เทคนิคน็อกเย็น ไม่ต้องมีห้องเย็นก็รักษาความสดของผักได้

เทคนิคน็อกเย็น ไม่ต้องมีห้องเย็นก็รักษาความสดของผักได้

เทคนิคน็อกเย็น

ประเทศไทยเป็นเมืองที่มี 3 ฤดู ใน 1 ปี คือ ฤดูร้อน ฤดูร้อนมากและฤดูร้อนที่สุด ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ มีปัญหาในการจัดเก็บผลผลิตเพื่อรอส่งขาย ยิ่งเป็นประเภทผักแล้ว หากเจออากาศร้อนเข้าไป อาจจะทำให้ผลผลิตเสียหาย ขายไม่ได้ราคา

ดังนั้น การเก็บรักษาความสดของผักและผลผลิตถือเป็น อีกเรื่องหนึ่งที่เกษตรกรไม่ควรมองข้าม เพื่อให้คุณภาพของสินค้าเป็น เครื่องการันตีถึงฝีมือของผู้ผลิตและความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งหากเป็นเกษตรกรรายใหญ่หรือบริษัทห้างร้าน จะมีการลงทุนห้องเย็นเพื่อรักษาความสดของผลผลิต แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ ต้นทุนที่สูงมากขึ้นและต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างมาก หากเกษตรกรสามารถใช้วิธีง่ายๆ ต้นทุนต่ำ ที่สามารถทำเองได้ ก็ถือเป็นเรื่องดีไม่น้อย

เทคนิคน๊อกเย็น

  • ผักที่เก็บจากแปลง เตรียมรอขอส่งและขาย
  • เตรียมน้ำเย็น โดยใช้น้ำแข็งแช่ลงในน้ำให้ได้อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส หากจุ่มมือลงไปแล้วมือชาถือว่าใช้ได้
  • นำผักลงไปแช่ประมาณ 5-10 วินาที
  • นำผักที่แช่แล้ว มาจัดใส่กระบะหรือภาชนะบรรจุ สำหรับจัดเก็บหรือขนส่ง วิธีนี้จะช่วยคงความสดไว้ได้นาน 7 วัน

การเก็บรักษาความสด กรอบของผักสด เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เกษตรกรควรให้ความสนใจ ยิ่งในยุคที่สามารถซื้อขายออนไลน์ และต้องมีการจัดส่งสินค้าไปถึงผู้บริโภคในเวลาอันจำกัด การรักษาความสดของผักก่อนจัดส่งจึงเป็นเรื่องที่เกษตรกรไม่ควรมองข้าม ทั้งนี้ก็เพื่อให้คุณภาพของสินค้าเป็นเครื่องการันตีถึงฝีมือของผู้ผลิตและความพึงพอใจของลูกค้า

บทความจาก คู่มือเกษตรกร…รู้ไว้ใช้จริง การเพาะปลูกพืช-ผัก
จัดทำโดย สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เฝ้าระวัง ด้วงหนวดยาวอ้อย ในอ้อย

ระวัง ด้วงหนวดยาวอ้อย ในอ้อย

ด้วงหนวดยาวอ้อย

ในช่วงนี้ขอให้ชาวไร่อ้อยเฝ้าระวังการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อย โดยตัวหนอนของด้วงหนวดยาวอ้อยจะเริ่มเข้าทำลายตั้งแต่ระยะเริ่มปลูกอ้อยด้วยการเจาะไชเข้าไปกัดกินเนื้ออ้อยภายในท่อนพันธุ์ ทำให้ท่อนพันธุ์ไม่งอก หน่ออ้อยอายุ 1–3 เดือนจะถูกกัดกินตรงส่วนโคนที่ติดกับเหง้าให้ขาดออก ทำให้หน่ออ้อยแห้งตาย หากอ้อยมีลำแล้วพบการเข้าทำลายของด้วงหนวดยาวอ้อยจะทำให้กาบใบและใบอ้อยแห้งตายทั้งต้นหรือทั้งกออ้อย หนอนที่มีขนาดเล็กจะกัดกินบริเวณเหง้าอ้อยทำให้การส่งน้ำและอาหารจากรากไปสู่ลำต้นและใบน้อยลง เมื่อหนอนมีขนาดใหญ่ขึ้นจะเริ่มเจาะไชจากส่วนโคนลำต้นขึ้นไปกินเนื้ออ้อย ทำให้ลำต้นเป็นโพรงเหลือแต่เปลือก ทำให้ลำต้นอ้อยหักล้มและแห้งตาย

คำแนะนำ

สำหรับอ้อยปลูกใหม่หากพบการเข้าทำลายของด้วงหนวดยาวให้ป้องกันกำจัดด้วยวิธีผสมผสาน คือไถพรวนดินแล้วเก็บตัวหนอนและดักแด้ของด้วงหนวดยาวอ้อยตามรอยไถ หากพบการเข้าทำลายไม่มากให้ป้องกันกำจัดด้วยศัตรูธรรมชาติ โดยโรยเชื้อราเขียวเมตาไรเซียม อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ บนท่อนพันธุ์พร้อมปลูกแล้วกลบดิน ส่วนในพื้นที่มีการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อยอย่างรุนแรง ให้ป้องกันกำจัดด้วยสารเคมีตามคำแนะนำ สารเคมีชนิดน้ำพ่นสารฆ่าแมลง ฟิโพรนิล 5% SC อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ อัตรา 320 มิลลิลิตรต่อไร่ บนท่อนพันธุ์อ้อยพร้อมปลูกแล้วกลบดิน สารเคมีชนิดเม็ด โรยสารฆ่าแมลง ฟิโพรนิล 0.3% GR อัตรา 6 กิโลกรัมต่อไร่ บนท่อนพันธุ์อ้อยพร้อมปลูกแล้วกลบดิน

สำหรับอ้อยระยะแตกกอ

หากพบการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อยให้ทำการป้องกันกำจัดด้วยวิธีผสมผสาน ถ้าพบหน่ออ้อยแห้งตายให้ขุดกออ้อยและจับตัวหนอนและดักแด้ของด้วงหนวดยาวอ้อยออกมาทำลายนอกแปลง การป้องกันกำจัดด้วยศัตรูธรรมชาติให้ปิดร่องอ้อยแล้วโรยเชื้อราเขียวเมตาไรเซียม อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ให้ชิดกออ้อยแล้วกลบดิน ส่วนในพื้นที่มีการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อยอย่างรุนแรง ให้ป้องกันกำจัดด้วยสารเคมีตามคำแนะนำ การใช้สารเคมีชนิดน้ำให้เปิดร่องอ้อยแล้วพ่นสารฆ่าแมลง ฟิโพรนิล 5% SC อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อัตรา 320 มิลลิลิตรต่อไร่ ให้ชิดกออ้อยแล้วกลบดิน ส่วนการใช้สารเคมีชนิดเม็ดให้เปิดร่องอ้อยแล้วโรยสารฆ่าแมลง ฟิโพรนิล 0.3% GR อัตรา 6 กิโลกรัมต่อไร่ ให้ชิดกออ้อยแล้วกลบดิน

ด้วงหนวดยาวอ้อย พบการระบาดเข้าทำลายได้ทั้งอ้อยที่ปลูกใหม่และอ้อยที่อยู่ในระยะแตกกอ จึงขอให้เกษตรกรหมั่นสำรวจไร่อ้อยหากพบการระบาดไม่มากให้ป้องกันกำจัดด้วยวิธีกลและวิธีผสมผสาน แต่หากพบการระบาดรุนแรงให้ใช้สารเคมีชนิดและอัตราการใช้ตามคำแนะนำ กรณีการใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียมและสารเคมีขณะใช้ดินต้องมีความชื้นหรือเป็นพื้นที่ที่สามารถให้น้ำได้ และในช่วงที่ฝนเริ่มตกด้วงหนวดยาวอ้อยจะออกเป็นตัวเต็มวัยให้เฝ้าระวังเมื่อฝนตกหนักครั้งแรกให้สำรวจตัวเต็มวัยในช่วงพลบค่ำ ถ้าไม่พบตัวเต็มวัยให้รอฝนตกซ้ำครั้งที่ 2 ด้วงหนวดยาวอ้อยจะออกจากดักแด้เป็นตัวเต็มวัยให้ทำกับดักหลุมในแปลงอ้อยเพื่อจับตัวเต็มวัยหรือเดินเก็บตัวเต็มวัยในแปลงอ้อยช่วงค่ำ”

แนวทางป้องกันและแก้ไข ทำการป้องกันกำจัดด้วยวิธีผสมผสาน ได้แก่

  • การป้องกันกำจัดด้วยวิธีกล
       –  ไถพรวนดินแล้วเก็บตัวหนอนและดักแด้ของด้วงหนวดยาวอ้อยตามรอยไถ ก่อนปลูกอ้อย
       –  อ้อยระยะแตกกอ ถ้าพบกออ้อยที่มีหน่ออ้อยแห้งตายให้ขุดกออ้อย และเก็บตัวหนอนด้วงหนวดยาวอ้อย ออกไปทำลาย
  • การป้องกันกำจัดด้วยศัตรูธรรมชาติ
       – โรยเชื้อราเขียวเมตาไรเซียม อัตรา ๑๐ กิโลกรัมต่อไร่ บนท่อนพันธุ์พร้อมปลูก(สำหรับอ้อยปลูก)
       – เปิดร่องอ้อยแล้วโรยเชื้อราเขียวเมตาไรเซียม อัตรา ๑๐ กิโลกรัมต่อไร่ ให้ชิดกออ้อยแล้วกลบดิน (สำหรับอ้อยตอ)
  • การป้องกันกำจัดด้วยสารเคมี ในพื้นที่ที่มีการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อยอย่างรุนแรง ให้ป้องกันกำจัดด้วยสารเคมี
    การใช้สารเคมีชนิดน้ำ
         – พ่นสารฆ่าแมลง ฟิโพรนิล ๕% เอสซี อัตรา ๘๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ อัตรา ๓๒๐ มิลลิลิตรต่อไร่ บนท่อนพันธุ์อ้อยพร้อมปลูกแล้วกลบดิน (สำหรับอ้อยปลูก)
         – เปิดร่องอ้อยแล้วพ่นสารฆ่าแมลง ฟิโพรนิล ๕% เอสซี อัตรา ๘๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ อัตรา ๓๒๐ มิลลิลิตรต่อไร่ ให้ชิดกออ้อยแล้วกลบดิน (สำหรับอ้อยตอ)
    การใช้สารเคมีชนิดเม็ด
         – โรยสารฆ่าแมลง ฟิโพรนิล ๐.๓% จี อัตรา ๖ กิโลกรัมต่อไร่ บนท่อนพันธุ์อ้อยพร้อมปลูกแล้วกลบดิน (สำหรับอ้อยปลูก)
         – เปิดร่องอ้อยแล้วโรยสารฆ่าแมลง ฟิโพรนิล ๐.๓% จี อัตรา ๖ กิโลกรัมต่อไร่ ให้ชิดกออ้อยแล้วกลบดิน (สำหรับอ้อยตอ)
    หมายเหตุ
         – กรณีการใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียม และสารเคมี ขณะใช้ดินต้องมีความชื้น หรือเป็นพื้นที่ที่สามารถให้น้ำได้

ที่มา : กรมวิชาการเกษตร


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ไผ่บงหวาน พืชทางเลือกใหม่ รสชาติหวานกรอบ ดูแลง่าย

ไผ่บงหวาน พืชทางเลือกใหม่ รสชาติหวานกรอบ ดูแลง่าย

ไผ่บงหวาน

ไผ่บงหวาน


ไผ่ เป็นพืชที่เราคุ้นเคยมานาน เป็นพีชมงคลชนิดหนึ่งที่ควรหามาปลูกประดับบ้าน บางพื้นที่ก็ปลูกเพื่อการบริ โภคหน่อ บ้างก็ปลูกเชิงการด้าเป็นไม้ใช้สอยเป็นพืชที่ มีประโยชน์นานับประการ ผลผลิตจากผ่ที่สำคัญคือ หน่อไม้ ซึ่งเป็นอาหารที่คนไทยนิยมกันมาก โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสานสามารถนำหน่อไม้มาทำอาหาร ได้ทั้งประเภทแกง ผัด ต้มหรือใช้ถนอมอาหารเก็บไว้กินได้นานๆ

ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว หน่อไม้ที่ใช้รับประทาน มักจะต้องต้มหรือนึ่ง เพื่อเอารสขื่นทิ้งไป แล้วจึงจะนำมาปรุงอาหารหรือรับประทาน แต่ขังมีหน่อไม้อีกพันธุ์หนึ่งที่เราสามารถรับประทานดิบได้ โดยไม่ต้องต้มเอารสขมทิ้งไปก่อน และมีความหวานกรอบ คล้ายยอดมะพร้าว นั่นคือ ไผ่บงหวาน ด้วยคุณลักษณะเด่นของไผ่ชนิดนี้ น่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่มือนาคตให้แก่เกษตรกร หากมีการรวมกลุ่มหรือปลูกกันอย่างจริงจัง

ข้อคำนึงก่อนตัดสินใจปลูกไผ่หวาน

  • ไม่ควรเป็นพื้นที่น้ำท่วมขัง หรือพื้นที่ลุ่มต่ำ
  • จะต้องมีแหล่งน้ำเพียงพอ
  • ระขะปลูกที่เหมาะสม ต้องพิจารณาเพื่อให้เข้าไปปฏิบัติดูแลได้สะดวก

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ควรมีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย ถ้าเป็นดินเหนียว หรือดินโคกลูกรังจะต้องปรับปรุงดินก่อนปลูกด้วยการใส่ปุ๋ขคอกและปุ๋ขหมัก มีการเตรียมดินก่อนปลูก ด้วยการไถตากหน้าดินทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคและกำจัดวัชพืช หลังจากนั้นให้ไถอีกครั้งเพื่อปรับสภาพดินให้ร่วนซุย เหมาะต่อการปลูกไผ่

การเตรียมพื้นที่ปลูก

โดยเตรียมพื้นที่ไว้ตั้งแต่ฤดูแล้ง ซึ่งจะทำงานได้สะดวก สามารถลงมือปลูกได้ทันใบต้นฤดูฝน ถ้าเป็นพื้นที่ที่เป็นแอ่ง ที่ลุ่มน้ำขัง มีเนินหรือมีตอไม้อยู่ต้องไถบุกเบิกกำจัดตอออกให้หมด ปรับสภาพพื้นที่ให้เรียบแต่ถ้าเป็นพื้นราบอยู่แล้ว แค่ไถพรวนกำจัดวัชพืชอย่างเดียวก็พอแล้ว พื้นที่ที่จะปลูก ควรเป็นที่ โล่งไม่มีไม้ใหญ่ เพราะจะบังแสงและแย่งอาหารจาก ไผ่ ถ้าได้พื้นที่ใกล้แหล่งน้ำจะดีมาก เพราะไผ่เป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก แต่ไม่ชอบน้ำขังในแหล่งที่สามารถมห้น้ำได้ตลอดทั้งปี สามารถปลูกไผ่หวานได้ตลอดปีเช่นกัน เริ่มโดยการไถดะ ตากดินไว้สัก 7-10 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรค แล้วไถพรวนให้ดินร่วนซุย แล้วขุดหลุมปลูกส่วนระยะปลูก จะใช้ระยะระหว่างต้นเท่าใด ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ปลูก พิจารณาดังนี้

  • ระยะปลูก 3 x 3 เมตร จะใช้ต้นพันธุ์ 178 ต้นต่อไร่
  • ระยะปลูก 3.5 x 3.5 เมตร จะใช้ต้นพันธุ์ 131 ต้นต่อไร่
  • ระยะปลูก 4 x 4 เมตร จะใช้ต้นพันธุ์ 100 ต้นต่อไร่

การปลูกระยะห่าง 2×4 เมตร และ 3×3 เมตร ถือว่าสะดวก และเหมาะสมกับการจัดการกับแปลงปลูกควรปลูกไผ่บงหวานในช่วงก่อนเข้าฤดูฝน คือเดือนมีนาคม-เมษายน เพราะต้น ไผ่จะมีการเจริญเติบโตเร็วกว่าการปลูกในช่วงฤดูฝน เหตุผลคือ ต้นไผ่จะตั้งตัวและออกรากก่อนเข้าฤดูฝน เมื่อฝนมาก็จะทำให้ไผ่เจริญเติบโตเร็วมาก แต่หากปลูกในช่วงฤดูฝน ต้น ไผ่ก็ต้องการปรับสภาพในช่วงแรก บางครั้งฝนตกมากน้ำขังแฉะ ก็ทำให้ต้นไผ่ชะงัก การเจริญเติบโตบ้าง วิธีการปลูกก่อนฤดูฝนจะดีกว่าปลูกในฤดูฝน

ไผ่บงหวาน

วิธีการปลูก

ขุดหลุมปลูกขนาด กว้าง x ยาว x ลึก 30-50 x 30-50 x 30-50 เซนติเมตร แล้วใช้ปุ๋ยหินฟอสเฟต 1 กระป๋องนม (ประมาณ 300-500 กรัม) ต่อหลุมผสมปุ๋ยคอกเก่าที่สลายตัวแล้วประมาณ / กิโลกรัม และสารฆ่าแมลงฟูราคาน 1 ช้อนแกง (10 กรัม) คลุกเกล้ากับดินคนให้ทั่ว แล้วใส่ลงไปในหลุมส่วนหนึ่งแล้วจึงนำถุงต้นกล้าไผ่หวาน ใช้ดินส่วนที่เหลือกลบให้ถึงโคนจนพูน กลบโคนให้แน่น อนึ่ง ก่อนปลูกควรนำกล้าพันธุ์วางไว้กลางแจ้งสัก 2 – 4 สัปดาห์ เพื่อให้ต้นกล้าพันธุ์ชินกับสภาพแสงแดด ช่วงที่ปลูกใหม่ๆ หากไม่มีฝนตกต้องช่วยรดน้ำประมาณ 2 – 3 วัน/ครั้ง

การให้น้ำ

ให้น้ำด้วยการขังให้ท่วมแปลงแล้วปล่อยให้แห้งภายใน 1 วัน หรือให้ด้วยระบบสปริงเกอร์ก็ได้ซึ่งการให้ด้วยระบบสปริงเกอร์ จะช่วยให้มีออกซิเจนในอากาศเพิ่มขึ้น ทำให้บรรยากาศในสวนปลอดโปร่ง มีส่วนช่วยให้ไผ่ออกหน่อดกมากขึ้น การให้น้ำ ควรดูตามสภาพอากาศช่วงปกติ ให้น้ำวันละครั้งช่วงผลิตนอกฤดู กวรให้น้ำเพิ่มเป็น 2-3 ครั้ง วัน แต่ให้ในระยะเวลาสั้นๆ ถ้าเป็นช่วงฤดูฝน ถ้าฝนตกเรื่อยๆดินขึ้นตลอด ไม่ต้องให้น้ำ ถ้าฝนขาดช่วง สังเกตว่าดินแห้ง จึงค่อยให้น้ำ

การให้ปุ๋ย

ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเช่น มูลวัว มูลควาย มูลไก่ มูลหมู และวัสดุที่เหลือจากภาคเกษตรกรรมเช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด แกลบ ขี้เถ้า กากถั่วเหลือง ใบไม้แห้ง เป็นต้น ใส่ที่ โคนไผ่กอละประมาณ 5-10 กิโลกรัม ร่วมกับปุ๋ยยูเรีย และจะใส่ปุ๋ยยูเรียสูตร 8-24-24 หรือ 13-13-21 ใส่สลับกับปุ๋ยยูเรีย กอละ 0.5-1 ขีด เพื่อเพิ่มความหวานให้หน่อไผ่ ใส่ปุ๋ยปีละ 3-4 ครั้ง ใส่ครั้งแรกช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม แล้วให้น้ำตามและ 2-3 เดือน ก็ใส่อีกครั้ง โดยใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักร่วมกับปุ๋ยเคมีทุกครั้ง การนำปุ๋ยหมักมาเป็นวัสดุใส่โคนไผ่ เพื่อช่วยในการอุ้มน้ำให้มีความชุ่มชื้น และช่วยทำให้ดินร่วนซุย สามารถแทงหน่อออกมาได้ง่าย จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำเจือจางรดผสมร่วมไปด้วยก็ได้

การดูแลรักษาที่เน้นเป็นพิเศษ

  • ในช่วง 1 ปีแรก ต้องหมั่นตัดหญ้าต้องดูแลให้ส่วนไผ่สะอาด และไปร่งอยู่อย่างสม่ำเสมอแต่เมื่อไผ่มีอาย 2 ปีขึ้นไป ต้นไผ่มีใบปกคลุมให้ร่มเงาแล้ว แสงแดดส่องไม่ถึงหญ้าก็จะไม่ขึ้น ก็จะลดภาระการตัดหญ้าลงไป
  • เรื่องการสางก่อไผ่ ไผ่จะมีการแตกหน่อเจริญเป็นลำไผ่ และจะมีกิ่งแขนงเล็กๆ ที่แตกออกมาตาม ส่วนต่างๆมากมาย จะต้องใช้มีดหรือกรรไกรตัดแต่งกึ่งแขนงเหล่านั้นออกให้หมด ให้กอไผ่มีแต่ลำไผ่หลักเท่านั้น ต้องหมั่นสางกอให้ทรงต้นโปร่ง แปลงสะอาดอยู่เป็นประจำ
  • การพิจารณาเลือกไว้ลำไผ่นั้นให้เลือกลำไผ่ที่อวบใหญ่ และมีทิศทางการเจริญเติบโตเป็นกอใหญ่และมีหน่อมากขึ้นในฤดูถัดไป
  • สิ่งที่สำคัญคือ ต้องหมั่นระวังไฟป่า หรือมีแนวกันไฟรอบสวนไผ่จะดีมาก

ไผ่บงหวาน

การทำให้ออกหน่อนอกฤดู

ประมาณเดือนพฤศจิกาขน ของปีที่ 2 ที่เริ่มปลูกไผ่ให้เริ่มทำการตัดแต่งกิ่ง ตัดแต่งต้น โดย 1 กอ จะเหลือลำหลังการตัดแต่งกิ่งเพียง 8-12 ลำเท่านั้น วิธีตัด ให้ตัดชิดพื้นดิน เลือกลำต้นที่สมบูรณ์คงไว้หลังการตัดแต่งเสร็จ ให้ขุดดินรอบๆ กอ ลึก 1 หน้าจอบ ใส่ปุ๋ขกอก กอละ 1-2 กิโลกรัม และปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24 หรือ 13-13-21 กอละ 1-2 ขีดร่วมกับปุ๋ยหมัก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพความสมบูรณ์ของแต่ละกอ กลบดินให้แน่น ระหว่างนี้ดินยังมีความชื้นอยู่ ปุ๋ยที่ถูกฝังไว้จะค่อยา ละลายและปลดปล่อยธาตุอาหารไปเรื่อยๆ ให้น้ำสม่ำเสมอประมาณต้นเดือนมีนาคม ไผ่หวานจะเริ่มทยายเเทงหน่อออกมา โดยธรรมชาติของไผ่จะมีความทะวายอยู่แล้วแม้ไม่ได้รคน้ำ ก็สามารถออกหน่อได้ตามปกติ เพียงแต่ปริมาณและคุณภาพอาจจะไม่มาก หรือดีเท่ากับการให้น้ำเพียงพอและสม่ำเสมอ

ศัตรูที่สำคัญ

  • หนู จะกัดกินหน่ออ่อน วิธีป้องกันและกำจัดควรใช้กับดัก ถ้าระบาดมาก อาจจะมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมี เช่น ซิงฟอสไฟด์ ราคูมิน แต่ไม่ควรใช้ในแปลงที่อยู่ในบริเวณบ้าน เพราะอาจสร้างปัญหากับสัตว์เลี้ยงได้
  • ตุ่น อ้น เม่น กัดกินหน่ออ่อน เหง้า ทำให้ไผ่ตายได้ วิธีการป้องกันกำจัดให้ใช้กับดักหรือเบ็ดคักในรูตุ่นหรืออ้น
  • เพลี้ยแป้ง และเพลี้ยหอย จะดูดกินน้ำเลี้ยง ที่กาบหน่ออ่อนจะทำให้เนื้อแข็งและมีเส้นใย ซึ่งอาจจะเป็นเหตุให้หน่อไม้ไผ่หวานรสชาติเปลี่ยนไป วิธีการป้องกัน คือ รักษาแปลงให้สะอาด ตัดแต่งกอให้โปร่งและควรลอกกาบที่มีเพลี้ยเกาะอยู่ ไม่ควรใช้สารเคมี เพราะจะมีผลต่อผู้บริโภค
  • ด้วงงวง เจาะดูดกินน้ำเลี้ยงและวางไข่ในหน่ออ่อน ทำให้หน่อเหี่ยวตาย วิธีการป้องกันและกำจัดคือ ให้รักษาแปลงให้สะอาด เมื่อพบตัวแก่ให้จับไปทำลาย ไม่ควรใช้สารเคมีฉีดพ่น

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เกษตรผสมผสาน แค่ 1 ไร่ สร้างรายได้ปีละ 2 แสน | เกษตรสัญจ

เกษตรผสมผสาน แค่ 1 ไร่ สร้างรายได้ปีละ 2 แสน | เกษตรสัญจร


“ลุงสุชล สุขเกษม” กับแนวคิดการทำอาชีพเกษตรกร 1 ไร่ หายจน ด้วยทฤษฎีเกษตรผสมผสาน บนพื้นที่ 1 ไร่ทำรายได้ 200,000 ต้องทำอย่างไร ต้องปลูกอะไรบ้าง จัดการพื้นที่แบ่งสัดส่วนการใช้พื้นที่ และใช้ต้นทุนเท่าไหร่ในหารบริหารจัดการ รวมถึงการสร้างรายได้ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยอาศัยผลผลิตจากการทำการเกษตรของพื้นที่ 1 ไร่ของเรา วันนี้เกษตรสัญจได้รวมทุกอย่างให้คุณแล้วอยากให้ดูจนจบจริง ๆ และถ้ายังสงสัยเรื่องอื่นๆ ที่เข้าข้นกว่าในคลิปที่เกษตรสัญจร

ที่มา | เกษตรสัญจร สื่อเกษตรยุคใหม่ แหล่งข้อมูลสาระที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง


ระบบเกษตรกรรมที่จะนำไปสู่การเกษตรยั่งยืน โดยมีรูปแบบที่ดำเนินการมีลักษณะใกล้เคียงกัน และทำให้ ผู้ปฏิบัติมีความสับสนในการให้ความหมายและวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ได้แก่ระบบเกษตรผสมผสานและระบบ ไร่นาสวนผสม

ระบบเกษตรผสมผสาน (Integrated Farming System)

เป็นระบบการเกษตรที่มีการเพาะปลูกพืชหรือการเลี้ยงสัตว์ต่าง ๆ ชนิดอยู่ในพื้นที่เดียวกันภายใต้การเกื้อกูล ประโยชน์ต่อกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยอาศัยหลักการอยู่รวมกันระหว่างพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อมการอยู่รวมกันอาจจะอยู่ในรูปความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับพืช พืชกับสัตว์หรือสัตว์กับสัตว์ได้ ระบบ เกษตรผสมผสานจะประสบผลสำเร็จได้ จะต้องมีการวางรูปแบบ และดำเนินการ โดยให้ความสำคัญต่อกิจกรรม แต่ละชนิดอย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพเศรษฐกิจ สังคม มีการใช้แรงงาน เงินทุน ที่ดิน ปัจจัย การผลิตและทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพตลอดจนรู้จักนำวัสดุเหลือใช้จากการผลิชนิดหนึ่งมาหมุน เวียนใช้ประโยชน์กับการผลิตอีกชนิดหนึ่งกับการผลิตอีกชนิดหนึ่งหรือหลายชนิด ภายในไร่นาแบบครบวงจร ตัวอย่างกิจกรรมดังกล่าว เช่น การเลี้ยงไก่ หรือสุกรบนบ่อปลาการเลี้ยงปลาในนาข้าว การเลี้ยงผึ้งในสวนผลไม้ เป็นต้น

แบ่งตามกิจกรรมที่ดำเนินการอยู่เป็นหลัก

  • ระบบเกษตรผสมผสานที่ยึดกิจกรรมพืชเป็นหลัก ซึ่งกิจกรรมที่ดำเนินการนี้จะมีพืชเป็นรายได้หลัก
  • ระบบเกษตรผสมผสานที่ยึดกิจกรรมเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก ซึ่งการดำเนินการเลี้ยงสัตว์จะเป็นรายได้หลัก
  • ระบบเกษตรผสมผสานที่ยึดกิจกรรมประมงเป็นหลัก ซึ่งจะมีกิจกรรมเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นรายได้หลัก
  • ระบบกษตรผสมผสานแบบไร่นาป่าผสมหรือวนเกษตรเป็นระบบที่มีการจัดการป่าไม้เป็นหลักร่วมกับการเกษตร ทุกแขนง อาจประกอบด้วยการปลูกพืชเกษตรในสวนป่า

การปลูกพืชเกษตรร่วมกับการเลี้ยงสัตว์ในสวนป่าระบบนี้มุ่ง หวังที่จะให้เป็นตัวกลางเพื่อผ่อนคลายความต้องการที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมกับความต้องการป่าไม้ เพื่อควบคุมสิ่ง แวดล้อมให้สามารถดำเนินควบคู่กันไปโดยคำนึงถึงสภาพทางสังคมเศรษฐกิจและวัฒนธรรมประเพณี รวมทั้งช่วย พัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรที่เกี่ยวข้องระบบวนเกษตรที่ดีควรสามารถเพิ่มการซึมชับน้ำ รักษาน้ำใต้ดิน ลดการสูญ เสียดิน ลักษณะพันธุ์พืชที่ใช้ควรเป็นทรงพุ่มเพื่อลดความรุนแรงของเม็ดฝนที่ตกกระทบผิวดินสามารถรักษาสภาพดุลย์ ของสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมกับพืชที่ปลูกร่วม เช่น บังร่มเงา พายุ ฝน

อีกทั้งควบคุมสภาพความชุ่มชื้นและอุณหภูมิ ให้ดี พันธุ์ไม้ที่ปลูกควรมีรากลึกพอที่สามารถหมุนเวียนธาตุอาหารในระดับที่ลึกขึ้นมาสู่บริเวณผิวดิน เป็นประโยชน์ต่อ พืชรากตื้นที่ปลูกร่วม โดยรวมทั้งระบบควรให้ผลตอบแทนแก่กษตรกรหลายด้าน เช่น ผลผลิตในรูปอาหาร ยารักษา โรค ไม้ฟืน ไม้สร้างบ้านและรายได้ สิ่งสำคัญที่สุดควรเป็นระบบที่อนุรักษ์ดินและน้ำได้ดีปลูกได้หลายสภาพแวดล้อม และง่ายต่อการปฏิบัติในสภาพของกษตรกรวันเกษตรที่พอประยุกใช้ในประเทศไทยมีอยู่ 3 ระบบใหญ่ คือ ระบบป่า ไม้-ไร่นา, ระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์ และระบบเลี้ยงสัตว์-ป่าไม้-ไร่นา ซึ่งวิธีการนำแต่ละระบบไปประยุกตใช้ย่อมขึ้นอยู่กับ สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ของพื้นที่เป็นเกณฑ์


บทความอื่นที่น่าสนใจ

สูตรน้ำจิ้มลูกชิ้นมะขามเปียก พริกแห้งหอมๆ

สูตรน้ำจิ้มลูกชิ้นมะขามเปียก พริกแห้งหอมๆ

สูตรน้ำจิ้มลูกชิ้นมะขามเปียก

ถ้าพูดถึงเมนูของกินเล่นยอดฮิตอย่าง “ลูกชิ้นปิ้ง ลูกชิ้นทอด” สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ น้ำจิ้มรสเด็ด ที่ช่วยชูรสให้อร่อยขึ้นเป็นเท่าตัว โดยเฉพาะน้ำจิ้มลูกชิ้นมะขามเปียก ที่มีรสเปรี้ยวหวานเค็มเผ็ดกำลังดี หอมกลิ่นพริกแห้งคั่วและหอมแดงเจียว ยิ่งได้จิ้มกับลูกชิ้นร้อน ๆ บอกเลยว่าฟินสุด ๆ

วันนี้เรามี สูตรน้ำจิ้มลูกชิ้นมะขามเปียก พริกแห้งหอม ๆ สูตรทำง่าย รสเข้มข้น กลมกล่อม สามารถทำกินเองที่บ้านหรือทำขายก็ได้ รับรองว่าถูกใจคนชอบน้ำจิ้มรสจัดแน่นอนค่ะ

ส่วนผสมน้ำจิ้มลูกชิ้นมะขามเปียก

  • หอมแดง 200 กรัม
  • พริกจินดาแห้ง 15 กรัม
  • พริกชี้ฟ้าแห้ง 50 กรัม
  • น้ำมะขามเปียก 400 กรัม
  • น้ำกระเทียมดอง 100 กรัม
  • น้ำเปล่า 600 กรัม
  • น้ำตาลทราย 1,000 กรัม
  • เกลือ 30 กรัม
  • แป้งมัน  1/2 ช้อนโต๊ะ
  • ผักชี 30 กรัม

วิธีทำ

      ตั้งกะทะ เจียวหอมให้เหลืองหอม ทอดพริกให้หอมสวย จากนั้นนำหอมเจียวกับพริกทอดและรากผักชี ไปปั่นรวมกัน จากนั้นนำหม้อมาใส่ น้ำตาล น้ำกระเทียมดอง น้ำมะขามเปียก น้ำเปล่า (สัดส่วนทั้งหมดอยู่ด้านบน) และนำเครื่องปั่นใส่ลงด้วย จากนั้นตั้งเตาใช้ไฟอ่อน เคี้ยวไฟอ่อนไปเรื่อยๆ เคี้ยวน้ำจิ้มจนได้ที่ เติมน้ำแป้งมัน เป็นอันเสร็จเรียบร้อยจ้า

สูตรน้ำจิ้มลูกชิ้นมะขามเปียกสูตรนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งสูตรพื้นฐานที่ทำไม่ยาก แต่ให้รสชาติอร่อยเข้มข้น หอมพริกแห้งและหอมเจียวอย่างลงตัว เปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ครบในถ้วยเดียว จะนำไปจิ้มลูกชิ้น ไส้กรอก หมูปิ้ง หรือของทอดต่าง ๆ ก็เข้ากันได้ดี

ใครกำลังมองหาสูตรน้ำจิ้มอร่อย ๆ ไว้ทำกินเองหรือทำขาย ลองนำสูตรนี้ไปทำดู รับรองว่าได้รสชาติถูกใจ และสามารถปรับความเผ็ดหรือความหวานได้ตามชอบ ทำครั้งเดียวเก็บไว้กินได้หลายมื้อ อร่อยติดใจแน่นอนค่ะ


บทความที่น่าสนใจ

เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย เลี้ยงง่ายโตไว ทนต่อโรค

เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย เลี้ยงง่ายโตไว ทนต่อโรค

เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย

เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย


       ในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า ปลาดุกลูกผสมอุย – เทศ หรือ บิ๊กอุย นั้น เป็นที่นิยมเลี้ยงของเกษตรกร เนื่องจากเลี้ยงง่าย มีการเจริญเติบโตรวดเร็ว อีกทั้งทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อมได้ดี และเป็นที่นิยมบริโภคของประชาชนเนื่องจากมีรสชาติดี ราคาถูก และเป็นอาหารโปรตีนที่ย่อยได้ง่าย

ดุกด้าน ดุกอุย และดุกบิ๊กอุยมันแตกต่างกัน อย่างไรบ้างล่ะ ?

     ปลาดุกอุย และปลาดุกด้านเนี่ยเป็นปลาพื้นเมืองของเราส่วนบิ๊กอุยนะเป็นปลาลูกผสมเกิดจากพ่อปลาดุกรัสเซียหรือดุกเทศ ผสมกับแม่ปลาดุกอุย แต่ละชนิดแยกง่ายๆ  โดยดูที่กะโหลกครับ

แนวทางการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์

     การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ปลาดุกที่นำมาใช้เพาะพันธุ์ควรเป็นปลาที่สมบูรณ์ ไม่บอบช้ำ หรือต้องเป็นปลาที่มีขนาดความยาวเกินกว่า 20 ชม. ขึ้นไป หรือน้ำหนักประมาณ 200 กรัม

     ปลาดุกเพศเมียที่ดีในการเพาะพันธุ์ดูได้จากส่วนท้องจะอูมเป้งไม่นิ่มหรือแข็งจนเกินไป ติ่งเพศจะมีลักษณะกลมสีแดง หรือชมพูอมแดง ถ้าเอามือบีบเบา ๆ ที่ท้องจะมีใช่ลักษณะเป็นเม็ดกลมสีน้ำตาลอ่อนใสไหลออกมาปลาดุกเพศผู้จะมีติ่งเพศยาวเรียว มีสีชมพูเรื่อ ๆ ปลาไม่ควรอ้วนหรือผอมจนเกินไป

พ่อแม่พันธุ์ปลาดุกอุยหาได้จาก 3 แหล่งใหญ่ ๆ คือ

  •  ซื้อจากตลาด ทำได้ดพาะบาลแห่งท่านั้น ควยปืนเหล่งใหญ่ที่เกษตรรราปลามาจำหน่ายโดยตรง เพราะจะมีปลาให้เลือกมาก และไม่ช้ำ แต่ต้องไปตลาดแต่เต่เช้า และแม่ค้าปลามักจะไม่ขอมให้เลือกเพราะเสียเวลา แม่ค้าอีกประเภทหนึ่งที่จะสามารถเลือกปลาได้สะดวกก็คือ แม่ค้ารายย่อยที่เอาปลาท้องนามาขาย แต่มีข้อเสียคือไม่แน่นอน
  • ซื้อจากบ่อเลี้ยง โครคิดต่อบ่อที่เลี้ยงปลาตุกฮุย และคอยไปกัดมือมีการวิดบ่อ วิธีนี้ค่อนข้างไม่สะดวกโดยเฉพาะบ่อเลี้ยงที่เลี้ยงปลาดุกอุยเป็นปลาเสริมโดยอาจเลี้ยงรวมกับปลาอื่น ๆ เช่น ปลาสลิด แม่ปลามักมีใช่แก่จัด ปลามีขนาดใหญ่มาก แต่ถ้าเป็นบ่อเลี้ยงปลาดุกอุยล้วน แม่ปลามักจะอ้วนเกินไป ตัวค่อนข้างเล็ก ไข่ไม่แก่จัด สังเกตได้จากผนังท้องหนา ติ่งเพค่อนข้างแฟบ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะเลี้ยงหนาแน่น และให้อาหารมากเกินไป
  • เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เอง เป็นวิธีที่ที่สุด แต่ก็มีเพียงไม่กี่ฟาร์มท่องพ่อแม่ทันธุ์ลงอาจเป็นเพราะไม่มีที่ขุดบ่อ และต้นทุนสูง การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เองจะทำให้ได้แม่ปลาตามปริมาณที่ต้องการ สะดวกต่อการวางแผนการเพาะ นอกจากนั้นขังสามารถคัดปลาที่มีลักษณะดี เช่น โตเร็วเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้

ขั้นตอนการเลี้ยงปลาดุก

การเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยเพื่อให้ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการนั้น สามารถ เลี้ยงได้ทั้งในบ่อดิน และ บ่อซีเมนต์ โดยมีขั้นตอนการเลี้ยงดังนี้

  • การปล่อยลูกปลา
    ลูกปลาขนาด 2 – 3 เซนติเมตร ควรปล่อย 40 – 100 ตัวต่อตารางเมตร ขึ้นอยู่กับชนิดอาหาร ขนาดบ่อ และระบบการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ปกติอัตราการปล่อยเลี้ยงประมาณ 50 ตัวต่อตารางเมตร ใช้น้ำยาฟอร์มาลินใส่ในบ่อเลี้ยง อัตราความเข้มข้น 30 ส่วนในล้าน (3 ลิตรต่อน้ำ 100 ตัน)
  • การให้อาหาร
    ในวันที่ปล่อยลูกปลายังไม่ต้องให้อาหาร ควรเริ่มให้ในวันรุ่งขึ้น โดยให้อาหารผสมคลุกน้ำปั้นเป็นก้อนให้กิน วันละ 2 ครั้ง หว่านให้กินทั่วบ่อโดยเฉพาะบริเวณขอบบ่อ เมื่อโตขึ้น สามารถให้กินอาหารเม็ดได้หรือจะให้อาหารเสริมชนิดต่างๆ เช่น ไส้ไก่ เศษขนมปัง เศษเส้นหมี่ เศษเลือดหมู เลือดไก่เศษอาหารต่างๆ แต่ควรต้องระวังเรื่องคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงด้วย เมื่อเลี้ยงปลาได้ประมาณ 3 – 4 เดือน จะได้น้ำหนักตัวประมาณ 200 – 400 กรัม ผลผลิตที่ได้ 10 – 14 ตันต่อไร่ อัตรารอดตาย 40 – 70 เปอร์เซ็นต์
  • การถ่ายเทน้ำ
    เมื่อเริ่มเลี้ยง ควรให้น้ำในบ่อมีความลึกประมาณ 30 – 40 เซนติเมตร และค่อยๆ เพิ่มระดับน้ำขึ้นทุก ๆ สัปดาห์จนได้ระดับความลึกของน้ำ 1.20 – 1.50 เมตร การถ่ายเทน้ำควรเริ่มตั้งแต่การเลี้ยงผ่านไปประมาณ 1 เดือน โดยถ่ายน้ำประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของน้ำในบ่อ 3 วันต่อครั้ง ถ้าน้ำในบ่อเริ่มเสียจะต้องถ่ายน้ำมากกว่าปกติ

การป้องกันโรค

    ซึ่งมักเกิดจากปัญหาคุณภาพของน้ำในบ่อเลี้ยงไม่ดีเพราะให้อาหารมากเกินไป อาหารเหลือเน่าเสีย ป้องกันได้โดยหมั่นสังเกตว่าเมื่อปลาไม่กินอาหารแล้วจะต้องหยุดให้ทันที ปริมาณอาหารที่ให้ไม่ควรเกิน 4 – 5 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัวปลา

หมายเหตุ

 การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์

      ควรปรับสภาพของน้ำในบ่อที่เลี้ยงให้มีสภาพเป็นกลางหรือเป็นด่างเล็กน้อย และต้องแน่ใจว่าบ่อซีเมนต์ต้องหมดฤทธิ์ปูน

เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย

การเลี้ยงในบ่อดิน

      ต้องมีการเตรียมบ่อ โดยเริ่มจากการตากบ่อ เพื่อให้พื้นบ่อแห้ง และปรับสภาพพื้นบ่อให้สะอาด จากนั้นใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดินแล้วจึงใส่ปุยดอกเพื่อให้เกิดอาหารธรรมชาติสำหรับลูกปลา จากนั้นทำการระบายน้ำโดยนำน้ำเข้าบ่อ มีการกรองไม่ไม่ให้ศัตองลูกปลาติดเข้ามากับน้ำ เวลาที่เหมาะสมในการปล่อยลูกปลาควรเป็นตอนเย็นหรือตอนเช้า ต้องปรับสภาพคุณหภูมิของน้ำในถุงและในบ่อให้ใกล้เคียงกัน โดยแช่ถุงบรรจุลูกปลาในบ่อเลี้ยงไว้นานประมาณ 20 นาที จึงปล่อยได้

ตลาดและผลตอบแทน

ตลาดรับซื้อมีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ ราคาที่เกษตรกรขายได้จะอยู่ที่ราคาประมาณ 20 – 21 บาท ต่อกิโลกรัม โดยมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ราคาประมาณ 16 บาทต่อกิโลกรัม


บทความอื่นที่น่าสนใจ

สรุปรีวิวหนังสือ Money Mindset ข้อคิดการเงินส่วนบุคคล 

สรุปรีวิวหนังสือ Money Mindset ข้อคิดการเงินส่วนบุคคล

Money Mindset

Money Mindset เป็นหนังสือที่มุ่งเน้นไปที่การปรับเปลี่ยน ความคิด เกี่ยวกับเงิน ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งมากกว่าความรู้ทางการเงินเพียงอย่างเดียว หนังสือเล่มนี้จะพาคุณไปสำรวจความเชื่อและทัศนคติที่มีต่อเงินของคุณเอง และให้เครื่องมือในการสร้าง Mindset ที่เป็นบวกและมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเงิน

1. ปลายทางคือความมั่นคงทางการเงิน

ความมั่นคงทางการเงิน (financial stability) จะเกิดก็ต่อเมื่อมีรายได้ที่พอกินพอใช้ มีสภาพคล่องทางการเงินที่โอเค ครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้หมด และ สะสมความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามแผนที่วางไว้ มีความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยง เมื่อเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ก็ไม่ทำให้ชีวิตการเงินพังทลาย

2. มีสูตรบริหารเงินเป็นของตัวเอง

สามารถปรับอัตราส่วนเงินออม เงินใช้จ่ายได้ตามใจชอบเช่น 5 : 95 หรือจะเป็น 10 : 90 หรือ 50 : 50 ก็ได้ เอาที่พอไหว นอกจากนี้ควรแบ่งตระกร้าเงินออกเป็น

  • ตะกร้าเงินสำรองฉุกเฉิน ที่ควรมีไว้ขั้นต่ำสำหรับค่าใช้จ่าย 6 เดือน
  • ตะกร้าเกษียณรวย ค่อย ๆ สะสมความมั่งคั่งอย่างปลอดภัย
  • ตะกร้าเกษียณเร็ว ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เพื่อเพิ่มโอกาสเกษียณเร็วขึ้น

3. รายได้มาก ไม่ได้หมายความว่าจะมีความมั่งคั่งมาก

เพราะหลายคนเมื่อรายได้เยอะ ก็มีค่าใช้จ่ายเยอะตามไปด้วยความมั่งคั่ง เป็นเรื่องของการสะสมรายได้ที่เข้ามา และค่อย ๆ ต่อยอดลงทุนให้งอกเงย

แท้จริงแล้วรายได้คือ สิ่งที่เรามอบมูลค่าบางอย่างให้กับสังคมด้วยทักษะของเรา แล้วได้ตอบกลับมาเป็นตัวเงิน รายได้จึงเป็นการเพิ่มโอกาสให้เราสะสมความมั่งคั่งได้มากกว่า รายได้ที่มากยังช่วยให้เรามีโอกาสใช้ชีวิตได้ตามไลฟ์สไตล์ที่เราต้องการได้มากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีเครดิตทางการเงินที่สูงขึ้น และนำไปสร้างหนี้ก้อนโตเพื่อลงทุนระยะยาวได้มากขึ้น

4. เก็บเงินไม่ต้องเยอะ แต่เน้นความสม่ำเสมอ

เพื่อสร้างความรู้สึก “ดีต่อใจ” ให้ตัวเอง ออมเดือนละ 2% หรือ 3% ไม่สำคัญแต่ถ้าเราทำได้อย่างต่อเนื่อง เราจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น รู้สึกภูมิใจที่เราเก็บออมเงินได้ ถ้าใครเป็นหนี้และต้องออมเงินเพื่อแก้หนี้ ความรู้สึกดีต่อใจตัวเองเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมันจะสร้างกำลังใจในระยะยาว

5. ตัดออมอัตโนมัติ 10% ในทันทีที่ได้เงินเดือน อย่าใช้ก่อนแล้วออมทีหลัง

6. ก่อนจะตัดสินใจกู้หนี้ก้อนใหญ่เพื่อสร้างตัว เช่น กู้ซื้อบ้าน ให้ลองถามตัวเองก่อนว่าเงินกู้ก้อนนี้จำเป็นจริง ๆ รึเปล่า เช่น ถ้าเราจะกู้ซื้อบ้าน เราจะยังอาศัยอยู่บ้านเช่าไปก่อนได้มั้ยถ้าจะซื้อรถ เราจำเป็นต้องซื้อรถราคาแพงจริงมั้ย และต้องถามตัวเองด้วยว่าเราพร้อมที่จะชำระคืนได้หมดรึเปล่า ถ้าเรามีรายได้ทางเดียวอยู่ เราควรจะหาช่องทางสร้างรายได้เพิ่มมั้ย

7. อย่าแก้ปัญหาทางการเงิน ด้วยการใช้อารมณ์ว่าอยาก “ตบหน้า” ใครบางคน

หลายคนโดนดูถูกว่าไม่มีทางหาเงินได้มาก ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ ต้องพึ่งญาติคนนั้นคนนี้ เลยเกิดความรู้สึกอยากแก้แค้น ตบหน้าคนพวกนั้น เมื่อตัวเองยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้ และประสบความสำเร็จกว่าคนพวกนั้นแล้ว จากประสบการณ์ตรงของโค้ชหนุ่มที่โดนมาแบบเดียวกันตอนที่สำเร็จแล้ว สุดท้ายก็ไม่ได้อยากไปตบหน้าคนพวกนั้นอยู่ดี เพราะความสุขจากความสำเร็จของตัวเองนั้นหอมหวานพออยู่แล้ว ดังนั้นจงโฟกัสกับความสุขของตัวเองและครอบครัวของตัวเองดีกว่าอย่าไปทำให้การอยากตบหน้าใคร มาทำให้ชีวิตการเงินของเราพังเลย

8. อย่าสร้างภาระหนี้ให้ลูก เพียงเพราะคำว่าอยากทิ้งมรดกไว้

เพราะถ้าตัวเองซื้อบ้านที่เป็นหนี้ระดับ 30-40 ปี แล้วผ่อนไม่ไหว สุดท้ายลูกตัวเองจะลำบาก คุยเปิดอกกันตรง ๆ ดีกว่าลูกอาจไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายจากพ่อแม่ก็ได้

9. ทำความรู้จักกับ 5 วิธีคิดชนะหนี้

  • เชื่อเสมอว่าชีวิตไม่ได้เลวร้ายทุกวัน แม้ในวันที่มีหนี้ เราก็ยังมีความสุขได้จากเรื่องอื่น ๆ มีงานทำ ค้าขายได้ แฟนตอบรับรัก
  • คิดว่าปัญหามันคุ้ม ที่จะสู้เพื่อเอาชนะมันได้
  • คิดไปข้างหน้า และคิดแบบมีคามหวังเสมอ อย่าไปคิดแต่ว่า ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเป็นเรา
  • พาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมที่สิ้นหวังบ้าง
  • เป็นนักฝัน แต่ฝันอย่างมีแผนการ

10. อย่าปล่อยให้หมดวัน โดยที่เราไม่ได้หว่านเมล็ดพันธุ์อะไรเพิ่มเติมเลย

เมล็ดพันธุ์หลายชนิดต้องอาศัยช่วงเวลาและจังหวะที่เหมาะสม รวมไปถึงปัจจัยอื่น ๆ อย่าง แสงแดด น้ำ แร่ธาตุต่าง ๆ เราต้องรู้จักรอเวลาที่เมล็ดพันธุ์ที่เราหว่านไว้จะงอกงามแต่จงอย่าปล่อยเวลาทิ้งไปเฉย ๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลย จงคิดหาอะไรใหม่ ๆ และลงมือทำอะไรใหม่ ๆ ในทุกวัน

11. อย่าเอาหินในกระเป๋าคนอื่นมาใส่ในกระเป๋าเรา

การเดินทางสู่อิสรภาพทางการเงินเป็นการเดินทางอันยาวไกล อย่าแบกของหนักโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะหินหนัก ๆ ที่เป็นของคนอื่น

12. ตระหนักอยู่เสมอว่า โชคร้ายอาจเกิดกับเราได้ในสักวัน

จงวางแผนเตรียมรับมือเรื่องร้าย ๆ ไว้เสมอ ถ้าเกิดวันไหนเราโชคร้ายจริง จะได้ไม่มากระทบกับเรื่องเงิน ๆ ทองๆ ของเรา

13. กล้าใช้เงินบ้าง เพราะเงินคือปัจจัยสนับสนุนการมีชีวิตที่ดี

ไม่ใช่เป้าหมาย การสะสมเงินจึงเป็นการมุ่งสู่เป้าหมายเพื่อให้เรามีชีวิตในแบบที่ต้องการได้ดังนั้นระหว่างทางจงใช้เงินบ้าง อย่าให้เรากลายเป็นคนกลัวไม่กล้าใช้เงินมากเกินไป เงินที่หามาได้ ลองจัดสรรและวางแผนดี ๆ บางส่วนก็เอามาตอบ Want ของเราได้บ้าง ไม่จำเป็นต้องตอบเฉพาะ Need อย่างเดียวและเมื่อใช้ไปแล้วก็อย่าไปคิดมาก จงมีความสุขกับการใช้จ่ายของตัวเองอย่างเต็มที่

14. เมื่อถึงนาทีวิกฤต หรือในจังกหวะที่โอกาสเข้ามา

จงอย่าปิดโอกาสด้วยความคิดและคำพูดของตัวเองถ้าลองทำได้ จงลอง เริ่มเท่าที่ทำได้ และคว้าโอกาสนั้นมาให้เป็นของเรา

15. คุณสมบัติร่วมของคนสำเร็จในการเงิน 3 อย่างได้แก่

  • ความรับผิดชอบทางการเงิน (Money Responsibility) รับผิดชอบต่อทุกปัญหาทางการเงินด้วยตัวเอง รวมไปถึงเป้าหมายของตัวเอง ไม่โทษปัจจัยแวดล้อม
  • ความรู้ทางการเงิน (Money Literacy) ทั้งเรื่องการบริหารค่าใช้จ่าย การหารายได้ การออม การลงทุน การประกันความเสี่ยง รวมถึงเรื่องภาษี
  • วินัยทางการเงิน (Money Discipline) ลงมือทำตามแผนการที่ตัวเองวางไว้อย่างสม่ำเสมอ

16. รู้แล้วไม่ทำ มีค่าเท่ากับไม่รู้ พวกคำคมที่เราเห็นตามโซเชียลมีเดีย จะสำคัญจริงก็ต่อเมื่อเราได้ลงมือทำตาม

17. การลงทุนไม่มี Best solution หรือคำตอบที่ดีที่สุด มีแต่ Optimum solution ที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตแต่ละคน ตามเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่างกัน

18. อะไรที่เหมาะกับตัวเรา ใช้แค่การเล็ง การมองอย่างเดียวไม่พอ ต้องอาศัยการลองทำด้วย เราถึงจะได้รู้หัวใจตัวเองอย่างแท้จริง

19. สนุกไปกับการมีทั้ง Active Income และ Passive Income

อย่าเอาแต่สนใจสร้าง Passive Income จนปล่อยให้ชีวิตเป็นไปอย่างน่าเบื่อเพราะบางครั้ง Active Income ก็ทำให้เรารู้สึกอิ่มเอมใจได้จากคุณค่าที่เราได้สร้างด้วยการทำงานเพื่อผู้อื่น ส่วน Passive Income ก็เป็นเครื่องทุ่นแรงเอาไว้ช่วยให้ชีวิตของเราไปต่อได้ ในวันที่เราเหนื่อยและอยากพัก

20. หมั่นเป็นกำลังใจให้กันและกัน

ในวันที่เราลำบาก สิ่งที่ต้องการมากที่สุดอาจเป็นกำลังใจดี ๆ จากคนรอบข้าง ดังนั้นในวันที่เราเห็นคนอื่นลำบาก ก็จงอย่าลืมที่จะส่งกำลังใจดี ๆ ให้คนรอบข้างด้วยเช่นกัน

รีวิวสั้น ๆ หลังอ่าน

เป็นหนังสือโค้ชหนุ่มอีกเล่มที่แนะนำให้ทุกคนลองซื้ออ่านกันดู เล่มนี้เป็นการเล่าเรื่องปรับ mindset ทางการเงินจากเคสการเงินต่าง ๆ ที่โค้ชหนุ่มเคยเจอมาหนังสือมี 40 บท เป็น 40 เรื่องราวที่ให้ข้อคิดดี ๆ เกี่ยวกับ mindset ทางการเงิน

ถ้าถามว่าเล่มนี้ต่างจาก Money 101 ยังไง ต้องบอกว่า เล่ม Money 101 ค่อนข้างเป็นพื้นฐานด้านการบริหารเงินส่วนบุคคลมากกว่า เล่ม Money Mindset เน้นไปที่เคสต่าง ๆ ซะมากกว่า และเป็นการเรียนรู้ผ่านเคสตัวอย่าง ที่มีทั้งล้มเหลว และน่าชื่นชม

ความยาว 400 กว่าหน้า แต่อ่านแล้วไม่เบื่อเลย หลายบทอ่านแล้วสร้างกำลังใจทางการเงินอย่างดีมาก จนอยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับการออกและการลงทุนของตัวเอง สุดท้ายเรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญ อยากให้ทุกคนลองอ่านหนังสือแนวนี้ดูสักครั้งครับ


ผู้เขียน: จักรพงษ์ เมษพันธุ์ จำนวนหน้า: 424 หน้า สำนักพิมพ์: ซีเอ็ดยูเคชั่น, บมจ. เดือนปีที่พิมพ์: 2022


บทความที่น่าสนใจ

วิธีการปลูกต้นหอม แบบง่ายๆ ไว้กินในครัวเรือน

วิธีการปลูกต้นหอม แบบง่ายๆ ไว้กินในครัวเรือน

วิธีการปลูกต้นหอม

ต้นหอม เป็นวัตถุดิบสำคัญในหลากหลายเมนูอาหารไทยและเทศ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรุงรส เพิ่มกลิ่นหอม หรือใช้ตกแต่งจาน การมีต้นหอมสดๆ ไว้ใช้เองจึงเป็นเรื่องที่สะดวกและช่วยเพิ่มรสชาติให้กับอาหารได้อย่างมาก

ต้นหอมเป็นผักสวนครัวที่ปลูกง่าย โตไว ที่สำคัญสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลายครั้ง เหมาะสำหรับปลูกไว้กินเองในครัวเรือน มาดู วิวิธีการปลูกต้นหอม แบบง่ายๆ กันเลย

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • พันธุ์หัวหอม หรือเมล็ดพันธุ์หอมจากแห่งที่เชื่อถือได้
  • ดินร่วนปนทราย
  • ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก
  • กระถางที่ระบายน้ำได้ดี

วิธีการปลูกต้นหอม

วิธีการปลูกหอม

  • นำดินร่วนปนทราย 2-3 ส่วน ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ผสมให้เข้ากันแล้วกรอกใส่กระถาง หรือแปลงปลูก
  • เลือกพันธุ์หัวหอมที่สมบูรณ์ไม่มีโรค หรือเชื้อรา
  • หากหัวพันธุ์หอมมีหลายกรีบ แยกกรีบหัวหอมออกจากกัน
  • วางหัวหอมลงดิน 2 ใน 3 ส่วนของหัวหอม กดดินให้แน่น ระหว่างต้นให้ห่าง 10-15 เซ็นติเมตร รดน้ำให้ชุ่ม
  • นำกระถางไปวางในที่ที่มีแสงแดดส่องถึง

การดูแล

  • รดน้ำ เช้า-เย็น เมื่อผ่านไป 1 เดือนควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักบ้าง และใส่ปุ๋ยเล็กน้อยทุกๆ สัปดาห์ หมั่นดูแลวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ

การเก็บเกี่ยว

  • ระยะเวลา  โดยทั่วไป ต้นหอมที่ปลูกจากหัวจะสามารถเก็บเกี่ยวใบได้ภายใน 3-4 สัปดาห์ และเก็บเกี่ยวทั้งต้นได้เมื่ออายุประมาณ 60-90 วัน ส่วนต้นหอมที่ปลูกจากเมล็ดจะใช้เวลานานกว่าเล็กน้อย
  • ลักษณะที่พร้อมเก็บเกี่ยว สังเกตจากลำต้นที่สูงประมาณ 20-30 ซม. ใบมีสีเขียวสด และโคนต้นเริ่มอวบขึ้นเล็กน้อย

การเก็บรักษา  ต้นหอมที่เก็บเกี่ยวแล้วสามารถนำไปใช้ประกอบอาหารได้ทันที หรือเก็บไว้ในตู้เย็นในถุงพลาสติกที่มีรูระบายอากาศ จะช่วยให้เก็บได้นานขึ้น

ข้อแนะนำ

  • ควรเลือกพันธุ์หัวหอมที่มีขนาดพอดี ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป
  • ควรปลูกหอมในดินร่วนปนทราย เพราะจะระบายน้ำได้ดี
  • ควรรดน้ำสม่ำเสมอ อย่าดินไม่แห้งเป็นเวลานาน
  • ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดิน
  • ควรระวังเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืช

การปลูกต้นหอมไว้ใช้เองเป็นกิจกรรมที่ง่าย สนุก และให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ไม่ว่าคุณจะมีพื้นที่มากน้อยแค่ไหน ก็สามารถเริ่มต้นปลูกต้นหอมได้ เพียงแค่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อย ตั้งแต่การเลือกวัสดุ การปลูก และการดูแลรักษา คุณก็จะมีต้นหอมสดใหม่ ปลอดภัย ไว้ใช้ปรุงอาหารได้ตลอดเวลา อย่าลังเลที่จะลองลงมือปลูกต้นหอมด้วยตัวเอง แล้วคุณจะพบว่าการมี “สวนครัว” เล็กๆ ในบ้านนั้นเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจและเติมเต็มความสุขในการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างไม่น่าเชื่อ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

โรคมะเร็งในสุนัข โรคยอดฮิตที่ไม่ควรมองข้าง อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกัน

โรคมะเร็งในสุนัข โรคยอดฮิตที่ไม่ควรมองข้าง อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกัน

โรคมะเร็งในสุนัข

สัตว์เลี้ยงของเราไม่ได้เป็นแค่เพื่อนคลายเหงา แต่พวกเค้าคือสมาชิกในครอบครัว เป็นดวงใจที่เราพร้อมจะมอบความรักและความเอาใจใส่ให้เต็มที่ แต่ในขณะที่เราดูแลพวกเค้าอย่างดีที่สุดแล้วนั้น ก็ยังมีภัยเงียบที่คอยคุกคามสุขภาพของเพื่อนรักของเราอยู่เสมอ นั่นก็คือ “โรคภัยไข้เจ็บ” นั่นเองครับ

ในโลกของน้องหมา มีสารพัดโรคที่อาจเข้ามาเยือนโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว บางโรคก็มาแบบไม่ทันให้เราได้เตรียมใจ อย่างเช่น “โรคมะเร็งในสุนัข” ที่ถือเป็นหนึ่งในความกังวลอันดับต้นๆ ของบรรดาเจ้าของน้องหมา เพราะเจ้าร้ายเงียบนี้มักจะมาพร้อมกับอาการที่ไม่ชัดเจน ทำให้การตรวจพบในระยะเริ่มต้นเป็นเรื่องยาก และเมื่อรู้ตัวอีกทีก็อาจจะสายเกินแก้เสียแล้ว

แต่น้องหมาไม่ได้เผชิญกับโรคร้ายเพียงอย่างเดียว บรรดาน้องแมวเหมียวของเราก็มีโรคประจำตัวที่เจ้าของต้องใส่ใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น “โรคในแมว” อย่างโรคระบบทางเดินปัสสาวะที่แสนจะทรมาน โรคไตเรื้อรังที่ค่อยๆ พรากความสดใสไป หรือแม้แต่โรคร้ายอย่างมะเร็งเองก็ตาม การที่เราเข้าใจถึงสัญญาณ อาการ และสาเหตุของโรคเหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถดูแลและสังเกตความผิดปกติของน้องแมวได้อย่างทันท่วงที

แน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้เพื่อนรักของเราต้องเจ็บป่วย แต่การเตรียมพร้อมรับมือและเรียนรู้วิธี “ป้องกันโรคสัตว์เลี้ยง” ต่างๆ นั้นสำคัญยิ่งกว่า เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเรื่องอาหาร การพาไปตรวจสุขภาพ การฉีดวัคซีน หรือการสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ทุกสิ่งที่เราทำด้วยความใส่ใจ จะเป็นเกราะป้องกันภัยร้ายให้แก่เพื่อนสี่ขาของเราได้

บทความนี้จึงตั้งใจที่จะพาเพื่อนๆ ทุกคนไปเจาะลึกถึงโรคมะเร็ง โรคยอดฮิตที่มักพบบ่อยในน้องหมา ที่เจ้าของต้องรู้เท่าทัน พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางและเคล็ดลับในการ “ป้องกันโรคสัตว์เลี้ยง” อย่างรอบด้าน เพื่อให้เพื่อนรักของเรามีสุขภาพที่แข็งแรง อยู่กับเราไปได้นานๆ สร้างความสุขและความทรงจำดีๆ ร่วมกันไปอีกแสนนานครับ

โรคมะเร็งในสุนัข

หนึ่งในโรคร้ายที่น่ากลัวที่สุด ที่เราไม่อยากให้เกิดกับเค้าเลย ก็คือ ‘มะเร็ง’ นี่แหละครับ ฟังดูน่ากลัวใช่ไหม แต่ไม่ต้องตกใจไป ถ้ารู้จักสังเกตอาการเค้าตั้งแต่เนิ่นๆ รู้จักวิธีป้องกัน และถ้าโชคร้ายเป็นขึ้นมาจริงๆ ก็ยังมีแนวทางการรักษาที่เราพอจะช่วยเค้าได้อยู่ครับ มาดูกันแบบละเอียดเลยดีกว่า ว่าเจ้า ‘มะเร็งร้าย’ เนี่ย มันมีพิษสงยังไงบ้าง

อาการที่ต้องสังเกต

    น้องหมาเราพูดไม่ได้เนอะ เวลาเค้าไม่สบาย เค้าจะแสดงออกมาทางพฤติกรรมและร่างกาย เพราะฉะนั้นเราต้องเป็นนักสืบจำเป็น คอยส่องอาการเค้าทุกวัน อาการที่น่าสงสัยว่าอาจจะเป็น มะเร็ง ก็มีหลายอย่างเลยครับ ที่เจอบ่อยๆ ก็คือ

  • คลำเจอก้อนแปลกๆ ใต้ผิวหนัง อันนี้เบสิกเลย! เวลาลูบๆ คลำๆ ตัวเค้า ถ้าเจอก้อนอะไรที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ กดแล้วเจ็บหรือไม่เจ็บก็ตาม อย่าชะล่าใจ! พาไปให้หมอเช็คด่วนๆ
  • น้ำหนักลดฮวบฮาบ  กินก็เยอะ เล่นก็ปกติ แต่ทำไมผอมลงๆ อันนี้ไม่ดีแน่ อาจจะเป็นสัญญาณของมะเร็งบางชนิดที่ทำให้ร่างกายผอมลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เบื่ออาหาร กินน้อยลง  ปกติเห็นอาหารเป็นวิ่งเข้าใส่ แต่วันนี้ดมๆ แล้วก็เมิน อันนี้ก็ต้องสังเกต อาจจะแค่ไม่สบายท้อง แต่ถ้าเป็นนานๆ ก็ไม่ควรปล่อยไว้
  • อ่อนเพลีย ซึมเศร้า  ปกติวิ่งเล่นทั้งวัน แต่วันนี้เอาแต่นอน ไม่กระดิกหาง ไม่สนใจใคร อันนี้ก็เป็นสัญญาณว่าร่างกายเค้าอาจจะมีอะไรผิดปกติ
  • แผลที่ไม่หายสักที  มีแผลตามตัว แล้วรักษายังไงก็ไม่หาย แถมบางทีก็ดูแย่ลง อันนี้ก็อาจจะเป็นสัญญาณของมะเร็งผิวหนังบางชนิดได้
  • เลือดออกผิดปกติ มีเลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน หรือมีเลือดปนมากับอึกับฉี่ อันนี้ต้องรีบพาไปหาหมอเลย
  • ไอเรื้อรัง หายใจลำบาก ไอแบบไม่มีสาเหตุ ไอติดต่อกันนานๆ หรือหายใจหอบๆ เหนื่อยง่าย อาจจะเป็นสัญญาณของมะเร็งในปอดหรือบริเวณทรวงอก
  • ปวด หรือแสดงอาการเจ็บปวด ร้องครางเวลาจับบางส่วนของร่างกาย เดินกะเผลกๆ หรือดูไม่อยากเคลื่อนไหว อันนี้ก็ต้องสังเกตว่าเค้าเจ็บตรงไหน

แนวทางป้องกันมะเร็งร้ายในน้องหมา

  • ถึงแม้ว่ามะเร็งบางชนิดเราจะป้องกันไม่ได้ 100% แต่ก็มีหลายอย่างที่เราทำได้เพื่อลดความเสี่ยงให้น้องหมาของเราครับ
  • พาไปตรวจสุขภาพประจำปี  เหมือนคนเราเลยครับ การตรวจสุขภาพเป็นประจำจะช่วยให้คุณหมอเจอความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ บางทีอาจจะเจอเนื้องอกเล็กๆ ที่ยังไม่ร้ายแรงและรักษาได้ทัน
  • สังเกตเค้าบ่อยๆ อย่างที่บอกไป คอยดูพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของเค้า ถ้ามีอะไรแปลกๆ รีบพาไปปรึกษาหมอ
  • ให้อาหารดี มีคุณภาพ  อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงๆ อาจจะช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิดได้ ปรึกษาคุณหมอเรื่องอาหารที่เหมาะสมกับวัยและสายพันธุ์ของน้องหมา
  • ดูแลน้ำหนักให้ดี ภาวะอ้วนก็เพิ่มความเสี่ยงของโรคหลายอย่าง รวมถึงมะเร็งบางชนิดด้วย ควบคุมอาหารและพาเค้าออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็ง (ถ้าทำได้)  พวกควันบุหรี่ สารเคมีบางชนิด ก็อาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงได้ พยายามให้เค้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี
  • ทำหมัน (ในบางกรณี)  การทำหมันอาจจะช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิดในระบบสืบพันธุ์ได้ ปรึกษาคุณหมอเพื่อดูว่าเหมาะสมกับน้องหมาของคุณหรือไม่

แนวทางการรักษามะเร็งในน้องหมา

  • ถ้าตรวจเจอมะเร็งจริงๆ ก็อย่าเพิ่งหมดหวังนะครับ/คะ เทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยนี้ก้าวหน้าไปเยอะ มีหลายวิธีที่เราจะช่วยน้องหมาของเราได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค และสุขภาพโดยรวมของน้องหมาครับ
  • การผ่าตัด  ถ้าก้อนมะเร็งยังไม่ลุกลาม การผ่าตัดเอาก้อนเนื้อร้ายออกไปก็เป็นวิธีรักษาหลักที่ได้ผลดี
  • เคมีบำบัด (คีโม)  เหมือนในคนเลยครับ การให้ยาเคมีบำบัดจะช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งและชะลอการเติบโตของมัน
  • รังสีรักษา  การฉายรังสีไปยังบริเวณที่เป็นมะเร็งก็เป็นอีกวิธีที่ใช้ในการรักษา
  • การรักษาแบบประคับประคอง  ในกรณีที่มะเร็งลุกลามมาก หรือน้องหมามีสุขภาพไม่แข็งแรงพอที่จะรับการรักษาที่รุนแรง การรักษาแบบประคับประคองก็จะเน้นการบรรเทาอาการปวดและทำให้เค้าสบายตัวที่สุด
  • การรักษาอื่นๆ  ปัจจุบันก็มีการรักษามะเร็งแบบใหม่ๆ เช่น ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ที่อาจจะนำมาใช้ในน้องหมาในอนาคต

สิ่งสำคัญที่สุด

      ไม่ว่าผลการรักษาจะเป็นยังไง สิ่งสำคัญที่สุดคือการให้ความรัก ความเข้าใจ และการดูแลเอาใจใส่น้องหมาของเราอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่เค้าต้องการกำลังใจมากที่สุดครับ/ค่ะ การที่เราอยู่เคียงข้างเค้า ให้เค้ารู้สึกปลอดภัยและสบายตัว นั่นคือสิ่งที่เราทำเพื่อเค้าได้ดีที่สุดแล้วครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

แหนแดง พืชมหัศจรรย์ โรงงานผลิตปุ๋ยไนโตรเจน

แหนแดง พืชมหัศจรรย์ โรงงานผลิตปุ๋ยไนโตรเจน

แหนแดง พืชมหัศจรรย์

แหนแดง พืชมหัศจรรย์


แหนแดง (Azolla) จัดเป็นพืชน้ำขนาดเล็ก อยู่ในตระกูลเฟินชนิดลอยน้ำ มีขนาดเล็กเจริญเติบโตลอยอยู่บนผิวน้ำในเขตร้อนและเขตอบอุ่น สำหรับประเทศไทยพบได้ทั่วไปตามคูคลอง หรือแหล่งน้ำขังตามธรรมชาติ ที่กาบใบบนด้านหลังมีโพรงใบและมีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (Bluegreen algae) อาศัยอยู่’แบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน(symbiosis) เช่น เดียวกับไรโซเบียมในรากพืชตระกูลถั่ว สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินนี้สามารถตรึงก๊าซไนโตรเจนจากอากาศ แล้วเปลี่ยนเป็นสารประกอบในรูปของแอมโมเนียมให้แหนแดงเอาไปใช้ประโยชน์ได้ในอัตรา 200-600 กรัมต่อไร่ต่อวัน แหนแดงจึงเปรียบเสมือนโรงงานผลิตปุยในโตรเจนทางชีวภาพ โดยผ่านกระบวนการตรึงในโตรเจนจากอากาศของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่ชื่อ Anobbeno ozolloe ซึ่งอาศัยอยู่ในโพรงใบของแหนแดง

  • แหนแดงพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้แก่เกษตรกรนั้นให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองถึง 10 เท่า และสามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว ภายใน 30 วัน จะให้ผลผลิตแหนแดงถึงไร่ละ 3 ตัน
  • เมื่อแหนแดงเจริญเติบโตเต็มที่บนผิวน้ำในนาข้าว 1 ไร่ จะให้ผลผลิตถึง 3 ตัน (150 กิโลกรัมแห้ง) ซึ่งเป็นปริมาณไนโตรเจน ประมาณ 6.0-7.5 กิโลกรัม
  • ให้ค่าธาตุอาหารไนโตรเจน 5% สูงกว่า พืชตระกูลถั่ว ซึ่งมี 3%

สภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการเติบโต

  • ควรมีน้ำลึก 5-10 เซนติเมตร แต่ไม่ควรลึกเกิน 1 เมตร
  • อุณหภูมิ 25-32 องศาเซลเซียส
  • ได้รับแสงประมาณ 50% (ร่มรำไร)
  • pH ที่เหมาะสม ในช่วง 5.5-6.5 (ไม่ควรเกิน 8)
  • ธาตุอาหารต่าง ๆ ควรเพิ่มฟอสฟอรัส หากเพาะขยายในดินทรายหรือร่วนทราย และต้องเพิ่มปุยอินทรีย์เล็กน้อย

การนำแหนแดงไปใช้ประโยชน์

  1.  ใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวทดแทนปุ๋ยเคมี ไนโตรเจน โดยหว่านแหนแดง อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร เลี้ยงแหนแดงก่อนปักดำ 3 สัปดาห์ เมื่อแหนแดงขยายเต็มพื้นที่ให้ปล่อยน้ำออกแล้วไถกลบก่อนดำนา แหนแดงในนา 1 ไร่ ให้ผลผลิตแหนแดง 3,000 กิโลกรัม เทียบได้กับปุ๋ยยูเรีย 7-10 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของช้าว
  2. ลดปริมาณของวัชพืชในนาข้าว แหนแดงจะคลุมผิวน้ำ ป้องกันไม่ให้แสงแดดส่องลงไปในน้ำ ทำให้วัชพืชในน้ำเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ การใช้แหนแดง 640 กิโลกรัมต่อไร่ สามารถลดปริมาณวัชพืชในนาหว่านน้ำตมได้ดีที่สุด และยังทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น 19%
  3. ใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์สำหรับ พืชผัก ไม้ผล และไม้ดอก แหนแดงสดใช้คลุกรวมกับวัสดุปลูกได้โดยตรง อัตราแหนแดงสดต่อวัสดุปลูก เท่ากับ 1:1 หรือใช้แหนแดงตากแห้ง 2 วัน จำนวน 20-30 กรัม ผสมกับวัสดุปลูก 1 กิโลกรัม (แหนแดงสด 15 กิโลกรัมตากแห้งแล้วเหลือ 1 กิโลกรัม)
  4. เนื่องจากมีโปรตีนสูง จึงใช้เป็นแหล่งโปรตีนในอาหารเลี้ยงสัตว์จำพวก เป็ด ไก่ ปลา และ สุกร ใช้อัตราแหนแดงสดน้ำหนัก 9 กิโลกรัม ผสมหัวอาหาร 36 กิโลกรัม ใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ปีก

การเพาะเลี้ยงแหนแดงในวงบ่อซีเมนต์

  • เริ่มต้นด้วยการใส่ดินนา หนาประมาณ 10 เซนติเมตร เติมปุ๋ยคอก 1 กิโลกรัม เติมน้ำให้สูงจากระดับดินประมาณ 10 เซนติเมตร
  • นำแม่พันธุ์แหนแดงลงไปในบ่อที่เตรียมไว้ ปริมาณ 50 กรัม แล้วใช้มือกระจายลงในบ่อ
  • เมื่อเพาะเลี้ยงแหนแดงจนเจริญเติบโตเต็มบ่อ ทำการปล่อยน้ำออกจากบ่อ หรือนำไปขยายต่อตามต้องการ
  • กระชังขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณแหนแดง

การเพาะเลี้ยงแหนแดง เกษตรกรจำเป็นต้องทำบ่อแม่พันธ์แหนแดงไว้ เนื่องจากแหนแดงมีในโตรเจนสูง เนื้อเยื่อค่อนข้างบอบบาง และ อ่อนแอ แมลงศัตรูลงทำลายได้ง่าย เพื่อให้เกษตรกรมีแม่พันธุ์แหนแดงขยายพันธุ์สำหรับใช้ต่อไป

ที่มา : ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรลำปาง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1  กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


บทความอื่นที่น่าสนใจ