เกษตรกรรม » การเพาะเลี้ยงปลาตะเพียน

การเพาะเลี้ยงปลาตะเพียน

12 มกราคม 2023
648   0

การเพาะเลี้ยงปลาตะเพียน

การเพาะเลี้ยงปลาตะเพียน

ปลาตะเพียนขาว หรือ ที่เรียกติดปากกันสั้น ๆ ว่า “ปลาตะเพียน” ภาคอีสาน เรียกว่า “ปลาปาก” เป็นปลาพื้นเมืองของไทย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Barbonymus gonionotus สำหรับในประเทศไทย เชื่อกันว่าปลาชนิดนี้มีอยู่คู่กับ แม่น้ำ บึงลำคลอง หนอง ในแถบภูมิภาคสวนนี้มานานหนักหนาแล้ว นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยหรืออาจจะก่อนกว่านั้น



ปลาตะเพียน หรือตะเพียนขาว เป็นปลาที่สามารถนำมาเลี้ยงและเพาะขยายพันธุ์ได้ง่าย จึงเป็นปลาพื้นเมืองที่ได้รับการคัดเลือก ให้ส่งเสริมในการเพาะเลี้ยงอีกชนิดหนึ่ง การเพาะเลี้ยงปลาตะเพียนนั้น ได้ดำเนินการเป็นครั้งแรก ก่อนปี พ.ศ.2503 ที่สถานีประมง (บึงบอระเพ็ด) นครสวรรค์ ต่อมาการเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้ ได้รับการพัฒนา ทั้งวิธีเลียนแบบธรมชาติและผสมเทียม ซึ่งสามารถเผยแพร่และจำหน่ายอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

นิสัยการกินอาหารของ ปลาตะเพียน

นิสัยการกินอาการ กล่าวกันว่าลูกปลาตะเพียน วัยอ่อน กินสาหร่ายเซลล์เดียวและแพลงก์ตอนขนาดเล็ก ส่วนพวกปลาขนาด 3 – 5 นิ้ว กินพวกพืชน้ำ เช่น แหนเป็ด สาหร่ายพุงชะโด ผักบุ้งสำหรับปลาขนาดใหญ่สามารถกินใบพืชบก เช่น ใบมันเทศ ใบมันสำปะหลัง หญ้าขน ๆลๆ พบว่าปลาตะเพียนหาอาหารกินในเวลากลางวันมากกว่ากลางคืน

การเพาะพันธุ์ ปลาตะเพียน

ในการเพาะพันธุ์ปลาตะเพียนควรเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เอง บ่อขุนเลี้ยงพ่อแม่พันธ์ ควรเป็นบ่อดินขนาดประมาณ 400 ตารางเมตร ถึง 1 ไร่ โดยปล่อย ปลาเพศผู้เพศเมีย แยกบ่อกันในอัตราประมาณ 800 ตัว/ไร่ ให้ผักต่างๆ หรือ อาหารผสมในอัตราประมาณร้อยละ 3 ของน้ำหนักตัว การเลี้ยงพ่อแม่ปลา อาจจะเริ่มในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน โดยคัดปลาอายุประมาณ 8 เดือน แยกเพศและปล่อยลงบ่อ เมื่ออากาศเริ่มอุ่นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ควรตรวจ สอบพ่อแม่ปลา ถ้าอ้วนเกินไปก็ต้องลดอาหาร หากผอมเกินไปก็ต้องเร่งอาหาร ทั้งนี้ควรจะถ่ายน้ำบ่อยๆ เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของไข่และน้ำเชื้อ การเพาะพันธุ์ จะเริ่มได้ประมาณเดือนมีนาคมถึงกันยายน โดยพ่อแม่พันธุ์จะพร้อมที่สุด ในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน

การคัดพ่อแม่พันธุ์ ปลาตะเพียน

ปลาเพศมียที่มีไข่แก่จัดจะมีท้องอูมโปงและนิ่ม ผนังท้องบาง ช่องเพศและช่องทวารค่อนข้างพองและยืน ส่วนปลาเพศผู้แทบจะไม่มีปัญหา เรื่องความพร้อมเนื่องจากสร้างน้ำเชื่อได้ดีเกือบตลอดปี

การผสมพันธุ์ การผสมพันธุ์ทำได้ 2 วิธี

1.ปล่อยให้พ่อแม่ปลาผสมพันธุ์กันเอง เมื่อฉีดฮอร์โมนเสร็จ ก็จะปล่อยพ่อแม่ปลาลง ในบ่อเพาะรวมกัน โดยใช้อัตราส่วนแม่ปลา 1 ตัว/ปลา เพศผู้ 2 ตัว บ่อเพาะควรมีพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 3 ตารางเมตร ลึกประมาณ 1 เมตร บ่อขนาดดังกล่าว จะปล่อยแม่ปลาได้ประมาณ 3 ตัว เพื่อความสะดวกในการแยกพ่อแม่ปลา ควรใช้อวนช่องตาห่าง ปูในบ่อไว้ชั้นหนึ่งก่อน แล้วจึงปล่อยพ่อแม่ปลาลงไป แม่ปลาจะวางไข่หลังการฉีดประมาณ 6 ชั่วโมง โดยจะไล่รัดกันจนน้ำแตกกระจาย เมื่อสังเกตว่าแม่ปลาวางไข่หมดแล้ว ก็ยกอวนที่ปูไว้ออก พ่อแม่ปลาจะติดมาโดยไข่ปลาลอดตาอวนลงไปรวมกันในบ่อ จากนั้นก็รวบรวมไข่ปลา ไปฟักในกรวยฟัก การผสมพันธุ์วิธีนี้มี ข้อดีในเรื่องคุณภาพของไข่ที่ได้ มักจะเป็นไข่ที่สุกพอดีนอกจากนั้นผู้เพาะยังไม่ต้องเสียเวลารอด้วย

2 วิธีการผสมเทียม หลังจากฉีดประมาณ 6-8 ชั่วโมง จะสามารถรีดไข่ปลาได้ โดยปลา จะมีอาการกระวนกระวายว่ายน้ำไปมารุนแรงผิดปกติ บางตัวอาจจะขึ้นมาฮุบ อากาศบริเวณผิวน้ำ เมื่อพบว่าปลามีอาการดังกล่าวก็ควรตรวจดูความพร้อม ของแม่ปลา โดยจับปลาหงายท้องขึ้นโดยตัวปลายังอยู่ในน้ำและบีบบริเวณใกล้ช่องเพศเบาๆ หากพบว่าไข่พุ่งออกมาอย่างง่ายดายก็นำแม่ปลามารีดไข่ได้ รีดไข่ลง ในภาชนะที่แห้งสนิท จากนั้นนำปลาตัวผู้มารีดน้ำเชื้อลงผสม ในอัตราส่วนของ ปลาตัวผู้ 1- 2 ตัว ต่อไข่ปลาจากแม่ไข่ 1 ตัว ใช้ขนไก่คนไข่กับน้ำเชื้อจนเข้ากันดี แล้วจึงเติมน้ำสะอาดเล็กน้อยพอท่วม จากนั้นจึงเดิมน้ำจนเต็มภาชนะถ่ายน้ำเป็นระยะๆ เพื่อล้างไข่ให้สะอาด ไข่จะค่อยๆ พองน้ำและขยายขนาดขึ้นจนพองต็มที่ภายในเวลา ประมาณ 20 นาที ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวต้องคอยถ่ายน้ำอยู่เสมอ เพื่อป้องกัน ไม่ให้ไข่บางสวนเสีย เมื่อไข่พองเต็มที่แล้วก็สามารถนำไปฟักในกรวยฟักได้



การอนุบาลลูกปลา

บ่อที่ใช้เป็นบ่อดินขนาดประมาณครึ่งไรถึงหนึ่งไร่ ความลึกประมาณ 1 เมตร ก่อนปล่อยลูกปลาต้องเตรียมบ่อให้ดีเพื่อกำจัดศัตรูและเพิ่มอาหารของลูกปลาในบ่อ การอนุบาลลูกปลาตะเพียนนี้ระดับน้ำในบ่ออนุบาลขณะเริ่มปล่อยลูกปลาควรอยู่ในระดับ 30-40 เซนติเมตร แล้วค่อยๆ เพิ่มระดับน้ำ สัปดาห์ละ 10 เซนติเมตร เพื่อรักษาคุณสมบัติน้ำ ส่วนการใส่ปุ๋ยนั้นหากวางแผนจะอนุบาลด้วยอาหารสมทบเพียงอย่างเดียวก็ไม่ต้องเติมปุ้ยในบ่อ การขนย้ายลูกปลาลงบ่อดินเมื่อย้ายลูกปลาลงบ่อดินแล้วให้อาหาร ซึ่งอาจใช้ไข่ต้มเอาแต่ไข่แดงนำไปละลายน้ำและกรองผ่านผ้าโอลอนแล้วสาดให้ทั่วบ่อ เมื่อลูกปลาโตขึ้น ในวันที่ 5 จะเริ่มลดอาหารไข่และให้รำละเอียด โดยค่อย ๆ โรยทีละน้อยรอบ 1 บ่อกะให้รำแผ่กระจายเป็นพื้นที่กว้างประมาณ 1 วา จากขอบบ่อ เพราะลูกปลาส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในบริเวณนี้

ปลาตะเพียน

เมื่ออนุบาลไปได้ประมาณ 2 สัปดาห์ลูกปลาจะเริ่มขึ้นมากินอาหารที่ผิวน้ำจะสังเกตการกินอาหารได้ง่ายขึ้นโดยจะโรยรำด้านเหนือลม รำจะค่อยๆลอยโปร่งตรงข้ามต้องคอยสังเกตว่าเศษรำ ที่ลอยมาติดขอบบ่อ มีมากน้อยเพียงใด ถ้ามีมาก ก็แสดงว่าให้อาหารมากเกินไป ต้องลดอาหารลงอาหารที่ให้ การให้รำอาจจะให้วันละ 3 – 4 ครั้ง ในระยะแรก ๆ และลดลงเหลือ 2 ครั้ง ในเวลาต่อมาโดยทั่วไปเมื่ออนุบาล ได้ 4-6 สัปดาห์ จะได้ลูกปลาขนาดประมาณ 1นิ้ว อัตรารอดประมาณร้อยละ 30-50%

การเลี้ยงปลาตะเพียน

ปลาตะเพียน สามารถเจริญเติบโตได้ดี ในแหล่งน้ำทั่วไป เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย กินพืชเป็นอาหารอาศัยอยู่ได้ดี ทั้งในแหล่งน้ำไหลและแหล่งน้ำนิ่ง การเลี้ยงปลาตะเพียนมีรูปแบบการเลี้ยง หลายลักษณะได้แก่ การเลี้ยงในบ่อดิน ในนาข้าว ในร่องสวนและการเลี้ยงปลาในกระชัง ส่วนมากนิยมเลี้ยงในบ่อดิน

  • บ่อเลี้ยง ควรเป็นบ่อขนาด 400 ตารางเมตร จนถึงขนาด 1 ไร่ หรือ มากกว่านั้น ความลึกของน้ำในบ่อควรให้ลึกกว่า 1 เมตรขึ้นไป ใช้เลี้ยงลูกปลา ที่มีขนาดยาว 5 – 7 เซนติเมตรขึ้นไป ในอัตราส่วน 3-4 ตัวต่อตารางเมตร หรือ 5,000 ตัวไร่

  • บ่อใหม่ หมายถึง บ่อที่เพิ่งขุดใหม่และจะเริ่มการเลี้ยงเป็นครั้งแรก บ่อในลักษณะเช่นนี้ ไม่ค่อยมีปัญหา เรื่องโรคพยาธิที่ตกค้างอยู่ในบ่อ เพียงแต่บ่อใหม่ จะมีอาหารธรมชาติอยู่น้อย หากภายในบ่อมีคุณสมบัติของดินและน้ำไม่เหมาะสมก็ต้องทำการปรับปรุง เช่น น้ำและดิน มีความเป็นกรดเป็นด่างต่ำกว่า 6.5 ก็ต้องใช้ปูนขาวช่วยในการปรับสภาพ โดยระบายน้ำเข้าให้มีระดับประมาณ 10 เซนติเมตร ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์จึงใส่ปุ้ยคอกหรือปุ้ยวิทยาศาสตร์จากนั้น ก็ระบายน้ำเข้าให้มีระดับประมาณ 50 เซนติเมตรทิ้งไว้อีก 5-7 วันจึงปล่อยน้ำ ให้ได้ระดับตามต้องการประมาณ 1- 1.5 มตร จึงปล่อยปลาลงเลี้ยง
  • บ่อเก่า หรือบ่อที่ผ่านการเลี้ยงมาแล้ว หลังจากจับปลาแล้วทำการสูบน้ำออกให้แห้ง ทิ้งไว้ไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน จากนั้นใส่ปูนขาวฆ่าเชื้อโรคและพยาธิ พร้อมทั้งปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของก้นบ่อ แต่ถ้าเป็นบ่อที่มีเลนอยู่มาก ควรทำการลอกเลนขึ้นก่อนแล้วจึงค่อยใส่ปูนขาว จากนั้นตากบ่อทิ้งไว้อีก 7 วันแล้วจึงปฏิบัติเหมือนกับบ่อใหม่ แต่ถ้าไม่สามารถสูบน้ำให้แห้งได้จำเป็นต้องกำจัด ศัตรูปลาให้หมดเสียก่อนศัตรูของปลาตะเพียน ได้แก่ พวกปลากินเนื้อ เช่น ปลาช่อน ปลาดุก กบ เขียด และงู ควรใช้โล่ ติ๊นสด 1กิโลกรัมต่อปริมาณน้ำ 100 ลูกบาศก์เมตร วิธีใช้คือทุบหรือบดโล่ติ๊นให้ละเอียดนำลงแช่น้ำลึก 1 หรือ 2 ปีบขยำโลติ๊นเพื่อให้น้ำสีขาวออกมาหลายๆ ครั้งจนหมดแล้วนำลงไปสาดให้ทั่วบ่อ ศัตรูพวกปลาดังกล่าวก็จะตายลอยขึ้นมา ต้องเก็บออกทิ้ง อย่าปล่อยให้เน่าอยู่ในบ่อ ก่อนที่จะปล่อยปลาลงเลี้ยง ควรทิ้งระยะไว้ประมาณ 10 วัน เพื่อให้ฤทธิ์ของโล่ติ๊นสลายตัวเสียก่อน ส่วนน้ำที่จะระบายเข้ามาใหม่ ควรใช้ตะแกรง กรองเอาเศษต่างๆ และปลาอื่นๆ ไม่ให้เข้ามาในบ่อได้

การใส่ปุ๋ยในบ่อเลี้ยงปลา

อัตราการใส่ปุ๋ยคอกที่นิยมใช้กันส่วนใหญ่ อยู่ในระดับ 150-200 กิโลกรัม /ไร่ ใส่ทุก ๆช่วง 2 – 3 เดือน ปริมาณแตกต่างกันไปตามสภาพของบ่อ และความหนาแน่นของปลาที่เลี้ยง สำหรับอัตราการใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ก็จะ แตกต่างกันไปตามชนิดของปุ๋ยคือ ปุ๋ยฟอสเฟต เป็นที่นิยมใช้กันมากที่สุด พอสรุปได้ว่าควรใช้ประมาณ 25 – 30 กิโลกรัมต่อ 6 ไร่ ทุกๆ 6 เดือน ปุ๋ยไนโตรเจน อัตราการใช้ไม่ค่อยแน่นอนแตกต่างกันไปแต่ละท้องถิ่น เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียเหลว มีไนโตรเจนอยู่ 20 เปอร์เซ็นต์ ใช้ 150 ลิตรต่อ 6 ไร่

การเลี้ยงปลาตะเพียนในบ่อดิน

บ่อที่เหมาะสมควรมีขนาดเนื้อที่ที่ผิวน้ำ มากกว่า 400 ตารางเมตร ขึ้นไป ลึกประมาณ 1- 1.5 เมตร หลังจากเตรียมบ่อ ดังได้กล่าวมาแล้ว ปล่อยลูกปลาขนาด 1.5 – 2 เซนติเมตร ในอัตรา 3 – 4 ตัว/ตารางเมตร ให้อาหารวันละ 2 เวลา เช้า – เย็น ในอัตรา 3 – 4 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัวปลา รูปแบบบ่อที่ใช้เลี้ยงควรมีระบบการระบายน้ำที่ดี

การเลี้ยงปลาตะเพียนในนาข้าว

ควรมีเนื้อที่ประมาณ 10 – 15 ไร่ การดัดแปลงพื้นที่นาให้เป็นนาปลาก็สามารถปฏิบัติได้ง่ย โดยขุดดินในพื้นที่นา รอบๆ ถมเสริมคันดินให้สูงขึ้นทำให้มีความแข็งแรงจะทำให้เกิดคูรอบคันดิน สามารถเก็บกักน้ำให้ขังอยู่ในพื้นที่นา ใช้สำหรับเลี้ยงปลา คูที่ขุดนี้ควรมีขนาด กว้างไม่น้อยกว่า 50 ซม. ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร คันดินควรสูงประมาณ 75 – 100 เซนติเมตร เหลือให้คันดินสูงกว่าระดับน้ำสูงประมาณ 60 เชนติเมตร กว้าง 50 เชนติเมตร มุมที่จะเป็นทางระบายน้ำออกจากนาควรเป็นด้านที่ต่ำสุด ถ้าเป็นไปได้ขุดหลุมกว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร ลึก 60 – 70 เซนติเมตร ไว้เพื่อ สะดวกในการจับปลา โดยปลาจะมารวมกันเองในหลุมนี้เมื่อเวลาน้ำลดในฤดูเก็บเกี่ยว

การเลี้ยงปลาตะเพียนในนาข้าว

ขนาดของปลาที่ปล่อยลงเลี้ยง

ใช้ขนาด 3 – 5 เซนติเมตรขึ้นไป ปล่อยอัตรา 400 – 600 ตัว/ไร่ การใส่ปุ๋ยและการให้อาหารจะใช้น้อยกว่าการเลี้ยงแบบอื่นๆ เราจะให้อาหารเพียงวันละครั้ง การปล่อยปลาจะปล่อยหลังจากดำกล้าประมาณ 7 วัน ปล่อยน้ำเข้านาให้สูงประมาณ 1 ฟุต ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณ 3 – 4 เดือน ซึ่งจะพอดีกับข้าวสุก ปลาก็โตมีขนาดพอนำไปจำหน่ายตาม ท้องตลาดได้

การเลี้ยงปลาตะเพียน สามารถเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นได้ เพื่อเป็นการใช้ประโยชน์ภายในบ่อให้ได้เต็มที่ ปลาแต่ละชนิดที่ปล่อยลงเลี้ยงร่วมกัน จะต้องโตได้ขนาดตลาดในเวลาพร้อมกัน เพื่อสะดวกในการเก็บเกี่ยวผลผลิตปลาที่เหมาะสมกับการเลี้ยงปลาตะเพียน จะต้องไม่มีนิสัย ที่ชอบทำร้ายปลาชนิดอื่นและไม่ควรเป็นพวกปลากินเนื้อ

ต้นทุนและผลผลิตของการเลี้ยงปลาตะเพียน

ปลาตะเพียน ที่เลี้ยงกันตามอัตราการปล่อยปลา ที่กล่าวมาแล้ว จะมี ผลผลิตไร่ละประมาณ 800 -1,000 กิโลกรัม ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 6-7 เดือน มีน้ำหนักประมาณ 3-4 ตัว/กิโลกรัม โดยมีต้นทุนประมาณ 8,000-10,000 บาทไร่ และตันทุนที่สำคัญคือค่าอาหาร ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 45% ของต้นทุนทั้งหมด ราคาจำหน่าย ประมาณ 20-25 บาท/กิโลกรัม

การเพาะเลี้ยงปลาตะเพียน

โรคพยาธิและการป้องกันรักษา

ปลาตะเพียนมีการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ค่อนข้างไว เช่นการเปลี่ยนอุณหภูมิในรอบวัน ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ ความเป็นกรด – ด่างของน้ำ ตลอดจน สารพิษต่าง ๆที่มากระทบ ดังนั้น การจัดการด้านคุณภาพน้ำที่ใช้เลี้ยงปลา มีความจำเป็นเพราะเป็นการป้องกัน การเกิดโรคไว้ล่วงหน้าก่อน

สาเหตุที่ทำให้ปลาเป็นโรค

  • นำลูกปลาติดโรค – พยาธิมาเลี้ยงโดยไม่ได้กำจัดโรคพยาธิเสียก่อน
  • เลี้ยงปลาหนาแน่นเกินไป
  • ให้อาหารมากเกินไป
  • น้ำมีคุณภาพเสื่อมโทรมลง
  • คุณภาพอาหารต่ำหรือไม่สด

ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ

ปัญหาทั่วไปที่มักจะพบ ได้แก่ ปลา ไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร ทั้งนี้ เพราะไม่ได้ถ่ายเทน้ำเป็นประจำจึงทำให้เกิดเห็บปลาและหนอนสมออันเป็นพยาธิ ของปลา หรือโรคจากบักเตรี ซึ่งเกิดจากการเลี้ยงปลาแน่นเกินไป ศัตรูของปลาตะเพียน ได้แก่ ปลาซ่อน ปลาชะโด ปลาดุก กบ เขียด งูกินปลา และนก ฯลฯปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่ง คือ การลักขโมยซึ่งมีวิธีการหลายอย่าง เช่ น ใช้ตาข่าย แห กระชัง ลอบ ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาประสบการขาดทุนมาก หลายรายแล้ว อนึ่ง ปัญหาเหล่านี้ ผู้เลี้ยงควรศึกษาและแก้ไขโดยใกล้ชิด พร้อมทั้ง ปฏิบัติตามคำแนะนำในด้านวิชาการจากเจ้าหน้าที่ของกรมประมงอย่างเคร่งครัด

แนวโน้มของการเลี้ยงปลาตะเพียน

ปลาตะเพียนเป็นปลาพื้นบ้านของคนไทย ประชาชนนิยมบริโภค อย่างแพร่หลาย ส่วนของผู้เลี้ยงปลาตะเพียนเป็นปลาที่เลี้ยงง่ายเจริญเติบโต เร็วเป็นที่ต้องการของตลาด สำหรับต้นทุนการผลิตก็ไม่สูงมาก ดังนั้น การเลี้ยงปลาชนิดนี้จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอีกทางหนึ่ง

 ที่มา : เอกสารเผยแพร่ กรมประมง กระทรวงเกษตรละสหกรณ์ www.fisheries.go.th, www.withikaset.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ