื่อนำไปผสมอีกครั้ง แล้วหมักไว้ 2 เดือน จะได้หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพอายุ5 เดือน ซึ่งหากขยายต่ออายุทุก ๆ 2 เดือน จะได้หัวเชื้อที่อายุมากขึ้นเรื่อย ๆ และประสิทธิภาพสูงมากขึ้น

วิธีทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อการซักล้าง

น้ำหมักชีวภาพ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการซักล้างได้ โดยมีสูตรดังนี้

  • ให้นำผลไม้ เปลือกผลไม้ (ฝักส้มป่อย , มะคำดีควาย , มะนาว ฯลฯ) 3 ส่วน
  • น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำตาลอ้อย 1 ส่วน และน้ำ 10 ส่วน

วิธีทำและการนำไปใช้

ใส่รวมกันในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท โดยให้เหลือช่องว่างไว้ประมาณ 1 ใน 5 ของขวด/ถัง แล้วหมั่นเปิดฝาคลายแก๊สออก โดยต้องวางไว้ในที่ร่ม อย่าให้ถูกแสงแดด หมักไว้นาน 3 เดือน ก็จะได้น้ำหมักชีวภาพ สำหรับซักผ้า หรือล้างจานได้ ซึ่งสูตรนี้แม้ว่าผ้าจะมีราขึ้น หากนำผ้าไปแช่ทิ้งไว้ในน้ำหมักชีวภาพก็จะสามารถซักออกได้

วิธีทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อดับกลิ่น

สูตรหนึ่งของการทำน้ำหมักชีวภาพมาดับกลิ่น คือ ใช้เศษอาหาร พืชผัก ผลไม้ที่เหลือทิ้ง 3 ส่วน กากน้ำตาลหรือโมลาส 1 ส่วน และน้ำ 10 ส่วน ใส่รวมกันในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท โดยให้เหลือช่องว่างไว้ประมาณ 1 ใน 5 ของขวด/ถัง หมักไว้นาน 3 เดือน ก็จะได้น้ำหมักชีวภาพใช้ดับกลิ่นในห้องน้ำ โถส้วม ท่อระบายน้ำ กลิ่นปัสสาวะสุนัข ฯลฯ ได้อย่างดี

ข้อควรระวังในการใช้ น้ำหมักชีวภาพ

  • หากใช้น้ำหมักชีวภาพกับพืช ต้องใช้ปริมาณเจือจาง เพราะหากความเข้มข้นสูงเกินไป อาจทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต และตายได้
  • ระหว่างหมัก จะเกิดก๊าซต่าง ๆ ในภาชนะ ดังนั้นต้องหมั่นเปิดฝาออก เพื่อระบายแก๊ส แล้วปิดฝากลับให้สนิททันที
  • หากใช้น้ำประปาในการหมัก ต้องต้มให้สุก เพื่อไล่คลอรีนออกไปก่อน เพราะคลอรีนอาจเป็นอันตรายต่อจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก
  • พืชบางชนิด เช่น เปลือกส้ม ไม่เหมาะในการทำน้ำหมักชีวภาพ เพราะน้ำมันที่เคลือบผิวเปลือกส้มเป็นพิษต่อจุลินทรีย์

น้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภค

เราอาจเคยได้ยินข่าวว่า มีคนนำน้ำหมักชีวภาพมาใช้บริโภคกันด้วย ซึ่งน้ำหมักชีวภาพที่ใช้ในการบริโภค หรือ เอนไซม์ เป็นสารโปรตีน วิตามินเอ บี ซี ดี อี เค อะมิโนแอซิค(Amino acid) และ อะเซทิลโคเอ (Acetyl Coa) ที่ได้จาก หมักผลไม้นานาชนิด เมื่อหมักระยะเริ่มแรกจะเป็นแอลกอฮอล์ ระยะต่อมา เป็นน้ำส้มสายชู ซึ่งมีรสเปรี้ยว อีกระยะหนึ่งเป็นยาธาตุ มีรสขม ก่อนจะได้เป็นน้ำหมักชีวภาพ (เอ็นไซม์) ซึ่งใช้เวลาหมักขยายประมาณ 2 ปี แต่หากจะนำไปดื่มกินควรผ่านการหมักขยายเป็นเวลา 6 ปีขึ้นไป

โดยประโยชน์จากน้ำหมักชีวภาพนั้น หากมีการนวัตกรรมการผลิตที่ดีจะส่งผลดีต่อสุขภาพของระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ทำให้ภูมิต้านทานโรคดีขึ้น และช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ แต่น้ำหมักชีวภาพ ที่ขายอยู่ตามท้องตลาด มักเป็นน้ำหมักชีวภาพที่อยู่ในสภาพเป็นแอลกอฮอล์ ดังนั้นเมื่อดื่มกินแล้วอาจมีอาการร้อนวูบวาบ มึนงง และอาจทำให้ฟันผุกร่อนได้ เพราะน้ำหมักชีวภาพ (เอนไซม์) มีสภาพเป็นกรดสูง ดังนั้นจึงไม่ควรดื่มน้ำหมักชีวภาพแบบเข้มข้น

อย่างไรก็ตาม การทำน้ำหมักชีวภาพ ที่ใช้บริโภคนั้น ยังขาดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับ หากดื่มกินเข้าไปก็เสี่ยงต่ออันตรายได้ โดยเฉพาะมีข้อมูลจาก สวทช. ร่วมกับ อย.ที่ได้เก็บตัวอย่างของผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพที่วางขายตามท้องตลาดมาตรวจสอบ พบว่า น้ำหมักชีวภาพเหล่านี้ แม้จะไม่มีการปนเปื้อนของโลหะ เศษไม้ เศษดิน แต่พบการปนเปื้อนของเชื้อรา ยีสต์ เมทิลแอลกอฮอล์ เอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาทและตา โดยเฉพาะเมทานอล หรือเมทิลแอลกอฮอล์ที่ทำอันตรายต่อร่างกายได้

ดังนั้นแล้ว เพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา รวมทั้งต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ผลิต แหล่งผลิต และบรรจุภัณฑ์หีบห่อด้วย แต่ถ้าหากจะนำ “น้ำหมักชีวภาพ” มาใช้ในครัวเรือน หรือการเกษตร ลองทำง่าย ๆ ด้วยตัวเอง ก็จะปลอดภัยและประหยัดที่สุด


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ขึ้นฉ่าย พืชสมุนไพร ที่เป็นได้ทั้งยาและอาหาร 

ขึ้นฉ่าย พืชสมุนไพร ที่เป็นได้ทั้งยาและอาหาร

ขึ้นฉ่าย

ขึ้นฉ่าย (Celery) เป็นพืชสมุนไพรที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมากค่ะ โดยในสมัยโบราณเคยถูกนำมาใช้เป็นยารักษาโรคโดยเฉพาะในแถบแอฟริกาตอนเหนือและยุโรปตอนใต้ ก่อนจะถูกนำมาเพาะปลูก พัฒนาสายพันธุ์ และนำมาประกอบอาหารอย่างแพร่หลายไปทั่วโลกในปัจจุบัน ขึ้นฉ่ายนั้นขึ้นชื่อทั้งด้านการให้ประโยชน์ทางคุณค่าสารอาหารและยารักษาโรคค่ะ เนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินบี1,2,6 วิตามินซี เส้นใยอาหาร โพแทสเซียม แคลเซียม โฟเลต โมลิบดินัม (Molbdenum) ฟอสฟอรัส เหล็ก แมกนีเซียม แมงกานีส จากการศึกษาพบว่าขึ้นฉ่ายมีส่วนช่วยเสริมสร้างสุขภาพ ดังต่อไปนี้

สรรพคุณทางยา

  1. เสริมระบบภูมิคุ้มกัน และป้องกันมะเร็ง
    ขึ้นฉ่ายอุดมไปด้วยสารประกอบที่มีชื่อว่า Coumarins ซึ่งมีคุณสมบัติในการป้องกันเซลล์จากการทำลายของสารอนุมูลอิสระ จึงช่วยลดความเสี่ยงในการกลายพันธุ์ของเซลล์ที่จะนำไปสู่การเกิดเป็นมะเร็งในอนาคต และยังช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่ป้องกันภูมิคุ้มกันของร่างกายในการขจัดเซลล์มะเร็งที่เป็นอันตราย นอกจากนี้ ขึ้นฉ่ายก็ยังประกอบไปด้วยสาร Acetylenics ที่ทำหน้าที่ในการหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งให้น้อยลงอีกด้วย
  2. ส่งผลดีต่อความดันโลหิต
    จากการศึกษาพบว่าในขึ้นฉ่ายนั้นมีสารประกอบที่มีชื่อว่า Phalides ที่มีสรรพคุณในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบเส้นโลหิตแดง และช่วยขยายเส้นเลือดให้กว้างขึ้น จึงส่งผลทำให้กระแสเลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆในร่างกายได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ก็ยังช่วยลดการหลั่งฮอร์โมนความเครียด ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงด้วยเช่นกัน
  3. ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
    จากการศึกษาคุณสมบัติในการลดระดับคอเลสเตอรอลของขึ้นฉ่ายในสัตว์ทดลอง พบว่าภายใน 8 สัปดาห์ สัตว์ที่ดื่มน้ำขึ้นฉ่ายคั้นสดจะมีระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมลดลง และยังพบว่าร่างกายของสัตว์เหล่านั้นมีการเพิ่มด้านหลั่งของกรดน้ำดี (Bile Acid) มากขึ้น จึงมีส่วนช่วยส่งผลให้ระดับของคอเลสเตอรอลในร่างกายลดลงได้
  4. ช่วยขับปัสสาวะ และลดบวมน้ำ
    ขึ้นฉ่ายนั้นอุดมไปด้วยสารโพแทสเซียม (Potassium) และโซเดียม (Sodium) ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ช่วยเสริมสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นกับระบบของเหลวภายในร่างกาย กระตุ้นการผลิตน้ำปัสสาวะ และกระตุ้นให้ร่างกายมีการขับน้ำส่วนเกินออกมามากขึ้น

วิธีเลือกซื้อและเก็บรักษา

  • เลือกขึ้นฉ่ายที่ดูสดและกรอบ เลือกต้นที่สามารถแยกออกจากกันได้ง่าย ไม่เหี่ยวเฉาหรือแลดูไม่สด
  • เลือกขึ้นฉ่ายที่มีใบสีเขียวซีดไปจนถึงสีเขียวสด หลีกเลี่ยงใบสีเหลืองหรือใบสีน้ำตาล
  • เพื่อยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานยิ่งขึ้น ควรเก็บขึ้นฉ่ายในซองพลาสติกที่มีฝาปิดมิดชิด หรือห่อด้วยพลาสติกใส หรือพันผ้าขนหนูชุบน้ำพอหมาด ก่อนเก็บเข้าตู้เย็นในช่องแช่ผักตามปกติ ไม่เก็บในช่องแช่แข็งเพราะจะทำให้เหี่ยวเฉาและเน่าเสียง่าย
  • หากขึ้นฉ่ายถูกหั่นเรียบร้อยแล้ว ให้รินน้ำส่วนเกินที่หลงเหลืออยู่ในภาชนะออกให้หมด เนื่องจากน้ำอาจชะล้างสารอาหารที่มีประโยชน์ออกจากขึ้นฉ่ายได้
  • หลีกเลี่ยงการเก็บขึ้นฉ่ายในอุณหภูมิห้องเป็นเวลานานๆ เนื่องจากขึ้นฉ่ายมีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก จึงอาจทำให้ใบและลำต้นเหี่ยวได้ง่าย
  • หลังหั่นควรรีบใช้ให้หมดโดยเร็วภายใน 1-2 วัน เนื่องจากขึ้นฉ่ายนั้นบอบบางมากจนไม่อาจเก็บไว้ได้นานนัก
  • หากขึ้นฉ่ายที่ซื้อมาเหี่ยวให้ลองพรมน้ำเล็กน้อยแล้วนำไปแช่ตู้เย็นนานๆ หลายชั่วโมง ก็จะช่วยให้ขึ้นฉ่ายกลับมาสดกรอบได้อีกครั้ง

เนื่องจากขึ้นฉ่ายนั้นบอบบางมากจนไม่อาจเก็บไว้ได้นานนัก หากขึ้นฉ่ายที่ซื้อมาเหี่ยวให้ลองพรมน้ำเล็กน้อยแล้วนำไปแช่ตู้เย็นนานๆ หลายชั่วโมง ก็จะช่วยให้ขึ้นฉ่ายกลับมาสดกรอบได้อีกครั้ง

ที่มา : อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ


บทความอื่นที่น่าสนใจ