พื้นที่ 1ไร่รายได้ 1แสน!! เกษตรทฤษฎีใหม่ ไร้ความจน

พื้นที่ 1ไร่รายได้ 1แสน!! เกษตรทฤษฎีใหม่ ไร้ความจน

เกษตรทฤษฎีใหม่ คืออะไร

เกษตรทฤษฎีใหม่ คือ แนวคิดการบริหารจัดการที่ดินทางการเกษตรขนาดเล็กประมาณ 10-20 ไร่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยจะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วนดังนี้ 30/30/30/10 ซึ่งจะแบ่งเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำ ปลูกข้าว ปลูกพืชผักผลไม้ เลี้ยงสัตว์ และที่อยู่อาศัย ทำให้เกษตรกรมีพื้นที่ในการทำเกษตรแบบครบถ้วน มีผลผลิตให้เก็บกินตลอดทั้งปี สามารถพึ่งพาอาศัยตัวเองในการดำเนินชีวิต

พื้นที่ 4 ส่วนของเกษตรทฤษฎีใหม่มีดังนี้

1. สระกักเก็บน้ำ

น้ำ คือ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการเพาะปลูก เกษตรทฤษฎีใหม่จึงให้ความสำคัญกับน้ำเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ควรมีการคำนวนต้นทุนน้ำ และความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ เพื่อการขุดสระกักเก็บน้ำตามขนาดที่เหมาะสม โดยทั่วไปสามารถใช้พื้นที่ 30% ขุดสระกักเก็บน้ำ เพื่อช่วยกักเก็บน้ำฝนให้มีเพียงพอต่อการเพาะปลูกทั้งปี และยังสามารถเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น ปลา, กบ, หอย, ปู ฯลฯ ช่วยให้เกษตรกรมีเนื้อสัตว์เพิ่มเติมไว้บริโภค
ในครัวเรือน

2. แปลงปลูกข้าว

ข้าว คือ อาหารหลักของคนไทยที่รับประทานในชีวิตประจำวัน เกษตรทฤษฎีใหม่จึงเห็นควรให้ใช้พื้นที่ 30% ในการเพาะปลูกข้าวในฤดูฝน ส่วนฤดูอื่นให้ปรับปรุงคุณภาพดินเตรียมความพร้อมในการเพาะปลูกครั้งถัดไป เพื่อที่จะได้ข้าวที่มีคุณภาพดี ในปริมาณที่เพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือน และเก็บสะสม ไว้สำรองเพื่อรับประทานได้ตลอดปี

3. เพาะปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผัก

พืชผักผลไม้มีคุณประโยชน์มากมาย ทั้งสามารถนำมาบริโภคคู่กับข้าวเพื่อสร้างรสชาติที่หลากหลาย เกษตรทฤษฎีใหม่จึงแนะนำให้ใช้พื้นที่ 30% ในการเพาะปลูกพืชให้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ผัก ผลไม้ พืชไร่ หรือ สมุนไพร ให้เพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือน เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และช่วยให้ร่างกายแข็งแรง

4. ที่อยู่อาศัย และอื่น ๆ

เกษตรทฤษฎีใหม่ได้จัดสรรที่อยู่อาศัยบนพื้นที่ 10% สุดท้ายเพื่อเป็นที่พักอาศัยให้เกษตรกรพักผ่อนฟื้นคืนเรี่ยวแรง และสามารถสร้างสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น คอกเลี้ยงสัตว์ โรงเก็บผลผลิตเรือนเพาะชำ ฯลฯ โดยจัดแบ่งได้ตามความเหมาะสมในพื้นที่ของเกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรได้รับผลผลิตเพิ่มเติม สามารถเก็บไว้กินภายในครัวเรือน แลกเปลี่ยนกับผลผลิตอื่น ๆ ของเพื่อนบ้าน ขายต่อเพื่อสร้างผลกำไร ช่วยให้ความเป็นอยู่ของเกษตรดีขึ้น

นอกจากวิธีการจัดสรรค์พื้นที่ที่ได้อธิบายไปเบื้องต้นแล้ว เกษตรทฤษฎีใหม่ยังมีแนวคิดของการรวมตัวเพื่อสร้างชุมชนที่แข็งแรง และสามารถต่อรองกับภาครัฐหรือเอกชนในเรื่องของราคาสินค้า รวมไปถึงหาแหล่งเงินทุนในการพัฒนาพื้นที่ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน

ประโยชน์ของการทำเกษตรในรูปแบบเกษตรทฤษฎีใหม่

  • มีความมั่นคงทางด้านอาหาร พออยู่พอกิน เลี้ยงตนเองได้ตามหลักปรัชญาของ “เศรษฐกิจพอเพียง”
  • ลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง ในหน้าแล้งก็สามารถนำน้ำที่กักเก็บไว้ในสระมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยได้โดยไม่ต้องอาศัยน้ำจากชลประทาน
  • ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาล สามารถเก็บผลผลิตที่เหลือจากการบริโภคนำไปขายสร้างรางรายได้ให้เพิ่มขึ้น
  • ที่ดินที่มีอยู่อย่างจำกัดสามารถนำไปไปใช้ประโยชน์ได้อย่างคัมค่า เป็นแนวทางการพัฒนาการเกษตรแบบพึ่งตนเองโดยผสมพสานการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และประมงไว้ด้วยกัน ช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะเน้นความพอยู่พอยู่พอกิน ไม่เป็นหนี้สิน

ที่มา : Youtrube ชาวสวน ยุคใหม่


บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีการทำน้ำหมักชีวภาพ ชนิดต่างๆ บำรุงพืชผักในสวน

วิธีการทำน้ำหมักชีวภาพ ชนิดต่างๆ บำรุงพืชผักในสวน

วิธีการทำน้ำหมักชีวภาพ

น้ำหมักชีวภาพ หรือ น้ำสกัดชีวภาพ หรือ ปุ๋ยน้ำจุลินทรีย์ ตามแต่จะเรียก เป็นสารละลายเข้มข้นที่ได้จากการหมักเศษพืช หรือสัตว์ กับสารที่ให้ความหวาน จนถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ ซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการแล้วจะได้สารละลายเข้มข้นสีน้ำตาล ประกอบไปด้วยจุลินทรีย์ และสารอินทรีย์หลายชนิด

เดิมทีนั้นจุดประสงค์ของการคิดค้น “น้ำหมักชีวภาพ” ขึ้นมา เพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตรโดยเฉพาะ แต่ช่วงหลังก็มีการนำน้ำหมักชีวภาพ มาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในด้านอื่น เช่น

  • ด้านการเกษตร น้ำหมักชีวภาพ มีธาตุอาหารสำคัญ ทั้งไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม แคลเซียม กำมะถัน ฯลฯ จึงสามารถนำไปเป็นปุ๋ย เร่งอัตราการเจริญเติบโตของพืช เพิ่มคุณภาพของผลผลิตให้ดีขึ้น และยังสามารถใช้ไล่แมลงศัตรูพืชได้ด้วย
  • ด้านปศุสัตว์ สามารถช่วยกำจัดกลิ่นเหม็น น้ำเสียจากฟาร์มสัตว์ได้ ช่วยป้องกันโรคระบาดต่าง ๆ ในสัตว์แทนการใช้ยาปฏิชีวนะ ทำให้สัตว์แข็งแรง มีความต้านทานโรค ช่วยกำจัดแมลงวัน ฯลฯ
  • ด้านการประมง ช่วยควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ช่วยแก้ปัญหาโรคพยาธิในน้ำ ช่วยรักษาโรคแผลต่าง ๆ ในปลา กบ จระเข้ได้ ช่วยลดปริมาณขี้เลนในบ่อ ช่วยให้เลนไม่เน่าเหม็น
  • ด้านสิ่งแวดล้อม น้ำหมักชีวภาพ สามารถช่วยบำบัดน้ำเสียจากการเกษตร ปศุสัตว์ การประมง โรงงานอุตสาหกรรม ชุมชน และสถานประกอบการทั่วไป แถมยังช่วยกำจัดกลิ่นเหม็นจากกองขยะ การเลี้ยงสัตว์ โรงงานอุตสาหกรรม และชุมชนต่าง ๆ นอกจากนี้ยังช่วยปรับสภาพอากาศที่เสียให้สดชื่น และมีสภาพดีขึ้น

ประโยชน์ในครัวเรือน เราสามารถนำน้ำหมักชีวภาพ มาใช้ในการซักล้างทำความสะอาดแทน สบู่ ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน รวมทั้งใช้ดับกลิ่นในห้องน้ำ โถส้วม ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ได้ด้วย

เห็นประโยชน์ใช้สอยของ น้ำหมักชีวภาพ มากมายขนาดนี้ ชักอยากลองทำน้ำหมักชีวภาพดูเองแล้วใช่ไหมล่ะ จริง ๆ แล้ว น้ำหมักชีวภาพ มีหลายสูตรตามแต่ที่ผู้คิดค้นขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยต่าง ๆ กัน วันนี้เราก็มี วิธีทำ น้ำหมักชีวภาพ แบบง่าย ๆ มาฝากกันด้วย

วิธีการทำน้ำหมักชีวภาพ เพื่อการเกษตร

เราสามารถเลือกส่วนผสมจาก พืช ผลไม้สุก หรือสัตว์ อย่างหอยเชอรี่ ในการทำน้ำหมักชีวภาพ ได้

ส่วนผสม 

เราสามารถเลือกส่วนผสมจาก พืช ผลไม้สุก หรือสัตว์ อย่างหอยเชอรี่ อย่างใดอย่างหนึ่ง ในการทำน้ำหมักชีวภาพ โดยสับเป็นชิ้นเล็ก 3 ส่วน, กากน้ำตาล 1 ส่วน (อาจใช้น้ำตาลทรายแดง หรือน้ำตาลทรายขาว ผสมน้ำมะพร้าว 1 ส่วนแทนได้) น้ำเปล่า 10 ส่วน

วิธีทำ

  • นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้ากัน แล้วบรรจุลงในถังหมักพลาสติก หรือขวดปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่ม นานประมาณ 3 เดือน แล้วจึงสามารถนำไปใส่เป็นปุ๋ยให้พืชผักผลไม้ได้ โดย
  • ใช้น้ำหมักชีวภาพ อัตราส่วน 10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อบำรุงใบพืชผักผลไม้
  • ใช้น้ำหมักชีวภาพอัตราส่วน 15-20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ให้ดินร่วนซุย
  • ใช้น้ำหมักชีวภาพ อัตราส่วน 1 ส่วน น้ำ 1 ส่วน เพื่อกำจัดวัชพืช

ทั้งนี้ มีเทคนิคแนะนำว่า หากต้องการบำรุงส่วนใบพืช ก็ให้ใช้ส่วนใบยอดพืชมาหมัก หากต้องการบำรุงผล ให้ใช้ส่วนผล เช่น กล้วยน้ำว้าสุก มะละกอสุก เปลือกสับปะรด ฟักทองมาหมัก มะม่วงสุก ฯลฯ หรือหากต้องการใช้กำจัดศัตรูพืข ควรหมักสะเดา ตะไคร้หอม ข่า แยกต่างหากด้วย เมื่อจะใช้ก็นำมาผสมฉีดพ่นพืชผักผลไม้

นอกจากนี้ หากใช้สายยางดูดเฉพาะน้ำใส ๆ จากน้ำหมักชีวภาพที่หมักได้ 3 เดือนแล้วออกมา จะเรียกส่วนนี้ว่า ” หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพ ” เมื่อนำไปผสมอีกครั้ง แล้วหมักไว้ 2 เดือน จะได้หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพอายุ5 เดือน ซึ่งหากขยายต่ออายุทุก ๆ 2 เดือน จะได้หัวเชื้อที่อายุมากขึ้นเรื่อย ๆ และประสิทธิภาพสูงมากขึ้น

วิธีทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อการซักล้าง

น้ำหมักชีวภาพ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการซักล้างได้ โดยมีสูตรดังนี้

  • ให้นำผลไม้ เปลือกผลไม้ (ฝักส้มป่อย , มะคำดีควาย , มะนาว ฯลฯ) 3 ส่วน
  • น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำตาลอ้อย 1 ส่วน และน้ำ 10 ส่วน

วิธีทำและการนำไปใช้

ใส่รวมกันในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท โดยให้เหลือช่องว่างไว้ประมาณ 1 ใน 5 ของขวด/ถัง แล้วหมั่นเปิดฝาคลายแก๊สออก โดยต้องวางไว้ในที่ร่ม อย่าให้ถูกแสงแดด หมักไว้นาน 3 เดือน ก็จะได้น้ำหมักชีวภาพ สำหรับซักผ้า หรือล้างจานได้ ซึ่งสูตรนี้แม้ว่าผ้าจะมีราขึ้น หากนำผ้าไปแช่ทิ้งไว้ในน้ำหมักชีวภาพก็จะสามารถซักออกได้

วิธีทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อดับกลิ่น

สูตรหนึ่งของการทำน้ำหมักชีวภาพมาดับกลิ่น คือ ใช้เศษอาหาร พืชผัก ผลไม้ที่เหลือทิ้ง 3 ส่วน กากน้ำตาลหรือโมลาส 1 ส่วน และน้ำ 10 ส่วน ใส่รวมกันในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท โดยให้เหลือช่องว่างไว้ประมาณ 1 ใน 5 ของขวด/ถัง หมักไว้นาน 3 เดือน ก็จะได้น้ำหมักชีวภาพใช้ดับกลิ่นในห้องน้ำ โถส้วม ท่อระบายน้ำ กลิ่นปัสสาวะสุนัข ฯลฯ ได้อย่างดี

ข้อควรระวังในการใช้ น้ำหมักชีวภาพ

  • หากใช้น้ำหมักชีวภาพกับพืช ต้องใช้ปริมาณเจือจาง เพราะหากความเข้มข้นสูงเกินไป อาจทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต และตายได้
  • ระหว่างหมัก จะเกิดก๊าซต่าง ๆ ในภาชนะ ดังนั้นต้องหมั่นเปิดฝาออก เพื่อระบายแก๊ส แล้วปิดฝากลับให้สนิททันที
  • หากใช้น้ำประปาในการหมัก ต้องต้มให้สุก เพื่อไล่คลอรีนออกไปก่อน เพราะคลอรีนอาจเป็นอันตรายต่อจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก
  • พืชบางชนิด เช่น เปลือกส้ม ไม่เหมาะในการทำน้ำหมักชีวภาพ เพราะน้ำมันที่เคลือบผิวเปลือกส้มเป็นพิษต่อจุลินทรีย์

น้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภค

เราอาจเคยได้ยินข่าวว่า มีคนนำน้ำหมักชีวภาพมาใช้บริโภคกันด้วย ซึ่งน้ำหมักชีวภาพที่ใช้ในการบริโภค หรือ เอนไซม์ เป็นสารโปรตีน วิตามินเอ บี ซี ดี อี เค อะมิโนแอซิค(Amino acid) และ อะเซทิลโคเอ (Acetyl Coa) ที่ได้จาก หมักผลไม้นานาชนิด เมื่อหมักระยะเริ่มแรกจะเป็นแอลกอฮอล์ ระยะต่อมา เป็นน้ำส้มสายชู ซึ่งมีรสเปรี้ยว อีกระยะหนึ่งเป็นยาธาตุ มีรสขม ก่อนจะได้เป็นน้ำหมักชีวภาพ (เอ็นไซม์) ซึ่งใช้เวลาหมักขยายประมาณ 2 ปี แต่หากจะนำไปดื่มกินควรผ่านการหมักขยายเป็นเวลา 6 ปีขึ้นไป

โดยประโยชน์จากน้ำหมักชีวภาพนั้น หากมีการนวัตกรรมการผลิตที่ดีจะส่งผลดีต่อสุขภาพของระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ทำให้ภูมิต้านทานโรคดีขึ้น และช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ แต่น้ำหมักชีวภาพ ที่ขายอยู่ตามท้องตลาด มักเป็นน้ำหมักชีวภาพที่อยู่ในสภาพเป็นแอลกอฮอล์ ดังนั้นเมื่อดื่มกินแล้วอาจมีอาการร้อนวูบวาบ มึนงง และอาจทำให้ฟันผุกร่อนได้ เพราะน้ำหมักชีวภาพ (เอนไซม์) มีสภาพเป็นกรดสูง ดังนั้นจึงไม่ควรดื่มน้ำหมักชีวภาพแบบเข้มข้น

อย่างไรก็ตาม การทำน้ำหมักชีวภาพ ที่ใช้บริโภคนั้น ยังขาดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับ หากดื่มกินเข้าไปก็เสี่ยงต่ออันตรายได้ โดยเฉพาะมีข้อมูลจาก สวทช. ร่วมกับ อย.ที่ได้เก็บตัวอย่างของผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพที่วางขายตามท้องตลาดมาตรวจสอบ พบว่า น้ำหมักชีวภาพเหล่านี้ แม้จะไม่มีการปนเปื้อนของโลหะ เศษไม้ เศษดิน แต่พบการปนเปื้อนของเชื้อรา ยีสต์ เมทิลแอลกอฮอล์ เอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาทและตา โดยเฉพาะเมทานอล หรือเมทิลแอลกอฮอล์ที่ทำอันตรายต่อร่างกายได้

ดังนั้นแล้ว เพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา รวมทั้งต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ผลิต แหล่งผลิต และบรรจุภัณฑ์หีบห่อด้วย แต่ถ้าหากจะนำ “น้ำหมักชีวภาพ” มาใช้ในครัวเรือน หรือการเกษตร ลองทำง่าย ๆ ด้วยตัวเอง ก็จะปลอดภัยและประหยัดที่สุด


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ขึ้นฉ่าย พืชสมุนไพร ที่เป็นได้ทั้งยาและอาหาร 

ขึ้นฉ่าย พืชสมุนไพร ที่เป็นได้ทั้งยาและอาหาร

ขึ้นฉ่าย

ขึ้นฉ่าย (Celery) เป็นพืชสมุนไพรที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมากค่ะ โดยในสมัยโบราณเคยถูกนำมาใช้เป็นยารักษาโรคโดยเฉพาะในแถบแอฟริกาตอนเหนือและยุโรปตอนใต้ ก่อนจะถูกนำมาเพาะปลูก พัฒนาสายพันธุ์ และนำมาประกอบอาหารอย่างแพร่หลายไปทั่วโลกในปัจจุบัน ขึ้นฉ่ายนั้นขึ้นชื่อทั้งด้านการให้ประโยชน์ทางคุณค่าสารอาหารและยารักษาโรคค่ะ เนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินบี1,2,6 วิตามินซี เส้นใยอาหาร โพแทสเซียม แคลเซียม โฟเลต โมลิบดินัม (Molbdenum) ฟอสฟอรัส เหล็ก แมกนีเซียม แมงกานีส จากการศึกษาพบว่าขึ้นฉ่ายมีส่วนช่วยเสริมสร้างสุขภาพ ดังต่อไปนี้

สรรพคุณทางยา

  1. เสริมระบบภูมิคุ้มกัน และป้องกันมะเร็ง
    ขึ้นฉ่ายอุดมไปด้วยสารประกอบที่มีชื่อว่า Coumarins ซึ่งมีคุณสมบัติในการป้องกันเซลล์จากการทำลายของสารอนุมูลอิสระ จึงช่วยลดความเสี่ยงในการกลายพันธุ์ของเซลล์ที่จะนำไปสู่การเกิดเป็นมะเร็งในอนาคต และยังช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่ป้องกันภูมิคุ้มกันของร่างกายในการขจัดเซลล์มะเร็งที่เป็นอันตราย นอกจากนี้ ขึ้นฉ่ายก็ยังประกอบไปด้วยสาร Acetylenics ที่ทำหน้าที่ในการหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งให้น้อยลงอีกด้วย
  2. ส่งผลดีต่อความดันโลหิต
    จากการศึกษาพบว่าในขึ้นฉ่ายนั้นมีสารประกอบที่มีชื่อว่า Phalides ที่มีสรรพคุณในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบเส้นโลหิตแดง และช่วยขยายเส้นเลือดให้กว้างขึ้น จึงส่งผลทำให้กระแสเลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆในร่างกายได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ก็ยังช่วยลดการหลั่งฮอร์โมนความเครียด ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงด้วยเช่นกัน
  3. ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
    จากการศึกษาคุณสมบัติในการลดระดับคอเลสเตอรอลของขึ้นฉ่ายในสัตว์ทดลอง พบว่าภายใน 8 สัปดาห์ สัตว์ที่ดื่มน้ำขึ้นฉ่ายคั้นสดจะมีระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมลดลง และยังพบว่าร่างกายของสัตว์เหล่านั้นมีการเพิ่มด้านหลั่งของกรดน้ำดี (Bile Acid) มากขึ้น จึงมีส่วนช่วยส่งผลให้ระดับของคอเลสเตอรอลในร่างกายลดลงได้
  4. ช่วยขับปัสสาวะ และลดบวมน้ำ
    ขึ้นฉ่ายนั้นอุดมไปด้วยสารโพแทสเซียม (Potassium) และโซเดียม (Sodium) ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ช่วยเสริมสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นกับระบบของเหลวภายในร่างกาย กระตุ้นการผลิตน้ำปัสสาวะ และกระตุ้นให้ร่างกายมีการขับน้ำส่วนเกินออกมามากขึ้น

วิธีเลือกซื้อและเก็บรักษา

  • เลือกขึ้นฉ่ายที่ดูสดและกรอบ เลือกต้นที่สามารถแยกออกจากกันได้ง่าย ไม่เหี่ยวเฉาหรือแลดูไม่สด
  • เลือกขึ้นฉ่ายที่มีใบสีเขียวซีดไปจนถึงสีเขียวสด หลีกเลี่ยงใบสีเหลืองหรือใบสีน้ำตาล
  • เพื่อยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานยิ่งขึ้น ควรเก็บขึ้นฉ่ายในซองพลาสติกที่มีฝาปิดมิดชิด หรือห่อด้วยพลาสติกใส หรือพันผ้าขนหนูชุบน้ำพอหมาด ก่อนเก็บเข้าตู้เย็นในช่องแช่ผักตามปกติ ไม่เก็บในช่องแช่แข็งเพราะจะทำให้เหี่ยวเฉาและเน่าเสียง่าย
  • หากขึ้นฉ่ายถูกหั่นเรียบร้อยแล้ว ให้รินน้ำส่วนเกินที่หลงเหลืออยู่ในภาชนะออกให้หมด เนื่องจากน้ำอาจชะล้างสารอาหารที่มีประโยชน์ออกจากขึ้นฉ่ายได้
  • หลีกเลี่ยงการเก็บขึ้นฉ่ายในอุณหภูมิห้องเป็นเวลานานๆ เนื่องจากขึ้นฉ่ายมีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก จึงอาจทำให้ใบและลำต้นเหี่ยวได้ง่าย
  • หลังหั่นควรรีบใช้ให้หมดโดยเร็วภายใน 1-2 วัน เนื่องจากขึ้นฉ่ายนั้นบอบบางมากจนไม่อาจเก็บไว้ได้นานนัก
  • หากขึ้นฉ่ายที่ซื้อมาเหี่ยวให้ลองพรมน้ำเล็กน้อยแล้วนำไปแช่ตู้เย็นนานๆ หลายชั่วโมง ก็จะช่วยให้ขึ้นฉ่ายกลับมาสดกรอบได้อีกครั้ง

เนื่องจากขึ้นฉ่ายนั้นบอบบางมากจนไม่อาจเก็บไว้ได้นานนัก หากขึ้นฉ่ายที่ซื้อมาเหี่ยวให้ลองพรมน้ำเล็กน้อยแล้วนำไปแช่ตู้เย็นนานๆ หลายชั่วโมง ก็จะช่วยให้ขึ้นฉ่ายกลับมาสดกรอบได้อีกครั้ง

ที่มา : อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

แอร์อินเวอร์เตอร์ กับ แอร์ธรรมดา แตกต่างกันอย่างไร? เลือกใช้แบบไหนดี

แอร์อินเวอร์เตอร์ กับ แอร์ธรรมดา แตกต่างกันอย่างไร เลือกใช้แบบไหนดี

แอร์อินเวอร์เตอร์ กับ แอร์ธรรมดา แตกต่างกันอย่างไร

ในช่วงอากาศร้อนจัดแบบนี้ “แอร์” กลายเป็นไอเทมจำเป็นของทุกบ้าน แต่พอจะเลือกซื้อจริง ๆ ก็มีคำถามเกิดขึ้นทันทีว่า…จะเลือก แอร์อินเวอร์เตอร์ หรือ แอร์ธรรมดา ดี? หลายคนอาจเคยได้ยินว่าอินเวอร์เตอร์ประหยัดไฟกว่า แต่ราคาก็สูงกว่า แล้วแบบไหนถึงจะคุ้มค่ากับการใช้งานในระยะยาว?

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจความแตกต่างของแอร์ทั้งสองประเภท พร้อมเปรียบเทียบข้อดี–ข้อเสีย เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกแอร์ที่เหมาะกับบ้านและไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้ง่ายขึ้น

หลักการทำงาน

  • แอร์อินเวอร์เตอร์ (Inverter Air Conditioner) ใช้เทคโนโลยี คอมเพรสเซอร์แบบปรับความเร็วได้ (Variable Speed Compressor) ปรับรอบการทำงานของคอมเพรสเซอร์และพัดลมตามอุณหภูมิห้องที่ตั้งไว้ เมื่อถึงอุณหภูมิที่ต้องการ ระบบจะลดความเร็วลงแต่ยังทำงานต่อเนื่อง ไม่ปิดเครื่อง
  • แอร์ธรรมดา (Non-Inverter) ใช้ คอมเพรสเซอร์แบบ On/Off ทำงานเต็มกำลังเมื่อเปิดใช้งาน และปิดเมื่อถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นอีกจึงกลับมาทำงานใหม่

แอร์อินเวอร์เตอร์ (Inverter Air Conditioner) คือ เครื่องปรับอากาศที่ใช้เทคโนโลยี อินเวอร์เตอร์ (Inverter) ในการควบคุมความเร็วของคอมเพรสเซอร์ เพื่อให้เครื่องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานมากขึ้น

จุดเด่นของแอร์อินเวอร์เตอร์

  • คอมเพรสเซอร์จะ ไม่หยุดทำงานทันที เมื่อห้องเย็นถึงระดับที่ตั้งไว้ แต่จะปรับความเร็วให้เหมาะสมแทน
  • ทำให้ ควบคุมอุณหภูมิได้คงที่ ไม่เย็นวูบวาบ
  • ช่วยให้ ประหยัดไฟ มากกว่าแอร์ธรรมดาในระยะยาว
  • มีเสียงเบา และอายุการใช้งานของเครื่องยาวนานขึ้น

พูดง่าย ๆ คือ แอร์อินเวอร์เตอร์ฉลาดในการใช้พลังงาน ทำงานต่อเนื่องแต่ประหยัด เหมาะกับคนที่เปิดแอร์นาน ๆ หรือใช้ทุกวัน

แอร์อินเวอร์เตอร์ต่างจากแอร์แบบดั้งเดิมอย่างไร

หัวใจสำคัญที่ทำให้แอร์ทั้งสองแบบต่างกันคือ คอมเพรสเซอร์

  • แอร์อินเวอร์เตอร์ ใช้คอมเพรสเซอร์ ความเร็วแปรผัน ปรับรอบการทำงานตามอุณหภูมิห้อง เย็นสบายสม่ำเสมอ ประหยัดพลังงาน ทำงานเงียบกว่า
  • แอร์แบบดั้งเดิม ใช้คอมเพรสเซอร์ ความเร็วคงที่ ทำงานแบบเปิด-ปิด ใช้พลังงานมาก เสียงดัง เย็นไม่คงที่

แอร์อินเวอร์เตอร์ฉลาดกว่า ประหยัดกว่า

แอร์อินเวอร์เตอร์มี อินเวอร์เตอร์สวิทช์ ช่วยปรับการใช้ไฟฟ้าตามสภาพอากาศ

  • อากาศร้อนจัด – ปรับเพิ่มกำลัง
  • อยู่บ้านหลายคน – ปรับเพิ่มกำลัง
  • อากาศเย็นสบาย – ปรับลดกำลัง

ส่งผลให้ประหยัดพลังงานมากกว่าแอร์แบบดั้งเดิม

  • แอร์อินเวอร์เตอร์ ประหยัดไฟ เย็นสบาย เงียบกริบ ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ราคาสูง
  • แอร์แบบดั้งเดิม ราคาประหยัด กินไฟ เสียงดัง เย็นไม่คงที่ ปล่อยสารทำลายโอโซน

แอร์แบบไหนเหมาะกับคุณ?

ต้องการประหยัดไฟ เย็นสบายเงียบๆ เลือกแอร์อินเวอร์เตอร์ แต่ถ้างบจำกัด เน้นใช้งานนานๆ ไม่ซีเรียสเรื่องเสียง เลือกแอร์แบบดั้งเดิมก็ได้ครับ


บทความที่น่าสนใจ

สายพันธุ์สุนัขยอดนิยมในไทย ข้อดีข้อเสียที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจเลี้ยง

สายพันธุ์สุนัขยอดนิยมในไทย ข้อดีข้อเสียที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจเลี้ยง

     เชื่อว่าใครๆ หลายๆ คนสมัยเด็กก็อยากมีน้องหมาเป็นเพื่อนคู่ใจชักตัวหนึ่งหรือสองตัวเป็นเพื่อนคู่ใจไว้แก้เหงาใช่ไหมล่ะครับ แต่รู้ไหมว่าการเลือกน้องหมาสักตัวมาเลี้ยงเนี่ย ไม่ใช่แค่ดูว่าน่ารักถูกใจและน่ารักอย่างเดียวเท่านั้น  เพราะน้องหมาแต่ละสายพันธุ์ก็มีนิสัยใจคอและข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องราวของ สุนัขยอดนิยมในไทย ที่ใครๆ ก็หลงรักกัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้า โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ แสนซื่อสัตย์, ชิวาวา ตัวจิ๋วแต่แจ๋ว, ปอมเมอเรเนียน ขนฟูสุดน่ารัก, เฟรนช์ บูลด็อก หน้าตากวนๆ, บีเกิล จอมซน, พุดเดิ้ล สุดฉลาด, ชิสุ ขี้อ้อน หรือ คอร์กี้ ขาสั้นสุดฮิต แต่ละสายพันธุ์จะมีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง เหมาะกับไลฟ์สไตล์แบบไหน ตามมาดูกันเลย!

สายพันธุ์สุนัขยอดนิยมในไทย ยอดฮิตกันว่าจะเป็นสายพันธุ์ใดบ้าง ตรงกับที่หลายๆ คนหยากเลี้ยงหรือไม่ หวังว่าข้อมูลนี้จะมีประโยชน์สำหรับหลายคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่กำลังมองหาสุนัขมาเลี้ยงเป็นเพื่อนชักตัว ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้ จะช่วยประกอบการตัดสินใจในการหาสุนัขมาเลี้ยงไม่มากก็น้อยเลยแหละ  เอาหละ!! จะมีสายพันธุ์ใดบ้างไปดูกันเลย

ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian)

1). ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian)

ประวัติ พันธุ์ปอมเมอเรเนียนมีต้นกำเนิดมาจากแคว้นปอมเมอเรเนียในทวีปยุโรป เดิมทีพวกมันเป็นสุนัขลากเลื่อนที่มีขนาดตัวใหญ่ พอเวลาผ่านไป ก็มีการปรับปรุงสายพันธุ์จนตัวเล็กลงเป็นอย่างในปัจจุบัน

ลักษณะทางกายภาพ ปอมเมอเรเนียนเป็นสุนัขขนาดเล็ก รูปร่างกะทัดรัด มีขนอยู่สองชั้น มีสีหลากหลาย มีดวงตาที่เว้าวอนใช้ได้ และหูที่ตั้งทำให้ดูเป็นสุนัขที่มีความตื่นตัวตลอดเวลา

ลักษณะนิสัย มีชีวิตชีวา ติดคนชอบอยู่กับเจ้าของ ฉลาดฝึกฝนได้ง่าย อยากรู้อยากเห็น มีความกล้าหาญ มั่นใจ แม้ตัวจะเล็กก็ไม่หวั่น ทำให้เป็นสุนัขเฝ้าบ้านที่ยอดเยี่ยม (บ้านอยู่ แต่ของอาจจะหาย) และอาจแสดงพฤติกรรมหวงถิ่นหากไม่ได้เข้าสังคมอย่างเหมาะสม

การดูแลเป็นพิเศษ ปอมเมอเรเนียนต้องการการแปรงขนเป็นประจำเพื่อให้ขนนุ่มฟู พวกเขาเป็นสุนัขที่กระฉับกระเฉงซึ่งต้องการออกกำลังกายเป็นประจำ เนื่องจากขนาดที่เล็กจึงมีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับฟันได้ ดังนั้นการดูแลฟันจึงเป็นสิ่งจำเป็น

2). บูลด็อก (Bulldog)

บูลด็อก (Bulldog)

ประวัติ บูลด็อกมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เดิมทีถูกเพาะพันธุ์ในอังกฤษเพื่อใช้เป็นเหยื่อล่อวัว (Bull-baiting) เมื่อเวลาผ่านไป ก็ค่อยๆเปลี่ยนมาเป็นสัตว์เลี้ยงคู่ใจ เป็นมิตร และว่านอนสอนง่าย

ลักษณะทางกายภาพ บูลด็อกมีรูปลักษณ์ที่โดดเด่น เป็นที่จดจำด้วยโครงสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ศีรษะที่กว้าง จมูกที่สั้น มีขนเรียบสั้น มีหลากหลายสี รวมทั้งลาย สีขาว และสีน้ำตาลแกมเหลืองที่จะพบได้บ่อย

ลักษณะนิสัย บูลด็อกมีความโดดเด่นในเรื่องอารมณ์สงบ อ่อนโยน พวกมันน่ารัก ซื่อสัตย์ และเข้ากับเด็กได้ดี ทำให้พวกมันเป็นสัตว์เลี้ยงในครอบครัวที่ดีเยี่ยม แม้จะดูน่ากลัว แต่โดยทั่วไปแล้วพวกมันเป็นมิตร ไม่ก้าวร้าว จะไม่ค่อยกระฉับกระเฉงเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ และชอบใช้ชีวิตแบบสบายๆ

การดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากโครงสร้างใบหน้าที่สั้น ทำให้มีความเสี่ยงต่อภาวะหายใจลำบากและไวต่อความร้อน ต้องการการออกกำลังกายในระดับปานกลางเพื่อรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และทำความสะอาดรอยพับบนใบหน้าเป็นประจำเพื่อป้องกันปัญหาผิวหนัง

3). พุดเดิ้ล (Poodle)

สุนัขสายพันธุ์พุดเดิ้ล ถือว่าเป็นสุนัขที่ฉลาด ขี้อิจฉา ขี้ประจบประแจงเป็นพิเศษ พุดเดิ้ลมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดในประเทศเยอรมนี แรกเริ่มพวกมันถูกเพาะพันธุ์ในฐานะสุนัขที่เลี้ยงเพื่อกิจกรรมทางน้ำ (Water dog) เพราะขนสามารถป้องกันน้ำได้ดี และมีขาหลังที่เหมาะสมกับการว่ายน้ำ

ลักษณะทางกายภาพ พุดเดิ้ลมี 3 ขนาด ได้แก่ Standard, Miniature และ Toy มีขนหยิก ป้องกันน้ำได้ดี มีโครงสร้างร่างกายที่สง่างาม ขายาว มีดวงตาอันชาญฉลาดทำให้พวกมันดูสง่างาม มีสไตล์

จุดเด่นของ พุดเดิ้ล (Poodle) เป็นสุนัขที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเภทสวยงาม เพราะพวกมันมักจะมีปากเรียวยาว ดวงตากลมโต หูห้อยลงมาปิดแก้ม มีลักษณะขนดกและหยิกแต่ติดหนัง ขนสั้นและมีความเงางาม ลักษณะของขนค่อนข้างละเอียดมากพอสมควร ส่วนสีขนมีตั้งแต่สีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลแก่ และยังคงมีสีขนสีขาวแต้มบริเวณหน้าอก ข้อเท้า และปลายหาง จมูกจะสามารถเปลี่ยนเป็นสีแดงได้ หากพวกมันมีอาการตกใจอย่างสุดขีด

การดูแลเป็นพิเศษ พุดเดิ้ลต้องการการแปรงขนเป็นประจำ พวกเขาเป็นสุนัขที่กระตือรือร้นที่ต้องการการออกกำลังกายทุกวัน นอกจากนี้ การตรวจสุขภาพเป็นประจำยังมีความจำเป็นในการตรวจสุขภาพตา และป้องกันปัญหาทางพันธุกรรม

4). บีเกิ้ล (Beagle)

บีเกิ้ล (Beagle)

ประวัติ บีเกิ้ลเป็นสายพันธุ์ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ เดิมทีพวกมันถูกเพาะพันธุ์มาเพื่อล่าสัตว์เล็ก โดยเฉพาะกระต่าย เนื่องจากพวกมันมีประสาทรับกลิ่นและความสามารถในการติดตามที่เฉียบแหลม

ลักษณะทางกายภาพ บีเกิ้ลมีรูปร่างขนาดกลาง มีกล้ามเนื้อ มีขนหนานุ่ม เงางาม โดยทั่วไปมีรูปแบบทั้งหมดสามสี ได้แก่ ดำ ขาว และสีแทน บีเกิ้ลมีดวงตาสีน้ำตาลที่มีสายตาเว้าวอน หูตกลงมา

ลักษณะเด่น บีเกิ้ลเป็นมิตร เข้ากับคนง่าย มีนิสัยอ่อนโยน มีประสาทรับกลิ่นที่ดีมักถูกใช้เป็นสุนัขตรวจจับ เข้ากันได้ดีกับสุนัขและสัตว์อื่นๆ

การดูแลเป็นพิเศษ มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคอ้วน ดังนั้นการกินอาหารที่เหมาะสม และการควบคุมน้ำหนักจึงเป็นสิ่งจำเป็น บีเกิ้ลมีความกระฉับกระเฉงและต้องการการออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อป้องกันพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเบื่อหน่าย

5). ชิวาวา (Chihuahua)

ชิวาวาเป็นสุนัขพันธุ์เล็กที่น่ารัก มีเสน่ห์เฉพาะตัว และเหมาะสำหรับคนที่ต้องการสัตว์เลี้ยงขนาดเล็ก แต่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากร่างกายบอบบางและมีความต้องการทางอารมณ์สูง การดูแลที่เหมาะสมและการให้ความรักจะทำให้ชิวาวาเติบโตเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารักและซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ

ประวัติ เชื่อกันว่าชิวาวาเป็นสายพันธุ์ของสุนัข Techichi โบราณจากเม็กซิโก พวกเขาได้รับการตั้งชื่อตามรัฐชิวาวาของเม็กซิโก ชิวาวาได้รับความนิยมในฐานะสัตว์เลี้ยงและกลายเป็นหนึ่งในสายพันธุ์สุนัขที่เล็กที่สุด

ลักษณะทางกายภาพ ชิวาวาเป็นสุนัขขนาดเล็กที่มีลำตัวกะทัดรัด หัวที่กลม พวกมันมีขนสองแบบคือ ขนสั้นและขนยาว มีสีและลวดลายให้เลือกมากมาย ชิวาวามีดวงตาที่โต หูตั้งตรง

ลักษณะนิสัย ชิวาวามักมีความมั่นใจ มีชีวิตชีวา กล้าหาญ แม้จะตัวเล็กก็ตาม รักเจ้าของ จงรักภักดี และปกป้องเจ้าของได้ ระมัดระวังคนแปลกหน้า และอาจแสดงพฤติกรรมเห่าหรือหวงอาณาเขต

การดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากขนาดที่เล็ก ชิวาวาจึงไวต่อการบาดเจ็บและควรดูแลอย่างระมัดระวัง พวกเขาอาจต้องการความอบอุ่นเป็นพิเศษในช่วงที่อากาศหนาวเย็นเนื่องจากมีไขมันในร่างกายน้อย การดูแลฟันเป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากสุนัขพันธุ์เล็กมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาเกี่ยวกับฟันได้

6).  ไทยหลังอาน (Thai Ridgeback)

ประวัติ ไทยหลังอานมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย พวกมันถูกใช้เป็นสุนัขล่าสัตว์และสุนัขเฝ้ายาม

ลักษณะทางกายภาพ  สุนัขไทยหลังอาน เป็นสุนัขขนาดกลางที่มีร่างกายแข็งแรง ขนสั้น และเงา มีสีทึบ ทั้งสีดำ สีน้ำเงิน สีแดง และสีน้ำตาลแกมเหลือง มีลักษณะเฉพาะคือสันขนบนหลังงอกขึ้นในทิศทางตรงกันข้ามกับส่วนอื่นของขน

ลักษณะนิสัย  ไทยหลังอานรักอิสระ เฉลียวฉลาด มีความจงรักภักดี เป็นสุนัขเฝ้าบ้านที่ดี เรียนรู้ได้แต่ต้องการการฝึกอบรมที่มั่นคงและสม่ำเสมอ

การดูแลเป็นพิเศษ  เป็นสายพันธุ์ที่ค่อนข้างแข็งแรง แต่อาจมีแนวโน้มที่จะปัญหาของโรคทางพันธุกรรมได้บ้าง การเข้าสังคม การฝึกตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งที่ควรจะทำเพื่อให้แน่ใจว่าสุนัขจะปรับตัวได้ดีและเชื่อฟัง

7). ชิบะอินุ (Shiba Inu)

ประวัติ ชิบะอินุเป็นหนึ่งในสายพันธุ์พื้นเมืองของญี่ปุ่นที่เก่าแก่และเล็กที่สุด เดิมทีพวกมันถูกเลี้ยงไว้สำหรับล่าสัตว์ขนาดเล็ก เช่น นกและกระต่าย 

ลักษณะทางกายภาพ ชิบะอินุเป็นสุนัขขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่มีร่างกายที่กะทัดรัด มีขนหนาสองชั้นฟลากหลายสี ได้แก่ สีแดง สีงา สีดำ-แทน และสีครีม มีหางที่ม้วนงอ และหูที่ตั้งตรง

ลักษณะนิสัย มีคอ พวกมันฉลาดแต่อาจจะฝึกได้ไม่ง่ายเนื่องจากมีนิสัยรักอิสระ เป็นสุนัขเฝ้าบ้านที่ยอดเยี่ยม สงวนตัวกับคนแปลกหน้า แต่สร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับครอบครัว มีนิสัยรักสะอาดคล้ายแมว คือชอบเลีบขนตัวเองเพื่อทำความสะอาด

การดูแลเป็นพิเศษ ชิบะอินุมีขนหนาสองชั้นที่ร่วงหนักปีละสองครั้ง การแปรงขนจึงมีความจำเป็น การเข้าสังคมตั้งแต่เนิ่นๆ และการฝึกอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มีมารยาทดี

8). ไซบีเรียน ฮัสกี (Siberian Husky)

ไซบีเรียน ฮัสกี (Siberian Husky) เป็นสุนัขสายพันธุ์ทำงานจากไซบีเรีย ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่ง ความอดทน และพลังงานสูง พวกมันถูกพัฒนาโดยชาวชุกชี (Chukchi) เพื่อใช้ลากเลื่อนในสภาพอากาศหนาวจัด

ฮัสกีเป็นหมาที่น่ารัก ตลก ฉลาด และขี้เล่น แต่ก็ดื้อ ซน และต้องการการดูแลเยอะมาก ไม่เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาให้ ถ้าคุณเลี้ยงหรือสนใจเลี้ยง ต้องเตรียมใจรับมือกับความแสบของพวกมันได้ด้วย


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ประกันภาคบังคับ (พ.ร.บ.) คุ้มครองอะไรบ้าง และทำไมต้องทำ?

ประกันภาคบังคับ (พ.ร.บ.) คุ้มครองอะไรบ้าง และทำไมต้องทำ?

ประกันภาคบังคับ (พ.ร.บ.) คุ้มครองอะไรบ้าง

           เมื่อพูดถึงการขับขี่บนท้องถนน หลายคนอาจนึกถึงกฎหมายจราจรและความปลอดภัยในการเดินทาง แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ ประกันภัยภาคบังคับ” หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ พ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่เจ้าของรถทุกคันต้องทำตามเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หลายคนอาจสงสัยว่า ประกันภาคบังคับ (พ.ร.บ.) คุ้มครองอะไรบ้าง และทำไมต้องทำ? บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ. รถยนต์ให้มากขึ้น เพื่อให้คุณรู้ถึงสิทธิประโยชน์และความสำคัญของการทำประกันภาคบังคับนี้

ประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) คืออะไร?

พ.ร.บ. (พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ) เป็น ประกันภัยภาคบังคับที่รัฐบาลกำหนดให้รถทุกคันต้องมี เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิด

จุดประสงค์ของ พ.ร.บ.

  • ช่วยให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุสามารถเข้ารับการรักษาได้ทันที
  • ลดภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ของผู้ประสบภัย
  • เป็นหลักประกันให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียม
  • เป็นเงื่อนไขสำคัญในการต่อภาษีรถยนต์ประจำปี

พ.ร.บ. คุ้มครองอะไรบ้าง?

พ.ร.บ. จะให้ความคุ้มครองเฉพาะผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ โดยครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้

  1. ค่ารักษาพยาบาล (สูงสุด 80,000 บาท)
    • ค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ ไม่ว่าผู้ขับขี่จะเป็นฝ่ายถูกหรือผิด
    • สามารถใช้สิทธิ์รักษาได้ที่โรงพยาบาลโดยไม่ต้องสำรองจ่าย
  1. ค่าทดแทนกรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวร (สูงสุด 500,000 บาท)
    • หากเกิดการเสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินชดเชยสูงสุด 500,000 บาท
    • กรณีสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพถาวร ได้รับเงินชดเชยตามอัตราที่กำหนด
  1. ค่าชดเชยกรณีต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล (200 บาท/วัน สูงสุด 20 วัน)
    • หากต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจากอุบัติเหตุ จะได้รับค่าชดเชยวันละ 200 บาท
  1. ค่าปลงศพ (สูงสุด 35,000 บาท)
    • ในกรณีที่เกิดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เงินจำนวนนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าทำศพให้กับครอบครัว

หมายเหตุ:

  • พ.ร.บ. คุ้มครองเฉพาะ ค่ารักษาพยาบาลและชดเชยกรณีบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
  • ไม่ครอบคลุม ค่าซ่อมรถหรือค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน ซึ่งต้องทำประกันภาคสมัครใจเพิ่มเติม

ทำไมต้องทำ พ.ร.บ. รถยนต์?

  • เป็นกฎหมายบังคับ  หากไม่มี พ.ร.บ. จะไม่สามารถต่อทะเบียนรถยนต์ได้ และอาจถูกปรับสูงสุดถึง 10,000 บาท
  • คุ้มครองทุกคนที่ได้รับบาดเจ็บ  ไม่ว่าจะเป็นคนขับ ผู้โดยสาร หรือแม้แต่คนเดินถนน
  • ไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษา  สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ทันที
  • ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย  โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีประกันภาคสมัครใจ

สรุป: พ.ร.บ. สำคัญอย่างไร?

  •  พ.ร.บ. เป็นกฎหมายที่เจ้าของรถทุกคนต้องทำ เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองทางการแพทย์กรณีเกิดอุบัติเหตุ
  • คุ้มครอง ค่ารักษาพยาบาล ค่าชดเชยรายวัน ค่าทำศพ และค่าทุพพลภาพ
  •  ไม่ครอบคลุมความเสียหายของตัวรถและทรัพย์สิน ต้องทำประกันภาคสมัครใจเพิ่มเติม
  • ไม่มี พ.ร.บ. = ต่อทะเบียนไม่ได้ และอาจโดนปรับสูงสุด 10,000 บาท

ดังนั้น หากคุณเป็นเจ้าของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ อย่าลืมตรวจสอบว่าพ.ร.บ.ของคุณยังไม่หมดอายุ และทำการต่อให้เรียบร้อย เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองอย่างต่อเนื่อง


บทความที่น่าสนใจ

มือใหม่อยาก ปลูกมันแกว เริ่มต้นอย่างไรให้ได้ผลดี

มือใหม่อยาก ปลูกมันแกว เริ่มต้นอย่างไรให้ได้ผลดี

ปลูกมันแกว

ปลูกมันแกว เริ่มต้นอย่างไรให้ได้ผลดี


      มันแกว เป็นพืชหัวที่ปลูกง่ายและสามารถเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย หัวมันแกวมีรสชาติหวาน กรอบ อร่อย สามารถรับประทานสดหรือใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารต่างๆ นอกจากนี้ มันแกวยังเป็นพืชที่มีตลาดรองรับ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นทำเกษตรเพื่อสร้างรายได้ แต่สำหรับมือใหม่ การปลูกมันแกวให้ได้ผลผลิตที่ดีจำเป็นต้องมีความรู้และเทคนิคที่ถูกต้อง บทความนี้จะช่วยแนะนำแนวทางการปลูกมันแกวตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการเก็บเกี่ยวอย่างได้ผล

     แหล่งปลูก ปลูกมากที่สุดในภาคกลาง จังหวัดที่ปลูกมาก ได้แก่ สระบุรี ลพบุรี ชลบุรี สมุทรสาคร รองลงไป ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดที่ปลูกมากได้แก่ มหาสารคาม หนองคาย ขอนแก่น ภาคเหนือปลูกไม่มากนัก ที่จังหวัดนครสวรรค์ ลำปาง เชียงราย ส่วนภาคใต้ปลูกมันแกวน้อยกว่าภาคอื่น ๆ มีปลูกมากในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

      ฤดูปลูก มันแกวชอบอากาศค่อนข้างร้อน มีฝนปานกลางในสภาพอากาศที่หนาว ระยะการเจริญเติบโตจะยาวนานในการผลิตหัวต้องการวันสั้น ถ้าปลูกในฤดูที่มีวันยาวที่ได้รับแสงแดด 14-15 ชั่วโมง การเจริญเติบโตดี แต่ไม่ผลิตหัว ควรปลูกในระยะตันฝนถึงปลายฤดูฝน เพื่อเก็บหัวในฤดูแล้งถ้าปลูกฤดูแล้ง หลังจากฝนหมดแล้ว จะมีหัวในเวลาไม่นานนัก เช่น ปลูกเดือนพฤศจิกายน จะเก็บหัวได้ในราว เดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์ แต่จะได้หัวเล็ก ดังนั้น เพื่อให้ได้มันแกวหัวโต ควรปลูกในช่วงเดือนมิถุนายน

การเตรียมที่ปลูก

       มันแกวชอบดินร่วนทรายที่มีการระบายน้ำดีมีการ เตรียมดินดี ไม่ชอบดินเหนียว ไม่ชอบน้ำขัง ชอบดินร่วนทราย การเตรียมดินก็เหมือนกับการปลูกพืชไร่อื่น ๆ มีการไถพรวน เพื่อให้ดินร่วนโปร่ง เก็บวัชพืชออกให้หมด และยกร่อง เพื่อปลูกมันแกวบนสันร่อง

วิธีปลูก

ปลูกด้วยเมล็ดเป็นส่วนใหญ่ มีบางครั้งปลูกโดยใช้หัว เพื่อรักษาลักษณะที่ดีไว้ ปลูกหลุมละ 2 เมล็ด ในบางประเทศปลูกโดยใช้ระยะระหว่างแถว 60-75 ชม. ระยะระหว่างหลุม 30-40 ชม. อินเดียและฟิลิปปินส์ ใช้ระยะระหว่างต้น 10 ชม. ระหว่างแถว 15-20 ชม. มีรายงานจากผลการทดลองแนะนำให้ใช้ระยะ 15 x 15 ชม. ให้ผลดี ประเทศไทย ปลูกโดยวิธียกร่องระยะระหว่างแถว 80-100 ซม. ระหว่างต้นแตกต่างกันไปชนิดหัวเล็กต้นห่างกัน 10-20 ชม. ชนิดหัวใหญ่ห่างกัน 30-50 ซม. ถ้าไม่ยกร่อง ระยะระหว่างแถวแดบกว่านี้เล็กน้อย เนื้อที่ปลูก 1 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 8 กก. หรือประมาณครึ่งถัง

การพรวนดิน

ถ้าปลูกฤดูฝน ควรพรวนดินพร้อมกับกำจัดวัชพืชไม่ให้วัชพืชขึ้นปกคลุมต้นมันแกว ปกติต้องกำจัดวัชพืช 2-3 ครั้ง

การเด็ดยอด

การปลูกมันแกวในฤดูฝนนั้น จำเป็นต้องเด็ดยอดและดอกถ้าไม่เด็ด มันแกวจะเจริญเติบโตทางต้น ใบ ดอก ฝัก ทำให้มีหัวเล็กการเด็ดยอดและดอกจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำ

       การปลูกมันแกวเพื่อเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ ไม่ต้องทำ การเด็ดยอดและดอก ปล่อยให้เจริญเติบโตตามปกติ เพื่อให้ได้เมล็ดมาก และเมล็ดมีคุณภาพดี ในทางปฏิบัติ เกษตรกรจะเด็ดยอดโดยการใช้ไม้คล้ายไม้เรียว หวดให้ยอดขาด หรือหักไม่ให้ยอดเจริญเติบโตต่อไป

การใส่ปุ๋ย

ส่วนใหญ่ใช้ปุ้ยคอกแห้งและปุยหมัก ใส่ได้เรื่อยๆ ปริมาณมากน้อยขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินใส่ปัยแอมโมเนียมชัลเฟต หลุมละ 1 ช้อนแดง ใส่พร้อมการหยอดเมล็ดพันธุ์และหว่านปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 หรือ 15-15-15 อีก 20-30 กก./ไร่ เมื่อต้นมันแกวเริ่มเลื้อย

โรคและแมลง

ไม่ค่อยมีโรคที่รบกวนต้นมันแกวมากนัก ส่วนแมลงจะมีเพลี้ยอ่อนดูดกินน้ำเลี้ยง แต่พบไม่มาก

การเก็บเกี่ยวและเก็บรักษาหลังเก็บเกี่ยว

        มันแกวที่ปลูกฤดูฝนจะแก่เมื่ออายุประมาณ 5-8 เดือน แต่ถ้าจะเก็บเมล็ดต้องใช้เวลาประมาณ 10 เดือน ให้สังเกตดูใบมันแกว เมื่อใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแสดงว่าเริ่มเก็บหัวได้แล้ว มันแกวชนิดหัวเล็กปลูกหลังดูดูฝน เก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 3 เดือน ถ้าปลูกน้อย เก็บโดยการชุดด้วยจอบถ้าปลูกมากอาจใช้ไถพลิกหัวมันแกวขึ้นมา เมื่อเก็บหัวมาแล้วล้างน้ำให้สะอาด แล้วส่งตลาดหรือเก็บรักษาไว้ต่อไปผลผลิตในพื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะได้หัวมันแกวสดประมาณ 3-5 ตัน

        การเก็บรักษามันแกวที่ดีวิธีหนึ่ง คือ ถ้าราคายังไม่ดียังไม่ชุดขึ้นจากดิน วิธีนี้จะสามารถทิ้งหัวมันแกวไว้ในดินได้อีกประมาณ 2-3 เดือน โดยไม่ให้น้ำ หัวจะไม่เสียหายเพียงแต่แท้งไปบ้าง และจะมีรสหวานมากขึ้น ถ้าชุดขึ้นมาแล้ว ควรเก็บรักษาหัวมันแกวไว้ในที่ร่ม อุณหภูมิระหว่าง 12-16 องศาเชลเชียส มีไม้ปรองพื้น และมีหลังคากันฝน จะเก็บได้นาน 1-2 เดือน

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร


บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์ ไว้ใช้งานสำหรับมือใหม่ สะอาดปลอดภัย

วิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์ ไว้ใช้งานสำหรับมือใหม่ สะอาดปลอดภัย

ปุ๋ยอินทรีย์

ปุ๋ยอินทรีย์ คืออะไร

ปุ๋ยอินทรีย์ หมายถึง ปุ๋ยที่ได้หรือทำมาจากวัสดุอินทรีย์ ซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธีทำให้ชื้น สับ หมัก บด ร้อน สกัด หรือด้วยวิธีการอื่นและวัสดุอินทรีย์ถูกย่อยสลายสมบูรณ์ ด้วยจุลินทรีย์ จะให้ปริมาณธาตุอาหารพืชน้อย แต่จะให้ธาตุอาหารพืชอย่างครบถ้วนทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม โดยค่อยๆ ปลดปล่อยให้พืชได้ใช้ และช่วยให้ดินสามารถดูดขับธาตุอาหารพืชไว้ได้สูง ทำให้การใช้ปุ๋ยเคมีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์

  1. ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินหากใช้อย่างต่อเนื่องจะทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้น ดินโปร่ง ร่วนซุย มีการระบายน้ำ และการถ่ายเทอากาศดีขึ้น พืชดูดชับน้ำและธาตุอาหารในดินไปใช้ได้มากขึ้นช่วยปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช
  2. เป็นเหล่งธาตุอาหารพืชครบถ้วนตามที่ต้องการ ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม โดยค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารอย่างช้า ๆ และอยู่ในดินได้นาน และเมื่อใส่ร่วมกับปุ๋ยเคมีจะช่วยส่งเสริมให้ปุ๋ยเคมีมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
  3. ช่วยเพิ่มเหล่งอาหารให้แก่จุลินทรีย์ในดิน ทำให้ปริมาณและกิจกรรมของจุลินทรีย์ดินเพิ่มขึ้น ช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในดิน ให้แปรสภาพเป็นธาตุอาหารพืชได้มากขึ้น และจุลินทรีย์บางชนิดช่วยยับยั้งจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืชได้ด้วยวัสดุใช้ทำปุ๋ยอินทรีย์

การทำจุลินทรีย์-น้ำหมักคุณภาพสูง

  • จุลินทรีย์อีเอ็ม 5  ลิตร
  • น้ำหมักเข้มข้น  5  ลิตร
  • น้ำตาลทราย 5  กิโลกรัม
  • รำอ่อน 5  กิโลกรัม
  • หัวอาหารไก่เล็ก 2  กิโลกรัม
  • น้ำตามสมควร

วิธีทำ ผสมส่วนผสมทั้งหมดในถังขนาด 200 ลิตร เติมน้ำให้เหลือพื้นที่ 1/3 ของถัง ปิดฝาถังไว้ 7 วัน เปิดฝาถังแล้วคนให้ทั่ว แล้วปิดฝาถังไว้ 15-30 วัน สามารถนำไปเป็นส่วนผสมการทำปุ๋ยอินทรีย์

วัสดุที่ใช้ทำปุ๋ย

  • มูลสัตว์ 18 กิโลกรัม
  • กากอ้อย 18 กิโลกรัม
  • รำอ่อน-ปานกลาง 6 กิโลกรัม
  • โดโลไมท์ 6 กิโลกรัม
  • แกลบ 5 กิโลกรัม
  • ดินดี 5 กิโลกรัม
  • จุลินทรีย์- น้ำหมักคุณภาพสูง 10 ลิตร

วิธีทำ ผสมวัสดุทั้งหมด (ยกเว้นน้ำจุลินทรีย์) ให้เข้ากัน ค่อยๆ ผสมน้ำจุลินทรีย์ลงไปและคลุกเคล้าให้เข้ากัน จนทั่ว กองหมักไว้ 10 – 15 วัน แผ่กระจายทำให้ปุ๋ยอินทรีย์แห้ง เมื่อแห้งสามารถนำไปตีปั่นให้เป็นเม็ดเล็กๆ สามารถเก็บไว้ใช้ได้นาน

การนำปุ๋ยอินทรีย์ไปใช้

  • นาข้าว ใช้ประมาณ  300-3,000 กก./ไร่ ต่อปี
  • ไม้ผล ใช้ประมาณ  50 กก./ต้น ต่อปี
  • พืชผัก ใช้ประมาณ  2 กก./ตารางเมตร
  • อ้อย ใช้ประมาณ  600-1,200 กก./ไร่ ต่อปี
  • ไม้กระถาง ใช้ประมาณ  1 กำมือ (ปีละ 3-4 ครั้ง)
  • ดินกระถาง ใช้ประมาณ  ดิน 4 ส่วน+ปุ๋ยอินทรีย์ 1 ส่วน

ข้อจำกัดของปุ๋ยอินทรีย์

  1. ปุ๋ยอินทรีย์มีธาตุอาหารพืชอยู่น้อย หากต้องการให้พืชได้รับธาตุอาหารที่เท่ากัน เพื่อยกระดับผลผลิตให้ได้ได้เท่ากับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ จะต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในปริมาณที่มากกว่าเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูง และแรงงานในการใส่ปุ๋ยมากกว่าการใส่ปุ๋ยเคมี
  2. การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ไม่มามารถปรับแต่งให้ได้สูตรปุ๋ยที่เหมาะสมกับดินและพืชได้ เนื่องจากได้มาจากวัสดุ ที่มีความแปรผันของธาตุอาหารในปุ๋ย ไม่สามารถกำหนดปริมาณธาตุอาหารที่ต้องการได้
  3. ปุ๋ยอินทรีย์ไม่สามารถให้ธาตุอาหารแก่พืชได้ตามช่วงเวลาที่พืชต้องการ เนื่องจากต้องอาศัยการย่อยสลายจากจุลินทรีย์ในดินและค่อยๆ ปลดปล่อยให้พืชใช้อย่างช้า ๆ
  4. ปุ๋ยอินทรีย์ บางชนิดอาจมีโลหะหนักปนเปื้อนจากวัสดุที่นำมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เมื่อพืชดูดซึมไปใช้ อาจจะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพ

บทความอื่นที่น่าสนใจ

เลี้ยงปลาหมอ อย่างไรให้รอดและโตไว แนะนำวิธีเลี้ยงสำหรับมือใหม่

เลี้ยงปลาหมอ อย่างไรให้รอดและโตไว แนะนำวิธีเลี้ยงสำหรับมือใหม่

เลี้ยงปลาหมอ

เลี้ยงปลาหมอ อย่างไรให้รอดและโตไว


“ปลาหมอ” ปลาเศรษฐกิจยอดนิยมที่เลี้ยงง่าย โตไว และเป็นที่ต้องการของตลาด ด้วยรสชาติที่อร่อย เนื้อแน่น และคุณค่าทางโภชนาการสูง ทำให้ปลาหมอเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ สำหรับเกษตรกรและผู้ที่ต้องการเลี้ยงปลาเพื่อบริโภคเอง อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงปลาหมอให้ประสบความสำเร็จนั้น ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และเทคนิคที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงปลาหมอแบบประหยัดต้นทุน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและคุ้มค่ากับการลงทุน ในบทความนี้ เราจะมาเผยเคล็ดลับการเลี้ยงปลาหมอให้รอดและโตไว พร้อมทั้งเทคนิคการลดต้นทุนที่เกษตรกรทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้

ในบทความนี้ เราจะมาแนะนำเทคนิคการเลี้ยงปลาหมอให้รอดและโตไว โดยใช้ต้นทุนต่ำที่สุด ตั้งแต่การเลือกบ่อเลี้ยง อาหาร ไปจนถึงการจัดการน้ำและการป้องกันโรค เพื่อช่วยให้คุณสามารถเลี้ยงปลาหมอได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างกำไรได้สูงสุด

การเตรียมบ่อเลี้ยงปลาหมอแบบประหยัด

การเตรียมบ่อเป็นขั้นตอนสำคัญที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของปลาหมอ หากจัดการบ่อให้เหมาะสมตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ปลาหมอเติบโตได้ดี ลดปัญหาโรค และประหยัดต้นทุนในการดูแล

การเลือกสถานที่และประเภทของบ่อที่เหมาะสม

ก่อนสร้างบ่อ ควรเลือกสถานที่ที่เหมาะสม โดยควรอยู่ในที่ที่มีแหล่งน้ำสะอาด ไม่อยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมหรือบริเวณที่มีสารเคมีปนเปื้อน ควรเป็นพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมง่ายและสามารถระบายน้ำได้สะดวก

บ่อเลี้ยงปลาหมอมีหลายประเภท แต่ละแบบมีข้อดีและข้อเสียที่ต่างกัน

  1. บ่อดิน (ประหยัดต้นทุนที่สุด)
    • ใช้ดินขุดเป็นบ่อธรรมชาติ ค่าใช้จ่ายต่ำ
    • น้ำมีสารอาหารธรรมชาติช่วยให้ปลาหมอเติบโตดี
    • เหมาะกับการเลี้ยงจำนวนมาก
    • ข้อเสีย: ควบคุมคุณภาพน้ำยาก ต้องดูแลเรื่องการพังทลายของบ่อ
  1. บ่อซีเมนต์ (ทนทาน ใช้งานได้นาน)
    • ควบคุมคุณภาพน้ำได้ดี ดูแลง่าย
    • ป้องกันศัตรู เช่น งู และสัตว์อื่นๆ ได้ดี
    • เหมาะสำหรับการเลี้ยงเชิงพาณิชย์
    • ข้อเสีย: มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า ต้องมีระบบกรองน้ำที่ดี
  1. บ่อพลาสติก หรือบ่อผ้าใบ (สะดวก ราคากลางๆ)
    • ติดตั้งง่าย ใช้พื้นที่น้อย
    • ควบคุมคุณภาพน้ำได้ดีกว่าบ่อดิน
    • เหมาะสำหรับการเลี้ยงในพื้นที่จำกัด เช่น เลี้ยงหลังบ้าน
    • ข้อเสีย: อายุการใช้งานสั้นกว่าแบบซีเมนต์

หากต้องการประหยัดต้นทุนที่สุด บ่อดิน เป็นตัวเลือกที่ดี แต่หากมีงบประมาณและต้องการควบคุมคุณภาพน้ำ บ่อซีเมนต์ หรือ บ่อพลาสติก ก็น่าสนใจ

การเตรียมบ่อและการปรับสภาพน้ำให้เหมาะสมกับการเลี้ยงปลาหมอ

เมื่อเราเลือกบ่อที่เหมาะสมกับพื้นที่ในการเลี้ยงปลาหมอของเราได้แล้วก็จะมาถึงขั้นตอนการเตรียมบ่อในรูปแบบต่างๆกันครับ ซึ่งอาจจะมีขั้นตอนที่แตกต่างกันไปบ้าง เรามาดูกันว่ามีอะไรบ้างครับ

เลี้ยงปลาหมอ

การเตรียมบ่อดิน

การเตรียมบ่อดินสำหรับเลี้ยงปลาหมอมีขั้นตอนสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเพื่อให้ปลาเจริญเติบโตได้ดี โดยขั้นตอนที่สำคัญดังนี้

  • ขุดบ่อให้มีความลึกประมาณ 1.2-1.5 เมตร เพื่อให้ปลามีพื้นที่ว่ายน้ำและซ่อนตัว
  • โรยปูนขาว (ปูนโดโลไมท์) ประมาณ 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร เพื่อปรับสภาพดินและฆ่าเชื้อโรค
  • ตากบ่อไว้ 5-7 วัน ก่อนเติมน้ำ

การเตรียมบ่อซีเมนต์

การเตรียมบ่อซีเมนต์สำหรับเลี้ยงปลาหมอมีขั้นตอนสำคัญที่ต้องทำอย่างถูกต้องเพื่อให้ปลาสามารถเติบโตได้ดี และลดปัญหาน้ำเสียหรือสารพิษที่อาจเกิดขึ้นจากซีเมนต์ใหม่ โดยมีขั้นตอนดังนี้

  • บ่อซีเมนต์ใหม่ ต้องล้างคราบปูนออกก่อน โดยแช่น้ำและเปลี่ยนน้ำหลายๆ รอบ หรือใช้ใบตองแช่ไว้ 3-5 วัน เพื่อลดความเป็นด่าง แล้วใส่น้ำสะอาด ปรับสภาพน้ำโดยเติม EM (จุลินทรีย์ที่ดี) หรือ ใบหูกวางแช่น้ำ เพื่อลดค่า pH และทำให้น้ำเหมาะสมกับการเลี้ยงปลา พักน้ำไว้ 2-3 วัน ก่อนปล่อยปลา

การเตรียมบ่อเลี้ยงปลาหมอให้ประหยัดต้นทุน ควรเลือกบ่อที่เหมาะสมกับพื้นที่และงบประมาณ ใช้วัสดุธรรมชาติช่วยปรับสภาพน้ำ และเตรียมบ่อให้พร้อมก่อนปล่อยปลา การวางแผนที่ดีตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ปลาหมอเติบโตแข็งแรง ลดการตาย และช่วยให้การเลี้ยงมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เลือกพันธุ์ปลาหมอให้โตไวและแข็งแรง

การเลือกพันธุ์ปลาหมอเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเจริญเติบโต อัตรารอด และคุณภาพของเนื้อปลา หากเลือกพันธุ์ที่ดีและมีสุขภาพแข็งแรง จะช่วยให้ปลาหมอเติบโตเร็ว แข็งแรง และลดต้นทุนในการเลี้ยงได้ ในหัวข้อนี้ เราจะมาดูว่าสายพันธุ์ไหนเหมาะสม แหล่งซื้อพันธุ์ที่คุ้มค่า และเทคนิคการเลือกพันธุ์ปลาหมอที่โตไวที่สุด

สายพันธุ์ปลาหมอที่นิยมเลี้ยง

ในประเทศไทย มีปลาหมอหลายสายพันธุ์ที่นิยมนำมาเลี้ยงเพื่อการบริโภค แต่ละสายพันธุ์มีลักษณะเด่นแตกต่างกัน สายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมและเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย มีดังนี้
ปลาหมอไทย

  • ปลาหมอไทย (Thai Red Tilapia)
    ปลาหมอไทยเป็นสายพันธุ์ที่ผสมขึ้นมาเพื่อให้มีสีสันสวยงาม เช่น สีแดงหรือสีชมพู แต่ยังคงคุณสมบัติโตเร็วและแข็งแรงเหมือนปลาหมอเทศ หลายคนชอบเลี้ยงเพราะดูแลง่ายและขายได้ราคาดี
  • ปลาหมอเทศ (Nile Tilapia)
    ปลาหมอเทศเป็นสายพันธุ์ที่นิยมมากที่สุดในประเทศไทย เพราะโตเร็ว อึดทน และปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมต่างๆ นอกจากนี้ยังมีเนื้อเยอะ เหมาะสำหรับการทำอาหารหลากหลายเมนู
    ปลาหมอชุมพร 1
  • ปลาหมอชุมพร 1
    เป็นสายพันธุ์ปลาหมอที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ให้โตเร็ว เลี้ยงง่าย และทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี มีลำตัวใหญ่ เนื้อแน่น รสชาติดี เหมาะสำหรับการเลี้ยงเชิงพาณิชย์ สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์ จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับเกษตรกรที่ต้องการปลาที่เลี้ยงง่ายและให้ผลผลิตสูง
  • ปลาหมอโคราช (พันธุ์ลูกผสม) โตไว อัตราการรอดสูง มีเนื้อแน่น รสชาติดี เป็นพันธุ์ที่นิยมในฟาร์มเลี้ยงเชิงพาณิชย์

สายพันธุ์ที่แนะนำสำหรับการเลี้ยงเชิงพาณิชย์ ปลาหมอชุมพร 1 และ ปลาหมอโคราช เพราะโตไว อัตราการรอดสูง และให้ผลผลิตเร็ว

แหล่งซื้อพันธุ์ปลาคุณภาพดีในราคาประหยัด

การเลือกแหล่งซื้อพันธุ์ปลาหมอที่ดีจะช่วยให้ได้ลูกปลาที่แข็งแรง โตไว และลดอัตราการสูญเสีย ซึ่งสามารถเลือกซื้อได้จากแหล่งต่อไปนี้ เช่น ศูนย์เพาะพันธุ์ปลาของกรมประมง, ฟาร์มเพาะพันธุ์ปลาที่เชื่อถือได้, ซื้อจากเกษตรกรโดยตรงมักได้ราคาที่ถูกกว่าฟาร์มใหญ่ การสั่งซื้อจำนวนมากอาจจะช่วยลดต้นทุนต่อตัวได้และควรซื้อพันธุ์ปลาที่มีอายุเหมาะสม (ประมาณ 3-4 สัปดาห์) เพราะปรับตัวง่ายและรอดสูง

การเลือกพันธุ์ปลาหมอให้ดีตั้งแต่ต้น จะช่วยให้การเลี้ยงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดต้นทุน และได้ผลผลิตที่คุ้มค่ามากที่สุด

อาหารปลาหมอแบบต้นทุนต่ำ

การเลือกอาหารให้ปลาหมอเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโต สุขภาพของปลา และต้นทุนในการเลี้ยง อาหารที่ดีต้องให้สารอาหารครบถ้วน ช่วยให้ปลาหมอโตเร็ว แข็งแรง และลดอัตราการสูญเสีย เราจะเปรียบเทียบระหว่างอาหารสำเร็จรูปกับอาหารทำเอง พร้อมทั้งแนะนำสูตรอาหารปลาหมอจากวัตถุดิบธรรมชาติ และเทคนิคให้อาหารกันครับ

อาหารปลาสำเร็จรูป

เป็นอาหารที่ผลิตจากโรงงาน มีสารอาหารครบถ้วนตามที่ปลาต้องการและสะดวกต่อการใช้งาน แต่มีต้นทุนสูงกว่าการทำอาหารเอง

ข้อดี มีสารอาหารครบถ้วน ช่วยให้ปลาหมอเติบโตเร็ว ควบคุมปริมาณโปรตีน ไขมัน และวิตามินได้ดี ใช้งานสะดวก ประหยัดเวลา

ข้อเสีย ราคาสูง ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มขึ้น บางยี่ห้ออาจมีสารเคมีหรือฮอร์โมนเร่งโต ต้องมีการเก็บรักษาให้ดี มิฉะนั้นอาจขึ้นรา

อาหารทำเอง

ข้อดี ประหยัดต้นทุนกว่าการใช้อาหารสำเร็จรูป ปลอดภัยจากสารเคมีและฮอร์โมนเร่งโต สามารถปรับสูตรให้เหมาะกับปลาหมอในแต่ละช่วงวัย

ข้อเสีย ต้องใช้เวลาในการเตรียมอาหารนานหน่อยและ อาจต้องมีความรู้ในการปรับสูตรให้เหมาะสม

สูตรอาหารปลาหมอทำเองจากวัตถุดิบธรรมชาติ

การทำอาหารปลาหมอเองไม่ยากเลย! เพียงแค่คุณใช้วัตถุดิบที่มีประโยชน์และหาได้ง่ายในท้องถิ่น มาดูสูตรอาหารปลาหมอที่นิยมใช้กัน

สูตรที่ 1 กากถั่วเหลือง + รำข้าว + ปลายข้าว

ส่วนผสม

  • กากถั่วเหลือง 50% (แหล่งโปรตีนสูง)
  • รำข้าว 30% (คาร์โบไฮเดรตและไฟเบอร์)
  • ปลายข้าว 20% (เพิ่มพลังงาน)

วิธีทำ
นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นนำไปตากแดดจนแห้ง แล้วบดให้ละเอียด เก็บใส่ถุงไว้ให้อาหารปลาได้นานหลายวัน

สูตรที่ 2 ผักสด + ปลาป่น

ส่วนผสม

  • ผักสด เช่น ใบตำลึง ผักบุ้ง หรือฟักทอง (แหล่งวิตามินและแร่ธาตุ)
  • ปลาป่น หรือเศษปลาสด (แหล่งโปรตีน)

วิธีทำ

หั่นผักสดเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมกับปลาป่นหรือเศษปลาสด นำไปตากแดดให้แห้ง แล้วบดเป็นผงละเอียด

สูตรที่ 3 ข้าวสุก + รำข้าว + ปลาป่น

ส่วนผสม

  • ข้าวสุก 40% (คาร์โบไฮเดรต)
  • รำข้าว 40% (ไฟเบอร์และพลังงาน)
  • ปลาป่น 20% (โปรตีน)

วิธีทำ
ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ปั้นเป็นก้อนเล็กๆ หรือแผ่นแบน แล้วนำไปตากแดดจนแห้ง

เคล็ดลับเพิ่มเติม  ควรตรวจสอบว่าวัตถุดิบที่ใช้สะอาดและปลอดภัยจากสารเคมี อาหารที่ทำเองควรถูกเก็บในที่แห้งและเย็นเพื่อป้องกันการเน่าเสีย

การให้อาหารให้เหมาะสมเพื่อลดการสูญเสีย

การให้อาหารปลาหมออย่างถูกวิธี จะช่วยลดการสูญเสียอาหารและเพิ่มประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของปลา โดยการให้อาหารปลาหมอควรได้รับอาหารวันละ 2-3 ครั้ง เช่น เช้า กลางวัน และเย็น โดยเว้นระยะห่างระหว่างมื้ออาหารอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง และให้อาหารในปริมาณที่ปลาสามารถกินหมดภายใน 10-15 นาที หากพบว่าอาหารเหลือหลังจากเวลาดังกล่าว แสดงว่าคุณให้อาหารมากเกินไป

เลี้ยงปลาหมอ

เลี้ยงปลาหมอแล้วขายที่ไหน? ช่องทางการจำหน่ายปลาหมอ

เมื่อคุณเลี้ยงปลาหมอจนโตและพร้อมเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว สิ่งสำคัญต่อไปคือการหาตลาดหรือช่องทางในการจำหน่ายปลา เพื่อให้คุณสามารถสร้างรายได้จากความพยายามที่ลงทุนไป มาดูกันว่ามีช่องทางใดบ้างที่คุณสามารถใช้ในการขายปลาหมอ และแต่ละช่องทางมีข้อดีอย่างไร!

  1. ขายในชุมชนไกล้เคียง

การขายในชุมชนเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและใกล้ตัวที่สุด โดยเฉพาะถ้าคุณอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีความต้องการบริโภคปลาสูง เช่น หมู่บ้าน ตลาดนัด หรือชุมชนรอบตัวก็สามารถนำปลาไปขายได้

  1. ขายส่งให้ร้านอาหารหรือตลาดสด

หากคุณเลี้ยงปลาหมอจำนวนมาก การขายส่งให้ร้านอาหารหรือตลาดสดอาจเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะคุณสามารถขายปลาได้ครั้งละมากๆ และมีรายได้แน่นอน โดยการติดต่อเจ้าของร้านอาหารท้องถิ่น เช่น ร้านต้มยำ ร้านส้มตำ หรือร้านอาหารตามสั่ง หรือเสนอขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสด

  1. ขายออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดีย

ในยุคดิจิทัล การขายปลาหมอผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นอีกช่องทางที่ได้รับความนิยม เพราะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขวางและสะดวก โดยการโพสต์ขายปลาหมอใน Facebook, Instagram, หรือ LINE เป็นต้น


บทความอื่นที่น่าสนใจ

สูตรกำจัดแมลงเร่งด่วน ผสมแล้วใช้ได้ทันที

สูตรกำจัดแมลงเร่งด่วน ผสมแล้วใช้ได้ทันที

สูตรกำจัดแมลงเร่งด่วน

เบื่อไหมกับปัญหาแมลงกวนใจที่เข้ามารุกรานบ้าน ไม่ว่าจะเป็นมด, แมลงสาบ หรือยุง ที่สร้างความรำคาญและอาจเป็นพาหะนำโรค? หลายครั้งผลิตภัณฑ์กำจัดแมลงตามท้องตลาดอาจมีสารเคมีรุนแรง ส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม วันนี้เราขอแนะนำ สูตรกำจัดแมลงเร่งด่วน ที่สามารถ ผสมและใช้งานได้ทันที ปลอดภัย ใช้วัตถุดิบง่ายๆ ที่หาได้ในบ้าน พร้อมกำจัดแมลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลองทำตามสูตรนี้ แล้วบอกลาปัญหาแมลงกวนใจไปได้เลย!

อัตราส่วนผสมนะครับ

  • น้ำเปล่า 1 ลิตร
  • สุราขาว 5 ซีซี
  • น้ำส้มสายชู 5 ซีซี
  • น้ำส้มควันไม้ 5 ซีซี

ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปใช้ฉีดพ่นใบพืชรวมทั้งพื้นดินรอบต้นพืชทุก 7-15 วัน เพื่อขับไล่แมลงในช่วงเวลาเย็นหลัง 17.00 น. เป็นต้นไป

สรรพคุณ

  • กลิ่นฉุนขอบสุราจะช่วยขับไล่แมลง
  • ความเป็นกรดของน้ำส้มสายชูจำทำให้แมลงระคายเคืองและบินหนีไป

ประโยชน์ของน้ำส้มควันไม้

  • นอกจากขับไล่แมลง ยังมีส่วนป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าจากเชื้อราในพืช
  • ช่วยในการฟื้นฟูและปรับสภาพดินให้ร่วนซุย เหมาะแก่การปลูกพืช
  • ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของรากพืช กระตุ้นความต้านทานโรคในพืช
  • ช่วยในการเร่งให้พืชออกดอกและติดผลง่ายขึ้น ไม่หลุดร่วงง่าย
  • ช่วยในการสังเคราะห์น้ำตาลของพืชทำให้ผักและผลไม้มีรสดีและหวาน
  • มีคุณสมบัติเป็นสารจับใบ

ที่มา : เพจ กลุ่มศูนย์รวมความรู้เกษตร


บทความอื่นที่น่าสนใจ