จุลินทรีย์หน่อกล้วย

จุลินทรีย์หน่อกล้วย

จุลินทรีย์หน่อกล้วย

จุลินทรีย์หน่อกล้วย เป็นอีกหนึ่งแบบของการลดต้นทุน ที่ผู้ทำการเกษตรสมัยใหม่ จะต้องรู้จักกัน เนื่องจากจุลทรีย์ชนิดนี้ เป็นเหมือนยาครอบจักรวาลก็ว่าได้ เพราะมีประโยชน์ทั้งด้านการปรับปรุง บำรุงดิน และการต่อต้านเชื้อโรคเชื้อราได้หลายชนิด จึงคู่กับการเกษตรทุกชนิดได้เลย ทั้งนาข้าว สวนยางพารา สวนผลไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ เป็นต้น

จุลินทรีย์หน่อกล้วยมีสารที่มีประโยชน์

สารต่างๆ ที่มีอยู่ในจุลินทรีย์หน่อกล้วย ที่เราได้หลังจากการหมักเรียบร้อยแล้ว 
  • ธาตุอาหาร NPK (ปุ๋ยที่มีครบทั้ง ไนไตรเจน, ฟอสฟอรัส โปรแทสเซี่ยม, เซลลูโลส, สารเทนนิน เป็นต้น

วัสดุสำหรับการทำจุลินทรีย์หน่อกล้วย

  1. หน่อกล้วย 3 กิโลกรัม
  2. กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม (หรือ น้ำตาลทรายแดง 350 กรัมผสมน้ำ 1 ลิตร)
  3. ถังสำหรับบรรจุ

การเลือกใช้วัสดุ

ในการเลือกวัสดุหรือวัตถุดิบก็มีความสำคัญนะครับ เช่น หน่อกล้วย ให้เลือกต้นที่สูงไม่เกิน 1 เมตร เพราะเป็นขนาดที่มีสารช่วยในการเจริญเติบโตอยู่จำนวนมากกว่าต้นที่แก่แล้ว ถ้ามีเศษดินติดมากับหน่อกล้วยก็แค่เคาะเบาๆ ให้ดินออกบ้างแต่ไม่ต้องล้าง เพราะเราจะได้จุลินทรีย์ท้องถิ่นติดมาด้วย
กากน้ำตาล ถ้าเป็นไปได้ ก็ใช้น้ำตาลทรายแดงแทน จะดีมาก เพราะให้ความหวานได้มากกว่า (แต่เดิมส่งเสริมให้ใช้กากน้ำตาลเพราะเป็นของเหลือ เขาขายราคาถูก ปัจจุบันแพงมาก)

วิธีทำ

การทำจุลินทรีย์หน่อยกล้วย สามารถทำได้ตามลำดับง่ายๆ ดังนี้

  • นำหน่อกล้วยที่ได้มาสับๆ หั่นๆ ทั้งหมดทั้ง ราก เหง้า ลำต้น ใบ ให้เป็นชิ้นเล็กๆ หรือละเอียดเลยยิ่งดี
  • นำกากน้ำตาลผสมลงไป หรือถ้าเป็นน้ำตาลทรายอาจจะมีน้ำมาช่วยในการละลายเล็กน้อย ไม่ต้องใช้มาก เพราะหน่อกล้วยมีน้ำอยู่แล้ว เดี๋ยวก็จะออกมาเอง
  • หมักไว้ 7 วัน (ถ้าไม่รีบก็หมัก 14 วัน) ใช้งานได้
ท่านอาจจะใช้สูตรเรื่องเวลาในการหมักต่างๆ ได้ตามระยะเวลาข้างล่างนี้ คือ 
  • การหมักพืช ใช้เวลา 14 วัน
  • การหมักสัตว์ เนื้อ ปลา ใช้เวลา 21 วัน

การนำไปใช้

ผสมน้ำ รดผักผลไม้ 40 cc. ต่อน้ำ 20 ลิตร 

คุณสมบัติเฉพาะ

จุลินทรีย์หน่อกล้วยมีสรรพคุณ ใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช รักษาโรคจากเชื้อรา แบคทีเรีย บำรุงดิน ฟื้นฟู ค่า PH กรดด่าง ทั้งในน้ำและดิน ที่จะนำเอาประโยชน์ของ จุลินทรีย์หน่อยกล้วย มาบอกเท่านี้ ถือว่าน้อยมาก เพราะความจริงแล้ว ยังมีอีกมากมายที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดได้อีก เช่น ใช้เป็นจุลินทรีย์ เพื่อทำฮอร์โมนอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็น ฮอร์โมนไข่ ใช้ในการไล่ยุง ไล่แมลง และอื่นๆ อีกมากมาย ติดตามไว้นะครับ จะทยอยนำมาเสนอในภายหลังอีก
จุลินทรีย์หน่อกล้วย ที่เราได้ทำกันนี้ สำหรับชาวสวนยางแล้วละก็ มีเคล็ดลับเพิ่มเติมให้อีกเล็กน้อยนะครับ คือ ให้ใช้เวลาในการหมัก 3 เขียน แล้วจะมีการปรับเปลี่ยนสารให้มีคุณสมบัติเหมือนแก๊สที่เขาใช้ในการเจาะยาง คุณสมบัติคือ “ทำให้น้ำยางไหลได้ดีมากยิ่งขึ้น” ในแนววิถีของ เกษตรอินทรีย์ 
ซึ่งคุณสมบัตินี้ เราไม่ได้ศึกษาอย่างจริงจังการใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วย ในสวนยางนี้ มีเกษตรกรชาวสวนยาง ที่เป็นต้นแบบบางท่าน ได้ทำไว้คือ การใช้ในการทาหน้ายาง โดยทาในวันที่พักกรีด ท่านบอกว่า ทำให้เนื้อปิดไว น้ำยางไหลดี และป้องกันเชื้อรา ได้ผลดีอย่างยิ่ง
วันนี้คงต้องขอจบเรื่องของจุลินทรีย์หน่อกล้วย ไว้ก่อนครับ รอติดตามกันต่อไปนะครับว่า เรื่องใดที่จะเข้าวิน นำมาเล่าให้ฟัง ลืมบอกไปครับ ส่วนตัวผมแล้ว แทบทุกอย่างที่นำมาเผยแพร่ จะเป็นสิ่งที่ผมได้ทดลองทำ และได้ผลเป็นที่น่าพอใจแล้ว จึงนำมาลงนะครับ ไม่เหมือนในคลิปบางคน ไปดูไปอ่านเขามาแล้วทำผิดๆ ทำให้คนไม่รู้ไปทำตาม เสียโอกาสได้ของดีไปใช้ เช่นบางคนทำคลิปสอนทำ ฮอร์โมนนม (ปกติเราทำ ฮอร์โมนนมจืด หรือ นมสด หรือ นมบูด) พี่แกเล่นบอกให้ใช้ “นมข้นหวาน” ป้าาาาาด คิดได้ไง??? ให้พี่น้องเกษตรกรเรา พิจารณาด้วยนะครับ เดี๋ยวเสียของ
ขอบคุณคลิปจาก : Pordoi Organic Farm

บ้านพักอาศัย 1 ชั้น หลังคาทรงจั่วมุง ตกแต่งสไตล์มินิมอล

บ้านพักอาศัย 1 ชั้น หลังคาทรงจั่วมุง ตกแต่งสไตล์มินิมอล 

บ้านพักอาศัย 1 ชั้น

บ้านพักอาศัยชั้นเดียว อาจไม่จำเป็นต้องใหญ่โต แต่ถ้าออกแบบดี ๆ ก็สามารถอบอุ่น น่าอยู่ และตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว เช่นเดียวกับบ้านหลังนี้ บ้านทรงจั่วเรียบง่ายที่โดดเด่นด้วยเส้นสายสะอาดตา หลังคามุงโทนเข้มตัดกับผนังสีอ่อนอย่างลงตัว ให้ความรู้สึกโปร่ง โล่ง และสบายตาตั้งแต่แรกเห็น

ดีไซน์ภายนอกตกแต่งในสไตล์มินิมอล เน้นความเรียบง่ายแต่มีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์ ไม่ว่าจะเป็นช่องลมบล็อกตกแต่ง ซุ้มโค้งหน้าบ้าน หรือระเบียงพักผ่อนที่เชื่อมต่อพื้นที่ภายในกับธรรมชาติรอบบ้านได้อย่างกลมกลืน ยิ่งช่วงเย็นเปิดไฟโทนอุ่น ยิ่งทำให้บ้านดูอบอุ่นและน่าใช้ชีวิตอยู่จริง ๆ

บทความนี้จะพาไปชมรายละเอียดของ บ้านพักอาศัย 1 ชั้น  หลังคาทรงจั่วมุงสไตล์มินิมอลหลังนี้ ว่าอะไรทำให้บ้านดูเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ และเหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการบ้านขนาดพอดี อบอุ่น และใช้งานได้ครบครันในทุกวัน

ผลงาน : W.Space รับสร้างบ้าน รีโนเวทบ้าน (18 กันยายน 2024)

บ้านพักอาศัย 1 ชั้น

รายละเอียดโครงการ พื้นที่ใช้สอยรวม 244 ตร.ม. (รวมโรงรถ) เฉพาะตัวบ้าน 166 ตร.ม. ฟังก์ชั่น 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว พร้อมโภงภายในขนาดใหญ่

  • สถานที่ก่อสร้าง : ต.นาโพธิ์ อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด
  • งบประมาณ : 1.9 ล้านบาท

บ้านพักอาศัย 1 ชั้น

บ้านพักอาศัย 1 ชั้นหลังนี้ออกแบบในสไตล์มินิมอล เรียบง่ายแต่ดูอบอุ่นสะดุดตา ด้วยรูปทรงหลังคาทรงจั่วมุงกระเบื้องโทนสีเทาเข้ม ตัดกับผนังสีขาวครีมอย่างลงตัว ทำให้ตัวบ้านดูสะอาดตา โปร่ง และทันสมัยในเวลาเดียวกัน

บริเวณหน้าบ้านโดดเด่นด้วยซุ้มทรงจั่วเสริมมิติ พร้อมตกแต่งช่องลมบล็อกสีขาวที่ช่วยเพิ่มลูกเล่นให้ผนังไม่ดูเรียบจนเกินไป อีกทั้งยังช่วยระบายอากาศได้ดี บันไดหน้าบ้านปูพื้นโทนไม้สีน้ำตาลอ่อน เชื่อมต่อสู่เฉลียงเล็ก ๆ สำหรับนั่งพักผ่อน รับลมธรรมชาติในช่วงเย็นได้อย่างสบาย ๆ เพิ่มความอบอุ่นด้วยโคมไฟติดผนังแสงโทนอุ่นที่ช่วยสร้างบรรยากาศน่าอยู่ยามค่ำคืน

บ้านพักอาศัย 1 ชั้น

บ้านพักอาศัย 1 ชั้น

ด้านข้างตัวบ้านออกแบบหน้าต่างทรงสูงกรอบสีน้ำตาล เรียงตัวอย่างลงตัว ช่วยรับแสงธรรมชาติให้ภายในบ้านสว่างทั่วถึง พร้อมติดตั้งเครื่องปรับอากาศอย่างเป็นระเบียบ ทำให้ภาพรวมดูเรียบร้อยและใช้งานได้จริง ตัวบ้านยกพื้นเล็กน้อยเพื่อป้องกันความชื้น และเพิ่มความแข็งแรงให้โครงสร้าง

บ้านพักอาศัย 1 ชั้น

อีกหนึ่งจุดเด่นคือพื้นที่เฉลียงด้านข้างที่ต่อเนื่องออกมา สามารถจัดเป็นมุมรับแขกเล็ก ๆ หรือพื้นที่พักผ่อนของครอบครัวได้อย่างลงตัว โครงสร้างโปร่งโล่ง เปิดรับวิวธรรมชาติรอบบ้าน เหมาะกับการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ

โดยรวมแล้ว บ้านพักอาศัย 1 ชั้นหลังนี้เป็นตัวอย่างของบ้านขนาดพอดีที่ออกแบบได้อย่างลงตัว ทั้งความสวยงาม ความเรียบง่าย และฟังก์ชันการใช้งาน เหมาะสำหรับครอบครัวขนาดเล็กหรือผู้ที่ต้องการบ้านบรรยากาศอบอุ่น ใช้ชีวิตอย่างสงบและสบายในทุกวัน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
Tel. : 099-356-6269 /095-161-6338
Line Offcial : https://page.line.me/976numea

  • บริการให้คำปรึกษา และเตรียมเอกสารยื่นกู้สินเชื่อ
  • ให้บริการยื่นขออนุญาตก่อสร้างฟรี
  • ให้บริการออกแบบและประมาณราคาเบื้องต้นฟรี
  • รับประกันงานก่อสร้างตัวบ้าน 1 ปี
  • รับประกันงานโครงสร้างบ้าน 10 ปี 

บทความอื่นที่น่าสนใจ

เทคนิคการจัดการดินและปุ๋ยในพืชและผัก ให้เหมาะสม

เทคนิคการจัดการดินและปุ๋ยในพืชและผัก ให้เหมาะสม

เทคนิคการจัดการดินและปุ๋ยในพืชและผัก

การผลิตผักให้ได้คุณภาพและมีผลผลิตสูงนั้น มีปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่ สถานที่ปลูก การเตรียมดิน สภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน ปุ้ย และพันธ์ที่มีคุณภาพแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงวิธีการปลูก ช่วงฤดูกาล อายุเก็บเกี่ยว ซึ่งมีผลต่อการผลิตผักทั้งสิ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชผักความแตกต่างของสภาพพื้นที่ และท้องถิ่นนั้น ๆ

ดินปลูกผัก

ดินปลูกผัก เป็นปัจจัยสำคัญทั้งเป็นที่อยู่ของรากพืชและแหล่งธาตุอาหารที่พืชใช้ในการเจริญเติบโต ดินปลูกที่ดี ควรมีความโปร่ง ร่วนซุย ระบายน้ำดี มีธาตุอาหารเพียงพอมีอินทรียวัตถุค่อนข้างมาก ไม่มีเชื้อโรค แมลงหรือสัตว์ศัตรูพืช เพราะถ้าดินปลูกไม่ดีจะทำให้ต้นผักขาดน้ำขาดอาหาร จนไม่สามารถให้ผลผลิตที่มาคุณภาพดีต่อไปได้ การปรับปรงดินให้ดีจึงเป็นภารกิจแรกที่ต้องเรียนรู้และลงมือทำ

การเตรียมดิน

การเตรียมดินปลูกผัก ต้องมีการเตรียมดินอย่างดีเพื่อให้เมล็ดผักซึ่งมีขนาดเล็ก และมีระบบรากละเอียดอ่อน หากมีการเตรียมดินไม่ดี จะกระทบกระเทือนความงอกของเมล็ดและการเจริญเติบโตของต้นผักได้

การเตรียมดินควรไถพลิกหน้าดินตากไว้ ประมาณ 7-10 วัน เพื่อกำจัดแมลงและศัตรูพืชบางชนิด หากพื้นที่เป็นดินเหนียว ควรระวังน้ำท่วมขัง ควรยกร่องปลูกสูง 20-30 เซนติเมตร เพื่อระบายน้ำ ควรปรับปรุงดินด้วยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปัยหมัก หรือปัยคอก จะทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุยระบายน้ำและอากาศได้ดี หรือใช้ร่วมกับปุยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน สำหรับในดินเปรี้ยว ใช้วัสดุนเพื่อปรับปรุงดินให้สภาพเหมาะสมในการปลูกผัก ดินร่วนและดินทราย ควรปรับปรุงดินด้วยปุยคอกหรือปุยหมัก จะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน ตลอดจนการใช้วัสดุคลุมดิน เช่น ฟางข้าวใบหญ้าแฝก เพื่อช่วยเก็บรักษาความชื้นไว้ในดิน

เทคนิคการจัดการดินและปุ๋ยในพืชและผัก

1. การใช้ปุ๋ยหมัก

แปลงเพาะกล้า ช่วงเตรียมดินเพาะกล้าใส่ปุ๋ยหมักคลุกเคล้ากับดิน อัตรา 2-4 กิโลกรัม ต่อตารางเมตร
แปลงปลูกผัก ช่วงเตรียมดินปลูก หว่านปุ๋ยหมักทั่วแปลง

  • ดินเหนียว ใช้อัตรา 2-4 ตันต่อไร่
  • ดินร่วน และดินทรายใช้อัตรา 4-6 ตันต่อไร่ แล้วไถกลบ คลุกเคล้ากับดิน

2. การใช้ปุ๋ยคอก

แปลงเพาะกล้า ช่วงเตรียมดินเพาะกล้าใส่ปุ๋ยคอกแห้ง อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อตารางเมตร คลุกเคล้ากับดินให้ทั่วแปลงแปลงปลูกผัก ช่วงเตรียมดินปลูก หว่านกับดิน

เทคนิคการจัดการดินและปุ๋ยในพืชและผัก ให้เหมาะสม

3. การใช้ปัยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน

ควรมีการเก็บตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ค่าความอุดมสมบูรณ์ ความเป็นกรด-ด่าง และลักษณะทางกายภาพ เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับการปลูกพืชผักที่ต้องการ ช่วยให้เกษตรกรให้ปุยถูกสูตรและถูกอัตรา ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิต

4. การใช้วัสดุคลุมดิน

หลังหว่านเมล็ดผัก หรือย้ายกล้าผักลงแปลงปลูกให้ใช้ฟางข้าว หรือตัดใบหญ้าคลุมแปลง เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและรักษาความชื้นในดิน ทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น

5. การใช้วัสดุปรับปรุงดิน

ปูนมาร์ล ปูนขาว ปูนโดโลไมท์ นิยมใช้ในพื้นที่ดินเปรี้ยวใส่ช่วงเตรียมตินก่อนปลูกผักโดยหว่านให้ทั่วแปลงคลุกเคล้ากับดิน หมักไว้อย่างน้อย 7 วัน ในสภาพดินขึ้นเพื่อให้ปูนออกฤทธิ์ ทำให้ความเป็นกรดของดินลดลง


บทความอื่นที่น่าสนใจ

แชร์ไอเดีย ค้างผัก จากไม้ไผ่สำหรับปลูกพืชผัก

แชร์ไอเดีย ค้างผัก จากไม้ไผ่สำหรับปลูกพืชผัก

ค้างผัก

สำหรับใครที่ปลูกผักสวนครัว ไม่ว่าจะเป็นแตงกวา ถั่วฝักยาว บวบ ฟักทอง หรือพืชเถาเลื้อยต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ “ค้างผัก” เพราะค้างที่ดีจะช่วยให้ต้นผักเลื้อยได้สะดวก รับแสงแดดเต็มที่ ลดปัญหาโรคแมลง และทำให้ผลผลิตสะอาด ไม่สัมผัสดินมากเกินไป

หนึ่งในวัสดุที่หาได้ง่าย ราคาประหยัด และเหมาะกับวิถีเกษตรแบบพอเพียง ก็คือ “ไม้ไผ่” นั่นเองค่ะ ไม้ไผ่มีความแข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบา และเข้ากับสวนผักได้อย่างเป็นธรรมชาติ แถมยังสามารถนำมาดัดแปลงทำค้างได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบสามเหลี่ยม แบบซุ้มโค้ง แบบรั้ว หรือแบบตั้งตรงง่าย ๆ ทำเองก็ได้ ไม่ต้องลงทุนสูง

บทความนี้จะพาไปดูไอเดียค้างผักจากไม้ไผ่แบบต่าง ๆ ที่ทำง่าย ใช้งานได้จริง และเหมาะกับทั้งมือใหม่และเกษตรกรที่อยากลดต้นทุนค่ะ

ค้างผัก

โดยสมาชิกเฟซบุ๊คชื่อคุณ Suwan Yimcharoen ได้เผยแพร่ภาพแปลงผักสุดสวย พร้อมแคปชั่นว่า “เตรียมแปลงปลูกผัก…ครับ @ มีนบุรี กทม.” สวยแค่ไหนไปติดตามพร้อมๆกันเลย

ค้างผัก

ค้างผัก

ค้างผัก

หลังจากที่ภาพดังกล่าวเผยแพร่ออกไปทำเอาชาวเน็ตต่างพากันชื่นชอบและแชร์ภาพดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ให้บรรยากาศที่ดีมากๆ สุดยอด ถ้าผักขึ้นแล้ว จะสวยขนาดไหนเป็นอะไรที่น่าติดตามมากๆเลยก็ว่าได้

ภาพ : Suwan Yimcharoen


บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีปลูกผักอีตู่ (แมงลัก) ในกระถาง

วิธีปลูกผักอีตู่ (แมงลัก) ในกระถาง

วิธีปลูกผักอีตู่

ผักอีตู่ หรือ ใบแมงลัก นอกจากนิยมนำมาทำอาหาร ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เรามาศึกษา วิธีปลูกผักอีตู่ หรือ ต้นแมงลักในกระถาง แบบง่าย ๆ ด้วยตัวเอง รับรองว่า ทำตามได้ง่าย ๆ ต้นแมงลักโตเร็ว ใบเขียวสวยแน่นอน

ต้นผักอีตู่ หรือ ต้นแมงลัก ซึ่งเป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง สูงประมาณ 50 เซนติเมตร พบได้ทั้งในภาคเหนือภาคอีสาน และ ภาคกลาง ของไทย ลักษณะเป็นใบเดี่ยว สีเขียว ออกตามกิ่งของต้นแมงลัก ใบเป็นทรงรี ปลายใบแหลม โคนใบรูปลิ่มหรือโค้งมน ขอบใบเรียบ มีขนอ่อนปกคลุมทั่วใบ

เนื่องจากเป็นพืชตระกูลเดียวกับโหระพาและกะเพรา ใบแมงลักจึงสามารถนำมารับประทานได้ โดยคนไทยนิยมนำมาประกอบอาหาร เพื่อช่วยดับกลิ่นคาวและเพิ่มกลิ่นหอมของอาหาร โดยเฉพาะเมนูแกงต่าง ๆ เช่น แกงเลียง แกงหน่อไม้ แกงอ่อม รวมถึงเมนูอาหารพื้นเมืองของคนภาคอีสานต่าง ๆ โดยคนไทยเรียกใบแมงลักในหลากหลายชื่อ คนภาคเหนือนิยมเรียกใบแมงลักว่า ก้อมก้อขาว ส่วนคนภาคอีสาน นิยมเรียกว่า ผักอีตู่

ด้วยความนิยมในการใช้ผักอีตู่ หรือ แมงลัก มาทำอาหาร ตลอดจน นำ เม็ดแมงลัก มาผสมกับอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อลดน้ำหนัก ทำให้คนไทยนิยมปลูกต้นแมงลักกันมากขึ้น เพื่อขายใบแมงลักและเม็ดแมงลักในเชิงพาณิชย์ โดยปัจจุบัน สายพันธุ์แมงลัก ที่นิยมปลูก คือ แมงลักสายพันธุ์ศรแดง เนื่องจากให้ใบใหญ่ ไม่มีขนาดเล็กจนเกินไป

ผักอีตู่ หรือ แมงลัก เป็นพืชที่เติบโตได้ง่ายในเขตร้อน ดังนั้น จึงปลูกได้ทุกภาคในประเทศไทย โดยนอกจากปลูกในแปลงเพาะแล้ว ปัจจุบัน สามารถปลูกในกระถาง เพื่อสร้างผลผลิตได้ด้วย หากใครอยากปลูกต้นแมงลัก เพื่อเก็บใบแมงลักไว้บริโภคในครัวเรือนล่ะก็ เราลองมาดูวิธีปลูกในกระถางกัน

วิธีปลูกผักอีตู่ (ต้นแมงลัก) ในกระถาง

  • ผสมดินร่วน ปุ่ยคอก แกลบ ขุยมะพร้าว ทราย ปูนขาว ให้เข้ากัน จากนั้น พรวนดิน แล้วตากแดดทิ้งไว้ 7 วัน เสร็จแล้ว นำดินใส่กระถาง เตรียมไว้
  • โรยเมล็ดแมงลักลงไปให้ทั่ว ๆ โรยดินทับลงไป แล้วรดน้ำให้ดินชุ่ม เสร็จแล้ว นำกระถางไปวางไว้ในที่ที่โดนแสงแดด รดน้ำวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ รอจนกว่าต้นแมงลักจะโตเป็นต้นกล้า
  • พอต้นแมงลักโตเป็นต้นกล้าแล้ว ให้ย้ายต้นกล้าลงในกระถางใหญ่ โดยเวลาย้าย ให้ขุดดินพร้อมต้นกล้าขึ้นมา ใส่กระถางใหญ่ ซึ่งรดน้ำจนดินชุ่มดีแล้ว จากนั้น ฝังรากต้นแมงลักลงไปในดิน แล้วรดน้ำให้ดินชุ่มอีก 1 รอบ
  • นำต้นแมงลักมาไว้ในที่แสงรำไร แล้วรดน้ำต่อวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 3 – 5 วัน พอต้นแมงลักเริ่มแข็งแรงดีแล้ว ให้ย้ายไปไว้ในที่ที่โดนแสงแดดดี แล้วเริ่มใส่ปุ๋ยคอก และคอยรดน้ำให้ดินชุ่มสม่ำเสมอ
  • ระหว่างปลูก ให้คอยเด็ดยอดอ่อน เพื่อให้ต้นโตเร็วมากยิ่งขึ้น (สามารถนำยอดอ่อนมาปักชำข้าง ๆ ตรงพื้นที่ว่างในกระถางได้) เมื่อต้นแมงลัก โตจนมีอายุ 2 เดือนขึ้นไป ก็สามารถเก็บใบแมงลัก มาบริโภค หรือ ขายเพื่อสร้างรายได้ ได้แล้ว

ขอบคุณที่มาจาก SCG Thai


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การปลูกกระเทียม และการดูแลสำหรับมือใหม่

การปลูกกระเทียม และการดูแลสำหรับมือใหม่

การปลูกกระเทียม

กระเทียมถือเป็นพืชเศรษฐกิจใกล้ตัว ที่หลายคนคุ้นเคย ใช้ประกอบอาหารแทบทุกครัวเรือน แต่รู้ไหมว่า “กระเทียม” เป็นพืชที่ปลูกไม่ยาก ใช้พื้นที่ไม่มาก และเหมาะมากสำหรับเกษตรกรมือใหม่ หรือคนที่อยากเริ่มต้นทำเกษตรแบบจริงจังแต่ยังไม่อยากลงทุนสูง

บทความนี้จะพาไปรู้จักตั้งแต่ การปลูกกระเทียม แบบเข้าใจง่าย ไปจนถึงการดูแลรักษาในแต่ละช่วงการเจริญเติบโต บอกหมดแบบไม่กั๊ก เน้นทำตามได้จริง เพื่อให้มือใหม่สามารถปลูกกระเทียมได้ผลดี หัวใหญ่ เก็บขายหรือไว้กินเองก็สบายใจ

แหล่งเพาะปลูก

กระเทียมสามารถเพาะปลูกได้เกือบทุกภาคของประเทศแต่เหมาะที่จะปลูกในแปลงที่เป็นดินร่วน หรือระบายน้ำได้ดีและมีอุณหภูมิอากาศค่อนข้างหนาวเย็นเป็นระยะเวลายาวนานหลายเดือนดังนั้นบริเวณเพาะปลูก กระเทียมที่สำคัญของไทย ส่วนใหญ่จึงอยู่ทางภาคเหนือตอนบน ที่สำคัญได้แก่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง และอุตรดิตถ์ นอกจากนี้มีเพาะปลูกข้างทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์

ฤดูการผลิต

การเพาะปลูกกระเทียมส่วนใหญ่ จะปลูก 2 ช่วง คือ

  • เพาะปลูกช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน และเก็บเกี่ยวเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ อายุประมาณ 75-90 วัน กระเทียมรุ่นนี้เรียกว่ากระเทียมดอง หรือกระเทียมเบา นิยมใช้ทำกระเทียมดอง ไม่สามารถเก็บไว้ได้นานเพราะฝ่อเร็ว
  • เพาะปลูกช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม หลังการเก็บเกี่ยวข้าวและเก็บเกี่ยวเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน อายุประมาณ 90-120 วัน เรียกว่ากระเทียมปี ใช้ทำกระเทียมแห้งเพราะสามารถเก็บไว้ได้นาน

พันธุ์ที่ใช้ปลูก

ภาคเหนือนิยมปลูกพันธุ์พื้นเมืองเชียงใหม่ เชียงรายและพม่า ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือนิยมปลูกพันธุ์พื้นเมืองศรีสะเกษ และภาคกลางนิยมปลูกพันธุ์บางช้าง และพันธุ์จีน หรือไต้หวัน

พันธุ์ที่ปลูกในบ้านเรา สามารถแบ่งได้ตามอายุการแก่เก็บเกี่ยวได้ ดังนี้

  • พันธุ์เบา หรือพันธุ์ขาวเมือง ลักษณะใบแหลม ลำต้นแข็ง กลีบเท่าหัวแม่มือ กลีบและหัวสีขาว มีกลิ่นฉุนและรสจัด อายุแก่เก็บเกี่ยวประมาณ 75-90 วัน เช่น พันธุ์พื้นเมือง ศรีสะเกษ เป็นต้น
  • พันธุ์กลาง ลักษณะใบเล็กและยาว ลำต้นใหญ่ และแข็ง หัวขนาดกลาง หัวและกลีบสีม่วง อายุแก่เก็บเกี่ยวประมาณ 90-120 วัน นิยมปลูกมากในภาคเหนือ เช่นพันธุ์พื้นเมืองเชียงใหม่ เป็นต้น
  • พันธุ์หนัก ลักษณะใบกว้างและยาว ลำต้นเล็ก หัวใหญ่ กลีบโต เปลือกหุ้มสีชมพู น้ำหนักดี อายุแก่เก็บเกี่ยวประมาณ 150 วัน เช่น พันธุ์จีน หรือไต้หวัน เป็นต้น

การเตรียมดิน

  • ดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกกระเทียม ควรเป็นดินที่ร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี
  • ถ้าหากเป็นกรดจัดจะทำให้กระเทียมไม่เจริญ ควรใส่ปูนขาวก่อนปลูกอย่างน้อย 15 วัน เพื่อปรับดินให้เป็นกรดอ่อนๆ (pH 5.5-6.8)
  • ก่อนไถควรหว่านปุ๋ยคอกก่อนประมาณ 4 ตันต่อไร่ ถ้าเป็นดินเหนียวควรใช้ไถบุกเบิกก่อนพรวน ถ้าเป็นดินร่วนใช้เฉพาะพรวนและยกแปลงเพื่อการให้น้ำและระบายน้ำได้ดี

การเตรียมดินดีจะช่วยให้กระเทียมลงหัวดี และควรเตรียมแปลงปลูกขนาดกว้าง 1 – 2.5 เมตร ความยาวตามพื้นที่ปลูกระยะห่างระหว่างแปลง (ทางเดินหรือร่องน้ำ) ควรกว้าง 50 ซม.

การปลูกกระเทียม

  • กระเทียมปลูกโดยใช้กลีบซึ่งประกอบเป็นหัว นิยมใช้กลีบนอกปลูก เนื่องจากกลีบนอกมีขนาดใหญ่ จะให้กระเทียมที่มีหัวใหญ่และผลผลิตสูง การนำกระเทียมไปปลูกในฤดูฝน จะทำให้กระเทียมงอกไม่พร้อมกัน โตไม่สม่ำเสมอกัน
  • ขนาดของกลีบจะมีอิทธิพลหรือความสำคัญ ต่อการลงหัวของกระเทียม จากการศึกษาพบว่าพันธุ์ที่มีกลีบใหญ่ ถ้าหากใช้กลีบขนาดกลางปลูกจะทำให้ผลผลิตสูง พันธุ์ที่มีกลีบขนาดเล็ก ถ้าใช้กลีบใหญ่ที่สุดปลูกจะให้ผลผลิตสูง
    ปกติกลีบที่มีน้ำหนักก 2 กรัม จะให้ผลผลิตสูง
  • การปลูกอาจให้น้ำก่อนและใช้กลีบกระเทียมจิ้มลงไปโดยเอาส่วนรากลงลึกประมาณ 2 ใน 3 ส่วนของกลีบ เป็นแถวตามระยะปลูกที่กำหนด ในพื้นที่ 1 ไร่ ต้องใช้หัวพันธุ์ 100 กก. หรือกลีบ 75-80 กก. ปลูกโดยใช้ระยะปลูก 10 x 10 -15 ซม. จะให้ผลผลิตสูงที่สุด สำหรับกระเทียมจีนใช้ระยะปลูก 12-12 ซม. และหัวพันธุ์ 300-350 กก.ต่อไร่ หลังปลูกจะใช้ฟางคลุมแปลงเพื่อควบคุมวัชพืช ที่จะมีขึ้นในระยะแรก เก็บความชื้นและลดความร้อนเวลากลางวัน

การดูแล 

การให้น้ำ

ควรให้น้ำก่อนปลูกและหลังปลูกกระเทียมควรได้รับน้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอในช่วงระหว่าง่างเจริญเติบโต 7-10 วัน/ครั้ง สรุปแล้วจะให้น้ำประมาณ 10 ครั้ง/ฤดู โดยสังเกตุจากใบกระเทียมถ้าเริ่มเหี่ยวต้องรีบให้น้ำทันที ควรงดการให้น้ำเมื่อกระเทียมแก่จัด ก่อนเก็บเกี่ยว 2-3 สัปดาห์

การคลุมดิน

หลังปลูกกระเทียมควรคลุมดินด้วยฟางข้าวแห้ง เศษหญ้าแห้ง หรือเศษวัสดุที่สามารถผุพังเน่าเปื่อยอื่นๆ หนาประมาณ 2-3 นิ้ว ทั้งนี้เพื่อควบคุมวัชพืชที่จะมีขึ้นในระยะแรก และรักษาความชื้นในดิน ทำให้กระเทียมสามารถเจริญเติบโตได้ดี

การใส่ปุ๋ย

ปุ๋ยที่แนะนำให้ใช้สำหรับกระเทียมในบ้านเรา ควรมีส่วนของไนโตรเจนเท่ากับ 1 ส่วน ฟอสฟอรัส 1 ส่วน และโพแทสเซียม 2 ส่วน เช่น ปุ๋ยสูตร 10-10-15, 13-13-21 เป็นต้น อัตราปริมาณ 50-100 กก./ไร่ ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง 

ครั้งแรกใส่เป็นปุ๋ยรองพื้นตอนปลูก แล้วพรวนกลบลงในดิน ปริมาณครึ่งหนึ่งและใส่ครั้งที่ 2 ใส่แบบหว่านทั่วแปลง เมื่ออายุประมาณ 30 วันหลังปลูก ควรใช้ปุ๋ยเสริมไนโตรเจน เช่น ปุ๋ยยูเรีย แอมโมเนียมซัลเฟต เป็นต้น เพื่อเร่งการเจริญเติบโตในระยะแรก อัตราประมาณ 25-30 กก./ไร่ เมื่ออายุประมาณ 10-14 วันหลังปลูก

การกำจัดวัชพืช

กระเทียมเป็นพืชที่มีรากตื้น ดังนั้นควรกำจัดวัชพืชในระยะที่วัชพืชเริ่มงอก ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้ นอกจากจะแย่งน้ำอาหารและแสงแดดจากกระเทียมแล้ว มื่อถอนจะทำให้รากของกระเทียมกระทบกระเทือนทำให้ชะงักการเจริญเติบโต หรือทำให้ต้นเหี่ยวตายได้ ฉะนั้นเมื่อวัชพืชมี ขนาดใหญ่ควรใช้มีดหรือเสียมมือเล็กๆ แซะวัชพืชออก

สารเคมีกำจัดวัชพืชที่เกษตรกรนิยมใช้กันมากคืออะลาคอร์ (ชื่อการค้า : แลสโซ่) อัตรา 0.36-.045 กก.ต่อไร่ (ของเนื้อยาบริสุทธิ์) โดยพ่นคุลมดินหลังปลูกก่อนที่กระเทียมและวัชพืชงอก นอกจากนี้ยังใช้ยาพาราควอซ์ (ชื่อการค้า : กรัมม็อกโซน) พ่นตามร่องน้ำระหว่างแปลงทุกครั้งหลังจากให้น้ำ

โรคที่สำคัญของกระเทียม 

1) โรคใบเน่าหรือแอนแทรกโนส

สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา

ลักษณะอาการ เริ่มแรกจะมีแผลเกิดขึ้นบนใบกระเทียม ลักษณะเป็นจุดสีเขียวหม่นและขยายออกไปเป็นแผลรูปยาวรี มองเห็นเป็นรอยบุ๋มเล็กน้อย ใบหนึ่ง ๆ อาจมีหลายแผลติดกัน จนใบแห้งและหักพับลงมา ทำให้ใบพืชไม่สามารถปรุงอาหารตามปกติได้ ถ้าเป็นในระยะที่ลงหัว หรือหัวแก่จัด และเกษตรกรเก็บรักษาหัวนั้นไว้ เชื้อโรคนี้อาจจะไปแพร่ระบาดในโรงเก็บได้

การป้องกันกำจัด

  • เก็บส่วนใบที่เป็นแผลทิ้ง หรือเผาไฟ
  • พ่นสารเคมี เช่น ไดโฟล่แทน หรือไดเทน-เอ็ม-45 ทุก 7 วัน ถ้าเป็นมากควรพ่นให้ถี่ขึ้นเป็น 3-5 วัน หรือเพิ่มความเข้มข้นของยาเป็น 2 เท่า

2) โรคใบจุดสีม่วง

สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา

ลักษณะอาการ เกิดกับใบกระเทียม เริ่มแรกจะมีแผลหรือจุดสีขาวก่อน และจะขยายใหญ่เป็นแผลรูปยาวรี สีน้ำตาลอ่อนหรือม่วง ขอบแผลสีน้ำตาลเข้มหรือเหลือง แผลมีทั้งขนาดใหญ่และเล็ก ในแต่ละใบอาจมีมากกว่า 1 แผล ทำความเสียหายแก่กระเทียมเช่นเดียวกับโรคใบเน่า และสามารถทำลายได้ทุกระยะการเจริญเติบโต มีการเก็บเกี่ยวก่อนกำหนด หัวกระเทียมที่ได้ไม่แก่จัด ไม่เหมาะที่จะใช้ทำพันธุ์ และทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง

การป้องกันกำจัด คล้าย ๆ กับโรคใบเน่า และเฉพาะโรคชนิดนี้งดใช้ยากันราประเภทดูดซึมพวกเบนเลท

3) โรคหัวและรากเน่า

กระเทียมเริ่มมีใบแก่เหลืองเหี่ยวแห้งไป กาบหัวช้ำเริ่มมีเส้นใยสีขาวขึ้นฟูอยู่บนแผลและตาม รากเน่าเป็นสีน้ำตาลจะทำให้หัวนิ่มเน่าและเนื้อเยื่อยุ่ยมีกลิ่นเหม็น

การป้องกันกำจัด

  • ให้ขุดหอมและดินที่เกิดโรครวบรวมไปเ ผาทำลายเสีย เพื่อป้อองกันมิให้ระบาดแพร่ทั่วไป
  • ในการปลูกหอมหรือพืชอื่นๆในปีต่อไป ในที่ๆมีโรคนี้ระบาด ควรทำการปรับปรุงแก้ไขดินเสียใหม่ โดยใส่ปูนขาวประมาณ 100-200 กก./ไร่ ก็จะช่วยให้โรคนี้ชะงักไปได้ระยะหนึ่งหรือหายไป
  • ใช้ยาเทอราคลอ, เทอราโซล หรือเทอราคลอซุปเปอร์เอกซ์ราดโคนต้น
  • ควรปลูกพืชหมุนเวียนสลับอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 5 ปี

4) โรคเน่าคอดิน

ลักษณะอาการ ที่โคนต้นบริเวณเหนือพื้นดินขึ้นไปจะมีรอยช้ำเป็นจุดเล็กๆก่อนแล้วจึงขยายตัวขึ้นตามลำดับจนรอบต้น สังเกตดูจะเห็นรอยช้ำสีน้ำตาล ต้นกล้าจะหักพับและส่วนยอดก็จะแห้งตาย

การป้องกันกำจัด

  • หว่านเมล็ดบางๆเพราะถ้าแน่นเกินไปกล้าจะมีโอกาสเป็นโรคได้ง่ายและอย่ารดน้ำให้แฉะเกินไป
  • ถ้ามีโรคเริ่มระบาดเล็กน้อยใช้ยาป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น บลาสซิโคล, ไดเทนเอ็ม-45 ในอัตราที่กำหนดในฉลากสัก 2-3 ครั้ง หลังจากนั้นให้ใช้น้ำปูนใส่อย่างเจือจางรดเป็นระยะ

แมลงที่สำคัญของกระเทียม 

1) ไรขาวหรือไรหอมกระเทียม

ลักษณะอาการ เป็นแมลงตัวเล็ก ๆ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ดูดกินน้ำเลี้ยงตามใบพืช ทั้งอ่อนและแก่ สามารถเจริญเติบโตและแพร่ขยายอย่างรวดเร็วในสภาพอากาศที่ค่อนข้างแห้งแล้งในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ทำให้ใบและยอดอ่อนของกระเทียม มีอาการ หงิก งอ ม้วนตัวแน่น ไม่คลี่ยาวเหยียดไป และจะระบาดรวดเร็วมากในไม่ช้า ใบก็จะเริ่มมีลายสีเขียวอ่อนและขาว จนในที่สุดเป็นสีเหลืองฟางข้าว และใบแห้งเหี่ยวคล้ายใบไหม้

การป้องกันกำจัด

  • หมั่นตรวจดูแปลงกระเทียม ถ้าพบว่ากระเทียมแสดงอาการดังกล่าวให้รีบถอนทิ้ง
  • ฉีดพ่นยาฆ่าแมลงพวก พอสซ์ หรือโตกุไธออน ทุก 3 วันต่อครั้ง ประมาณ 4-5 ครั้ง จนแน่ใจว่าหยุดลุกลาม จึงฉีดยาให้มีระยะห่างได้

2) เพลี้ยไฟหอม

ลักษณะอาการ ลำตัวขนาดยาว 1-1.2 มม. ตัวอ่อนสีน้ำตาลอ่อนถึงเขียว ตัวแก่สีเหลืองซีดถึงน้ำตาลอ่อน ทำลาย กระเทียมโดยดูดกินน้ำเลี้ยงที่ใบ ทำให้เป็นจุดสีขาวซีด บางครั้งเป็นจุดลึกลงไปทำให้ใบซีดขาว และเหี่ยวแห้ง

การป้องกันกำจัด ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง เช่น เซฟวิน,พ็อส ฉีดพ่น

การเก็บเกี่ยว 

ลักษณะการแก่จัดของกระเทียม สามารถสังเกตได้ดังนี้

  • มีตุ่มหรือหัวขนาดเล็ก ๆ เกิดขึ้นที่ลำต้นของกระเทียมตั้งแต่ 1 ตุ่มขึ้นไป
  • ส่วนของยอดเจริญขึ้นมาหมดแล้ว และกำลังมีต้นดอกชูขึ้นมา
  • ใบกระเทียม เริ่มแห้งตั้งแต่ปลายใบลงมามากกว่า 30%
  • ใบ หรือต้นกระเทียม เอนหัก ล้มนอนไปกับพื้นดิน 25 % ขึ้นไป
  • ดอก หรือโคนลำค้น บีบดูจะรู้สึกอ่อนนิ่ม

ถ้าพบลักษณะดังกล่าว ให้เริ่มถอนกระเทียมได้ ซึ่งจะมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 100-120 วันหลังปลูก หรือเมื่อถึงระยะเวลาเก็บเกี่ยวใบจะแห้ง ถ้าเก็บเกี่ยวช้าเกินไปจะทำให้กลีบร่วงได้ง่าย และได้กระเทียมที่มีคุณภาพไม่ดี

วิธีเก็บเกี่ยวคือ ถอนและตากแดดในแปลงประมาณ 2-3 ชั่วโมง โดยวางสลับกันให้ใบคลุมหัวเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกแสงแดด โดยตรง ตากไว้ 2-3 วัน ระวังอย่าให้ถูกฝนและน้ำค้างแรงในเวลากลางคืน นำมาผึ่งลมในที่ร่มสักระยะหนึ่ง ประมาณ 5-7 วัน ให้หัวและใบแห้งดี หลังจากนั้นนำมาคัดขนาดและมัดจุกตามต้องการ

การเก็บรักษา

กระเทียมที่มัดจุกไว้นำไปแขวนไว้ในเรือนโรงเปิดฝาทั้ง 4 ด้าน หรือใต้ถุนบ้านที่มีการถ่านเทอากาศดี ไม่ถูกฝน หรือน้ำค้าง รวมทั้งแสงแดด ประมาณ 3-4 สัปดาห์ จะทำให้กระเทียมแห้งสนิท คุณภาพดี จึงนำลงมากองสุ่มรวมกันเพื่อเก็บรักษาหรือขายต่อไป กระเทียมหลังจากเก็บ 5-6 เดือน จะสูญเสียน้ำหนักไปประมาณ 30% ถ้าหากเก็บข้ามปีจะมีส่วนสูญเสีย 60-70%

การเก็บพันธุ์ไว้ใช้เอง 

เลือกคัดเอาหัวที่มีลักษณะรูปทรงของพันธุ์ดี สมบูรณ์ปราศจากโรคและแมลงทำลาย และแก่เต็มที่แล้ว โดยทั่วไปนิยมคัดหัวที่มีขนาดกลาง มีกลีบประมาณ 3-6 กลีบ นำมาผึ่งในที่ร่มจนแห้งดี ทำการมัดรวมกันแล้วแขวนไว้ในที่ร่มมีลมพัดผ่าน การถ่ายเทอากาศดี ไม่ควรแกะกระเทียมเป็นกลีบ ๆ ขณะเก็บรักษาเพราะจะทำให้ผลผลิตลดลง เมื่อแกะแล้วควรจะนำไปใช้ปลูกทันที

กระเทียมจะมีระยะพักตัวประมาณ 5-6 เดือน ถ้าสภาพอากาศเหมาะสมกระเทียมจะงอกได้ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป กระเทียมที่เก็บรักษาไว้จะต้องนำปลูกก่อนเดือนกุมภาพันธุ์ถ้าหากไม่นำลงปลูกจะฝ่อเสียหาย หรืองอกทั้งหมด

การปลูกกระเทียมไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่หลายคนคิด ขอแค่เริ่มต้นให้ถูกวิธี เลือกพันธุ์ดี เตรียมดินให้เหมาะสม และใส่ใจดูแลตามระยะ ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างคุ้มค่า เหมาะทั้งสำหรับปลูกกินในครัวเรือนและต่อยอดเป็นรายได้เสริม

สำหรับเกษตรกรมือใหม่ กระเทียมถือเป็นพืชที่ช่วยสร้างประสบการณ์ ฝึกการวางแผน และเรียนรู้การดูแลพืชได้เป็นอย่างดี หากคุณกำลังมองหาพืชปลูกง่าย ต้นทุนไม่สูง และตลาดยังต้องการอยู่เสมอ ลองเริ่มต้นปลูกกระเทียมดูสักแปลง อาจเป็นก้าวแรกที่พาไปสู่ความสำเร็จในเส้นทางเกษตรของคุณก็ได้

ขอบคุณที่มาจาก สถาบันพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)


บทความอื่นที่น่าสนใจ

พันธุ์หอมแดง วิธีการปลูกหอมแดงแบบง่ายๆ และการดูแลรักษา

พันธุ์หอมแดง วิธีการปลูกหอมแดงแบบง่ายๆ และการดูแลรักษา

พันธุ์หอมแดง

หอมแดง เป็นพืชล้มลุก มีลำต้นใต้ดินเรียกว่าหัวสะสมอาหาร หอมแดงสามารถขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินร่วน ที่มีความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ประมาณ 5.0 – 6.5 และความชื้นในดินควรสูงในขณะที่เจริญเติบโต แต่เมื่อหัวเริ่มแก่ดินและอากาศต้องแห้ง ช่วงที่ปลูกได้ผลดี คือ ตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน – มีนาคม

พันธุ์หอมแดง พันธุ์ของหอมแดงที่นิยมปลูกในบ้านเรา คือ

  • หอมแดงพันธุ์พื้นเมืองภาคเหนือ ทางภาคเหนือเรียก หอมบั่ว เป็นหอมแดงที่มีเปลือกนอกสีเหลืองปนส้มขนาดหัวปานกลาง ลักษณะกลมรี ใน 1 หัวแยกได้ 2-3 กลีบ กลิ่นไม่ฉุนจัด รสหวาน ระหว่างการเจริญเติบโตไม่มีดอกและเมล็ด เมื่อปลูก 1 หัว จะแตกกอให้หัวประมาณ 5-8 หัว อายุเมื่อหัวแก่เต็มที่ในฤดูหนาว 90 วัน และฤดูฝน 45 วัน ผลผลิตที่ได้ประมาณ 2000-3000 กิโลกรัม/ไร่ ขึ้นอยู่กับฤดูปลูกและการดูแลรักษา คุณภาพในการเก็บรักษาไม่ค่อยดี เพราะมีเปอร์เซ็นต์แห้งฝ่อ และเน่าเสียหายมากถึง 60%
  • หอมแดงพันธุ์บางช้าง หรือหอมแดงศรีสะเกษ เป็นหอมแดง ที่มีเปลือกนอกสีม่วงปนแดง เปลือกหนาและเหนียว ขนาดหัวใหญ่ สม่ำเสมอ หัวมีลักษณะกลมใน 1 หัว มี 1-2 กลีบ กลิ่นฉุนจัด มีรสหวาน ระหว่างการเจริญเติบโตจะสร้างดอกและเมล็ดมาก ซึ่งจะต้องหมั่นตรวจดูและเด็ดทิ้งให้หมด มิฉะนั้นจะทำให้ได้ขนาดหัวเล็กและจำนวนหัวน้อย โดยทั่วไปเมื่อปลูก 1 หัวจะแตกกอให้หัวประมาณ 8-10 หัว การแตกกอและลงหัวช้ากว่าหอมบั่วเล็กน้อย มีอายุเมื่อหัวแก่เต็มที่ให้ฤดูหนาว 100 วันขึ้นไป และฤดูฝน 45 วัน ให้ผลผลิตแตกต่างกันไปตามฤดูปลูกและการดูแลรักษาได้ประมาณ 1000-5000 กิโลกรัม/ไร่ คุณภาพในการเก็บรักษาดีกว่าหอมบั่ว

การเพาะปลูกหอมแดง

การเตรียมดิน

       หอมแดงมีระบบรากตื้น ชอบดินร่วน มีการระบายน้ำดี แปลงปลูกควรไถพรวนหรือขุดด้วยจอบพลิกดินตากแดดไว้ก่อน 2-3 วัน แล้วย่อยดินให้เป็นก้อนเล็ก อย่าให้ละเอียดมากเพราะจะทำให้ดินแน่น หอมลงหัวยากควรใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยมูลสัตว์ลงไปคลุกเคล้าให้ทั่ว เก็บเศษวัชพืช หรือรากหญ้าอื่นๆ ออกให้หมดแล้วรองพื้นก่อนปลูกด้วยปุ๋ยวิทยาศาสตร์สูตร 15-15-15 ในปริมาณ 20-50 กิโลกรัม/ไร่

การเตรียมพันธุ์หอม

       หัวหอมพันธุ์ที่จะใช้ปลูกควรเตรียมไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 2 เดือน เพราะหัวหอมที่จะใช้ปลูกควรมีระยะพักตัวอยู่สักระยะหนึ่ง แต่ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 6 เดือน เพราะระยะนี้หอมจะเริ่มแดงยอดอ่อนสีเขียวพ้นหัวเก่ามาแล้ว ให้นำหัวหอมพันธุ์มาตัดแต่งทำความสะอาด ตัดเล็มรากเก่า และใบแห้งทิ้งให้หมด หากเห็นว่ายอดอ่อนยาวอาจตัดทิ้งเสียสัก 1 ใน 10 เพื่อเร่งให้งอกไวเมื่อปลูกแล้ว ในพื้นที่ปลู 1 ไร่จะใช้หัวหอมพันธุ์ประมาณ 200 กิโลกรัม ก่อนปลูกหากเห็นว่าหัวหอมพันธุ์เป็นโรคราดำ หรือมีเน่าปะปนมา ต้องฉีดพ่นหรือจุ่มน้ำสารละลายป้องกันกำจัดเชื้อราจำพวกมาเนบ หรือซีเนบ ตามอัตราที่กำหนดในฉลาก และผึ่งลมให้แห้งก่อนนำไปปลูก

พันธุ์หอมแดง

ระยะปลูก

       นิยมปลูกเป็นแปลงขนาดกว้าง 1-1.5 เมตร ความยาวของแปลง เป็นไปตามความสะดวกในการปฏิบัติงานควรปลูกเป็นแถว ระยะปลูก 15-20 ซม.หรือ 20-20 ซม.

การปลูก

       ก่อนปลูกควรรดน้ำแปลงปลูกให้ดินชุ่มชื้นไว้ล่วงหน้า นำหัวหอมพันธุ์มาปลูกลงในแปลง โดยเอาส่วนโคนหรือที่เคยเป็นที่ออกรากเก่าจิ้มลงไปในดินประมาณครึ่งหัว ระวังอย่ากดแรงนักจะทำให้ลำต้นหรือหัวช้ำทำให้ไม่งอก หรืองอกรากช้า เมื่อปลูกทั่วทั้งแปลงให้คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้งหรือแกลบหนาพอสมควรเป็นการรักษาความชุ่มชื้นและคุมวัชพืช จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม ต้นหอมจะงอกออกมาภายใน 7-10 วัน หากหัวใดไม่ลอกให้ทำการปลูกซ่อมทันที

การดูแลรักษา

       การให้น้ำ หอมแดงต้องการน้ำมากและสม่ำเสมอในระยะเจริญเติบโตและแตกกอ หากปลูกในที่ ๆ มีอากาศแห้งและลมแรง อาจต้องคอยให้น้ำบ่อย ๆ เช่น ภาคอีสาน ช่วงอากาศแห้งมาก ๆระยะแรกอาจให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น ในภาคเหนือเกษตรกรจะให้น้ำประมาณ 3-7 วันต่อครั้ง

การให้ปุ๋ย

  • เมื่ออายุ 14 วันหลังปลูก ควรใส่ปุ๋ยยูเรียหรือแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา 20-25 กิโลกรัม/ไร่
  • เมื่ออายุ 35-40 วัน ให้ใส่ปุ๋ย 15-15-15 ในอัตรา 20-50 กิโลกรัม/ไร่ การใส่ปุ๋ยใช้วิธีโรยห่างๆ ต้นห่างจากต้นราว 7 ซม. หรือใช้วิธีโรยให้ทั่วแปลงก็ได้ หลังจากให้ปุ๋ยให้รดน้ำหรือเอาน้ำเข้าแปลงให้ชุ่ม

การกำจัดวัชพืช

        ควรกำจัดวัชพืชบ่อย ๆ เมื่อวัชพืชยังเล็ก หากโตแล้วจะทำการกำจัดยากและจะกระทบกระเทือนรากหอมแดงได้มาก ปัจจุบันนิยมใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชมากขึ้นเพราะประหยัดแรงงานกว่า ตัวอย่างสารเคมีที่ใช้กำจัดวัชพืชในแปลงหอมแดงได้แก่ อลาคลอร์ อัตราการใช้ให้ใช้ตามที่ระบุในฉลากยา

การเก็บเกี่ยวหอมแดง

โดยปกติหอมแดงที่ปลูกในฤดูหนาว จะแก่จัดเมื่ออายุ 70-110 วัน ถ้าปลูกในฤดูฝนจะสามารถเก็บได้เมื่ออายุประมาณ 45 วัน แต่ผลผลิตของหอมแดงทั้ง 2 ฤดูแตกต่างกัน คือในฤดูหนาวจะให้ผลผลิตมากเป็น 2-3 เท่าของในฤดูฝน จึงเป็นเหตุให้หอมแดงในฤดูฝนมีราคาสูงกว่า

หอมแดงที่เริ่มแก่แล้วจะสามารถสังเกตได้จากสีของใบจะเขียวจางลง ปลายใบเริ่มเหลืองและใบมักจะถ่างออก เอนล้มลงมากขึ้น ถ้าบีบส่วนคอ คือบริเวณโคนใบต่อกับหัวหอมจะอ่อนนิ่ม ไม่แน่นแข็ง แสดงว่าหอมแก่แล้ว

หลังจากเก็บเกี่ยว มีการปฏิบัติคล้ายกระเทียม คือหอมแดงที่ถอนแล้วต้องนำมาผึ่งลมในที่ร่มให้ใบเหี่ยวแห้งจากนั้นก็มัดเป็นจุก คัดขนาดและทำความสะอาด คัดพันธุ์แล้วนำไปแขวนไว้ในที่ร่ม เช่นใต้ถุนบ้าน ให้มีลมโกรก เพื่อระบายความชื้นจากหัวและใบหอม ไม่ให้ถูกแดด ฝนหรือน้ำค้าง หอมแดงหากเก็บไว้ในอากาศอบอ้าวจะเกิดโรคราสีดำ และเน่าเสียหายเช่นเดียวกับกระเทียม

การเก็บหอมแดงไว้ทำพันธุ์

หอมแดงที่แก่จัดหากเก็บรักษาดีจะฝ่อแห้งเสียหาย เพียง 35-40% ควรคัดเลือกหอมแดงที่จะใช้ทำพันธุ์ แยกออกมาต่างหากจากส่วนที่จะขาย และฉีดพ่นยากันรา เช่น เบนเลท ให้ทั่ว และนำไปผึ่งลมจนแห้งสนิทจึงนำไปเก็บรักษาไว้ทำพันธุ์ (ไม่ควรนำมารับประทาน) จะช่วยป้องกันไม่ให้หอมแดงเน่าเสียหายง่าย

ขอบคุณที่มาจาก กรมส่งเสริมการเกษตร


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี ท่องเที่ยวเชิงทางธรรมชาติ 2569

ทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี ท่องเที่ยวเชิงทางธรรมชาติ 2569

ทะเลบัวแดง

ทะเลสาบหนองหานกุมภวาปี ที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีชมพูของดอกบัวแดงนับล้านดอกบานสะพรั่งรับแสงยามเช้า สวย อ่อนโยน และตราตรึงใจ เพียงปีละครั้ง “ทะเลบัวแดง” หรือ “หนองหาน กุมภวาปี” แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัดอุดรธานี โดยในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ของทุกปี ดอกบัวแดง หรือ บัวสาย ในบึงหนองหานจะโผล่พ้นน้ำออกดอกเบ่งบานให้เราได้ชมกัน และจะมีปริมาณมากที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ น้ำในบึงก็ใสสะอาดมองเห็นถึงรากบัว ความสูงของพื้นน้ำประมาณหนึ่งเมตรกว่า ๆ ซึ่งเป็นระดับที่บัวสามารถชูช่อและสังเคราะห์แสงได้ดี

ท่าเรือให้บริการหลัก (อัปเดต 2026)

  • ท่าบ้านเดียม
  • ท่าบ้านดอนคง
  • ท่าบ้านแชแล
  • ท่าบ้านเชียงแหว

ทะเลบัวแดง

กิจกรรมไฮไลต์

  • ล่องเรือชมทะเลบัวแดงยามเช้า
  • ถ่ายภาพบัวแดง บรรยากาศธรรมชาติ
  • ชมวิถีชีวิตชุมชนและการประมงพื้นบ้าน

🕕 ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเที่ยว

  • 06.00 – 11.00 น. (ดอกบัวบานสวยที่สุด)

ทะเลบัวแดง

การเดินทางสะดวก เลือกได้หลายรูปแบบ

  • รถส่วนตัว
  • รถตู้เช่าเหมาพร้อมคนขับ
  • โปรแกรมทัวร์แบบครึ่งวัน – 1 วัน

ค่าล่องเรือชมทะเลบัวแดง

  • เรือหางยาวเล็ก นั่งได้ 2 คน ราคา 300 บาท ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
  • เรือใหญ่ นั่งได้ 6 คน ราคา 500 บาท ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง
    สอบถามรายละเอียดที่ โทร. 08 1964 5420 และ 08 9395 0871

แนะนำเที่ยวช่วง: ธันวาคม – กุมภาพันธ์ มาสัมผัสเสน่ห์ธรรมชาติที่ต้องมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง แล้วคุณจะหลงรัก “ทะเลบัวแดงอุดรธานี”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ททท.สำนักงานอุดรธานี  042-325-407


บทความที่เกี่ยวข้อง

เพิ่มอัตราการรอดของ “ลูกอ๊อด” ด้วยทางมะพร้าว

เพิ่มอัตราการรอดของ “ลูกอ๊อด” ด้วยทางมะพร้าว

ลูกอ๊อด

ปัญหาใหญ่ ที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกบต้องประสบ คือ ช่วงที่ลูกอ๊อดเปลี่ยนไปเป็นลูกกบ มักไม่มีชีวิตรอด เกษตรกรจำนวนมากจึงมีวิธีแก้ปัญหาด้วยการนำทางมะพร้าวมาใช้ ซึ่งจะช่วยลดอัดอัตราการตายของลูกอ๊อดได้มาก ทั้งยังช่วยประหยัดต้นทุนและไม่ทำให้เสียเวลาช่วงลูกอ๊อดไม่รอดอีกด้วย

วิธีการ คือ การเตรียมทำบ่อกบ ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร กั้นสังกะสีสูง 0.8 เมตร นำสแลนมาคลุมล้อมรอบเพื่อกันสุนัขหรือแมวเข้าไป จากนั้นให้นำลูกลูกอ๊อดระยะปลายมาปล่อยลงในบ่อดิน แล้วใช้ทางมะพร้าวพาดทแยงตรงกลางของบ่อดิน วิธีการนี้ช่วยให้ลูกอ๊อดที่ขาเริ่มงอกใช้เป็นจุดทรงตัวได้ดีกว่าการใช้แผ่นโฟมลอยน้ำ เพราะไม่ว่าระดับน้ำจะเพิ่มหรือลดลง ลูกอ๊อดระยะขาเริ่มงอกเป็นลูกกบจะมีที่เกาะ เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของลูกกบมากกว่าร้อยละ 90

ลูกอ๊อด

เมื่อลูกอ๊อดขางอกเต็มที่กลายเป็นลูกกบแล้ว นำกะละมังกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 60 เซนติเมตร มาวางไว้ข้างบ่อใส่น้ำให้เต็ม ให้อาหารแบบเดียวกับปลาดุกและปลานิล คือไส้ปลาสับละเอียด บ่อละ 3 ขีด โดยให้วันละครั้ง ช่วงพลบค่ำ กบจะกระโดดเข้าไปกินในกะละมังเอง

ลูกอ๊อด

ด้านข้างบ่อดินนำกระเบื้องลอนคู่มาวางไว้ เพื่อให้ลูกกบหลบซ่อนตัวตามสัญชาตญาณ แต่ต้องระมัดระวัง อย่าให้กบอยู่อย่างแออัดเกินไป เพราะกบอาจ จะกินกันเอง และให้เปิดไฟนีออนเพื่อล่อแมลงมาเป็นอาหารในช่วงกลางคืนแต่ไม่ควรเปิดทิ้งไว้ทั้งคืนเหมือนบ่อปลา เนื่องจากกบไม่ชอบแสงไฟ ถ้าเปิดไฟทิ้งไว้ กบจะไม่ออกมาจากที่หลบมากินอาหารทำให้ตายได้ ควรเปิดไว้ 1 ชั่วโมงช่วงหัวค่ำที่มีแมลงมากก็พอ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปุ๋ยมูลค้างคาว สูตรเด็ด เคล็ด (ไม่) ลับ

ปุ๋ยมูลค้างคาว สูตรเด็ด เคล็ด (ไม่) ลับ

ปุ๋ยมูลค้างคาว

ผืนนาของนายบุญธรรมกับนางทองสุข เสนาอุดร เกษตรกรบ้านโคกล่าม ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี จากเดิมเคยใช้ทำนาเพียงปีละครั้ง ปัจจุบันนี้ได้ปลูกพืชหมุนเวียนตลอดทั้งปี ปลูกฟักทอง แตงกวา โหระพา ผักบุ้ง ถั่วลิสง ตะไคร้ มะเขือ กะเพรา แค มะม่วง ฯลฯ พืชผักทุกอย่างที่ปลูกก็ล้วนเติบโตงอกงามด้วยสูตรเด็ดเคล็ดลับ “ปุ๋ยหมักขี้ค้างคาว สูตรบ้านโคกล่าม” ที่ครอบครัวเสนาอุดรพัฒนาต่อยอดจากปุ๋ยหมักจากขี้หมูของปิดทองฯ ที่เลี้ยงไว้มาผนวกกับประสบการณ์ ภูมิปัญญาดั้งเดิมและความรู้ที่ได้จากปู่ ย่า ตา ยาย กลายเป็นสูตรใหม่ที่พิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วว่าเห็นผลดีจริง ทุกวันนี้ ผืนดินที่เคยแตกระแหง กลายเป็นผืนนาเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา หลังนาก็กลายเป็นแปลงพืชแปลงผักที่ให้ผลผลิตน่าชื่นใจ

เพราะมูลค้างคาวอุดมไปด้วยธาตุอาหารที่พืชต้องการ และมีฟอสฟอรัสมากเป็นพิเศษ เหมาะกับการนำมาใช้ในพืชผัก พืชไร่ พืชสวน นอกจากให้ผลผลิตงอกงามแล้ว ยังช่วยปรับปรุงดินให้ร่วนซุยด้วย

น้ำหมักสูตรขี้ค้างคาว สูตรเฉพาะ บ้านโคกล่าม

สูตรที่ 1

วิธีทำ มูลค้างคาว 1 กิโลกรัม ต่อน้ำเปล่า 10 ลิตร หมักทิ้งไว้ประมาณ 20 วัน
อัตราการใช้  น้ำหมักมูลค้างคาว 10 มิลลิลิตร ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นอาทิตย์ละ 1 ครั้ง

สูตรที่ 2

ส่วนผสม

  • มูลค้างคาว จำนวน 1 กิโลกรัม
  • กากน้ำตาล จำนวน 1 ลิตร
  • ผักใบเขียว จำนวน 1 กิโลกรัม
  • น้ำเปล่า จำนวน 10 ลิตร

วิธีทำ นำทั้งหมดผสมเข้าด้วยกัน หมักไว้ 20 วัน แล้วเติมน้ำเพิ่ม 10 ลิตร หมักต่ออีก 30-90 วัน
อัตราการใช้ น้ำหมักมูลค้างคาว 10 มิลลิลิตร ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นอาทิตย์ละ 1 ครั้ง

ติดตามอ่านและดาวน์โหลดหนังสือคู่มือเกษตรกร…รู้ไว้ใช้จริง ชุด การเพาะปลูก พืช – ผัก โดย สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ


บทความอื่นที่น่าสนใจ